เจาะชีวิต Terry Gou เจ้าพ่อไฮเทคแห่งไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655582

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 17:41 น.

เจาะชีวิต Terry Gou เจ้าพ่อไฮเทคแห่งไต้หวันเทอร์รี่ กัว เจ้าของอาณาจักร Foxconn ผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แม้ว่าวันนี้ไต้หวันจะถูกบดบังรัศมีโดยจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งยังต้องไล่ตามเกาหลีใต้ที่เคยอยู่ในระดับเดียวในฐานะ “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย” และถึงแม้ไต้หวันจะเหมือนหยุดนิ่งไม่มีสีสันของความคึกคัก แต่ยังมีหนึ่งคนที่ทำให้ประเทศนี้ยังมีที่ทางบนแผนที่แห่งความสำเร็จได้

ชายคนนี้มีชื่อว่า เทอร์รี่ กัว (Terry Gou) หรือ กัวไถหมิง อภิมหาเศรษฐีชาวไต้หวัน ผู้ครองอันดับที่ 6 ของตำแหน่งเจ้าสัวแห่งไต้หวัน และอันดับที่ 369 บนรายชื่อเศรษฐีระดับโลก ด้วยมูลค่าทรัพย์สินที่มากถึง 6.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามการจัดอันดับประจำปี 2021 โดย Forbes

กัว เป็นชาวไต้หวันแต่กำเนิด แต่พ่อแม่อพยพมาอยู่ที่นี่หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์ยึดครองประเทศจีนได้ทั้งประเทศ ยังผลให้พรรคก๊กมินตั๋งและผู้ภักดีหนีมาที่ไต้หวันเมื่อปี 1949 ในช่วงทศวรรษที่ 70 เทอร์รี่ กัว เริ่มสร้างอาณาจักรด้วยความฝันใฝ่อย่างล้นเหลือ เริ่มต้นด้วยเงินไม่ถึง 8,000 เหรียญสหรัฐ ภายในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปี กัว สามารถจับเป้าหมายของตัวเองได้ในที่สุด นั่นคือการปักหลักเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ป้อนค่ายดังๆ โดยเริ่มจากแบรนด์ดังจากญี่ปุ่นและขยับขยายสู่แบรนด์ชั้นนำในสหรัฐได้ในชั่วเวลาไล่เลี่ยกัน

จนกระทั่งก้าวขึ้นมาอีกขั้น ด้วยการย้ายฐานการผลิตหลักมายังจีน แผ่นดินที่มีแรงงานให้เลือกใช้ได้อย่างไม่จำกัด ทั้งยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่าไต้หวันมากมายหลายเท่า

ด้วยการก้าวย่างที่มั่นคง นำมาซึ่งความมั่งคั่งไม่หยุดหย่อน เมื่อปี 2002 เทอร์รี่ กัว จึงปรนเปรอตัวเองด้วยการทุ่มเงิน 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ซื้อปราสาทโบราณที่สาธารณรัฐเช็กเพื่อประกาศความร่ำรวยของตนให้ชาวโลกได้ประจักษ์

เทอร์รี่ กัว ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของกิจการ Hon Hai Precision ผู้รับเหมาผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีโรงงานสาขาในหลายภูมิภาคของโลก

เมื่อพูดถึง Hon Hai Precision หลายคนอาจไม่คุ้นหูนัก แต่เมื่อพูดถึงบริษัทในเครืออย่าง Foxconn หลายคนอาจจะร้องอ๋อขึ้นมาทันที และที่ชื่อของ Foxconn โด่งดังอย่างแรงก็เพราะเป็นผู้รับเหมาผลิตชิ้นส่วนให้กับ Apple นั่นเอง โดยเฉพาะชิ้นส่วนของ iPhone

หรืออาจพูดได้ว่า แท้จริงแล้ว สตีฟ จ็อบส์ ไม่ใช่คนผลิต iPhone แต่เป็นชายที่ชื่อ เทอร์รี่ กัว ต่างหาก

ไม่ใช่แค่ iPhone แต่ยังรวมถึง iPod iPad และ Amazon Kindle ของ Amazon รวมถึงผลิตภัณฑ์ของ Sony, HP, Dell, Nokia, Xiaomi และอื่นๆ อีกด้วย นับว่า กัว คือเบื้องหลังที่สำคัญอย่างยิ่งยวดของโลกเทคโนโลยีร่วมสมัยเลยทีเดียว

เทอร์รี่ กัว ยังคงปรัชญาเดิมในการลงทุนไม่ว่าจะที่จีนหรือที่ไหนๆ นั่นคือการเอาใจใส่พนักงานทุกระดับชั้นด้วยดี เพราะคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงานคือคุณภาพที่ดีของผลงาน และย่อมหมายถึง “คุณภาพ” ของบริษัทเช่นกัน โดยทุกวันนี้ Foxconn มีพนักงานกว่าล้านชีวิต

ไม่เพียงแต่ผลิตชิ้นส่วนให้บริษัทเทคโนโลยีเท่านั้นแต่ กัว ยังใจกล้าทุ่มเงินราว 6 พันล้านเหรียญเพื่อซื้อกิจการของ Sharp หลังจากที่ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก ทำให้ Sharp กลายเป็นบริษัทญี่ปุ่นรายแรกที่อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทต่างชาติ เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโลก

นอกจากความสำเร็จในแวดวงธุรกิจแล้วอีกหนึ่งเส้นทางที่ทำให้ กัว เป็นที่รู้จักคือการก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยในปี 2019 กัว ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธาน Foxconn เพื่อเตรียมลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันในปี 2020 ในตอนนั้นเคยมีคนมองว่าหากได้รับชัยชนะ กัว อาจสร้างสันติภาพให้แก่ช่องแคบไต้หวันก็เป็นได้ด้วยสายสัมพันธ์อันดีกับทั้งประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐในเวลานั้น

แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นประธานาธิบดีแต่ กัว เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือชาวไต้หวันให้ต่อสู้กับวิกฤตครั้งสำคัญอย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยในช่วงแรกของการแพร่ระบาด Foxconn ยังมีส่วนช่วยในการผลิตหน้ากาอนามัยที่ประสบภาวะขาดแคลนทั่วโลก

แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ง่ายที่สุดที่เคยทำมา แต่มันทำประโยชน์ให้ส่วนรวมและสร้างขวัญกำลังใจให้พนักงาน นอกจากนี้ กัว ยังเสนอตัวทุ่มเงินมูลค่า 228 ล้านเหรียญสหรัฐนำเข้าวัคซีน Pfizer จำนวน 5 ล้านโดสด้วยตัวเองจนเป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลกเมื่อเร็วๆ นี้ 

เผยเอกสารลับ สหรัฐนำศพนายพลโตโจซ่อนไว้ที่ไหน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655568

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 16:00 น.

เผยเอกสารลับ สหรัฐนำศพนายพลโตโจซ่อนไว้ที่ไหน? เอกสารจากสหรัฐเผยวาระสุดท้ายของนายพลฮิเดกิ โตโจ อดีตนายกฯ ญี่ปุ่นที่ถูกแขวนคอในฐานะอาชญากรสงคราม

นายพลฮิเดกิ โตโจ นายกรัฐมนตรีและนายพลแห่งกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์อันเป็นเหตุให้สหรัฐเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่เขาถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอฐานก่ออาชญากรรมสงครามในปี 1948 ร่างของเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยและไม่ได้กลับสู่แผ่นดินเกิดอีกเลย แม้แต่ญี่ปุ่นเองก็ไม่ทราบว่าสหรัฐนำศพของนายพลโตโจไปไว้ที่ใด

แต่ล่าสุด (15 มิ.ย.) บีบีซีรายงานว่าฮิโรอากิ ทาคาซาวา อาจารย์ชาวญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยนิฮอน ในกรุงโตเกียว พบเอกสารฉบับหนึ่งที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งระบุถึงวาระสุดท้ายของนายพลโตโจ พร้อมกับอีก 6 คนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตฐานก่ออาชญากรรมสงครามเช่นเดียวกัน

“ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้าพเจ้าได้รับศพ, เผาศพ และโปรยเถ้ากระดูกของอาชญากรสงครามที่ถูกประหารชีวิตดังต่อไปนี้ลงในทะเลจากเครื่องบินของกองพลสหรัฐที่แปด” นายพลลูเธอร์ ฟรีสัน ของกองทัพสหรัฐบันทึกไว้ในเอกสารฉบับหนึ่งพร้อมลงวันที่ 23 ธ.ค. 1948 โดยด้านล่างเป็นรายชื่อนักโทษทั้ง 7 คนที่ถูกประหารชีวิตซึ่งรวมถึงนายพลโตโจ

เอกสารยังระบุว่าเถ้ากระดูกถูกโปรยลงสู่ทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างออกไปทางตะวันออกของเมืองโยโกฮามาราว 48 กิโลเมตร ตลอดจนเตาที่ใช้เผาศพก็มีการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเถ้ากระดูกเหลืออยู่แม้แต่เศษเล็กๆ

อาจารย์ทาคาซาวาให้สัมภาษณ์ต่อสำนักข่าวเอพีว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐพยายามปกปิดเพื่อไม่ให้ผู้สนับสนุนนายพลโตโจพบเจอร่างของเขา

เหตุที่สหรัฐต้องกำจัดร่างของนายพลและอีก 6 คนโดยไม่ให้เหลือร่องรอยแม้แต่น้อยเพื่อป้องกันไม่ให้มีใครค้นหาร่างของพวกเขาเจอและนำไปยกย่องในฐานะวีรบุรุษสงคราม

“นอกจากความพยายามที่จะป้องกันไม่ให้ถูกเชิดชูแล้ว ผมคิดว่าการที่กองทัพสหรัฐยืนกรานที่จะไม่ยอมให้ร่างเหล่านี้กลับคืนสู่ดินแดนญี่ปุ่นเป็นความอัปยศอย่างที่สุด” อาจารย์ทาคาซาวากล่าว

อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีร่างกลับคืนสู่ญี่ปุ่นแต่เชื่อกันว่าดวงวิญญาณของเหล่าทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในสงครามรวมถึงนายพลโตโจสถิตอยู่ที่ศาลเจ้ายาซูกูนิ ศาลเจ้าที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1869 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงผู้เสียชีวิตในสงครามโบชิง แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงถูกใช้เป็นที่สถิตของเหล่าดวงวิญญาณทหารที่สละชีพในสงครามด้วย

ท่ามกลางข้อถกเถียงจากฝ่ายหนึ่งที่มองว่านี่คือสัญลักษณ์ของความรักชาติ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความโหดร้ายของสงครามในสายตาของชาวเอเชียตะวันออกอย่างจีนและเกาหลีใต้

ทั้งนี้ นายพลฮิเดกิ โตโจ เป็นนายพลในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1941 ถึง 1944 เป็นหนึ่งในคนสำคัญที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นเป็นภาคีของกลุ่มอักษะ และการโจมตีทางทหารต่อฐานทัพเรือสหรัฐที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ อันเป็นเหตุให้สหรัฐเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

นายพลโตโจและคณะรัฐมนตรีประกาศลาออกในปี 1944 เมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายสัมพันธมิตร และหลังจากที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามอย่างเป็นทางการในปีถัดมาเมื่อสหรัฐทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ นายพลโตโจพยายามยิงตัวตายแต่ไม่สำเร็จ

ต่อมาเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานก่ออาชญากรรมสงครามที่ศาลทหารระหว่างประเทศในปี 1948 และถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ

ฟิลิปปินส์คาดได้ AstraZeneca จากไทยภายในปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655563

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 15:03 น.

ฟิลิปปินส์คาดได้ AstraZeneca จากไทยภายในปีนี้ ฟิลิปปินส์คาดว่าจะได้รับวัคซีน AstraZeneca ส่วนใหญ่ที่สั่งจากไทยภายในปีนี้ หลังไทยเลื่อนส่งล็อตแรก

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ทางการฟิลิปปินส์คาดว่าจะได้รับวัคซีน AstraZeneca ส่วนใหญ่ที่สั่งจากไทยทั้งหมด 17 ล้านโดสภายในปีนี้ หลังจากไทยส่งมอบล็อตแรกล่าช้า

โจอี คอนเซ็ปซิออน ที่ปรึกษาประธานาธิบดีด้านผู้ประกอบการซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดซื้อวัคซีนของภาคเอกชนของฟิลิปปินส์เผยว่า วัคซีน AstraZeneca ที่ภาคเอกชนสั่งจากไทยจำนวน 1.2 ล้านโดสจะถึงฟิลิปปินส์กลางเดือน ก.ค. จากเดิมที่มีกำหนดส่งในเดือนนี้

“นี่เป็นเรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้การฉีดวัคซีนของเราสะดุด” คอนเซ็ปซิออนเผยผ่านการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ และกล่าวอีกว่า ความล่าช้าจะช่วยให้บริษัทต่างๆ มีเวลาชักชวนพนักงานมาฉีดวัคซีนเพิ่ม และคาดว่าวัคซีนส่วนใหญ่ที่เหลือจะถึงฟิลิปปินส์ในปีนี้

ด้าน คาร์ลิโต กัลเวซ หัวหน้าโครงการจัดซื้อวัคซีนเผยในที่ประชุมสภาว่า ฟิลิปปินส์คาดว่าวัคซีน AstraZeneca ทั้งหมด 17 ล้านโดสที่ภาคเอกชนและรัฐบาลท้องถิ่นสั่งซื้อจากไทยจะส่งมอบภายในไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

เมื่อมหาเศรษฐีนักลงทุนบอกว่า “I like bitcoin” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655550

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 13:42 น.

เมื่อมหาเศรษฐีนักลงทุนบอกว่า "I like bitcoin"Paul Tudor Jones สร้างความสนใจอย่างแรงในตลาดเมื่อเขาเปรยถึงปัญหาเงินเฟ้อ และบอกว่าสนใจลงทุนใน Bitcoin

หลังจากที่อีลอน มัสก์ (Elon Musk) กล่าวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า Tesla จะเริ่มรับหน่วยนี้อีกครั้งเมื่อมีการขุดที่ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น Bitcoin อยู่เหนือ 40,000 ดอลลาร์หรือสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม นอกจากมัสก์แล้ว Bitcoin ยังได้รับแรงหนุนจากผู้จัดการกองทุนป้องกันความเสี่ยงชั้นนำ พอล ทิวดอร์ โจนส์ (Paul Tudor Jones) ผู้รับรองว่า Bitcoin เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ดีต่อเงินเฟ้อ

“ผมชอบ Bitcoin ในฐานะเป็นตัวกระจายพอร์ต ทุกคนถามผมว่าผมควรทำอย่างไรกับ Bitcoin ของผม? สิ่งเดียวที่ผมรู้อย่างแน่นอนคือ ผมต้องการทองคำ 5%, Bitcoin 5%, เงินสด 5%, สินค้าโภคภัณฑ์ 5% ณ เวลานี้ ผมไม่รู้ว่าฉันจะทำอะไรกับอีก 80% ที่เหลือ จนกว่าผมจะเห็นว่าเฟดจะทำอะไร” โจนส์กล่าวในรายการ “Squawk Box” ของ CNBC

มีประเด็นที่น่าสนใจ 2 ประเด็นคือโจนส์บอกว่าชอบ Bitcoin ซึ่งมีส่วนทำให้มันมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมา อีกดประเด็นที่ตลาดจับตาเช่นกันคือท่าทีของเขาต่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เรื่องการจัดการปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้น เงินเฟ้อถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของนักลงทุนเลยก็ว่าได้

พอล ทิวดอร์ โจนส์ บอกกับ CNBC ว่า “ ความคิดที่ว่าอัตราเงินเฟ้อเป็นเพียงชั่วคราว สำหรับผมแล้ว … เรื่องนั้นไม่ได้ผลในแบบที่ผมมองโลก” โจนส์กล่าวเสริมว่าเขารู้สึกว่ามุมมองเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐทำให้ความน่าเชื่อถือของธนาคารตกอยู่ในความเสี่ยง

โจนส์ ให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดกับการประชุมนโยบายธนาคารกลางสหรัฐในสัปดาห์นี้ (วันพุธตามเวลาสหรัฐ) เพราะจากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดแสดงว่าราคาผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น

“หากพวกเขาปฏิบัติต่อตัวเลขเหล่านี้ (ราคาผู้บริโภคที่สูงขึ้น) ซึ่งเป็นปรากฎการณ์สำคัญ พวกมันก็มีความสำคัญมาก หากพวกเขาปฏิบัติต่อพวกมันอย่างไม่ใส่ใจ ผมคิดว่ามันคงจะเป็นไฟเขียวให้ต้องเดิมพันอย่างหนักในทุกการเทรดสวนเฟ้อ” โจนส์กล่าวในรายการ “Squawk Box”

Gordon Scott นักลงทุนมากประสบการณ์เขียนไว้ใน Investopedia โดยนิยามการเทรดสวนเงินเฟ้อหรือการค้าเงินเฟ้อ (Inflation Trade) “เป็นกลยุทธ์การลงทุนหรือวิธีการซื้อขายที่แสวงหาผลกำไรจากระดับราคาที่สูงขึ้นซึ่งได้รับอิทธิพลจากอัตราเงินเฟ้อหรือความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้น การซื้อขายเงินเฟ้อเป็นเรื่องปกติในช่วงเวลาที่ราคาเงินเฟ้อสูงขึ้นหรือในช่วงเวลาที่นักลงทุนคาดหวังว่าเฟดจะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยอย่างมากในช่วงหลายเดือนข้างหน้า การเทรดด้วยเงินเฟ้ออาจหมายถึงการขยับของสินทรัพย์ในพอร์ต หรืออาจหมายถึงการเทรดแบบเก็งกำไรที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อราคาเงินเฟ้อสูง เช่น ดอลลาร์ ทองคำ หรือเงิน”

Photo by INA FASSBENDER / AFP

องค์การยายุโรปยัน AstraZeneca มีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655543

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 12:49 น.

องค์การยายุโรปยัน AstraZeneca มีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงแม้หลายประเทศจะไม่ให้คนหนุ่มสาวรับวัคซีน AstraZeneca แต่องค์การยาแห่งสหภาพยุโรปยืนยันใช้ได้ตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป

องค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) เผยวัคซีนต้านโควิด-19 ของ AstraZeneca ยังคงมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงในผู้ที่ได้รับวัคซีนทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ตลอดจนมีความปลอดภัยและสามารถใช้ได้ตั้งแต่อายุ 18 ขึ้นไป

แม้ว่าก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์ La Stampa ของอิตาลีจะอ้างคำพูดของมาร์โค กาวาเลรี หัวหน้าคณะทำงานแห่งองค์กรยาแห่งสภาพยุโรป (EMA) ระบุว่าประเทศต่างๆ ควรหลีกเลี่ยงการให้วัคซีนดังกล่าวแก่ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีนอกเหนือจากการชะลอแจกจ่ายให้แก่กลุ่มคนหนุ่มสาวด้วย เนื่องจากความกังวลถึงผลข้างเคียงโดยเฉพาะการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

แต่ภายหลังกาวาเลรีชี้แจงต่อสำนักข่าวรอยเตอร์สว่าหนังสือพิมพ์ดังกล่าวตีพิมพ์คำพูดของเขาผิดเพี้ยนไป พร้อมยืนยันว่าวัคซีนของ AstraZeneca มีประโยชน์ในทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 60 ปี

อย่างไรก็ตามประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหลายประเทศได้จำกัดอายุในการให้วัคซีนดังกล่าว โดยส่วนใหญ่จะให้เฉพาะผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ถึง 65 ปีขึ้นไปเนื่องจากพบกรณีการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันน้อยกว่าคนหนุ่มสาว

รวมถึงรัฐบาลอิตาลีซึ่งประกาศว่าจะจำกัดการใช้วัคซีน AstraZeneca กับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเท่านั้นหลังจากที่พบกรณีหญิงสาววัย 18 ปีรายหนึ่งเสียชีวิตจากการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังได้รับวัคซีนดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา

แม้จะเป็นกรณีที่พบได้ยากแต่โรแบร์โต สเปแรนซา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอิตาลียืนยันว่าจะยังคงจำกัดการใช้วัคซีน AstraZeneca กับผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปต่อไป

เช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรปที่ระงับการฉีดวัคซีน AstraZeneca ชั่วคราวในช่วงเดือนมีนาคมเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการเกิดอาการข้างเคียง และกลับมาอนุมัติใช้อีกครั้งในเดือนถัดมาแต่ยังคงจำจัดช่วงอายุผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีน หลังจากที่ EMA ยืนยันว่าวัคซีนดังกล่าวยังคงมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง

นอกจากนี้ EMA ยังเตือนถึงผลข้างเคียงที่พบใหม่จากการใช้วัคซีน AstraZeneca คืออาการเส้นเลือดฝอยรั่ว (CLS) โดยให้บริษัทผู้ผลิตระบุคำเตือนถึงอาการดังกล่าวลงในฉลากผลิตภัณฑ์ด้วย อย่างไรก็ตามอาการดังกล่าวพบไม่ถึง 1 ใน 10 ล้านคนที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca

Photo by MOHAMMED ABED / AFP

ญี่ปุ่นเร่งส่ง AZ ให้อาเซียน เพราะพลเมืองไม่ต้องการหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655529

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 11:25 น.

ญี่ปุ่นเร่งส่ง AZ ให้อาเซียน เพราะพลเมืองไม่ต้องการหรือไม่สาเหตุที่ญี่ปุ่นเร่งแบ่งปันวัคซีน AstraZeneca ให้ต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. โทชิมิตสึ โมเทกิ รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นเผยว่าจะแบ่งปันวัคซีนต้านโควิด-19 ของ AstraZeneca จำนวน 1 ล้านโดสให้แก่เวียดนามในวันพุธนี้ (16 มิ.ย.) และยังเตรียมบริจาควัคซีนดังกล่าวให้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียในเดือนก.ค. อีกด้วย

ขณะที่ศรีลังกาก็ได้มีการส่งคำขอวัคซีน AstraZeneca จำนวน 600,000 โดสจากญี่ปุ่นเนื่องจากกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนวัคซีนในประเทศ

นอกจากนี้ในเดือนพ.ค. ญี่ปุ่นกล่าวว่าจะพิจารณาแบ่งปันวัคซีนให้แก่ประเทศและภูมิภาคอื่นๆ ขณะที่พรรครัฐบาลเสนอว่าให้จัดสรรวัคซีน AstraZeneca จำนวน 1.24 ล้านโดสไปยังไต้หวัน ซึ่งกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค ขณะที่ฉีดวัคซีนไปเพียง 1% ของประชากรทั้งหมด

ทั้งนี้ เดือนพ.ค. ที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้อนุมัติวัคซีนของ AstraZeneca โดยทำสัญญาสั่งซื้อวัคซีนจำนวน 120 ล้านโดส แต่ CNBC รายงานว่าญี่ปุ่นยังไม่มีแผนใช้ในประเทศในทันทีท่ามกลางความกังวลจากนานาประเทศเกี่ยวกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

ส่งผลให้เกิดคำถามว่าการที่ญี่ปุ่นบริจาควัคซีน AstraZeneca ให้แก่ประเทศและภูมิภาคอื่นๆ นั้นเป็นเพราะประชาชนในประเทศไม่ต้องการเนื่องจากกังวลถึงอาการข้างเคียงข้างต้นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม CNBC ระบุว่าญี่ปุ่นมีวัคซีนมากกว่า 400 ล้านโดสซึ่งคิดเป็นกว่า 2 เท่าของความต้องการสำหรับประชากรผู้ใหญ่ในประเทศจึงต้องการแบ่งปันไปยังประเทศและภูมิภาคอื่นๆ เพื่อต่อสู้กับการแพ่ระบาดในครั้งนี้

คัตสึโนบุ คาโตะ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือแน่ใจว่าทุกประเทศและภูมิภาคเข้าถึงวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง เราพิจารณาจัดสรรวัคซีนให้แก่ประเทศและภูมิภาคอื่นๆ ในจำนวนที่เกินความจำเป็นของญี่ปุ่น

ขณะที่มาซาฮิสะ ซาโตะ หัวหน้าคณะกรรมการพรรครัฐบาลระบุว่าญี่ปุ่นควรจัดสรรวัคซีนแก่ญี่ปุ่นเนื่องจากเป็นการตอบแทนที่ไต้หวันเคยช่วยหลือส่งหน้ากากอนามัย 2 ล้านชิ้นในแก่ญี่ปุ่น

ด้านบริษัท Daiichi Sankyo บริษัทยารายใหญ่ของญี่ปุ่นระบุว่าปัจจุบันมีวัคซีน AstraZeneca ในคลังประมาณ 30 ล้านโดส ซึ่งจะหมดอายุในเดือนก.ย. หากไม่รีบนำไปใช้

ทั้งนี้ เนื่องจากญี่ปุ่นมีวัคซีนของ Pfizer และ Moderna เพียงพอสำหรับครอบคลุมผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปในประเทศ นายแพทย์ฮารุกะ ซากาโมโตะ แพทย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคโอในโตเกียวมองว่าญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะเก็บวัคซีนของ AstraZeneca ไว้ใช้สำหรับผู้ที่แพ้วัคซีนประเภท mRNA จาก Pfizer หรือ Moderna และส่วนที่เหลือก็จะนำแจกให้แก่ประเทศอื่นๆ

Nikkei ระบุว่าวัคซีนของ AstraZeneca มีอัตราประสิทธิภาพอยู่ที่ 76% ซึ่งต่ำกว่า Pfizer (95%) และ Moderna (94%) เล็กน้อย รวมถึง AstraZeneca สามารถจัดเก็บได้ในอุณหภูมิ 2 ถึง 8 องศาเซลเซียสจึงสามารถจัดส่งได้ง่ายและสะดวกกว่าวัคซีนที่เหลือข้างต้นที่ต้องเก็บในอุณหภูมิติดลบ จึงอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ญี่ปุ่นเลือกบริจาควัคซีนของ AstraZeneca

Photo by Yuichi Yamazaki / POOL / AFP

จีนจะลากตะวันตกลงนรกไปด้วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655503

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 21:15 น.

จีนจะลากตะวันตกลงนรกไปด้วยฝรั่งเตรียมรุมจีน (อีกแล้ว) แต่จีนไม่ใช่ประเทศคนป่วยแ่หงเอเชียอีกต่อไป การรุกสกรัมจีนรังแต่จะทำให้เกิดความพินาศย่อยยับด้วยกันทุกฝ่าย แต่พวกเขาจะแก้เกมนี้อยา่งไร

นี่เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ G7 แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับจีนอย่างชัดเจนขนาดนี้

ไม่ใช่แต่เอ่ยถึงด้วยด้วยคำที่แข็งกร้าวในแถลงการณ์การประชุมสุดยอดเท่านั้น (บอกว่าจีนคือท้าทายนโยบายและแนวปฏิบัติที่บ่อนทำลายการดำเนินงานที่ยุติธรรมและโปร่งใสของเศรษฐกิจโลก) แต่ยังลากไปถึงการประชุม NATO ที่จัดขึ้นในวัดถัดมาด้วยที่ “มหาอำนาจฝรั่ง” บอกชัดว่าจีนคือภัยคุกคาม (บอกว่าจีนเป็นภัยคุกคามแต่ยังไม่กล้าเรียกจีนว่าเป็นปฏิปักษ์)

G7 ยังเจาะยางจีนเข้าไปที่จุดอ่อนคือซินเจียงและฮ่องกง โดยบอกว่าจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง และบอกให้จีนคืนอำนาจการปกครองตนเองให้ฮ่องกงซะ แถม G7 ยังแสดงความเป็นน้่ำหนึ่งใจเดียวกับไต้หวันอีกด้วย

จีนไม่ยอมเป็นเป้านิ่งแน่นอนโดยเฉพาะช่วงนี้ที่จีนหัวร้อนง่ายเป็นพิเศษทั้งระดับรัฐบาลและระดับประชาชน โฆษกสถานทูตจีนในอังกฤษ (เจ้าภาพประชุม G7) กล่าวว่า G7 ใส่ร้ายจีนและบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเขตซินเจียง ฮ่องกง และไต้หวัน และยืนยันว่าจีนจะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเด็ดเดี่ยว

พอถึงการชุมนุมของมหาอำนาจที่ NATO ก็บีบจีนไม่หยุดอีกเช่นกัน ครวนี้บอกว่าจีนเป็นภัยคุกคามของชาติตะวันตกเลยทีเดียว โดยให้เหตุผลว่าเพราะจีนดันไปซ้อมรบกับรัสเซียในแถบแอตแลนติกซึ่ง NATO เป็นเจ้าถิ่นดังนั้นจีนแหย่รังแตนก่อน จะว่า NATO หาเรื่องก็ไม่ถูก

แต่อย่างที่เกริ่นไปว่า NATO ยังยังไม่กล้าเรียกจีนเป็นปฏิปักษ์ เช่น บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษที่บอกว่า “ไม่มีใครอยากเข้าสู่สงครามเย็นครั้งใหม่กับจีน แต่มันมีความท้าทายอยู่”

ความท้าทายนี้คือะไรเขาไม่ได้บอกไว้ แต่มันเป็นกลเม็ดโวหารทางการทูตที่มักพูดอะไรกำๆ กวมๆ ให้คนคิดว่ามันมีเหตุผลล่ะน่าที่จะเล่นงานจีน

แต่พอมาดูที่เยนส์ สโตลเตนเแบร์ก เลขาธิการใหญ่ NATO เราจะรู้สาเหตุของการเล็งเป้าไปที่จีนทันที

สโตลเตนเแบร์กกล่าวว่า พันธมิตรตะวันตกต้องตอบสนองต่อการผงาดของเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารของจีน และคำแถลงในการประชุมสุดของ NATO จะประสานกลยุทธ์ใหม่เพื่อรับมือกับจีน

เขาบอกว่า “จีนกำลังเข้าใกล้เรามากขึ้น เราเห็นพวกเขาในโลกไซเบอร์ เราเห็นจีนในแอฟริกา แต่เราเห็นว่าจีนลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเราเอง” เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวที่สำนักงานใหญ่ของ NATO ก่อนที่ผู้นำจะเริ่มเข้าร่วมการประชุมสุดยอด

“เรารู้ว่าจีนได้มีค่านิยมร่วมกับเรา … เราจำเป็นต้องตอบสนองร่วมกันในฐานะพันธมิตร” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าจีนไม่ใช่ศัตรูหรือปฏิปักษ์

ถ้าเขาบอกว่าจีนไม่ใช่ศัตรูหรือปฏิปักษ์ มองในแง่ดีสุดๆ ก็คงมองจีนเป็นแค่คู่แข่ง แต่ถ้าเชื่อตามนั้นก็คงไร้เดียงสาเป็นที่สุด เห็นได้ชัดว่ามหาอำนาจตะวันตกล็อคเป้าหมายไปที่จีนแล้ว

ไม่มีช่วงไหนที่จีนจะแข็งแกร่งและอ่อนแอในเวลาเดียวเท่าตอนนี้

จีนอ่อนแอเพราะเป็นต้นตอของการระบาดใหญ่ จึงง่ายที่จะโจมตีจีนว่าเป็นเหตุแห่งความวิบัตินานาประการ เมื่อเล่นงานจีนด้วยข้อหานี้แล้วก็ต้องเล่นให้ถึงตาย ดังนั้นรัฐบาลสหรัฐจึงไม่หยุดที่จะตีจีนด้วยทฤษฎีที่ว่าเชื้่อโควิด-19 ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่น่าจะหลุดจากห้องแล็บในจีน

ด้วยวิธีการนี้จีนจะกลายเป็นจำเลยในสายตาโลก จีนจะถูกโดดเดี่ยว แและถูกเกลียดชัง เป็นการรบโดยไม่ต้องใช้อาวุธแต่ใช้สงครามจิตวิทยาให้ศัตรูพังไปเอง

กลยุทธ์นี้ยังใช้ไม่ค่อยได้ผล เพราะการสอบสวนขององค์การอนามัยโลกไม่พบหลักฐานว่าเชื้อเกิดจากการตัดต่อพันธุกรรมโดยมนุษย์ และจีนพยายามใช้การทูตวัคซีนเพื่อซื้อใจประเทศต่างๆ ซึ่งมันได้ผลกระทั่งในประเทศยุโรปเอง เช่น เซอร์เบียที่พึ่งพาชาติตะวันตกด้วยกันไม่ได้ แต่ได้ความช่วยเหลือจากจีนจน “บูชา” น้ำใจจีนไม่หยุดหย่อน

จุดอ่อนของจีนอีกจุดคือฮ่องกงซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าไม่มีทางที่ชาติอื่นจะแทรกแซงได้แล้วเพราะจีนปิดประตูเหนียวแน่น G7 จึงติดปลายนวมนิดหน่อยเผื่อจะกวนจีนได้

กับกรณีซินเจียงที่จีนถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ เรื่องนี้รัฐบาลและสื่อตะวันตกค่อยๆ ตีจีนให้น่วมไปเรื่อยๆ ด้วย “ชุดข้อมูล” ของพวกเขา ซึ่งจีนไม่ยอมรับชุดข้อมูลที่ว่าและบอกว่ามันคือเรื่องหลอกลวง

น่าสนใจที่ G7 สนใจปัญหาสิทธิมนุษยชนในจีน แต่ไม่แยแสสิทธิมนุษยชนในประเทศที่สมาชิก G7 และ NATO ไปแทรกแซง (หรือจะใช้คำแรงๆ ก็คือไปรุกราน) เช่นในอิรัก

เมื่อพูดถึงอิรัก มีเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่งมันเริ่มจากการรายงานข่าวของ Wall Street Journal เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม เรื่อง “Intelligence on Sick Staff at Wuhan Lab Fuels Debate on Covid-19 Origin” (ข่าวกรองเรื่องพนักงานป่วยที่แล็บในอู่ฮั่น จุดประกายการโต้เถียงเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดโควิด-19) ผู้เขียนบทความนี้อ้าง “เจ้าหน้าที่ปัจจุบันและอดีต” ที่ไม่เผยนาม โดยอ้างว่านักวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น “ไปโรงพยาบาลในเดือนพฤศจิกายน 2019 ไม่นานก่อนที่จะได้รับการยืนยันการระบาดของ COVID-19”

หลังจากบทความนี้เผยแพร่ไปรัฐบาลสหรัฐก็เร่งเครื่องให้มีการสอบสวนที่มาของโรคโดยเล็งเป้าหมายไปที่จีนไบเดนถึงกับสั่งให้ทีมข่าวกรองส่งรายงานภายใน 90 วันว่าเชื้อมันหลุดจากแล็บจริงหรือไม่ จนกระทั่งมาถึงการประชุม G7 ก็ยังพูดกันถึงเรื่องการสืบสวนที่มาของโรคโดยหมายหัวจีนอาไว้ “ต้องเป็นตัวการแน่ๆ”

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับอิรัก?

ตอบว่าคนเขีบนบทความให้ Wall Street Journal ที่ตั้งข้อสงสัยจีนคือ Michael R. Gordon ซึ่งเป็นอดีตผู้เสื่อข่าวของ The New York Times ที่เขียนบทความรายงานข่าวกับ Judith Miller เรื่อง “U.S. Says Hussein Intensified Quest for A-Bomb Parts.” ที่อ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐว่าซัดดัม ฮุสเซนมีอาวุธทำลายล้างสูงไว้ในครอบครอง โดยที่ผู้เขียนอ้าง “เจ้าหน้าที่อเมริกัน” และ “ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรอง” ที่ไม่ระบุชื่อเป็นเพียงแหล่งข่าวเดียวและยังไม่ยอมเปิดเผยแหล่งขาวด้วยเมื่อถูกซักไซ้

ข้อมูลของรายงานนี้เป็นความเท็จและต่อมา The New York Times เขียนชี้แจงอ้อมๆ (โดยยอมรับว่า “เราพบกรณีการรายงานจำนวนหนึ่งที่ไม่รอบคอบเท่าที่ควร”) แต่มันสมประโยชน์ของรัฐบาลสหรัฐแล้ว เพราะเป้าหมายคือทำให้สาธารณชนเชื่อว่าซัดดัมมีอาวุธร้ายแรงและมีความชอบธรรมที่จะส่งกำลังทหารไป “ช่วยปลดปล่อยชาวอิรัก”

เรื่องของ “การกุข่าว” แบบนี้ยังมีอีกมาก ผู้เขียนจะยกยอดต่อไปในวันข้างหน้า

กลับมาที่เรื่องจุดอ่อนของจีนกันต่อ

จุดอ่อนเหล่านี้ทำให้เกิดจุดแข็งของจีนคือความรู้สึกชาตินิยมที่รุนแรงมากในหมู่คนจีน มันแรงจนถึงขั้นที่รัฐบาลอาจจะขอแรงประชาชนให้ทำอะไรก็ได้หากอ้างเรื่องชาติ เราจะเห็นว่าแบรนด์ดังที่ตามน้ำ “ชุดข้อมูล” ของชาติตะวันตกเรื่องซินเจียงจนไม่ยอมใช้ฝ้ายจากซินเจียงถูกคนจีนรวมหัวกันแบนจนไปไม่เป็นเลยทีเดียว

ล่าสุด แคเรน ม็อกหรือ ม่อเหวินเหว่ย นักร้องชาวฮ่องกง ใส่ชุดของ Dolce & Gabbana เธอจึงโดนคนจีนถล่มเละคาโซเชียลไปเรียบร้อย และต้องออกมาขอโทษขอโพยกันตามระเบียบ

Dolce & Gabbana ไม่ได้เกี่ยวกับกรณีฝ้ายซินเจียง แต่ทำให้คนจีนพิโรธเพราะโฆษณาเหยียดคนจีนและคำพูดของเจ้าของแบรนด์ที่หมิ่นคนจีนเมื่อปี 2018 ทำให้คนจีนเลิกซื้อและคนดังของจีนเลิกสัญยากับแบรนด์นี้ กรณีนี้ยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นรว่าเรื่องมันก็นานนมมาถึง 3 ปีแล้ว แต่คนจีนก็ยังแค้นฝังหุ่นไม่เลิก นี่คือพลังของชาตินิยมจีน

อีกจุดแข็งคือการสั่งสมอาวุธและการแสดงแสนยานุภาพของจีนกับไต้หวัน แต่มันจะกลายเป็นจุดอ่อนเพราะจีนกระตุกง่ายเกินไปเรื่องไต้หวัน ทุกครั้งที่ไต้หวันขยับเรื่องเอกราช จีนจะต้องออกมาโชว์ออฟพลังการรบอยู่ร่ำไป ซึ่งมันเข้าทางชาติตะวันตกและญี่ปุ่นที่จะกระโจนออกมาหนุนไต้หวันทุกครั้งไป ส่วนไต้หวันก็เร่งเครื้่องซื้ออาวุธจากสหรัฐ ซึ่งยิ่งทำให้จีนข่มขู่หนักขึ้่นไปอีก ราวกับเป็นวงจรอุบาทว์

บี้กันไปบี้กันมาแบบนี้ ทำให้ไต้หวันถูกมองว่าอาจจะเป็นจุดตายที่คาดไม่ถึงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้

สถานการณ์ในเอเชียตะวันออกจะดีจะร้ายยังต้องใช้ญี่ปุ่นกับเกาหลีด้วย ทั้งสองเป็นพันธมิตรของสหรัฐอย่างแน่นอน แต่เผอิญว่าคู่กัดประจำวงที่หาทางลงรอยกันยาก แม้จะมองว่าจีนเป้นภัยคุกคามต่อพวกตน แต่เกาหลีและญี่ปุ่นก็ยังมองว่าแต่ละฝ่ายเป็นภัยคุกคามต่อตัวเองมากกว่าจีน

เราจะเห็นได้ว่าที่ประชุม G 7 ทั้งสองประเทศยอมนั่งคุยกันคัร้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 แต่ผู้นำทั้งคู่เพียงแค่ทักทายก่อนเริ่มการประชุมอย่างเป็นทางการ ไม่ได้แสดงถึงความสมัครสมานสามัคคีเลย แถมประชุมเสร็จทางผู้นำญี่ปุ่นยังบอกว่า “เราไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมนั้นเพราะเราไม่สามารถรักษาสัญญาระหว่างประเทศได้” ที่เขาเอ่ยถึงคือกรณีขัดแย้งสองชาติเรื่องที่ค้างคามาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

อันนี้ไม่ใช่จุดอ่อนของจีนแต่เป็นจุดอ่อนของสหรัฐที่ยากจะใช้สองชาตินี้ร่วมยันจีน อย่างดีญี่ปุ่นก็แค่สนับสนุนไต้หวันเป็นระยะๆ

ท้ายที่สุดแล้ว สถานการณ์ทีเกิดขึ้นหลังการประชุม G7 คราวนี้ชวนให้นึกถึงพันธมิตร 8 ชาติที่รุมสกรัมจีนเมื่อปี 1900

“กลุ่ม G8” เมื่อร้อยกว่าปีก่อนคือ เยอรมนี ญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อิตาลี และออสเตรีย-ฮังการี

การรุกรานของกองทัพพันธมิตร 8 ชาติครั้งนั้นทำลายจีนจนพินาศจากมหาอำนาจอารยธณรมโบราณ กลายเป็นคนป่วยของเอเชียที่ถูกฝรั่งและญี่ปุ่นแย่งกันกระซวกแผ่นดินจีนมาเป็นเขตอิทธิพลของตนเอง

G7 ทุกวันนี้ก็ยังมี เยอรมนี ญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อิตาลี ออสเตรีย-ฮังการีนั้นไม่มีแล้วและแทนที่ด้วยแคนาดา ส่วนรัสเซียนั้นเคยเป็นสมาชิกของ G7 มาก่อนจนกลุ่มเคยใช้ชื่อ G8 มาพักหนึ่งกกระทั่งในปี 2014 เมื่อรัสเซียเขมือบไครเมีย ทางกลุ่มจึงไล่รัสเซียออกไป

แต่มีบางประเทศที่ยังโหยหารัสเซียอยากให้ G7 เป็น G8 อีกครั้ง และการประชุมคราวนี้ยังเห็นว่าชาติตะวันตกนั้น “เลือดข้นกว่าน้ำ” เพราะขณะที่กังวลกับรัสเซีย ไบเดนก็เลือกที่จะนั่งคุยกับปูตินสองต่อสองที่สวิตเซอร์แลนด์

แต่กับจีนนั้นยังไม่มีวี่แววว่าจะคุยกันดีๆ แถมไบเดนยังเคยมีสุนทรพจน์ให้คนอเมริกันกลัวจีนเข้าไปอีกว่า “อีก 15 ปีจีนคิดว่าจีนจะครองอเมริกาได้” โดยอ้างว่าสีจิ้นผิงเป็นคนบอกกับเขา

แต่ก็นั่นแหละเขาไม่ได้บอกว่าจีนจะครองอเมริกาอย่างไร (เพราะเขาคงได้ยินสีจิ้นผิงพูดมาแค่นั้น) ดังนั้นเราคงต้องเห็นการหักเหลี่ใระหว่างจีนกับชาติตะวันตกกันต่อไป อย่างน้อยก็คงในระหว่าง 15 ปีต่อจากนี้

แต่มันไม่ใช่เกมง่ายๆ ถึงตะวันตกจะบอกว่านี่ไม่ใช่สงครามเย็น แต่พวกเขาปฏิบัติกับจีนเหมือนกำลังทำสงครามเย็น จีนก็จะปฏิบัติต่อชาติตะวันตกเหมือนกับยุคสงครามเย็นเช่นกัน 

เฉพาะหน้าแล้วตอนนี้รัสเซียภัยคุกคามตัวฉกาจของ G7 และ NATO อย่างชัดเจน ในที่ประชุมคราวนี้ดูเหมือนจะพูดเรื่องรัสเซียมากกว่าจีนด้วยซ้ำ แต่ก็นั่นแหละพวกเขามีเวทีคุยกันได้ง่ายกว่าจีนและรัสเซียก็ยังเคยเป็น G8 ที่ยางคนอยากให้กลับมาร่วมวงด้วยซ้ำ

เมื่อตัดรัสเซียออกไป ทุกวันนี้ประเทศพวกนี้ก็ยังคงพยายามสั่นคลอนจีนและและตัดตอนไม่ให้จีนเติบใหญ่ แต่จีนไม่ได้อ่อนแอเหมือนเมื่อร้อยปีก่อน และการแสดงท่าทีทางทหารของจีนแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ

จนชวนให้กังวลว่าการปะทะครั้งต่อไป ไม่ใช่แค่ฝรั่งจะรุมจีนฝ่ายเดียว แม้จีนจะลุยคนเดียวแต่ก็จะไม่ยอมตายคนเดียว จีนลากฝรั่ง “ลงนรก” ไปด้วย

โดย กรกิจ ดิษฐาน

สื่อนอกรายงานวัคซีนไทยล่าช้า ประชาชนเซ็ง-ศก.ดันไม่ขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655494

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 18:59 น.

สื่อนอกรายงานวัคซีนไทยล่าช้า ประชาชนเซ็ง-ศก.ดันไม่ขึ้นสื่อต่างประเทศรายงานถึงสถานการณ์การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ว่าไทยกำลังประสบปัญหาขาดแคลนวัคซีนและโรงพยาบาลหลายสิบแห่งทั่วประเทศต้องเลื่อนกำหนดฉีดวัคซีนในสัปดาห์นี้

นอกจากนี้ยังระบุว่าการฉีดวัคซีนที่ล่าช้าอาจทำให้แผนการเปิดสถานที่ท่องเที่ยวในไตรมาสที่สี่ล้มเหลว เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยยังคงอยู่ในช่วงที่หนักที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดเมื่อต้นปีที่แล้ว

บลูมเบิร์กระบุว่านับตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. ดีเดย์ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประชาชนทั่วประเทศ ประเทศไทยฉีดวัคซีนไปแล้วเกือบ 2 ล้านโดส ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 500,000 โดสต่อวัน

โดยปัจจุบันประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 6 ล้านโดสซึ่งครอบคลุมประชากรราว 4% ของประชากรทั่วประเทศ ขณะที่ไทยตั้งเป้าที่จะฉีดวัคซีนให้ได้ 70% ภายในสิ้นปีนี้

ด้านนายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรคระบุว่าอุปทานวัคซีนลดน้อยลงเนื่องจากมีความต้องการอย่างล้นหลาม แต่รัฐบาลกำลังพยายามจัดการสถานการณ์ โดยคาดว่าปลายสัปดาห์นี้วัคซีนของ AstraZeneca จำนวน 1.5 ล้านโดสจะถูกแจกจ่ายไปยังกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาด

ขณะที่รอยเตอร์สรายงานว่าโรงพยาบาลอย่างน้อย 20 แห่งในกรุงเทพมหานครเลื่อนนัดหมายการฉีดวัคซีนที่กำหนดไว้ในสัปดาห์นี้เนื่องจากการส่งมอบวัคซีนล่าช้า โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าอาจมีความสับสนเนื่องจากโรงพยาบาลเอกชนไม่ได้ตรวจสอบกับฝ่ายบริหารของกรุงเทพฯ พร้อมยืนยันว่าจะมีการจัดส่งวัคซีนไปยังกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมารอยเตอร์สยังรายงานโดยอ้างข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพฤษภาคม โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งล่าสุดและใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจเสียหายถึง 8 แสนล้านบาท

สำนักข่าวต่างประเทศยังระบุว่าวัคซีน AstraZeneca ที่ผลิตในไทยโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ก็เผชิญกับปัญหาล่าช้าหลังจากที่หลายประเทศในภูมิภาครายงานถึงความล่าช้าในการจัดส่งวัคซีนดังกล่าว

โดยแผนการกระจายวัคซีน AstraZeneca ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาศัยการผลิตโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ประมาณ 200 ล้านโดสซึ่งจะส่งไปยังไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียด้วย

โดยไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีไต้หวันซึ่งสั่งซื้อวัคซีนจำนวน 10 ล้านโดสกล่าวเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่าความล่าช้าอาจเกิดจากสถานการณ์แพร่ระบาดที่รุนแรงในประเทศไทยทำให้ไทยต้องกักตุนวัคซีนให้ประชาชนในประเทศก่อน ขณะที่ทางการไทยชี้แจงว่าไม่ได้กักตุนวัคซีนแต่อย่างใด

รวมถึงฟิลิปปินส์และมาเลเซียซึ่งสั่งซื้อวัคซีน AstraZeneca ก็คาดว่าวัคซีนล็อตที่ผลิตในประเทศไทยจะเกิดความล่าช้าเช่นกัน

เผยผลการทดลองวัคซีน Novavax ประสิทธิภาพ 90.4% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655500

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 17:52 น.

เผยผลการทดลองวัคซีน Novavax ประสิทธิภาพ 90.4%วัคซีนต้านโควิด-19 ของ Novavax เสร็จสิ้นขั้นตอนการทดลอง เดินหน้าขออนุมัติใช้ในนานาประเทศ

Novavax หนึ่งในผู้พัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 เผยผลการทดลองวัคซีนระยะสุดท้ายโดยผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพโดยรวมในการต้านไวรัสโคโรนาอยู่ที่ 90.4% รวมถึงมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่กำลังเป็นที่น่ากังวล

ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์อัลฟาที่พบครั้งแรกในประเทศอังกฤษ, สายพันธุ์แกมมาที่พบครั้งแรกในบราซิล, สายพันธุ์เบตาที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ และสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดีย

ดร. Gregory Glenn หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ Novavax กล่าวกับรอยเตอร์สว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพ 91% ในกลุ่มอาสาสมัครที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อรุนแรง และมีประสิทธิภาพ 100% ในการป้องกันการติดเชื้อในระดับปานกลางและรุนแรง

สำหรับผลข้างเคียงที่พบในกลุ่มตัวอย่างเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปและมักไม่รุนแรง อาทิ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อยล้า เป็นต้น

บริษัทผู้ผลิตระบุว่าการทดลองขั้นสุดท้ายในกลุ่มตัวอย่าง 29,960 คนใน 119 แห่งในสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโกเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย และพร้อมที่จะยื่นขออนุมัติใช้ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

ทั้งนี้ Novavax เดินหน้าในการผลิต 100 ล้านโดสต่อเดือนภายในสิ้นไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 150 ล้านโดสต่อเดือนในไตรมาสที่ 4

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

ไต้หวันชี้แจงกรณีไช่อิงเหวินพาดพิงวัคซีน AZ ของไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655489

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 17:27 น.

ไต้หวันชี้แจงกรณีไช่อิงเหวินพาดพิงวัคซีน AZ ของไทยหลังจากที่ประธานาธิบดีของไต้หวันเอ่ยถึงวัคซีนที่สั่งจากไทย ทำให้เกิดกระแสพูดถึงในวงกว้างในประเทศไทยเรื่องดังกล่าวมีที่มาที่ไปอย่างไร

สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทยมีหนังสือชี้แจงกรณีที่เมื่อเร็วๆ นี้ ข่าวในประเทศไทยรายงานว่าประธานาธิบดีไต้หวันไช่อิงเหวินได้กล่าวว่าประเทศไทยได้เก็บวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ที่ผลิตที่ไทยไว้ใช้เอง และต่อมานางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวบนทวิตเตอร์ว่าประเทศไทยไม่ได้ปิดกั้นการส่งออกวัคซีนของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า

สำนักงานฯ แถลงว่า ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไช่ ได้แสดงความคิดเห็นขณะให้สื่อไต้หวันสัมภาษณ์ว่า สาเหตุที่วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าไม่สามารถผลิตได้ตามจำนวนที่ต้องการนั้น เนื่องจากความสามารถการผลิตวัคซีนทั่วโลกไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกประเทศได้ และเนื่องจากประเทศไทยและอินเดียซึ่งเป็นประเทศผลิตวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังต่อสู้กับวิกฤตโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ประชาชนไต้หวันรอคอยวัคซีนอย่างอดทน

การสัมภาษณ์ครั้งนี้ ประธานาธิบดีไช่ได้อธิบายต่อประชาชนไต้หวันว่าการจัดหาวัคซีนให้กับประชาชนตนเองเป็นเรื่องเร่งด่วน “อันดับแรก” สำหรับรัฐบาลทุกประเทศ อีกทั้งตระหนักว่าจำนวนวัคซีนที่บริษัทผลิตวัคซีนแต่ละแห่งสามารถผลิตได้นั้นยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของทั่วโลกอีกมาก ดังนั้นทุกประเทศจึงพยายามทุกวิธีทางเพื่อให้วัคซีนถึงประเทศตนเองอย่างเร็วที่สุด สำนักงานฯ ขอชี้แจงว่า ในขณะให้สัมภาษณ์ ประธานาธิบดีไช่มิได้กล่าวว่าประเทศไทย “ปิดกั้น” (block) การส่งออกวัคซีน

“ในขณะที่ทั่วโลกยังคงเผชิญหน้ากับความท้าทายของโรคระบาด ทั้งไต้หวันและไทยเมื่อปีที่ผ่านมา (ค.ศ.2020) ต่างรับมือกับวิกฤตโรคโควิด-19ได้เป็นอย่างดี เราเชื่อว่ากระทรวงสาธารณสุขของทั้งสองฝ่ายจะมุ่งมั่นส่งเสริมสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เราหวังว่ากระบวนการผลิตวัคซีนจะเป็นไปได้ด้วยดีทำให้สามารถส่งมอบวัคซีนได้ตามกำหนด เพื่อร่วมฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” แถลงการณ์ระบุ

แหล่งข่าวเผยกับโพสต์ทูเดย์ว่า ทางไต้หวันได้หารือกับสำนักงานใหญ่ของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าและสั่งซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจำนวน 10 ล้านโดส แต่จนถึงตอนนี้ได้รับเพียง 100,000 โดส แหล่งข่าวไม่สามารถระบุรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการส่งมอบและจำนวนโดสที่ผลิตโดยโรงงานที่ได้รับอนุญาตจากแอสตร้าเซนเนก้า ประเด็นที่ว่านี้จะต้องดูที่สัญญาระหว่างไต้หวันกับบริษัทว่าโรงงานในประเทศไทยหรืออินเดียที่รับผิดชอบการผลิต

Photo by Handout / Taiwan Presidential Office / AFP