อดีตเจ้าหน้าที่ไล่ล่า UFO เผยพวกมันแทรกแซงนิวเคลียร์สหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655375

วันที่ 13 มิ.ย. 2564 เวลา 10:19 น.

อดีตเจ้าหน้าที่ไล่ล่า UFO เผยพวกมันแทรกแซงนิวเคลียร์สหรัฐก่อนที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐหรือเพนตากอนจะเปิดเผยรายงานเรื่อง UFO ก็มีการแพลมข้อมูลของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นระยะ

ลูอีส เอลิซอนโด (Luis Elizondo) อดีตผู้อำนวยการโครงการระบุตัวตนภัยคุกคามจากอากาศยานขั้นสูง (Advanced Aerospace Threat Identification Program หรือ AATIP) ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐเปิดเผยว่า วัตถุบินที่ระบุตัวตนไม่ได้หรือ UFO มักทำให้อาวุธนิวเคลียร์ในสหรัฐใช้การไม่ได้

เขาบอกกับ Washington Post ว่า “เราเคยเจอเหตุการณ์ที่ UAP เหล่านี้เข้ามาแทรกแซงและทำให้ความสามารถด้านนิวเคลียร์ของเราออฟไลน์”

ทั้งนี้ UAP หมายถึง Unidentified Aerial Phenomena ปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่ปรากฏหลักฐาน ซึ่งเป็นคำที่ผู้เชี่ยวชาญมักใช้แทนคำว่า UFO (Unidentified Flying Objects)

ตามความเข้าใจของเขา มีหลักฐานเพียงพอ ณ จุดนี้ที่ชี้ว่าากาศยานที่ระบตัวตนไม่ได้เหล่านี้มีความสนใจในเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของสหรัฐ เช่นเดียวกับความสามารถในการดัดแปลงแก้ไขเทคโนโลยีนิวเคลียร์ด้วย

“ตอนนี้ในประเทศนี้ เรามีเหตุการณ์ที่ UAP เหล่านี้เข้ามาแทรกแซงและทำให้ความสามารถด้านนิวเคลียร์ของเราต้องออฟไลน์” เอลิซอนโดกล่าวกับ Washington Post โดยเสริมว่า “ผมคิดว่า ณ จุดนี้มีข้อมูลเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่ามีความสนใจ ในเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของเรา มีศักยภาพที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์นั้นได้’

“เราเห็นความสนใจ (ของวัตถุประหลาด) เกี่ยวกับความสามารถด้านนิวเคลียร์ของเรา และเรามีความรู้สึกที่แปลกประหลาดจริงๆ … ผมไม่รู้ว่าคุณเรียกมันว่าความสนใจได้หรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับน้ำ และยานพวกนั้นมีแนวโน้มที่จะถูกพบเห็นได้ในและรอบๆ น้ำ” เอลิซอนโดกล่าว

ในส่วนของเทคโนโลยีของยานปริศนา เอลิซอนโดบอกพวกมันมีความเร็วที่มีความเร็วเหนือเสียง มีความสามารถในการเปลี่ยนทิศทางได้ทันที

“ผมหมายความว่ามนุษย์สามารถทนต่อแรง 9 G หรือเครื่องบินที่ดีที่สุดของเราสามารถต้านทานได้ประมาณ 16 G พวกนี้สามารถทำได้ 3-, 4-, 600 G ระหว่างการบิน” เอลิซอนโดกล่าว

เขายกตัวอย่างเทคโนโลยีอากาศยานของสหรัฐคือ เครื่องบินรบ SR-71 Blackbird ถ้าเกิดอต้องเลี้ยวขวาด้วยความเร็ว 3,200 ไมล์ต่อชั่วโมง มันต้องใช้ระยะทางเท่ากับครึ่งหนึ่งของรัฐโอไฮโอในการหักเลี้ยวด้วยความเร็วขนาดนั้น

ทั้งนี้ การเปิดเผยของเอลิซอนโดเกิดขึ้นหลังจากการเปิดเผยบางส่วนของรายงานประเมินของกระทรวงกลาโหมสหรัฐเกี่ยวกับ UFO ซึ่งมีกำหนดจะเปิดเผยภายในวันที่ 25 มิถุนายน รายงานอ้างว่าไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวที่อาจเป็นสาเหตุของปรากฏการณ์ทางอากาศที่แปลกประหลาด

เขากล่าวว่าจนถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้มีความเป็นไปได้เพียงสามอย่างเท่านั้นที่ทำให้เห็นอากาศยานที่แปลกประหลาดเหล่านี้ ประการแรกคือมันเป็นเทคโนโลยีลับของสหรัฐที่เก็บเป็นความลับไไว้แม้แต่คนในประเทศไม่เคยรับรู้

ความเป็นไปได้ประการที่สองคือ เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นรูปแบบของเทคโนโลยีที่เป็นปฏิปักษ์จากต่างประเทศซึ่งสามารถบรรลุขั้นก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีได้ และเล็ดรอดจากการรับรู้โดยงานข่าวกรองของสหรัฐได้

และข้อสามก็อาจเป็นเรื่องที่อธิบายไม่ได้ นั่นคือมันเป็น UFO จริงๆ

Photo by Handout / DoD / AFP

พรรคฝ่ายค้านเกาหลีใต้สร้างประวัติศาสตร์เลือกคนรุ่นใหม่ชิงเก้าอี้ผู้นำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655353

วันที่ 12 มิ.ย. 2564 เวลา 18:30 น.

พรรคฝ่ายค้านเกาหลีใต้สร้างประวัติศาสตร์เลือกคนรุ่นใหม่ชิงเก้าอี้ผู้นำชัยชนะของหนุ่มวัย 36 ถือเป็นสร้างประวัติศาสตร์การเมืองใหม่ของเกาหลีใต้

อีจุนซอก (Lee Jun-seok) นักการเมืองวัย 36 ปี สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการเมืองยุคใหม่ของเกาหลีใต้ด้วยการได้รับเลือกเป็นผู้นำพรรคพลังปวงชน (People Power Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษนิยม คนใหม่ กลายเป็นผู้นำพรรคการเมืองที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้

อีซึ่งเป็นบัณฑิตวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกล่าวสุนทรพจน์รับตำแหน่งว่า งานใหญ่ที่สุดคือการชนะการเลือกตั้งปรดะธานาธิบดีที่จะมีขึ้นช่วงต้นปีหน้า และสัญญาว่าจะยุติการเมืองที่สร้างความแตกแยกและรุนแรงที่ชาวเกาหลีใต้ต้องเผชิญมายาวนาน

ทั้งนี้ อีจุนซอกเคยเป็นเจ้าของกิจการรุ่นใหม่ก่อนเข้าสู่เส้นทางการการเมืองในปี 2011 และต่อมายังได้รับเลือกเป็นสมาชิก สภาอภิรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดของพรรค และไม่เคยได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรเลยนับตั้งแต่เล่นการเมือง

ทว่า หลังจากเขานั่งตำแหน่งผู้นำพรรคก็ทำให้คะแนนความนิยมของพรรค People Power Party พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 6 ปี หลังจากเสื่อมความนิยมนับตั้งแต่การอภิปรายถอดถอนอดีตประธานธิบดี พัคกึนเฮ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองเผยว่า ชัยชนะของอีสะท้อนความเกลียดชังการเมืองแบบเดิมๆ ของชาวเกาหลีใต้ และความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรากฐานของทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีเผยว่า ประธานาธิบดี มุนแจอิน ต่อสายแสดงความยินดีกับอีโดยกล่าวว่า “ผมคิดว่ามันเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแต่การเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศของเราด้วย และแม้ว่าจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าไม่ได้ในระดับพรรคการเมือง เราหวังว่าพรรค (People Power Party) จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาล”

Photo by KIM Min-Hee / various sources / AFP

Lamborghini เกือบ Sold Out ครึ่งปีขายรถที่ผลิตได้ทั้งปีเกือบหมดแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655350

วันที่ 12 มิ.ย. 2564 เวลา 16:40 น.

Lamborghini เกือบ Sold Out ครึ่งปีขายรถที่ผลิตได้ทั้งปีเกือบหมดแล้ว  รถสปอร์ตหรูของ Lamborghini ที่ผลิตได้ในปีนี้ทั้งหมด ขายได้เกือบหมดแล้ว หลังสิ้นสุดมาตรการล็อกดาวน์

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สเตฟาน วิงเคิลมันน์ (Stephan Winkelmann) ซีอีโอของ Lamborghini เผยในงานมอเตอร์โชว์ที่อิตาลีว่า ค่ายรถหรูมียอดสั่งซื้อของลูกค้าครอบคลุมปริมาณรถที่บริษัทผลิตได้ใน 10 เดือนแล้ว หลังจากบรรดาลูกค้ากระเป๋าหนักออกมาใช้จ่ายหลังสิ้นสุดมาตรการล็อกดาวน์สกัด Covid-19 ที่ยาวนานหลายเดือน และคาดว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดีของบริษัท

“แม้ว่าจะมีการล็อกดาวน์ 2 เดือนเนื่องจากโรคระบาด แต่ปี 2020 เป็นปีที่ดีที่สุดอันดับสองของ Lamborghini” วิงเคิลมันน์กล่าว

การส่งมอบรถของ Lamborghini เพิ่มขึ้นเกือบ 25% ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงไตรมาสแรก  

Bloomberg รายงานอีกว่า แม้ว่าลูกค้ายังนิยมรถที่มีสมรรถนะสูงอย่างรุ่น Aventador  แต่ Lamborghini ได้เริ่มดำเนินการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า โดยทุ่มทุน 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อผลิตรถยนต์เวอร์ชัน plug-in hybrid ในรถแต่ละรุ่นของ Lamborghini ซึ่งจะออกมาในปี 2024 และยังมีแผนจะเปิดตัวรถยนต์ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ 100% ภายในครึ่งหลังของทศวรรษ 2021

Photo by Hector RETAMAL / AFP

อดีตหัวหน้าสายลับอิสราเอลปูดภารกิจล้วงข้อมูลอิหร่าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655347

วันที่ 12 มิ.ย. 2564 เวลา 14:40 น.

อดีตหัวหน้าสายลับอิสราเอลปูดภารกิจล้วงข้อมูลอิหร่านอดีตหัวหน้าสายลับมอสซาดของอิสราเอลเล่าภารกิจปฏิบัติการล้วงข้อมูลนิวเคลียร์อิหร่าน

ยอสซี โคเฮน อดีตผู้อำนวยการหน่วยสือบราชการลับของอิหร่าน (มอสซาด) ที่เพิ่งอำลาตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ให้สัมภาษณ์พิเศษกับรายการ Uvda ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 12 ของอิหร่าน เล่าปฏิบัติการจารกรรมข้อมูลลับเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านที่สื่อหลายแห่งของอิสราเอลวิเคราะห์ว่าเป็นการเปิดเผยที่สุดเท่าที่มอสซาดจะทำได้

โคเฮนเล่าว่า ทีมปฏิบัติการของมอสซาด 20 คนซึ่งไม่มีใครเป็นชาวอิหร่านเลย บุกเข้าไปในอาคารหลังหนึ่งในกรุงเตหะรานของอิหร่านเมื่อปี 2018 เพื่อขนเอกสารและถ่ายเทไฟล์ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจำนวนมหาศาล

อดีตหัวหน้าสายลับบัญชาการปฏิบัติการนี้จากศูนย์บัญชาการในกรุงเทลอาวีฟ ขณะที่เจ้าหน้าที่บุกเข้าไปในตัวอาคารและต้องงัดตู้เซฟกว่า 30 ตู้ก่อนจะกลับออกมาโดยปลอดภัยทุกคน

ปฏิบัติการนี้ใช้เวลาวางแผนถึง 2 ปี และก่อนลงมือทางมอสซาดยังจำลองตัวอาคารที่เก็บเอกสารลับของอิหร่านที่เป็นเป้าหมายเพื่อใช้ฝึกฝนจนทุกคนสามารถจดจำโครงสร้างภายในตัวอาคารและการจัดเรียงเอกสารได้ขึ้นใจ

3 เดือนต่อมาหลังจากปฏิบัติการสำเร็จ นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล จัดการแถลงข่าวพร้อมขนเอกสารที่มอสซาดนำออกมาได้ รวมทั้งดิสก์กว่า 100 ชิ้น และแฟ้มเอกสารโครงการนิวเคลียร์จำนวนมากมาโชว์ ซึ่งคาดกันว่าเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการแถลงข่าวนี้เพื่อส่งสัญญาณไปยังอิหร่านว่ามอสซาดสามารถแทรกซึมสถานที่ที่เป็นความลับของอิหร่านได้

นอกจากนี้ โคเฮนยังพูดถึง โมเซน ฟาครีซาเดห์ นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์คนสำคัญของอิหร่านที่ถูกลอบสังหารเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธความเกี่ยวข้องในการเสียชีวิตของฟาครีซาเดห์ เพียงแต่เผยว่านักวิทยาศาสตร์รายนี้ตกเป็นเป้าสังหารมานานหลายปี เนื่องจากความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของเขา

ทั้งนี้ โคเฮนเข้าร่วมกับหน่วยมอสซาดตั้งแต่ปี 1982 และได้รับการแต่งตั้งจากเนทันยาฮูให้เป็นหัวหน้าทีมเมื่อปลายปี 2015 โดยตัวเขาเองมีพาสฟอร์ตหลายร้อยเล่มระหว่างที่ทำงานดังกล่าว

Kobi Gideon / GPO

นอร์เวย์ไม่สนเสียงค้าน เดินหน้าจับวาฬมาวิจัยต่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655339

วันที่ 12 มิ.ย. 2564 เวลา 12:40 น.

นอร์เวย์ไม่สนเสียงค้าน เดินหน้าจับวาฬมาวิจัยต่อนอร์เวย์เตรียมเดินหน้าจับวาฬมาวิจัยเกี่ยวกับเสียงแม้จะมีเสียงคัดค้าน  

สำนักข่าว CNN รายงานว่า กลุ่มนักวิทยาศาสตร์และสัตวแพทย์จากนานาชาติ 50 คน เรียกร้องให้นอร์เวย์ยุติแผนการทดลองทางเสียงกับวาฬมิ้งค์

ทีมนักวิจัยของนอร์เวย์ตั้งเป้าจับวาฬมิ้งค์อายุน้อย 12 ตัวจากนอกชายฝั่งของนอร์เวย์และติดเซ็นเซอร์ไว้บนผิวของวาฬเพื่อตรวจวัดการตอบสนองของสมองวาฬต่อเสียง เพื่อทำความเข้าใจว่าเสียงที่มนุษย์สร้างขึ้นในมหาสมุทรชนิดใดบ้างที่ส่งผลกระทบต่อวาฬ เนื่องจากเสียงที่มนุษย์สร้างขึ้นมีผลต่อการได้ยินเสียงและพฤติกรรมของวาฬ และทำให้วาฬเครียด

“เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับการได้ยินของวาฬเลย และการควบคุมเสียงเพื่อทำความเข้าใจว่าเสียงชนิดไหนบ้างส่งผลกระทบกับวาฬเป็นสิ่งสำคัญ” เพ็ตเตอร์ ควาดไชม์ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยเพื่อการป้องกันประเทศนอร์เวย์ (FFI) เผยกับ CNN และกล่าวเพิ่มว่า ทีมวิจัยจะไม่ทดลองความทนทานของเสียงของวาฬหรือวาฬตอบสนองต่อเสียงอย่างไร

“เราจะปล่อยเสียงความถี่ต่ำที่สุดที่วาฬได้ยินเพื่อหาระดับการได้ยินเสียงของหูวาฬโดยการใช้วิธีทางสรีรวิทยาไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นสำหรับใช้กับเด็กทารกแรกเกิด” ควาดไชม์เผย

ทว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์และสัตวแพทย์จากนานาชาติ 50 คนเขียนจดหมายเปิดผนึกไปถึง อานา โซลเบิร์ก นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ เรียกร้องให้ยุติการทดลองดังกล่าว โดยระบุว่าการจับวาฬและระยะเวลาในการทดลองอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บและความเครียดซึ่งอาจนำมาสู่ภาวะ capture myopathy ที่ทำให้กล้ามเนื้อของสัตว์ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการออกแรงดิ้น ถูกตรึง ถูกจับ ถูกวางยาสลบ และความเครียด ซึ่งอาจทำให้สัตว์เสียชีวิต

ด้าน องค์กรอนุรักษ์วาฬและโลมา (WDC) เผยว่า “เราไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับการวางยาสลบวาฬและโลมาดังนั้นจึงไม่ค่อยมีการวางยา แต่ข้อมูลเท่าที่มีคือการวางยาวาฬบาลีนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต” และระบุอีกว่า ขณะนี้มีข้อมูลจากการวิจัยแล้วว่าเสียงที่มนุษย์สร้างความถี่เท่าใดที่ส่งผลกระทบกับวาฬบาลีน ดังนั้นการวิจัยดังกล่าวของนอร์เวย์จึงไม่เพียงแต่เป็นอันตรายและไร้จริยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการซ้ำซ้อนด้วย

ขณะนี้มีการลงชื่อแล้วกว่า 64,000 รายชื่อเพื่อเรียกร้องให้ยุติการทดลอง

AFP PHOTO / Sea Shepherd Australia Ltd / Tim Watters

ทีมวิจัยวัคซีนโควิดจากออกซฟอร์ดได้อวยยศเป็นอัศวิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655336

วันที่ 12 มิ.ย. 2564 เวลา 10:42 น.

ทีมวิจัยวัคซีนโควิดจากออกซฟอร์ดได้อวยยศเป็นอัศวินควีนอลิซาเบธพระราชทานยาอัศวินแด่ทีมวิจัยวัควีนโควิดจากออกซฟอร์ด

สมเด็จพระราชินีนนาถอลิซาเบธที่ 2 ของอังกฤษพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับคณะอัศวินแด่ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ที่ร่วมกันคิดค้นและพัฒนาวัคซีนต้าน Covid-19 กับบริษัท AstraZeneca ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ

ในส่วนของวงการวิทยาศาสตร์นั้น คณะนักวิจัยของสถาบันเจนเนอร์ แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ซึ่งเป็นผู้พัฒนาวัคซีนต้านทานโรคหลายชนิด ล่าสุดคือวัคซีนต้าน Covid-19  ที่เป็นความร่วมมือกับบริษัท AstraZeneca โดย เอเดรียน ฮิลล์ นักวัคซีนวิทยาชาวไอริช ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของสถาบัน ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เกียรติยศสำหรับคณะอัศวิน และสามารถใช้คำว่า “เซอร์” นำหน้าชื่อได้

ซาราห์ กิลเบิร์ต ซึ่งร่วมวิจัยกับฮิลล์ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเดียวกัน และสามารถใช้คำว่า “เดม” นำหน้าชื่อได้

นอกจากนี้ หัวหน้าคณะทำงานของสถาบันวัคซีนแห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ซึ่งทำหน้าที่ทดสอบประสิทธิภาพวัคซีนทางคลินิกทั้งสามระยะของวัคซีนรวม 4 คนคือ แอนดรูว์ พอลลาร์ด, ปีเตอร์ ฮอร์บี, มาร์ติน แลนเดรย์, แคเธอรีน กรีน และเทเรซา แลมบ์ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเดียวกัน สามารถใช้คำนำหน้าชื่อของตัวเองว่า “เซอร์” และ “เดม” ได้เช่นเดียวกัน

Photo by Oli SCARFF / POOL / AFP

มาดูวัคซีนโควิดแบบพ่นจมูก อีกหนึ่งทางเลือกจากอินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655311

วันที่ 11 มิ.ย. 2564 เวลา 19:00 น.

มาดูวัคซีนโควิดแบบพ่นจมูก อีกหนึ่งทางเลือกจากอินเดียวัคซีนต้านโควิด-19 แบบพ่นจมูกทำงานอย่างไร และประสิทธิภาพจะเท่าเดิมหรือไม่

นเรนทระ โมที (Narendra Modi) นายกรัฐมนตรีอินเดียกล่าวว่าอินเดียกำลังพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ทางเลือกใหม่ในรูปแบบสเปรย์พ่นจมูกซึ่งหากสำเร็จจะเป็นการผลักดันและกระตุ้นการฉีดวัคซีนของประชาชนได้เป็นอย่างมาก และความก้าวหน้าครั้งใหม่นี้อาจทำให้สเปรย์พ่นจมูกเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19

ข้อมูลเบื้องต้นของวัคซีน

วัคซีนดังกล่าวมีชื่อว่า BBV154 ได้รับการพัฒนาโดย Bharat Biotech บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของอินเดีย โดยเริ่มต้นพัฒนาเมื่อปีที่แล้วและพบว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อในหนูทดลอง

ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการทดลองระยะที่ 1 โดยใช้อาสาสมัคร 75 คน และจะต้องส่งข้อมูลด้านความปลอดภัยและภูมิคุ้มกันเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาก่อนดำเนินการทดลองในระยะที่ 2 โดยคาดว่าจะสามารถเปิดตัววัคซีนภายในสิ้นปีนี้

การทำงานของวัคซีน

การทำงานของวัคซีนเหมือนกับสเปรย์พ่นจมูกคือเป็นการพ่นยาไปยังทางเดินหายใจโดยตรง ซึ่งไวรัสส่วนใหญ่รวมถึงไวรัสโคโรนาอันเป็นสาเหตุของโควิด-19 มักจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูกและก่อตัวขึ้นในโพรงจมูกก่อนที่จะแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายรวมถึงปอด

วัคซีนดังกล่าวจึงจะช่วยสกัดกั้นไวรัสและสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับไวรัสจึงถูกมองว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน

ดีกว่าแบบฉีด?

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าวัคซีนกำหนดเป้าหมายไปยังจมูกซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการติดเชื้อ ดังนั้นจึงจะช่วยยับยั้งไวรัสไม่ให้แพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย นอกจากนี้ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cell ระบุว่าทำให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น

แพทย์กล่าวว่าวัคซีนแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันโดยการผลิตแอนติบอดี Immunoglobulin G (IgG) ซึ่งไม่สามารถกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันจากเยื่อเมือก

แต่วัคซีนแบบพ่นจมูกนี้จะสร้าง “ภูมิคุ้มกันเยื่อเมือก” หรือแอนติบอดี Immunoglobulin A (IgA) ในบริเวณที่มีการติดเชื้อไวรัสอย่างเช่นจมูกและช่องปาก ซึ่งจะช่วยลดความสามารถในการทำให้เกิดการติดเชื้อของไวรัสและช่วยลดการแพร่กระจายของไวรัส

กล่าวคือสามารถสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันในจมูกซึ่งเป็นบริเวณที่มักมีการติดเชื้อไวรัส เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสแพร่กระจายไปยังปอด

เพิ่มความสะดวก-ลดต้นทุน

โซเมีย สวามินาธาน (Soumya Swaminathan) หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และกุมารแพทย์ชาวอินเดียกล่าวว่าวัคซีนชนิดพ่นจมูกซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการทดองอาจเป็นจุดเปลี่ยนในการฉีดวัคซีนสำหรับเด็ก

นอกจากนี้ยังลดการใช้เข็มฉีดยาและการทำงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการฉีดวัคซีนอีกด้วย

สถานการณ์การแพร่ระบาดในอินเดีย

ขณะนี้อินเดียมีตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 โดยนายกรัฐมนตรีอินเดียระบุว่าขณะนี้มีประชาชนกว่า 230 ล้านคนในอินเดียได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว

อย่างไรก็ตามอินเดียกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนวัคซีนและได้เรียกร้องให้มีความร่วมมือระดับโลกในการจัดหาวัคซีน “เมื่อเทียบกับความต้องการวัคซีนทั่วโลกในปัจจุบัน จำนวนประเทศที่ผลิตวัคซีนและบริษัทที่ผลิตวัคซีนนั้นน้อยมาก ลองนึกภาพถ้าเราไม่มีวัคซีนที่ผลิตในอินเดียตอนนี้จะเกิดอะไรขึ้น” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังเผยอีกว่ามีบริษัท 7 แห่งในอินเดียกำลังผลิตวัคซีนประเภทต่างๆ ขณะที่วัคซีน 3 ชนิดกำลังอยู่ในขั้นทดลอง

ที่มา: indiatodayindia.combusinessinsider

ภาพประกอบ: วัคซีนชนิดพ่นจมูกสำหรับไวรัส H1N1 ในปี 2009 โดย Tim SLOAN / AFP

จีนเผยภาพเซลฟี่ยานสำรวจ Zhurong จากพื้นผิวดาวอังคาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655304

วันที่ 11 มิ.ย. 2564 เวลา 17:40 น.

จีนเผยภาพเซลฟี่ยานสำรวจ Zhurong จากพื้นผิวดาวอังคาร จีนโชว์ภาพเซลฟี่ของยานสำรวจจู้หรงจากพื้นผิวดาวอังคาร ฉลองเยือนดาวเคราะห์สีแดงครบ 1 เดือน

องค์กรอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) เผยภาพชุดล่าสุดที่บันทึกโดยยานสำรวจจู้หรง (Zhurong) เป็นภาพเซลฟี่ของยานโดยด้านหลังเป็นแท่นปล่อยยาน รวมทั้งฝุ่นและหินบนดาวอังคาร  

นอกจากนี้ ยังมีภาพของแท่นปล่อยยานสำรวจซึ่งมีเค้าโครงของมาสคอตการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวซึ่งจะจัดที่กรุงปักกิ่งในปี 2022 และมาสคอตพาราลิมปิกที่อยู่ติดกับธงชาติจีนบนแท่นปล่อยยาน ท่ามกลางฝุ่นและก้อนหินสีแดงของพื้นผิวดาวอังคาร รวมทั้งภาพพื้นผิวของดาวแบบโคลสอัพ

ยานจู้จรงตั้งกล้องห่างจากแท่นปล่อยยานราว 10 เมตร แล้วดึงกลับเพื่อถ่ายภาพหมู่

ทั้งนี้ ยานสำรวจดาวอังคารจู้หรง (Zhurong) ลงจอดบนพื้นผิวของดาวอังคารสำเร็จเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ (15 พ.ค.) ในบริเวณตอนใต้ของยูโทเปีย พลานิเชียซึ่งเป็นที่ราบขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของดาว และจะปฏิบัติภารกิจเก็บและวิเคราะห์ตัวอย่างหินบนพื้นผิวดาวอังคาร 3 เดือน

Photo by HANDOUT / China National Space Administration (CNSA) / AFP

กรณีศึกษาชิลี ฉีดวัคซีนแล้วเกินครึ่งแต่ต้องล็อกดาวน์อีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655299

วันที่ 11 มิ.ย. 2564 เวลา 17:00 น.

กรณีศึกษาชิลี ฉีดวัคซีนแล้วเกินครึ่งแต่ต้องล็อกดาวน์อีกครั้ง ชิลีต้องกลับไปล็อกดาวน์เมืองหลวงอีกครั้งหลังติดเชื้อพุ่งแม้ฉีดวัคซีนแล้ว 60%

ทางการชิลีประกาศคำสั่งล็อกดาวน์กรุงซานติอาโกและชุมชนใกล้เคียงอีกครั้งโดยจะเริ่มเวลา 05.00 น.ของวันที่ 12 มิ.ย.ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ประชาชนเกือบ 60% จะฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้วก็ตาม 

กระทรวงสาธารณสุขชิลีรายงานว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยใน 7 วันยังสูงกว่าวันละ 7,000 คน โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นถึง 17% ทั่วประเทศ ส่วนในเมืองใหญ่ซึ่งรวมถึงกรุงซานติอาโกที่มีประชากรราว 8 ล้านคน ตัวเลขพุ่งขึ้น 25%

ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดี (10 มิ.ย.) ชิลีพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 7,716 ราย โดยในจำนวนนี้ 73% ได้รับวัคซีนยังไม่ครบโดส และคนที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 80% ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

ชิลีเป็นหนึ่งในปรดะเทศที่ฉีดวัคซีนมากที่สุดในโลก โดย 75% ของประชากรทั้งหมด 15 ล้านคนได้รับวัควีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส และ 58% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว หากนับตามจำนวนหัวประชากรชิลีฉีดวัคซีนมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลกตามข้อมูลของรอยเตอร์ส

จนถึงตอนนี้ชิลีฉีดวัคซีนไปแล้วเกือบ 23 ล้านโดส โดย 17.2 ล้านโดสเป็นของ Sinovac, Pfizer/BioNTech 4.6 ล้านโดส, AstraZeneca และ CanSino อย่างละเกือบ 1 ล้านโดส

ทว่าผู้เชี่ยวชาญระบุว่า วัคซีนไม่ได้มีประสิทธิภาพ 100% และต้องใช้เวลาระยะหนึ่งหลังฉีดกว่าวัคซีนจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังมีเชื้อกลายพันธุ์ที่ทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงมาเกี่ยวข้องด้วย

ในกรณีของชิลี การถอดรหัสพันธุกรรมของการติดเชื้อระหว่างเดือน ธ.ค.ปีที่แล้วถึงเดือน มิ.ย. พบว่า สายพันธุ์กลายพันธุ์ P1 ซึ่งพบครั้งแรกที่บราซิลเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในประเทศ ที่นอกจากจะลดประสิทธิภาพวัคซีนแล้ว ยังแพร่กระจายได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมถึง 2 เท่า

แม้ชิลีจะฉีดวัคซีนมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกและจัดหาวัคซีนได้กว่า 40 ล้านโดสสำหรับประชากรราว 19 ล้านคนจนได้รับคำชมจากธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลก ทว่ามีเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลมัวแต่หลงกับความสำเร็จจนประมาท และผ่อนปรนมาตรการสกัด Covid-19 เร็วเกินไป

ชิลีปิดพรมแดนตั้งแต่เดือน มี.ค.ธ.ค.ปีที่แล้ว แต่หลังจาดมาตรการล็อกดาวน์เข้มงวดทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง รัฐบาลก็เริ่มผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มวันหยุดพิเศษเพื่อให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อน หรือการกลับมาเปิดร้านอาหาร ร้านค้า รีสอร์ตเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนบางกลุ่มที่การ์ดตกละเมิดมาตรการป้องกันต่างๆ บางคนถึงขั้นจัดปาร์ตี้แบบลับๆ

สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในชิลีเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับรัฐบาลประเทศอื่นๆ ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าควรจะกลับมาเปิดประเทศเมื่อใดหลังจากการฉีดวัคซีนมีความก้าวหน้า เพราะหากเปิดเร็วเกินไปโดยที่วัคซีนยังไม่ครอบคลุมหรือยังไม่ถึงช่วงที่วัคซีนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตัวเลขผู้ติดเชื้อก็กลับมาได้อีก

Photo by JAVIER TORRES / AFP

สหรัฐเตรียมถกหลังพบเคสหัวใจอักเสบเกินคาดหลังฉีดวัคซีน mRNA #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655298

วันที่ 11 มิ.ย. 2564 เวลา 15:45 น.

สหรัฐเตรียมถกหลังพบเคสหัวใจอักเสบเกินคาดหลังฉีดวัคซีน mRNAสหรัฐเผยพบกรณีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีน mRNA มากกว่าที่คาดการณ์ไว้โดยส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่ม

รอยเตอร์สรายงานว่าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เผยเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ว่าพบกรณีการเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจเอกเสบหลังฉีดวัคซีนชนิด mRNA ของไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna) ครบ 2 เข็มมากเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้โดยเฉพาะในกลุ่มคนเพศชายที่อายุยังน้อย

CDC ระบุว่ามีประชาชนอายุระหว่าง 16 ถึง 24 ปีที่รายงานอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบอยู่ที่ 283 รายและราว 80% เป็นผู้ชาย ซึ่งสูงกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้อยู่ที่ 10 ถึง 102 รายเท่านั้น

CDC ยังเผยว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของประชาชนในสหรัฐที่รายงานอาการไม่พึงประสงค์หลังฉีดวัคซีนของไฟเซอร์หรือโมเดอร์นาเข็มที่ 2 มีอายุระหว่าง 12 ถึง 24 ปี อย่างไรก็ตามกลุ่มอายุเหล่านี้มีสัดส่วนไม่ถึง 9% ของผู้ที่ได้รับวัคซีนทั้งหมด

ขณะนี้ CDC และหน่วยงานด้านสุขภาพอื่นๆ กำลังตรวจสอบกรณีการเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขของอิสราเอลรายงานว่าพบความเชื่อมโยงของอาการดังกล่าวกับชายหนุ่มที่ได้รับวัคซีนของไฟเซอร์เช่นกัน

อย่างไรก็ตามหน่วยงานยังคงประเมินความเสี่ยงและยังไม่สรุปว่าวัคซีนเป็นสาเหตุของอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

ดร. ทอม ชิมาบุคุโร รองผู้อำนวยการสำนักงานความปลอดภัยด้านการสร้างภูมิคุ้มกัน CDC เผยว่าอาการดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายใน 1 สัปดาห์หลังการฉีดวัคซีน โดยส่วนใหญ่เป็นเพศชายที่อายุน้อย

ด้านบริษัทผู้ผลิตวัคซีนไฟเซอร์กล่าวว่าจำนวนผู้พบอาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าวยังมีน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีน mRNA ทั้งหมด ซึ่งประมาณ 130 ล้านคนในสหรัฐได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

พร้อมสนับสนุนให้มีการประเมินอย่างละเอียดโดยไม่ด่วนสรุปว่าวัคซีนชนิด mRNA เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

เช่นเดียวกับโมเดอร์นาซึ่งยังไม่สรุปถึงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของวัคซีนและอาการดังกล่าว แต่กล่าวว่ากำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อประเมินปัญหาเพิ่มเติม

ทั้งนี้ CDC กล่าวว่าจะจัดการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสร้างภูมิคุ้มกันในสัปดาห์หน้าเพื่อประเมินหลักฐานเพิ่มเติม และประเมินความเสี่ยงของอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังจากฉีดวัคซีนชนิด mRNA