ประชาชนเมียนมาจับอาวุธรบแบบกองโจรในเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655481

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 16:00 น.

ประชาชนเมียนมาจับอาวุธรบแบบกองโจรในเมืองเมื่อการต่อสู้แบบสันติไม่ได้ผลอีกต่อไป ประชาชนเมียนมาตัดสินใจจับอาวุธสู้ทหารแบบกองโจร

คนกลุ่มหนึ่งในเมียนมากำลังทำสงครามกองโจรเพื่อพยายามโค่นล้มการปกครองของทหาร แต่ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นทำให้ประชาชนโดยเฉพาะชาวย่างกุ้งบางคนกังวลเรื่องความปลอดภัย

โดยในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาขบวนการต่อต้านรัฐประหารในหลายพื้นที่ของเมียนมาได้เปลี่ยนจากการประท้วงอย่างสันติเป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธ

การเดินขบวนประท้วงบนท้องถนนที่เห็นพบเห็นในช่วง 2 เดือนแรกหลังการรัฐประหารเริ่มลดน้อยลงเมื่อกองกำลังรักษาความมั่นคงใช้ความรุนแรงเพื่อปราบปรามและสังหารกลุ่มผู้ชุมนุมที่ประท้วงโดยสันติ

สมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐประหารจนถึงต้นเดือนที่ผ่านมาอยู่ที่อย่างน้อย 845 คน และมีผู้ถูกจับกุมอีกอย่างน้อย 5,652 คน

ขณะที่คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่พอใจกับการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ต่อกลุ่มผู้ชุมนุมที่ประท้วงโดยสันติ และเริ่มที่จะปฏิเสธการประท้วงโดยสันติและยกระดับความรุนแรงมากขึ้น เมื่อทหารใช้อาวุธปราบปรามการประท้วงอย่างสันติ พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะตอบโต้กลับ

กองทัพกดดันให้พวกเขาต้องจับอาวุธ

คนหนุ่มสาวหลายร้อยคนหรืออาจจะถึงหลายพันคนตามรายงานของ Frontier Myanmar หลบหนีไปยังพื้นที่ชายแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์เพื่อรับการฝึกวิชาทหารและการสู้รบ

นับตั้งแต่เดือนพ.ค. ที่ผ่านมาการสู้รบและการวางระเบิดได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาทั่วประเทศเมียนมา

หนึ่งในนั้นคือ Ko Min Wai บัณทิตวิศวกรรมวัย 26 ปีเป็นผู้สนับสนุนการประท้วงอย่างสันติมาโดยตลอดนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. แต่เมื่อกองกำลังเมียนมาเริ่มปราบปรามการประท้วงอย่างไร้ความปราณี เขาและเพื่อนตัดสินใจจับอาวุธสู้รบกับกองทัพเมียนมา

“เราประท้วงอย่างสันติไม่ได้อีกต่อไปเมื่อทหารยิงพวกเราด้วยกระสุนจริง เราต้องลุกขึ้นมาจับอาวุธเพื่อต่อต้านรัฐบาลทหาร” เขากล่าวกับ Frontier Myanmar เมื่อเดือนพ.ค. และในเดือนนั้นเขาและเพื่อนจึงเดินทางจากย่างกุ้งไปยังพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์

พวกเขาเข้ารับการฝึกเป็นเวลา 1 เดือน โดยมีเยาวชนเข้าร่วมด้วยราว 50 คน เพื่อเรียนรู้วิธีการต่อสู้โดยใช้ระเบิดและปืน ก่อนที่จะกลับไปยังย่างกุ้งเพื่อสู้กับกองทัพเมียนมา

เมื่อกลับมายังย่างกุ้งเขาและสมาชิกคนอื่นๆ กำลังทำในสิ่งที่เรียกว่า “สงครามกองโจร” พวกเขาวางระเบิดค่ายทหาร ตำรวจ ตลอดจนหน่วยงานราชการ โดยมีชุดกองโจรอย่างน้อย 10 ชุดที่ปฏิบัติการอยู่ในย่างกุ้ง

จนถึงขณะนี้หลายเมืองในย่างกุ้งถูกโจมตีด้วยระเบิด และหลายครั้งเกิดขึ้นในเวลากลางคืนและถูกกำหนดเป้าหมายไปที่หน่วยงานราชการ สถานีตำรวจ โรงเรียน มหาวิทยาลัย และปั๊มน้ำมัน

โดย Radio Free Asia รายงานว่ามีการวางระเบิดมากกว่า 300 ครั้งในเมียนมานับตั้งแต่รัฐประหาร โดยการโจมตีเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่โรงเรียนของรัฐ

จับมือทำสงคราม

ในขณะเดียวกันคณะรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (National Unity Government : NUG) ได้พยายามที่จะจัดตั้งกองทัพสหพันธรัฐ โดยเริ่มจัดตั้งกองกำลังเอกภาพ (UDF) และพัฒนามาเป็น กองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) ในที่สุด โดยมีการประกาศจัดตั้งเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมาโดยได้ร่วมมือกับกองกำลังติดอาวุธอื่นๆ ในเมียนมา

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม Daw Khin Ma Myo กล่าวว่า PDF ในท้องถิ่นจำนวนมากกำลัง “เตรียมพร้อมสำหรับการทำสงคราม” และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมาจะเริ่มการต่อสู้ในอนาคตเมื่อถึงเวลา

สมาชิก PDF ชาวย่างกุ้งคนหนึ่งเผยว่ารัฐบาลเอกภาพแห่งชาติกำลังทำงานเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์กับกลุ่มติดอาวุธมากขึ้น รวมถึงกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ (EAO)

ประชาชนหวั่นถูกลูกหลง

อย่างไรก็ตามจำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีแบบกองโจรค่อยๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงเหตุระเบิดที่เกิดชึ้นบ่อยครั้งสร้างความวิกตกกังวลให้ชาวบ้านในพื้นที่

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่ผ่านมา Myanmar Now รายงานว่าสมาชิก PDF ลงมือสังหารตำรวจในเมืองมัณฑะเลย์ 2 นายที่ถูกส่งไปประจำการอยู่ที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผู้ก่อเหตุยังได้ยึดอาวุธปืนพร้อมระบุว่าจะทำลายฝ่ายตรงข้ามทั้งหมดรวมถึงใครก็ตามที่ให้การช่วยเหลือฝ่ายนั้น

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. มีทหารถูกยิงเสียชีวิต 1 นายและได้รับบาดเจ็บ 1 นายที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง โดยโฆษกกลุ่ม PDF และหัวหน้าสาขาเมืองมัณฑะเลย์ระบุว่าเมื่อเร็วๆ นี้ สมาชิกได้วางระเบิดใน 5 เขต และอาจนำมาซึ่งสงครามในอีกไม่ช้า พร้อมเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงสถานที่แออัดหรือสถานที่ที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารประจำการ เพราะไม่ต้องการให้ผู้บริสุทธิ์ถูกลูกหลงไปด้วย

“ฉันไม่กังวลหากมีการโจมตีด้วยระเบิดระเบิดในพื้นที่ของกำลังรักษาความปลอดภัยและพวกทหารตาย แต่ฉันกังวลว่าประชาชนที่ไม่รู้เห็นเหตุการณ์จะได้รับอันตรายจากการทิ้งระเบิดในที่สาธารณะ” ชาวบ้านคนหนึ่งในย่างกุ้งกล่าว

พร้อมเสริมว่า “เราไม่ต้องการระเบิด แต่เราก็ไม่สามารถอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการทหารได้…ขอให้ชาวบ้านไม่ได้รับอันตราย”

หลายฝ่ายยังเรียกร้องให้กองโจรเลี่ยงการโจมตีสถานที่อย่างโรงเรียน โรงพยาบาล ศาสนสถาน หรือที่สาธารณะอื่นๆ เนื่องจากกังวลถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตามบางส่วนมองว่าการปฏิบัติตามข้อเรียกร้องนั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากมีกองกำลังหลายกลุ่มมากเกินไป และพวกเขาปฏิบัติการเป็นอิสระจึงยากต่อการควบคุม

ขณะที่กองทัพเมียนมาเองก็เพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวโดยมีการส่งกำลังทหารไปประจำการบริเวณโรงเรียนและมหาวิทยาลัย และหลายครั้งมีการเปิดฉากยิงจากสถานที่เหล่านั้น

อย่างไรก็ตามกองโจรยืนยันว่าพวกเขาจะเดินตามกลยุทธ์ของตัวเองและกำหนดแนวทางปฏิบัติด้วยตัวเอง พร้อมยืนยันว่าการโจมตีแบบกองโจรจะเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขอให้ประชาชนระวังตัว

Photo by Handout / various sources / AFP

NATO รับลูก G7 ระบุจีนเป็นภัยคุกคามชาติตะวันตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655471

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 14:38 น.

NATO รับลูก G7 ระบุจีนเป็นภัยคุกคามชาติตะวันตกนาโต้ยังหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับรัสเซียด้วย ขณะที่จีนกล่าวว่าตะวันตกไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของตน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้นำ NATO จะแสดงจุดยืนด้วยการจะประกาศว่าให้จีนเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยต่อพันธมิตรตะวันตกเป็นครั้งแรก หนึ่งวันหลังจาก G7 ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในซินเจียงและไต้หวัน ขณะที่จีนตอบโต้ว่าเป็นการใส่ความ

เยนส์ สทอลเทนแบร์ก (Jens Stoltenberg) เลขาธิการ NATO ระบุว่าการประชุมสุดยอดในวันจันทร์เป็น “ช่วงเวลาสำคัญ” และการประชุมนี้มีเป้าหมายเพื่อแสดงให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เห็นว่าพันธมิตรยังคงเป็นแกนกลางที่สนับสนุนความพยายามของสหรัฐในการรักษาสันติภาพและประชาธิปไตยทั่วโลก รวมถึงการยืนหยัดต่อต้านจีนและ การเสริมแสนยานุภาพทางทหารของจีนอย่างรวดเร็ว

นักการทูตกล่าวว่า แถลงการณ์สุดท้ายของการประชุมสุดยอด NATO จะไม่เรียกจีนว่าเป็นปฏิปักษ์ แต่จะแสดงความกังวล โดยเรียกจีนว่าเป็นความท้าทายที่ “เป็นระบบ” ต่อความมั่นคงของมหาสมุทรแอตแลนติกใเพราะจีนเข้าร่วมกับรัสเซียในการฝึกซ้อมทางทหาร เปิดการโจมตีทางไซเบอร์ และเสริมสร้างกองทัพเรืออย่างรวดเร็ว

บรรดาผู้นำของกลุ่ม G7 ที่พบกันในอังกฤษเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตำหนิจีนเรื่องสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคซินเจียง เรียกร้องให้จีนรักษาอำนาจปกครองตนเองของฮ่องกงและเรียกร้องให้มีการสอบสวนที่มาของไวรัสโคโรน่าอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในประเทศจีน

สถานทูตจีนในลอนดอนกล่าวว่า ได้คัดค้านอย่างเต็มที่กับการที่ G7 กล่าวถึงซินเจียง ฮ่องกง และไต้หวัน โดยกล่าวว่าบิดเบือนข้อเท็จจริงและเปิดเผย “เจตนาร้ายของบางประเทศ เช่น สหรัฐ” ซึ่งสถานทูตกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า “จะต้องไม่ใส่ความจีนให้เสียหาย”

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า ผู้นำ G7 ได้แสดงท่าทีมตามความจำเป็นเพื่อ “ตอบโต้และแข่งขัน” กับจีนในความท้าทายต่างๆ ตั้งแต่การปกป้องประชาธิปไตยไปจนถึงเทคโนโลยี

“จีนจะถูกเอ่ยในแถลงการณ์ (NATO) ในลักษณะที่แข็งกร้าวกว่าที่เราเคยเห็นมาก่อน” ซัลลิแวนกล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบิน Air Force One ของไบเดนที่เดินทางจากการประชุมสุดยอด G7 ในอังกฤษไปยังเมืองหลวงของเบลเยียม

นับตั้งแต่การผนวกไครเมียของรัสเซียในปี 2014 NATO ก็ได้ปรับปรุงการป้องกันภูมิภาคให้ทันสมัยขึ้น แต่เพิ่งจะเริ่มพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งที่สื่อตะวันตกและรัฐบาลตะวันตกเรียกว่า “ความทะเยอทะยานของจีน” แต่จีนเรียกว่าเป็นการใส่ร้าย

“ความทะเยอทะยานของจีน” ที่ชาติตะวันตกตราหน้าจีนคือท่าทีของพวกเขาที่ไม่พอใจต่อการลงทุนของจีนในท่าเรือยุโรปและแผนการจัดตั้งฐานทัพทหารในแอฟริกาไปจนถึงการฝึกร่วมทางทหารกับรัสเซียในทะเลบอลติก NATO เห็นพ้องต้องกันว่าการสมควรจะตอบโต้ “การผงาดของจีน” อย่างรุนแรง

ในขณะเดียวกัน ความพยายามของรัสเซียในการแบ่งแยกตะวันตกจะต้องถูกหยิบยกมาพูดถึงเช่นกัน นักการทูตรายหนึ่งเปิดเผยเรื่องนี้ก่อนการประชุมระหว่างไบเดนและประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียในวันอังคารนี้ที่เจนีวา

“ความสัมพันธ์ระหว่าง NATO และรัสเซียอยู่ในจุดต่ำสุด ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น” สตอลเทนแบร์ก บอกกับ The Times Radio ในวันอาทิตย์ “เราเห็นความเต็มใจที่จะใช้กำลังทหารกับเพื่อนบ้าน ยูเครน จอร์เจีย แต่เรายังเห็นการโจมตีทางไซเบอร์ เราเห็นความพยายามที่จะเข้าไปยุ่งในกระบวนการประชาธิปไตยทางการเมืองของเรา เพื่อบ่อนทำลายความไว้วางใจในสถาบันของเรา และความพยายามที่จะแบ่งแยกเรา”

ปัญหาจากภัยคุกคามนี้ บรรดาผู้นำหวังว่าไบเดนจะนำสหรัฐกลับเข้าสู่การป้องกันโดยรวมของ NATO หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับ NATO ร้าวฉาน

“เราเชื่อว่า NATO มีความสำคัญต่อความสามารถของเราในการรักษาความมั่นคงของสหรัฐ และผมต้องการให้พวกเขารู้ว่า NATO เป็นภาระผูกพันอันล่วงละเมิดมิได้” ไบเดนกล่าวเมื่อวันอาทิตย์หลังการสิ้นสุดการประชุม G7 ก่อนบินไปยังบรัสเซลส์

Photo by KENZO TRIBOUILLARD / POOL / AFP

รัสเซียทดลอง Sputnik V ชนิดพ่นจมูกกับเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655450

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 12:01 น.

รัสเซียทดลอง Sputnik V ชนิดพ่นจมูกกับเด็ก ผู้ผลิควัคซีน Sputnik V กำลังทดลองวัคซีนชนิดพ่นจมูกในเด็กอายุ 8 ถึง 12 ปี

รอยเตอร์สรายงานว่าสถาบันกามาเลยา (Gamaleya) หรือสถาบันวิจัยด้านระบาดวิทยาและจุลชีววิทยาแห่งชาติของรัสเซียซึ่งเป็นผู้พัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 สปุตนิก วี (Sputnik V) กำลังทดสอบวัคซีนต้านโควิด-19 ชนิดพ่นจมูกกับเด็กอายุ 8 ถึง 12 ปี

โดยอเล็กซานเดอร์ กินต์สเบิร์ก ผู้อำนวยการสถาบันกามาเลยาระบุว่าสถาบันได้ทำการทดลองวัคซีนในเด็กอายุระหว่าง 8 ถึง 12 ปีและไม่พบผลข้างเคียงในกลุ่มตัวอย่างรวมถึงไม่มีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิร่างกาย

อย่างไรก็ตามสถาบันได้มีการเสนอรายละเอียดให้ประธานาธิบดีวลาเมียร์ ปูติน ของรัสเซียพิจารณาแล้วโดยคาดว่าวัคซีนดังกล่าวจะสามารถแจกจ่ายให้ประชาชนใช้ได้ในวันที่ 15 กันยายน

สำนักข่าว TASS ของรัสเซียระบุว่าวัคซีนดังกล่าวจะยังคงเป็นวัคซีนสปุตนิก วี ตัวเดิมเพียงแต่ปรับเปลี่ยนวิธีการเข้าสู่ร่างกายแทนที่จะเป็นการฉีดยาโดยใช้เข็ม เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกในกลุ่มประชาชนที่เป็นเด็ก ด้วยความกังวลว่าเด็กอาจมีความเสี่ยงมากขึ้นจากการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 ในรัสเซีย

ทั้งนี้ วัคซีนสปุตนิก วี ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีไวรัลเวกเตอร์ (Viral vector) ปัจจุบันอนุมัติใช้ในผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปโดยผลการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนเมื่อฉีดครบ 2 เข็ม ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet ระบุว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ถึง 91.6% โดยไม่มีผลข้างเคียงที่ผิดปกติ โดยขณะนี้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้สั่งซื้อวัคซีนดังกล่าวเกินกว่าพันล้านโดส

นอกจากนี้สถาบันกามาเลยายังได้พัฒนาวัคซีนสปุตนิก ไลท์ (Sputnik Light) วัคซีนต้านโควิด-19 ชนิดฉีดเข็มเดียว ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 อยู่ที่ 79.4% 

Photo by JUAN MABROMATA / AFP

Tesla กลับลำอีกจะยอมรับ Bitcoin อีกครั้งหากเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655446

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 10:54 น.

Tesla กลับลำอีกจะยอมรับ Bitcoin อีกครั้งหากเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกครั้งที่มัสก์กับบริษัทของเขาเปลี่ยนท่าทีเกี่ยวกับคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก จับตาตลาดอีกครั้งว่าจะตอบรับหรือเมินเฉย

อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซีอีโอของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Tesla กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าบริษัทจะยอมรับการชำระเงินด้วย Bitcoin อีกครั้งเมื่อสกุลเงินเสมือนสกุลนี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ผู้ผลิตชาวอเมริกันได้สร้างความฮือฮาในเดือนกุมภาพันธ์เมื่อประกาศว่าลูกค้าสามารถชำระเงินเป็นสกุลเงินดิจิทัลได้ แต่แล้วมัสค์ก็เปลี่ยนใจ โดยระบุว่าไม่ยอมรับ Bitcoin อีกต่อไปแล้ว เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการขุด Bitcoin ใช้พลังงานมหาศาลซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล

นอกจากนี้ Tesla ยังเคยประกาศเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ว่าได้ลงทุนเงินสดจำนวน 1,500 พันล้านดอลลาร์ใน Bitcoin แต่ต่อมาประกาศว่าได้ขายส่วนหนึ่งของมันไปแล้ว ท่าทีกลับไปกลับมาของ Tesla มัสก์สร้างความสับสนให้กับตลาดเป็นอย่างมากและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มูลค่าของ Bitcoin ตกยาวมาถึงวันนี้

“เมื่อมีการยืนยันการใช้พลังงานสะอาดอย่างสมเหตุสมผล (ประมาณ 50%) โดยผู้ขุดและมีแนวโน้มที่ดีในอนาคต Tesla จะกลับมาอนุญาตให้ทำธุรกรรม Bitcoin” มหาเศรษฐีมัสก์เขียนบน Twitter เมื่อวันอาทิตย์

วารสารวิทยาศาสตร์ Nature เพิ่งตีพิมพ์ผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าเหมือง Bitcoin ของจีน ซึ่งครอบคลุมเกือบ 80% ของการค้าคริปโตของโลก เสี่ยงต่อการทำให้จีนไปไม่ถึงเป้าหมายแก้ปัญหาด้านสภาพอากาศ เพราะการมทำเหมืองขุดคริปโตบางส่วนใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง

มัสก์ถูกโจมตีมาตลอดว่าพยายามปั่นป่วยราคาของ Bitcoin และมีบทความหนึ่งที่วิเคราะห์ว่ามัสก์ทวีตเรื่อง Bitcoin เพื่อหวังประโยชน์ทางธุรกิจของเขา ซึ่งมัสก์ทวีตตอบโต้ข้อกลาวหานี้เมื่อวันอาทิตย์

“เรื่องนี้ไม่ถูกต้อง Tesla ขายเพียง 10% ของการถือครองเพื่อยืนยันว่า BTC (Bitcoin) สามารถชำระบัญชีได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องย้ายตลาด”

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

การแบ่งขั้วอำนาจเกิดขึ้นแล้ว G7 หมายหัวจีน-รัสเซีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655444

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 10:41 น.

การแบ่งขั้วอำนาจเกิดขึ้นแล้ว G7 หมายหัวจีน-รัสเซียสรุปประชุมผู้นำประเทศกลุ่ม G7 มีประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งการเมืองและสิ่งแวดล้อมรวมถึงสาธารณสุข แต่ประเด็นร้อนอยู่ที่การเล็งเป้าหมายไปที่จีนกับรัสเซีย

การประชุมผู้นำประเทศกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศหรือ G7 ที่จัดขึ้นที่ประเทศอังกฤษได้สิ้นสุดลงในวันที่ 13 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น โดยประเทศที่ข้าร่วมการประชุม ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีผู้นำสหภาพยุโรป (EU) อินเดีย เกาหลีใต้ แอฟริกาใต้ และออสเตรเลีย ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมด้วย โดยประเทศ G7 ออกแถลงการณ์ร่วมกันหลังการประชุมโดยมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

1. ความท้าทายประเทศจีน

ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ระบุว่าจะร่วมมือกันเพื่อท้าทายแนวทางปฏิบัติทางเศรษฐกิจของประเทศจีนตลอดจนเรียกร้องให้จีนเคารพสิทธิมนุษยชนในซินเจียงและฮ่องกง

“สำหรับประเทศจีนและการแข่งขันในเศรษฐกิจโลก เราจะยังคงหารือเกี่ยวกับแนวทางร่วมกันเพื่อท้าทายนโยบายและแนวปฏิบัติที่บ่อนทำลายการดำเนินงานที่ยุติธรรมและโปร่งใสของเศรษฐกิจโลก” แถลงการณ์ระบุ

2.ปัญหาโลกร้อน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นจุดสนใจหลักของการเจรจาวันสุดท้ายของผู้นำกับกลุ่มประเทศ G7 ที่สนับสนุนการดำเนินการร่วมกันเพื่อจัดการกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน กำหนดเป้าหมายปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ และเป้าหมายปกป้องธรรมชาติและมหาสมุทร 30% ภายในปี 2030

รวมถึงตกลงที่จะให้เงินสนับสนุนเพื่อช่วยประเทศยากจนในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและรับมือกับภาวะโลกร้อน

3. วัคซีน 1 พันล้านโดส

ผู้นำทั้ง 7 ประเทศตกลงที่จะจัดสรรและแบ่งปันวัคซีนต้านโควิด-19 ให้แประเทศยากจนอย่างเร่งด่วนอย่างน้อย 1 พันล้านโดส โดยครึ่งหนึ่งมาจากสหรัฐ และ 100 ล้านโดสจากอังกฤษ

ตลอดจนเรียกร้องให้จีนร่วมมือกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหประชาชาติในการสอบสวนต้นตอของโควิด -19 อย่างโปร่งใส

4. ภาษีขั้นต่ำ

ได้มีการรับรองการเก็บภาษีขั้นต่ำ 15% ทั่วโลกสำหรับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และข้อเสนอนี้จะเข้าสู่การประชุมประเทศ G20 ที่อิตาลีในเดือนหน้า

5. รัสเซียกับการโจมตีทางไซเบอร์

เรียกร้องให้รัสเซียดำเนินการต่อผู้ที่กระทำการโจมตีทางไซเบอร์ตลอดจนการใช้อาวุธเคมี โดยแถลงการณ์ระบุว่า “เพื่อยุติการปราบปรามต่อภาคประชาสังคมและสื่ออิสระ ตลอดจนเพื่อจัดการกับผู้ที่อยู่ภายในพรมแดนที่ทำการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ ใช้สกุลเงินเสมือนในทางที่ผิดเพื่อฟอกค่าไถ่ และอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตอื่นๆ”

6. ยุติสงครามในเอธิโอเปียทันที

กลุ่มประเทศ G7 ยังเรียกร้องให้ยุติการสู้รบในภูมิภาคไทเกรย์ของเอธิโอเปียในทันทีด้วยความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งและโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคดังกล่าว

Photo by Brendan SMIALOWSKI / AFP

รัสเซียทิ้งเงินดอลลาร์หันเข้าหายูโร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655433

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 09:13 น.

รัสเซียทิ้งเงินดอลลาร์หันเข้าหายูโร กระบวนการสลัดตัวจากเงินดอลลาร์ของรัสเซียเข้มข้นขึ้นทุกที ล่าสุดหันไปถือยูโรมากขึ้น

สำนักข่าว RT รายงานว่ากระทรวงการคลังของประเทศรัสเซียประกาศว่ากำลังวางแผนที่จะเปลี่ยนสภาพคล่องของสกุลเงินของประเทศจากดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินยูโร

“เป้าหมายอันดับหนึ่งของเราคือเปลี่ยนรัสเซียให้เป็นประเทศที่เน้นด้านยูโร ดังนั้นจึงแทนที่ดอลลาร์ด้วยเงินยูโร” ดมิทรี ทิโมฟีฟ (Dmitry Timofeev) อธิบดีกรมควบคุมมาตรการจำกัดภายนอกของกระทรวงการคลังรัสเซียกล่าว

ทิโมฟีฟตั้งข้อสังเกตว่ารัสเซียมีเหตุผลทุกประการในการเปลี่ยนการถือครองสกุลเงิน และเสริมว่ารัฐบาลกำลังเตรียมสิ่งจูงใจมากมายสำหรับธุรกิจต่างๆ เพื่อเปลี่ยนไปใช้สกุลเงินเดียวของยุโรป

“เนื่องจากเราเป็นเศรษฐกิจแบบตลาด เราจึงไม่สามารถสั่งได้ว่าให้หยุดใช้ดอลลาร์” ทิโมฟีฟกล่าว แม้ว่าเขาจะเสริมว่าบริษัทของรัฐบางแห่งอาจถูกบังคับให้เปลี่ยนการใช้สกุลเงินก็ตาม

สาเหตุสำคัญที่รัสเซียลดการพึ่งพาเงินดอลลาณืก้เนื่องจากปัญหาทางการเมือง ทิโมฟีฟชี้แจงวา “เราจำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมือที่จำเป็นในชุดเดียวเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งหมดให้ห่างไกลจากเงินดอลลาร์ ซึ่งอันที่จริงแล้ว จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรและทำให้โลกเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น”

การระบุว่า “ทำให้โลกเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น” เป็นการโจมตีไปที่สหรัฐซึ่งรัสเซียมองว่าใช้อำนาจบาตรใหญ่ในการแทรกแซงประเทศอื่นด้วยการใช้มาตรการคว่ำบาตรโดยอ้างประชาธิปไตย

รัสเซียเริ่มขับเคลื่อนการสลัดตัวจากเงินดอลลาร์มากขึ้น ก่อนหน้านี้ อันตน ซิลูอานออฟ (Anton Siluanov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของรัสเซียกล่าวว่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจะลดส่วนแบ่งของดอลลาร์เป็นศูนย์ภายในเดือนหน้า

ในขณะเดียวกัน อเล็กซานเดอร์ โนวัค (Alexander Nova) รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เตือนว่าอีกไม่นานรัสเซียอาจจะเลิกใช้สัญญาน้ำมันดิบที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ หากรัฐบาลสหรัฐยังคงใช้การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย

Photo – REUTERS/Heinz-Peter Bader

เวียดนามดีลบริษัทอเมริกันถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตวัคซีน mRNA #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655416

วันที่ 13 มิ.ย. 2564 เวลา 17:50 น.

เวียดนามดีลบริษัทอเมริกันถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตวัคซีน mRNAกระทรวงสาธารณสุขของเวียดนามกล่าวว่า Vingroup JSC คาดว่าจะผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 หลังจากเจรจาข้อตกลงการถ่ายโอนเทคโนโลยีกับผู้ผลิตที่ไม่ระบุชื่อในสหรัฐ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขเวียดนามระบุบนเว็บไซต์ว่าวัคซีนดังกล่าวจะใช้เทคโนโลยี mRNA ซึ่งวัคซีนของบริษัท Moderna Inc. และ Pfizer Inc. จากสหรัฐใช้เทคโนโลยีเดียวกัน

กระทรวงสาธารณสุขกล่าวโรงงานของ Vingroup ลงทุนสามารถผลิตได้มากถึง 200 ล้านโดสต่อปี และคาดว่าจะเริ่มผลิตวัคซีนได้ตั้งแต่ไตรมาสที่สี่หรือไตรมาสแรกของปี 2022

ก่อนหน้านี้ Reuters เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมว่า เวียดนามกำลังมองหาการถ่ายโอนเทคโนโลยี mRNA เพื่อการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในประเทศ

สำนักข่าว Vietnam News Agency รายงานว่า “เนื่องจากอุปทานในเวียดนามมีจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังถึงพัฒนาที่ซับซ้อน กระทรวงสาธารณสุขได้พบปะกับตัวแทนองค์การอนามัยโลกเพื่ออำนวยความสะดวกในการเจรจาเกี่ยวกับการถ่ายโอนเทคโนโลยี mRNA”

กระทรวงสาธารณสุขรายงานเมื่อวันเสาร์ว่าเวียดนามได้อนุมัติการใช้วัคซีนของ Pfizer แฃะวัคซีนอื่นๆ ที่อนุญาตให้ใช้ ได้แก่ วัคซีนที่ผลิตโดย Sinopharm ของจีนและ AstraZeneca Plc โดยเวียดนามคาดหวังว่าจะมีวัคซีนไวรัส 125 ล้านโดสในปีนี้

เวียดนามบรรลุข้อตกลงซื้อวัคซีน 170 ล้านโดส ในขณะที่มีการฉีดวัคซีนมากกว่า 1.4 ล้านครั้ง มีเพียง 53,000 คนในประเทศที่มีประชากร 98 ล้านคนเท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างสมบูรณ์ ณ วันที่ 11 มิถุนายน

เวียดนามกำลังต่อสู้กับการระบาดใหญ่ในประเทศ ประเทศนี้มีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 10,241 ราย ณ วันเสาร์โดยมีผู้เสียชีวิต 58 ราย

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

เผยแผนการ G7 จะมอบวัคซีนโควิด 1 พันล้านโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655407

วันที่ 13 มิ.ย. 2564 เวลา 15:45 น.

เผยแผนการ G7 จะมอบวัคซีนโควิด 1 พันล้านโดสข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยจากร่างแถลงการณ์ก่อนสรุปผลการปรชุมสุดยอดผู้นำ G7 เอ่ยถึงแผนการกระจายวัคซีนนับพันล้านโดส แต่ไม่ได้ระบุว่าจะให้ใครบ้าง

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจากคาร์บิสเบย์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน กลุ่มประเทศ G7 จะจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จำนวน 1,000 ล้านโดสในปีหน้า และทำงานร่วมกับภาคเอกชน กลุ่ม G20 และประเทศอื่นๆ เพื่อเพิ่มการสนับสนุนในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

“คำมั่นสัญญาตั้งแต่เราพบกันครั้งสุดท้ายในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 รวมทั้งที่นี่ในคาร์บิสเบย์จะมอบ 1 พันล้านโดสในปีหน้า” แถลงการณ์ระบุ

“เราจะทำงานร่วมกับภาคเอกชน, G20 และประเทศอื่นๆ เพื่อเพิ่มการสนับสนุนนี้ในช่วงหลายเดือนที่จะมาถึง” แถลงการณ์ดังกล่าว

แหล่งข่าวสองแห่งกล่าวว่าร่างดังกล่าวทำการสรุปโดยนักการทูตที่ทำงานจนดึกในคืนวันเสาร์เพื่อเจรจาจนผ่านข้อตกลงดังกล่าว

แหล่งข่าวยังเผยว่านอกจากนี้ G7 ยังมุ่งมั่นที่จะส่งออกวัคซีนในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญต่อไป

แหล่งข่าวยังเผยว่าG7 ยังมุ่งมั่นที่จะอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยสมัครใจและการผลิตวัคซีนทั่วโลกที่ไม่แสวงหากำไร ทั้งนี้ สิทธิโดยสมัครใจ หรือ Voluntary Licensing เป็นการอนุญาตที่ผู้ถือสิทธิบัตรมอบให้กับบริษัทผลิตยาสามัญ ให้ผลิตยาหนึ่งๆ ได้โดยไม่เสียค่าลิขสิทธิ์ในฐานะที่เป็นยาสามัญชนิดหนึ่ง ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงวัคซีน

แหล่งข่าวยังเผยว่า G7 ยืนยันการสนับสนุนโครงการ ACT-A และ COVAX ในฐานะช่องทางหลักในการจัดหาวัคซีนให้กับประเทศที่ยากจนที่สุด

แหล่งข่าวยังเผยว่า G7 สนับสนุนการอภิปรายเกี่ยวกับการขยายแผนการ ACT-A [แผนงานเพื่อเร่งการผลิตและแจกจ่ายวัคซีน] ที่จะบังคับในปี 2022 ความคืบหน้าจะมีการรายงานต่อ G20 ในกรุงโรม

Photo by JACK HILL / POOL / AFP

ยักษ์ใหญ่การเงินสหรัฐเขยิบเข้าหา Crypto-Bitcoin อย่างระวังตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655397

วันที่ 13 มิ.ย. 2564 เวลา 13:18 น.

ยักษ์ใหญ่การเงินสหรัฐเขยิบเข้าหา Crypto-Bitcoin อย่างระวังตัวการลงทุนใน Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ยังคงเป็นเกมที่มีความเสี่ยง ซึ่งกฎเกณฑ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างมาก แต่ผลตอบแทนอาจเป็นกอบเป็นกำ

เพื่อตอบสนองต่อภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ ยักษ์ใหญ่ทางการเงินชั้นนำของสหรัฐหลายรายหลบเลี่ยงที่จะลงทุนในคริปโต แต่ก็มีบริาทจำนวนมากขึ้นที่กำลังดำเนินการอย่างระมัดระวังในโลกที่กำลังเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัล

“คำแนะนำส่วนตัวของผมกับคนอื่นๆ ขอให้อยู่ห่างจากมัน” เจมี่ ไดมอน (Jamie Dimon) ผู้บริหารระดับสูงของ JPMorgan Chase กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ ก่อนเสริมว่า “นั่นไม่ได้หมายความว่าลูกค้าไม่ต้องการมัน”

JPMorgan ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐในด้านสินทรัพย์ กำลังประเมินว่ามันสามารถช่วยลูกค้าทำธุรกรรมในสกุลเงินดิจิทัลได้อย่างไร ไดมอนกล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อเดือนที่แล้วในการประชุมประจำปีของธนาคาร

ก่อนหน้านี้มันเป็นแค่การนำเสนอด้านการลงทุนที่นิยมกันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ สกุลเงินดิจิทัลกำลังจุดประกายความสนใจมากขึ้นในหมู่นักลงทุนกระแสหลัก หลังจากที่ราคา Bitcoin พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในปี 2020 และต้นปี 2021

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา State Street ยักษ์ใหญ่ด้านการเงินที่มีความน่าเชื่อถือสูงได้ประกาศการจัดตั้งแผนกการเงินดิจิทัลใหม่

เมื่อวันพุธ หัวหน้าบริษัทการค้าออนไลน์ Interactive Brokers ได้ให้คำมั่นที่จะเปิดการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลออนไลน์บนแพลตฟอร์มภายในสิ้นฤดูร้อน

เช่นเดียวกับคู่แข่งอย่าง Charles Schwab และ Fidelity ขณะนี้ Interactive Brokers ไม่ได้ให้บริการซื้อขาย Bitcoin บนแพลตฟอร์มของตน แม้ว่าจะให้ทางเลือกแก่ลูกค้าในการลงทุนในสินทรัพย์บางประเภทซึ่งรวมถึงคริปโตอื่นๆ หรือ Bitcoin futures

นักลงทุนที่ต้องการแลกเปลี่ยน Bitcoin สามารถหันไปหา Robinhood หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสกุลเงินดิจิตอล Coinbase

ForUsAll แพลตฟอร์มที่จัดการบัญชีเกษียณสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาได้ประกาศข้อตกลงกับ Coinbase ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถลงทุนได้ถึง 5% ของยอดคงเหลือในสกุลเงินดิจิทัล

ธนาคารเพื่อการลงทุน Morgan Stanley กล่าวในเดือนมีนาคมว่าจะอนุญาตให้ลูกค้ามีฐานะในระดับหนึ่งสามารถลงทุนในกองทุน Bitcoin ในขณะที่ Goldman Sachs ได้จัดตั้งทีมที่ทุ่มเทให้กับการซื้อขายคริปโตโดยเฉพาะ

ผู้บริหารระดับสูงของ Wells Fargo, Citigroup และ Bank of America กล่าวในการพิจารณาของรัฐสภาเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมว่าพวกเขากำลังเข้าไปร่วมวงตลาดสกุลเงินดิจิทัลด้วยความระมัดระวัง

Fidelity Investments ซึ่งก่อตั้งแผนกสินทรัพย์ดิจิทัลในปี 2018 เพื่อดำเนินการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลสำหรับกองทุนป้องกันความเสี่ยงและนักลงทุนสถาบันอื่นๆ ได้ยื่นเอกสารต่อหน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาสำหรับกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน Bitcoin (ETF)

การเคลื่อนไหวนี้อาจขยายการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลไปยังนักลงทุนรายย่อยในวงกว้างขึ้น

อย่างไรก็ตาม บริษัททางการเงินจำนวนมากไม่เต็มใจที่จะเข้าไปลงทุนเกี่ยวข้องกับตลาดมืดที่เป็นเหตุให้หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกหันมาจับตาและเตือนการลงทุนเกี่ยวกับคริปโต

นอกจากนี้ยังมีความผันผวนน่าากังวลง โดย Bitcoin เริ่มต้นในปี 2021ที่ประมาณ 30,000 ดอลลาร์ และแตะ 63,000 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน ก่อนที่จะร่วงกลับมาที่ 34,000 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน

“นักเก็งกำไรและผู้ที่ทุกข์ทรมานจาก FOMO (ความกลัวที่จะพลาด) จะยังคงแห่กันไปที่คริปโตต่อไปโดยหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนมหาศาล” เอียน เจนดเลอร์ (Ian Gendler) จากบริษัทวิจัย Value Line กล่าว

แต่เจนดเลอร์เรียกร้องให้ลูกค้าหลีกเลี่ยงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล โดยอ้างถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นและการไม่มีสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เมื่อเทียบกับการนำเงินไปลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์หรือบริษัท Bitcoin และเงินดิจิทัลอื่นๆ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลด้วยเช่นกัน

“สกุลเงินดิจิทัลนั้นคุ้มค่ากับสิ่งที่นักลงทุนรายต่อไปยินดีจ่ายเท่านั้น” เขากล่าว

ถึงกระนั้น หลายคนในด้านการเงินไม่มองว่าสกุลเงินดิจิทัลเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราว

“เราเชื่อว่า Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลในวงกว้างนั้นเป็นสินทรัพย์ประเภทใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป” คริส คิวเปอร์ (Chris Kuiper) รองประธานของ CFRA Research กล่าว

CFRA คาดว่า “ธนาคารขนาดใหญ่และสถาบันการเงินขนาดเล็กจะปรับใช้พวกมันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานและกรอบกฎหมาย/การกำกับดูแลยังคงอยู่ระหว่างการกำหนดขึ้นมา” คิวเปอร์กล่าวเสริม

คณะกรรมการบาเซิลซึ่งประสานงานด้านกฎระเบียบระหว่างธนาคารกลาง ในสัปดาห์นี้ได้เสนอกฎใหม่ที่จะกำหนดให้ธนาคารต้องจัดสรรเงินทุนสำหรับการลงทุนสกุลเงินดิจิทัล

แกรี เจนสเลอร์ (Gary Gensler) หัวหน้าคนใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กล่าวว่าเขาต้องการสนับสนุนการคุ้มครองนักลงทุนคริปโตโดยบอก CNBC ว่านักลงทุนเหล่านั้น “ไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่เหมือนในตลาดทุนหรือในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ซื้อขายล่วงหน้า”

Photo by Marco BELLO / AFP

ผู้เชี่ยวชาญชี้วัคซีนจีนมีประสิทธิภาพต้านโควิด-19 ชนิดกลายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655377

วันที่ 13 มิ.ย. 2564 เวลา 10:34 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้วัคซีนจีนมีประสิทธิภาพต้านโควิด-19 ชนิดกลายพันธุ์วัคซีนจากจีนที่แพร่หลายในขณะนี้คือจากบริษัท Sinopharm และ Sinovac

ปักกิ่ง, 12 มิ.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันศุกร์ (11 มิ.ย.) ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของจีนแถลงข่าวว่าวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ของจีน มีประสิทธิภาพ “อย่างมาก” ในการปกป้องประชาชนจากเชื้อไวรัสฯ ชนิดกลายพันธุ์ ที่พบในอินเดีย

เฝิงจื้อเจี้ยน ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติจีน ระบุว่าเชื้อไวรัสฯ ชนิดกลายพันธุ์ ซึ่งมีต้นกำเนิดจากอินเดียและแพร่กระจายรวดเร็วกว่าเดิม เป็นต้นตอของการระบาดในกว่างโจว เมืองเอกของมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน

สำหรับกลุ่มผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ได้รับการยืนยันผลของการระบาดระลอกล่าสุดในกว่างตง พบผู้ป่วยที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนมีอุบัติการของการเกิดอาการรุนแรงสูงกว่าผู้ป่วยที่ฉีดวัคซีนแล้ว “อย่างชัดเจน” ซึ่งพิสูจน์ว่าการฉีดวัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อไวรัสฯ ชนิดกลายพันธุ์

เฝิงเรียกร้องการดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมโรคระบาดอย่างรอบด้านเพิ่มเติม ขณะเร่งรัดการฉีดวัคซีนเพื่อยับยั้งการระบาดของโรคโควิด-19 ในกว่างตง

ทั้งนี้ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีนระบุว่ามีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทั่วจีนมากกว่า 845.2 ล้านโดสแล้ว เมื่อนับถึงวันพฤหัสบดี (10 มิ.ย.) ที่ผ่านมา

เนื้อหาข่าวโดยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo by STR / AFP