ชาติอาเซียนแห่สั่งซื้อ Moderna โควตาปีนี้ใกล้เต็มแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656829

วันที่ 30 มิ.ย. 2564 เวลา 13:15 น.

ชาติอาเซียนแห่สั่งซื้อ Moderna โควตาปีนี้ใกล้เต็มแล้วผู้จัดหาและกระจายวัคซีน Moderna ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผยยอดจัดส่งในปีนี้ใกล้เต็มแล้ว

รอยเตอร์สรายงานว่าบริษัทซิลลิค ฟาร์มา ผู้จัดหาและกระจายวัคซีนต้านโควิด-19 จาก Moderna ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผยว่ายอดจองวัคซีนดังกล่าวที่จะสามารถจัดส่งได้ในปีนี้ใกล้เต็มแล้ว เนื่องจากความต้องการวัคซีนของแต่ละประเทศเพิ่มสูงมาก โดยหากสั่งจองวัคซีนหลังจากนี้เป็นต้นไปมีความเป็นไปได้ว่าจะได้รับวัคซีนในปีหน้า

จอห์น เกรแฮม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทซิลลิค ฟาร์มา ระบุว่าขณะนี้เหลือวัคซีนเพียงบางส่วนเท่านั้นจะสามารถจัดส่งได้ในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากปริมาณวัคซีนที่จะจัดส่งได้ในปีนี้ใกล้เต็มโควตาแล้ว ดังนั้นคำสั่งซื้อวัคซีนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะได้รับในปี 2022

อย่างไรก็ตามสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตวัคซีน โดยทางบริษัทจะพยายามจัดสรรวัคซีนให้ได้มากที่สุดเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของทุกประเทศในภูมิภาค

นอกจากนี้เกรแฮมเผยว่ายังมีบางประเทศที่ต้องการวัคซีนของ Moderna สำหรับใช้เป็นบูสเตอร์หรือวัคซีนเข็มเสริมในปี 2022 ถึง 2023 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน อาทิ เกาหลีใต้ ส่งผลให้ความต้องการวัคซีนมีมากขึ้นไปอีก

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของทุกประเทศในการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้นในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ และไทย โดยหลายประเทศฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรไปไม่ถึง 10%

นอกจากนี้หลายประเทศในภูมิภาคยังได้รับผลกระทบจากการส่งมอบวัคซีนผ่านโครงการโคแวกซ์ล่าช้า อันเนื่องมาจากปัญหาการชะลอส่งออกวัคซีนจากซัพพลายเออร์รายใหญ่ในอินเดีย

ทั้งนี้ รอยเตอร์สระบุว่าบางภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และไทยได้ติดต่อหรือเซ็นสัญญาซื้อวัคซีน Moderna แล้ว และบางแห่งเริ่มได้รับวัคซีนไปแล้วเช่นกัน

Photo by Joseph Prezioso / AFP

ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐแนะให้บังคับฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656819

วันที่ 30 มิ.ย. 2564 เวลา 12:01 น.

ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐแนะให้บังคับฉีดวัคซีนด้วยความกังวลว่าเชื้อสายพันธุ์เดลตาจะระบาดหนักผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐจึงเรียกร้องให้บังคับฉีดวัคซีน

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐเสนอแนะให้สถานศึกษาและสถานประกอบการออกข้อบังคับให้ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 เพื่อปกป้องชีวิตชาวอเมริกันทั้งในที่อยู่อาศัยและที่ทำงาน เนื่องจากเชื้อสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดียกำลังระบาด

เกรกอรี โปแลนด์ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์และโรคติดเชื้อจากศูนย์การแพทย์มาโยในรัฐมินนิโซตาเผยกับ AFP ว่า แนวคิดนี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคล แต่ความกังวลเหล่านี้ต้องชั่งน้ำหนักกับสุขภาพของคนส่วนใหญ่

โครงการฉีดวัคซีนของสหรัฐเริ่มชะลอลงหลังจากระดมฉีดจนถึงจุดสูงสุดเมื่อกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ชาวอเมริกันเข้าฉีดวัคซีนวันละ 600,000 คนเท่านั้น ลดลงจากช่วงสูงสุดที่วันละกว่า 4 ล้านคน แม้ว่าจะขยายช่วงอายุให้ฉีดวัคซีนได้ตั้งอต่อายุ 12 ปีขึ้นไป

ขณะนี้พบการติดเชื้อสูงขึ้นในชุมชนที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ อาทิ เมืองสปริงฟิลด์ของรัฐมิสซูรีที่มีอัตราติดเชื้อ 38 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่มีเพียง 35% ได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประทเศที่อยู่ที่ 54% เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นที่มีแนวคิดทางการเมืองแบบอนุรักษนิยม

ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า คนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงให้ตัวเองเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสี่ยงให้ผู้อื่นด้วย โดย 99% ของผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 27,000 คนในเดือน พ.ค.ที่ผานมา ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ขณะที่ความเสี่ยงของคนที่ได้รับวัคซีนแล้วก็ไม่ได้เป็น 0

ลอว์เรนซ์ กอสติน ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายสุขภาพคาดว่าข้อเสนอให้ภาคธุรกิจและมหาวิทยาลัยออกกฎบังคับฉีดวัคซีนจะถูกฟ้องร้องถล่มทลายแต่ในท้ายที่สุดข้อเสนอนี้จะชนะ เพราะมีกฎหมายเอื้ออยู่

จากข้อมูลของ Chronicle of Higher Education พบว่า วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยกว่า 500 แห่งได้ดำเนินการแล้ว โดยทางการท้องถิ่นของเมืองซานฟรานซิสโก บริษัทด้านการเงิน Morgan Stanley และโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองฮุสตันที่ชนพคดีที่ลูกจ้างฟ้องร้องคัดค้านมาตรการบังคับฉีดวัคซีน

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เสนอให้มีข้อยกเว้น อาทิ ผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลันในส่วนประกอบของวัคซีน หรือผู้ที่เพิ่งป่วยกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

ทว่า ข้อเสนอนี้ต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากใน 17 รัฐมีคำสั่งห้ามมีข้อกำหนดให้ต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนก่อนกระทำการใดๆ

ทั้งนี้ สหรัฐเคยบังคับให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษในสมัยของประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน ในปี 1777

Photo by MARTIN BUREAU / AFP

2 เข็มไม่พอ! เกาหลีใต้จ่อตุน mRNA เป็นเข็มเสริมในปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656805

วันที่ 30 มิ.ย. 2564 เวลา 10:40 น.

2 เข็มไม่พอ! เกาหลีใต้จ่อตุน mRNA เป็นเข็มเสริมในปีหน้าเกาหลีใต้วางแผนจัดหาวัคซีน mRNA เพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นวัคซีนเข็มเสริมกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ประชาชนในปีหน้า

รอยเตอร์สรายงานว่านายกรัฐมนตรีคิม บู กย็อม ของเกาหลีใต้กล่าวเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ว่ารัฐบาลกำลังวางแผนที่จะจัดหาวัคซีนต้านโควิด-19 ชนิด mRNA ในจำนวนมากขึ้นเพื่อใช้สำหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกันประชากรทุกคนในปีหน้า

นายกรัฐมนตรีคิม บู กย็อมระบุว่าเบื้องต้นรัฐบาลมีแผนที่จะจัดหาวัคซีนโดยมุ่งเน้นวัคซีนชนิด mRNA ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับประชาชนทั้งหมดอย่างน้อยคนละ 1 โดสภายในปีหน้า

โดยที่ผ่านมาเกาหลีใต้ได้ตกลงซื้อวัคซีนชนิด mRNA จำนวน 106 ล้านโดสจาก Pfizer และ Moderna เพื่อให้ครอบคลุมการฉีดวัคซีนให้ประชากร 52 ล้านคนในปีนี้

รัฐบาลตั้งเป้าที่ฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสให้แก่ประชากรอย่างน้อย 70% ของประชากรทั้งหมดภายในเดือนพฤศจิกายนเพื่อพยายามสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ โดยขณะนี้มีประชากรประมาณ 30% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสแล้ว

นอกจากนี้ผู้นำเกาหลีใต้ระบุว่าจำเป็นต้องมีการขยายกรอบการฉีดวัคซีนเพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนจะสามารถกลับไปเรียนที่โรงเรียนได้อย่างปลอดภัย หลังจากที่รัฐบาลเกาหลีใต้อนุมัติใช้วัคซีนของ Pfizer ในประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป และ Moderna สำหรับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป

ซึ่งขณะนี้วัคซีนของ Pfizer ได้รับการอนุมัติให้ใช้กับเด็กอายุ 12 ถึง 15 ปีแล้ว ขณะที่ Moderna กำลังอยู่ระหว่างการรออนุมัติหลังข้อมูลจากการทดลองแสดงให้เห็นว่าวัคซีนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพดี

ทั้งนี้ ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเกาหลีใต้อยู่ที่ต่ำกว่า 700 รายต่อวันตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา แต่พบเชื้อกลายพันธุ์มากขึ้น โดยสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคระบุว่า 83% เป็นสายพันธุ์อัลฟาที่พบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร และ 10% เป็นสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดีย

Photo by THOMAS KIENZLE / AFP

เพื่อนบ้านฟื้นไว ทำไมเศรษฐกิจไทยยังมืดมน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656776

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 21:03 น.

เพื่อนบ้านฟื้นไว ทำไมเศรษฐกิจไทยยังมืดมนอะไรที่เป็นสาเหตุของ ‘โศกนาฏกรรมสยาม’? เพราะรัฐบาลล้มเหลว เพราะการพึ่งพาบางอุตสาหกรรมมากเกินไป หรือเพราะไทยหมดวาสนาแล้ว?

ไม่น่าแปลกใจเมื่อนายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานเสวนา “ฟ้าหลังฝน มิติใหม่ท่องเที่ยวไทย ว่า ธปท. คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลา และอาจจะต้องรอถึงไตรมาส 1/2566 กว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้ในระดับก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19″

ยิ่งโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ๆ ทำให้ประเทศไทยลักปิดลักเปิดอยู่แบบนี้เห็นทีจะกอบกู้สถานการณ์ได้ยาก

การที่รัฐบาลใช้วิธีที่ไม่เคลียร์เดี๋ยวจะล็อคก็ไม่ล็อค คำสั่งก็ขัดแย้งกันเองหลายครั้ง ทำให้ประชาชนสับสน คนต่างชาติไม่รู้ทำตัวแบบไหนดี มีเพจข่าวไทยในภาษาจีนแหล่งหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นเสียงสะท้อนของคนต่างชาติได้บอกว่า คนจีนรู้สึกงงกับรัฐบาลไทยว่าจะล็อคหรือไม่ล็อค เทียบกับรัฐบาลจีนแล้วก็ล็อคไปเลยหรือไม่ล็อคก็ประกาศให้ชัด

คนจีนว่าไว้ก็ถูก ไม่ใช่เหยียบเรือสองแคมแบบนี้ เป็นส่วนสัญญาณไปถึงคนต่างชาติภายนอกประเทศว่าเมืองไทยไว้ใจไม่ได้ ต่อให้ทำ Phuket sandbox แล้วใครเข้าจะมั่นใจได้ ไม่ใช่ว่ามาถึงไทยแล้วรัฐบาลเปลี่ยนใจอีกเล่า?

ผู้เขียนเข้าใจว่ารัฐบาลกลัวว่าจะล็อคดาวน์เด็ดขาดแล้วเศรษฐกิจจะพังนั่นเอง แต่ถ้าไม่ล็อคคนก็จะล้มป่วยกันมากมาย โจทย์แบบนี้ตีให้แตกได้ยาก แต่อย่างน้อยก็ควรบอกให้มันกระชับ ชัดเจน และเด็ดขาดสักหน่อยว่าคิดจะทำอะไรบ้าง

ผู้เขียนได้ยินมาว่าคนจีนอยากจะกลับมาเที่ยวเมืองไทยใจจะขาด อะไรที่เป็นของไทยๆ ตอนนี้เป็นที่นิยมในจีนมากเพราะคนจีนคิดถึงของไทยๆ และเที่ยวในไทย อย่างไม่กี่วันก่อนมีแฮชแท็กเทรนดิ้งในโซเชียลมีเดียของจีน แชร์เรื่องการการทำอาหารไทยโดยใช้กุ้ง ซึ่งในโซเชียลจีนจะมีการแท็กเรื่องไทยแบบนี้เป็นระยะ

ต่อให้คนไทย (บางคน) เบื่อทัวร์จีนมากแค่ไหนก็ตาม แต่ผู้เขียนเชื่อว่าในวงการท่องเที่ยวตอนนี้อยากจะรับทัวร์จีนใจจะขาดแล้ว

แต่เกรงว่ามันจะไม่ง่ายแบบนั้นเพราะ 1. เดลตากำลังอาละวาด และ 2. รัฐบาลเริ่มเมาหมัด

การที่ ธปท.มองไปถึงปี 2566 นั้นไม่เกินเลยไปจากความจริง อาจจะต่ำกว่าความเป็นจริงเสียด้วยซ้ำเพราะเราไม่รู้ว่าโควิด-19 จะแตกแขนงเป้นสายพันธุ์ที่ดุร้ายกว่านี้หรือไม่

เศรษฐกิจไทยมืดมนสิ้นหวังเพราะพึ่งพาการท่องเที่ยวมากเกินไป จะหวังให้รัฐบาลกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวเพื่อเลิกพึ่งการท่องเที่ยวก็คงยาก เพราระยะสั้นยังเอาไม่อยุ่ และไทยต้องการเงินจากการท่องเที่ยวมาฟื้นฟูประเทศ

หันมามองที่เพื่อนบ้าน ในวันที่บทความนี้เขียนขึ้น สำนักงานสถิติทั่วไปของเวียดนามรายงานว่าเศรฐกิจของเวียดนามขยายตัว 6.61% ในเดือนเมษายน-มิถุนายน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า 4.65% สำหรับครึ่งปีแรกเติบโต 5.64% สอดคล้องกับความคาดหวังของรัฐบาล

เศรษฐกิจเวีดยนามขยายตัว 2.91% ในปี 2020 นับเป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ แต่ก็ตั้งเป้าไว้ที่อัตรา 6.5% ในปีนี้

สำนักข่าว AFP รายงานว่า “ประเทศนี้ (เวียดนาม) เป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในเอเชียมานานแล้ว และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ขยายตัวในปีที่แล้วหลังจากประสบความสำเร็จในการควบคุมไวรัสที่เลวร้ายที่สุด”

เทียบกับไทยแล้วช่างน่าหดหู่ เมื่อไม่กี่วันก่อน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอีกครั้งสำหรับปีนี้เป็น 1.8% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 3% อันเนื่องมาจากประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงและอุปสงค์ภายในประเทศที่ลดลงเนื่องจากคลื่นลูกที่สามของโควิด-19

ธปท. ยังปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2565 จาก 4.7% เหลือ 3.9%

ขณะที่จากการประเมินประจำปีล่าสุดของ IMFคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะเติบโตที่ 2.6% ในปี 2564 แต่ไม่น่าว่าในอนาคต IMF อาจต้องปรับคาดการณ์เหมือนกันเพราะ ธปท. ก็เพิ่งปรับไป

ตราบใดที่เราหวังเงินจากการท่องเที่ยว ตัวเลขเศรษฐกิจจะคึกคักแบบเวียดนามเห็นจะเป็นไปได้ยาก (และจะเปลี่ยนไปดึงเงินจากแหล่งอื่นก็ยากเช่นกันในเวลานี้)

มาดูการประเมินของ IMF ว่าเขามองเศรษฐกิจไทยอย่างไรจากรายงานเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2021 ข้อแรกบอกเลยว่าเป็นเพราะผลกระทบจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

“การระบาดใหญ่ทำให้กระแสการท่องเที่ยวหยุดชะงักลงอย่างกะทันหันและกิจกรรมทางเศรษฐกิจหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ จีดีพีของประเทศไทยลดลง 6.1% ในปี 2563 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินในเอเชีย ภาคการท่องเที่ยวซึ่งมีสัดส่วนประมาณหนึ่งในห้าของจีดีพีและ 20% ของการจ้างงาน ได้รับผลกระทบเป็นพิเศษจากการหยุดการเดินทางของนักท่องเที่ยว”

IMF ชี้ว่าไทยพึ่งพาเศรษฐกิจภาค Contact-intensive sectors มากเกินไป ซึ่งประมินได้ว่านี่คือ “จุดอ่อน” เพราะมันคือธุรกิจที่ต้องสัมผัส/พบปะกับผู้คน เช่น งานบริการประเภทต่างๆ การท่องเที่ยว ความงามและสุขภาพ ไปจนถึงการบิน ธุรกิจจำพวกนี้ชะงักงันอย่างถึงที่สุดเพราะโลกเข้าสู่ภาวะ Contactless ที่ต้องสัมผัส/พบปะกันให้น้อยที่สุดเพื่อละการระบาด IMF ระบุว่า

“การที่ไทยต้องพึ่งพาภาคส่วนติดต่อเข้มข้น (Contact-intensive sectors) และปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีมายาวนาน เช่น ความไม่เป็นทางการสูง (ในทางเศรษฐกิจหรือเศรษฐกิจนอกระบบ) ซึ่งปรากฏชัดก่อนการระบาดใหญ่ ถือเป็นแรงผลักดันอย่างมากให้ไทยต้องปรับตัวเศรษฐกิจให้เข้ากับโลกหลังเกิดโรคระบาด การขยายขนาดการลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมกับการปรับปรุงผลการฝึกอบรมและการศึกษา และการส่งเสริมนวัตกรรมจะกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของเศรษฐกิจ และลดความเสียหายทางเศรษฐกิจในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากการระบาดใหญ่”

ในบทความก่อนหน้านี้ของผู้เขียน (รัฐบาลไร้น้ำยากับประชาชนทำตามใจชอบ จะโทษใครดี?) ได้ชี้ถึงปัญหาเดียวกับที่ IMF ระบุไว้คือประเทศมีเศรษฐกิจสีดำหรือเศรษฐกิจไม่เป็นทางการ/นอกระบบสูงมาก ทำให้จัดการอะไรได้ลำบาก หนทางเดียวที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนก็คือต้องทำให้เกิดการ Disruption ในธุรกิจที่เป็นความหวังของประเทศ เรายังต้องการเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวแต่จะต้องไม่พึ่งพามันมากเกินไปจนประเทศเป็นอัมพาตหากเกิดภาวะ Contactless แบบนี้อีก

หันมาดูที่เวียดนามกันบ้างว่า IMF มองแบบไหน? บทความเมื่อเดือนมีนาคมของ IMF พาดหัวว่า “เวียดนาม: ประสบความสำเร็จในการหลีกเลี่ยงโรคระบาด” พร้อมกับโปรยสรุปว่า “แม้จะมีโควิด-19 แต่เศรษฐกิจของเวียดนามยังคงมีความยืดหยุ่น โดยขยายตัว 2.9% ในปี 2020 ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในโลก และคาดว่าการเติบโตจะอยู่ที่ 6.5% ในปี 2564 ด้วยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มาตรการควบคุมที่เด็ดขาด และการกำหนดเป้าหมายการสนับสนุนจากรัฐบาลที่ดี ตามการประเมินเศรษฐกิจของประเทศประจำปีล่าสุดของไอเอ็มเอฟ”

IMF ระบุว่าเวียดนามมีความ “ยืดหยุ่น” หรือเอาตัวรอดได้ดี (resilient) ซึ่งคำๆ นี้แต่ก่อนแต่ไรมักใช้กับประเทศไทย แต่เดี๋ยวนี้เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยจะ resilient เสียแล้ว

การประเมินนี้ทำไว้เมื่อเดือนมีนาคมก่อนที่เวียดนามจะ “ด่านแตก” ในเดือนพฤษภาคม กระนั้นก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจของเวียดนามที่ออกมาในเดือนมิถุนายนก็ยังดี เพราะ (IMF ระบุว่า) “การลงทุนจากต่างประเทศที่แข็งแกร่งและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดช่วยเสริมความแข็งแกร่งของความยืดหยุ่นภายนอก สุขภาพของระบบธนาคารดีขึ้น โดยมีผลกำไร สภาพคล่องสูงขึ้น และสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้น้อยกว่าในอดีต”

และ “การก่อตัวของตัวรับแรงกระแทกทางการคลัง (ซึ่งช่วยหนุนความมั่นคงทางการคลัง) ปัจจัยภายนอก (การลงทุนจากต่างประเทศ) และความแข้งแกร็งทางการเงินเหล่านี้ก่อนเกิดการระบาดใหญ่ทำให้เวียดนามมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อต้องพบกับภาวะช็อค”

ในบทความเดียวกันนี้ยังนำกราฟการเติบโตทางเศรษฐกิจในเอเชียมาประกอบ (จาก World Economic Outlook Database) ปรากฎว่าเวียดนามขยายตัวมากที่สุดและมากกวาจีน ทั้งสองเป็นประเทศในเอเชียแค่นี้เท่านั้นที่เศรษฐกิจไม่ติดลบ

ประเทศที่ติดลบมากที่สุดคือไทย สิงคโปร์นั้นเจ็บหนักรองจากไทย

แต่ตอนนี้สิงคโปร์กำลังเร่งฉีควัคซีนและรอจังหวะที่จะเปิดประเทศ (ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายแม้จะฉีดวัคซีนในวงกว้างแล้ว เพราะโลภายนอกยังลุ่มๆ ดอนๆ) จากการประเมินของ Maybank Kim Eng ให้สิงคโปร์ปีหน้าโตถึง 6.2% ซึ่งโตพอๆ กับเวีดยนาม และมากกว่าไทยเกือบครึ่งหนึ่ง

Maybank ยังชี้ว่าหลังจากการะบาดใหญ่าสิงคโปร์จะเปลี่ยนไป “Singapore Core” คือการพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ลดการพึ่งพาแรงงานตางชาติให้น้อยลง สร้างแรงงานคนสิง๕โปร์แท้ๆ ให้เป็นที่พึ่งของชาติ ซึ่งแนวทางนี้จะเร่งให้เกิดการขยายเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม เช่น การประกันการว่างงานและรูปแบบค่าจ้างที่ก้าวหน้าขึ้น เพราะสิงคโปร์จะเป็นของคนสิงคโปร์จริงๆ ไม่ใช่ที่มาโกยเงินแล้วจากไป

เราจจะเห็นว่าเวียดนาม จีน และสิงคโปร์เน้นหนักในเรื่องพึ่งพาตัวเองอย่างมาก แต่เมืองไทยยังคงเน้นในเรื่องพึ่งต่างชาติดูอย่าง Phuket sandbox นั่นปะไร ยังไม่นับปัญหาจากแรงงานต่างด้าวทั้งที่เถื่อนและไม่เถื่อนที่พัวพันกับการเกิดคลัสเตอร์หลายครั้งแล้ว

ถามว่ารัฐบาลไทยคิดเรื่อง “Thailand Core” เอาไว้บ้างหรือไม่? เราจะเดินบนเส้นทางไหนในอนาคตหลังโควิด? จะพึ่งท่องเที่ยวต่อไหม? หรือรับแรงงานเพื่อนบ้านมามากๆ อีกหรือไม่ จนเป็นปัญหาในระหวางการระบาดอย่างที่เห็น หรือจะแหวกตัวเองออกจากร่างเดิมๆ กลายเป็นไทยแลนด์สายพันธุ์แกร่งแห่งอนาคต?

รู้สึกว่ายังไม่มีคำตอบจากทำเนียบ

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Jack TAYLOR / AFP

ติดเร็ว ติดไว คือติดโควิดเดลตาแบบ Fleeting contract #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656773

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 20:00 น.

ติดเร็ว ติดไว คือติดโควิดเดลตาแบบ Fleeting contract ตอนนี้การติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาแบบ Fleeting contract กำลังสร้างความกังวลให้ออสเตรเลีย

ชื่อของ Covid-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกในอินเดียถูกพูดถึงและจับตามองอย่างใกล้ชิดทั่วโลก เนื่องจากสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์อื่นๆ จากข้อมูลของอังกฤษพบว่าสายพันธุ์เดลตาแพร่กระจายได้ดีกว่าสายพันธุ์อัลฟาซึ่งพบครั้งแรกในอังกฤษถึง 60% ขณะที่สายพันธุ์อัลฟาแพร่กระจายได้ดีกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมราว 43-90%  

แต่ขณะนี้สายพันธุ์เดลตาอาจเป็นต้นเหตุทำให้เกิดการแพร่ระบาดแบบใหม่ที่เรียกว่า Fleeting Contact ในหลายรัฐ อาทิ วิกตอเรีย นิวเซาท์เวลส์

Fleeting Contact คือการติดแบบไหน

หากแปลตรงตัว Fleeting Contact หมายถึงการติดอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็คือเราสามารถติด Covid-19 ได้แม้จะไม่ได้สัมผัสเนื้อตัวกัน แต่ติดจากการที่เราใช้อากาศหายใจในบริเวณเดียวกันกับติดเชื้อในระยะเวลาสั้นๆ อาทิ การเดินสวนกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การติดจากคนแปลกหน้าสู่คนแปลกหน้า (stranger-to-stranger transmission)

ตัวอย่างของ Fleeting Contact คือกรณีพบผู้ติดเชื้อที่ห้างเวสต์ฟิลด์ บอนดิ จังชันในซิดนีย์ การตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่าประชาชนรายหนึ่งติดเชื้อหลังจากเดินผ่านคนแปลกหน้าที่ป่วย Covid-19 เพียงแค่ไม่กี่วินาทีขณะจับจ่ายซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าดังกล่าว

การติดเชื้อในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ในรัฐวิกตอเรียพบการติดเชื้อแบบ Fleeting Contact อีกอย่างน้อย 5 เคส

น่ากังวลแค่ไหน

ที่ออสเตรเลียกำลังกังวลกับ Fleeting Contact โดย จีนเน็ตต์ ยัง หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขของรัฐควีนส์แลนด์เอ่ยถึงสายพันธุ์เดลตาว่า ออสเตรเลียกำลังเจอกับ Fleeting Contact ที่นำมาสู่การแพร่เชื้อ และเคยบอกอีกว่าในช่วงเริ่มแรกของการระบาด การสัมผัสใกล้ชิดกัน 15 นาทีก็มีความเสี่ยง แต่ตอนนี้แม้ใกล้กันเพียง 5-10 วินาทีก็เสี่ยงแล้ว  ความเสี่ยงตอนนี้สูงกว่าเมื่อปีก่อนมาก

ส่วน ลารา เฮอร์เรโร นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธของออสเตรเลียเผยว่า เคสที่ห้างเวสต์ฟิลด์ บอนดิ จังชัน ไวรัสน่าจะหลงเหลืออยู่ในอากาศนานพอที่จะมีคนโชคร้าย โชคร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ หายใจเอาไวรัสเข้าไปและติดเชื้อ แต่ข้อมูลจนถึงขณะนี้ชี้ว่าหากเป็นเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมจากเมืองอู่ฮั่นของจีนจะไม่แพร่เชื้อเร็วเช่นนี้ และสายพันธุ์อัลฟาจะมีโอกาสน้อยกว่านี้ แต่สายพันธุ์เดลตาเป็นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้เร็วที่สุด

แนนซี แบ็กซ์เตอร์ หัวหน้าคณะประชากรและสุขภาพระดับโลกของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นเผยว่า Fleeting Contact เป็นคำอธิบายที่ตรงตัวซึ่งเน้นย้ำธรรมชาติของการแพร่กระจายผ่านอากาศของไวรัส “การแพร่กระจายเป็นไปได้มากขึ้นหากคุณใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ แต่ก็มีโอกาสที่อนุภาคไวรัสจะอยู่ในอากาศ และมีคนที่ผ่านมาหายใจเข้าไป”

อนามัยโลกยังไม่ชัวร์

องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่า Covid-19 สามารถแพร่เชื้อได้ภายใน 5 วินาทีตามที่ออสเตรเลียบอก

ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการโครงการฉุกเฉินของ WHO เผยระหว่างการประชุมวิดีโอทางไกลในเมืองเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ว่า แนวคิดนี้เป็นไปได้ในทางวิทยาศาสตร์ เนื่อจากไวรัสจะกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ จนแข็งแรงกว่าเดิมเพื่อขึ้นมาแทนสายพันธุ์ดั้งเดิม

ไรอันบอกอีกว่า ปริมาณไวรัสที่สามารถทำให้ติดเชื้อได้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง พูดอีกอย่างคือ เชื้อไวรัสอาจมีประสิทธิภาพทำให้เซลล์ติดเชื้อมากขึ้นและการติดเชื้ออาจใช้ปริมาณไวรัสน้อยลง “คุณต้องปนเปื้อนหรือสูดดมไวรัสมากแค่ไหนก่อนที่คุณจะได้รับไวรัสปริมาณที่ทำให้ติดเชื้อ? แม้แต่ในสายพันธุ์ก่อนหน่านี้เรายังไม่รู้เลย และสายพันธุ์ใหม่นี้ รวมทั้งสายพันธุ์เดลตาเราก็ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้” 

กังวลได้แต่ต้องไม่ตระหนก   

ฮัสซัน วาลลี ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยลาโทรบของออสเตรเลียเผยว่า แม้สายพันธุ์เดลตาจะติดต่อง่าย แต่การแพร่เชื้อแบบ Fleeting Contact ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมเช่นกัน เพราะยิ่งสัมผัสใกล้ชิดนานเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสที่จะแพร่เชื้อ โดยสรุปว่าหลักทั่วไปก็คือหากไวรัสติดต่อได้ง่ายขึ้น ความเป็นไปได้เหล่านั้นก็เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี วาลลีชี้ว่าแม้ไวรัสจะแพร่กระจายได้มากขึ้น แต่มันยังมีพฤติกรรมเดียวกับเชื้อสายพันธ์ดั้งเดิม (แต่อาจดื้อกับวัคซีนมากกว่าสายพันธุ์อัลฟา) ดังนั้นวิธีที่เคยใช้ได้ผลกับสายพันธุ์ดั้งเดิมทั้งหมดก็ยังคงใช้ได้กับสายพันธุ์เดลตา

Photo by William WEST / AFP

อังกฤษตามรอยจีน ลุยกวาดล้างคริปโต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656765

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 18:11 น.

อังกฤษตามรอยจีน ลุยกวาดล้างคริปโตนับเป็นอีกประเทศที่แสดงท่าทีไม่สนับสนุนการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

Binance Markets เป็นบริษัทลูกของ Binance Holdings บริษัทแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้รับคำสั่งระงับการให้บริการและยุติกิจกรรมภายใต้การควบคุมทั้งหมดในอังกฤษ

หลังจากที่ Financial Conduct Authority (FCA) หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของอังกฤษระบุว่าบริษัทดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ พร้อมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการลงทุนสกุลเงินดิจิทัลเนื่องจากมีความเสี่ยงสูง

ทั้งนี้ FCA ไม่ได้ควบคุมสกุลเงินดิจิทัลเช่นเดียวกับจีน เพียงแต่ Binance ต้องจดทะเบียนขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจในอังกฤษให้เรียบร้อยจึงจะสามารถดำเนินกิจการได้ เช่นเดียวกับบริษัทคริปโตรวมทั้งสิ้น 111 แห่งที่ยังไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกกฎหมายในอังกฤษ

นอกจากนี้ FCA ยังระบุว่ามีธุรกิจอีก 51 แห่งต้องถอนคำขอจดทะเบียนเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ซึ่งบริษัทเหล่านั้นจะต้องยุติกิจการในประเทศ และอาจต้องดำเนินการทางกฎหมาย

แม้ว่าจะไม่ได้เป็นการควบคุมปราบปรามสกุลเงินดิจิทัลโดยตรง แต่ก่อนหน้านี้อังกฤษแสดงท่าทีไม่ค่อยสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลเท่าไรนัก โดยแอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติของอังกฤษเคยออกมาเตือนบรรดานักลงทุนสกุลเงินดิจิทัลว่าการลงทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทั้งหมด

“ผมขอย้ำคำที่เคยพูดตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาว่า มัน (สกุลเงินดิจิทัล) ไม่มีมูลค่าในตัวเอง…ผมขอพูดอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้งหนึ่ง จงซื้อมันต่อเมื่อคุณพร้อมจะสูญเงินทั้งหมดเท่านั้น” เบลีย์กล่าว

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เบลีย์ยังเคยให้สัมภาษณ์ว่าส่วนตัวเขาไม่เชื่อว่าสินทรัพย์ดิจิทัลจะยั่งยืน ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 เบลีย์เคยบอกเหมือนกันว่า หากเลือกลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ก็เตรียมเจ๊งได้เลย

นอกจากนี้เมื่อเดือนมกราคม FCA ก็เคยออกคำเตือนว่านักลงทุนต้องแบกรับความเสี่ยงสูงหากลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล หรือการให้กู้ยืมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล และหากลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ต้องเตรียมพร้อมที่จะสูญเงินทั้งหมด

เช่นเดียวกับที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (Independent Financial Advisor; IFA) ในอังกฤษซึ่งส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลเนื่องจากมีความผันผวนสูง

อย่างไรก็ตามคำเตือนและคำแนะนำข้างต้นสวนทางกับการลงทุนสกุลเงินดิจิทัลในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่ง FCA เผยว่าชาวอังกฤษประมาณ 2.3 ล้านคนถือสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นจาก 1.9 ล้านคนในปีที่แล้ว

ทั้งนี้ แบงก์ชาติอังกฤษได้ออกสกุลเงินดิจิทัลของตนเองที่เรียกว่า Britcoin (บริตคอยน์) โดยธนาคารกลางจะเป็นผู้ควบคุมระบบการเงินทั้งหมด ค่าเงินขึ้นและลงตามสกุลเงินเช่นเดียวกับเงินสด และสามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย พร้อมชูจุดเด่นว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากไม่ต้องใช้พลังงานมหาศาลเพื่อขุดเหรียญ

ท่าทีของต่างประเทศ

แม้ว่าหลายประเทศจะมีท่าทีสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลอย่างเอลซัลวาดอร์ซึ่งอนุมัติให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่จำกัดในการทำธุรกรรมใดๆ นับเป็นประเทศแรกของโลกที่ยอมรับสกุลเงินดิจิทัล และเม็กซิโกซึ่งเตรียมยื่นเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการยอมรับสกุลเงินดิจิทัล

แต่ในขณะเดียวกันสกุลเงินดิจิทัลก็กำลังเผชิญกับการปราบปรามโดยรัฐบาลในหลายประเทศ เช่นอิหร่านและเขตปกครองตนเองมองโกเลีย ซึ่งได้สั่งห้ามขุดคริปโตเนื่องจากกังวลถึงความสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าและปัญหาขาดแคลนพลังงาน

รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางไอร์แลนด์และญี่ปุ่นต่างประสานเสียงว่าความนิยมที่เพิ่มขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลนั้นน่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการลงทุนเก็งกำไรที่ไม่มีการควบคุม มีความผันผวนสูงมาก และอาจทำให้ผู้ลงทุนสูญเงินทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐ และสวีเดนที่ส่งสัญญาณเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลมากขึ้น

แต่การปราบปรามที่ทำเอาวงการคริปโตสั่นสะเทือนครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลจีนประกาศห้ามสถาบันการเงินและบริษัทด้านการชำระเงินให้บริการธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเมื่อเดือนที่แล้ว เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทางด้านทรัพย์สินของประชาชนและเสถียรภาพทางการเงินและระบบเศรษฐกิจ

และสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารกลางของจีนยังได้เรียกร้องให้ธนาคารและบริษัทชำระเงินปราบปรามการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลให้หนักขึ้น ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดโดยทางการจีนเพื่อยับยั้งการใช้เหรียญดิจิทัล

ทำไมอเมริกาใต้ถึงสนใจ Bitcoin หลังมีเอลซัลวาดอร์เป็นแกนนำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656746

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 16:30 น.

ทำไมอเมริกาใต้ถึงสนใจ Bitcoin หลังมีเอลซัลวาดอร์เป็นแกนนำหลังจากเอลซัลวาดอร์ประกาศให้ใช้ Bitcoin ชำระเงินได้ตามกฎหมาย หลายประเทศในอเมริกาใต้และอเมริกากลางกำลังจะเดินรอยตามอย่างกระตือรือร้น

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ประธานาธิบดี นายิบ บูเคเล ของเอลซัลวาดอร์ ประกาศกลางที่ประชุม Bitcoin 2021 ที่เมืองไมแอมี รัฐฟลอริดาของสหรัฐว่าจะให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และ 4 วันหลังจากนั้นคำประกาศนี้กลายเป็นกฎหมายและผ่านการอนุมัติของสภาเอลซัลวาดอร์อย่างง่ายดาย

หลังจากนั้นบรรดานักการเมืองในประเทศละตินอเมริกาก็เริ่มเดินตามรอยผู้นำเอลซัลวาดอร์ด้วยการแสดงท่าทีว่าสนใจรับ Bitcoin เช่นกัน

ปารากวัย

การ์ลอส เรฮาลา ส.ส.ปารากวัย ทวีตหนุน Bitcoin ว่า “นี่คือปารากวัย ออกกฎหมาย Bitcoin เดือน ก.ค.” ทวีตนี้ทำให้เกิดข่าวลือว่าปารากวัยจะยอมรับ Bitcoin ให้เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายตามรอยเอลซัลวาดอร์

แต่ต่อมาเรฮาลาชี้แจงกับสำนักข่าว Reuters ว่า เพียงแค่จะเสนอกฎหมายมาควบคุม Bitcoin เท่านั้นไม่ได้จะให้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย “มันจะเป็นกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลที่แตกต่างจากของเอลซัลวาดอร์ เพราะเอลซัลวาดอร์ยอมรับให้เป็นสกุลเงินที่ถูกกฎหมาย และในปารากวัยมันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำอย่างนั้น”

เม็กซิโก

เอดูอาร์โด มูรัต ฮิโนโฮซา ส.ส.ของรัฐบาลกลาง ประกาศกลางทวิตเตอร์ว่า จะโปรโมทและเสนอเค้าโครงกฎหมายสำหรับสกุลเงินดิจิทัลต่อสภาล่างของเม็กซิโก ส่วนในภาคธุรกิจ ริการ์โด ซาลินาส พลิเอโก คนที่มั่งคั่งเป็นอันดับ 3 ของเม็กซิโกบอกว่า ธนาคาร Banco Azteca ของเขาอาจจะรับ Bitcoin เร็วๆ นี้ ซึ่งหากเป็นจริงจะเป็นธนาคารแรกของเม็กซิโก

ปานามา

กาเบรียล ซิลวา ส.ส.วัย 32 ปี ประกาศทำนองเดียวกับนักการเมืองชาติอื่นว่า กำลังทำงานเกี่ยวกับ Bitcoin เพื่อเตรียมเสนอต่อสภา

นอกจากนี้ยังมีประธานาธิบดี ซาเมีย ซูลูฮู ฮัสซัน ของแทนซาเนีย ที่ขอให้ธนาคารกลางของประเทศหาหนทางอำนวยความสะดวกให้เกิดการใช้คริปโตเคอร์เรนซีอย่างกว้างขวางในประเทศ ส่วนลอร์ดฟูซิตูอา นักการเมืองของตองกาเข้าร่วมหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้าน Bitcoin ในทวิตเตอร์ว่าตองกาจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจะคริปโตเคอร์เรนซี รวมถึงนักการเมืองจากอาร์เจนตินา บราซิล เม็กซิโก และนิคารากัว ที่แสดงท่าทีสนใจ Bitcoin เช่นเดียวกัน

แล้วทำไมหลายประเทศในแถบละตินอเมริกาจึงให้ความสนใจกับกระแสของ Bitcoin ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนพยายามปราบปรามอย่างหนัก

สำหรับเอลซัลวาดอร์ที่ประกาศยอมรับ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหาย ประชาชนกว่า 70% ไม่มีบัญชีธนาคาร และรายได้ของประเทศถึง 20% มาจากคนที่ออกไปทำงานนอกประเทศแล้วส่งเงินกลับมา การนำ Bitcoin เข้าระบบส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่รัฐมองเห็นว่าคนที่ส่งเงินกลับบ้านเกิดใช้สกุลเงินดิจิทัลอยู่แล้ว จึงต้องเข้ามาจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะในระยะยาวหากมีคนใช้สกุลเงินดิจิทัลมากขึ้นย่อมส่งผลต่อการเก็บภาษีและรายได้ของรัฐบาลแน่นอน

ส่วนกรณีของปานามา ส.ส.ซิลวาบอกว่า “นี่สำคัญมาก และปานามาต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง (ในแง่ของการพัฒนาเศรษฐกิจ) ถ้าเราต้องการเป็นฮับด้านเทคโนโลยีและผู้ประกอบการที่แท้จริง เราต้องสนับสนุนคริปโตเคอร์เรนซี”

ขณะที่เรฮาลาของปารากวัยตั้งเป้าว่าจะใช้กฎหมายเกี่ยวกับ Bitcoin ดึงดูดนักลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

นอกจากนี้ การรับรองให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ถูกกฎหมายยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง อาทิ ชะลอการเฟ้อ ดึงดูดผู้ประกอบการด้านคริปโตเคอร์เรนซี รวมทั้งเป็นช่องทางในการรวมกลุ่มกันทางการเงินของประเทศที่มักถูกละเลยจากเศรษฐกิจแบบเป็นทางการ

และที่สำคัญคือ เว็บไซต์ Rest of  World ระบุว่า ไม่ว่าประเทศเหล่านี้จะยอมรับ Bitcoin จริงตามที่ประกาศไว้หรือไม่ แต่การประกาศสนับสนุนเหล่านี้ได้ทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่งของมันแล้ว นั่นก็คือ การยกระดับโปรไฟล์ให้บรรดานักการเมืองหนุ่มหัวก้าวหน้า

กรณีของ กาเบรียล ซิลวา จากปานามา เขาเป็นนักการเมืองอิสระที่ขาดกลไกของพรรคการเมืองในการผลักดันกฎหมาย ดังนั้นการผ่านร่างกฎหมายเกี่ยวกับ Bitcoin ที่เขาประกาศไว้ไม่มีทางสำเร็จในระยะเวลาสั้นๆ แต่ถึงอย่างนั้นผู้ติดตามในทวิตเตอร์ของเขาก็เพิ่มขึ้นราว 2 เท่าภายในไม่กี่วันหลังจากที่เจ้าตัวทวีตหนุน Bitcoin

เช่นเดียวกับ ฟรานซิสโก ซานเชส นักการเมืองจากอาร์เจนตินา ทวีตที่เขาเปลี่ยนภาพโปรไฟล์เป็นมีมที่ดวงตาเป็นแสงเลเซอร์ที่บ่งบอกว่าตัวเองเป็นซูเปอร์แฟนของคริปโตเคอร์เรนซี ได้รับการกดไลค์มากที่สุดเท่าที่เขาเคยทวีตมาคือกว่า 7,000 ไลค์

และเรฮาราของปารากวัยที่เพิ่งเข้ามาเล่นการเมืองได้เพียง 3 ปี หลังจากประกาศหนุน Bitcoin ก็ทำให้เขาได้รับความสนใจจากสื่อดังในวงการสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Coindesk และ The Street และ แจ็ก ดอร์ซีย์ ซีอีโอของทวิตเตอร์ก็ยังต้องติดตามเขาด้วย

อย่างไรก็ดี ใช้ว่าการยอมรับ Bitcoin จะมีแต่ข้อดี สำหรับกรณีของเอลซัลวาดอร์นั้น มารีอานา เบนโญโซ ผู้สื่อข่าวชาวเอลซัลวาดอร์และบรรณาธิการของ Derecho y Negocios เผยว่า ไม่เห็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมจากมาตรการนี้

“ท่านประธานาธิบดีเข้าใจว่าคุณไม่สามารถฝากฝังเศรษฐกิจของชาติไว้กับบางสิ่งที่มีความผันผวนอย่าง Bitcoin” เบนโญโซเผยกับ Rest of World โดยเธอเชื่อว่าเป้าหมายของประธานาธิบดีบูเคเลคือ การประกาศที่น่าตื่นเต้น และเขาประสบความสำเร็จแล้ว

Joe Raedle/Getty Images/AFP

สรุปข้อมูล Sinovac ป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้หรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656744

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 14:59 น.

สรุปข้อมูล Sinovac ป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้หรือไม่?รอยเตอร์สรวบรวมข้อมูลและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนที่พัฒนาโดยประเทศจีนไว้ดังนี้

รอยเตอร์สรายงานว่าขณะนี้มีหลายประเทศที่ใช้ Sinovac วัคซีนต้านโควิด-19 ของจีน ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย บราซิล ไทย และจีนเองท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าวัคซีดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกในประเทศอินเดียได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในขณะนี้

Sinovac สามารถป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้หรือไม่

ผู้ผลิตวัคซีนจากจีนไม่ได้เปิดเผยผลลัพธ์ประสิทธิภาพของวัคซีนโดยเจาะจงสายพันธุ์ของโควิด-19 ทั้งในการทดลองทางคลินิกและการใช้งานจริง รวมถึงไม่มีการเปิดเผยข้อมูลโดยละเอียดจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ

อย่างไรก็ตาม จง หนานซาน นักระบาดวิทยาและผู้เชี่ยวชาญชื่อดังด้านโรคระบบทางเดินหายใจของจีนยืนยันว่านักวิจัยพบว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อแบบแสดงอาการ และลดอาการรุนแรงจากการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

โดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์การติดเชื้อในเมืองกวางโจว ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นและกลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก

ขณะที่หลิว เพ่ยเฉิง โฆษก Sinovac กล่าวกับรอยเตอร์สว่าผลลัพธ์เบื้องต้นจากตัวอย่างเลือดผู้ที่ได้รับวัคซีนแสดงให้เห็นว่าการทำให้เป็นกลาง (neutralizing effect) ต่อสายพันธุ์เดลตาลดลง 3 เท่า แต่การฉีดวัคซีนเสริมหรือวัคซีนเข็มที่ 3 สามารถกระตุ้นแอนติบอดีที่แข็งแรงและทนทานต่อสายพันธุ์เดลตาได้อย่างรวดเร็ว

เฟิ่ง จื่อเจี้ยน อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีนกล่าวกับสื่อของจีนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าแอนติบอดีที่ถูกกระตุ้นโดยวัคซีนจีน 2 ยี่ห้อมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอสายพันธุ์เดลตาเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อวัคซีนทั้งสอง

อย่างไรก็ตามเฟิ่งเสริมว่า Sinovac ยังคงมีประสิทธิภาพ โดยพิจารณาจากมณฑลกวางตุ้งซึ่งเป็นที่แรกของจีนที่พบการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา พบว่าผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวมีอาการรุนแรง แต่อาการรุนแรงทั้งหมดมาจากผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน

ขณะที่ จิน ตงหยาน นักนักไวรัสวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮ่องกงกล่าวว่าความเห็นของเฟิ่งยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าวัคซีนดังกล่าวสามารถป้องกันอาการป่วยรุนแรงจากสายพันธุ์ได้ เนื่องจากจำเป็นต้องมีข้อมูลเพิ่มเติม

ทั้งนี้ อินโดนีเซียซึ่งมีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงขึ้นอย่างน่าตกใจเนื่องจากมีการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา รวมถึงเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาพบว่าบุคลากรทางการแพทย์หลายร้อยคนติดเชื้อแม้จะได้รับวัคซีนของ Sinovac แล้วก็ตาม

เมื่อเทียบกับวัคซีนอื่นๆ

การศึกษาโดยสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) ในเดือนพฤษภาคมพบว่าวัคซีนของ Pfizer-BioNTech มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยจากสายพันธุ์เดลตา 88% เมื่อฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ไปแล้ว 2 สัปดาห์ ขณะที่ประสิทธิภาพดังกล่าวจะอยู่ที่ 93% เมื่อเจอกับสายพันธุ์อัลฟาที่พบครั้งแรกในอังกฤษ

ด้านวัคซีน AstraZeneca จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยจากสายพันธุ์เดลตา 60% เมื่อฉีดครบ 2 เข็ม และ 66% สำหรับสายพันธุ์อัลฟา

ขณะที่วัคซีนชนิดเข็มเดียวจาก Johnson & Johnson ยังไม่มีข้อมูลประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์เดลตา แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในสหรัฐกำลังชั่งน้ำหนักความจำเป็นในการฉีดวัคซีนเสริมด้วยวัคซีน mRNA

ความรุนแรงของสายพันธุ์เดลตาในกวางตุ้ง

มณฑลกวางตุ้งเป็นคลัสเตอร์สายพันธุ์เดลตาที่ใหญ่ที่สุดของจีนโดยพบการติดเชื้อในพื้นที่ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

โดยในกวางโจวเมืองหลวงของกวางตุ้งมีการติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวอย่างน้อย 146 ราย และอีกหลายรายจากเมืองใกล้เคียงอย่างเซินเจิ้นและตงกวน

ขณะที่กวางตุ้งกำลังเร่งฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็วเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาด โดยเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมมีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 39.15 ล้านโดส ซึ่งใช้เวลาเพียง 1 เดือนถัดมา เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนตัวเลขดังกล่าวพุ่งขึ้นเป็น 101.12 ล้านโดสจากประชากรทั้งหมดในกวางตุ้ง 126 ล้านคน

Photo by Luis ROBAYO / AFP

Bitcoin ราคาพุ่งเมื่อมหาเศรษฐีเม็กซิโกออกโรงเชียร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656713

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 12:58 น.

Bitcoin ราคาพุ่งเมื่อมหาเศรษฐีเม็กซิโกออกโรงเชียร์มหาเศรษฐีอันดับ 3 ของเม็กซิโกเตรียมผลักดันธนาคารรับทำธุรกรรม Bitcoin รายแรกในประเทศ

ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นหลังจากที่ Ricardo Salinas Pliego นักธุรกิจมหาเศรษฐีอันดับ 3 ของเม็กซิโกทวีตว่าธนาคารของเขากำลังทำงานเพื่อเป็นผู้ให้กู้ที่ยอมรับสกุลเงินดิจิทัลเป็นรายแรกของประเทศ

Salinas Pliego ทวีตเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “ผมและธนาคารของผมกำลังทำงานเพื่อเป็นธนาคารแห่งแรกในเม็กซิโกที่ยอมรับ Bitcoin” พร้อมแนะนำให้ทุกคนหันมาลงทุนใน Bitcoin

ไม่นานหลังจากนั้นเขาทวีตอีกครั้งเป็นภาษาสเปนความว่าสกุลเงินดิจิทัลเป็นวิธีที่ดีสำหรับนักลงทุนในการกระจายการถือครองของพวกเขา “ผมคิดว่านักลงทุนควรเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลและอนาคตของมัน ธนาคาร Banco Azteca กำลังดำเนินการด้านสกุลเงินดิจิทัลสำหรับลูกค้า”

ตามรายงานของ CoinDesk ระบุว่าในวันจันทร์ (28 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นราคาของ Bitcoin ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 34,140.94 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6% จากในศุกร์ (25 มิ.ย.) โดยก่อนหน้านี้ Bitcoin สูญเสียมูลค่าไปเกือบครึ่งหนึ่งหลังจากที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 63,381 เหรียญสหรัฐในช่วงกลางเดือนเม.ย.

แต่ราคาของ Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ร่วงลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเนื่องจากเผชิญกับการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบมากขึ้นทั้งในจีน สหรัฐ และยุโรป

ทั้งนี้ Salinas Pliego ประธานของ Banco Azteca มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 15,800 ล้านเหรียญสหรัฐตามรายงานของ Forbes เขาเป็นเจ้าของอาณาจักรค้าปลีก ธนาคาร สื่อ และธุรกิจอื่นๆ มากมายในเม็กซิโก และยังมีความสนิทสนมกับ Andrés Manuel López Obrador ประธานาธิบดีของเม็กซิโกอีกด้วย

Salinas Pliego แสดงท่าทีสนับสนุน Bitcoin มานานแล้ว โดยในเดือนก.พ. ที่ผ่านมามีผู้สังเกตเห็นว่าเขาติดแฮชแท็ก #Bitcoin ลงบน Bio ทวิตเตอร์ หลังจากที่ราคาของ Bitcoin พุ่งทะลุ 40,000 เหรียญสหรัฐ

Salinas Pliego เผยว่าได้ซื้อ Bitcoin ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2013 ในราคา 200 เหรียญสหรัฐ และยังเคยกล่าวว่า “Bitcoin เป็นการลงทุนที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา” นอกจากนี้เมื่อปลายปีที่แล้วเขายังเผยว่าการลงทุน Bitcoin คิดเป็น 10% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของเขาอีกด้วย

ขณะที่รัฐบาลเม็กซิโกเองก็มีท่าทีที่ดีต่อ Bitcoin โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Eduardo Murat Hinojosa และ Indira Kempis Martinez สมาชิกวุฒิสภาเม็กซิโกแสดงจุดยืนสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าว ทั้งยังเตรียมยื่นเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการยอมรับสกุลเงินดิจิทัลอีกด้วย

Photo by KAREN BLEIER / AFP

วัคซีน Pfizer-Moderna อาจสร้างภูมิคุ้มกันได้นานหลายปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656706

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 12:07 น.

วัคซีน Pfizer-Moderna อาจสร้างภูมิคุ้มกันได้นานหลายปีวิจัยชี้วัคซีน Pfizer และ Moderna สร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวที่สู้กับ Covid-19 ได้หลายปี ไม่ต้องฉีดเข็ม 3    

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่า วัคซีน Pfizer และ Moderna สร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายที่สามารถป้องกัน Covid-19 ได้หลายปี

การค้นพบนี้ยิ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าคนส่วนใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนชนิด mRNA อาจไม่ต้องรับวัคซีนบูสเตอร์เข็มที่ 3 ตราบเท่าที่เชื้อไวรัสและสายพันธุ์ของเชื้อไม่ได้พัฒนาไปจากที่เป็นอยู่ในขณะนี้มากนัก ทว่าก็ยังไม่มีการยืนยัน และคนที่หายจาก Covid-19 ก่อนได้รับวัคซีนอาจไม่ต้องรับวัคซีนเข็มที่ 3 แม้ว่าเชื้อไวรัสจะพัฒนาไปมากก็ตาม

“เป็นสัญญาณที่ดีว่าภูมิคุ้มกันของเราจากวัคซีนนี้คงทน” อาลี แอลเบดี นักภูมิคุ้มกันวิทยาจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์และหัวหน้าทีมวิจัยเผย

อย่างไรก็ดี งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ศึกษาวัคซีนของ Johnson & Johnson แต่แอลเบดีคาดว่าภูมิคุ้มกันจากวัคซีน Johnson & Johnson คงอยู่ได้น้อยกว่าที่ได้จากวัคซีนชนิด mRNA

แอลเบดีและทีมรายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่า ในกลุ่มคนที่หายป่วยจาก Covid-19 เซลล์ภูมิคุ้มกันที่จดจำไวรัสจะอยู่ในไขกระดูกอย่างน้อย 8 เดือนหลังจากติดเชื้อ ส่วนผลการศึกษาของอีกทีมหนึ่งชี้ว่า memory B cells (เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เปลี่ยนเป็น memory B cells ที่เก็บความจำเมื่อได้รับแอนติเจนตัวเดิมอีก memory B cells จะเปลี่ยนไปเป็นพลาสมาเซลล์หลั่งสารภูมิคุ้มต้านทานออกมาได้เร็วกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่าครั้งแรก) ยังคงเติบโตเต็มที่และแข็งแรงอีกอย่างน้อย 1 ปีหลังจากติดเชื้อ

จากงานวิจัยทั้งสองชิ้นนี้ นำมาสู่ข้อสรุปว่าภูมิคุ้มกันอาจคงอยู่อีกหลายปี หรืออาจอยู่ไปตลอดชีวิต ในคนที่ได้รับวัคซีนหลังติดเชื้อ ทว่ายังไม่แน่ชัดว่าการฉีดวัคซีนอย่างเดียวจะได้ผลอย่างเดียวกันนี้

ทีมของแอลเบดีจึงพยายามหาคำตอบดังกล่าวด้วยการศึกษาแหล่งของ memory B cells นั่นคือต่อมน้ำเหลืองซึ่งเซลล์ภูมิคุ้มกันถูกฝึกให้จดจำและต่อสู้กับเชื้อไวรัส

หลังจากติดเชื้อหรือได้รับวัคซีน โครงสร้างพิเศษที่เรียกว่า ศูนย์กลางเจอมินอลในต่อมน้ำเหลืองซึ่งเป็นที่ฟูมฟัก memory B cells ให้จดจำยีนของไวรัส ยิ่ง memory B cells ได้รับการฟูมฟักมากเท่าไรก็ยิ่งมีความสามารถในการสู้กับสายพันธุ์ต่างๆ ของเชื้อไวรัสที่จะเกิดขึ้น

ทีมของแอลเบดีศึกษาอาสาสมัคร 41 คน รวมทั้งผู้ที่เคยติดเชื้อ 8 คน ที่ได้รับวัคซีน Pfizer และ Moderna ครบ 2 เข็มแล้ว โดยทีมได้สกัดตัวอย่างจากต่อมน้ำเหลืองของอาสาสมัคร 14 คนหลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก 3, 4, 5, 7 และ 15 สัปดาห์

พบว่าหลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก 15 สัปดาห์ ศูนย์กลางเจอมินอลยังทำงานอย่างแข็งขันในอาสาสมัครทั้ง 14 คน และจำนวนของ memory B cells ที่จดจำเชื้อโคโรนาไวรัสก็ไม่ลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี

ผลการศึกษานี้ชี้ว่า กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ได้รับวัคซีนจะได้รับการปกป้องในระยะยาวจาก Covid-19 สายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ในขณะนี้ แต่ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันอาจต้องรับวัคซีนเข็มที่ 3 ส่วนผู้ที่หายป่วยจาก Covid-19 และได้รับวัคซีนภายหลังอาจไม่ต้องฉีดเข็ม 3

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า การคาดการณ์ว่าการปกป้องจากวัคซีน mRNA จะคงอยู่ยาวนานเท่าใดให้ถูกต้องเป๊ะๆ เป็นเรื่องยาก สำหรับกรณีที่ยังไม่มีสายพันธุ์ที่สามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันนั้น ในทางทฤษฎีแล้วภูมิคุ้มกันอาจคงอยู่ตลอดชีวิต

ทว่าเชื้อไวรัสกำลังพัฒนาตัวเอง ดังนั้นการพิจารณาว่าจะต้องรับซัคซีนเข็มที่ 3 หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของ Covid-19 ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันที่ลดลงเรื่อยๆ

Photo by Jacob King / POOL / AFP