ผู้เชี่ยวชาญเตือนฉีดวัคซีนแล้วอย่าการ์ดตกเสี่ยงแพร่เดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657031

วันที่ 02 ก.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

ผู้เชี่ยวชาญเตือนฉีดวัคซีนแล้วอย่าการ์ดตกเสี่ยงแพร่เดลตาผู้เชี่ยวชาญชี้หน้ากากอนามัยยังจำเป็น แม้ฉีดวัคซีนครบแล้วยังมีโอกาสแพร่โควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่เพิ่มขึ้นในลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แม้จะมีประชากรที่ได้รับวัคซีนครบโดสอยู่ที่ประมาณ 50% แล้วก็ตาม ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าทุกคนยังคงต้องสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะแม้จะได้รับวัคซีนแล้วหรือไม่ก็ตาม

โดยตามรายงานของ ABC7 ระบุว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในลอสแอนเจลิสเตือนว่าโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วและน่ากลัว ดังนั้นประชาชนควรสวมหน้ากากอนามัยแม้จะฉีดวัคซีนแล้วเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด รวมถึงลดความเสี่ยงในการนำเชื้อไปแพร่ต่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้กับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

กล่าวคือการสวมหน้ากากอนามัยยังเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค แม้ในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วการติดเชื้ออาจพบได้ยากและไม่รุนแรงแต่ก็มีแนวโน้มที่จะสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนได้

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าสายพันธุ์เดลตาสามารถติดต่อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อัลฟาประมาณ 50% ถึง 60% ขณะที่สายพันธุ์อัลฟานั้นสามารถติดต่อได้มากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม 50% ถึง 60% เช่นกัน ท่ามกลางการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ว่าสายพันธุ์เดลตาอาจพบได้ส่วนใหญ่ในโควิด-19 ทุกสายพันธุ์บนโลกในอีกไม่ช้า

เช่นเดียวกับที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำก่อนหน้านี้ว่าทุกคนควรปฏิบัติตามมาตรการควบคุมและป้องกันโรคไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย และการเว้นะยะห่างทางสังคม เนื่องจากสายพันธุ์เดลตาสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว กระตุ้นในเกิดผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นทั่วโลกรวมถึงในประเทศที่มีการฉีดวัคซีนในจำนวนมากแล้ว

ขณะที่เว็บไซต์ข่าว WBRC รายงานในวันที่ 2 มิ.ย. ว่าหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐแอละแบมา สหรัฐอเมริกา ยืนยันผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา 27 ซึ่งแพทย์เชื่อว่าอาจมีมากกว่านี้ โดยในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 4 รายได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

ทั้งนี้ ตามรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เผยว่าปัจจุบันปัจจุบัน 54.6% ของชาวอเมริกันทั้งหมดได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างน้อย 1 โดส และ 47% ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว

Photo by JEFF PACHOUD / AFP

พบ Covid-19 สายพันธุ์ต้านวัคซีน mRNA ในแคลิฟอร์เนีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657016

วันที่ 02 ก.ค. 2564 เวลา 14:00 น.

พบ Covid-19 สายพันธุ์ต้านวัคซีน mRNA ในแคลิฟอร์เนียเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐดื้อต่อวัคซีน mRNA

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science พบว่า Covid-19 สายพันธุ์กลายพันธุ์เอพไซลอน (Epsilon) หรือ B.1.427/B.1.429 ซึ่งพบครั้งแรกในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ มีการกลายพันธุ์บริเวณหนามโปรตีนที่ใช้ยึดเกาะเซลล์ของมนุษย์ 3 ตำแหน่ง

การกลายพันธุ์ดังกล่าวส่งผลให้เชื้อสายพันธุ์เอพไซลอนดื้อต่อแอนติบอดีที่เกิดจากการฉีดวัคซีนชนิด mRNA

ทั้งนี้ เชื้อสายพันธุ์เอพไซลอนพบครั้งแรกในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และจนถึงเดือน พ.ค. มีการพบสายพันธุ์นี้แล้วใน 34 ประเทศ

Photo by Handout / National Institute of Allergy and Infectious Diseases / AFP

ตุรกีเริ่มฉีดเข็ม 3 แล้วทั้ง Pfizer-Sinovac #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ก.ค. 2564 เวลา 13:00 น.

ตุรกีเริ่มฉีดเข็ม 3 แล้วทั้ง Pfizer-Sinovacตุรกีเริ่มฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้สูงอายุท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา

สำนักข่าวซินหัวและไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่าตุรกีเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) โดสที่ 3 ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนฉีดวัคซีนของประเทศ หลังจากที่การวิจัยในฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกาพบว่าการฉีดวัคซีนเข็มเสริมจะช่วยให้การป้องกันโรคที่ดีขึ้นสำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง

โดยเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. หลังการประชุมของคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ด้านเชื้อไวรัสโคโรนา ฟาห์เรตติน โคกา รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขตุรกี แถลงข่าวทางสถานีโทรทัศน์ว่าผู้ที่มีคุณสมบัติฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในรอบนี้ ควรทำการจองคิวเพื่อรับวัคซีนโดสที่ 3 ไม่ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะได้รับวัคซีนยี่ห้อใดก็ตาม

โดยตุรกีเริ่มแผนฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทั่วประเทศเมื่อเดือนมกราคม โดยฉีดวัคซีนซึ่งพัฒนาโดยซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech) บริษัทเภสัชภัณฑ์สัญชาติจีน ให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้สูงอายุ และวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทค (Pfizer-BioNTech) ซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาในแผนฉีดวัคซีนไม่นานนี้

โคการะบุว่าคณะกรรมการฯ ประเมินแล้วว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 จะเป็นประโยชน์ไม่ว่าก่อนหน้านี้ผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนจะได้รับวัคซีนชนิดใดมาก็ตาม

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนโดสที่ 3 เป็นการตัดสินใจของแต่ละบุคคลซึ่งจะไม่มีข้อจำกัดว่าจะใช้วัคซีนชนิดใด หมายความว่าประชาชนสามารถเลือกได้ว่าจะฉีดวัคซีนชนิดใดเป็นโดสที่ 3 โดยไม่คำนึงถึงวัคซีนที่เคยฉีดก่อนหน้านี้

นอกจากนี้โคกากล่าวว่าคณะกรรมการฯ ยังตัดสินใจกำหนดให้ผู้ที่ป่วยโรคโควิด-19 สามารถฉีดวัคซีนได้หลังจากผ่านไป 3 เดือน จากเดิมที่กำหนด 6 เดือน พร้อมระบุว่ามีการประเมินแล้วว่าการทำเช่นนี้จะช่วยเพิ่มระดับแอนติบอดีและระดับการป้องกันในปัจจุบัน ได้อย่างมีนัยสำคัญ

โคกาเสริมว่ามีการลดระยะห่างระหว่างการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของไบออนเทคจำนวน 2 โดส ลงเหลือ 4 สัปดาห์ จากเดิม 6 สัปดาห์ เพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์เดลตา (Delta) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยโควิด-19 ของประเทศ โดยพบผู้ป่วยใน 26 จังหวัดและเพิ่มขึ้นเป็น 244 ราย จากสัปดาห์ก่อนซึ่งอยู่ที่ 138 รายใน 16 จังหวัด

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าตุรกีฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ไปแล้วมากกว่า 50 ล้านโดส และมีประชาชนฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้วมากกว่า 15.1 ล้านคนหรือคิดเป็นประมาณ 18% ของประชากรทั้งหมด 83 ล้านคน

Photo by Adem ALTAN / AFP

ยืนยันวัคซีน Johnson & Johnson สู้สายพันธุ์เดลตาได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657008

วันที่ 02 ก.ค. 2564 เวลา 11:45 น.

ยืนยันวัคซีน Johnson & Johnson สู้สายพันธุ์เดลตาได้รายงานชี้วัคซีน Johnson & Johnson มีประสิทธิภาพสู้สายพันธุ์เดลตาได้นานถึง 8 เดือน

บริษัท Johnson & Johnson เผยว่า วัคซีนของบริษัทมีประสิทธิภาพในการป้องกัน Covid-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกในอินเดีย โดยแอนติบอดีที่เกิดจากการฉีดวัคซีนของ Johnson & Johnson คงอยู่นานถึง 8 เดือนหลังฉีด

บริษัทระบุว่า ประสิทธิภาพของวัคซีน Johnson & Johnson ในการต้านสายพันธุ์เดลตาจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพในการต้านสายพันธุ์ดั้งเดิม แต่มีประสิทธิภาพในการต้านสายพันธุ์เดลตามากกว่าสายพันธุ์เบตาซึ่งพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกับวัคซีนชนิด mRNA   

อย่างไรก็ดี การวิจัยทั้งสองชิ้นของ Johnson & Johnson เป็นงานวิจัยกลุ่มเล็ก โดยนักวิจัยเผยว่าที่ตัดสินใจเผยแพร่ผลการวิจัยเร็วขึ้นเนื่องจากสาธารณชนให้ความสนใจ เพราะข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนของ Johnson & Johnson ออกมาช้า เนื่องจากวัคซีนออกมาหลังเจ้าอื่น ทั้งยังมีการหยุดใช้ชั่วคราวจากความกังวลเรื่องลิ่มเลือดอุดตัน

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

ไทยเตรียมหรือยัง? อังกฤษวางแผนฉีดวัคซีนเข็ม 3 เริ่มก.ย.นี้แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657007

วันที่ 02 ก.ค. 2564 เวลา 11:00 น.

ไทยเตรียมหรือยัง? อังกฤษวางแผนฉีดวัคซีนเข็ม 3 เริ่มก.ย.นี้แล้วอังกฤษวางแผนเปิดโครงการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันโดยเริ่มจากกลุ่มเสี่ยงและผู้สูงอายุ

รอยเตอร์สรายงานว่ารัฐบาลอังกฤษกำลังวางแผนโครงการฉีดวัคซีนบูสเตอร์หรือวัคซีนเสริมเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงอาจได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 ตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูหนาว หลังจากที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 อาจมีความจำเป็น

โดยคณะกรรมการร่วมด้านการฉีดวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกัน (JCVI) แนะนำให้เริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ตั้งแต่เดือนกันยายนสำหรับผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือมีโรคประจำตัว รวมถึงกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ สำหรับความจำเป็นในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ของกลุ่มวัยหนุ่มสาวจะได้รับการพิจารณาในภายหลัง

ซาจิด จาวิด รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษระบุว่า “เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับไวรัสนี้ ซึ่งโครงการฉีดวัคซีนของเรากำลังทำหน้าที่ฟื้นฟูเสรีภาพของประเทศ ขณะที่โครงการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 จะช่วยปกป้องเสรีภาพนี้”

ขณะนี้ประชากรผู้ใหญ่ในอังกฤษ 85% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม โดยมากกว่า 60% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันยืนยันที่จะยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ในวันที่ 19 กรกฎาคมแม้จะพบการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาเพิ่มขึ้นก็ตาม

Photo by DANIEL LEAL-OLIVAS / AFP

ไทยถูกสหรัฐลดอันดับการค้ามนุษย์ไปอยู่เทียร์ 2 ประเทศต้องจับตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657004

วันที่ 02 ก.ค. 2564 เวลา 09:57 น.

ไทยถูกสหรัฐลดอันดับการค้ามนุษย์ไปอยู่เทียร์ 2 ประเทศต้องจับตาทางการสหรัฐเผยรายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2021 ไทยถูกลดอันดับจากเทียนร์ 2 ปีที่แล้ว มาอยู่เทียร์ 2 ประเทศต้องจับตา

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2021 หรือ Trafficking in Persons Report เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ตามเวลาท้องถิ่น โดยปีนี้ไทยถูกลดอันดับให้อยู่ในอันดับเทียร์ 2 ประเทศที่ต้องจับตา (Tier 2 Watch List) เช่นเดียวกับกัมพูชาและเวียดนาม จากที่อยู่ในระดับเทียร์ 2 (Tier 2) เมื่อปีที่แล้ว

ในรายงานระบุสาเหตุที่ลดอันดับของไทยว่า รัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในการกำจัดการค้ามนุษย์อย่างเต็มที่ แต่กำลังพยายามอย่างมากที่จะทำเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการปรับปรุงการประสานงานกับภาคประชาสังคมในการสืบสวนการค้ามนุษย์และการคุ้มครองผู้เสียหาย การจัดฝึกอบรมและการประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับอัยการและผู้พิพากษาเกี่ยวกับขั้นตอนที่ได้รับแจ้งเกี่ยวกับการบาดเจ็บ และเริ่มต้นการสอบสวนเจ้าหน้าที่ 9 คนที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมการค้ามนุษย์

อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามโดยรวมที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรอบระยะเวลาการรายงานครั้งก่อนหน้า แม้แต่การพิจารณาผลกระทบของการระบาดของ Covid-19 ต่อความสามารถในการต่อต้านการค้ามนุษย์

รัฐบาลเปิดการสอบสวนการค้ามนุษย์น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยน้อยลง และตัดสินลงโทษผู้ค้ามนุษย์น้อยกว่าในปี 2019 แม้จะมีรายงานอย่างกว้างขวางว่าการบังคับใช้แรงงานเป็นที่แพร่หลายในหมู่แรงงานข้ามชาติในหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย แต่รัฐบาลกลับระบุเหยื่อการค้ามนุษย์จำนวนน้อยเมื่อเทียบกับขอบเขตของปัญหา เจ้าหน้าที่มักขาดความเข้าใจเรื่องการค้ามนุษย์ และรัฐบาลยังขาดขั้นตอนมาตรฐานสำหรับผู้ตรวจแรงงานในการส่งต่อคดีไปยังหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

ทางการไทยไม่เคยรายงานการระบุตัวเหยื่อการค้าแรงงานอันเป็นผลจากการตรวจสอบเรือประมงที่ท่าเรือ การให้บริการของรัฐบาลไทยแก่เหยื่อยังไม่เพียงพอ และเหยื่อบางคนที่อาศัยอยู่ในที่พักพิงของรัฐบาลขาดเสรีภาพในการเคลื่อนไหว การทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดของทางการยังคงเป็นอุปสรรคต่อความพยายามต่อต้านการค้ามนุษย์ และรัฐบาลตัดสินลงโทษเจ้าหน้าที่ที่สมรู้ร่วมคิด 5 คนในปี 2020

REUTERS/Damir Sagolj/Files

เมื่อไข้หวัดสเปนไม่ได้ไปไหน แล้วเราจะอยู่ร่วมกับโควิดได้ไหม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656982

วันที่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 20:16 น.

เมื่อไข้หวัดสเปนไม่ได้ไปไหน แล้วเราจะอยู่ร่วมกับโควิดได้ไหม?หลังจากผ่านมา 100 ปีหลังการระบาดใหญ่ของไข้หวัดสเปน มันไม่ได้หายไปไหน แต่มันอยู่กับเรามาโดยตลอด เราจะใช้วิธีเดียวดันอยุ่กับโควิด-19 ได้หรือไม่?

มีบางคนเริ่มพูดว่า “เราต้องอยู่กับโควิด-19 ให้ได้” ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องปรับตัวอยู่กับมันตลอดไป เพราะโรคจะไม่มีทางหายไปง่ายๆ ถึงแม้ว่าเราจะฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึงก็ตาม

ในเวลาที่บทความนี้เขียนขึ้น ไม่กี่วันก่อนสิงคโปร์ผลักดันโรดแม็พการรับมือโควิด-19 ที่เสนอยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ ยกเลิกการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศโดยไม่ต้องกักตัว อนุญาตให้รวมตัวกันกลุ่มใหญ่ หรือแม้กระทั่งยกเลิกการนับจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน

เพราะสิงคโปร์มองว่าการควบคุมให้ผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ หากมัวแต่ใช้วิธีการเดิมๆ ข้างต้น ไหนจะมีการกลายพันธุ์ราวกับไม่มีที่สิ้นสุดของเชื้อไวรัสอีก จะทำให้สิงคโปร์วนอยู่กับการล็อคดาวน์และมาตรการจำกัดจนตามประเทศอื่นไม่ทันโดยเฉพาะคู่แข่งที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการเงินอื่นๆ ของโลกที่เปิดเมืองกันแล้ว

มาตรการแบบนี้อาจดูเหมือนเกิดจากความสิ้นหวัง แต่จริงๆ แล้วตั้งอยู่บนหลักการที่สมเหตุสมผล คือสิงคโปร์ฉีดวัคซีนในสัดส่วนของค่อนข้างมากแล้ว และระบบสาธารณสุขรองรับไหวหากเกิดตูมตามอะไรขึ้นมา

ต่อให้เชื้อกลายพันธุ์อีกหรือพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพน้อยลง สิงคโปร์และประเทศอื่นๆ ที่ฉีดวัคซีนถ้วนหน้าก็ต้องทำแบบเดียวกันคือเปิดเมืองซะทีและเลิกนับหัวคนป่วยมาประกาศแบบรายวัน เพราะถึงวัคซีนจะกันโรคไม่ได้ 100% แต่อย่างน้อยมันช่วยไม่ให้เกิดอาการรุนแรงได้และช่วยให้เกิดภูมิคุ้นกันหมู่ได้จนไม่ต้องติดเชื้อในวงกว้างอีก

ที่สำคัญคือหากมองย้อนกลับไปในอดีต โรคระบาดใหญ่ๆ แบบนี้ไม่มีทางจบลงตามใจนึกของมุนษย์ มันจะอยู่กับเราไปอีกหลายสิบปี เพียงแต่เชื้อจะมีวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับมนุษย์ที่พัฒนาการเอาตัวเองให้รอดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอยู่ร่วมกันได้ จนแทบไม่สังเกตว่ามีโรคนี้อยู่

ยกตัวอย่างเช่น ไข้หวัดสเปนที่ระบาดเมื่อ 100 ปีก่อน มันทำให้มนุษย์ชาติล้มตายไปถึง 40 ล้านคน ระบาดไปทั่วทุกหนแห่ง แม้แต่ในประเทศสยาม

ไข้หวัดใหญ่แพร่กระจายในสามระลอก ครั้งแรกในฤดูใบไม้ผลิของปี 1918 (พ.ศ. 2461) ครั้งที่สองตั้งแต่กันยายน 1918 ถึงมกราคม 1919 (พ.ศ. 2462) ซึ่งเป็นระลอกร้ายแรงที่สุด และครั้งที่สามตั้งแต่กุมภาพันธ์จากนั้นลากยาวไปจนถึงสิ้นปี

อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะเทียบกับการระบาดของโควิด แต่ตอนนี้เราเจอสถานการณ์คล้ายๆ กันคือการระบาดประมาณ 3 ระลอก ซึ่งระลอกที่ 3 อาจเรียกได้ว่าเป็นการคุกคามของเชื้อสายพันธุ์เดลตา

ในอินเดียนับการระบาดของสายพันธุ์เดลตาเป็นการระบาดระลอกที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่สาหัสที่สุดซึ่งคล้ายกับช่วงไข้หวันสเปนระบาดที่ระลอกสองหนักที่สุด เมื่อ 100 ปีที่แล้วอินเดียยังเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดจากไข้หวัดสเปนคือ 16.7 ล้านคน

ในเวลานั้นยังไม่มีวัคซีน แต่ละท้องที่ต้องอาศัย “ความฉลาดเฉลียว” ของผู้บริหารปกครองว่าควรจะล็อคดาวน์หรือไม่ เช่นในสหรัฐบางท้องที่ปล่อยปละละเลยทำให้ผู้คนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง เศรษฐกิจเสียหายย่อยยับ บางท้องที่ล็อคดาวน์อย่างรวดเร็วทำให้รอดมาได้

ในออสเตรเลียมีอัตราการตายจากไข้หวัดสเปนเพียง 0.3% เพราะมาตรการกักกันโรค ในระหว่างการระบาดของโควิด-19 ออสเตรเลียยังมีอัตราการติดเชื้อและตายไม่สูงนักเช่นกัน

ในยุคโควิด เพราะการฉีดวัคซีนที่เพิ่มมากขึ้น หลายๆ ประเทศอาจจะหลุดพ้นจากการคุกคามหนักๆ ได้ภายในปลายปีนี้เหมือนกับไข้หวัดสเปนที่หมดฤทธิ์การระบาดไปช่วงปลายปีหลังเกิดในระลอกที่ 3

ผู้เขียนใช้คำว่า “หมดฤทธิ์การระบาด” หมายความว่าการระบาดใหญ่จบลง แต่ไม่ได้หมายความเชื้อไข้หวัดใหญ่จะอันตรธานไปจากโลกนี้

ในงานวิชาการเรื่อง The Persistent Legacy of the 1918 Influenza Virus (มรดกที่คงอยู่ของไวรัสไข้หวัดใหญ่ปี 1918) เผยแพร่เมื่อกรกฎาคม 2009 ร่วมเขียนโดย ดร. แอนโทนี ฟอซี (Anthony S. Fauci, M.D.) ขึ้นต้นบทความก็บอกเลยว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่สเปนไม่ได้หายไปไหน

“การสืบเชื้อสายของไวรัส H1N1 ไข้หวัดใหญ่ A ที่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์และหายนะในปี 1918–1919 ยังคงมีอยู่ในมนุษย์มานานกว่า 90 ปี และยีนของพวกมันยังมีส่วนในการสร้างไวรัสใหม่ๆ ทำให้เกิดโรคระบาดใหญ่ โรคระบาดในท้องที่ และการระบาดของโรคที่เกิดกับสัตว์”

ไม่น่าเชื่อว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ทำให้คนตายไปทั่วโลกยังไม่หายไปไหน มันยังคงอยู่ท่ามกลางพวกเรามานานถึง 100 ปีแล้วหรือผ่านมา 91 ปีตอนที่บทความข้างต้นถูกเขียนขึ้น

พูดง่ายๆ ตามคำอธิบายของบทความวิชาการนี้ก็คือ “วิธีคิดที่มีประโยชน์เกี่ยวกับเหตุการณ์ไข้หวัดใหญ่ A ในช่วง 91 ปีที่ผ่านมาคือการตระหนักว่าเรากำลังอยู่ในยุคโรคระบาดที่เริ่มขึ้นเมื่อราวปี 1918” สั้นๆ ก็คือเรายังไม่พ้นจากการระบาดเมื่อปี 1918 นั่นเอง เพราะเชื้อไม่ได้หายไปไหน

แต่ทำไมไข้หวัดใหญ่สเปนถึงไม่คร่าชีวิตผู้คนในคราวเดียวไปมากมายเหมือนระหว่งปี 1918 – 1920? อันที่จริงแล้วไม่ใช่ว่ามันจะหมดฤทธิ์ลง แต่มันหลบฉากไปก่อนเมื่อภูมิคุ้มกันของมนุษย์ต้านมันได้ เหมือนการทำสงครามที่มีชิงไหวชิงพริบ รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง แล้วค่อยโจมตีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ไวรัสก็เช่นกัน บทความอธิบายว่า

“เมื่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ปรากฏขึ้นและทำให้เกิดการระบาดใหญ่ ภูมิคุ้มกันของประชากรต่อโปรตีน HA และ NA ของพวกมันจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แรงต้านอันทรงพลังของภูมิคุ้มกันของประชากรจะปะทะเข้ากับความสามารถที่โดดเด่นของไวรัสไข้หวัดใหญ่ในการวิวัฒนาการโดยการกลายพันธุ์ (drift)”

หรือถ้าไม่กลายพันธุ์ไวรัสก็จะผสานองค์ประกอบด้านพันธุกรรมจากโปรตีน HA ที่แตกต่างออกไป (shift) การ shift ของไวรัสแบบนี้ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ของลูกหลานไข้หวัดสเปนอีกรอบในปี 1957 (สายพันธุ์ H2N2) และ 1968 (สายพันธุ์ H3N2) ซึ่งเป็นระดับน้องๆ การระบาดใหญ่ และยังเกิดการระบาดที่กึ่งๆ การระบาดใหญ่ในปี 1947 (สายพันธุ์ H1N1), 1951 (สายพันธุ์ H1N1), 1997 (สายพันธุ์ H3N2), และปี 2003 (สายพันธุ์ H3N2) ทั้งหมดนี้สืบสายมาจากไข้หวัดสเปนทั้งสิ้น

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่บทความของดร. แอนโทนี ฟอซีและคณะจะบอกว่าเรายังไม่พ้นจากไข้หวัดใหญ่ เพราะเรายังอยู่กับลูกหลานของมันที่ก่อกวนเราเป็นระยะ

อีกคนที่บอกเหมือนกันคือ แอน รีด (Ann Reid) ผู้อำนวยการบริหารของศูนย์การศึกษาวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งประสบความสำเร็จในการจัดลำดับองค์ประกอบทางพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดสเปนบอกกับ The Washington Post ว่า “มันไม่เคยหายไป”

เป็นเรี่องบังเอิญที่ดร. แอนโทนี ฟอซีผู้เขียนเรื่องไข้หวัดใหญ่สเปนจะกลายมาเป็นหนึ่งในผู้บัญชากรรด้านการแพทย์คนสำคัญของสหรัฐในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และ คุณหมอน่าจะมองเห็นความเหมือนระหว่างโควิด-19 และไข้หวัดสเปน

ว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วโรคไข้หวัดสเปนกับโควิด-19 แตกต่างกันทั้งอาการและเป็นเชื้อคนละตัว บริบทยังต่างกันคือเมื่อ 100 ปีก่อนเทคโนโลยีทางการแพทย์ยังไม่ก้าวหน้าเท่าทุกวันนี้ ทุกวันนี้เราสามารถผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตไปได้มาก

อย่างไก็ตาม รายงาน ณ เวลานั้นชี้ว่าไวรัสไข้หวัดสเปนมีอัตราการเสียชีวิตน้อยลงเมื่อผ่านการระบาดระลอกต่างๆ แต่กับโควิดเมื่อถึงการระบาดระลอกที่ 3 เชื้อวิวัฒนาการเป็นสายพันธุ์ต่างๆ รวมถึงเดลตาที่ร้ายกาจยิ่ง สถานการณ์จึงต่างจากไข้หวัดสเปนที่ไร้วัคซีนและคนตายมาก แต่เมื่อถึงเวลานานๆ เข้าดูเหมือนมนุษย์จะสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองจนเชื้อต้องหลบไปพักใหญ่

ส่วนโควิด-19 ในตอนนี้หลายประเทศคนติดและตายน้อยลงเพราะวัคซีน แต่กลับมีเชื้อสายพันธุ์รุนแรงกว่าเกิดขึ้นมา จะเป็นเพราะมันดื้อหรือวิวัฒนาการเอาตัวรอดจากวัคซีนหรือไม่? ยังไม่นับประสิทธิภาพของวัคซีนที่ยังไม่แน่นอนในเรื่องผลค้างเคียงและการรับมือสายพันธุ์ใหม่ๆ แม้แต่วัคซีนที่คนคิดว่าดีที่สุด

แต่ไม่แน่ว่าเราอาจจะต้องใช้สูตรแบบเดียวกับตอนไข้หวัดสเปนคือต้องหาทางอยู่กับมันให้ได้ เพราะมันจะไม่ไปไหน อาจจะอยู่ยาวไปเป็นร้อยปี และวิวัฒนาการตัวองเพื่อรบกับมนุษย์ไปเรื่อยๆ ดังนั้น ประเทศที่มองออกจึงปรับยุทธศาสตร์ใหม่เป็นการอยู่กับมันอย่างระมัดระวังตัว แทนที่จะอยู่อย่างหวาดกลัวไปตลอด

สิ่งที่สิงคโปร์ทำคือ ระดมฉีดวัคซีนให้ประชาชน, เริ่มกระบวนการที่จะนำมาสู่การกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็วางแผนวัคซีนล่วงหน้าหลายๆ ปี เนื่องจากในอนาคตอาจต้องฉีดวัคซีนกระตุ้น

คีย์เวิร์ดของโรดแมพของสิงคโปร์อยู่ตรงที่การฉีดวัคซีนให้มากทีสุ่ดแต่ไม่ใช่ฉีดแล้วฉีดเลย ต้องฉีดกันต่ออีกหลายปี จนกว่าเชื้อจะหมดแรงไป

บางคนอาจจะเถียงว่าสิงคโปร์เป็นเกาะจึงควบคุมการระบาดง่าย (เหมือนออสเตรเลียที่เป็นเกาะหรือทวีปโดดๆ ซึ่งอาจทำให้ควบคุมการระบาดของไข้หวัดสเปนกับโควิด-19 ได้ค่อนข้าง “โอเค”) แต่เราจะต้องไม่ลืมว่าที่สิงคโปร์ทำแบบนี้ก็เพื่อจะเปิดพรมแดนให้คนนอกเข้ามานั่นเอง เพราะหากไม่เปิดสิงคโปร์จะติดแหงกอยู่กับความสำเร็จเฉาพะในบ้านตัวเอง จนสู้คู่แข่งที่เปิดประเทศไม่ได้

ถึงจุดนี้รัฐบาลไทยอาจะต้องคิดเหมือนแล้วว่าจะให้ประชาชนอยู่กับโรคอย่างไร (โดยให้ประชาชนด่าน้อยที่สุด) เพราะต้นทุนการล็อคดาวน์จะสูงขึ้นทุกทีๆ จนคำสั่งล่าสุดที่ห้ามนั่งในร้านอาหารมีผู้ประกอบการแสดงอาการขัดขืนกันมากขึ้น ส่วนอาชีพอื่นๆ นั้นไม่ต้องพูดถึง สายป่านขาดกันเป็นแถวๆ แล้ว

วิธีแก้ก็คือสูตรสิงคโปร์: ฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมที่สุด แล้วเปิดประเทศให้ปกติ พร้อมกำชับให้ประชาชนป้องกันตัวเองอย่างเต็มที่เพื่ออยู่กับโรคไปสักระยะ เผื่อว่ามันจะสู้ภูมิคุ้มกันมนุษย์ไม่ไหวจนหลบหน้าไปแบบไข้หวัดสเปน

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Oli SCARFF / AFP

ผลการทดลอง CureVac สะเทือนความหวัง mRNA #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656980

วันที่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 18:45 น.

ผลการทดลอง CureVac สะเทือนความหวัง mRNA ผลการทดลองขั้นสุดท้ายพบวัคซีนชนิด mRNA จาก CureVac มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 48%

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา CVnCoV วัคซีนต้านโควิด-19 จาก CureVac (เคียวร์แวค) ของเยอรมนีเผยผลการทดลองขั้นสุดท้ายพบว่ามีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อยู่ที่ 48%

ตัวเลขดังกล่าวสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผลการทดลองชั่วคราวที่เปิดเผยออกมาเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนซึ่งอยู่ที่ 47%

ขณะที่บริษัทผู้ผลิตระบุว่าประสิทธิภาพของวัคซีนจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 53% เมื่อประเมินจากกลุ่มอาสาสมัครที่มีอายุ 18 ถึง 60 ปี โดยไม่นับรวมผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป

โดยมีประสิทธิภาพเต็ม 100% ในการป้องกันอาการป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลและการเสียชีวิต ขณะที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อระดับปานกลางและรุนแรงอยู่ที่ 77% ในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 18 ถึง 60 ปี

ทั้งนี้ การทดลองครั้งล่าสุดมีอาสาสมัครเข้าร่วมการทดลองจำนวน 40,000 คนจาก 10 ประเทศในยุโรปและละตินอเมริกา พบว่าในจำนวนนี้มี 228 คนที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เกิดคำถามต่อ mRNA

วัคซีนของ CureVac เป็นวัคซีนชนิด mRNA เช่นเดียวกับ Pfizer (ไฟเซอร์) และ Moderna (โมเดอร์นา) แต่ประสิทธิภาพที่เปิดเผยออกมานั้นค่อนข้างต่ำกว่ามาก

โดย Health Issues India ระบุว่าการเผยประสิทธิภาพของ CureVac ในครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามต่อวัคซีนชนิด mRNA หลังจากที่ก่อนหน้านี้ความสำเร็จของ Pfizer และ Moderna ทำให้หลายคนคิดว่าเชื่อว่าวัคซีนชนิด mRNA จะเป็นทางออกของการยับยั้งการแพร่ระบาดและนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันในอนาคต

ทั้งนี้ วัคซีนชนิด mRNA แตกต่างจากชนิดอื่นๆ ตรงที่เป็นการใช้เทคโนโลยีในการสังเคราะห์สารพันธุกรรม ขณะที่วัคซีนชนิดอื่นจะใช้เชื้อที่อ่อนแอหรือตายแล้วฉีดเข้าไปในร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน

อย่างไรก็ตามแม้ CureVac จะมีประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าวัคซีนชนิด mRNA ยี่ห้ออื่น แต่จุดแข็งคือมันสะดวกต่อการขนส่งมากกว่าเนื่องจากสามารถเก็บรักษาได้ในอุณหภูมิตู้เย็นมาตรฐานทั่วไป ขณะที่ Pfizer และ Moderna ต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิติดลบ

ทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุน

ก่อนหน้านี้ CureVac ถือเป็นความหวังใหม่เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ mRNA เช่นเดียวกับ Pfizer และ Moderna ซึ่งทั้ง 2 ยี่ห้อนี้ได้พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคที่ยอดเยี่ยม ประกอบกับข้อได้เปรียบของ CureVac เมื่อเทียบกับวัคซีน mRNA ยี่ห้ออื่นคือมันสะดวกในการเก็บรักษาและการขนส่งมากกว่า

แต่เมื่อผลการทดลองเปิดเผยประสิทธิภาพออกมาอยู่ที่เพียง 48% ส่งผลให้หุ้นของ CureVac ร่วงลง 8.8% ปิดที่ 67 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น และก่อนหน้านี้เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา เมื่อบริษัทเผยผลการทดลองอยู่ที่ 47% ทำราคาหุ้นของ CureVac ร่วงกว่า 50%

ขณะที่น่าจะสร้างความผิดหวังให้แก่ผู้ผลิตเองเช่นกัน โดยฟรานซ์-แวร์เนอร์ ฮาส ประธานบริหารของ CureVac เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า ตนก็ไม่รู้ว่าผลการทดลองจะออกมาอย่งไร แต่เมื่อประเมินจากวัคซีน mRNA ตัวอื่นๆ รวมถึงการทดลองก่อนหน้านี้ทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์ตั้งความหวังกับ CureVac มาก

เบื้องหลัง CureVac

บริษัท CureVac ก่อตั้งเมื่อปี 2000 โดยอิงมาร์ โฮเออร์ นักชีววิทยาชาวเยอรมันซึ่งผู้บุกเบิกการวิจัยด้านวัคซีนเทคโนโลยี mRNA

วัคซีนของ CureVac ยังได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ และได้รับการสนับสนุนการผลิตที่โรงงาน Tesla ของอีลอน มัสก์ นอกจากนี้ยังได้รับเงินทุนจากมหาเศรษฐีดีทม่าร์ ฮอปป์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง SAP บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ และได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนบางส่วนจากรัฐบาลเยอรมนีด้วย

แผนการผลิตและส่งออก

CureVac มีเครือข่ายพันธมิตรด้านการผลิตวัคซีนหลายแห่งรวมถึง Celonic Group of Switzerland, Novartis, Bayer , Fareva, Wacker และ Rentschler Biopharma SE

ทั้งนี้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมาสหภาพยุโรปบรรลุข้อตกลงสั่งซื้อวัคซีน CureVac สูงถึง 405 ล้านโดส ขณะที่ในเดือนกุมภาพันธ์รัฐบาลอังกฤษได้สั่งซื้อวัคซีน 50 ล้านโดส

Photo by Jeroen JUMELET / ANP / AFP

เด็ก 7 ขวบดับหลังถูกทุ่ม 27 ครั้งในชั้นเรียนยูโด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656963

วันที่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 17:30 น.

เด็ก 7 ขวบดับหลังถูกทุ่ม 27 ครั้งในชั้นเรียนยูโดเด็กชายไต้หวันวัย 7 ขวบเสียชีวิตหลังถูกทุ่มถึง 27 ครั้งจนหมดสติในชั้นเรียนยูโด

สื่อท้องถิ่นของไต้หวันรายงานว่า เว่ยเว่ย เด็กชายวัย 7 ขวบเสียชีวิตแล้วหลังจากถูกรุ่นพี่ในชั้นเรียนยูโดจับทุ่มติดต่อกันถึง 27 ครั้งจนหมดสติ และมีอาการโคม่าต้องใช้เครื่องพยุงชีพเกือบ 70 วัน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยลุงของเด็กชายวัย 7 ขวบคนนี้พาเขาไปเรียนยูโดและถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อเป็นหลักฐานให้แม่ของเว่ยเว่ยดูว่าเขาไม่เหมาะกับกีฬาชนิดนี้

คลิปดังกล่าวเผยให้เห็นเว่ยเว่ยถูกเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่อายุมากกว่าจับทุ่มลงกับพื้นติดต่อกันถึง 27 ครั้ง ในระหว่างนั้นเว่ยเว่ยส่งเรียกร้องออกมาหลายครั้ง อาทิ “ขาผม” “หัวผม” “ไม่เอาแล้ว”

แต่ถึงอย่างนั้นโค้ชก็ยังสั่งให้เขาลุกขึ้นยืนและให้เพื่อนร่วมชั้นจับเว่ยเว่ยทุ่มลงพื้นต่อ ก่อนโค้ชจะเข้าไปจับตัวเว่ยเว่ยให้ลุกขึ้นและจับเขาทุ่มลงพื้นด้วยตัวเอง

ในที่สุดเว่ยเว่ยก็หมดสติ ทว่าโค้ชซึ่งตรวจสอบพบในภายหลังว่าไม่มีใบอนุญาตกลับบอกว่าเขาแกล้งสลบ และผลจากการถูกทุ่มครั้งนั้นทำให้เว่ยเว่ยมีเลือดออกในสมองและมีอาการโคม่าจนต้องใช้เครื่องพยุงชีพ

หลังจากคลิปของเว่ยเว่ยถูกเผยแพร่ออกไปก็เกิดคำถามว่าทำไมลุงจึงไม่ห้าม แต่ผู้เชี่ยวชาญเผยว่าไต้หวันมีความเชื่อเรื่องการเคารพนับถือครูอาจารย์ ซึ่งบางครั้งต้องยอมรับในอำนาจของครูไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร แต่แม่ของเว่ยเว่ยยืนยันว่าลุงรู้สึกแย่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา แพทย์ที่โรงพยาบาลเฟิงหยวนแจ้งครอบครัวว่าเว่ยเว่ยมีความดันเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจลดต่ำลง ครอบครัวจึงตัดสินใจปิดเครื่องพยุงชีพเพื่อให้เว่ยเว่ยจากไปอย่างสงบ

ด้านโค้ชวัย 60 ปีปลายๆ ได้รับการประกันตัวในวงเงิน 3,583 เหรียญสหรัฐ และถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและใช้ผู้เยาว์ให้กระทำผิดอาญา ซึ่งข้อหาแรกจะถูกเปลี่ยนเป็นทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไปถึงจำคุกตลอดชีวิต

Photo by PIERRE-PHILIPPE MARCOU / AFP

ยังมีอีก! แคนาดาเจอ 182 หลุมศพเด็กพื้นเมืองในโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656951

วันที่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

ยังมีอีก! แคนาดาเจอ 182 หลุมศพเด็กพื้นเมืองในโรงเรียนแคนาดาค้นพบหลุมศพเด็กบริเวณโรงเรียนอีกครั้ง เชื่อเป็นศพเด็กพื้นเมือง อายุต่ำสุดเพียง 7 ปี

เอเอฟพีรายงานว่าแคนาดาพบหลุมศพนิรนามอีก 182 หลุมศพในพื้นที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเซนต์ยูจีนส์ มิสชัน โรงเรียนประจำสำหรับเด็กพื้นเมืองในรัฐบริติช โคลัมเบีย ซึ่งคาดว่าหลุมศพที่ค้นพบนี้เป็นศพของเด็กพื้นเมืองอายุระหว่าง 7 ถึง 15 ปี

ด้านนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดากล่าวว่าเป็นการค้นพบที่น่าสยดสยองซึ่งทำให้ชาวแคนาดาต้องตระหนักถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นต่อชนเผ่าพื้นเมืองในอดีต พร้อมเรียกร้องให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการปรองดอง

ขณะที่บรรดาชนพื้นเมืองเชื่อว่าจะมีการค้นพบหลุมศพเพิ่มอีกในอนาคต โดยในรอบเดือนที่ผ่านมามีการค้นพบหลุมศพเด็กพื้นเมืองบริเวณสถานที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนไปแล้วมากกว่า 1,000 หลุม

โดยในเดือนพฤษภาคมมีการค้นพบศพเด็กพื้นเมือง 215 คนบริเวณโรงเรียนแคมลูปส์ซึ่งได้สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก และในเดือนถัดมาก็ได้ค้นพบพบหลุมศพนิรนามอีก 751 หลุมในพื้นที่ใกล้กับบริเวณที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนประจำคาทอลิกสำหรับเด็กพื้นเมืองในรัฐซัสแคตเชวันทางตะวันตกของแคนาดา

ขณะที่เพอร์รี่ เบลเลการ์ด ประธานองค์กร Assembly of First Nations องค์กรพื้นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศกล่าวว่าผู้รอดชีวิตจำนวนมากเล่าให้เขาฟังว่ายังมีเด็กพื้นเมืองอีกมากมายที่ถูกพรากจากครอบครัวและบังคับให้เข้าเรียนในโรงเรียนประจำของแคนาดาเพื่อซึมซับวัฒนธรรมตะวันตก และเด็กหลายคนต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมที่เจ็บปวด

โดยโรงเรียนส่วนใหญ่ดำเนินการโดยคริสตจักร และทุกโรงเรียนห้ามให้ภาษาพื้นเมืองเพื่อพยายามให้เด็กพื้นเมืองปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมกระแสหลัก และทำลายวัฒนธรรมและภาษาของพวกเขา

นอกจากนี้พวกเขายังเผชิญกับการปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่มักใช้ความรุนแรง ตลอจนการล่วงละเมิดทางเพศ ทางร่างกาย และอารมณ์ ตลอดจนการเจ็บป่วยจากโรคระบาด

Photo by Geoff Robins / AFP