Didi Chuxing ผู้เขย่าวงการแอปเรียกรถ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657210

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 15:31 น.

เส้นทางของ Didi Chuxing แอปเรียกรถแท็กซี่จากจีนที่สามารถเอาชนะ Uber

หลังจากที่เพิ่งเสนอขายหุ้น IPO เข้าตลาดสหรัฐไปได้ไม่นาน “ตีตี ชูสิง” (Didi Chuxing) ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ในแดนมังกรถูกสั่งให้หยุดการให้บริการหลังพบว่ามีการวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อย่างผิดกฎหมาย นับเป็นบริษัทเทคยักษ์ใหญ่รายล่าสุดที่ถูกรัฐบาลจีนเล่นงาน

เส้นทางของ Didi Chuxing

ตีตี ชูสิง เคยสร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการแท็กซี่มาแล้วเมื่อแอปพลิเคชั่นเรียกรถชื่อดังอย่าง อูเบอร์ (Uber) ตัดสินใจยอมควบรวมกิจการ Uber China ในประเทศจีนกับตีตี ชูสิง หลังจากที่อูเบอร์ไม่สามารถเจาะตลาดจีนได้ มิหนำซ้ำยังขาดทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะถูกตีตี ชูสิงกุมตลาดไว้หมด

นับเป็นประเทศเดียวที่อูเบอร์พ่ายแพ้อย่างราบคาบ ที่สำคัญยังเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง และมีลูกค้าขึ้นแท็กซี่ผ่านแอปเป็นพันล้านรอบ อูเบอร์ในจีนยึดลูกค้าได้เพียง 150 ล้านรอบ ณ เวลานั้นถือว่ามากมายมหาศาลแล้ว แต่ก็ยังน้อยกว่าตีตี ชูสิงเกือบ 10 เท่า ซึ่งคิดเป็น 90% ของตลาดเรียกแท็กซี่ผ่านแอปในจีน

ในเมื่อเป็นคู่แข่งมันยากนัก อูเบอร์กับตีตี ชูสิงจึงพยายามเจรจาเพื่อควบรวมกิจการมาโดยตลอด แต่เวลาผ่านไป 2 ปีก็ไม่มีอะไรคืบหน้า แถมอูเบอร์ยังขาดทุนถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐในจีนในช่วงนั้น จนทั้งสองฝ่ายตกลงจะใช้ยุทธศาสตร์ “รวมกันเราอยู่” ในปี 2016 โดยอูเบอร์จะขายแบรนด์ในจีนให้ตีตี ชูสิง แลกกับกับการถือหุ้นในตีตี ชูสิงในสัดส่วน 20% ส่วนตีตี ชูสิงจะเข้าไปลงทุนในตลาดของอูเบอร์ภายนอกจีนเป็นเงิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

จากดีลนี้จะเห็นได้ว่าตีตี ชูสิงไม่ธรรมดา เพราะไม่เพียงทำให้อูเบอร์ต้องจนมุมเท่านั้น แต่ยังปูทางให้ตัวเองรุกตลาดนอกจีนได้อีกด้วย

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะตีตี ชูสิงมีแบ็กอัพที่แข็งปั๋งอย่าง เทนเซ็นต์ (Tencent) ยักษ์ใหญ่วงการอินเทอร์เน็ตในจีนของ หม่าฮั่วเถิง กับเครืออาลีบาบา (Alibaba) ของ หม่าหยุน เดิมนั้นตีตี ชูสิงเป็นการรวมกันของแอพเรียกแท็กซี่ 2 ตัว ของเทนเซนต์กับอาลีบาบา ในชื่อตีตี ต่าเชอ กับไคว่ตี ต่าเชอ ต่อมาควบรวมกิจการกันจนกลายเป็นตีตี ชูสิง แต่ในวันนี้ยังควบกับอูเบอร์อีก ไม่เรียกเป็นพี่ใหญ่ในวงการคงไม่ได้แล้ว

แต่เบื้องหลังที่แท้จริงของตีตี ชูสิงคือชายที่ชื่อ เฉิงเหวย วัย 38 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง และตอนนี้เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร หรือซีอีโอ ที่น่าสนใจก็คือในตอนนั้น เฉิงเหวย เป็นชายหนุ่มอายุเพียงแค่ 33 ปีเท่านั้น แต่กลับสร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการแอพแท็กซี่จนสามารถยึดครองตลาดจีนได้แบบอยู่หมัด ทั้งยังกดดันอูเบอร์จนต้องยอมอ่อนข้อในที่สุด และพาตีตี ชูสิงผงาดตลาดนอกประเทศอีก นับว่าเป็นชายหนุ่มที่ไม่อาจคลาดสายตาได้อีกคนหนึ่ง!

รู้จักซีอีโอ

เฉิงเหวย เคยเป็นพนักงานของเถาเป่า ในส่วนของอาลีเพย์ ภายใต้การบริหารของอาลีบาบา เขาอยู่ใต้ร่มเงาของอาลีบาบานานถึง 8 ปี ก่อนที่จะลาออกจากงานเมื่ออายุได้ 30 ปี เพื่อสร้างกิจการของตัวเองด้วยเงินลงทุนเพียง 8 แสนหยวน

ธุรกิจที่เขาต้องการจะทำมากที่สุดคือบริการเรียกแท็กซี่ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากการที่ตัวเขามักเรียกแท็กซี่ไม่ค่อยได้ แถมบางครั้งยังต้องตกเครื่องบินเพราะหารถไม่ได้อีกต่างหาก เลยอยากจะแก้ปัญหาโลกแตกที่ว่านี้พร้อมๆ กับหาเงินเข้ากระเป๋าด้วย ผลลัพธ์ก็คือการสร้างแอพพลิเคชั่น “ตีตี ต่าเชอ” หรือ “ตีตี เรียกรถ” ในปี 2012 และให้บริการใน 300 เมืองทั่วประเทศ

ตอนแรกไม่เพียงไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเท่านั้น (ธุรกิจในจีนที่จะประสบความสำเร็จได้ดีต้องได้รับการเกื้อหนุนจากรัฐ) แต่ยังถูกแบนถึง 14 ครั้ง จากหน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศ

แต่ตีตี ต่าเชอก็สามารถฝ่าด่าน 18 อรหันต์จนก้าวขึ้นมาเป็นแอพแท็กซี่ชั้นนำของประเทศจนได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากเทตเซนต์เป็นเงินถึง 15 ล้านเหรียญสหรัฐ

ประเด็นนี้นับว่าน่าสนใจมาก เพราะ เฉิงเหวย เคยเป็นลูกหม้อเก่าของอาลีบาบา แต่เมื่อออกมาตั้งบริษัทของตัวเอง เขากลับได้รับการสนับสนุนจากคู่แข่งของบริษัทเดิมนั่นคือเทนเซนต์ ส่วนอาลีบาบาผู้โอบอุ้มเขามาแต่เดิม กลับมีแอพเรียกเแท็กซี่เป็นของตัวเองเช่นกัน นั่นคือ “ไคว่ตี ต่าเชอ” จึงอาจกล่าวได้ว่าเทนเซนต์ช่วงใช้ เฉิงเหวย มาต่อกรกับอาลีบาบาอยู่กลายๆ

ความท้าทายจริงๆ ของ เฉิงเหวย ไม่ใช่ไคว่ตี ต่าเชอ หรืออาลีบาบา แต่เป็นความต้องการใช้แท็กซี่ของคนจีนที่สูงกว่าจำนวนแท็กซี่ แม้ว่าจะมีแอพรองรับถึง 2 ตัวแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถสนองอุปสงค์ได้เลย โดยเฉพาะในช่วงเร่งด่วน ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีคู่แข่ง 2 รายขับเคี่ยวกัน ปัญหาอยู่ที่คู่แข่งทั้งสองไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานของการขาดแคลนแท็กซี่ได้

แต่ เฉิงเหวย ก็เกิดไอเดียในที่สุด เขาเลิกที่จะพึ่งพาเแท็กซี่เพียงอย่างเดียว เขาติดต่อและขอร้องให้ผู้มีรถเข้าร่วมเครือข่ายแอพ โดยเฉพาะผู้ที่มีรถว่างหรือที่ไม่ได้ใช้ และรถที่วิ่งเป็นเวลา สามารถเข้าร่วมโครงการด้วยการรับผู้โดยสารตามออร์เดอร์ ส่วนผู้โดยสารก็อาจแชร์รถกับเจ้าของรถส่วนบุคคลเรียกได้ว่าวิน-วินด้วยกันทุกฝ่าย แถมยังแก้ปัญหารถขาดแคลนอีกด้วย

ที่น่าภาคภูมิใจก็คือ เฉิงเหวย กลายเป็นคนแรกๆ ในจีนที่ผลักดัน Sharing Economy หรือเศรษฐกิจแบ่งปัน

เฉิงเหวย ไม่ใช่คนเดียวที่ขับเคลื่อนความสำเร็จนี้ เพราะยังมีหญิงสาววัย 42 ปีอีกคนหนึ่งเป็นแกนนำหลัก เธอคือ จีน หลิ่ว หรือ หลิ่วชิง ผู้นำอัจฉริยะคนหนึ่งของวงการที่ร่วมกันผลักดันตีตี ชูสิงจนมาถึงวันนี้ได้

เอาชนะ Uber

แต่แล้วในปี 2013 ทั้งตีตี ต่าเชอ และไคว่ตี ต่าเชอ ต้องเผชิญหน้ากับมือที่สาม นั่นคืออูเบอร์ที่รุกตลาดจีนในปีนั้น โดยมีไป่ตู้เป็นผู้รับรองด้านไอที ทำให้แอพเรียกรถเกิดการแข่งขันอย่างดุเดือด แต่ปรากฎว่า อูเบอร์เข้าเนื้อทุกปีเพื่อจะต่อกรกับคู่แข่งท้องถิ่น ซึ่งกุมตลาดภายในในสัดส่วนถึง 80% แม้จะเจอศึกหนักและต้องเสียเงินเป็นพันล้านในแต่ละปีเพื่อเปิดศึกในครั้งนี้ แต่อูเบอร์ก็ยังทนกัดฟันเรื่อยมา

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ เฉิงเหวย ตัดสินใจงัดทฤษฎีรวมกันเราอยู่มาใช้สร้างความแข็งแกร่ง ด้วยการรวมตัวกับไคว่ตี ต่าเชอเสียเลย กลายเป็นบริษัทใหม่ในชื่อ “ตีตี ชูสิง” นอกจากจะยึดส่วนแบ่งตลาดได้มากกว่า 90% แล้ว การมียักษ์ใหญ่ในโลกออนไลน์อย่างเทนเซนต์กับอาลีบาบามาเป็นแบ็กอัพร่วมกัน (แทนที่จะห้ำหั่นกันเอง) ยังช่วยให้การใช้แอพผ่านทางสมาร์ทโฟนง่ายขึ้นไปอีก

แต่นี่กลับกลายเป็นวิบากกรรมครั้งใหญ่ของอูเบอร์ จนกระทั่งต้องยอมร่วมเข้ากับแผน “รวมกันเราอยู่” ในที่สุด สรุปก็คือ ตอนนี้ “ตีตี ชูสิง” ภายใต้การบริหารของ เฉิงเหวย ผูกขาดตลาดแอพเรียกแท็กซี่เพียงแต่ผู้เดียว

Sharing Economy คือจุดแข็ง

เศรษฐกิจแบ่งปัน หรือ Sharing Economy มักมีศูนย์กลางอยู่ในโลกออนไลน์ แต่ยังขายตัวและนำไปใช้ในโลกภายนอกได้เช่นกัน รวมถึงในธุรกิจขนส่ง ดังเช่นที่ตีตี ชูสิงริเริ่มการแชร์รถระหว่างเจ้าของรถกับคนทั่วไปที่อยากจะโดยสารยานพาหนะ โดยมีแอพของตีตี ชูสิงเป็นสื่อกลาง

นักวิเคราะห์ในวงการต่างมองว่า สาเหตุที่อูเบอร์ต้องยอมอ่อนข้อให้กับตีตี ชูสิง เพราะไม่อาจต้านทานระบบเศรษฐกิจแบ่งปันที่กำลังมาแรงในจีนได้ และตีตี ชูสิงคือรายแรกๆ ที่ใช้ระบบนี้แก้โจทย์ทางธุรกิจ และกลายเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่ง แต่ในโลกภายนอกของจีนอูเบอร์ก็ยังใช้แนวทางนี้เช่นกัน และค่อนข้างประสบความสำเร็จพอๆ กับเจอปัญหาหนักอก

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ Sharing Economy ในจีนไม่ใช่การแชร์อย่างเสรีเหมือนในสหรัฐหรือประเทศอื่นๆ ระบบนี้ในจีนต้องอาศัยการรับรองจากรัฐค่อนข้างมาก ดังนั้น อูเบอร์ที่ไม่สามารถฝ่าด่านนี้จึงไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้ามกับตีตี ชูสิงที่รู้จักระบบการจัดการ “แบบจีนๆ” มากกว่า จึงกลายเป็นผู้นำในด้านนี้

ความสำเร็จของ Didi Chuxing

บริษัทเสนอขายหุ้น IPO เข้าตลาดสหรัฐไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยคาดว่าหลังทำ IPO ครั้งนี้ตีตี ชูสิงจะก้าวขึ้นเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงที่สุดในจีน ขณะที่บลูมเบิร์กเคยวิเคราะห์ว่ามูลค่าภายหลัง IPO อาจพุ่งถึง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีผู้ถือหุ้นเป็นบริษัทระดับโลกอย่างซอฟต์แบงก์ (SoftBank), อาลีบาบา (Alibaba), เทนเซ็นต์ (Tencent) รวมถึงอูเบอร์ (Uber)

ตีตี ชูสิงนับว่าเป็นแอปพลิเคชันยอดนิยมที่สุดแอปหนึ่งในประเทศจีน โดยมีผู้ใช้ในจีนประมาณ 3 ถึง 4 ร้อยล้านคน ขณะที่รายได้ของบริษัทในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 196 ล้านหยวนหรือประมาณกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ

แต่ทว่ารัฐบาลจีนภายใต้การบริหารของสี จิ้นผิง มีท่าทีที่เข้มงวดต่อบรรดาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงอาลีบาบา ของแจ็ค หม่า ที่ถูกปรับไปถึง 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งนับว่าเป็นค่าปรับที่แพงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตีตี ชูสิงก็เช่นกัน โดยล่าสุดถูกรัฐบาลสั่งให้ระงับการให้บริการในจีน

Photo by Jade GAO / AFP

คลิป: วินาทีระเบิดซากตึกไมอามีหลังพังถล่มคร่า 24 ศพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657224

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 14:50 น.

ทางการตัดสินใจรื้อซากตึกไมอามี ก่อนพายุจะเข้าถล่มซ้ำอีกครั้ง

หลังจากที่อพาร์ตเมนต์ แชมเพลน ทาวเวอร์ เซาต์ (Champlain Towers South) อายุ 40 ปี ความสูง 12 ชั้น ในย่านเซิร์ฟไซด์ เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกาพังถล่มลงมาเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 รายและสูญหายอีก 121 รายนั้น

ล่าสุดช่วงคืนวันที่ 4 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ทางการตัดสินใจระเบิดโครงสร้างอาคารส่วนที่เหลือเพื่อป้องกันการพังถล่มจากพายุโซนร้อนเอลซ่าที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามายังชายฝั่งรัฐฟลอริดา และเพื่อให้การปฏิบัติการค้นหาร่างผู้สูญหายสามารถกลับมาดำเนินต่อได้อย่างปลอดภัย

ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @DarrellPArnold เผยคลิปวินาทีอาคารพังถล่มจากการรื้อถอนครั้งล่าสุด โดยระบุว่าได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นก่อนที่ทั้งตึกจะพังทลายลงมาภายในเวลาไม่มีวินาทีท่ามกลางฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

ผู้เชี่ยวชาญชี้วัคซีนโควิด-19 ฝีมือจีน มีประสิทธิภาพลดป่วยรุนแรง-เสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657222

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 14:37 น.

“ตัวชี้วัดสำคัญของความสำเร็จคือการป้องกันการเสียชีวิตและจำนวนผู้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ไม่ใช่เป้าหมายที่จะทำให้ผู้ป่วยโรคโควิด-19 เป็นศูนย์”

วอชิงตัน, 5 ก.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันเสาร์ (3 ก.ค.) สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) รายงานว่าคณะผู้เชี่ยวชาญต่างไม่แสดงข้อกังขาใดๆ เกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่ผลิตในจีน เนื่องจากเชื่อว่ามันช่วยลดอาการป่วยขั้นรุนแรงและการเสียชีวิตลงได้

รายงานระบุว่าหลายประเทศ อาทิ มองโกเลีย เซเชลส์ และชิลี ซึ่งใช้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่ผลิตในจีนเป็นส่วนใหญ่ ได้ดำเนินการฉีดวัคซีนครบโดสให้ประชากรมากกว่าร้อยละ 50 แล้ว และแม้จำนวนผู้ป่วยยังคงเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าวัคซีนฝีมือจีนไร้ซึ่งประสิทธิภาพ

“ไม่มีวัคซีนตัวใดที่สามารถป้องกันโรคโควิด-19 ได้เต็มร้อย ดังนั้นยังมีโอกาสที่จะตรวจพบผู้ป่วยหลังรับวัคซีนได้” รายงานอ้างอิงคำพูดของคณะผู้เชี่ยวชาญ “ตัวชี้วัดสำคัญของความสำเร็จคือการป้องกันการเสียชีวิตและจำนวนผู้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ไม่ใช่เป้าหมายที่จะทำให้ผู้ป่วยโรคโควิด-19 เป็นศูนย์”

ทั้งนี้ จีนมีวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จำนวน 2 ตัว ที่ได้รับอนุมัติใช้งานกรณีฉุกเฉินโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แก่ ซิโนฟาร์ม (Sinopharm) และซิโนแวค (Sinovac) โดยวัคซีนทั้งสองผลิตโดยไวรัสชนิดเชื้อตายเพื่อกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันในผู้ป่วย ซึ่งเป็นวิธีผลิตวัคซีนที่ผ่านการทดลองและทดสอบแล้ว

“ถ้าเราต้องการลดจำนวนผู้ป่วยอาการรุนแรงและผู้ป่วยเสียชีวิต วัคซีนของซิโนฟาร์มและซิโนแวคสามารถช่วยได้” รายงานอ้างคำพูดจินตงเยี่ยน ศาสตราจารย์ด้านไวรัสวิทยาระดับโมเลกุลจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง

“เราไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ด้วยการบอกว่าวัคซีนตัวนี้ดีหรือไม่ดี เนื่องจากวัคซีนที่มีอยู่ทั้งหมดช่วยลดความเสี่ยงอาการป่วยขั้นรุนแรงได้” เอ็นคัยฮัน ลัควาซูเร็น หัวหน้าฝ่ายดำเนินนโยบายสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขมองโกเลียกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมิถุนายน กระทรวงการต่างประเทศของจีนประกาศว่าจีนจัดส่งวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มากกว่า 350 ล้านโดส ไปยังกว่า 80 ประเทศทั่วโลก ขณะกลุ่มประเทศฝั่งตะวันตกกำลังกักตุนวัคซีนให้ประชากรของตนเอง

เนื้อหาข่าวและภาพโดยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

เจาะลึกกรณี Didi อีกครั้งที่จีนกวาดล้างบริษัทเทคไม่ให้มีที่ยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657214

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 12:46 น.

กรณี Didi กับเหตุการณ์ที่เซอร์ไพรส์อย่างหนักเมื่อทางการจีนสั่งถอนผลิตภัณฑ์ Didi Chuxing จากผู้บริการแอปในวงกว้าง

เป็นข่าวที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจจีนอีกครั้ง ในวันอาทิตย์ผู้ควบคุมไซเบอร์สเปซของจีนได้สั่งให้ร้านแอพหยุดให้บริการแอพของ Didi ผู้ให้บริการรถแท็กซี่แบบเดียว Uber หลังจากพบว่าบริษัทได้รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อย่างผิดกฎหมาย

หากใครที่เดินทางไปจีนบ่อยๆ และจำเป็นต้องเรียกแท็กซี่ แอพ Didi Chuxing เป็นสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ ทุกวันนี้การเรียกแท็กซี่ในจีน จะมายืนรอโบกเอาเองนั้นยากแล้ว เพราะรถถูกเรียกผ่าน Didi Chuxing เป็นส่วนใหญ่

Didi จึงเป็นส่วนหนึ่งที่โยงใยชีวิตประจำวันของคนจีน คำสั่งถอดแอพจึงกระทบประชาชนในวงกว้าง แต่ยังดีที่สั่งห้ามดาวน์โหลดหลังจากนี้ ส่วนคนที่ดาวน์โหลดมาใช้ก่อนหน้าคำสั่งก็ยังใช้กันได้ต่อไป

คำสั่งของทางการจีนจึงเป็นการการหวดเข้าจังๆ จน Didi จนแทบทรุด ยิ่งบริษัทเพิ่งจะเปิดตัวในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน หรือแค่ 4 วันก่อนเจอรัฐบาลจีนเชือด

ไม่ให้คิดว่าเป็นการกลั่นแกล้งก็คงยากแล้ว!

หลังจากสั่งลงดาบไป Global Times ซึ่งเป็นแท็บลอยด์ที่ตีพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์ People’s Daily สื่ออย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนกล่าวในบทวิจารณ์ภาษาจีนเมื่อวันจันทร์ว่าความสามารถในการ “วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่” ที่เห็นได้ชัดของ Didi อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

หมายความว่าจีนกลัวพลังของ Didi ในด้าน big data analysis ซึ่งฟังแล้วไม่สมเหตุผล เพราะแทนที่จะสนับสนุนบริษัทสัญชาติตัวเองที่มีศักยภาพแห่งอนาคต แต่กลับฆ่าตัดตอนซะงั้น ขณะที่ประเทศอื่นๆ ต่างก็อยากมีพลังแห่ง big data ด้วยกันทั้งนั้น

เรื่องนี้สามารถมองได้สองแง่

เรื่องแรก จีนเล่นงานบริษัทเทคใหญ่ๆ เรื่องละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลมาระยะหนึ่งแล้วไม่ใช่แค่ปีสองปีนี้ แต่พอเริ่มจะมีสัญญาณว่าบริษัทพวกนี้ล้วงข้อมูลผู้บริโภคมากขึ้น ผู้บริโภคจีนก็เริ่มร้องเรียนและรัฐบาลก็เข้ามาแทรกแซงทันที นี่เป็นสัญญาณเตือนมานานแล้ว แต่บริษัทใหญ่ๆ ก็ยังก่อเรื่องแบบนี้ไปเรื่อยๆ

จะบอกว่าเป็นการ “ก่อเรื่อง” ก็ไม่ถูกเพราะบริษัทเทคอยู่ได้ด้วย big data หากไม่รวบรวมข้อมูลพวกเขาจะทำธุรกิจอย่างไร? ในกรณีของ Didi มีรายว่าพวกเขาเก็บข้อมูลลูกค้าที่หลากหลายแบบเรียลไทม์ในวงกว้างทุกๆ วัน เพื่อนำ data มาวิเคราะห์การจราจรและการพัฒนยานยนต์อัตโนมัติ อันเป็นแกนหลักของธุรกิจพวกเขา

แต่ทางการเล่นงาน Didi ฐานล่วงละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล คำถามก็คือ Didi ล้ำเส้นหรือไม่? เพราะแม้แต่ประเทศตะวันตกก็ซีเรียสเรื่องนี้ ดังนั้นกรณีนี้จึงต้องทำการสอบสวนกันต่อไป ในเบื้องต้นรายได้ของ Didi ตกแน่นอน เอาแค่หุ้นก็แดงเถือกไปเรียบร้อยแล้ว

เรื่องที่สอง จีนอาจกังวลเรื่องที่ Didi ไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐโดยที่กุมเอาข้อมูล big data ของประเทศปริมาณมหาศาลเอาไว้ ความกังวลนี้สะท้อนออกมาในข้อเขียนของ Global Times ที่กล่าวว่า “ไม่อนุญาตให้ยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตกลายเป็นฐานข้อมูลสุดยอดของข้อมูลส่วนบุคคลของคนจีนที่มีรายละเอียดมากกว่าประเทศ และบริษัทเหล่านี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ข้อมูลดังกล่าวตามต้องการ”

พูดง่ายๆ ก็คือรัฐบาลเท่านั้นที่จะคุม big data ได้ ส่วนเอกชนทำได้ในระดับที่จำกัด ส่วนจะทำได้แค่ไหนนั้น “ลองดูคิดกันเองแล้วกัน” ถ้ามันล้ำเส้นก็จะเจอแบบ Alibaba และ Tencent และล่าสุดคือ Didi

อย่าลืมว่าจีนปกครองด้วยระบบอำนาจนิยมที่ใช้ระบอบทุนนิยมทางเศรษฐกิจ ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงต้องทำตัวให้เป็น big brother ผู้กุม big data แต่ฝ่ายเดียว

รัฐบาลจีนในเวลานี้เลือกแล้วว่าจะเอาความมั่นคงนำหน้าความก้าวหน้าทางธุรกิจ เป็นการกลับลำจากไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ที่จีนพยายามส่งออกธุรกิจไปต่างแดน แต่ตอนนี้คงตระหนักแล้วว่าธุรกิจจีนในต่างแดนเป็นจุดอ่อนเปล่าๆ

แน่นอนว่าการเล่นงาน Didi Chuxing ส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายล้าน แต่คนจีนบางคน (และไม่น่าจะน้อยด้วย) แสดงท่าทีเห็นด้วยกับการเล่นของของรัฐบาล สาเหตุหนึ่งเพราะคล้อยตามรัฐบาลเรื่องความมั่นคงที่ Didi เอาข้อมูลของคนจีนไปพ่วงกับธุรกิจ และไหนจะกังวลที่ Didi ไปจดทะเบียนที่ตลาดหุ้นสหรัฐอีก

(อนึ่ง ผู้บริหารระดับสูงของ Didi กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า บริษัทจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้และข้อมูลการใช้ถนนของจีนทั้งหมดที่เซิร์ฟเวอร์ในประเทศ และ “เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน” ที่จะส่งข้อมูลไปยังสหรัฐ)

กระแสชาตินิยมในหมู่คนจีนกำลังขึ้นสูงมาก ในโซเชียลมีเดียมีการขุดหาข้อมูลของ Didi ออกมาแฉเพื่อที่จะยืนยันความเชื่อของพวกเขาว่า Didi ไม่รักชาติ

ตัวอย่างเช่นสมาชิกของคณะกรรมการบริหารรายหนึ่งของ Didi เป็นคนต่างชาติคือ Adrian Perica เขาไม่ใช่แค่คนต่างชาติ แต่เป็นอเมริกันที่จบการศึกษาจาก United States Military Academy at West Point (ปริญญา Bachelor in Physics )

ไม่ต้องสาธยายให้มากความใครๆ ก็ทราบว่า West Point คือโรงเรียนนายร้อยสหรัฐ เป็นสถาบันทหารอันดับชั้นต้นๆ ของโลก

ข้อมูลนี้ทำให้ชาวเน็ตจีนชี้ว่า Didi มี “แนวที่ห้า” จากประเทศคู่กรณีสงครามการค้ามานั่งเป็นบอร์ดและนายคนนี้ยังเคยเป็นทหารมาก่อน แต่คนส่วนใหญ่มักจะทราบนอกจากจะเป็นฝ่ายบริการของ Didi แล้วเขายังเป็นรองประธานฝ่ายพัฒนาองค์กรของ Apple ที่รายงานต่อซีอีโอคือทิม คุกด้วย

แต่คนจีนสนใจที่เขาเคยเป็นทหารมากกว่า จากข้อมูลของเว็บไซต์ West Point ระบุว่าคาเด็ตหรือนายร้อยจากที่ West Point จะต้องไปรับใช้ชาติในกองทัพเป็นเวลาอย่างน้อย 8 ปี (ทั้ง Active Duty และ Reserve Component Service เพราะเป็นการใช้หนี้ภาษีประชาชนที่อุดหนุนการเรียนเป็นนักเรียนนายร้อย ที่ใช้งประมาณมากกว่า 225,000 ดอลลาร์)

นี่สะท้อนถึงอาหารตื่นตระหนกของคนจีนหัวชาตินิยม พวกเขาพร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลด้วยการขุดข้อมูลมาสนับสนุนการกวาดล้าง “ศัตรูของชาติ” และกรณีของ Adrian Perica ยังอาจทำให้คนจีนรู้สึกว่านี่เป็นการตอบโต้สหรัฐที่เล่นงานบริษัทจีนที่สหรัฐกล่าวหาว่าพัวพันกับกองทัพจีน

อีกตัวอย่างของการขุดขึ้นมาประจานคือ หลิ่วชิง ประธาน Didi

ชาวเน็ตนักขุดพบว่า หลิ่วชิง ประธาน Didi เป็นลูกสาวของหลิ่วฉวนจื้อ นักธุรกิจเจ้าของ Lenovo หลิ่วฉวนจื้อ ลูกชายของหลิวกู่ซู เป็นทนายความที่ช่วย Vitasoy ให้ได้เครื่องหมายการค้าในจีน

เวลาไล่ๆ กับที่ Didi โดนเล่นงานนั้นบริษัทเครื่องดื่ม Vitasoy ของฮ่องกงที่มีธุรกิจใหญ่ในจีนถูกชาวเน็ตจีนรุมคว่ำบาตร เพราะพนักงวานในบริษัทมีหนังเสือเวียน (ที่มีรายงานว่ามีตราประทับของบริษัท) แสดงความเสียใจกับการตายของพนักงานคนหนึ่งในบริษัทที่เป็นมืดมีดทำร้ายตำรวจฮ่องกงก่อนที่เขาจะฆ่าตัวตายไป

รู้ๆ กันว่าเพราะการประท้วงที่ฮ่องกงทำให้คนฮ่องกงจำนวนไม่น้อยเกลียดตำรวจ (หาว่าตำรวจรับใช้คอมมิวนิสต์จีน) ขณะที่คนจีนให้กำลังใจตำรวจฮ่องกง (ในฐานะผู้ปกป้องอธิปไตยของชาติ)

ด้วยเหตุผลทางการเมืองชาวฮ่องกงบางส่วนยกย่องมือมีดคนนี้เป็นฮีโร่ ส่วนคนจีนเดือดดาลอย่างหนัก ยิ่งยิ่งบันดาลโทสะเมือทราบว่าบริษัท Vitasoy ไปพัวพันด้วย จนรวมพลังกันแบนครั้งใหญ่ตั้งแต่ระดับดาราดังจนถึงประชาชนทั่วไป บริษัท Vitasoy จึงกระอักเลือดแม้จะพยายามอธิบายว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ตาม

อีกเรื่องที่พัวพันต่างชาติ คือการที่หุ้นของ Didi อยู่ในกำมือของตางชาติ เพราะ SoftBank Group Corp. จากญี่ปุ่นเป็นเจ้าของบริษัทประมาณ 20% ตามรายการ ในขณะที่ Uber Technologies Inc. ของสหรัฐเป็นเจ้าของประมาณ 12% เฉิงเหวยผู้ก่อตั้ง ถือหุ้นประมาณ 6.5% เหนือกว่าสัดส่วนหุ้นของ Tencent Holdings Ltd. ที่ 6.4% เพียงเล็กน้อย

นี่ก็เป็นอีกประเด็นที่คนจีนคล้อยตามการตัดสินใจของรัฐบาลว่า Didi ไม่น่าไว้ใจ

จีนกำลังเข้าสู่โหมด “เอ็งมาข้ามุด” คือหลบมาตั้งหลักในบ้านเพื่อตั้งรับการโจมตีจากสหรัฐ-ชาติตะวันตก-ญี่ปุ่น อะไรก็ตามที่จะเป็นช่องโหว่ให้ชาติตะวันตกเข้ามาโจมตีได้จีนจะไม่ปลอ่ยให้ลอยนวล บริษัทเทคใหญ่ๆ ก็เข้าข่ายนั้น

จีนอาจจะตระหนักในเรื่องนี้ตั้งแต่กรณี Huawei หลังจากพบว่าการปล่อยให้บริษัทเทคชั้นนำออกไปโลดแล่นอย่างเสรีก็พบว่าตลาดเสรีของโลกมันไม่ได้เสรีจริงๆ หากบริษัทจีนเป็นภัยคุกคามต่อโลกตะวันตกเมื่อใด จีนจะไม่มีที่ยืนในตลาดเสรีอีกต่อไป ตอนนี้มันชัดแล้ว

โหมด “เอ็งมาข้ามุด” ยังถูกนำไปใช้กับ Huawei ด้วยซึ่งกำลังซื้อตัวคนเก่งๆ จากทั่วโลกมาทำงานให้ ในแง่หนึ่งมันจะช่วยเสริมแสนยานุภาพให้จีนด้านเทคโนโลยี ในทางหนึ่งก็ “ใช้เงินฟาด” เพื่อดูดสมองให้ไหลเข้าจีนและตัดกำลังฝ่ายตรงข้ามไปพร้อมๆ กัน

ทั้งหมดนี้ต้องทำเพื่อผลประโยชน์ชาติ หากการเร่งรัดพัฒนาของบริษัทเทคทำเพื่อตัวเองเมื่อไร จะถูกมองว่าไม่รักชาติ และถูก “เก็บกวาด” อย่างที่เราเห็นจากกรณี Didi

และตอนนี้จีนเลือกความมั่นคง มากกว่าความมั่งคั่งส่วนบุคคลของบางบริษัท

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Jade GAO / AFP

อิสราเอลรีบเจรจาแลก Pfizer นับล้านโดสก่อนหมดอายุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657207

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 12:06 น.

อิสราเอลยังไม่บรรลุข้อตกลงส่งต่อวัคซีน Pfizer ส่วนเกินนับล้านโดส ขณะที่เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนก่อนที่วัคซีนจะหมดอายุ

นายกรัฐมนตรีนัฟตาลี เบนเนตต์ ของอิสราเอลเปิดเผยว่าได้เจรจากับบริษัท Pfizer ผู้ผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 ถึงความเป็นไปได้ในการแลกเปลี่ยนวัคซีนกับประเทศอื่น เนื่องจากอิสราเอลมีวัคซีนดังกล่าวราว 1 ล้านโดสซึ่งกำลังจะหมดอายุปลายเดือนนี้ รวมถึงเจรจาเกี่ยวกับการส่งวัคซีนล็อตใหม่ให้อิสราเอลในอนาคตด้วย

รอยเตอร์สอ้างถึงการให้สัมภาษณ์ในรายการวิทยุท้องถิ่นอิสราเอลของเฮซี เลวี เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลซึ่งระบุว่ารัฐบาลกำลังเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงในการจัดส่งวัคซีนส่วนเกินกับต่างประเทศ โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนโดสที่ชัดเจน

พร้อมยืนยันว่ามีการเจรจาข้อตกลงดังกล่าวกับสหราชอาณาจักรเมื่อสัปดาห์ที่แล้วแต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ขณะที่บลูมเบิร์กรายงานว่าขณะนี้อิสราเอลได้เจรจากับอย่างน้อย 2 ประเทศหลังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกับทางการปาเลสไตน์โดยให้เหตุผลว่าวัคซีนดังกล่าวใกล้จะถึงวันหมดอายุมากเกินไป

ทั้งนี้ เฮซี เลวี ชี้แจงว่าข้อตกลงใดๆ จะต้องได้รับการอนุมัติจาก Pfizer บริษัทผู้ผลิตวัคซีนด้วย ขณะที่โฆษกของบริษัทระบุว่ายินดีที่จะหารือเกี่ยวกับคำขอบริจาควัคซีนของตนร่วมกับรัฐบาลแต่ละประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสามารถช่วยให้แน่ใจว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องผู้คนจากโรคระบาดครั้งนี้

อย่างไรก็ตามแม้จะมีวัคซีนนับล้านโดสที่กำลังจะหมดอายุ แต่อดีตนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ตัดสินใจสั่งซื้อวัคซีน Pfizer เพิ่มอีก 18 ล้านโดส เพื่อสำรองไว้ในกรณีที่ต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3

อิสราเอลเป็นหนึ่งในประเทศที่ฉีดวัคซีนเร็วที่สุดในโลก โดยเริ่มต้นตั้งแต่เดือนธ.ค. ปีที่แล้ว จนถึงขณะนี้มีประชาชนประมาณ 4 ใน 5 ได้รับวัคซีนแล้วตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอล ขณะที่ประชาชนอายุมากกว่า 50 ปีได้รับวัคซีนแล้วเกือบ 90% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดจากการติดเชื้อ

ส่งผลให้อิสราเอลสามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อจากหลักหมื่นในเดือนม.ค. มาเป็นหลักหน่วยได้ แต่ในช่วงกลางเดือนมิ.ย. ตัวเลขผู้ติดเชื้อเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้งอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา

Photo by JACK GUEZ / AFP

ไบเดนประกาศเอกราชจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657193

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 10:56 น.

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐประกาศว่าประเทศสามารถหลุดพ้นจากการครอบงำของโควิด-19 ได้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. เนื่องในวันชาติของสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศว่าสหรัฐได้รับอิสรภาพจากไวรัสโคโรนา โดยสามารถยุติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้สำเร็จอันเนื่องมาจากโครงการฉีดซึ่งมีประชากรวัยผู้ใหญ่ 67% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส แม้จะพลาดเป้าที่ตั้งไว้ที่ 70%

“วันนี้พวกเราทั้งประเทศสามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่าอเมริกากำลังกลับมา แม้ว่าทุกวันนี้ไวรัสจะยังไม่หายไปแต่มันไม่ได้บงการชีวิตพวกเราอีกต่อไป มันไม่ทำให้ประเทศของเราเป็นอัมพาตอีกต่อไป และภายใต้อำนาจของพวกเราจะทำให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีก” ไบเดนกล่าว

พร้อมเรียกร้องให้ชาวอเมริกันที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเข้ารับการฉีดวัคซีน เนื่องจากสหรัฐได้รับความสูญเสียไปมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีประชาชนเสียชีวิตกว่า 603,000 คน ไบเดนระบุว่าการฉีดวัคซีนนับว่าเป็น การแสดงออกถึงความรักชาติมากที่สุดที่ทุกคนสามารถทำได้ในขณะนี้

ทั้งนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดในสหรัฐดีขึ้นโดยตัวเลขผู้ติดเชื้อ การรักษาในโรงพยาบาล และการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากโควิด-19 ลดลง ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลกเริ่มฟื้นตัว นอกจากนี้สำนักงานสถิติแรงงานเปิดเผยว่าในเดือนมิ.ย. มีการจ้างงานมากกว่า 850,000 ตำแหน่ง

ตามการจัดอันดับของ Bloomberg Covid Resilience ยังระบุว่าสหรัฐเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการเปิดโลกอีกครั้งหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 อันเนื่องมาจากการฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง รวดเร็ว และครอบคลุมทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตามความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าส่วนหนึ่งคือการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่แพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็วทั่วประเทศ โดยตั้งแต่นิวยอร์กไปจนถึงแคลิฟอร์เนียพบว่ามีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าไวรัสจะยังคงสร้างความเสียหายต่อพื้นที่และเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศต่อไป

ประกอบกับการฉีดวัคซีนของประเทศที่ชะลอตัวลงในระยะหลังเนื่องจากความลังเลใจในการฉีดวัคซีนของประชาชน ส่งผลให้ผู้ป่วยทั่วประเทศเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ส่วนหนึ่งมาจากการระบาดของสายพันธุ์เดลตาในพื้นที่ที่ไม่ได้รับวัคซีนมากขึ้น

นอกจากนี้ตามผลสำรวจของ Washington Post และ ABC News ระบุว่าชาวอเมริกัน 2 ใน 10 คนยืนยันว่าจะไม่ฉีดวัคซีนอย่างแน่นอน ซึ่งเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับผลสำรวจในเดือนเม.ย.

ตามรายงานของ Bloomberg Vaccine Tracker ระบุว่าอัตราการฉีดวัคซีนในสหรัฐลดลงประมาณ 2 ใน 3 ตั้งแต่เดือนเม.ย. โดยปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนประมาณ 1.1 ล้านโดสต่อวัน ในอัตราดังกล่าวจะใช้เวลาอีก 5 เดือนสำหรับบรรลุเป้า 75% ของประชากรทั้งหมด

Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP

จับตา Ethereum แรงจนกำลังจะแซง Bitcoin #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657189

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 10:14 น.

ตอนนี้ Ethereum แซงหน้าไปแล้วในบางด้าน และกำลังน่าจับตาว่ามันจะแซงในด้านมูลค่าหรือไม่?

Ethereum หรือ Ether ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก Bitcoin ได้แซงหน้า Bitcoin เป็นครั้งแรกในแง่ของจำนวนที่อยู่ผู้ใช้งานรายวันที่ปรากฎบนเครือข่ายของตน

Ethereum มีการลงทะเบียนที่อยู่ที่ใช้งานมากกว่า 750,00 รายการ ณ วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคมซึ่งมากกว่า Bitcoin ประมาณ 50,000 รายการตามรายงานของ Santiment บริษัทวิเคราะห์คริปโต

ในขณะเดียวกัน จำนวนที่อยู่ที่ใช้งานอยู่ทั้งหมดของ Bitcoin ลดลง 38% ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ข้อมูลจาก Bitinfocharts สะท้อนให้เห็นถึงช่วงขาลงของ Bitcoin

นอกจากนี้ ราคา Ethereum ยังเพิ่มขึ้นเกือบ 1,000% เทียบกับในช่วงเวลาเดียวกันนี้ของปีที่แล้วทำให้มันมีผลงานที่เหนือกว่า Bitcoin ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

ความได้เปรียบของ Ethereum เกิดขึ้นมาจากความนิยมเรื่องการเงินแบบกระจายอำนาจ (Decentralized finance หรือ DeFi) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของ Ethereum อันเป็นการใช้ระบบที่เรียกว่าสมาร์ตคอนแทร็กต์บนบล็อกเชน ที่การบริหารจัดการไม่ได้อยู่ที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เช่น ธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ แต่เป็นแพลตฟอร์ม DeFi ที่อนุญาตให้ผู้คนให้ยืมหรือยืมเงินจากผู้อื่น เก็งกำไรการเคลื่อนไหวของราคาในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ โดยใช้อนุพันธ์ ซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล ประกันความเสี่ยง และรับดอกเบี้ยในบัญชีที่เหมือนออมทรัพย์

Ethereum ยังขะปรับตัวตัวเองเป็น Ethereum 2.0 ในปลายปีนี้โดยเปลี่ยนจากระบบ มาเป็นระบบ proof-of-work อย่างที่ Bitcoin ใช้และกินพลังงานมากมาเป็นระบบ proof-of-stake ที่ใช้พลังงานน้อย

ทั้งนี้ proof-of-work เป็นการให้รางวัลแก่ผู้เข้าร่วมแก้ปัญหาวิทยาการรหัสลับที่ซับซ้อนในการพิสูจน์ยืนยันธุรกรรมและสร้างบล็อกใหม่ ๆ ที่เรียกว่า ไมนิง คือการขุดหาเหรียญ ขณะที่ proof-of-stake ผู้ขุดคริปโตสามารถขุดหรือตรวจสอบธุรกรรมบล็อกตามจำนวนเหรียญที่ผู้ขุดถืออยู่ ทั้งสองระบบถือเป็น “กลไกฉันทามติ” (Consensus Mechanisms) ของบล็อคเชน ที่เป้นกลไกทำให้ระบบทำงานร่วมกันได้และมีความปลอดภัย

รายงานของ JPMorgan ทำนายว่า การเปลี่ยนไปใช้ proof-of-stake ของ Ethereum หลังจากการเปิดตัว Ethereum 2.0 จะกระตุ้นให้เกิดการยอมรับกลไกฉันทามติทางเลือก และอาจทำให้การจ่ายในระบบ proof-of-stake เพิ่มขึ้นถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสหลังการเปิดตัว Ethereum 2.0 และเพิ่มเป็น 40,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2025

ตอนนี้ Bitcoin ยังคงเหนือกว่ามากในแง่ของราคา แต่ในแง่ของกำไร Ethereum นั้นแซงหน้า Bitcoin ไปแล้ว Bitcoin มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 245% ในหนึ่งปี ในขณะที่ Ethereum เพิ่มขึ้น 730% ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำกำไรเหนือกว่า Bitcoin เกือบสามเท่ทำให้นักลงทุนต้องการนำเงินไปลงทุนใน Ethereum มากขึ้น

Photo by Marco BELLO / AFP

แรงแค้นแดนมังกร ระดมแบนบริษัทฮ่องกง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657158

วันที่ 04 ก.ค. 2564 เวลา 17:25 น.

หลังพนักงานเข้าข้างมือมีดทำร้ายตำรวจ บริษัทเครื่องดื่มฮ่องกง Vitasoy เผชิญกับกระแสต่อต้านของชาวเน็ตจีนที่เรียกร้องให้คว่ำบาตร

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่ม Vitasoy กลายเป็นเป้าหมายล่าสุดของการเรียกร้องของชาวเน็ตชาวจีนให้คว่ำบาตรหลังจากพนักงานของบริษัทดังกล่าวเผยแพร่บันทึกออนไลน์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของคนงานเป็นมือมีดแทงเจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงจนได้รับบาดเจ็บก่อนที่ผู้ลงมือจะฆ่าตัวตาย

ในคำแถลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีนเวยปั๋วเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา Vitasoy กล่าวว่าพนักงานคนหนึ่งได้เผยแพร่บันทึกที่บริษัทระบุว่า “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” โดยไม่ได้รับอนุญาต และบริษัทสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการทางกฎหมาย

บันทึกดังกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของคนงาน Vitasoy วัย 50 ปีที่แทงเจ้าหน้าที่ตำรวจวัย 28 ปี และฆ่าตัวตายในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันครบรอบปีที่ฮ่องกงกลับสู่การปกครองของจีนหลังจากที่เคยอดีตอาณานิคมของอังกฤษ

“สิ่งที่พนักงานคนนี้เขียนไม่ควรถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ และไม่ควรเผยแพร่ภายในองค์กร” Vitasoy กล่าว

“Vitasoy Group ขออภัยอย่างจริงใจสำหรับปัญหาหรือความคับข้องใจที่เกิดขึ้น เราสนับสนุนความมั่งคั่ง เสถียรภาพ และการพัฒนาในระยะยาวของฮ่องกง”

ตำรวจระบุว่าการแทงตำรวจจนได้รับบาดเจ็บดังกล่าวว่าเป็นการพยายามฆ่า ส่วนอาการของเจ้าหน้ามีอาการดีขึ้นมาบ้างโดยฟื้นจากวิกฤตเป็นอาการรสาหัส

บันทึกช่วยจำของคนงานบริษัทก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องทางออนไลน์สำหรับการคว่ำบาตร Vitasoy ซึ่งมีรายได้สองในสามของรายได้จากการทำธุรกิจจีนแผ่นดินใหญ่ และแฮชแท็ก “#Vitasoygetoutofthemainland” มียอดวิวเกือบ 100 ล้านวิว

ทางการฮ่องกงเตือนเมื่อวันอาทิตย์ว่าการรณรงค์ให้ผู้คนไว้ทุกข์กับผู้ก่อเหตุแทงตำรวจไม่ต่างจาก “สนับสนุนการก่อการร้าย” และวิพากษ์วิจารณ์บรรดาพ่อแม่ชาวฮ่องกงบางคนที่พาลูกๆ ไปไว้ทุกข์มือมีดรายนี้ โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผู้คนได้ไปยังที่เกิดเหตุ โดยมีเด็กๆ บางส่วนมาแสดงความเคารพต่อผู้ลงมือแทงตำรวจและวางดอกไม้ไว้อาลัย

เจ้าหน้าที่ยังเตือนประชาชนด้วยว่า “อย่าเมินเฉยหรือเชิดชูความรุนแรง”

สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของกรมตำรวจกล่าวว่าได้เข้าควบคุมคดีแล้วและการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าเป็น “การก่อการร้ายในประเทศในรูปการก่อเหตุเพียงลำพัง ซึ่งเชื่อว่าผู้โจมตีมีอาการสุดโต่งจากข่าวปลอมปลอมจำนวนมหาศาล”

กง จวิ้น นักแสดงจากแผ่นดินใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นพรีเซนเตอร์เครื่องดื่มรสมะนาว Vitasoy ประกาศเมื่อวันศุกร์ว่าเขากำลังจะยุติความร่วมมือทางการค้ากับบริษัท จากรายงานของ Global Times แท็บลอยด์ที่ตีพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์ People’s Daily อย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

การประกาศของเขาเกิดขึ้นหลังจากเริ่นเจียหลุนนักแสดงชาวจีนแผ่นดินใหญ่อีกคน ซึ่งกล่าวว่าเขากำลังยุติความร่วมมือกับ Vitasoy ด้วย

เหตุการณ์นี้คล้ายกับกรณีชาวจีนแบน H&M ที่ประกาศจะไม่ใช้ฝ้ายของซินเจียง ล่าสุด H&M ผู้ค้าปลีกแฟชั่นกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่ายอดขายของบริษัทได้รับผลกระทบในจีน

คลิป: ดินถล่มเมืองอาตามิ เร่งช่วย 20 ชีวิตยังสูญหาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 ก.ค. 2564 เวลา 15:40 น.

ขณะที่หน่วยกู้ภัยค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุดินถล่มในเมืองอาตามิญี่ปุ่น

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและเจ้าหน้าที่ทหารหลายร้อยคนกำลังขุดไปตามดินโคลนและเศษซากของบ้านเรืองที่พังทลายและพยายามหาช่องลงไปยังพื้นด้านล่างเพื่อตรวจหาศพและผู็รอดชีวิตจากเหตุดินและโคลนถล่มในเมืองอาตามิ จังหวัดชิซุโอกะ

แต่หน่วยกู้ภัยในเมืองตากอากาศของญี่ปุ่นแห่งนี้ ต้องระงับการค้นหาผู้รอดชีวิตหลายต่อหลายครั้งในวันอาทิตย์ เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้น

ทั้งนี้ เมืองอาตามิ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 90 กิโลเมตร มีปริมาณน้ำฝน 313 มิลลิเมตรในเวลาเพียง 48 ชั่วโมงจนถึงวันเสาร์ สูงกว่ายอดรวมเฉลี่ยรายเดือนในเดือนกรกฎาคมที่ 242.5 มิลลิเมตร ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ NHK

ผู้หญิง 2 คนได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้วหลังจากกระแสโคลนไหลเชี่ยวเข้าถล่มพื้นที่บางส่วนของเมืองรีสอร์ทน้ำพุร้อนอาตามิ ทางตอนกลางของญี่ปุ่นในเช้าวันเสาร์ หลังจากฝนตกหนักหลายวัน

คลิป: ดวงตาแห่งไฟโผล่อ่าวเม็กซิโก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657145

วันที่ 04 ก.ค. 2564 เวลา 13:32 น.

บริษัทน้ำมันของเม็กซิโก Pemex รายงานว่า แก๊สรั่วที่ทำให้เกิดเปลวไฟบนผืนน้ำทะเลของอ่าวเม็กซิโกจนดูเหมือน “ดวงตาแห่งไฟ” ขนาดใหญ่ได้ถูกควบคุมแล้ว

คลิปดังกล่าวแพร่ไปทั่วบนโซเชียลมีเดียและถูกขนานนามว่า “ดวงตาแห่งไฟ” เนื่องจากเปลวไฟนั้นมีรูปร่างเป็นวงกลม ขณะที่มันโหมกระหน่ำอยู่ไม่ไกลจากแท่นขุดเจาะน้ำมันของบริษัท Pemex

Pemex กล่าวว่าเพลิงไหม้ดังกล่าวซึ่งเกิดจากแก๊สรั่วจากท่อส่งใต้น้ำ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 05:15 น. ตามเวลาท้องถิ่นนอกชายฝั่งกัมเปเช อย่างไรก็ตามเพลิงไหม้ซึ่งอยู่ใกล้กับแท่นขุดเจาะน้ำมัน ดับแล้วเมื่อเวลา 10:45 น. ตามเวลาท้องถิ่น และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือต้องมีการอพยพออกจากแท่นขุดเจาะ