สองพลังแกร่งฉีด AstraZeneca ตามด้วย Pfizer ภูมิคุ้มกันดีขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656700

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 11:01 น.

สองพลังแกร่งฉีด AstraZeneca ตามด้วย Pfizer ภูมิคุ้มกันดีขึ้นมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเผยผลการศึกษาพบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดีเมื่อผสมวัคซีนต่างชนิด

ผลการศึกษาภายใต้โครงการ Com-COV ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดพบว่าเมื่อฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ของ AstraZeneca ตามด้วย Pfizer โดยเว้นระยะห่าง 4 สัปดาห์สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดีกว่ารับวัคซีนชนิดเดียวกัน

โดยการศึกษาดังกล่าวได้ทำการทดลองฉีดวัคซีนทั้ง 2 ชนิดร่วมกันโดยเว้นระยะห่างแตกต่างกันออกไปเพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ของการใช้วัคซีนต่างชนิด ซึ่งพบว่าไม่ว่าจะเว้นระยะห่างเท่าใด การฉีดวัคซีนของ AstraZeneca ร่วมกับ Pfizer ล้วนสร้างแอนติบอดีในปริมาณที่สูง

การทดลองครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลหลายปรเทศในยุโรปเริ่มเสนอวัคซีนตัวอื่นๆ สำหรับเข็มที่ 2 แทน AstraZeneca หลังมีรายงานถึงภาวะการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในผู้ที่ได้รับวัคซีนดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่อาการเกิดขึ้นเมื่อฉีดวัคซีนเข็มที่ 2

อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์แมทธิว สเนป จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเผยว่าแม้ผลการทดลองครั้งนี้จะช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นในการวางแผนแจกจ่ายวัคซีน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นคำแนะนำในมีการเปลี่ยนแปลงแผนการฉีดวัคซีนก่อนๆ ที่ผ่านกระบวนการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิกมาแล้ว

สเนปเสริมว่า แน่นอนว่ามันได้ผลดี แต่ควรคงหลักปฏิบัติเดิมไว้ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เนื่องจากหลักปฏิบัติเดิมที่ฉีดวัคซีน 2 เข็มชนิดเดียวกันได้ผ่านการทดลองทางคลินิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ การวิจัยข้างต้นมีอาสาสมัครผู้เข้าร่วม 830 คนที่ได้รับการฉีดวัคซีน 2 เข็มในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งพบว่าการฉีดวัคซีนของ AstraZeneca ตามด้วย Pfizer กระตุ้นการตอบสนองได้ดีที่สุด

นอกจากนี้การศึกษาดังกล่าวยังพบว่าการฉีดวัคซีน AstraZeneca 2 เข็มโดยเว้นระยะห่าง 45 สัปดาห์นั้นกระตุ้นภูมิคุ้มกันมากขึ้นแทนที่จะน้อยลง ซึ่งอาจเพิ่มความมั่นใจแก่ประเทศที่มีวัคซีน AstraZeneca ในจำนวนจำกัดในขณะนี้

ขณะที่พบว่าการฉีดวัคซีน AstraZeneca เข็มที่ 3 หลังฉีดเข็ม 2 นาน 6 เดือนทำให้ร่างกายสามารถสร้างแอนติบอดีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Photos by GABRIEL BOUYS and Ronny Hartmann / AFP

รัฐบาลไร้น้ำยากับประชาชนทำตามใจชอบ จะโทษใครดี? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656670

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 22:32 น.

รัฐบาลไร้น้ำยากับประชาชนทำตามใจชอบ จะโทษใครดี?ระลอกแรกก็เป็นแบบนี้ ระลอกสองก็เช่นกัน ระลอกสามและสี่ก็คงไม่แคล้วที่จะถามกันอีกว่า ตกลงแล้วเป็นความผิดพลาดของใคร?

หลังจากที่รัฐบาลประกาศล็อคดาวน์แบบอ่อนๆ พร้อมด้วยคำสั่งห้ามกินในร้าน ทำให้เกิดเสียงบ่นระดมไปทั่ว (อันที่จริงเต็มไปด้วยเสียงด่าทอเสียมากกว่า) แม้ผู้เขียนจะไม่ได้ทำมาค้าขายแต่ก็เห็นใจคนค้าคนขายอย่างยิ่งอย่างน้อยก็ในฐานะคนที่กินนอกบ้านเป็นประจำ

รัฐบาลจะบริหารมีประสิทธิภาพหรือไม่นั้นมันมีหลักฐานคาตาอยู่ เพียงแต่ไม่ใช่แค่รัฐบาลไทยเท่านั้นที่ไปไม่เป็น มาเลเซียต่ออายุล็อคดาวน์ต่อไปอีก ออสเตรเลียก็ต้องล็อคซิดนีย์และจับตาพื้นที่อื่นๆ ญี่ปุ่นกำลังเหงื่อตกเพราะการระบาดหนักอีกรอบ และอีกหลายทีที่ “เดลตา” กำลังเคาะประตูบ้านก็ต้องล้อมบ้านล้อมเมืองอย่างแน่นหนา

ญี่ปุ่นนั้นหนักอกกว่าเพื่อนเพราะเพิ่งจะประกาศหยกๆ ว่าจะจัดโอลิมปิกแน่นอนหลังจากที่พอจะคุมโรคได้นิดหน่อย แต่ในพลันที่ยืนยันว่าจะจัดชัวร์การระบาดก็หนักขึ้นมาเสียอย่างนั้น

เช่นเดียวกับ พล.อ. ประยุทธิ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ลั่นวาจาว่าจะเปิดประเทศภายใน 120 วัน แต่คล้อยหลังไม่กี่วันหลังจากนั้นการระบาดในประเทศก็หนักขึ้นอีก คำสั่งคลายล็อคไม่กี่วันก่อน ต้องถูกทบทวนและยังเพิ่มเติมคำสั่งที่เข้มงวดขึ้นอีก นั่นคือห้ามกินในร้านอาหาร

ผู้เขียนคิดเล่นๆ ว่า ไอ้โควิดนี้เหมือนมันมีญาณหยั่งรู้ หากประเทศไหนทำท่าว่าจะประกาศอิสรภาพ มันจะเข้าไปโจมตีทันที

แม้แต่สหรัฐที่เหมือนจะปกติกันแล้ว ตอนนี้ยังพบผู้ติดเชื้อหลายพันคนทั้งๆ ที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว อันที่จริงสหรัฐไม่ควรเรียกว่า “ปกติแล้ว” บางคนเหมาเอาว่าอเมริกันไม่สวมหน้ากากกันแล้วและนั่งกินตามร้านเหมือนปกติแสดงว่ามาตรการเขาดี

แต่โปรดอย่าลืมว่าช่วงแรกๆ ที่เกิดการระบาดนั้นคนอเมริกันด่ารัฐบาลสาดเสียเทเสียว่าไม่เอาอ่าวอีกทั้งคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยไม่ทำตามคำสั่งรัฐบาลเอาเลย ทั้งไม่สวมหน้ากากและใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขั้น ยังไม่ต้องเอ่ยถึงพวก Anti-mask ที่ไล่ด่าหรือทำร้ายคนสวมหน้ากาก

เมื่อต้นเดือนนี้เองที่มีผลสำรวจโดย Gallup poll เผยว่า 49% ของชาวอเมริกันที่บอกว่าพวกเขาไม่มีแผนที่จะรับการฉีดวัคซีนบอกว่าพวกเขาสวมหน้ากากในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา ซึ่งหมายความว่าที่เหลือคือราว 50% ไม่รับทั้งวัคซีนและไม่สวมทั้งหน้ากาก ซึ่งถือเป็นตัวเลขผู้สวมหน้ากากที่ต่ำที่สุดเท่าที่มีมา

ดังนั้นอเมริกันไม่ใช่จะเพิ่งมาปกติ แต่เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร

แต่เราจะต้องให้เครดิตการฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมของประเทศตะวันตกด้วย (สหรัฐนั้นพึงละไว้ในฐานที่เข้าใจ) ในยุโรปหลายประเทศฉีดวัคซีนอย่างครอบคลุมแล้วและเริ่มใช้ชีวิตปกติ โดยเฉพาะให้เข้าไปนั่งกินในร้านอาหาร

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานยุโรปนั้นเข้มงวดและเคร่งครัด บางประเทศให้เข้าไปนั่งกินได้แล้ว แต่จะต้องมีหลักฐานยืนยันว่าฉีดวัคซีนแล้วหรือมีผลตรวจเป็นลบ เช่น ออสเตรีย เดนมาร์ก และเยอรมนี

แต่มีประเทศหนึ่งที่ฉีดวัคซีนในอัตราที่สูงพอสมควรแล้วแต่ยังไม่ยอมอนุญาตให้ประชาชนเข้าไปกินในร้านสักที นั่นคือไอร์แลนด์ ล่าสุดนี้เพิ่งจะประกาศเลื่อนไปเปิดให้กินในร้านได้ในวันที่ 5 กรกฎาคม อีกประเทศคือกรีซจะเปิดในต้นเดือนกรกฎาคมเช่นกัน

ปรากฎว่าร้านรวงต่างๆ โอดครวญกันใหญ่ หนึ่งในเชฟดังบอกว่า “นี่มันบริหารผิดพลาดชัดๆ” เพราะไอร์แลนด์น่าจะฉีดวัคซีนถึง 80% แล้วเมื่อถึงปลายเดือนมิถุนายน หากฉีดวัคซีนแล้วก็ควรจะเปิดร้านตามปกติได้

รัฐบาลไอร์แลนด์คงระแวงการระบาดของเชื้อเดลตา แต่อังกฤษที่มีเชื้อเดลตาระบาดถึง 90% ของเชื้อทั้งหมดที่พบก็เปิดร้านตามปกติ เพียงแต่ให้ปิดแค่ 22.00 น.

ดังนั้นดูเหมือนว่าแต่รัฐบาลในโลกนี้จะมีมาตรการต่างกันมาก การตัดสินใจอย่างหนึ่งอาจให้ผลเสียหายยับเยิน แต่หากไม่ทำก็ถูกด่ายับเยินเหมือนกัน

แต่กับรัฐบาลไทยนั้นดูเหมือนจะมีเวรกรรมมากกว่าเพื่อน เวรกรรมที่ว่านี้ก็เกิดเป็นผลมาจากการทำและไม่ทำของรัฐบาลนั่นเอง เรื่องที่ผู้เขียนย้ำมาตลอดคือรัฐบาลทำตัวให้ไม่น่าเชื่อถือ สั่งการคนละอย่างสองอย่าง ทำงานไม่ประสานกัน การประชาสัมพันธ์ติดลบ และผู้บริหารประเทศมักทีเล่นทีจริงบ่อยเกินไป

สรุปก็คือรัฐบาลนี้ขาด Integrity ไม่ต้องกับซื่อสัตย์สุจริตราวกับผ้าขาว เพียงแต่ให้ประชาชนรู้สึกว่าสิ่งที่รัฐบาลบอกหรือทำนั้นเชื่อถือได้และคงเส้นคงวาก็พอ ซึ่งตอนนี้มันไม่ใช่

ดังนั้นเมื่อรัฐบาลสั่งอะไรออกมา ประชาชนจึงสับสน หมดหวังที่จะพึ่งพา บ่อยครั้งเข้าก็ไม่ทำตาม

แต่เรื่องนี้จะโทษรัฐบาลทั้งหมดก็ไม่ถูก ต้องโทษประชาชนอย่างเราด้วยที่ “ดื้อ” กับมาตรการต่างๆ และ “เฉยชา” กับภาวะคับขัน

เรียกว่ารัฐบาลรับผิดชอบส่วนหนึ่ง ประชาชนทำกันเองส่วนหนึ่ง แต่สัดส่วนความรับผิดชอบของสองฝ่ายจะเป็น 50-50, 60-40, 70-30 หรือจะเท่าไรนั้นคงต้องรอเวลาให้ประเมินหลังวิกฤตนี้สิ้นสุดลงก่อนจึงจะยุติธรรม

ไหนๆ ก็คนด่ากันเยอะแล้ว วิธีการแก้ปัญหาไม่ค่อยมี จะขอบอกว่าปัญหาเฉพาะหน้าตอนนี้คือทำอย่างไรให้ร้านขายแล้วให้ลูกค้านั่งกินได้ วิธีแก้ก็อย่างที่บอกคือรัฐบาลต้องฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุดเพื่อทำอย่างประเทศในสหภาพยุโรป หรืออย่างน้อยก็แบบอังกฤษที่ใช้วัคซีนคล้ายๆ เรา

ปัญหาก็คือ ประเทศตะวันตกใช้วิธีแบบนี้ได้ไม่ใช่เพราะวัคซีนเท่านั้น แต่เพราะมีระเบียบควบคุมธุรกิจบริการ/อาหารที่เข้มงวดกว่าไทย ไทยนั้นมี “เศรษฐกิจสีดำ” ที่อยู่นอกระเบียบจัดการและนอกระบบภาษีมากมายเกือบครึ่งหนึ่งของจีดีพี มันทำให้การดูแลยากเป็นทวีคูณ

ความที่ประเทศไทยไร้ระเบียบอย่างที่สุดนี่เองที่ทำให้การแก้ปัญหาสะดุดครั้งแล้วครั้งเล่า แม้แต่การเยียวยาก็จะตัน เพราะเงินที่นำไปแจกนั้นไม่สามารถดึงคืนมาได้จากคนที่รัฐบาลแจกไปเพราะครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในระบบภาษี

พูดถึงเรื่องนอกระบบแล้ว นอกเหนือจากเรื่องที่ควบคุมไม่ได้อย่างโรคระบาดที่อาจแพร่ในอากาศ มันยังมีหลายกรณีที่เกิดขึ้นในเมืองไทยที่แสดงให้เห็นว่าธุรกิจบริการบางกลุ่มไม่แยแสกับมาตรการป้องกันโรคเอาเลย

ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างซอฟต์ๆ ที่เจอมาเพราะมันเป็นสิ่งที่เห็นตำตาในชีวิตประจำวัน

วันหนึ่งหลังจากรัฐบาลคลายกฎให้นั่งกินในร้านคราวก่อน ผู้เขียนไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวร้านหนึ่ง หลังจากสั่งไปแล้วสักพักเพิ่งจะเห็นว่าผู้ปรุงไม่ยอมสวมหน้ากากระหว่างปรุงรอแล้วรออีกก็ไม่ดึงหน้ากากขึ้นมาสวมสักที ในใจก็คิดเข้าข้างเขาว่าของมันร้อนคงจะฆ่าเชื้อไประหว่างปรุงแล้ว แต่แล้วเมื่อปรุงเสร็จก็ยังมาเสิร์ฟทั้งๆ ที่ถอดหน้ากากอนามัย จึงขอปฏิเสธไม่รับเพราะเกรงว่าจะติดโรค 

ขนาดนั่นเป็นร้านที่มีหลักแหล่งไม่ใช่รถเข็น แต่ไม่มีมาตรการดูแลลูกค้าอะไรทั้งสิ้น ทั้งตรวจอุณหภูมิหรือจัดที่ล้างมือให้ ทั้งยังปล่อยปละละเลยให้ผู้ปรุงไม่สวมหน้ากาก

ออกจากร้านนั้นแล้วด้วยความหิวจึงไปสั่งอีกร้านหนึ่งซึ่งมีเครื่องตรวจอุณหภูมิและเครื่องล้างมือให้เสร็จสรรพ ร้านรวงสะอาดดีและน่าไว้ใจ แต่ปรากฎว่าขณะนั่งรอ พนักงานบริการในร้านนั่งห่างไปเพียงชั่วโต๊ะเดียวนั่งทำผมกันกลางร้านกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งไม่ถูกสุขอนามัยเอาเลยไม่ว่าจะมีโควิดหรือไม่มีก็ตาม

แต่ด้วยความหิวและไม่มีร้านอื่นที่น่าไว้ใจกว่านี้จึงกินร้านนั้นไปด้วยความกังวลใจลึกๆ ว่า “จะรอดไหม” แต่ถ้ารอดก็คงไม่กลับไปอีกแล้ว

ที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ก็เพื่อจะย้ำว่าตั้งแต่ก่อนที่จะคลายล็อคดาวน์เมื่อปีที่แล้วผู้เขียนได้แนะนำว่าการระบาดใหญ่เป็นการ Disruption อย่างหนึ่ง ธุรกิจร้านอาหารต้องปรับตัวด้วย โดยเฉพาะในไทยที่มีปัญหาสุขลักษณะของธุรกิจ “อาหารริมทาง” อย่างมาก แต่เรามักอวยกันเองว่าเป็นสวรรค์ Street food จนละเลยจุดนี้ไป

ผู้เขียนคิดว่าบ้านเมืองเรามีอาหารถูกๆ แบบ Street food เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเราจะเป็นประเทศที่พัฒนากว่านี้ สุขอนามัยของบริการด้านอาหารต้องดีกว่านี้ให้มาก ไม่ใช่ว่าจะเน้นแต่ของถูกแต่นำโรคภัยมาสู่ตน เพราะสุขอนามัยถือเป็นเครื่องวัดสวัสดิการชีวิตที่ดีอย่างหนึ่งไม่เฉพาะในช่วงการระบาดใหญ่เท่านั้น

หากไม่ปรับปรุงตัวเองให้ถูกสุขลักษณะพื้นฐานก็อาจจะรอดได้ยากหรือไม่มีอะไรโน้มน้าวใจลูกค้าได้ว่า “เราปลอดภัยเพราะคำนึงถึงความสะอาด”

ยังไม่นับว่ารัฐบาลจะต้องเสียเวลามาใคร่ครวญอีกว่าถ้าให้เปิดกันหมดจะเวิร์กไหม หรือให้เปิดเฉพาะที่อยู่ในระบบภาษีและการควบคุมอนามัยจะถูกด่าว่ารังแกคนจนไหม หรือให้เปิดเฉพาะร้านที่มีมาตรการดูแลลูกค้าครบครันด้วยอุปกรณ์จะถูกด่าว่าเอาใจร้านรวยๆ ไหม?

ผู้เขียนเห็นหลายคนสิ้นหวังกับรัฐบาลและบอกว่าประชาชนดูแลกันเองได้ แต่เท่าที่เห็น การโทษรัฐบาลนั้นมันง่าย (และรัฐบาลก็คงไม่สนใจเอาง่ายๆ ด้วย) ส่วนการดูแลกันเองนั้นมันยาก เอาเข้าจริงประชาชนไม่สามารถดูแลกันเองได้ในหลายๆ เรื่อง เพราะ “คนไทยทำอะไรตามใจชอบ” จึงต้องใช้ระเบียบอันเข้มงวดและการบังคับใช้ที่เด็ดขาดของทางการ

เพียงแต่มันจะกลับไปสู่ปัญหาเดิมที่ผู้เขียนเอ่ยถึง คือรัฐบาลนี้ขาดความน่าเชื่อถือกระทั่งไม่ชวนให้ประชาชนเชื่อและทำตาม จนทำให้ชวนคิดว่าจริงๆ แล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลหรือประชาชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อยู่ที่แต่ละฝ่ายไม่เข้าขากันมากกว่า

ขณะที่ไอซ์แลนด์เพิ่งจะยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับโควิด-19 ในประเทศทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า 87% ของผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส ทำให้ไอซ์แลนด์อาจเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปกลุ่มแรกๆ ที่ยุติมาตรการจำกัด

ดร.ธอโรลเฟอร์ กุดนาสัน (Dr Thorolfur Gudnason) นักระบาดวิทยาชื่อดังของไอซ์แลนด์บอกกับ Bloomberg ว่า ในไอซ์แลนด์นั้น “ทุกคนพายเรือไปในทิศทางเดียวกัน และนั่นคือเหตุผลที่เราได้ผลลัพธ์ที่เรามี” นั่นคือสามารถคลายล้อคดาวน์ได้

ส่วนเมืองไทยนั้นแม้แต่ในรัฐบาลยังพายกันคนละทิศละทาง ยังไม่นับพวกที่เท้าราน้ำอีกมากมาย

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

วัคซีนปรับกลยุทธ์สู้โควิดสายพันธุ์เดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656659

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 18:11 น.

วัคซีนปรับกลยุทธ์สู้โควิดสายพันธุ์เดลตาบรรดาผู้เชี่ยวชาญ รัฐบาลแต่ละประเทศ และผู้ผลิตวัคซีนกำลังศึกษากลยุทธ์ใหม่ในการสู้กับสายพันธุ์เดลตาด้วยวัคซีนบูสเตอร์

1. โควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกในประเทศอินเดียได้แพร่ระบาดได้แพร่ระบาดไปแล้วอย่างน้อย 92 ประเทศทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ด้วยความสามารถในการแพร่ระบาดที่มากและรวดเร็วกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ตลอดจนอาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการป่วยรุนแรง และอาจสามารถต้านทานภูมิคุ้มกันจากวัคซีน

2. ส่งผลให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญ รัฐบาลแต่ละประเทศ และผู้ผลิตวัคซีนกำลังศึกษากลยุทธ์ใหม่ในการสู้กับไวรัสด้วยการใช้บูสเตอร์หรือวัคซีนเข็มเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีน

3. ด้านผู้ผลิตวัคซีน Sputnik V เผยว่าได้พัฒนาวัคซีนบูสเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาโดยเฉพาะ ซึ่งจะพร้อมใช้งานเร็วๆ นี้

4. โดย Sputnik V ได้เสนอวัคซีนบูสเตอร์ดังกล่าวให้แก่ผู้ผลิตวัคซีนรายอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา แต่ยังไม่ได้เปิดเผยว่าผู้ผลิตรายใดจะได้รับวัคซีนบูสเตอร์เหล่านี้ และประสิทธิภาพในการสู้กับสายพันธุ์เดลตานั้นมากน้อยเพียงใด

BREAKING: #SputnikV will soon offer a booster shot, adjusted to work against the Delta variant of coronavirus, first detected in India, to other vaccine manufacturers. Below are the highlights of Sputnik V’s pioneering role in developing vaccine cocktails.— Sputnik V (@sputnikvaccine) June 17, 2021

5. ขณะที่ยังไม่มีข้อมูลแสดงให้เห็นว่าวัคซีนของ Johnson & Johnson สามารถป้องกันการติดโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาได้มากน้อยเพียงใด และการศึกษาของอังกฤษชี้ว่าวัคซีนของ Pfizer หรือ AstraZeneca 2 โดสสามารถป้องกันโรคได้มากกว่า 1 โดสอย่างมีนัยสำคัญ และมีประสิทธิภาพสูงในการลดอัตราการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากสายพันธุ์เดลตา

6. ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในสหรัฐศึกษาถึงความจำเป็นในการฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดยใช้วัคซีนของ Pfizer หรือ Moderna สำหรับชาวอเมริกันที่ได้รับวัคซีนชนิดเข็มเดียวของ Johnson & Johnson หลังจากที่พบการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตาเพิ่มมากขึ้น แม้จะยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการใช้วัคซีน 2 ชนิดร่วมกัน และยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐ

7. ขณะเดียวกันด้านผู้ผลิตวัคซีน Johnson & Johnson ก็กำลังตรวจสอบการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันจากวัคซีนว่าสามารถป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาได้มากน้อยเพียงใดแต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูล

8. เช่นเดียวกับอังกฤษ มาเลเซีย และอีกหลายประเทศซึ่งกำลังศึกษาเกี่ยวกับความจำเป็นการใช้วัคซีนบูสเตอร์เช่นกัน ด้านไอร์แลนด์แจ้งว่ามีความเป็นไปได้ที่จะต้องฉีดวัคซีนบูสเตอร์ให้แก่ประชาชนจำนวนมากในอนาคต

9. รวมถึงชิลีซึ่งกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการฉีดวัคซีนบูสเตอร์ หรือการฉีดวัคซีนของ Sinovac เป็นเข็มที่ 3 หลังจากที่ฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรไปแล้วเกินครึ่งแต่ยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตาประเทศได้

10. โดยชิลีใช้วัคซีนต้านโควิด-19 ของ Sinovac เป็นหลัก ซึ่งฉีดไปแล้วกว่า 16.8 ล้านโดส ส่วนที่เหลือเป็นวัคซีนของ Pfizer 3.9 ล้านโดส ควบคู่ไปกับวัคซีนของ AstraZeneca และ Cansino อีกเล็กน้อย

11. ขณะที่ WHO ระบุว่ายังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสายพันธุ์เดลตารวมถึงผลกระทบที่มีต่อประสิทธิภาพของวัคซีน

Photo by CHAIDEER MAHYUDDIN / AFP

ส่องมาตรการเยียวยาต่างประเทศ ล็อกดาวน์ยังไงให้ธุรกิจรอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656641

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 16:21 น.

ส่องมาตรการเยียวยาต่างประเทศ ล็อกดาวน์ยังไงให้ธุรกิจรอดเมื่อต้องล็อกดาวน์ รัฐบาลแต่ละประเทศมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนอย่างไรบ้าง

มาดูส่วนหนึ่งของมาตรการเยียวยาจากต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือประชาชนเมื่อเผชิญกับวิกฤตการแพ่ระบาดของโควิด-19 และการล็อกดาวน์

สหรัฐอเมริกา

เริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเมื่อกลางปีที่แล้วมีร้านอาหารต้องปิดตัวลงไปหลายพันแห่ง ขณะที่ประชาชนในธุรกิจร้านอาการตกงานเกือบ 2 ล้านคน โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาถึงมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

โดยรัฐบาลสหรัฐระบุว่ากองทุนช่วยเหลือร้านอาหาร (Restaurant Revitalization Fund) มูลค่า 28,600 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 จะมอบเงินช่วยเหลือแก่ธุรกิจอาหารที่ได้รับผลกระทบสูงสุด 10 ล้านเหรียญสหรัฐต่อธุรกิจ

ตลอดจนมีการจัดสรรงบประมาณ 9,500 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งมีรายได้ไม่เกิน 50,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งไบเดนคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถช่วยเหลือร้านอาหารได้ร่วมแสนแห่ง

ทั้งนี้ มาตรการเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 ของสหรัฐ (American Rescue Plan) มูลค่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ได้ผ่านการอนุมัติไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งของร่างกฎหมายระบุแผนการจัดสรรงบประมาณเพื่อเยียวยาภาคส่วนต่างๆ ไว้ดังนี้

มอบเงินเยียวยา 1,400 เหรียญสหรัฐให้กับประชาชนทุกคนที่มีฐานภาษีไม่เกิน 75,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ขณะที่ครอบครัวใดที่เลี้ยงดูอายุต่ำกว่า 18 ปีจะได้รับเงินช่วยเหลือรายเดือนเป็นเวลา 1 ปี, มอบเงินให้เงินช่วยเหลือบุคคลว่างงาน 300 เหรียญสหรัฐต่อสัปดาห์ไปจนถึงวันที่ 6 กันยายน 2021, มาตรการช่วยเหลือธุรกิจรายย่อย และอุตสาหกรรมต่างๆ โดยจัดสรรงบประมาณ 28,600 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

ตลอดจนจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงโรงเรียนและมหาวิทยาลัย และจัดสรรงบประมาณ 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเพื่อเพิ่มโครงการตรวจโควิด-19 และฉีดวัคซีน

มาเลเซีย

มาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศของมาเลเซียซึ่งเดิมจะมีกำหนดสิ้นสุดลงในวันจันทร์นี้ถูกขยายเวลาออกไปอย่างไม่มีกำหนดเนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อยังไม่มีแนวโน้มลดลงหลังบังคับใช้มาตรการดังกล่าวมาเกือบ 1 เดือนแล้ว

ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์มีเพียงธุรกิจที่จำเป็นเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการ ขณะที่ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน และสวนสาธารณะถูกสั่งปิด ขณะที่นายกรัฐมนตรีมูห์ยิดดิน ยัสซิน ระบุว่าจะประกาศมาตรการเยียวยารอบใหม่สำหรับแต่ละภาคส่วนภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปีที่แล้วมาเลเซียจัดสรรงบประมาณสำหรับมาตรการเยียวยาไปแล้วประมาณ 340,000 ล้านริงกิตเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีการอัดฉีดงบประมาณเพิ่ม 40,000 ล้านริงกิต รวมถึงการแจกเงิน 2,100 ล้านริงกิต เงินช่วยเหลือธุรกิจรายย่อย และเงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ ตลอดจนมีการพักชำระหนี้บางส่วน

ล่าสุดวันที่ 28 มิถุนายน นายกรัฐมนตรีมูห์ยิดดิน ยัสซินเผยว่ามาเลเซียจะอัดเงินช่วยเหลือ 150,000 ล้านริงกิต เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากผลกระทบของการระบาดใหญ่ โดยรัฐบาลจะดำเนินการอัดฉีดทางการคลัง 10,000 ล้านริงกิตด้วย 

ออสเตรเลีย

ตอนนี้ภาคธุรกิจในรัฐนิวเซาธ์เวลส์เริ่มแสดงความไม่พอใจเมื่อต้องเผชิญกับการล็อกดาวน์มาเป็นเวลานาน 2 สัปดาห์ ขณะที่ร้านอาหารได้รับอนุญาตให้เปิดให้บริการเฉพาะซื้อกลับไปทานที่บ้านเท่านั้น แต่รัฐบาลยังคงไม่มีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจน

ขณะที่ แกลดีส์ เบเรจิเคลียน มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ กล่าวว่ารัฐบาลจะออกมาตรการเยียวยาในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์

ด้านรัฐวิตอเรียซึ่งได้ขยายระยะเวลาล็อกดาวน์ไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้ประกาศเงินช่วยเหลือ 250 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์

ขณะที่ซิดนีย์ซึ่งประกาศล็อกดาวน์เป็นเวลา 2 สัปดาห์ไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแม้ตอนนี้จะยังไม่มีการประกาศมาตรการเยียวยาอย่างเป็นทางการ แต่การล็อกดาวน์เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วทางรัฐได้ออกเงินช่วยเหลือสำหรับธุรกิจต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ

สิงคโปร์

กระทรวงการคลัง (MOF) และกรมสรรพากรของสิงคโปร์ (IRAS) เผยเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมาว่าจะทุ่มเงิน 2,200 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์เพื่อเยียวยาลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายใต้โครงการ Jobs Support Scheme (JSS) ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายนเป็นต้นไป

ทั้งนี้ พนักงานในภาคอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวจะได้รับเงิน่วยเหลือ 50% จากเงินเดือน ขณะที่พนักงานภาคบริการ, อาหาร, ศิลปะ, ความบันเทิง, การขนส่งทางบก, สิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมทางทะเลจะได้รับเงินช่วยเหลือ 30% ส่วนภาคส่วนอื่นๆ จะได้รับเงินช่วยเหลือ 10%

ขณะที่ภาคส่วนที่จะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์, อิเล็กทรอนิกส์, บริการทางการเงิน, สื่อ, เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, ไปรษณีย์และบริการจัดส่ง, การค้าปลีกออนไลน์, ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ

เมื่อช่วงกลางปีที่แล้วภายใต้โครงการเดียวกันนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์เพื่อเยียวยาแรงงานในประเทศ โดยผู้ที่ได้รับการเยียวยามากที่สุดคือแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว, การบิน และก่อสร้าง ซึ่งได้รับเงินเยียวยา 50% ของเงินเดือน แต่ไม่สามารถให้ได้เท่าก่อนหน้านี้ซึ่งสูงถึง 75% ของเงินเดือนเนื่องจากเงินทุนสำรองของรัฐบาลเริ่มลดน้อยลง

Photo by Steven Saphore / AFP

เผยโฉม ‘รถไฟความเร็วสูงอัจฉริยะ’ รุ่นใหม่ของจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656637

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 15:35 น.

เผยโฉม ‘รถไฟความเร็วสูงอัจฉริยะ’ รุ่นใหม่ของจีนจีนใช้ ‘รถไฟความเร็วสูงอัจฉริยะ’ รุ่นใหม่ อัดแน่นเทคโนฯ-สิ่งอำนวยความสะดวก

ฉางชุน, 26 มิ.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันศุกร์ (25 มิ.ย.) จีนเริ่มต้นใช้งานรถไฟความเร็วสูงฟู่ซิง (Fuxing) รุ่นใหม่ ซึ่งมาพร้อมระบบปฏิบัติการอัจฉริยะและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย พัฒนาโดยบริษัท ซีอาร์อาร์ซี ฉางชุน เรลเวย์ วีฮีเคิลส์ จำกัด (CRRC Changchun Railway Vehicles)

รถรางไฟฟ้า (EMU) ความเร็วสูง ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากรถไฟฟู่ซิง ซีอาร์400บีเอฟ (Fuxing CR400BF) ถูกติดตั้งเทคโนโลยีและบริการต่างๆ อาทิ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอัจฉริยะ เครือข่ายไร้สายเทคโนโลยี 5G และเครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน

รถไฟหัวกระสุนอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่มีหัวรถจักรยาว 12.5 เมตร ถูกออกแบบเชิงชีวจักรกล (bionic) ซึ่งสามารถลดแรงต้านตามหลักอากาศพลศาสตร์ลงร้อยละ 7.4 และตัดการใช้พลังงานลงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับรถไฟฟู่ซิง ซีอาร์400บีเอฟ

เก้าอี้ผู้โดยสารชั้นหนึ่งมาพร้อมพนักพิงศีรษะปรับได้และที่วางขาระบบไฟฟ้า ส่วนเก้าอี้ผู้โดยสารชั้นสองมีจุดชาร์จไฟผ่านสายยูเอสบี ขณะห้องผู้โดยสารมีประตูทางเข้ากว้างขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องน้ำแบบไร้สิ่งกีดขวาง พื้นที่เก็บวีลแชร์ และป้ายอักษรเบรลล์

นอกจากนั้นตู้โดยสารแบบรักษาความเงียบสงบ (Quiet carriages) บนขบวนรถไฟความเร็วสูงอัจฉริยะรุ่นใหม่นี้ยังช่วยให้ผู้โดยสารสามารถลดเสียงประกาศตามสายลงสามระดับ เมื่อเทียบกับตู้โดยสารอื่นๆ อีกด้วย

ด้านไฟส่องสว่างในห้องน้ำบนขบวนรถไฟจะเปิดอัตโนมัติเมื่อผู้โดยสารก้าวเข้าสู่พื้นที่ห้องน้ำ เครื่องปรับอากาศจะปรับระดับอุณหภูมิและความแตกต่างของความดันโดยอัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกของขบวนรถไฟ

ซีอาร์อาร์ซี ฉางชุน ระบุว่ารถไฟความเร็วสูงรุ่นใหม่ของจีนจะมอบความสะดวกสบายและบริการอันน่าประทับใจแก่ผู้โดยสารเพิ่มขึ้น พร้อมกับลดการใช้พลังงานในเวลาเดียวกันด้วย

ภาพและเนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

(แฟ้มภาพซินหัว : ที่นั่งผู้โดยสารชั้นธุรกิจของรถไฟหัวกระสุนอัจฉริยะฟู่ซิง วันที่ 25 มิ.ย. 2021)
(แฟ้มภาพซินหัว : ผู้โดยสารชาร์จโทรศัพท์มือถือบนรถไฟหัวกระสุนอัจฉริยะฟู่ซิง วันที่ 25 มิ.ย. 2021)
(แฟ้มภาพซินหัว : หน้าจอแสดงข้อมูลการเดินทางของรถไฟหัวกระสุนอัจฉริยะฟู่ซิง วันที่ 25 มิ.ย. 2021)
(แฟ้มภาพซินหัว : อักษรเบรลล์สำหรับผู้พิการทางการมองเห็นบนที่นั่งผู้โดยสารของรถไฟหัวกระสุนอัจฉริยะฟู่ซิง วันที่ 25 มิ.ย. 2021)
(แฟ้มภาพซินหัว : พนักงานเติมสินค้าของตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติบนรถไฟหัวกระสุนอัจฉริยะฟู่ซิง วันที่ 25 มิ.ย. 2021)
(แฟ้มภาพซินหัว : ห้องน้ำบนรถไฟหัวกระสุนอัจฉริยะฟู่ซิง วันที่ 25 มิ.ย. 2021)
(แฟ้มภาพซินหัว : รถไฟหัวกระสุนอัจฉริยะฟู่ซิง ที่สถานีรถไฟฮาร์บินตะวันตก นครฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 25 มิ.ย. 2021)

กองกำลังประชาชนผุดมากขึ้น ความสูญเสียในเมียนมาจะหนักขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656633

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 14:28 น.

กองกำลังประชาชนผุดมากขึ้น ความสูญเสียในเมียนมาจะหนักขึ้นความรุนแรงในเมียนมาลุกลามขณะที่กลุ่ม ‘ป้องกันตนเอง’ มีจำนวนเพิ่มขึ้น ทหารก็ตอบโต้หนักมือมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

สำนักข่าว AFP รายงานว่าความรุนแรงในเมียนมาหลังรัฐประหารทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อกองกำลัง “ป้องกันตนเอง” ที่ต่อต้านรัฐบาลทหารเดินหน้าโจมตีฝ่ายทหารเผด็จการมากขึ้น รายงานของ International Crisis Group เตือนว่าการเผชิญหน้าจะทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตมนุษย์ที่ “มหาศาล” หากเผด็จการทหารใช้อำนาจอย่างเต็มที่ในการปราบปรามครั้งต่อไป

เมียนมาอยู่ในความโกลาหลนับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 880 คนจากการปราบปรามผู้เห็นต่างโดยรัฐบาลเผด็จการ จากข้อมูลของกลุ่มสังเกตการณ์ในเมียนมา

ในบางพื้นที่ ชาวบ้านซึ่งมักใช้ปืนไรเฟิลล่าสัตว์หรืออาวุธที่ผลิตในโรงงานป่าชั่วคราว ได้จัดตั้ง “กองกำลังป้องกัน” เพื่อตอบโต้กองกำลังทหาร

กองทัพตอบโต้โดยใช้เฮลิคอปเตอร์และปืนใหญ่เพื่อสวนกลับฝ่ายต่อต้าน รวมทั้งกลุ่มในรัฐชินทางตะวันตกเฉียงเหนือและตามแนวชายแดนตะวันออกที่ติดกับประเทศไทย

“เมื่อเผชิญกับการจลาจลด้วยอาวุธ ก็คาดเดาได้ว่ากองทัพกองทัพเมียนมาจะปลดปล่อยแสนยานุภาพทางทหารของตนเพื่อเล่นงานพลเรือน” องค์กร International Crisis Group กล่าวเมื่อวันจันทร์

ทั้งนี้ The International Crisis Group (ICG หรือที่รู้จักในชื่อ Crisis Group) เป็นองค์กรนอกภาครัฐข้ามชาติที่ไม่แสวงหากำไร ก่อตั้งขึ้นในปี 1995 เป็นที่ปรึกษาที่ให้บริการแก่ผู้กำหนดนโยบายและนักวิชาการ โดยดำเนินการวิจัยและวิเคราะห์วิกฤตการณ์ทั่วโลก

“(การปะทะกัน) จะเกิดความสูญเสียต่อมนุษย์อย่างมหาศาล โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุ ซึ่งต้องเผชิญกับความยากลำบากที่สุดจากความรุนแรงและการพลัดถิ่น”

ICG กล่าวว่าการปะทะกันเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ไม่เคยเห็นความขัดแย้งมานานหลายทศวรรษ เป็นสถานการณ์ที่บีบบังคับให้หน่วยงานด้านมนุษยธรรมต้องรีบเร่งจัดตั้งปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งใหม่

สหประชาชาติระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่ามีผู้พลัดถิ่นจากการต่อสู้และความไม่มั่นคงของสถานการณ์ประมาณ 230,000 คน

กลุ่มป้องกันตนเองเพิ่มความหลากหลายให้กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยากจน ซึ่งมีกลุ่มกบฏชาติพันธุ์มากกว่า 20 กลุ่มอยู่ในขั้นตอนต่างๆ ของความขัดแย้งกับรัฐก่อนการทำรัฐประหาร

ในขณะที่เศรษฐกิจพังทลาย กลุ่มติดอาวุธใหม่อาจ “แสวงหาแหล่งรายได้นอกเหนือจากการบริจาคของชุมชนเฉพาะกิจที่ช่วยค้ำชูพวกเขาไว้ได้จนถึงตอนนี้” ICG เตือน

คำเตือนนี้หมายความว่าในระยะยาวเงินช่วยเหลือจากการบริจาคของประชาชนหรือองค์กรสิทธิมนุษยชนอาจไม่พอ และกลุ่มที่เรียกว่า ‘กองกำลังประชาชน’ อาจต้องพึ่งพาแหล่งรายได้อื่น ซึ่งอาจจะไม่พ้นการค้ายาเสพติด การลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย หรือทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ที่ควบคุมเอาไว้ได้

นอกจากนี้ยังไม่น่าเป็นไปได้ที่ “รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ” ซึ่งก่อตั้งโดยสมาชิกสภานิติบัญญัติส่วนใหญ่จากรัฐบาลที่ถูกขับไล่ของอองซานซูจี จะสามารถควบคุมกองกำลังติดอาวุธเหล่านี้ได้

การปะทะกันระหว่างกองกำลังติดอาวุธพลเรือนและกองทัพ ส่วนใหญ่ถูกจำกัดให้อยู่ในพื้นที่ชนบท

แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คนในการต่อสู้ด้วยปืนระหว่างกองกำลังความมั่นคงของเผด็จการและกลุ่มป้องกันตนเองในเมืองมัณฑะเลย์เมืองใหญ่ที่สุดอันดับสองของประเทศ

ผู้ประท้วงถือธงสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ขณะชูสามนิ้วระหว่างการประท้วงแฟลชม็อบต่อต้านการรัฐประหารของทหารในย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564 (ภาพโดย STR / AFP)

ความน่ากลัวของสายพันธุ์เดลตา แค่ 5-10 วิก็ติดกันได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656624

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 13:23 น.

ความน่ากลัวของสายพันธุ์เดลตา แค่ 5-10 วิก็ติดกันได้ออสเตรเลียเผยถึงความน่ากลัวของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา เดินผ่านกันแค่ไม่กี่วินาทีก็สามารถติดเชื้อได้

โควิด-19 สายพันธุ์เดลตากำลังจะกลายเป็นสายพันธุ์ที่โดดเด่นและน่ากลัวที่สุดในโลก เนื่องจากความสามารถในการแพร่ระบาดที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าสายพันธุ์นี้น่าจะแพร่เชื้อได้ง่ายกว่าในทุกกลุ่มอายุรวมถึงวัยเด็กด้วย

ออสเตรเลียเผยกรณีการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่ห้างสรรพสินค้าเวสต์ฟิลด์ บอนดิ จังชัน (Westfield Bondi Junction) ห้างสรรพสินค้าแห่งหน่งในซิดนีย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขพบว่าการเชื้อไวรัสดังกล่าวสามารถแพ่ระบาดได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 5 ถึง 10 วินาทีเท่านั้น

โดยมีการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่าประชาชนรายหนึ่งติดเชื้อภายหลังจากเดินผ่านคนแปลกหน้าที่ป่วยเป็นโควิด-19 เพียงแค่ไม่กี่วินาทีขณะจับจ่ายซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าข้างต้น และการติดเชื้อในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

ดร.จีนเน็ตต์ ยัง หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขของรัฐควีนส์แลนด์เคยกล่าวถึงความน่ากลัวของสายพันธุ์เดลตาก่อนหน้านี้ว่าการสัมผัสเพียงแค่ 15 นาทีก็ถือเป็นความเสี่ยง แต่ตอนนี้แม้ใช้เวลาเพียง 5 ถึง 10 วินาทีก็สามารถแพร่เชื้อได้แล้ว ทำให้ความเสี่ยงตอนนี้สูงกว่าเมื่อปีก่อนมาก

ขณะที่เคอร์รี แชนต์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐนิวเซาท์เวลส์กล่าวว่านี่เป็น “การเผชิญหน้าอย่างน่ากลัว” เนื่องจากโควิด-19 สายพันธุ์นี้สามารถแพร่ระบาดได้เพียงใกล้กันแค่ชั่วขณะ

นอกจากนี้ข้อมูลจากอังกฤษพบว่าสายพันธุ์เดลตาสามารถแพ่ระบาดได้มากกว่าสายพันธฺุ์อัลฟาถึง 60% ขณะที่สายพันธุ์อัลฟามีการติดเชื้อมากกว่าโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมประมาณ 43% ถึง 90% แต่ตอนนี้สายพันธุ์เดลตากำลังเอาชนะไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ในอังกฤษ โดยมีผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวถึง 99% ในผู้ป่วยรายใหม่ทั้งหมด

ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบในอู่ฮั่นจะแพร่ระบาดไม่รวดเร็วเท่ากับสายพันธุ์กลายพันธุ์ ซึ่งสายพันธุ์เดลตาน่าจะเป็นสายพันธุ์ที่สามารถแพร่ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ โควิด-19 สายพันธุ์เดลตานั้นอาจมีระยะฟักตัวใกล้เคียงกับสายพันธุ์อัลฟา ซึ่งอยู่ที่ระยะเวลาเฉลี่ย 4 วันที่ผู้ติดเชื้อจะเริ่มแสดงอาการ

ศาสตราจารย์แนนซี แบ็กซ์เตอร์ หัวหน้าคณะวิชาประชากรและสุขภาพระดับโลกของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นกล่าวว่าการแพร่ระบาดจะมีโอกาสมากขึ้นหากเราอยู่ใกล้กับผู้ป่วย แต่อย่างไรก็ตามไวรัสยังสามารถคงอยู่ในอากาศซึ่งมีโอกาสที่ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะหายใจเข้าไป

โดยการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่าอนุภาคของไวรัสสามารถคงอยู่ในอากาศในรูปแบบละอองได้นานถึง 16 ชั่วโมง

“ในพื้นที่ในร่มที่การระบายอากาศไม่เพียงพอ อาจมีผู้ที่ติดเชื้อเข้ามาและออกไป แต่ไวรัสยังคงอยู่ในอากาศ ดังนั้นหากคุณเดินผ่านบริเวณนั้นและสูดอากาศเข้าไป คุณอาจติดเชื้อได้” แบ็กซ์เตอร์กล่าว

นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนโดยระบุว่าการฉีดวัคซีนนั้นเป็นการแข่งขันกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เราจึงต้องเร่งการฉีดวัคซีนให้เร็วด้วยเพื่อจะได้สามารถยับยั้งการแพร่ระบาดได้

ด้านดร.เมรู ชีล นักวิจัยอาวุโสของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียกล่าวว่า ประชาชนจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมืออยู่เสมอ อยู่บ้านเพื่อลดการแพร่ระบาด หากรู้สึกไม่สบายให้รีบตรวจหาเชื้อ และเข้ารับการฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ ออสเตรเลียมีประชากรที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสประมาณ 6 ล้านคนหรือคิดเป็น 23.5% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ประชากรที่ได้รับวัคซีนครบโดสอยู่ที่ประมาณ 5%

Photo by SAEED KHAN / AFP

นักลงทุนดังชี้จีนล้างบาง Bitcoin เป็นความผิดพลาดนับล้านล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656622

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 12:35 น.

นักลงทุนดังชี้จีนล้างบาง Bitcoin เป็นความผิดพลาดนับล้านล้าน Michael Saylor แห่งบริษัทMicroStrategy วิจารณ์การดำเนินการของจีนต่อ Bitcoin ที่นำไปสู่การปิดเหมืองขุดคริปโตอย่างบ้าระห่ำ

ไมเคิล เซย์เลอร์ (Michael Saylor) ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง MicroStrategy บริษัทซอฟต์แวร์ข้อมูลธุรกิจและยังเป็นนักลงทุน Bitcoin ตัวยงกล่าวว่าการกวาดล้างของจีนเป็นความผิดพลาดมหันต์และยังส่งผลสะเทือนไปยังที่อื่นๆ ด้วย

“ผมคิดว่า ด้วยอัตราการเติบโตของ Bitcoin มันจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นความผิดพลาดมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ของจีน” เซย์เลอร์กล่าวกับ Bloomberg TV และยังบอกว่าจีนมี “ส่วนแบ่งตลาด Bitcoin 50%” และ Bitcoin ของจีนเติบโต “100% ปีต่อปี”

เซย์เลอร์ บอกว่า “มันเป็นโศกนาฏกรรมสำหรับนักขุดเหมืองชาวจีน [และ] มันเป็นความผิดพลาดทางการเมืองสำหรับประเทศจีนทั้งประเทศ—แต่ผมคิดว่าพวกเขาพร้อมที่แบกรับความผิดพลาดมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ได้”

เซย์เลอร์การกวาดล้างของจีนเป็นเรื่องที่สร้างความน่ารำคาญใจและทำให้ Bitcoin เคลื่อนย้ายไปมาในระยะใกล้ จนเกิดความผันผวนในการซื้อขาย และชาวจีนจำนวนมากต้องขาย Bitcoin ภายใต้การบังคับชำระบัญชีและด้วยกรอบเวลาเพราะพวกเขาต้องออกจากประเทศและเงินกู้ทั้งหมดของพวกเขาถูกถอนออกไป นั่นเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับนักลงทุนชาวตะวันตก”

อย่างไรก็ตาม เซย์เลอร์บอกว่าการกวาดล้างในจีนกลับเป็นโชคลาภที่ยิ่งใหญ่สำหรับนักขุด Bitcoin ในอเมริกาเหนือที่มีต้นทุนเท่ากันและจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 50% หรือ 75% เมื่อจีนกวาดล้างธุรกิจนี้ไป

Photo by MARVIN RECINOS / AFP

ประชาชนหัวใจสลาย เห็นผู้นำคิมจองอึนผอมลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656615

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 11:22 น.

ประชาชนหัวใจสลาย เห็นผู้นำคิมจองอึนผอมลงคิม จอง-อึนปรากฏกายไม่บ่อยครั้งนักในระยะหลัง ต้นเดือนมิถุนายนเขาเผยตัวครั้งแรกในรอบหลายเดือนแต่มีผู้สังเกตว่าน้ำหนักของเขาลดลง

สำนักข่าว Yonhap รายงานว่าเมื่อเร็วๆ นี้ KRT โทรทัศน์ของทางการเกาหลีเหนือได้ออกอากาศบทสัมภาษณ์ของประชาชนชาวเกาหลีรายหนึ่งซึ่งแสดงความกังวลว่า คิม จอง-อึน มีรูปร่างที่ผอมซูบลง

“ประชาชนคือคนที่ปวดใจมากที่สุดที่เห็นท่านเลขาธิการที่น่านับถือดูผอมลง” ชาวเกาหลีเหนือคนหนึ่งกล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์กลางของเกาหลีเมื่อวันศุกร์ “ใครๆ ก็บอกว่ารู้สึกสะเทือนใจจนน้ำตาซึม” 

ทั้งนี้ คิม จอง-อึน ตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคแรงงานเกาหลีซึ่งเป็นพรรครัฐบาลพรรคเดียวของเกาหลีเหนือ แต่ตำแหน่งสูงสุดของเขาคือประธานกรรมาธิการรัฐ ซึ่งเทียบได้กับประธานาธิบดีของประเทศรายงานข่าวก่อนหน้านี้ระบุว่า คิม จอง-อึนดูเหมือนจะมีน้ำหนักลดลงมาจากการวิเคราะห์ว่านาฬิกาข้อมือของเขาดูเหมือนว่าจะรัดแน่นขึ้นในระหว่างการประชุมทางการเมืองของพรรครัฐบาลเมื่อต้นเดือนนี้

ด้านสำนักข่าว Reuters ได้ตรวจคลิปที่ประชาชนเกาหลีเหนือเอ่ยถึงคิมและพบว่าชาวกรุงเปียงยางเห็นเขาผ่านจอแพร่ภาพขนาดใหญ่ริมถนน ฉายเหตุการณ์การแสดงคอนเสิร์ตที่คิมและเจ้าหน้าที่พรรคเข้าร่วมหลังจากการประชุมทางการของพรรคแรงงานแห่งเกาหลี (WPK)

การออกอากาศไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับสาเหตุทำให้น้ำหนักลดลง

เมื่อคิมปรากฏตัวอีกครั้งในสื่อของรัฐในเดือนมิถุนายนหลังจากที่ไม่ได้เผยตัวต่อสาธารณะเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือน

นักวิเคราะห์จาก NK News ซึ่งเป็นเว็บไซต์ในกรุงโซลที่ตรวจสอบเกาหลีเหนือ ตั้งข้อสังเกตว่านาฬิกาของเขาดูเหมือนจะรัดแน่นกว่าเมื่อก่อนโดย ข้อมือมีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด

น้ำหนักลดลงทำหม้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าคิมอาจมีปัญหาสุขภาพ สำนักข่าว Yonhap รายงานว่าก่อนหน้านี้ กระทรวงการรวมชาติของเกาหลีใต้กล่าวว่ากำลังจับตาดูสุขภาพของคิม แต่ไม่แสดงความเห็นต่ออาการผิดปกติใดๆ เกี่ยวกับการลดน้ำหนักของเขา

ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2021 และเผยแพร่จากสำนักข่าวกลางเกาหลีอย่างเป็นทางการของเกาหลีเหนือ (KCNA) เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน แสดงให้เห็นผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง-อึน เข้าร่วมการประชุมใหญ่ครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานครั้งที่ 8 พรรคเกาหลีในเปียงยาง Photo by – / KCNA VIA KNS / AFP

วัคซีนจะเอาอยู่ไหม? เดลตาอาจจะต้านได้ถ้าฉีดไม่ครบโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656613

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 11:08 น.

วัคซีนจะเอาอยู่ไหม? เดลตาอาจจะต้านได้ถ้าฉีดไม่ครบโดสผู้เชี่ยวชาญชี้ควรเร่งฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ขณะที่โควิด-19 สายพันธุ์เดลตาแพร่อย่างรวดเร็วทั่วโลก และอาจดื้อต่อวัคซีนโดยเฉพาะเมื่อยังฉีดไม่ครบโดส

เดอะการ์เดียนเผยโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกในประเทศอินเดียได้แพร่ระบาดไปแล้วอย่างน้อย 92 ประเทศทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ด้วยความสามารถในการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นกว่าโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ที่มีอัตราฉีดวัคซีนต่ำ

นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า โควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วเป็นสัญญาณของการแข่งขันระหว่างไวรัสและวัคซีน ซึ่งประเทศต่างๆ ต้องเร่งฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ตลอดจนให้ความสำคัญกับมาตรการควบคุมและป้องกันโรค

การวิจัยในอังกฤษซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้ติดโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาคิดเป็น 99% ของผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ พบว่าสายพันธุ์เดลตาสามารถแพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์อัลฟ่าที่พบครั้งแรกในอังกฤษประมาณ 60% นอกจากนี้ยังอาจทำให้มีอาการป่วยรุนแรงกว่าซึ่งเพิ่มอัตราการเข้ารักษาในโรงพยาบาล ตลอดจนมีความดื้อต่อวัคซีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังฉีดไม่ครบโดส

ดร.สตีเฟน กริฟฟิน นักไวรัสวิทยาและรองศาสตราจารย์แห่งคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยลีดส์กล่าวว่า “เราต้องการการปกป้องที่สูงขึ้นเพื่อรับมือกับสายพันธุ์ที่แพร่ได้ง่ายขึ้น นี่คือปัญหาเมื่อวัคซีนเป็นหนทางเดียวที่จะสามารถจัดการกับการแพร่ระบาดได้จนกว่าจะพวกเราจะมีภูมิคุ้มกันหมู่…เราต้องลดจำนวนผู้ป่วยลงควบคู่ไปกับการเร่งฉีดวัคซีน”

ศาสตราจารย์แคทเธอรีน นอคส์ สมาชิกกลุ่มที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์สำหรับเหตุฉุกเฉินของอังกฤษ (SAGE) และผู้เชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อในอากาศจากมหาวิทยาลัยลีดส์ระบุว่า สาเหตุที่สายพันธุ์เดลตาแพร่ระบาดได้มากกว่าอาจเป็นเพราะผู้ติดเชื้อมีปริมาณไวรัสสูงขึ้นทำให้มีโอกาสแพร่กระจายออกมาได้มากขึ้น แม้จะสัมผัสกับผู้ติดเชื้อในระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาทีก็เพียงพอที่จะทำให้ติดเชื้อได้

องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงเรียกร้องให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัยแม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม รวมถึงเว้นระยะห่างและปฏิบัติตามมาตรการควบคุมป้องกันโรคอื่นๆ เพื่อรับมือกับสายพันธุ์เดลตา

เช่นเดียวกับอิสราเอลซึ่งแม้จะมีประชากรที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วประมาณ 55% แต่ก็ยังมีคำสั่งให้สวมหน้ากากอนามัย หลังพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่ยกเลิกคำสั่งสวมหน้ากากอนามัยไปเพียง 10 วัน

ดร.กริฟฟินกล่าวว่าในสถานการณ์เช่นนี้สิ่งที่ต้องทำคือการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อสร้างกำแพงวัคซีนต่อสู้กับไวรัส แต่ปัญหาคือตราบใดที่เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น เชื้อไวรัสยังสามารถแพร่ระบาดต่อไปได้เรื่อยๆ นี่คือสัญญาณที่บ่งชี้ว่าเราควรต้องเร่งฉีดวัคซีนรวมถึงในประชากรเด็กเพื่อยุติการแพร่ระบาด

Photo by SAEED KHAN / AFP