เกาหลีใต้เล็งเปิดทราเวลบับเบิลกับไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655156

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 12:00 น.

เกาหลีใต้เล็งเปิดทราเวลบับเบิลกับไทยรัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมเจรจาเปิดทราเวลบับเบิลกับไทยและอีกหลายประเทศ คาดเริ่มได้เร็วสุด ก.ค.นี้

ทางการเกาหลีใต้เผยว่า รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังเตรียมเจรจาเปิดข้อตกลงทราเวลบับเบิลกับไทย สิงคโปร์ ไต้หวัน กวม และเกาะไซปัน ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียอานา ห่างจากเกาะกวมไปทางเหนือราว 190 กิโลเมตร โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับสิงคโปร์และไต้หวัน

ทราเวลบับเบิลนี้จะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ครบโดสแล้วและเดินทางเป็นกลุ่ม เดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันได้อย่างเร็วที่สุดภายในเดือน ก.ค.นี้

ภายใต้ข้อตกลงนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศในพื้นที่ที่กำหนดไว้โดยไม่ต้องกักตัวเมื่อเดินทางถึงประเทศปลายทาง แต่ต้องแสดงเอกสารการฉีดวัคซีนและผลตรวจ Covid-19 ชนิด RT-PCR แสดงว่าไม่ติดเชื้อที่ตรวจก่อนเดินทางภายใน 72 ชั่วโมง และเมื่อเดินทางถึงประเทศปลายทางต้องเข้ารับการตรวจ Covid-19 อีกครั้ง

ข้อตกลงนี้จำกัดการเดินทางเฉพาะจากสนามบินอินชอนกับสนามบินที่กำหนดไว้ในประเทศปลายทางเท่านั้น และต้องอยู่ในประเทศปลายทาง 2 สัปดาห์

ด้านกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวและกระทรวงคมนาคมเกาหลีใต้เผยว่า เที่ยวบินตรงระหว่างเกาหลีใต้กับประเทศที่เปิดทราเวลบับเบิลระหว่างกันจะบินสัปดาห์ละ 1-2 เที่ยวบินในช่วงแรก และจะขยายเที่ยวบินในภายหลัง โดยจำกัดผู้โดยสารเที่ยวบินละไม่เกิน 200 คน

REUTERS/Kim Hong-Ji

อินเดียพบโควิดสายพันธุ์เดลตาทำผู้ป่วยหูดับ-เนื้อเน่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655155

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 11:30 น.

อินเดียพบโควิดสายพันธุ์เดลตาทำผู้ป่วยหูดับ-เนื้อเน่าผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาในอินเดียมีอาการเนื้อตายเน่า-หูดับ แพทย์ยอมรับสายพันธุ์นี้คาดเดาอาการป่วยไม่ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาหรือสายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในประเทศอินเดียซึ่งแพร่ระบาดไปกว่า 60 ประเทศในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาพบผู้ติดเชื้อมีภาวะลิ่มเลือดซึ่งนำไปสู่เนื้อตายเน่า สูญเสียการได้ยิน รวมไปถึงปวดท้องอย่างรุนแรง

โดยแพทย์ในอินเดียสันนิษฐานว่าอาการดังกล่าวเชื่อมโยงกับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ขณะที่คเณช มณูเดน แพทย์ในเมืองมุมไบระบุว่าผู้ป่วยบางรายเกิดภาวะลิ่มเลือดจนเนื้อเยื่อได้รับผลกระทบและเกิดเนื้อตายเน่าในที่สุด

โดยเมื่อปีที่แล้วเขาพบผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวเพียง 3 ถึง 4 รายเท่านั้นแต่ขณะนี้มีผู้ป่วยเกิดอาการเนื้อตายเน่าถึง 1 รายต่อสัปดาห์

พร้อมเผยว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาตนได้รักษาผู้ป่วย 8 รายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากอาการลิ่มเลือดอุดตันโดยในจำนวนนี้มีผู้ป่วย 2 รายที่ต้องตัดนิ้วมือหรือนิ้วเท้า

แพทย์เสริมว่าหากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอาการเนื้อตายเน่าภายใน 24 ชั่วโมงอาจลดโอกาสในการรอดชีวิตถึง 50% เนื่องจากเป็นอาการที่รุนแรงและมีโอกาสกระทบทุกส่วนของร่างกาย

นอกจากนี้เฮตัล มาร์ฟาเทีย ศัลยแพทย์หูคอจมูกที่โรงพยาบาลในเมืองมุมไบเปิดเผยว่าผู้ป่วยบางรายยังมีอาการสูญเสียการได้ยิน คอบวม และต่อมทอนซิลอักเสบขั้นรุนแรง พร้อมระบุว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากการแพร่ระบาดระลอกที่ 2 ในอินเดียนั้นแต่ละคนมีอาการแตกต่างกันออกไป

ทั้งนี้ แพทย์ชี้ว่าโควิด-19 เป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทและมีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทสมองดังที่เห็นรายงานผู้ป่วยมีอาการอัมพาตของเส้นประสาทบนใบหน้ารวมถึงการสูญเสียการทำงานของเส้นประสาทรับกลิ่น จึงไม่น่าแปลกใจที่โควิด-19 จะทำให้เส้นประสาทการได้ยินบกพร่อง

โดยก่อนหน้านีผู้ป่วยมักมีอาการทั่วไปเช่น ปวดท้อง อาเจียน คลื่นไส้ ไม่อยากอาหาร หรือปวดตามข้อ แต่ขณะนี้อาการป่วยจากการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้

อย่างไรก็ตามแพทย์ระบุว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมอย่างละเอียดต่อไปเพื่อวิเคราะห์ว่าอาการที่พบเหล่านี้เชื่อมโยงกับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาจริงหรือไม่

Photo by Diptendu DUTTA / AFP

สหรัฐเตรียมซื้อ Pfizer 500 ล้านโดสบริจาค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655149

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 10:25 น.

สหรัฐเตรียมซื้อ Pfizer 500 ล้านโดสบริจาค   สหรัฐจะซื้อวัคซีน Pfizer เพิ่มอีก 500 ล้านโดสบริจาคผ่าน COVAX ไปยัง 92 ประเทศ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างบุคคลที่ทราบเรื่องดังกล่าวว่า รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน เตรียมซื้อวัคซีน 500 ล้านโดสจาก Pfizer เพื่อบริจาคผ่านโครงการแจกจ่ายวัคซีน COVAX ไปยังประเทศที่มีรายได้น้อย 92 ประเทศรวมทั้งสหภาพแอฟริกัน (AU) ภายใน 2 ปีข้างหน้า

สหรัฐมีแผนแจกจ่ายวัคซีน 200 ล้านโดสภายในปีนี้ และอีก 300 ล้านโดสในช่วงครึ่งปีแรกของปีหหน้า

ด้านสำนักข่าว CNBC รายงานว่า สหรัฐยังเจรจากับบริษัท Moderna เพื่อซื้อวัคซีนบริจาคให้ประเทศอื่นด้วย ส่วนตัวแทนของ Moderna เผยว่า บริษัทมีความสนใจที่จะจัดหาวัคซีน Covid-19 ให้รัฐบาลสหรัฐเพื่อบริจาคให้ประเทศรายได้ปานกลางและรายได้น้อย แต่ปฏิเสธให้ความเห็นเพิ่มเติม

ขณะที่ประธานาธิบดีไบเดนเผยก่อนขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเพื่อเดินทางไปประชุม G7 ที่อังกฤษว่า มียุทธศาสตร์วัคซีนโลกและจะประกาศเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้รัฐบาลสหรัฐเผยว่าจะบริจาควัคซีน 80 ล้านโดสไปยังประเทศต่างๆ และโครงการ COVAX ภายในเดือน มิ.ย.นี้

Photo by JIM WATSON / AFP

ไขข้อข้องใจ ทำไมต้องเว้นระยะฉีดวัคซีนนานๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655126

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 20:30 น.

ไขข้อข้องใจ ทำไมต้องเว้นระยะฉีดวัคซีนนานๆควรยืดเวลาการฉีดวัคซีนเข็มที่สองเพื่อฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ได้มากที่สุดก่อน หรือควรจะยึดตามช่วงเวลาที่กำหนดในการทดลองทางคลินิกเพื่อให้วัคซีนมีประสิทธิภาพมากที่สุด

เมื่อต้องเผชิญกับการขาดแคลนวัคซีน หลายประเทศรวมทั้งไทยกำลังใช้นโยบายเว้นระยะห่างระหว่างวัคซีนเข็มแรกกับเข็มที่สองออกไปนานสูงสุดถึง 16 สัปดาห์ ทำให้เกิดข้อถกเถียงตามมาว่าควรจะยืดเวลาการฉีดวัคซีนเข็มที่สองเพื่อฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ประชาชนได้มากที่สุดก่อน หรือควรจะยึดตามช่วงเวลาที่กำหนดในการทดลองทางคลินิกเพื่อให้วัคซีนมีประสิทธิภาพมากที่สุด

WHO ว่าอย่างไร

ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ณ วันที่ 21 เม.ย. คือให้ฉีดห่างกัน 3-4 สัปดาห์ แต่ตามหลักฐานเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ อาจเว้นช่วงได้นานถึง 6 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับวัคซีน หรือไปจนถึง 12 สัปดาห์ในวัคซีนบางเจ้า

ผู้ผลิตแนะนำอย่างไร

Pfizer ผู้ผลิตวัคซีนจากสหรัฐ แนะนำให้เว้นระยะห่างกัน 21 วัน โดยให้เหตุผลว่า การศึกษาในระยะที่ 3 ของวัคซีน Pfizer/BioNTech ถูกออกแบบให้ประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน 2 โดสที่ฉีดห่างกัน 21 วันเท่านั้น ไม่ได้ประเมินผลในช่วงระยะเวลาอื่น และผลออกมาว่า แม้ว่าการป้องกันจากวัคซีนจะเริ่มขึ้นหลังฉีดโดสแรก 12 วัน ก็ต้องฉีดวัคซีนให้ครบ 2 โดสเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดที่ 95% และ Pfizer ไม่มีข้อมูลจากการศึกษาดังกล่าวที่แสดงให้เห็นว่าการป้องกันที่เกิดจากวัคซีนเข็มแรกคงอยู่หลังผ่านไป 21 วัน

ส่วน Moderna แนะนำให้ฉีดห่างกัน 1 เดือน Astrazeneca แนะนำไว้ที่ 4-12 สัปดาห์ Sinovac ควรฉีดห่างกัน 2-4 สัปดาห์ และ Sinopharm ควรฉีดห่างกัน 3-4 สัปดาห์

สหรัฐฉีดห่างกันกี่วัน

ตามคำแนะนำของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ระบุว่าควรฉีดวัคซีน Pfizer เข็มที่สองหลังได้รับเข็มแรก 21 วัน และ Moderna 28 วัน แต่หากจำเป็นก็สามารถเว้นระยะระหว่างเข็มแรกและเข็มที่สองห่างกันได้สูงสุดไม่เกิน 42 วัน หรือ 6 สัปดาห์

หลายประเทศยืดไปถึง 16 สัปดาห์

แต่ขณะนี้มีหลายประเทศเว้นช่วงการฉีดเข็มแรกกับเข็มที่สองออกไป 12 สัปดาห์ อาทิ อังกฤษ และ 16 สัปดาห์ เช่น ไทย แคนาดา

หลักฐานสนับสนุน

ข้อมูลสนับสนุนประสิทธิภาพของการยืดระยะเวลาฉีดวัคซีนเข็มที่สองคือ การศึกษาร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) และมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมที่พบว่า แอนติบอดีของอาสาสมัครอายุ 80 ปีขึ้นไปที่ฉีดวัคซีนห่างกัน 12 สัปดาห์สูงกว่า 3.5 เท่าของอาสาสมัครที่ฉีดห่างกัน 3 สัปดาห์

ทีมวิจัยจึงสรุปว่า การเว้นระยะห่างระหว่างเข็มแรกกับเข็มสองราว 12 สัปดาห์ช่วยเพิ่มภูมคุ้มกันได้ดีขึ้น และวัคซีน AstraZeneca เพียงเข็มเดียวมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการในช่วง 90 วันแรกได้ 76.0%

ทว่า ในเวลาต่อมาสำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ เผยแพร่งานวิจัยประสิทธิผลป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการของวัคซีน AstraZeneca และ Pfizer ต่อสายพันธุ์เดลตา (B.1.617.2) ซึ่งพบครั้งแรกในอินเดียว่า วัคซีนเข็มเดียวมีประสิทธิภาพ 33% (วิเคราะห์รวมทั้ง 2 ยี่ห้อ) แต่ถ้าฉีดครบ 2 เข็มวัคซีน AstraZeneca จะมีประสิทธิภาพเพิ่มเป็น 60% ส่วนวัคซีน Pfizer จะมีประสิทธิภาพ 88%

เมื่อพบการระบาดของสายพันธุ์เดลตามากขึ้น อังกฤษจึงปรับคำแนะนำในการฉีดวัคซีน AstraZeneca โดยเลื่อนการฉีดเข็มที่ 2 ขึ้นมาที่ 8-9 สัปดาห์ในกลุ่มเสี่ยงต่ออาการรุนแรง ส่วนกลุ่มอื่นยังเป็น 11-12 สัปดาห์เหมือนเดิม

ขณะที่ผลการศึกษาของสหรัฐซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ BMJ ของอังกฤษซึ่งใช้รูปแบบจำลองจากตัวอย่างการใช้งานจริงในชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ 100,000 คนพบว่า การยืดระยะการฉีดวัคซีนเข็มที่สองจะลดตัวเลขเสียชีวิต การติดเชื้อ และการรักษาตัวในโรงพยาบาลสะสมภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ อาทิ การมีวัคซีนเข็มแรกที่มีประสิทธิภาพอย่างน้อย 80% ขึ้นไป และมีอัตราการฉีดวัคซีน 0.1-0.3% ของประชากรทั้งหมดต่อวัน โดยช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้ระหว่าง 26-47 คนต่อประชากร 100,000 คน เมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีนเข็มที่สองตามปกติ

ผู้เชี่ยวชาญไม่แนะนำ

อย่างไรก็ดี การวิจัยนี้ไม่แนะนำให้ยืดระยะเวลาการฉีดวัคซีนเข็มที่สอง โดยทีมวิจัยเผยว่า “ผู้มีอำนาจตัดสินใจต้องพิจารณาอัตราการฉีดวัคซีนในประเทศตัวเอง และชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ของการเพิ่มอัตราการฉีดด้วยการยืดระยะเวลาฉีดเข็มที่สอง กับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความไม่แน่นอนของยุทธศาสตร์นี้”

ขณะที่ แอนโธนี ฟาวซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อของสหรัฐเผยกับ Washington Post ว่า วิทยาศาสตร์ไม่สนับสนุนการยืดระยะการฉีดวัคซีน Pfizer/BioNTech และ Moderna เข็มที่สอง เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุได้ว่าวัคซีนโดสเดียวจะป้องกันการติดเชื้อได้มากน้อยเพียงใดและจะอยู่ได้นานเท่าไร

ด้าน Pfizer ระบุว่า ไม่มีหลักฐานทางคลินิกใดที่สนับสนุนแนวทางการขยายเวลาฉีดวัคซีนเข็มที่สองออกไปเป็น 12 สัปดาห์ของรัฐบาลอังกฤษ

อเลฮานโดร คราวิโอโต ประธานกลุ่มที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างภูมิคุ้มกันของ WHO เตือนว่า ประเทศต่างๆ จะต้องพิจารณาว่าสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ในภูมิภาคของตนจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือไม่หลังจากฉีดวัคซีนเพียงครั้งเดียว ก่อนตัดสินใจใช้แนวทางการยืดระยะเวลาวัควีนเข็มแรกกับเข็มที่สอง 

ส่วน สตีเวน กริฟฟิน นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยลีดส์ของอังกฤษเผยว่า สำหรับอังกฤษการยืดระยะเวลาระหว่างโดสเป็นตัวเลือกที่ถูกต้อง แต่การล็อกดาวน์ก็มีส่วนในความสำเร็จนี้ด้วย “ในทางทฤษฎีผู้คนจะมีความเปราะบางระหว่างโดสแรกกับโดสที่สอง แต่สิ่งที่ได้ผลในอังกฤษคือการรักษามาตรการป้องกันต่างๆ ควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีน”

Photo by PEDRO PARDO / AFP

Blockchain คืออะไร? ทำไมจีนหวังเป็นแนวหน้าของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655087

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 18:15 น.

Blockchain คืออะไร? ทำไมจีนหวังเป็นแนวหน้าของโลกจีนตั้งเป้าดันอุตสาหกรรม ‘บล็อกเชน’ สู่แนวหน้าของโลก ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ปักกิ่ง, 8 มิ.ย. (ซินหัว) — แนวปฏิบัติที่เผยแพร่ร่วมกันโดยกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ และสำนักกำกับดูแลไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน (CAC) ระบุว่า จีนตั้งเป้าส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและการพัฒนาอุตสาหกรรมบล็อกเชนให้อยู่ในระดับที่ก้าวหน้าที่สุดของโลก ภายในปี 2025

เอกสารระบุว่า อุตสาหกรรมบล็อกเชนของจีนและระบบที่เป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมนี้ จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างภายในปี 2025 โดยจะมีเทคโนโลยีบล็อกเชนที่ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลากหลาย

ในอีก 5 ปีข้างหน้า จีนจะสนับสนุนการจัดตั้งองค์กรหลัก 3-5 แห่งที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับสากล รวมถึงองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมจำนวนมาก และกลุ่มอุตสาหกรรมบล็อกเชน 3-5 กลุ่ม

ภายในปี 2030 อุตสาหกรรมบล็อกเชนจะขยายตัวทั้งในด้านความแข็งแกร่งโดยรวมและขนาดของอุตสาหกรรม และจะถูกบูรณาการเข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่ เช่น ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

(เนื้อหาข่าวโดยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว)

บล็อก (Blockchain) คืออะไร?

1. บล็อกเชน (Blockchain) เป็นรายการระเบียน/บันทึก (record) ที่เพิ่มขึ้น/ยาวขึ้นเรื่อย ๆ โดยแต่ละรายการเรียกว่า บล็อก (Block) ซึ่งนำมาเชื่อมต่อเป็นลูกโซ่ (chain) โดยตรวจสอบความถูกต้องและรับประกันความปลอดภัยโดยวิทยาการเข้ารหัสลับ บล็อกเชนเป็นฐานข้อมูลเฉพาะประเภท แต่ที่แตกต่างจากฐานข้อมูลทั่วไปตรงที่มันเก็บข้อมูลในบล็อกที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน

2. บล็อกแต่ละบล็อกปกติจะมีค่าแฮช (hash) ของบล็อกก่อนหน้าซึ่งสามารถใช้ยืนยันความถูกต้องของบล็อกก่อนหน้า มีตราเวลาและข้อมูลธุรกรรม (ค่าแฮช คือ ฟังก์ชันใดๆ ที่สามารถใช้จับคู่ข้อมูลขนาดใดก็ได้กับค่าขนาดคงที่ ค่าที่ส่งคืนโดยฟังก์ชันแฮชจะเรียกว่าค่าแฮช) เมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามา ข้อมูลนั้นจะถูกป้อนลงในบล็อกใหม่ เมื่อบล็อกเต็มไปด้วยข้อมูลแล้ว บล็อกนั้นจะถูกโยงไปยังบล็อกก่อนหน้า ซึ่งทำให้ข้อมูลถูกล่ามโซ่ไว้ด้วยกันตามลำดับเวลา

3. บล็อกเชนออกแบบให้ทนทานต่อการเปลี่ยนข้อมูลที่บันทึกแล้ว มันเป็น บัญชีแยกประเภท (ledger คือ บัญชีที่จัดประเภทของบัญชีให้เป็นหมวดหมู่เพื่อสะดวกในการนําข้อมูลไปใช้ต่อไป) แบบกระจายและเปิด ที่สามารถบันทึกธุรกรรมระหว่างบุคคลสองพวกอย่างมีประสิทธิภาพในรูปแบบที่ยืนยันได้และถาวร

4. โดยทั่วไปแล้วบล็อกเชนได้รับการจัดการโดยเครือข่ายเพียร์ทูเพียร์ (Peer-to-peer หรือ P2P) เพื่อใช้เป็นบัญชีแยกประเภทที่เผยแพร่ต่อสาธารณะโดยการสื่อสารระหว่างสถานี (node) จะยึดตามโปรโตคอลร่วมกันเพื่อสื่อสารและตรวจสอบบล็อกใหม่ (P2P จะเชื่อมโยงผ่าน node แบ่งปันทรัพยากรระหว่างกันโดยไม่ต้องใช้ระบบการบริหารแบบรวมศูนย์)

5. สรุปก็คือ บล็อกเชนเป็นบัญชีแยกประเภทดิจิทัลแบบกระจายอำนาจ หรือแบ่งกันทำ และเป็นสาธารณะประกอบด้วยบันทึกที่เรียกว่า “บล็อก” ซึ่งใช้ในการบันทึกธุรกรรมในคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง เพื่อไม่ให้บล็อกที่เกี่ยวข้องไม่สามารถเปลี่ยนแปลงย้อนหลังได้ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงบล็อกที่ตามมาทั้งหมด ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมตรวจสอบและตรวจสอบธุรกรรมได้อย่างอิสระและราคาไม่แพงนัก

6. เทคโนโลยีบล็อคเชนสามารถนำมาใช้กับหลาย ๆ ด้าน การใช้งานหลักของบล็อคเชนในปัจจุบันคือเป็นบัญชีแยกประเภทสำหรับสกุลเงินดิจิตอล โดยเฉพาะ Bitcoin ธุรกรรมจะถูกบันทึกอย่างถาวรและทุกคนสามารถดูได้ ดังนั้นด้วยการตรวจสอบและยืนยันโดยเครือข่ายกระจายอำนาจ และความที่มันแก้ไขไม่ได้ ทำให้เทคโนโลยีบล็อคเชนป้องกันการใช้จ่ายซ้ำ หรือ Double-spending ในเงินคริปโตและนี่เป็นตัวกำหนดจำนวนและมูลค่าของมันอย่างหนึ่ง เพราะคริปโตเช่น Bitcoin ประกอบด้วยข้อมุลที่ทำซ้ำหรือปลอมแปลงได้ หากไม่มีการตรวจสอบและยืนยันแบบแก้ไขไม่ได้ มันจะถูกทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนเฟ้อ

7. ประเทศจีนใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงสกุลเงินดิจิทัลของประเทศที่เปิดตัวในปี 2020 ข้อมูลจากเทียนเหยี่ยนฉา ผู้ให้บริการข้อมูลองค์กรของจีน ระบุว่าปัจจุบันจีนมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชนประมาณ 75,000 แห่ง

8. รัฐบาลจีนเริ่มสนใจบล็อคเชนมากขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงจุดพีคเมื่อ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2019 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกล่าวสุนทรพจน์ซึ่งเขากลา่วว่าควรมองบล็อคเชนว่าเป็น “ความก้าวหน้าครั้งสำคัญสำหรับนวัตกรรมในประเทศของจีนสำหรับเทคโนโลยีหลัก” เป็นการสะท้อนว่าจีนต้องพัฒนาบล็อคเชนของตัวเองเพื่อเลิกการพึ่งพาภายนอก และยังเป็นผู้นำในระดับสากลด้วย 

9. MERICS รายงานว่านับตั้งแต่กล่าวสุนทรพจน์ของสีจิ้นผิง บล็อกเชนถูกนำมาปรับใช้มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยรัฐบาลระดับมณฑลและระดับเขตและเทคโนโลยีนี้กำลังกลายเป็นเสาหลักของความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ ในปี 2020 แอปพลิเคชั่นบล็อคเชนสำหรับบริการภาครัฐมีมากกว่าหนึ่งในสี่ของแอพพลิเคชั่นบล็อคเชนทั้งหมดที่พัฒนาในประเทศจีน

Photo by Lars Hagberg / AFP

Stephane Bancel ซีอีโอ Moderna ผู้กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านเพราะโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655093

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 17:11 น.

Stephane Bancel ซีอีโอ Moderna ผู้กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านเพราะโควิดนักธุรกิจหลายคนได้ประโยชน์จากโควิด-19 รวมถึงชายคนนี้ซึ่งกลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านเป็นครั้งแรก

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้สร้างมหาเศรษฐีใหม่อย่างน้อย 9 รายหลังจากที่หุ้นของบริษัทผลิตวัคซีนพุ่งกระฉูด จากการวิเคราะห์โดย People’s Vaccine Alliance กลุ่มรณรงค์ที่ได้รับความร่วมมือจากองค์กร Oxfam, UNAIDS, Global Justice Now และ Amnesty International

มหาเศรษฐีเหล่านั้นได้แก่ Ugur Sahin ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท BioNTech ซึ่งผลิตวัคซีนร่วมกับ Pfizer, บรรดาผู้บริหารระดับสูงจากบริษัท CanSino Biologics 3 คน และบรรดานักลงทุนในบริษัท Moderna อีก 4 คน แต่ที่ดูเหมือนว่าจะมีมูลค่าทรัพย์สินพุ่งสูงที่สุดคือ Stéphane Bancel ซีอีโอของบริษัท Moderna

รู้จักซีอีโอ Moderna

Stéphane Bancel (สเตฟาน บ็องเซล) วัย 48 ปี เป็นนักธุรกิจมหาเศรษฐีชาวฝรั่งเศสและเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Moderna บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสัญชาติอเมริกัน ซึ่งมีสัดส่วนถือหุ้น 9% ของบริษัทดังกล่าว

Bancel จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัย Paris-Saclay ประเทศฝรั่งเศสและมหาวิทยาลัยมินนิโซตา นอกจากนี้เขายังได้รับปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตจาก Harvard Business School

Bancel ทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีสุขภาพมาโดยตลอด เขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายขายที่ Eli Lilly and Company บริษัทยาสัญชาติอเมริกันและเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการในเบลเยียมในที่สุด ต่อมาปี 2007 เขาก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอของบริษัท BioMérieux บริษัทวินิจฉัยโรคในฝรั่งเศส

จนกระทั่งปี 2011 เขาจึงมาดำรงตำแหน่งซีอีโอให้กับบริษัท Moderna

ร่ำรวยเพราะโรคระบาด

เกือบ 10 ปีแล้วที่เขาดำรงตำแหน่งซีอีโอ Moderna แม้ว่าการเกิดขึ้นของโรคระบาดโควิด-19 ครั้งใหญ่นี้จะทำให้พวกเขาต้องทำงานหนักจน Bancel เคยเอ่ยปากว่าเขาแทบไม่ได้พักเลยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามนอกจากจะเป็นการช่วยโลกยับยั้งการแพร่ระบาดแล้ว มันยังสร้างผลกำไรมหาศาลให้แก่บริษัทและตัวเขาอย่างมาก

ราคาหุ้นของ Moderna ทะยานขึ้นมากกว่า 700% ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2020 ส่งผลให้เขาซึ่งมีสัดส่วนถือหุ้นประมาณ 9% ติดอันดับมหาเศรษฐีพันล้านของนิตยสาร Forbes เป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน 2020

ปัจจุบัน Bancel มูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 7,100 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 2 แสนล้านบาทตามข้อมูลจาก Forbes ขณะที่ข้อมูลเมื่อเดือนธันวาคม 2020 ระบุว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิของเขาอยู่ที่ 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

กว่าจะมาถึงจุดนี้

เดิมที Moderna เป็นเพียงสตาร์ทอัพและยังไม่เคยมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้วางจำหน่าย จนเมื่อปี 2011 Bancel เข้ามาดำรงตำแหน่งซีอีโอ และได้เสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) ในปี 2018 แต่ราคาหุ้นก็แทบไม่ขยับ อีก 1 ปีต่อมาบริษัทมีมูลค่าราว 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ใครจะไปคาดคิดว่าในวันนี้มูลค่าของบริษัทจะสูงถึง 85,530 ล้านเหรียญสหรัฐ

หุ้นของ Moderna พุ่งกว่า 100% นับตั้งแต่ที่ WHO ประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคระบาดระดับโลก ด้วยความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยี mRNA ทำให้บริษัทสามารถนำไปพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็วจนเป็นบริษัทรายแรกที่เริ่มทดสอบวัคซีนดังกล่าวในมนุษย์

ราคาหุ้นยิ่งพุ่งทะยานขึ้นอีกเมื่อบริษัทประกาศแผนการทดลองวัคซีนในระยะที่ 2 ในเดือนเมษายน 2020 และนั่นส่งผลให้ซีอีโออย่าง Bancel ติดโผเป็นมหาเศรษฐีระดับพันล้านเป็นครั้งแรก

เมื่อการทดลองเสร็จสิ้นวัคซีนผลลัพธ์ที่น่าประทับใจด้วยอัตราประสิทธิภาพสูงถึง 94.5% ส่งผลให้ผลประกอบการประจำปี 2020 ของ Moderna สร้างรายได้จากวัคซีนไปกว่า 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีการสั่งจองล่วงหน้าอีก 18,400 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับปี 2021 บริษัทคาดว่าจะทำยอดขายวัคซีนได้ถึง 19,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ Bancel ระบุว่าบริษัทจะมุ่งใช้เทคโนโลยี mRNA เพื่อพัฒนาวัคซีนอื่นๆ ต่อไปในอนาคต และเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยี mRNA จะเข้ามามีส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมยา และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไปในอนาคตอย่างแน่นอน

ข้อขัดแย้ง

แม้ว่านี่จะเป็นโอกาสที่ดีของบรรดาผู้ผลิตยาและวัคซีนและเป็นการช่วยเหลือโลก แต่องค์กร Oxfam ชี้ว่ามหาเศรษฐีเหล่านี้กำลังกอบโกยผลประโยชน์และผลกำไรมหาศาลจากการผูกขาดวัคซีน และการจดสิทธิบัตรยาในการผลิตวัคซีนเป็นเครื่องมือในการสร้างผลกำไร เทคโนโลยีเหล่านี้จึงไม่ควรเป็นทรัพย์สินของบริษัทยา วัคซีนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเงินของประชาชนควรคำนึงถึงประโยชน์ของสาธารณชนไม่ใช้การสร้างผลประโยชน์ส่วนตัว

ทั้งนี้ มูลค่าความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีทั้ง 9 รายข้างต้นมีมูลค่ารวมกันถึง 19,300 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 6 แสนล้านบาทซึ่งเพียงพอต่อการแจกจ่ายวัคซีนให้แก่ประเทศยากจนทั่วโลก

โลกขาดแคลนวัคซีนโควิดเพราะผู้ผลิตรายใหญ่สะดุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655056

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 15:00 น.

โลกขาดแคลนวัคซีนโควิดเพราะผู้ผลิตรายใหญ่สะดุดปัญหาของสถาบันเซรั่มผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลกในอินเดียทำให้ส่งมอบวัคซีนไม่ทันตามกำหนด กระทบทั้ง COVAX และประเทศกำลังพัฒนา

ขณะนี้โครงการฉีดวัคซีนของหลายประเทศทั่วโลก ไล่ตั้งแต่บังกลาเทศ เนปาล ไปจนถึงรวันดา กำลังล่าช้า เนื่องจากไม่มีวัคซีน และปัญหานี้มีต้นตอมาจากบริษัทที่ชื่อว่า สถาบันเซรั่มแห่งอินเดีย (SII)

SII เป็นผู้ผลิตวัคซีนเจ้าใหญ่ที่สุดในโลกและเมื่อปีที่แล้วยังอยู่ในลิสต์ผู้จัดหาวัคซีนรายต้นๆ ให้กับโครงการแจกจ่ายวัคซีน COVAX ขององค์การอนามัยโลก (WHO) แต่เมื่อเร็วๆ นี้ SII ประสบปัญหาทั้งรัฐบาลอินเดียห้ามส่งออกวัคซีนและไฟไหม้โรงงาน ทำให้ผลิตวัคซีนไม่ได้ตามเป้า

โครงการ COVAX ให้คำมั่นว่าจะส่งมอบวัคซีนต้าน Covid-19 แก่ 92 ประเทศ แต่จนถึงขณะนี้ COVAX ได้รับวัคซีนจาก SII เพียง 30 ล้านโดสจาก 200 โดส

ปัญหาของ SII จึงกลายเป็นความล้มเหลวในการฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ของประเทศกำลังพัฒนา และชี้ให้เห็นถึงปัญหาของการพึ่งพาผู้ผลิตรายเดียวมากเกินไปท่ามกลางวิกฤตทั่วโลก

การขาดแคลนวัคซีนยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่องค์การอนามัยโลกและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเตือนว่าอัตราการฉีดวัคซีนที่ค่อนข้างต่ำในประเทศยากจนอาจทำให้เชื้อสายพันธุ์อันตรายอุบัติขึ้นและทำให้การแพร่ระบาดทั่วโลกกินเวลานานขึ้น

แม้ว่าผู้ผลิตวัคซีนรายอื่นจะไม่สามารถผลิตวัคซีนต้าน Covid-19 ได้ตามเป้าเหมือน SII ทว่ากรณีของ SII เป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจาก COVAX และประเทศกำลังพัฒนาต้องพึ่งพา SII

SII ไม่สามารถส่งวัคซีนไปต่างประเทศตั้งแต่เดือน เม.ย. หลังรัฐบาลมีคำสั่งห้ามส่งออกวัคซีน เนื่องจากอินเดียกำลังต้องการใช้อย่างหนัก ทว่านี่ไม่ใช่ปัญหาเดียวของ SII

เมื่อปีที่แล้ว อะทาร ปูนาวาลา (Adar Poonawalla) ซีอีโอของ SII ให้คำมั่นว่าสถาบันสามารถผลิตวัคซีน Covishield ของ AstraZeneca ส่งมอบให้ประเทศรายได้ปานกลางและต่ำได้ 400 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้ แต่เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เขากลับบอกว่าผลิตวัคซีนได้เพียง 70 ล้านโดส โดยอ้างว่าบริษัทไม่แน่ใจว่าจะได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลอินเดียเมื่อใดและมีพื้นที่เก็บไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ หลายประเทศยังหันมาทำสัญญาซื้อวัคซีนโดยตรงจาก SII และขณะนี้กำลังหาผู้จัดหาวัคซีนรายใหม่ อาทิ เนปาล ที่เผชิญกับการแพร่ระบาดอย่างหนักลุกลามไปถึงเบสแคมป์ของเทือกเขาเอเวอเรสต์ ได้รับวัคซีนจาก SII เพียง 1 ล้านโดสจาก 2 ล้านโดสที่สั่งซื้อ

ด้าน เซธ เบิร์กลีย์ ซีอีโอ Gavi ซึ่งช่วย COVAX จัดหาวัคซีนเผยว่า การตัดสินใจเลือก SII เป็นซัพพลายเออร์หลักของ COVAX มาจากกำลังการผลิตจำนวนมหาศาลของบริษัท ความสามารถในการส่งมอบด้วยต้นทุนที่ต่ำ และเนื่องจากวัคซีนดังกล่าวได้รับการอนุมัติจาก WHO ให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเป็นตัวแรกๆ

เบิร์กลีย์เผยว่า แม้ขณะนี้ความสามารถในการผลิตของ SII จะขยายเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลดีกับอินเดีย แต่ COVAX และประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศกำลังดิ้นรนเพื่อหาแหล่งวัคซีนใหม่หลังจาก SII เผยว่าจะไม่กลับมาส่งออกจนถึงสิ้นปีนี้

Bloomberg ระบุว่า ผู้ผลิตวัคซีนจากจีน อาทิ Sinovac Biotech และ Sinopharm Group สามารถเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ได้ เนื่องจากทั้งสองเจ้าเพิ่งได้รับการรับรองจาก WHO

นอกจากนี้ ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาปูนาวาลายังอ้างว่าความล่าช้าในการผลิตยังเกิดจากนโยบายของสหรัฐที่ห้ามส่งออกวัตถุดิบสำคัญในการผลิตวัคซีน

ประกอบกับเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เกิดไฟไหม้ที่โรงงานแห่งหนึ่งของ SII ซึ่งขณะนั้นบริษัทเผยว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตวัคซีน ส่วนปูนาวาลาทวีตสำทับอีกครั้งว่าไม่ทำให้การผลิตล่าช้า

แต่แหล่งข่าวในบริษัทเผยว่าเหตุไฟไหม้นำมาสู่การสูญเสียอุปกรณ์และความล่าช้าในการวางสายการผลิตเพิ่มเติม และเป็นอุปสรรคต่อการขยับขยาย

นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังเผยว่า SII ยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก โดยหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้ไม่สามารถผลิตวัคซีนได้ตามเป้าคือ ภูมิภาพของวัคซีนทั่วโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อาทิ การเปลี่ยนแปลงกฎข้อบังคับของอินเดีย การอนุมัติและการควบคุมของรัฐบาลอื่นๆ

แหล่งข่าวระบุว่า มือของ SII ถูกมัดไว้ด้วยคำสั่งห้ามส่งออกของรัฐบาลอินเดียและข้อบังคับอื่นๆ ของรัฐบาล

ขณะที่ในอินเดียเองก็ขาดแคลนซีนวัคเช่นกัน ช่วงแรกความท้าทายในการจัดหาวัคซีนยังไม่ชัดเจน เนื่องจากอินเดียเริ่มแคมเปญฉีดวัคซีนล่าช้า อีกทั้งรัฐบาลยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะสั่งวัคซีนจาก SII เท่าใด ทำให้บริษัทไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าจะต้องผลิตเท่าใด

อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตรายอื่นก็ไม่สามารถผลิตวัคซีนได้ตามเป้าหมายเช่นเดียวกับ SII เช่น AstraZeneca ไม่สามารถส่งมอบวัคซีนให้สหภาพยุโรปได้ตามกำหนดเนื่องจากมีปัญหาด้านการผลิต ส่วน Bharat Biotech International ส่งมอบได้เพียง 27 ล้านโดสจากที่ให้คำมั่นว่าจะผลิตได้ 1,000 ล้านโดส

ขณะที่ความต้องการวัคซีนสูงกว่าปริมาณที่ผู้ผลิตสามารถผลิตได้

Photo by JOEL SAGET / AFP

มาเลเซียเผยวัคซีน AstraZeneca ที่ผลิตในไทยส่งมอบล่าช้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655070

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 13:48 น.

มาเลเซียเผยวัคซีน AstraZeneca ที่ผลิตในไทยส่งมอบล่าช้าเพื่อนบ้านไทยอีกหนึ่งประเทศที่กำลังรอคอยการผลิต AstraZeneca จากฐานการผลิตในประเทศและยอมรับว่าอาจะได้รับวัคซีนช้า

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจากกัวลาลัมเปอร์ 9 มิ.ย. ว่าทางการมาเลเซียคาดว่าการส่งมอบวัคซีนแอสตร้าเซเนกา (AstraZeneca) ที่ผลิตโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ (Siam Bioscience) ของประเทศไทยจะล่าช้า จากการเปิดเผยของไครี ญะมาลุดดีน (Khairy Jamaluddin) รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ของมาเลเซียที่กล่าวเรื่องนี้กับผู้สื่อข่าว

รัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่าการจัดส่งวัตซีนจากประเทศไทยจำนวน 610,000 โดสครั้งแรกมีกำหนดในเดือนนี้ ตามด้วย 410,000 โดสในเดือนกรกฎาคม และ 1.2 ล้านโดสระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ปรึกษาประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เปิดเผยว่าการส่งมอบวัคซีนแอสตร้าเซเนกา (AstraZeneca) ที่ผลิตในไทยจำนวน 17 ล้านโดสไปยังฟิลิปปินส์สำหรับชุดแรกที่สัญญาไว้ 17 ล้านโดสนั้นล่าช้าไปหลายสัปดาห์และมีจำนวนลดลง

โจอีย์ คอนเซปซิออน (Joey Concepcion) ที่ปรึกษาประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ผู้ประสานงานการจัดซื้อวัคซีนกับรัฐบาลและภาคเอกชนของฟิลิปปินส์ กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า AstraZeneca แจ้งเขาว่าการส่งมอบชุดแรกจำนวน 1.3 ล้านโดสจะต้องถูกเลื่อนไหจากสัปดาห์ที่สามของเดือนมิถุนายนเป็นกลางเดือนกรกฎาคม และยังลดเหลือแค่ 1.17 ล้านโดส

คอนเซปซิออนกล่าวว่าเขาได้ติดต่อกับ AstraZeneca ทุกวันและได้รับแจ้งว่ามีความล่าช้าในการผลิตของไทย

ความล่าช้าทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับแผนการจำหน่ายวัคซีนของ AstraZeneca ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพึ่งพากับปริมาณการผลิต 200 ล้านโดสในประเทศไทยโดยสยามไบโอไซเอนซ์ (Siam Bioscience)

Photo by LOIC VENANCE / AFP

เมื่อ Bitcoin เก็บความลับไม่อยู่ มันจึงสั่นสะเทือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655050

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 13:19 น.

เมื่อ Bitcoin เก็บความลับไม่อยู่ มันจึงสั่นสะเทือนราคาของ Bitcoin ร่วงลงอีกครั้งในวันอังคารท่ามกลางการเทขายอย่างรุนแรงท่ามกลางการทะเขายคริปโตอย่างหนักด้วยเหตุผลต่างๆ นานา

สื่อต่างประเทศบางแห่งชี้ว่าการเทขาย Bitcoin อาจเกี่ยวข้องกับความกังวลเรื่องความปลอดภัยของสกุลเงินดิจิทัล หลังจากที่เจ้าหน้าที่ของสหรัฐสามารถกู้คืนค่าไถ่ส่วนใหญ่ที่จ่ายให้กับแฮกเกอร์ในรูปของ Bitcoin ซึ่งเป็นแฮกเกอร์ที่ทำการเจาะระบบเข้าโจมตีบริษัทท่อส่ง Colonial Pipeline จนสั่นสะเทือนอุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐ

อันที่จริงแล้วมันก้ำกึ่งระหวาง “เรื่องความปลอดภัย” และ “ความมั่นคง” และทั้งสองคำนี้ในภาษาอังกฤษใช้คำเดียวกันคือ Security ในแง่ของผู้ใช้ Bitcoin ข้อดีข้อหนึ่งของมันคือมีความปลอดภัยในเรื่องข้อมูล แต่ในแง่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง Bitcoin มีส่วนทำให้เกิดปัญหาด้วยความมั่นคงได้ถ้ามันถูกใช้โดยอาชญากรอย่างกรณีของแฮกเกอร์กลุ่มดังกล่าว

สำนักข่าว AFP รายงานว่าที่ผ่านมาหน่วยงานกำกับดูแลได้วิพากษ์วิจารณ์การเติบโตของคริปโตหลายครั้งหลายหน เช่น Bitcoin เนื่องจากความนิยมในหมู่อาชญากร อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมที่โปร่งใสของเทคโนโลยี Bitcoin ก็สามารถนำมาใช้จัดการผู้ฝ่าฝืนกฎหมายได้เหมือนกัน

แฮกเกอร์อาชญากรไซเบอร์ที่เรียกตัวเองว่า Darkside และเป็นกลุ่มที่เรียกค่าดึงค่าไถ่ 4.4 ล้านดอลลาร์ในรูปของ Bitcoin จากบริษัทน้ำมัน Colonial Pipeline ได้รับบทเรียนจากความเป็นดาบสองคมของ Bitcoin

หลังจากการกรรโชกทรัพย์บริษัทใหญ่โดยอาศัยแรนซัมแวร์ทำให้ปิดเครือข่ายเชื้อเพลิงหลักในภาคตะวันออกของสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้ว กระทรวงยุติธรรมสหรัฐกล่าวว่าได้เรียกคืนเงินจำนวน 2.3 ล้านดอลลาร์จากการติดตามธุรกรรมทางการเงินแล้ว

“การติดตามเงินยังคงเป็นเครื่องมือพื้นฐาน แต่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่งที่เรามี” ลิซ่า โมนาโก รองอัยการสูงสุดสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันจันทร์

นิติการเงินเพื่อติดตามธุรกรรมคริปโตนั้นซับซ้อนกว่าเพราะมันเครือข่ายแบบกระจายอำนาจและไม่ระบุตัวตน

สำหรับการชำระเงินผ่านธนาคารแบบดั้งเดิม ตำรวจสามารถขอความช่วยเหลือจากธนาคารที่ส่งหรือรับเงิน แต่สำหรับ Bitcoin การลงทะเบียนที่บันทึกธุรกรรมเหล่านี้่เรียกว่าบล็อกเชน (Blockchain) ไม่ได้ขอให้ผู้ใช้เปิดเผยตัวตน

แต่บล็อกเชนก็ยังเป็นของสาธารณะและทุกคนสามารถดาวน์โหลดและเข้าร่วมด้วยได้ ซึ่งผู้ใช้อาจรับ Bitcoin ผ่านที่อญุ่ที่ไม่ระบุตัวตนได้

ในขณะที่ผู้ใช้บางคนเก็บ Bitcoin ของตนให้ปลอดภัยในกระเป๋าเงินออฟไลน์ ตัวอย่างเช่น บนแท่ง USB หรือฮาร์ดไดรฟ์ แต่ Bitcoin ของ Darkside นั้นเชื่อมโยงกับบัญชีออนไลน์เสมอ

ดังนั้นทางการสหรัฐจงเข้าถึงได้และระบุว่าพวกเขาเข้าถึง “คีย์ส่วนตัว” ของบัญชีออนไลน์ของแฮ็กเกอร์ได้ แต่ไม่ได้ระบุว่ามาจากการแฮ็กหรือผ่านสายที่ให้ข้อมูลหรือไม่

ในปี 2019 การวิเคราะห์บล็อคเชนทำให้ทางการอังกฤษและสหรัฐสามารถกวาดล้างเครือข่ายภาพอนาจารเด็กและจับกุมผู้คนมากกว่า 300 คนใน 38 ประเทศ

การติดตามธุรกรรมที่ซับซ้อนได้กลายเป็นอุตสาหกรรมให่ไปในเวลาเดียวกัน บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์บล็อคเชนได้เปิดตัวขึ้นมาให้บริการเช่น Chainalysis ในสหรัฐอเมริกาและ Elliptic ในสหราชอาณาจักร

ตามรายงานของ Chainalysis ที่เผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ ธุรกรรมคริปโตเคอเรนซีเพื่อจุดประสงค์ที่ผิดกฎหมายมีมูลค่าสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 คิดเป็น 1% ของกิจกรรมสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดในปีนี้ ในปี 2019 กิจกรรมผิดกฎหมายที่ใช้สกุลเงินออนไลน์มีมูลค่าถึง 21,400 ล้านดอลลาร์

เฉพาะต้นทุนรวมของการชำระเงินแรนซัมแวร์เพียงอย่างเดียวที่ทำผ่านสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 350 ล้านดอลลาร์ในปี 2020

“คริปโตเคอร์เรนซียังคงเป็นที่สนใจของอาชญากร โดยหลักแล้วเนื่องจากลักษณะไม่ระบตัวตนและความสะดวกในการช่วยให้ผู้ใช้ส่งเงินได้ทันทีทุกที่ในโลก” Chainalysis กล่าว

นักวิเคราะห์ของ Elliptic เชื่อว่าพวกเขาได้ระบุกระเป๋าเงิน Bitcoin ที่ได้รับค่าไถ่จาก Colonial Pipeline ไปยัง Darkside และพบว่ามีการจ่ายเงินอีกอย่างน้อย 4.4 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่สำคัญกว่านั้น การวิเคราะห์ธุรกรรมสามารถระบุแพลตฟอร์มการขาย Bitcoin ที่ได้รับเงินที่ไม่ได้รับจากกระเป๋าเงิน

ทอม โรบินสัน นักวิจัยด้าน Elliptic เขียนว่า “ข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้บังคับใช้กฎหมายมีข้อมูลสำคัญเพื่อระบุตัวผู้กระทำความผิดในการโจมตีเหล่านี้”

หน่วยงานกำกับดูแลตลาดได้กดดันแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล หลายอย่างเช่น Coinbase กำหนดให้ผู้ใช้เปิดเผยตัวตนก่อนทำธุรกรรม แต่แพลตฟอร์มอื่นไม่ปฏิบัติตามกฎเดียวกัน

ทั้ง Elliptic และ Chainalysis ชี้ให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ Hydra ซึ่งเป็นไซต์การขายสำหรับลูกค้าที่พูดภาษารัสเซีย ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ผ่านทาง darknet ซึ่งเป็นเวอร์ชันของเว็บที่ไม่อยู่ในเครื่องมือค้นหาและที่ที่ผู้ใช้สามารถไม่ต้องเปิดเผยตัวตน

“Hydra ให้บริการถอนเงินควบคู่ไปกับการซื้อขายยาเสพติด เครื่องมือแฮ็ค และบัตรประจำตัวปลอม” โรบินสันอธิบาย

แฮกเกอร์ของ Darkside ได้ขาย Bitcoin ที่เรียกค่าไถ่ไปแล้วบางส่วนโดยการใช้บริการไซต์เช่น Hydra ที่ทำธุรกรรมอาชญากรรมกับคริปโตเคอร์เรนซี่

เนื่องจากราคาของ Bitcoin พุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลกำลังปรับกลยุทธ์ของพวกเขา เช่น ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าการชำระเงินในสกุลเงินสเตเบิลคอยน์ และคริปโตที่ตรึงราคาคงที่ ควรได้รับการควบคุมตามมาตรฐานเดียวกันกับการชำระเงินผ่านธนาคาร

Photo – Jack Dorsey ซีอีโอของ Twitter และผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Square พูดในระหว่างการประชุมสกุลเงินดิจิทัล Bitcoin 2021 Convention ที่ Mana Convention Center ในไมอามี รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2021 (ภาพโดย Marco BELLO / AFP)

เมื่อจีนแขวะส.ว.อเมริกันเชื้อสายไทย (และจีน) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655112

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 19:30 น.

เมื่อจีนแขวะส.ว.อเมริกันเชื้อสายไทย (และจีน)แทมมี ดักเวิร์ธ โดนชาวจีนตำหนิหลังกล่าวถึงคอมมิวนิสต์แต่ประวัติศาสตร์บิดเบือน

เกิดเป็นประเด็นเมื่อแทมมี ดักเวิร์ธ สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐเชื้อสายไทยพร้อมด้วยผู้แทนจากสหรัฐจำนวนหนึ่งเยือนไต้หวันเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่ผ่านมาพร้อมประกาศจะส่งมอบวัคซีนเพื่อช่วยเหลือไต้หวันที่กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น

ก่อนหน้านี้ไต้หวันยังตำหนิว่าจีนพยายามขัดขวางไต้หวันในการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 จากนานาชาติ ขณะที่รัฐบาลจีนปฏิเสธ

ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนเกี่ยวกับการสนับสนุนของสหรัฐต่อการเรียกร้องการปกครองตนเองของไต้หวัน ขณะที่จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนตั้งแต่สิ้นสุดสงครามกลางเมืองในปี 1949 และขู่ว่าจะดำเนินการทางทหารหากมีความพยายามใดๆ ในการแยกไต้หวันออกจากจีน

เมื่อวานนี้ (8 มิ.ย.) ผู้ใช้ชาวจีน Zhang Zhouxiang ได้เขียนบทความลงบนเว็บไซต์ China Daily โดยอ้างถึงคำพูดของแทมมี ดักเวิร์ธ ที่กล่าวขณะเยือนไต้หวันว่าโดยอ้างถึงครอบครัวแม่ของเธอซึ่งมาจากมณฑลกวางตุ้งว่า “พวกเขาเดินออกจากจีนเพื่อแสวงหาอิสรภาพ หลีกหนีจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แม่ของฉันเกิดที่ประเทศไทยเมื่อต้นทศวรรษ 1940”

โดย Zhang Zhouxiang ระบุว่าแทมมีมีสิทธิ์ที่จะกำหนดนิยามของคำว่า “อิสรภาพ” ในมุมมองของเธอได้ แต่คำพูดของเธอนั้นมีช่องโหว่อย่างยิ่ง

พร้อมเสริมว่า “แม่ของเธอเกิดที่ประเทศไทยในช่วงปี 1940 แปลว่าครอบครัวของแม่เธอต้องออกจากจีนไปก่อนหน้านั้น และคนที่รู้ดีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พื้นฐานของจีนสมัยใหม่จะรู้ว่าคอมมิวนิสต์เพิ่งได้รับชัยชนะในปี 1949

ก่อนหน้านั้น กวางตุ้ง ซึ่งแทมมีอ้างว่าครอบครัวของเธอมาจากที่นั่นถูกปกครองโดยกองกำลังก๊กมินตั๋งจนกระทั่งมีการเข้ามาของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในปี 1939 และก๊กมินตั๋งปกครองอีกครั้งในปี 1945 ด้วยชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 และพ่ายแพ้ในปี 1949″

เธอจึงสรุปว่าเป็นไปไม่ได้ที่ครอบครัวของแม่แทมมีจะหนีออกจากกวางตุ้งเพราะลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ทว่าอาจหนีจากการปกครองที่โหดร้ายของก๊กมินตั๋ง ศัตรูคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือไม่ก็หนีจากการปกครองนองเลือดของจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งคู่

Zhang Zhouxiang ทิ้งท้ายว่าชาติตะวันตกมักตำหนิคอมมิวนิสต์สำหรับทุกสิ่งและเบลมว่าสิ่งเลวร้ายทุกอย่างมาจากจีน แต่ในขณะที่กล่าวโทษจีนหรือลัทธิคอมมิวนิสต์ พวกเขาอาจต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์บางอย่างเกี่ยวกับจีนเสียก่อนเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแย่ๆ เช่นนี้อีก

นอกจากนี้ยังมีชาวเน็ตอีกจำนวนหนึ่งออกมาแสดงความคิดเห็นในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้ แม่ของแทมมีเป็นคนไทยเชื้อสายจีนมาจากจังหวัดเชียงใหม่และพ่อของเธอเป็นทหารผ่านศึกอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเวียดนาม ครอบครัวของเธอย้ายไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แทมมี่จึงพูดได้ทั้งภาษาไทย อินโดนีเซีย และอังกฤษได้คล่องแคล่ว

ก่อนที่เธอจะไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาและเข้าร่วมกองทัพสหรัฐ จนมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกาจากรัฐอิลลินอยส์ ส.ว.อเมริกันเชื้อสายไทยคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเข้าสภาคองเกรสของสหรัฐ

Photo by Sarah Silbiger/Getty Images/AFP