ผู้เชี่ยวชาญถกกรณีโปรตีนเจือปนในวัคซีน AZ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655702

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 19:01 น.

ผู้เชี่ยวชาญถกกรณีโปรตีนเจือปนในวัคซีน AZ ผู้เชี่ยวชาญพบโปรตีนเจือปนในวัคซีน ขณะผู้ผลิตยันอยู่ในระดับมาตรฐาน ไม่มีหลักฐานว่าเชื่อมโยงกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

1. ก่อนหน้านี้ทีมนักวิจัยชาวเยอรมันชี้ว่ากุญแจสำคัญของการเกิดลิ่มเลือดของผู้ที่ได้รับวัคซีนของ AstraZeneca และ Johnson & Johnson คืออะดีโนไวรัส (adenovirus) ซึ่งเป็นไวรัสที่นำมาใช้เป็นพาหะในการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19

2. ในบางครั้งอาจเกิดความผิดลาดในการสร้างโปรตีนไวรัสโคโรนาเมื่อส่งวัคซีนเข้าสู่นิวเคลียสของเซลล์ในร่างกาย ซึ่งโปรตีนเหล่านั้นอาจกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติของเลือดหรือเกิดภาวะลิ่มเลือดขึ้นมาได้ โดยเฉพาะอาการที่เรียกว่าภาวะหลอดเลือดดำในสมองอุดตันซึ่งพบในประชากรราว 5 คนจาก 1 ล้านคน

3. เพื่อคลายความกังวลในการฉีดวัคซีนทีมวิจัยเสนอแนะให้ผู้ผลิตวัคซีนพิจารณาปรับแต่งสารพันธุกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดจากโปรตีนสไปค์เมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ อันจะช่วยให้วัคซีนของ AstraZeneca และ Johnson & Johnson มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

4. แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมาเว็บไซต์ Chemistry World นิตยสารข่าวเคมีรายเดือนระบุว่า Stefan Kochanek หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Ulm University ประเทศเยอรมนีพบโปรตีนเจือปน (Protein impurities) ในวัคซีนของ AstraZeneca ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการเกิดอาการรุนแรงในผู้ที่ได้รับวัคซีนบางส่วนภายหลังฉีดวัคซีนได้ 2 ถึง 3 วัน หรือแม้กระทั่งอาจเชื่อมโยงกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

ทั้งนี้ สิ่งเจือปน (impurities) นั้นสามารถพบได้ในยาหรือวัคซีนใดๆ แต่ต้องมีปริมาณไม่เกินที่กำหนด ซึ่งแตกต่างจากสิ่งปนเปื้อน (contaminants) ที่ห้ามมีเด็ดขาด

5. Kochanek เผยจากการตรวจสอบด้วยแมสสเปกโตรเมทรี (Mass spectrometry) ว่าพบโปรตีนในวัคซีน โดยอธิบายว่าวัคซีนมีไวรัสประมาณ 12.5 ไมโครกรัมต่อ 1 โดส และมีโปรตีนที่ไม่ใช่ไวรัสประมาณ 22 ไมโครกรัม

7. Kochanek อธิบายว่าอะดีโนไวรัสที่ใช้ผลิตวัคซีนได้มาจากเซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (ชิมแปนซี) ที่เพาะเลี้ยงให้ติดไวรัส จากนั้นไวรัสจะถูกนำไปทำให้บริสุทธิ์ก่อนที่จะนำมาใช้ผลิตวัคซีน

“หากกระบวนการนั้นไม่สมบูรณ์แบบสุดๆ การมีอยู่ของโปรตีนจากเซลล์ที่ใช้ในการผลิตเป็นสาเหตุของสิ่งที่เรียกว่าสิ่งเจือปน”

8. ขณะที่ Daniel Bracewell จากมหาวิทยาลัย College London ประเทศอังกฤษที่ศึกษาเกี่ยวกับโปรตีนและกระบวนการผลิตแอนติบอดีไม่เชื่อว่าจะเชื่อมโยงกับอาการลิ่มเลือดอุดตัน

9. Bracewell กล่าวว่าการพบส่วนประกอบบางอย่างของเซลล์ที่ใช้ในการสร้างไวรัสนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่อย่างไรก็ตามเขาแนะนำให้ผู้ผลิตวัคซีนและหน่วยงานกำกับดูแลหารือกันถึงโปรตีนเจือปนดังกล่าวและตกลงกันในระดับที่ยอมรับได้

10. ด้าน Hildegund Ertl นักภูมิคุ้มกันวิทยาจากสถาบัน Wistar ในฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกาซึ่งทำงานเกี่ยวกับวัคซีนอะดีโนไวรัสสำหรับ HIV และที่ปรึกษาให้กับวัคซีน Sputnik V กล่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจะอนุญาตให้มีโปรตีนดังกล่าวในวัคซีนโดยปกติแล้วอยู่ในช่วงนาโนกรัมต่อโดส ขณะที่วัคซีน AstraZeneca อยู่ในช่วงไมโครกรัมต่อโดสซึ่งค่อนข้างสูง

11. อย่างไรก็ตาม Ertl กล่าวว่ายังคงต้องพิสูจน์ว่าสิ่งเจือปนเป็นสาเหตุของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันหรือไม่ “นี่เป็นวัคซีนที่ดีมาก ฉันไม่ได้บอกว่าคนไม่ควรรับมัน” พร้อมวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบต่อวัคซีนดังกล่าว

12. AstraZeneca กล่าวในแถลงการณ์ที่ส่งไปยัง Chemistry World ว่า “มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโปรตีนที่อยู่ในวัคซีน AstraZenaca อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าระดับที่พบในวัคซีนอื่นๆ ที่ผลิตในลักษณะเดียวกัน”

“ไม่มีหลักฐานว่าโปรตีนที่พบมีความเชื่อมโยงกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหรือเกล็ดเลือดต่ำ เป็นเพียงการตั้งสมมติฐานเท่านั้น”

AstraZeneca ยืนยันว่าบริษัทได้พัฒนาและตรวจสอบการทดสอบการควบคุมคุณภาพเพื่อวัดโปรตีนตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และรับรองว่าวัคซีนทุกชุดได้รับการทดสอบก่อนที่จะปล่อยชุดใดๆ ในกรณีที่มีการอนุมัติการใช้งาน

13. ทั้งนี้ ในวันนี้ (16 มิ.ย.) กระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้ก็รายงานการพบกรณีการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันของผู้ที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca โดยเป็นชายวัย 30 ปีซึ่งได้รับการฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 27 พ.ค.

ผู้ป่วยมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงและคลื่นไส้เป็นเวลา 9 วัน ก่อนจะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะดังกล่าวเมื่อวานนี้ (15 มิ.ย.)

อย่างไรก็ตาม ทางการและองค์การอนามัยโลกแนะนำว่าให้ใช้วัคซีนดังกล่าวต่อไป โดยกล่าวว่าวัคซีนอาจเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในบางกรณีที่หายากมาก แต่ประโยชน์ของวัคซีนนั้นมีมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง

Photo by OLI SCARFF / AFP

ผู้จัดการกองทุนกว่า 80% ชี้ Bitcoin กำลังเกิดฟองสบู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655684

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 15:46 น.

ผู้จัดการกองทุนกว่า 80% ชี้ Bitcoin กำลังเกิดฟองสบู่อาการพองข้นอยางรวดเร็วแล้วยุบอย่างฉับพลันของ Bitcoin ให้อดคิดไม่ได้ว่ามันคือฟองสบู่ดีๆ นี่เอง

จากการสำรวจล่าสุดของ Bank of America Global Fund Manager พบว่าผู้จัดการกองทุนประมาณ 81% เชื่อว่า Bitcoin อยู่ในภาวะฟองสบู่ แม้ว่าราคาจะตก 35% ในเดือนพฤษภาคมก็ตาม

การสำรวจที่ทำขึ้นระหว่างวันที่ 4-10 มิถุนายนเพิ่มขึ้น 6% จากข้อมูลการสำรวจของเดือนที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นใน Wall Street ลดลงมากและกลายเป็นแนวโน้มตลาดหมีมากขึ้น แม้วาสถาบันการเงินบางแห่งจะแสดงความสนใจใน Bitcoin หนึ่งในนั้นคือ Wells Fargo

การสำรวจโดย Bank of America พบว่า 72% ของผู้จัดการกองทุนที่ทำการสำรวจคิดว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เป็นเพียงภาวะชั่วคราว ความเห็นนี้อาจเป็นสาเหตุที่สาเหตุที่ส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของ Bitcoin เพราะมันมักถูกมองว่าเป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คริปโตหลายคนมองว่าการเพิ่มมูลค่าขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลในปีที่ผ่านมามีสาเหตุจากความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการสำรวจของ Bank of America อาจเป้นตัวบ่งชี้ว่าข้อกังวลเหล่านั้นได้บรรเทาลงบ้างแล้ว ซึ่งหมายความว่ากระแสต้องการ Bitcoin ก็ลดลงด้วย

การสำรวจยังพบว่าผู้จัดการกองทุนไม่มองว่าการเดิมพันกับ Bitcoin ในกระแสตลาดกระทิงเป็นการลงทุนที่คนแห่กันเข้าใน Wall Street อีกต่อไปพวกเขามองว่าสินค้าโภคภัณฑ์เป็นตลาดที่มีผู้คนเข้าหาหนาแน่นที่สุดและมีโอกาสทำกำไรแน่ๆ (Long Position) แทนที่ Bitcoin ซึ่งครองตำแหน่งสูงสุดในการสำรวจรายเดือนเมื่อเร็วๆ นี้และเคยมีสถานะเป็น Long Position มาก่อย

ทั้งนี้ ในขณะที่ราคาของ Bitcoin ยังคงค่อนข้างซบเซาหลังจากภาวะดิ่งในเดือนพฤษภาคม ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันและแร่เหล็กได้เพิ่มขึ้น

Photo by PHILIPPE LOPEZ / AFP

ญี่ปุ่นเล็งมอบวัคซีนให้ 5 ชาติอาเซียนรวมไทย ชี้สำคัญทางยุทธศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655677

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 15:16 น.

ญี่ปุ่นเล็งมอบวัคซีนให้ 5 ชาติอาเซียนรวมไทย ชี้สำคัญทางยุทธศาสตร์รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นชี้ 5 ชาติอาเซียนที่ได้รับวัคซีนจากญี่ปุ่นมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์

สำนักข่าวท้องถิ่นญี่ปุ่นเผยแถลงการณ์ของโทชิมิทสึ โมเทกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นระบุว่ารัฐบาลจะจัดสรรวัคซีนต้านโควิด-19 ให้แก่ 5 ประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียนรวมถึงประเทศไทยเนื่องจากเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางภูมิศาสตร์

รายงานระบุว่าญี่ปุ่นจะส่งวัคซีนของ AstraZeneca ไปยังเวียดนามเป็นชาติแรกโดยมีกำหนดส่งออกในวันที่ 16 มิถุนายน

จากนั้นจะแจกจ่ายวัคซีนไปยังอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และไทย ในช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป

โมเทกิกล่าวต่อว่าญี่ปุ่นตัดสินใจจัดสรรวัคซีนให้แก่ประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน 5 ประเทศดังกล่าวเนื่องจากกำลังอยู่ในสถานการณ์การการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างรุนแรง

พร้อมทิ้งท้ายว่าประเทศเหล่านี้มีความสำคัญในการบรรลุนโยบายอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง (Free and Open Indo-Pacific – FOIP)

ทั้งนี้ เวียดนามจะเป็นชาติที่ 2 ที่ได้รับการแบ่งปันวัคซีนต้านโควิด-19 จากญี่ปุ่นต่อจากไต้หวัน นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาส่งวัคซีนเพิ่มเติมไปยังเวียดนามและไต้หวันด้วย

Photo by Juan MABROMATA / AFP

เมื่อกลุ่มแฟนคลับไร้ระเบียบก็ถึงเวลาที่ทางการจีนต้องเข้ามาคุม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655671

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 14:40 น.

เมื่อกลุ่มแฟนคลับไร้ระเบียบก็ถึงเวลาที่ทางการจีนต้องเข้ามาคุมจีนออกโรงปราบปราม Fan Circle กลุ่มของแฟนคลับที่ทำกิจกรรมชักจูงเยาวชนให้เสียเงินเพื่อไอดอล  

Fan Circle คือกลุ่มที่แฟนคลับของไอดอลตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางในการส่งเสริมและสนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นการโหวต หรือดันให้อันดับของไอดอลในชาร์ตเพลงหรือในโซเชียลมีเดียขึ้นมาอยู่หัวตาราง ทุ่มเงินซื้อสินค้าที่ไอดอลของตัวเองเป็นพรีเซนเตอร์ หรือแม้แต่เปิดสงครามความคิดเห็นกับกลุ่มคู่แข่งเพื่อให้ไอดอลของตัวเองมีข่าวในแง่บวกหรือมีพื้นที่ในโซเชียลมีเดีย

แม้จะไม่สามารถประเมินขนาดของกลุ่มแฟนคลับออนไลน์ในจีนได้อย่างแม่นยำ แต่พบว่าสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงในวัยทีนและวัยเลข 2 ที่ยอมทุ่มได้สุดตัวเพื่อไอดอลที่ตัวเองรัก กลุ่มนี้ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจแบบ Fan Economy หรือเศรษฐกิจที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างรายได้จากแฟนคลับและคนดังในวงการ ซึ่งมีมูลค่าถึง 100,000 ล้านหยวนในปี 2020

แฟนคลับเหล่านี้ทรงพลังมากถึงขั้นที่สามารถดันให้เพลงของ คริส อู๋ แร็ปเปอร์ลูกครึ่งจีน-แคนาเดียน 7 เพลงขึ้นไปติดท็อป 10 เพลงยอดนิยมใน US iTunes แซงหน้านักร้องชื่อดังระดับโลกอย่าง อารีอานา กรานเด และ เลดี กาก้า

แม้ว่า Fan Circle จะไม่ใช่กลุ่มทางการเมือง แต่ครั้งหนึ่งกลุ่มแฟนคลับนี้เคยช่วยเป็นเรี่ยวแรงในการโปรโมทโฆษณาชวนเชื่อแนวรักชาติ โดยระหว่างปี 2019 ที่เกิดการประท้วงในฮ่องกง มีการตั้งกลุ่มที่เรียกว่า Azhong Gege หรือพี่จีน ขึ้นมาเพื่อกป้องนโยบายของจีนที่ใช้กับฮ่องกง จนสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์จีนติดแฮชแท็ก #The fan girls’ crusade ในเวยปั๋วเพื่อชมเชยกลุ่มแฟนคลับที่เข้ามาช่วยโต้เถียงกับฝ่ายตรงข้ามในเวยปั๋ว

ทว่า ตอนนี้ทางการจีนไม่ปลื้ม Fan Circle แล้ว โดยมองว่ากลุ่มแฟนคลับบางกลุ่มเริ่มไร้ระเบียบ มีการระดมเงินจากเยาวชนเพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมสนุบสนุนไอดอล อาทิ จัดงานวันเกิด หรือนำข้อมูลส่วนตัวของคนที่ตัวเองไม่ชอบมาประจานในโลกออนไลน์ หรือโจมตีคู่แข่งของไอดอลที่ตัวเองชอบ ทั้งยังอาจสร้างความแตกแยกทางความคิดของคนในสังคม

ล่าสุด หน่วยงานเฝ้าระวังทางไซเบอร์ของจีน (CAC) จะเข้ามาล้างบาง Fan Circle ด้วยการสั่งปิดบัญชีและยุบกลุ่มโซเชียลมีเดียที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี และลงโทษแพลตฟอร์มที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดความวุ่นวายและไม่ยอมแก้ไขความบกพร่องตามคำสั่งของทางการ

แถลงการณ์ของ CAC ระบุว่า “ในช่วงเวลาหนึ่ง สมาชิกในกลุ่ม Fan Circle ได้ใช้วาจาทำร้ายฝ่ายตรงข้าม ดันอันดับของไอดอลในหลายชาร์ต และเผยแพร่ข่าวลือ ซึ่งบ่อนทำลายความชัดเจนโปร่งใสของโลกไซเบอร์และส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจของเยาวชน”

การล้างบางของทางการจีนพุ่งเป้าไปที่ปัญหาสำคัญๆ 5 ข้อ การใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยของเยาวชนเพื่อดันอันดับของไอดอลหรือผู้เข้าแข่งขันในรายการเรียลลิตี, แฟนคลับที่อวดความร่ำรวยและไลฟ์สไตล์หรูหรา, การใช้บ็อตพื่อกำหนดทิศทางของคอมเม้นต์เกี่ยวกับไอดอลที่ตัวเองชอบ, การชักชวนให้แฟนคลับโดยเฉพาะเยาวชนนำเงินมาลงขันเพื่อสนับสนุนไอดอล และการปล่อยข่าวลือ

ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 เดือนที่ CAC กล่าวโทษการทำกิจกรรมของกลุ่มแฟนคลับ หลังจากเตือนว่าจะเข้ามาจัดระเบียบ Fan Circle เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากพบการบุลลี่และใช้ความรุนแรงในกลุ่มเหล่านี้

งานนี้ แม้แต่สมาชิกกลุ่มแฟนคลับตัวยงอย่างหญิงสาวซึ่งเป็นที่ปรึกษาในเซี่ยงไฮ้ยังเห็นด้วยกับทางการจีน โดยเธอเผยกับ South China Morning Post ว่า “โซเชียลมีเดียบางเจ้าใช้ความรักในตัวไอดอลของแฟนคลับมาขยายฐานผู้ใช้ของตัวเอง แฟนคลับถูกบังคับให้ให้ข้อมูลกับเจ้าของแพลตฟอร์ม”

แอฟริกาใต้นับพันแห่ขุดหาหินปริศนาหวังเป็นเพชร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655622

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 12:29 น.

แอฟริกาใต้นับพันแห่ขุดหาหินปริศนาหวังเป็นเพชรแม้จะยังไม่รู้แน่ชัดว่าคืออะไรแต่หินเหล่านี้คือความหวังของพวกเขาที่จะช่วยฟื้นจากความยากจนในช่วงโควิด

ชาวแอฟริกาใต้นับพันคนหลั่งไหลไปยังหมู่บ้านควาฮลาธี ในจังหวัดควาซูลู-นาตัล ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองโจฮันเนสเบิร์กไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 300 กิโลเมตรเพื่อขุดหาเพชรหลังจากที่มีข่าวว่าชาวบ้านรายหนึ่งพบวัตถุลักษณะคล้ายเพชรเมื่อสัปดาห์ก่อน

ข่าวสารแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นไวรัลแม้จะยังไม่มีการยืนยันว่าวัตถุดังกล่าวคืออะไรแต่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเพชรจึงพากันมาขุดหาเพชรที่นี่อย่างเนืองแน่น ขณะที่รัฐบาลเตือนว่าอาจเป็นเพียงก้อนหินซึ่งไม่มีราคาเท่านั้น

มากูดูเลลา วัย 40 ปีหนึ่งในชาวบ้านที่ร่วมขุดหาเพชรกล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีเชื่อว่าสิ่งที่ตนพบเป็นเพชรจริง พร้อมคาดหวังที่จะนำไปซื้อบ้านและรถด้วย

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้อัตราการว่างงานในแอฟริกาใต้สูงขึ้นอย่างมากในรอบหลาย 10 ปี การค้นหาเพชรครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความหวังของพวกเขา

“เรายากจน เราตกงาน แต่สิ่งนี้สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้” พรีเซียส วัย 38 ปีกล่าวพร้อมเผยว่าเธอใช้เวลาทั้งคืนไปกับการขุดดินเพื่อหาเพชรกับลูกๆ ของเธอ

ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นขอความร่วมมือให้ประชาชนออกจากพื้นที่เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ นอกจากนี้ยังกังวลถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย แต่ชาวบ้านยังคงยืนกรานที่จะขุดหาเพชรต่อไป

ด้านรัฐบาลกลางได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญและนักธรณีวิทยาไปยังพื้นที่ดังกล่าวเพื่อเก็บตัวอย่างหินมาวิเคราะห์ต่อไป ตลอดจนมีตำรวจเข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

ทั้งนี้ แอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับแร่ต่างๆ และครองสถิติค้นพบเพชรคัลลินันที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อปี 1905

Photo by Phill Magakoe / AFP

เวียดนามเล่นงานไทย เก็บภาษีน้ำตาลกว่า 47% อ้างไทยทุ่มตลาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655629

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 11:05 น.

เวียดนามเล่นงานไทย เก็บภาษีน้ำตาลกว่า 47% อ้างไทยทุ่มตลาดเวียดนามเคาะแล้วเก็บภาษีน้ำตาลไทย 47.64% เป็นเวลา 5 ปี

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ากระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามเผยได้เรียกเก็บภาษี 47.64% สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำตาลที่นำเข้าจากไทยเป็นเวลา 5 ปี เพื่อตอบโต้การทุ่มตลาดและทดแทนการเก็บภาษีชั่วคราวที่บังคับใช้ในเดือนก.พ. ที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 33.88%

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ทางกระทรวงได้ดำเนินการสอบสวนต่อต้านการทุ่มตลาดเมื่อเดือนก.ย. ปีที่แล้ว หลังได้รับคำร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมน้ำตาลของเวียดนาม

ข้อมูลจากการสอบสวนชี้ให้เห็นว่าเวียดนามนำเข้าน้ำตาลจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านตันในปี 2563 ซึ่งเพิ่มขึ้น 330.4% จากปี 2562

เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมในประเทศจึงต้องมีการขึ้นภาษีน้ำตาลนำเข้าจากประเทศไทย

แถลงการณ์จากกระทรวงยังเผยว่าเวียดนามจะยังคงประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามผลกระทบของมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ เวียดนามยกเลิกการเก็บภาษีน้ำตาลนำเข้าจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2563 ตามข้อตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ATIGA)

แต่ข้อตกลงดังกล่าวอนุญาตให้ประเทศภูมิภาคอาเซียนสามารถกำหนดภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมในประเทศของตนได้

Photo by Aamir QURESHI / AFP

คนใกล้ชิดเผย แจ็ก หม่า ยังสบายดี ใช้เวลาว่างวาดรูป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655623

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 11:00 น.

คนใกล้ชิดเผย แจ็ก หม่า ยังสบายดี ใช้เวลาว่างวาดรูปหลังจากเก็บตัวเงียบมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว คนใกล้ชิดเจ้าพ่ออาลีบาบาเผยว่าตอนนี้ แจ็ก หม่า หันมาวาดภาพเป็นงานอดิเรกยามว่าง  

โจ ไช่ รองประธานบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Alibaba Group ให้สัมภาษณ์กับรายการ Squawk Box ของ CNBC ว่า แจ็ก หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba Group พยายามเก็บตัวเงียบๆ ไม่ปรากฏตัวตามสื่อในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยหันมาให้ความสำคัญกับงานอดิเรกอย่างการวาดภาพและงานด้านการกุศลต่างๆ

“ตอนนี้เขากำลังเก็บตัวเงียบๆ  ผมคุยกับเขาทุกวัน” ไช่เผย “เขาสบายดีมาก เขาวาดภาพเป็นงานอดิเรก ซึ่งทำออกมาได้ดีทีเดียว”

ทั้งนี้ แจ็ก หม่า หายหน้าหายตาไปจากสื่อหลังจากวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว จนมีส่วนทำให้การขายหุ้น IPO มูลค่ามหาศาลของ Ant Group ถูกทางการจีนระงับในนาทีสุดท้าย ต่อมาทางการจีนยังสั่งสอบ Alibaba ในข้อหาผูกขาดทางการค้า จนบริษัทต้องจ่ายค่าปรับก้อนโตถึง 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by Ludovic MARIN / AFP

ชี้สาเหตุทำไมเอเชียรวมถึงไทยถึงยังห่างไกลจากการพิชิตโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655620

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 10:25 น.

ชี้สาเหตุทำไมเอเชียรวมถึงไทยถึงยังห่างไกลจากการพิชิตโควิดสรุปบทความของหนังสือพิมพ์ The New York Times ที่รายงานว่า “เหตุใดเอเชียแชมป์เปี้ยนผู้ตต้านทานโรคระบาด จึงอยู่ห่างจากเส้นชัยอีกหลายไมล์”

The New York Times ชี้ว่าทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประเทศต่างๆ ที่เป็นผู้นำโลกในการควบคุมไวรัสโคโรน่าก่อนหน้านี้ ตอนนี้กำลังอ่อนระโหยโรยแรงในการสกัดกั้นการระบาดที่หนักหน่วงอย่างมาก ในขณะที่สหรัฐซึ่งประสบกับการระบาดที่รุนแรงกว่านั้นมาก ตอนนี้กำลังใช้ชีวิตตามปกติเพราะขับเคลื่อนด้วยการฉีดวัคซีน

ผู้เขียนชี้ว่าตอนนี้ทางตอนใต้ของจีน การแพร่กระจายของสายพันธุ์เดลต้านำไปสู่การล็อกดาวน์อย่างกะทันหันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในกว่างโจว เมืองหลวงทางอุตสาหกรรมที่สำคัญ ส่วนไต้หวัน เวียดนาม ไทย และออสเตรเลีย ต่างก็ล้อคดาวน์เช่นกันหลังจากการระบาดครั้งล่าสุด ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความเหนื่อยล้าจากการระบาดระลอกที่สี่ จนหวั่นว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกอาจไม่รอด

ในด้านเศรษฐกิจ ภูมิภาคนี้สามารถรับมือกับโรคระบาดได้ค่อนข้างดี เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในการจัดการระยะแรก แต่เพราะผู้คนหลายร้อยล้านที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนและผู้นำต่างๆ ที่ตัดสินใจที่ปิดพรมแดนระหว่างประเทศทำให้ประชาชนเริ่มทนไม่ไหว บวกกับสายพันธุ์ใหม่ๆ ทวีความรุนแรงให้กับภัยคุกคาม

ในบางประเทศ เช่น เวียดนาม ไต้หวัน และไทย การรณรงค์ฉีดวัคซีนแทบไม่มีการดำเนินการ ประเทศอื่นๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลียมีการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังคงห่างไกลจากการฉีดวัคซีนให้กับทุกคนที่ต้องการ

ผู้เขียนชี้ว่าการล็อคดาวน์เอเชียกับจำนวนประชากร 4,600 คนจะสร้างความเสียหายใหม่ต่อเศรษฐกิจ ผลักดันผู้นำทางการเมือง และเปลี่ยนแปลงพลวัตของอำนาจระหว่างประเทศต่างๆ ตรงกันข้ามกับสหรัฐที่ตอนนี้ “ชาวอเมริกันเฉลิมฉลองสิ่งที่รู้สึกเหมือนรุ่งอรุณใหม่”

ความเสี่ยงในเอเชียมีที่มามาจากการตัดสินใจเมื่อหลายเดือนก่อน ก่อนที่โรคระบาดใหญ่จะก่อให้เกิดผลสะเทือนครั้งใหญ่ที่สุด ผู้เขียนชี้ว่า ต้นในฤดูใบไม้ผลิของปีที่แล้ว สหรัฐและหลายประเทศในยุโรปเดิมพันครั้งใหญ่กับวัคซีน การอนุมัติอย่างรวดเร็ว และการใช้เงินหลายพันล้านเพื่อรับประกันให้ได้มาซึ่งการผลิตชุดแรก เพราะในสหรัฐเพียงประเทศเดียว ผู้คนหลายพันคนเสียชีวิตทุกวัน เนื่องจากการจัดการโรคระบาดของประเทศล้มเหลวอย่างร้ายแรง

แต่ในเอเชียแปซิฟิก เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน อัตราการติดเชื้อและการเสียชีวิตยังค่อนข้างต่ำด้วยข้อจำกัดเรื่องพรมแดน การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันไวรัสของสาธารณชน และการทดสอบอย่างกว้างขวางและการติดตามผู้ติดต่อ ด้วยสถานการณ์ไวรัสส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุม และด้วยความสามารถที่จำกัดในการพัฒนาวัคซีนในประเทศ จึงมีความเร่งด่วนน้อยกว่าในการสั่งซื้อจำนวนมาก

จนเมื่อต้นปีนี้ การประกาศสัญญากับบริษัทและประเทศต่างๆ ที่ควบคุมวัคซีนนั้นดูเหมือนเป็นเรื่องทำกันไปอยางนั้นโดยไม่มีการส่งมอบจริง ในเดือนมีนาคม อิตาลีสกัดกั้นการส่งออกวัคซีนแอสตร้าเซเนกาจำนวน 250,000 โดสสำหรับออสเตรเลียเพื่อควบคุมการระบาดที่ลุกลามของตัวเอง การจัดส่งอื่นๆ ล่าช้าเนื่องจากปัญหาด้านการผลิต

จากปัญหาเรื่องนี้และภาวะแทรกซ้อนของก้อนเลือดซึ่งเกิดขึ้นจากวัคซีนแอสตร้าเซเนกา (AstraZeneca ) นักการเมืองจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้พยายามเน้นแต่เนิ่นๆ ว่าไม่จำเป็นต้องรีบเร่งในการฉีดวัคซีน

ในเอเชีย ผู้คนประมาณ 20% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โด๊ส เช่นญี่ปุ่นมีเพียง 14% ที่ได้รับวัคซีน ในทางตรงกันข้าม ตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่เกือบ 45% ในฝรั่งเศส มากกว่า 50% ในสหรัฐและมากกว่า 60% ในสหราชอาณาจักร

ในขณะที่การฉีดวัคซีนล่าช้าทั่วเอเชีย การกลับมาเปิดประเทศใหม่อย่างแข็งแกร่งก็จะล่าช้าเช่นกัน ออสเตรเลียส่งสัญญาณว่าจะปิดพรมแดนต่อไปอีกปี ญี่ปุ่นห้ามคนต่างชาติเกือบทั้งหมดเข้าประเทศ และการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนเกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศในจีนทำให้ธุรกิจข้ามชาติขาดแคลนพนักงานที่สำคัญในสายงาน

ในเวลาเดียวกัน การเก็บรักษาวัคซีนในเอเชียกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะต้องดวัคซีนก่อนที่จะหมดอายุ ไม่ใช่แค่ในจีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น อินโดนีเซียขู่ประชาชนด้วยค่าปรับประมาณ 450 ดอลลาร์สหรัฐฐานปฏิเสธวัคซีน เวียดนามตอบสนองต่อการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้โดยขอให้ประชาชนบริจาคเงินเข้ากองทุนวัคซีน และในฮ่องกง เจ้าหน้าที่และผู้นำธุรกิจต่างเสนอสิ่งจูงใจต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาความลังเลใจในวัคซีนขั้นรุนแรง

ผู้เขียนของ The New York Times ชี้ว่า “การพยากรณ์โรคสำหรับภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ในปีนี้นั้นชัดเจนมาก: โรคนี้ยังไม่หายขาด และคงไม่หายไปในเร็วๆ นี้ แม้แต่ผู้ที่โชคดีพอที่จะได้รับวัคซีนก็ยังจะเกิดความรู้สึกสับสนแบบคาดเดาอะไรไม่ถูก”

Photo by STR / AFP

ปฏิบัติการไล่ล่าครอบครัวเผด็จการเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655585

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 20:00 น.

ปฏิบัติการไล่ล่าครอบครัวเผด็จการเมียนมาครอบครัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เกี่ยวกับกองทัพเมียนมาหวั่นถูกไล่ล่า หลังผู้นำท้องถิ่นบางคนถูกยิงระยะเผาขน

ในระยะหลังมักจะมีข่าวว่าสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเมียนมาในย่านตัวเมืองตกเป็นเป้าถูกวางระเบิดหรือถูกขับรถพุ่งชน ผู้นำท้องถิ่นที่กองทัพแต่งตั้งหลายคนถูกลอบยิงในระยะเผาขน รวมทั้งการที่ประชาชนพากันหันมาจับอาวุธตอบโต้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร หลังจากถูกกองทัพใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตไปเกือบ 1,000 คน

เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความหวาดกลัวให้กับครอบครัวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงโดยเฉพาะที่อยู่ในกระทรวงมหาดไทยว่าจะตกเป็นเป้าโจมตีหรือถูกเอาชีวิตบ้าง

เมื่อเร็วๆ นี้ บัญชีเฟซบุ๊ค Mratt’s Channel แชร์คลิปเสียงของ Daw Nilar Sein ภรรยาของรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยเมียนมาที่พูดคุยกับบรรดาภรรยาเจ้าหน้าที่ระดับสูงถึงความหวาดกลัวของเธอ

ในคลิปเสียงที่หลุดออกมาซึ่งคาดว่าน่าจะพูดคุยกันเมื่อไม่นานมานี้ Daw Nilar Sein บอกให้คนอื่นๆ รักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนอน โดยอ้างว่ารู้ข่าวมาว่ามีคนจากฝ่ายตรงข้ามราว 30 คนเข้ามาในเมืองปยินมานาเพื่อวางระเบิดที่พักอาศัยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยและของกองทัพ

ภรรยาของรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยยังเตือนด้วยว่า ห้ามออกไปข้างนอกโดยมีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบติดตาม เนื่องจากหากถูกฝ่ายตรงข้ามพบเห็น รถจะถูกวางระเบิด รวมถึงแนะนำไม่ให้ลูกๆ ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงออกไปทานข้าวนอกบ้านตอนกลางคืน เพราะอาจมีคนที่ไม่ชอบรัฐบาลทหารส่งข่าวต่อให้คนอื่นมาทำอันตราย รวมถึงให้สวดมนต์ป้องกันสิ่งไม่ดีด้วย

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ภรรยาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ช่วยกันรายงานบัญชีเฟซบุ๊คของแกนนำประท้วงคนสำคัญ อาทิ Zaw Wai Soe รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (National Unity Government : NUG) หรือรัฐบาลเงาที่ก่อตั้งโดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเมียนมา (NLD) ของอองซานซูจี

Daw Nilar Sein กล่าวหาว่า Zaw Wai Soe ศัลยแพทย์กระดูกและกล้ามเนื้อ เป็นแกนนำในการสังหารเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและบุกสถานีตำรวจ และบอกว่าให้รายงานเฟซบุ๊คของเขาทุกๆ ชั่วโมง เพราะดูเหมือนทุกคนจะเชื่อฟังสิ่งที่เขาพูด

ส่วนอีกคนหนึ่งคือ Pencilo อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มีคนติดตามกว่า 2.8 ล้านคนที่มักจะเล่นสงครามจิตวิทยาด้วยการเตือนว่าคนที่เกี่ยวข้องกับกองทัพและครอบครัวจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

โดยล่าสุด Pencilo ตอบโต้กลับด้วยการโพสต์เฟซบุ๊คว่า การบล็อกบัญชีเฟซบุ๊คของเธอและ Zaw Wai Soe หยุดการต่อต้านรัฐบาลรัฐประหารไม่ได้ “มันจะหยุดก็ต่อเมื่อคุณตายเท่านั้นแหละ! เข้าใจนะ”

ก่อนคลิปเสียงนี้จะหลุดออกมา สำนักข่าว Myanmar Now รายงานว่า ลูกสาว 2 คนของผู้นำหมู่บ้านที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลทหารในเมืองดีแบ้ยี่น (Depayin) แขวงสะกาย (Sagaing) ถูกแทงเสียชีวิตพร้อมกัน

แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของใคร แต่ชาวบ้านรายหนึ่งเผยกับ Myanmar Now ว่า ชาวบ้านทราบดีว่าพวกเธออยู่ฝ่ายหนุนกองทัพ และหากมีอะไรเกิดขึ้นที่หมู่บ้าน ครอบครัวนี้จะรายงานไปยังกองทัพ

อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุพ่อของผู้เสียชีวิตทั้งคู่และสมาชิกในบ้านคนอื่นพากันหนีออกจากหมู่บ้านแล้ว

และในวันเดียวกันกับที่พบศพของลูกสาวผู้นำหมูบ้าน อดีตผู้นำหมู่บ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงกันถูกยิงศีรษะเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยชาวบ้านเผยกับ Myanmar Now ว่า ผู้เสียชีวิตรายนี้มีความสัมพันธุ์ใกล้ชิดกับกองทัพ และมักจะรายงานการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลให้กองทัพทราบ

แม้ทั้งหมดนี้จะจับมือใครดมไม่ได้ แต่เหตุการณ์หลายครั้งที่เกิดขึ้นกับฝ่ายหนุนรัฐบาลทหารก็เพียงพอให้ครอบครัวของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเริ่มหวาดกลัว

ขณะที่ The Irrawaddy รายงานว่า กองทัพกล่าวหาว่าผู้แทนราษฎรจากพรรค NLD เกี่ยวข้องกับการวางระเบิด ลอบยิง และเป็นผู้จัดอบรมการใช้อาวุธให้กับผู้ประท้วงทั้งในพื้นที่ของกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรื KNU ในรัฐกะเหรี่ยง

รัฐบาลทหารยังกล่าวหาว่าผู้แทนราษฎรจากพรรค NLD ในรัฐสะกายเกี่ยวข้องกับการจัดหาอาวุธและจัดอบรมการใช้อาวุธในพื้นที่ชายแดนของรัฐคะฉิ่นซึ่งเป็นพื้นที่ของกองกำลังกองทัพเอกราชคะฉิ่น หรือ KIA

สื่อของกองทัพยังอ้างว่า ผู้แทนราษฎรจากพรรค NLD สนับสนุนเงินทุนในการวางระเบิดโรงเรียน และเข้าร่วมพิธีฉลองการจบหลักสูตรการใช้อาวุธในพื้นที่ของกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยด้วย

เมื่อวันที่ 24 และ 25 พ.ค.ที่ผ่านมามีรายงานว่ากองทัพยึดอาวุธได้จำนวนมากที่เมืองมัณฑะเลย์ และกล่าวหาว่า Salai Issac Khin อดีตผู้บริหารท้องถิ่นในรัฐชินว่าเกี่ยวข้องกับอาวุธที่ถูกยึดและเป็นเจ้าหน้าที่ของ NUG รวมทั้งออกเงิน 500,000 รูปี หรือ 212,193 บาทให้กองกำลังพิทักษ์ประชาชนตะมู่ในแขวงสะกาย

แต่ Salai Issac Khin ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลที่ถูกจับพร้อมอาวุธถูกบังคับให้สารภาพว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้อง และย้ำว่าเพียงแต่ให้ความช่วยเหลือผู้อพยพเท่านั้น

Photo by STR / AFP

ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง ทำคน Gen Z หนี้ท่วมหัวจริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655553

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 18:40 น.

ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง ทำคน Gen Z หนี้ท่วมหัวจริงหรือ?ฝ่ายหนึ่งบอกว่าคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z เปย์ตัวเองเต็มที่จนหนี้ท่วมหัว แต่ก็มีข้อมูลอีกมุมหนึ่งว่าคนกลุ่มนี้มีความรู้ทางการเงินดีกว่าคนรุ่นก่อน

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ขณะนี้บริการทางการเงินประเภท Buy Now, Pay Later หรือซื้อก่อนจ่ายที่หลัง กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z (เกิดตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา) ของสิงคโปร์ และตลาดมีแนวโน้มจะโตขึ้นเรื่อยๆ จนทางการสิงคโปร์เริ่มกังวลว่าพฤติกรรมนี้จะก่อหนี้ในอนาคต

Buy Now, Pay Later หรือ point-of-sale loans (บริการทางการเงิน ณ จุดขาย) มีฟังก์ชันการใช้งานคล้ายกับบัตรเครดิตคือ ใช้ผ่อนค่าสินค้าโดยไม่มีดอกเบี้ย แต่มีตัวเลือกให้ผ่อนชำระที่ยืดหยุ่นกว่า เช่น แบ่งเป็นระยะสั้นๆ อย่างรายสัปดาห์ หรือนานกว่านั้นเป็นรายเดือนก็ได้ และหากไม่สามารถชำระได้ตามกำหนดก็ต้องเสียค่าปรับตามที่ตกลงกันไว้

ข้อแตกต่างอีกอย่างหนึ่งคือ การเปิดใช้บัตรเครดิตต้องการการตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้และความน่าเชื่อถือทางการเงินอย่างละเอียดและยังต้องใช้เอกสารต่างๆ ประกอบ แต่บริการ Buy Now, Pay Later อนุญาตให้บุคคลอายุตั้งแต่ 18 ปีเปิดบัญชีโดยการใส่ข้อมูลส่วนตัวแล้วเชื่อมกับบัตรเดบิตอย่างน้อย 1 ใบ จากนั้นก็เริ่มช็อปปิงได้เลย โดยค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าอยู่ระหว่าง 5-60 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 117-1,407 บาท

ในมุมของคนรุ่นใหม่อย่าง สแตร์รี ลี นักวิเคราะห์ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีวัย 23 ปีและใช้บริการ Buy Now, Pay Later มองว่าสำหรับคนที่มีเงินใช้จ่ายในแต่ละเดือนไม่มาก การใช้บริการ Buy Now, Pay Later ช่วยให้เธอบริหารการเงินได้ยืดหยุ่นและมีเหตุมีผลมากขึ้น “มันช่วยไม่ให้ฉันใช้จ่ายมากเกินไป”

ทว่า บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองของสิงคโปร์ไม่ได้มองว่าพฤติกรรมการบริโภคของคน Gen Z แบบที่ลีและคนอื่นๆ ทำอยู่นี้เป็นการใช้จ่ายที่ชาญฉลาด

ความนิยมที่นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นของบริการ Buy Now, Pay Later ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของสิงคโปร์ทำให้ผู้มีอำนาจและนักการเมืองกังวลใจ เนื่องจากบริการ Buy Now, Pay Later ที่ให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนวัยเลข 2 ซึ่งอาจจะขาดประสบการณ์ทางการเงิน

“คนหนุ่มสาวที่ยังขาดความระมัดระวังทางการเงินสามารถเข้าถึงเงินกู้ยืมก่อนที่พวกเขาจะมีความสามารถในการหาเงิน นี่ไม่ใช่เทรนด์ที่ดี” เชอริล ชาน สมาชิกสภาของสิงคโปร์เผยผ่านอีเมล

เรื่องนี้ยังร้อนไปถึง ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ที่ถึงกับออกเคมเปญทางสื่อขึ้นมาเพื่อตักเตือนคนหนุ่มสาวว่า การใช้จ่ายเงินแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลังอาจทำให้เป็นหนี้และมีความเสี่ยงด้านสินเชื่อเพื่อการบริโภค

หนึ่งในนั้นคือบทความของธนาคารกลางสิงคโปร์ที่ลงในหนังสือพิมพ์ Straits Times ที่ระบุว่า “คุณควรใช้จ่ายให้เหมาะกับรายได้ของตัวเอง อย่ามองว่าการใช้จ่ายแบบซื้อก่อนจ่ายที่หลังเป็นช่องทางในการซื้อของราคาแพงกว่าที่คุณสามารถจ่ายได้ อย่าเป็นตัวประกันของพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง”

นอกจากสิงคโปร์แล้ว บริการประเภทนี้ยังได้รับความนิยมทั้งในตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย จากข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษา Coherent Market Insights คาดว่าในระดับโลกนั้น มูลค่าตลาดของบริการ Buy Now, Pay Later จะโตถึง 33,600 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2027 จาก 7,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019

สำหรับผู้ใช้ในสิงคโปร์นั้น มีอายุระหว่าง 20-35 ปี ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับหนี้ที่หลายๆ คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยึดถือก่อนหน้านี้ว่า การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ

นอกจากนี้ การแพร่ระบาดของ Covid-19 ยังกระตุ้นให้คนสิงคโปร์ใช้บริการ Buy Now, Pay Later เพิ่มขึ้นในสิงคโปร์ เนื่องจากทั้งผู้บริโภคและผู้ขายหันมาใช้ช่องทางซื้อขายออนไลน์มากขึ้น ทำให้นักช็อปเสาะหาดีลดีๆ ได้เร็วขึ้นและเลือกชำระเงินแบบผ่อนจ่ายได้ง่ายขึ้น

แม้ว่าบริการ Buy Now, Pay Later ส่วนใหญ่มักจะใช้กับการซื้อสินค้าราคาไม่สูงมาก แต่จากรายงานของแพลตฟอร์มเปรียบเทียบทางการเงิน Finder เมื่อปี 2020 พบว่า 27% ของชาวสิงคโปร์ระบุว่าการเงินแย่ลงเนื่องจากซื้อสินค้าแบบ Buy Now, Pay Later และ 9% บอกว่าต้องจ่ายค่าปรับเพราะผิดนัดชำระหนี้

ด้วยความที่กำลังเป็นที่นิยม บรรดาบริษัทเทครายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างพากันเข้าสู่ตลาดนี้ ไม่ว่าจะเป็น PayLater ของ Grab Holdings ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2019 โดยให้บริการในสิงคโปร์และประเทศอื่นในภูมิภาค ขณะที่ Traveloka Indonesia กำลังขยายบริการนี้ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ประเทศไทยและเวียดนาม

และไม่ใช่เฉพาะวัยรุ่นสิงคโปร์เท่านั้นที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต การศึกษาของ TransUnion พบว่า 50% ของคน Gen Z ในสหรัฐถือบัตรเครดิต ซึ่งมากกว่าคนวัย Millennials หรือ Gen Y (เกิดปี 1981-1996) โดยเฉลี่ยหนุ่มสาวอเมริกันถือบัตรเครดิต 1.5 ใบ และมีวงเงินเฉลี่ยที่ 606 เหรียญสหรัฐ หรือ 18,858 บาท

ส่วนวัยรุ่นแคนาดาถือบัตรเครดิต 99.8%, ฮ่องกง 91%, โคลอมเบีย 32% และอินเดีย 11%

อย่างไรก็ดี อีกฝ่ายหนึ่งแย้งว่าคน Gen Z มีการศึกษาและอาวุธทางการเงินดีกว่าคนวัย Millennial เนื่องจากคนกลุ่มนี้เติบโตในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัว ทำให้ชีวิตทางการเงินของพวกเขาเริ่มต้นได้อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ กลุ่มคน Gen Z ยังชำระหนี้คืนได้ง่ายกว่าที่กลุ่มคน Millennial ทำได้ในวัยเดียวกัน โดยครึ่งหนึ่งของคน Gen Z ที่ใช้บริการสินเชื่อทางการเงินมีคะแนนเครดิตอยู่ในระดับ prime คือ มีคะแนนเครดิตตั้งแต่ 661 คะแนนขึ้นไปตามการจัดอันดับเครดิตของ VantageScore ขณะที่คนกุล่ม Millennial มีเพียง 39%

การมีคะแนนเครดิตสูงๆ ตั้งแต่อายุยังน้อยย่อมส่งผลดีกับการเงินในอนาคตของคนคนนั้น โดยบริษัทวิจัย LendingTree ชี้ให้เห็นว่า คนที่มีเครดิตดีสามารถประหยัดเงินค่าดอกเบี้ยได้หลายหมื่นเหรียญสหรัฐเมื่อขอสินเชื่อ อาทิ จำนอง บัตรเครดิต เนื่องจากสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ตั้งแต่แรกและได้รับในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

แมตต์ โคมอส รองประธานบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน TransUnion เผยว่า การมีการศึกษาดีและมีประสบการณ์กับการเป็นหนี้จะช่วยบ่มเพาะให้คน Gen Z ฟื้นตัวได้เร็วเมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจกลับไปสู่ภาวะะถดถอย

“หากคุณมีอาวุธที่ดีและได้รับการศึกษาที่ดีกว่า คุณจะรับมือกับพายุนั้น (เศรษฐกิจถดถอย) ได้ดีกว่าเล็กน้อย” โคมอสกล่าว

REUTERS/Michalis Karagiannis