ไทยอันดับ 25 ประเทศที่ฟันกำไรจาก Bitcoin มากที่สุดในปี 2020 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655274

วันที่ 11 มิ.ย. 2564 เวลา 14:30 น.

ไทยอันดับ 25 ประเทศที่ฟันกำไรจาก Bitcoin มากที่สุดในปี 2020เปิดโผ 25 อันดับประเทศที่ทำกำไรจาก Bitcoin มากที่สุดในโลกของปี 2020 ไทยอยู่อันดับ 25  

ปี 2020 ถือเป็นปีทองของ Bitcoin เนื่องจากนักลงทุนระดับสถาบันขนเงินดอลลาร์เข้ามาลงทุนก้อนโตจน Bitcoin ทะยานขึ้นสู่ออลไทม์ไฮ

เว็บไซต์ Chainalysis จัดอันดับ 25 ประเทศที่ทำกำไรจาก Bitcoin ได้มากที่สุดประจำปี 2020 โดยการวิเคราะห์ภูมิศาสตร์คริปโตเคอร์เรนซีโดยใช้ข้อมูลที่ทางเว็บไซต์รวบรวมไว้

Chainalysis คำนวณกระแสการแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซีแต่ละสกุลในฐานข้อมูลที่จัดเก็บในเครือข่าย Blockchain  และประมาณกำไรเป็นเหรียญสหรัฐที่ได้จากการหักลบมูลค่าของ Bitcoin ณ เวลาที่ถอนออกจากแพลตฟอร์มและมูลค่าตอนที่ซื้อมา จากนั้นจึงแจกแจงกำไรหรือขาดทุนเป็นรายประเทศ โดยไม่นับรวมกำไรที่ยังไม่ได้ถอนออก

ปรากฏว่าสหรัฐได้กำไรจากการซื้อขาย Bitcoin มากที่สุด 4,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วยจีนที่ 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าสหรัฐกว่า 3 เท่า ส่วนประเทศสไทยอยู่ในอันดับที่ 25 มูลค่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ

ภาพจาก Chainalysis

ที่น่าสนใจคือ กรณีของเวียดนาม ที่อันดับการลงทุนใน Bitcoin สูงกว่าอันดับเศรษฐกิจของประเทศ เศรษฐกิจของเวียดนามเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่นตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ลดอัตราความยากจนจากกว่า 70% ลงมาเหลือต่ำกว่า 6% ในปี 2002 โดยอันดับจีดีพีของเวียดนามอยู่อันดับ 53 (262,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ขณะที่ธนาคารโลก (World Bank) จัดเวียดนามอยู่ในประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง

แต่ดัชนีการยอมรับคริปโตเคอร์เรนซี (Global Crypto Adoption Index) ของเวียดนามอยู่ในอันดับ 10 ซึ่งถือว่าสูง และในปีนี้การทำกำไรจากสกุลเงินดิจิทัลของเวียดนามอยู่ในอันดับ 13 ที่ 351 ล้านเหรียญสหรัฐ แซงหน้าประเทศที่มีอันดับเศรษฐกิจสูงกว่าอย่างออสเตรเลีย ซาอุดีอาระเบีย และเบลเยียม

และเมื่อมองกำไรที่เกิดขึ้นจริงทั้งปีพบว่า นักลงทุนเกือบทุกประเทศจะได้กำไรสูงสุดในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่ทำให้นักลงทุนจากสหรัฐทำกำไรนำหน้านักลงทุนจากประเทศอื่น เพราะได้อานิสงส์จากกิจกรรมใน Coinbase

กำไรเหล่านี้เกิดจากราคา Bitcoin ที่เริ่มทะยานขึ้นในช่วงกลางเดือน ต.ค. 2020 และพุ่งขึ้นต่อเนื่องช่วงกลางเดือน ธ.ค. ในช่วงเวลานั้นราคา Bitcoin พุ่งขึ้นจาก 11,471 เหรียญสหรัฐในวันที่ 14 ต.ค. ไปสู่ 29,111 เหรียญสหรัฐเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. และยังขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 8 ม.ค.ปีนี้ ก่อนจะลงเรื่อยมาจนถึงต้นเดือน ก.พ. และกลับขึ้นมาอีกครั้งจนแตะระดับออลไทม์ไฮที่เกือบ 65,000 เหรียญสหรัฐในเดือน เม.ย.

Chainalysis ยังพบว่า นักลงทุนระยะยาวทั่วโลกขายสกุลเงินดิจิทัลในครอบครองให้นักลงทุนหน้าใหม่ในช่วงที่ราคาขาขึ้น ทำให้ได้กำไรเพิ่มขึ้นอีก

Photo by Marco BELLO / AFP

รัฐบาลจีนฉุนนายกฯญี่ปุ่นเรียกไต้หวันเป็น “ประเทศ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655266

วันที่ 11 มิ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.

รัฐบาลจีนฉุนนายกฯญี่ปุ่นเรียกไต้หวันเป็น "ประเทศ"รัฐบาลจีนไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อผู้นำญี่ปุ่นเรียกรวมไต้หวันเป็นประเทศ

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่าหลังจากที่นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซูงะ ของญี่ปุ่นอภิปรายในรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมาโดยกล่าวถึงออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และไต้หวัน ว่า “สามประเทศดังกล่าวได้กำหนดมาตรการที่เข้มงวดเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่” ส่งผลให้รัฐบาลจีนไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง

โดยหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวต่อผู้สื่อข่าวในวันต่อมา (10 มิ.ย.) ว่ารัฐบาลจีนไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งต่อคำพูดที่ผิดพลาดของญี่ปุ่น พร้อมเน้นย้ำถึงนโยบายจีนเดียว และเรียกร้องให้ญี่ปุ่นระมัดระวังคำพูดและการกระทำเกี่ยวกับไต้หวันมากขึ้น ตลอดจนหลีกเลี่ยงการส่งสัญญาณที่สั่นคลอนอธิปไตยของจีน

รัฐบาลจีนยังได้เรียกร้องการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลญี่ปุ่นในประเด็นดังกล่าว ขณะที่ญี่ปุ่นยังไม่แสดงท่าทีใดๆ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจีนและญี่ปุ่นเกิดความขัดแย้งกันในหลายประเด็น รวมถึงข้อพิพาทดินแดนในทะเลจีนตะวันออกและการปราบปรามฮ่องกง เมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังแสดงท่าทีสนับสนุนประชาธิปไตยของไต้หวัน

รวมถึงการประชุมสุดยอดในกรุงวอชิงตันเมื่อเดือนเม.ย. ซูงะยืนยันกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปีที่ผู้นำญี่ปุ่นและสหรัฐกล่าวถึงไต้หวันในแถลงการณ์ร่วม

นอกจากนี้จีนยังได้ประณามญี่ปุ่นที่บริจาควัคซีนต้านโควิด-19 ให้แก่ไต้หวันโดยระบุว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการปฏิบัติโดยมีเป้าหมายทางการเมือง

Photo by Behrouz MEHRI and BEHROUZ MEHRI / POOL / AFP

เผยกิจการค้ายาบ้าในเอเชียเฟื่องฟูในยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655254

วันที่ 11 มิ.ย. 2564 เวลา 11:40 น.

เผยกิจการค้ายาบ้าในเอเชียเฟื่องฟูในยุคโควิดยูเอ็นเผยมูลค่าการซื้อขายยาเสพติดในเอเชียพุ่งสูงช่วง Covid-19 ไทยยังเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เผยว่า ขบวนการค้ายาเสพติดในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปรับตัวรับวิกฤต Covid-19 ผลิตยาบ้าสู่ท้องตลาดมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่านับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีแหล่งใหญ่อยู่ที่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง รวมทั้งไทย ส่วนกัมพูชาผงาดขึ้นเป็นแหล่งยาบ้าแหล่งใหญ่

รายงานของ UNODC ระบุว่า การซื้อขายเมธแอมเฟตามีน หรือยาบ้า ซึ่งเป็นยาเสพติดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเอเชีย ประสบปัญหาการลักลอบขนส่งช่วงสั้นๆ ในช่วงที่ Covid-19 ระบาดหนัก ก่อนที่จะหาช่องทางหลบเลี่ยงมาตรการมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด และกลับมาซื้อขายกันมากกว่าในปี 2019

ปี 2020 เจ้าหน้าที่ในเอเชียตรวจยึดยาบ้าได้เกือบ 170 ตัน หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2019 ถึง 19% ซึ่งแม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขมูลค่าการซื้อขายยาบ้าในปี 2020 แต่คาดว่าไม่น่าจะน้อยกว่ามูลค่าของปี 2019 ที่อยู่ระหว่าง 30,000-61,000 ล้านเหรียญสหรัฐตามข้อมูลของ UNODC

เจรเรมี ดักลาส ผู้แทน UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกเผยว่า “ในขณะที่เศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ชะลอตัว องค์กรอาชญากรรมที่ครอบงำภูมิภาคนี้กลับปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและทำเงินมหาศาล”

รายงานของ UNODC ระบุอีกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการสกัด Covid-19 แก๊งอาชญากรหันมาลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านลาว ซึ่งบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวด ก่อนจะข้ามพรมแดนไปยังศูนย์กลางการซื้อขายดั้งเดิมอย่างไทยและเวียดนาม นอกจากนี้ยังพบว่าฮ่องกงก็เป็นหนึ่งในจุดศูนย์กลางที่มีการลักลอบขนส่งยาบ้าเพิ่มขึ้นจากปี 2019 ถึง 10 เท่า

อีกทั้งแก๊งอาชญากรเหล่านี้ยังหันมาใช้สารเคมีที่มีการควบคุมไม่เข้มงวดในการผลิตยาเสพติด เลือกแหล่งผลิตใหม่ที่ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบจับกุมยาก ไปจนถึงขนส่งยาเสพติดโดยใช้เส้นทางใหม่ที่เจ้าหน้าที่คาดไม่ถึง และหาลูกค้ารายใหม่เพิ่ม

นอกจากนี้ ยังพบว่ากัมพูชากลายเป็นแหล่งผลิตยาบ้าแหล่งใหญ่ แม้จะไม่เทียบเท่ากับที่ผลิตได้ในรัฐฉานของเมียนมาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำที่รวมถึงพื้นที่ของไทยและลาว และอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกองกำลังติดอาวุธและเจ้าพ่อค้ายาเสพติด ซึ่งปีที่แล้วทางการกัมพูชาสามารถกวาดล้างแหล่งผลิตยาเสพติดได้ 5 แห่ง และในจำนวนนี้ 4 แห่งเป็นแหล่งผลิตยาบ้า

การผลิตและการลักลอบขนส่งยาเสพติดส่วนใหญ่ในเอเชียถูกขับเคลื่อนจากประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง คือ กัมพูชา ลาว เวียดนาม ไทย และเมียนมา

การที่ยาบ้าทะลักออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้นทำให้ราคาขายส่งยาบ้าทั้งในไทย กัมพูชา และมาเลเซีย ลดลงจนมีราคาถูก ทำให้มีความต้องการในการซื้อและเสพยาบ้าสูงขึ้นตามไปด้วย และปริมาณการผลิตยาบ้าที่เพิ่มขึ้น ยังเป็นผลจากสารเคมีตั้งต้นที่หาได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยาเสพติดสังเคราะห์อื่นๆ เช่น ยาเลิฟและยาเค ก็เพิ่มขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียเช่นกัน

นอกจากนี้ ดักลาสยังมองว่าสถานการณ์ยาเสพติดในเอเชียปีนี้อาจเลวร้ายลงอีก เนื่องจากแก๊งค้ายาเสพติดโดยเฉพาะในเมียนมาอาจใช้โอกาสจากสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางการเมืองและความรุนแรงในเมียนมาผลิตและลักลอบขนส่งยาเสพติด

“เมื่อเศรษฐกิจพังทลาย เศรษฐกิจผิดกฎหมายจะผุดขึ้นมาและทรงพลังมากขึ้น นั่นคือสถานการณ์ที่เรากลัวและคาดคิดไว้” ดักลาสกล่าว

Photo by – / Vietnam News Agency / AFP

ภาคธุรกิจฮ่องกงแจกหนัก Tesla-ทองแท่ง กระตุ้นฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655253

วันที่ 11 มิ.ย. 2564 เวลา 11:00 น.

ภาคธุรกิจฮ่องกงแจกหนัก Tesla-ทองแท่ง กระตุ้นฉีดวัคซีนภาคธุรกิจฮ่องกงร่วมเสนอรางวัลมูลค่ารวมกว่า 120 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงกระตุ้นพลเมืองฉีดวัคซีน

Bloomberg รายงานว่าบรรดามหาเศรษฐีและบริษัทต่างๆ ในฮ่องกงกำลังมองหาแรงจูงใจในการเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนที่ค่อนข้างน้อยด้วยการเสนอรางวัลให้แก่ผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนไม่ว่าจะเป็น Tesla Model 3, iPhone, ทองคำแท่ง, อพาร์ทเมนต์, บัตรกำนัลช้อปปิ้ง หรือเงินสด

โดยแคร์รี ลัม ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงกล่าวว่าของรางวัลต่างๆ ที่ทราบจากรายงานข่าวมีมูลค่ารวมแล้วเกิน 120 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

ขณะที่รัฐบาลแถลงว่าแรงจูงใจจากกลุ่มธุรกิจมีแนวโน้มว่าจะส่งผลให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนมากขึ้น โดยยอดจองวัคซีนทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากปลายเดือนพฤษภาคมหลังจากที่ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วม โดยในรอบ 24 ชั่วโมงจนถึงเวลา 20.00 น. ของวันอังคารที่ผ่านมามีประชาชนประมาณ 34,600 คนแห่จองวัคซีนทั้ง Pfizer และ Sinovac

ทั้งนี้ ตามรายงานของ Bloomberg’s Covid-19 Vaccine Tracker ระบุว่ามีประชากรราว 15.1% จากประชากรฮ่องกงทั้งหมด 7.5 ล้านคนเท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม

บรรดาบริษัทที่เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างแรงจูงใจในการฉีดวัคซีน อาทิ Goodman Group เครืออสังหาริมทรัพย์จากออสเตรเลียเสนอรางวัลมูลค่ากว่า 1 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงสำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มภายในวันที่ 31 สิงหาคม โดยของรางวัลดังกล่าวรวมถึง Tesla Model 3 ที่มีราคาสูงกว่า 500,000 ดอลลาร์ฮ่องกง

Sun Hung Kai Properties Ltd. ผู้พัฒนารายใหญ่ที่สุดของฮ่องกงกำลังเสนอของรางวัลรวมถึง iPhone ในขณะที่บริษัท Henderson Land Development Co. เสนอรางวัลเป็นทองคำแท่ง

มูลนิธิการกุศล Ng Teng Fong Charitable Foundation และ Chinese Estates Holdings Ltd. ของ Sino Group กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่าพวกเขาจะเสนออพาร์ทเมนต์ใหม่มูลค่า 1.4 ล้านดอลลาร์ สำหรับผู้อยู่อาศัยที่ได้รับการฉีดวัคซีน

CK Group ของมหาเศรษฐี Li Ka-shing ประกาศเมื่อวันอังคารว่าจะสุ่มแจกบัตรกำนัลช้อปปิ้งมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงให้แก่ผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม

บริษัท New World Development Co. กล่าวว่าจะเสนอเงินช่วยเหลือ 10 ล้านเหรียญฮ่องกงสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยที่ได้รับการฉีดวัคซีน

นอกจากนี้ยังมีบริษัทอื่นๆ บรรดาร้านอาหาร หรือแม้แต่วิทยาลัยบางแห่งที่เสนอรางวัลเป็นเงินสด บัตรกำนัล หรือวันหยุดพิเศษสำหรับพนักงานที่เข้ารับการฉีดวัคซีน

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

เปิดที่มาเหรียญสหรัฐที่ถูกประมูลไปกว่า 580 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655218

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 19:00 น.

เปิดที่มาเหรียญสหรัฐที่ถูกประมูลไปกว่า 580 ล้านบาทย้อนรอยเหรียญดับเบิล อีเกิล ของสหรัฐที่ถูกประมูลไปในราคากว่า 18 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำไมถึงแพงขนาดนั้น

สหรัฐประมูลเหรียญกษาปณ์ทองคำดับเบิล อีเกิล (Double Eagle) ที่ผลิตในปี 1933 เหรียญไปเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยปิดประมูลไปในราคากว่า 18.87 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 589 ล้านบาท กลายเป็นเหรียญที่แพงที่สุดในโลก

จากราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 7 ล้านเหรียญสหรัฐพุ่งขึ้นเป็น 10 ล้านเหรียญสหรัฐภายในเวลาไม่กี่วินาทีท่ามกลางการเสนอราคาหลายครั้งจนไปสิ้นสุดอยู่ที่ 16.75 ล้านเหรียญสหรัฐจากผู้ซื้อที่ไม่ระบุตัวตน เมื่อบวกภาษีและคำธรรมเนียมแล้วราคาเหรียญดังกล่าวจึงอยู่ที่ 18,872,250 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทำลายสถิติเหรียญดอลลาร์โฟลวิ่ง แฮร์ (Flowing Hair) ปี 1794 เกือบ 2 เท่า ซึ่งเหรียญดังกล่าวขายไปในปี 2013 ด้วยราคา 10 ล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นเหรียญที่แพงที่สุดในโลกก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ เหรียญดับเบิล อีเกิล ถูกนำออกขายโดยสจ๊วต ไวซ์แมน (Stuart Weitzman) นักออกแบบรองเท้าและนักสะสมคนหนึ่งที่เคยประมูลเหรียญนี้มาในปี 2002 ด้วยราคา 7.6 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งถือเป็นราคาที่แพงที่สุดในโลกในตอนนั้น

บริษัทประมูลโซเธอบีส์ (Sotheby’s) กล่าวถึงเหรียญดับเบิล อีเกิล ว่าเป็นเหรียญที่หายากและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในปี 1933 และเป็น “หนึ่งในเหรียญที่เป็นที่ผู้คนปรารถนามากที่สุดในโลก”

ทั้งนี้ ดับเบิบ อีเกิล มีมูลค่าหน้าเหรียญอยู่ที่ 20 เหรียญสหรัฐ ได้รับการออกแบบโดยออกัสตัส เซนต์-กอว์เดนส์ (Augustus Saint-Gaudens) ประติมากรชาวอเมริกัน โดยด้านหนึ่งของเหรียญเป็นนกอินทรีสหรัฐ ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นเทพีเสรีภาพ

โดยเหรียญดังกล่าวเป็นเหรียญทองคำเหรียญสุดท้ายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลิตขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อจำหน่ายทั่วสหรัฐอเมริกา แต่รัฐบาลสหรัฐในขณะนั้นตัดสินใจไม่นำเหรียญออกใช้

หลังจากที่อดีคประธานาธิบดีแฟรงคลิน รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) นำสหรัฐออกจากระบบมาตรฐานทองคำ เพื่อแก้ไขเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังตกต่ำในขณะนั้น รวมถึงออกคำสั่งทำลายเหรียญทั้งหมด ยกเว้น 2 เหรียญที่มอบให้แก่สถาบันสมิธโซเนียน

ต่อมาในปี 1937 เหรียญดับเบิล อีเกิลถูกพบเกลื่อนตลาดทางการสหรัฐจึงทำการสอบสวนจนกระทั่งปี 1944 ได้ผลสรุปว่าเหรียญเหล่านั้นถูกขโมยมาจากรัฐบาล จึงเร่งนำเหรียญทั้งหมดกลับคืนและหากผู้ใดครอบครองถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

แต่ก่อนที่จะมีการสอบสวน มีการซื้อเหรียญหนึ่งเหรียญและได้รับอนุญาตให้ส่งออกโดยความผิดพลาด สุดท้ายเหรียญนั้นไปตกอยู่ที่ชุดสะสมเหรียญของกษัตริย์ฟารูกแห่งอียิปต์

บริษัทประมูลโซเธอบีส์พยายามประมูลเหรียญดังกล่าวในปี 1954 แต่กระทรวงการคลังสหรัฐประสบความสำเร็จในการถอนออกจากรายชื่อการประมูล

ไม่มีใครรู้ว่าเหรียญนั้นไปอยู่ที่ใดจนกระทั่งปี 1996 หน่วยสืบราชการลับยึดคืนมาได้ระหว่างการตรวจค้นที่เวลดอร์ฟ-แอสตอเรีย ในนิวยอร์ก

หลังจากนั้นมีการต่อสู้ยืดเยื้อนาน 5 ปีจนในที่สุดมีการตัดสินใจว่าเอกชนสามารถครอบครองเหรียญนี้ได้ เหรียญที่ถูกประมูลไปครั้งล่าสุดนี้จึงเป็นเหรียญเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ซื้อขายได้ตามกฎหมาย

Photo by Angela Weiss / AFP

เอาไม่อยู่! ฉีดวัคซีนครึ่งประเทศแต่เคสติดเชื้อยังพุ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655195

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 17:00 น.

เอาไม่อยู่! ฉีดวัคซีนครึ่งประเทศแต่เคสติดเชื้อยังพุ่งมองโกเลียฉีดวัคซีนให้ประชาชนแล้วครึ่งประเทศ แต่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มถึง 70%

สำนักข่าว The New York Times รายงานว่า มองโกเลียซึ่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนครบโดสแล้วกว่า 50% พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันเพิ่มขึ้นถึง 70% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ต้องทบทวนประสิทธิภาพของวัคซีน Sinopharm จากจีนซึ่งเป็นวัคซีนหลักของประเทศอีกครั้ง

จากข้อมูลของ Bloomberg Vaccine Tracker พบว่ามองโกเลียฉีดวัคซีนให้ประชาชนแล้ว 50.9% โดยได้รับเข็มแรก 56.7% ได้รับเข็มที่สองแล้ว 45.2% แต่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมากลับพบว่ามีผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% ล่าสุด (10 มิ.ย.) มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,460 ราย

ตัวเลขติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเลือกใช้วัคซีน Sinopharm เป็นวัคซีนหลักทั้งที่มีประสิทธิภาพด้อยกว่าวัคซีนอื่น

ด้าน เบน คาวลิง นักระบาดวิทยาและนักชีวสถิติจากมหาวิทยาลัยสาธารณสุขฮ่องกงเผยว่า “วัคซีนชนิดเชื้อตายอย่าง Sinovac และ Sinopharm ไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ แต่มีประสิทธิภาพเยี่ยมในการป้องกันอาการรุนแรง”

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

เอลซัลวาดอร์มุ่งสร้างเหมือง Bitcoin พลังงานภูเขาไฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655186

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 16:00 น.

เอลซัลวาดอร์มุ่งสร้างเหมือง Bitcoin พลังงานภูเขาไฟประเทศแรกของโลกที่ให้ Bitcoin ถูกกฎหมายกำลังเดินหน้าพัฒนาเหมืองขุด Bitcoin ด้วยพลังงานภูเขาไฟ

ประธานาธิบดีประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล (Nayib Bukele) ของเอลซัลวาดอร์แถลงว่าเขาสั่งการให้บริษัท LaGeo บริษัทไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพของรัฐบาลพัฒนาแผนเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำเหมือง Bitcoin โดยใช้พลังงานหมุนเวียนจากภูเขาไฟในประเทศเพื่อการขุด Bitcoin ที่ต้นทุนต่ำ สะอาด 100% ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% และปล่อยมลพิษเป็น 0

ก่อนที่จะประกาศอีกครั้งว่าได้รับแจ้งจากทีมวิศกรว่าพวกเขาได้ขุดบ่อแห่งใหม่ซึ่งจะให้พลังงานสะอาด 100% ประมาณ 95 เมกะวัตต์ โดยพลังงานความร้อนใต้พิภพที่ปล่อยออกมาจากภูเขาไฟเหล่านี้จะไม่มีการปล่อยมลพิษเลย

การประกาศของผู้นำเอลซัลวาดอร์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของสกุลเงินดิจิทัลที่จำเป็นต้องใช้พลังงานมหาศาล ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมานานถึงการก่อการก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม

โดยก่อนหน้านี้อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เองก็เคยประกาศว่าบริษัท Tesla ของเขาจะไม่รับชำระเงินด้วย Bitcoin แล้วเนื่องจากกังวลถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันให้มีการขุด Bitcoin ด้วยพลังงานสะอาด

ด้านประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี (Hassan Rouhani) ของอิหร่านก็ได้ประกาศเมื่อเดือนที่ผ่านมาโดยสั่งห้ามขุดคริปโตที่ใช้พลังงานมหาศาลรวมถึง Bitcoin ไปจนถึงวันที่ 22 ก.ย.

หลังจากที่ประเทศประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานและเผชิญกับไฟฟ้าดับครั้งใหญ่หลายครั้ง โดยรัฐบาลระบุว่าการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้ามีสาเหตุหลักมาจากการขุดคริปโต ประกอบกับภาวะภัยแล้งและการใช้ไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อน

เช่นเดียวกับเขตปกครองตนเองมองโกเลียในประเทศจีนได้สั่งห้ามการขุดคริปโตเช่นกันเนื่องจากสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า

ทั้งนี้ การปล่อยคาร์บอนโดยรวมของอุตสาหกรรม Bitcoin ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 60 ล้านตันหรือเทียบเท่ากับไอเสียจากรถยนต์ประมาณ 9 ล้านคันตามรายงานของนักวิเคราะห์จาก Bank of America ในเดือนมี.ค.

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของผู้นำเอลซัลวาดอร์เกิดขึ้นเพียงไม่ถึง 1 วันหลังจากที่รัฐสภาเอลซัลวาดอร์อนุมัติร่างกฎหมายที่ผู้นำประเทศเสนอให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่จำกัดในการทำธุรกรรมใดๆ ซึ่งเป็นประเทศแรกของโลกที่ยอมรับสกุลเงินดิจิทัล

แม้จะมีเสียงคัดค้านจากพรรคฝ่ายค้านที่มองว่าเป็นการอนุมัติที่รวดเร็วเกินไป ทั้งที่ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่มีความผันผวนสูง แต่บูลเคเลมองว่าการผลักดันร่างกฎหมายครั้งนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและอนาคตของประเทศ

ภาพโดย Bitcoin/Twitter

แฉมหาเศรษฐีอเมริกันเลี่ยงภาษีอื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655180

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 14:30 น.

แฉมหาเศรษฐีอเมริกันเลี่ยงภาษีอื้อสื่อเชิงสอบสวนตีแผ่เศรษฐีอเมริกัน ทั้งมัสก์ เบโซส โซรอส แทบจะไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้

สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างเว็บไซต์ ProPublica สื่อเชิงสืบสวนสอบสวนว่า บรรดามหาเศรษฐีชาวอเมริกันที่ร่ำรวยติดอันดับ 1 ใน 25 อาทิ อีลอน มัสก์ ของ Tesla เจฟฟ์ เบโซส แห่ง Amazon และจอร์จ โซรอส แทบจะไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้ให้รัฐบาลกลางหรือไม่ได้จ่ายเลยในบางปี  

ProPublica ซึ่งอ้างว่าได้เห็นเอกสารแสดงรายการเสียภาษีเพื่อใช้สำหรับยื่นภาษีระบุว่า เจฟฟ์ เบโซส ไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้ในปี 2007 และ 2011 ส่วน อีลอน มัสก์ ไม่ได้จ่ายในปี 2018  

กลุ่มมหาเศรษฐีบางคนที่แทบไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้ให้รัฐบาลกลางยังรวมถึง ไมเคิล บลูมเบิร์ก มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจสื่อและอดีตนายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก คาร์ล ไอคาห์น นักลงทุนและนักเคลื่อนไหว เป็นต้น

Propublica ระบุอีกว่า มหาเศรษฐีจำนวนมากจ่ายภาษีเงินได้ต่ำกว่าอัตรา 37% ซึ่งกำหนดไว้สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้มากที่สุด แต่หากเปรียบเทียบกับมูลค่าสินทรัพย์ที่นิตยสารฟอร์บส์รายงานว่า มหาเศรษฐีอเมริกันที่รวยที่สุด 25 คน มีทรัพย์สินรวมกันเพิ่มขึ้นถึง 401,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างปี 2014-2018 ปรากฏว่าจากข้อมูลภาษีที่ ProPublica ได้รับมาในช่วงเวลาดังกล่าวพวกเขากลับจ่ายภาษีเงินได้เพียง 13,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพียง 3.4% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี ProPublica ระบุว่า บรรดามหาเศรษฐีเหล่านี้ไม่ได้ทำผิดกฎหมายในการยื่นภาษี แต่ใช้วิธีหลีดเลี่ยงภาษีที่คนธรรมดาทำไม่ได้ ทั้งยังได้รับประโยชน์จากช่องว่างของกฎหมาย เนื่องจากคำว่า “เงินได้ที่ต้องเสียภาษี” ตามกฎหมายสหรัฐไม่รวมถึงมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ อาทิ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ เรือยอชต์ นอกจากจะนำทรัพย์สินเหล่านี้ไปขายและทำให้เกิดรายได้เท่านั้น

ภายหลังตัวแทนของโซรอสเผยกับ ProPublica ว่า  โซรอสไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้ในปี 2016-2018 เนื่องจากการลงทุนของเขาขาดทุน ส่วนเบโซสรายงานเมื่อปี 2011 ว่า มียอดขาดทุนจากการลงทุนมากกว่ารายได้จึงสามารถสำแดงว่าขาดทุนในปีนั้น และยังได้รับการลดหย่อน 4,000 เหรียญสหรัฐจากค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร

ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐเตรียมสอบสวนการนำเอกสารยื่นภาษีมาเปิดเผย เนื่องจากเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

ข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน มีแผนเก็บขึ้นภาษีมหาเศรษฐีเพื่อนำมาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมทั้งจะขึ้นอัตราภาษีเงินได้สูงสุดจาก 37% เป็น 39.6% และเพิ่มภาษีจากการลงทุนเกือบ 2 เท่าเป็น 39.6% จากชาวอเมริกันที่มีรายตั้งแต่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

Photos by Brendan Smialowski and MANDEL NGAN / AFP, REUTERS/Luke MacGregor

ทางการเมียนมาเพิ่มข้อหาคอร์รัปชันอองซานซูจี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655161

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.

ทางการเมียนมาเพิ่มข้อหาคอร์รัปชันอองซานซูจีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกล่าวหาซูจึและอดีตเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการคอร์รัปชัน

รอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ว่าโกลบอล นิว ไลท์ ออฟ เมียนมา สื่อของรัฐบาลเมียนมาเผยทางการเมียนมาแจ้งความดำเนินคดีข้อหาคอร์รัปชันครั้งใหม่กับออง ซาน ซูจี และอดีตเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ จากรัฐบาลของเธอ

โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเมียนมากล่าวหาว่าซูจีและอดีตเจ้าหน้าที่ใช้ที่ดินในทางมิชอบเพื่อมูลนิธิการกุศล Daw Khin Kyi ที่ซูจีเป็นประธาน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ซูจีถูกกล่าวหาว่ารับสินบนเป็นเงินและทองคำในขณะที่ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล

รายงานระบุว่ามีการเปิดแฟ้มคดีเกี่ยวกับการตั้งข้อหาซูจีและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่สถานีตำรวจกรุงเนปิดอว์เมื่อวานนี้ (9 มิ.ย.) ซึ่งระบุว่า “ซูจีมีความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชันโดยใช้ตำแหน่งของตน จึงถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 55”

ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 15 ปีสำหรับผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด

ก่อนหน้านี้ซูจีเผชิญกับข้อหาลักลอบนำเข้าและครอบครองวิทยุสื่อสารโดยผิดกฎหมาย ละเมิดมาตรการควบคุมโควิด-19 ยุยงปลุกปั่น และรับสินบนรวมทั้งสิ้น 6 ข้อหา โดยรัฐบาลทหารยังอ้างว่าพรรคของเธอทุตริตการเลือกตั้งในเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่ผู้สนับสนุนของเธอมองว่าการตั้งข้อหาเหล่านี้เป็นแรงจูงใจทางการเมือง

อย่างไรก็ตามศาลกรุงเนปิดอว์จะเริ่มตรวจสอบพยานหลักฐาน 5 ใน 6 ข้อหาของซูจีระหว่างวันที่ 14 มิ.ย. จนถึงวันที่ 26 ก.ค. ซึ่งเธอได้ปรากฏตัวต่อศาลไปแล้วเมื่อวันที่ 24 พ.ค. และ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมาในการพิจารณาคดีที่จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์

Photo by STR / AFP

เครื่องบินกองทัพเมียนมาตกดับ 12 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655163

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 12:10 น.

เครื่องบินกองทัพเมียนมาตกดับ 12เครื่องบินกองทัพเมียนมาตกที่มัณฑะเลย์ คาดมีผู้เสียชีวิต 12 คน

สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า Zaw Min Tun จากหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของสภาบริหารแห่งรัฐเมียนมาเผยว่า เครื่องบินของกองทัพเมียนมาที่ออกเดินทางจากกรุงเนย์ปยิดอว์ไปยังเมืองปยินอูละวินตกที่เมืองปยินอูละวินเมื่อช่วง 08.00 น.ของวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย

เบื้องต้น ยังไม่ทราบจำนวนผู้เสียชีวิต โดยทีมกู้ภัยกำลังปฏิบัติหน้าที่ แต่มีผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 14 คน ขณะที่หน่วยดับเพลิงของมัณฑะเลย์เผยว่า มีผู้เสียชีวิต 12 คน

ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีเจ้าหน้าที่ของกองทัพ 6 นายบนเครื่องบินและพระสงฆ์อีกจำนวนหนึ่ง โดยอยู่ระหว่างเดินทางไปร่วมงานทางศาสนา

ชาวบ้านเผยว่า นักบินและผู้โดยสารอีก 1 รายรอดชีวิตและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทหาร

ภาพจากโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นตัวเครื่องบินได้รับความเสียหายอย่างหนัก

Photo by Handout / Kantarawaddy Times / AFP