เปิดใจปัญญาชนเมียนมา ไม่เคยเสียใจที่ตัดสินใจเข้าป่า-จับปืน-ฝึกรบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655799

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 20:30 น.

เปิดใจปัญญาชนเมียนมา ไม่เคยเสียใจที่ตัดสินใจเข้าป่า-จับปืน-ฝึกรบกว่า 4 เดือนที่กองทัพเมียนมาทำรัฐประหาร มีเยาวชนและปัญหาชนหลายร้อยคนหนีเข้าป่าฝึกการต่อสู้กับกองกำลังชนกลุ่มน้อยเพื่อรอวันโต้กลับ

แม้จะถูกการปราบปรามอย่างหนักของกองทัพบีบให้สู้ด้วยวิธีใต้ดิน ไม่ว่าจะเป็นใช้โทรศัพท์แบบใช้แล้วทิ้ง ซ่อนตัวในเซฟเฮ้าส์ หรือแม้แต่เข้าไปอยู่กับกองกำลังชนกลุ่มน้อย ไม่ได้เจอหน้าคนในครอบครัวหลายเดือน แต่ปัญญาชนคนรุ่นใหม่เหล่านี้ไม่เคยเสียใจที่ต้องใช้ชีวิตแบบหลบซ่อน

สำหรับ Thinzar Shunlei Yi นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย เธอทราบดีว่าวันหนึ่งเธออาจต้องแยกจากครอบครัวเพื่อเดินหน้าสู้กับรัฐบาลรัฐประหารต่อไป

“นี่คือสิ่งที่ฉันคิดไว้แล้วในฐานะของนักเคลื่อนไหว” Thinzar Shunlei Yi เผยกับสำนักข่าว AFP ผ่านโทรศัพท์จากสถานที่ซ่อนตัว “เราไม่คิดว่าผู้คนจะลุกฮือขนาดนี้และไม่คิดว่าคนทั่วไปจะกลายมาเป็นผู้ประท้วงและนักเคลื่อนไหว”

สาววัย 29 ปี เป็นหนึ่งในคนดัง อินฟลูเอนเซอร์ นักเคลื่อนไหว และนักข่าวหลายๆ คนที่อยู่ในหมายจับของกองทัพในข้อหาเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความหวาดกลัว

แต่กรณีของ Ko Ko (นามสมมติ) เขาแทบจะจินตนาการชีวิตที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ออกเลย เพราะไม่กี่เดือนก่อนเขาเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งที่ต้องรับมือกับ Covid-19

แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เขาต้องเปลี่ยนที่อยู่เรื่อยๆ เพื่อให้รอดพ้นการจับกุม แต่ความเป็นแพทย์ยังอยู่ Ko Ko ผันตัวเป็นผู้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ทางไกลสำหรับผู้ประท้วงที่ไม่กล้าไปโรงพยาบาลทหาร และยังเริ่มอบรมคนทั่วไปเรื่องการปฐมพยาบาลตั้งแต่เดือน มี.ค. เพราะการปราบปรามของทหารเริ่มนองเลือดมากขึ้น

แพทย์วัย 30 ปีตัดสินใจหนี 2 วันหลังจากวันสถาปนากองทัพเมียนมาในเดือน มี.ค. ซึ่งเป็นวันที่นองเลือดมากที่สุดนับตั้งแต่มีการประท้วง และยังเป็นช่วงที่กองทัพเริ่มบุกโรงพยาบาลและจับกุมเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์

หลังจากย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ ได้ราว 2 สัปดาห์ Ko Ko หนีเข้าพื้นที่ของกองกำลังชนกลุ่มน้อยใกล้ชายแดนไทย

เช่นเดียวกับ Ko Thein (นามสมมติ) นักดนตรีที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างหลังจากโพสต์เกี่ยวกับกองทัพด้วยถ้อยคำเสียดสีเจ็บแสบหลังการยึดอำนาจ เริ่มแรกเขาไม่ยอมหนีแม้ว่าคนใกล้ตัวจะตักเตือนด้วยความเป็นห่วงหลายครั้ง

แต่หลังจากเห็นชื่อตัวเองอยู่ในหมายจับเมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เขาก็รีบเก็บกระเป๋าทันที และบอกลาพี่น้อง ก่อนจะหนีไปทางด้านหลังอพาร์ทเม้นต์ของตัวเอง โดยระหว่างหลบหนีเจ้าตัวยังแชร์ข้อมูลในเฟซบุ๊คตามปกติ

“ผมไม่เคยเสียใจที่โพสต์ข้อความต่างๆ นี่คือหน้าที่ของคนเมียนมา” Ko Thein เผยและยอมรับว่าคิดถึงครอบครัว

ส่วน Min ซึ่งไม่ใช่ชื่อจริง ที่กำลังฝึกการต่อสู้กับกองกำลังชนกลุ่มน้อยในรัฐกะเหรี่ยงเผยว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินเสียงปืนมาก่อน แต่หลังจากทหารยึดอำนาจได้ 4 เดือน เสียงปืนกลายเป็นเสียงที่เขาคุ้นชิน และเชื่อว่ากระสุนปืนเท่านั้นที่จะกำจัดเผด็จการทหารออกจากเมียนมา ไม่ใช่การประท้วง 

แม้จะคาดเดาให้แม่นยำได้ยาก แต่นักวิเคราะห์คาดว่าหนุ่มสาวเมียนมาหลายร้อยคนดั้นด้นมาถึงพื้นที่ที่เป็นที่มั่นของกองกำลังชนกลุ่มน้อยเพื่อรับการฝึกฝนการต่อสู้ อาทิ เมื่อเดือนที่แล้ว Htar Htar Htet สาวงามจากเวที Miss Grand International ของไทย โพสต์ภาพที่เธอสวมชุดลายพรางสีดำสะพายปืนไรเฟิลอยู่ในแคมป์ฝึกฝน

สำหรับการฝึกในรัฐกะเหรี่ยงที่มีสามาชิกของกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) เป็นครูฝึก เริ่มตั้งแต่เช้ามืด โดยจะมีการฝึกเทคติกในป่า อาทิ การข้ามบ่อโคลน ด้วยการไต่เชือก การพรางตัว การขนย้ายผู้บาดเจ็บไปยังที่ปลอดภัย และการยิงปืน

ทว่า เดวิด แมธิสัน นักวิเคราะห์ซึ่งเคยอยู่ในเมียนมาตั้งคำถามว่า ยุทธวิธีของชนกลุ่มน้อยที่เกิดในภูเขาและป่าจะมีประสิทธิภาพเพียงใดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับรัฐบาลเผด็จการในพื้นที่เมืองต่างๆ “แม้ว่าการฝึกฝนจะช่วยบ่มเพาะประสบการณ์ แต่มันไม่ได้ช่วยเปลี่ยนคุณให้เป็นนักสู้ในเมือง” แมธิสันเผย และกล่าวเพิ่มว่า การฝึกฝนในระยะสั้นไม่น่าจะปลูกฝังวินัยและความทรหดที่จำเป็นสำหรับการสู้รบกับทหาร

Photo by STR / AFP

บุคลากรแพทย์อินโดหลายร้อยติดโควิดแม้ฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655806

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 18:00 น.

บุคลากรแพทย์อินโดหลายร้อยติดโควิดแม้ฉีดวัคซีนอินโดนีเซียเผยพบบุคลากรแพทย์ติดโควิด-19 อื้อหลังสายพันธุ์เดลตาระบาด

รอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์รวมมากกว่า 350 รายติดโควิด-19 แม้จะได้รับวัคซีนแล้ว ขณะที่หลายสิบรายกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนในการยับยั้งโควิด-19 ที่แพร่ระบาดมากขึ้นโดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา

รายงานระบุว่าบุคลากรที่ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการและกำลังกักตัวเองที่บ้าน ขณะที่ส่วนหนึ่งต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากมีไข้สูงและระดับออกซิเจนต่ำ

ทั้งนี้ อินโดนีเซียกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยคาดว่ามีสาเหตุมาจากโควิด-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตาซึ่งสามารถแพร่ระบาดได้มากกว่าสายพันธ์อื่น และเพิ่มอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลกว่า 90%

โดยบรรดาบุคลากรทางการแพทย์เป็นกลุ่มแรกในอินโดนีเซียที่ได้รับการฉีดวัคซีนในเดือนมกราคม ซึ่งสมาคมการแพทย์อินโดนีเซียระบุว่าส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทซิโนแวค

ซึ่งหลังฉีดวัคซีนไปแล้วสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ของบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างรวดเร็ว จาก 158 รายในเดือนมกราคมเหลือเพียง 13 รายในเดือนพฤษภาคม

ถึงกระนั้น ดิกกี้ บูดีมัน นักระบาดวิทยาที่มหาวิทยาลัยกริฟฟิธของออสเตรเลียกล่าวว่าในอินโดนีเซียมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้น และเรายังไม่แน่ใจว่าซิโนแวคมีประสิทธิภาพในการต้านโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาได้ดีเพียงใด

นอกจากนี้สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์จากอินเดียเผิดเผยการศึกษาระบุว่าโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในประเทศอินเดีย มีโอกาสที่จะแพร่เชื้อได้แม้จะได้รับวัคซีนแล้วไม่ว่าจะเป็นเข็มเดียวหรือ 2 เข็มก็ตาม

ขณะนี้อินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 1.9 ล้านรายและเสียชีวิต 53,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นบุคลากรทางการแพทย์ 946 ราย

อย่างไรก็ตามการฉีดวัคซีนไม่ได้เป็นการรับรองว่าจะไม่ติดเชื้อเนื่องจากยังไม่มีวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทใดสามารถต้านเชื้อได้ 100% แต่หากติดเชื้อจะช่วยให้ไวรัสมีน้อยกว่าและอาการป่วยรุนแรงน้อยกว่าผู้ที่ยังไม่ฉีดวัคซีน ดังนั้นหากฉีดวัคซีนแล้วจึงยังต้องสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง และล้างมืออยู่เสมอ

Photo by CHAIDEER MAHYUDDIN / AFP

เมื่อนักขุดจีนย้ายหนีรัฐบาล สหรัฐจะเป็นฮับใหญ่แทนหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655803

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 17:30 น.

เมื่อนักขุดจีนย้ายหนีรัฐบาล สหรัฐจะเป็นฮับใหญ่แทนหรือไม่ฐานการขุด Bitcoin อาจย้ายจากจีนไปสหรัฐหลังนักขุดจีนเล็งย้ายถิ่นฐาน

ประเทศจีนเป็นหนึ่งในฮับขุด Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดโดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่าครึ่งหนึ่งของนักขุดทั่วโลกอยู่ในประเทศจีน แต่ล่าสุดเมื่อรัฐบาลจีนประกาศปราบปรามการทำเหมืองและแลกเปลี่ยน Bitcoin พวกเขาจึงต้องย้ายถิ่นฐาน

CNBC เรียกสิ่งนี้ว่าเป็น “การอพยพครั้งใหญ่ของการขุด Bitcoin” โดยจุดหมายปลายทางหลักของพวกเขาคือรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา และนี่อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับเท็กซัส

พวกเขามองว่าการขุด Bitcoin ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้พลังงานมหาศาลอาจเหมาะสมกับเท็กซัสซึ่งมีพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมากมาย ตลอดจนจุดยืนของเท็กซัสที่เป็นมิตรต่อคริปโตทำให้ที่นี่น่าสนใจสำหรับบรรดานักขุด

แม้ว่าในช่วงฤดูหนาวปีที่แล้วเท็กซัสจะประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานสำรองส่งผลให้ไม่มีไฟฟ้าใช้นานหลายวัน แต่เท็กซัสได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในที่ที่ราคาพลังงานต่ำที่สุดในโลก รวมถึงพลังงานหมุนเวียนก็มีมากขึ้น

นี่คือฝันของนักขุดที่กำลังมองหาแหล่งพลังงานราคาถูกและการต้อนรับที่ดี

Brandon Arvanaghi อดีตวิศวกรระบบความปลอดภัยของบริษัทแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล Gemini กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เรามีผู้ว่าการรัฐอย่าง Greg Abbott ที่ส่งเสริมการขุดคริปโต มันจะต้องกลายเป็นอุตสาหกรรมที่แท้จริงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมันน่าเหลือเชื่อมาก”

การโยกย้ายของนักขุดจีน

จีนครองส่วนแบ่งการขุด Bitcoin ของโลกราวร้อยละ 65 ถึง 75 โดยส่วนใหญ่การขุดเกิดขึ้นในซินเจียงและมองโกเลีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายแห่งของจีน รวมถึงเสฉวนและยูนนานซึ่งมีพลังงานน้ำเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ช่วยสนับสนุนการขุด Bitcoin

มาวันนี้เมื่อรัฐบาลจีนประกาศไม่สนับสนุนสกุลเงินคริปโตแล้ว Nic Carter ผู้ร่วมก่อตั้ง Castle Island Ventures บริษัทด้านบล็อกเชนและคริปโตระบุว่าการขุดคริปโตในจีนนั้นลดลง โดยสังเกตจาก Hashrate (หน่วยวัดกำลังในการขุดของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์) พร้อมประเมิณว่าร้อยละ 50 ถึง 60 ของ Hashrate ทั้งหมดจะย้ายออกจากจีนในที่สุด

De La Torre รองประธานเหมืองขุดคริปโต Poolin ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในฮ่องกง และมีสำนักงานย่อยหลายแห่งในประเทศจีน เผยว่าไม่ต้องการเผชิญหน้ากับการปราบปรามจากรัฐบาลจีน จึงพยายามกระจายการขุดไปทั่วโลก และนี่เป็นสาเหตุให้ต้องย้ายไปยังสหรัฐและแคนาดา

ย้ายไปที่ไหน

นักขุดจำนวนมากกำลังแข่งขันกันในอุตสาหกรรมที่มีอัตรากำไรต่ำ โดยทั่วไปแล้วต้นทุนแปรผันเพียงอย่างเดียวคือพลังงาน พวกเขาจึงได้รับแรงจูงใจให้ย้ายไปยังแหล่งพลังงานที่ถูกที่สุดในโลก

หนึ่งในนั้นคือเท็กซัสซึ่งไม่เพียงแต่มีไฟฟ้าที่ถูกสุดในสหรัฐแต่บางแห่งยังถูกที่สุดในโลก และการทำเหมืองคริปโตในเท็กซัสก็ง่ายมากเช่นกัน โดย Arvanaghi เผยว่าเพียงแค่มีเงิน 30 ถึง 40 ล้านเหรียญสหรัฐก็เป็นนักขุดชั้นนำในสหรัฐอเมริกาได้

นอกจากเท็กซัสแล้วอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่เป็นไปได้คือคาซัคสถาน เนื่องจากมีเหมืองถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานราคาถูกและอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนทัศคติแง่บวกต่อคริปโตรวมถึง Bitcoin นับว่าน่าสนใจสำหรับบรรดานักขุดที่ต้องการย้ายถิ่นฐาน

Didar Bekbauov จาก Xive ผู้ให้บริการเหมืองขุดในคาซัคสถานเผยต่อ CNBC ว่ามีนักขุดชาวจีนติดต่อเข้ามาเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นกล่าวว่ามีเพียงรัฐบาลเท่านั้นที่ไม่สนับสนุนการขุดคริปโต แต่เอกชนจะยังคงเดินหน้าต่อไป แต่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ผลิตโดยโรงไฟฟ้าของรัฐบาลพวกเขาจึงต้องย้ายออก

สหรัฐกำลังแย่งส่วนแบ่งแรงขุดจากจีนแต่ก็มีข้อจำกัด

แม้จะมีปัจจัยเชิงบวกหลายอย่างที่สนับสนุนนักขุดให้มาลงทุนในสหรัฐ แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดที่สำคัญบางประการที่ขัดขวางสหรัฐจากการเป็นแหล่งขุดรายใหญ่ของโลก

ประการแรกคือระยะเวลาในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลานาน 6 ถึง 9 เดือนซึ่งอาจไม่สะดวกสำหรับนักขุดที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาจากที่อื่น

ตลอดจนปัญหาการขนส่งทางโลจิสติกส์อย่างเช่นการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์สำหรับขนส่ง ผลพวงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ประการที่สำคัญที่สุดคือความน่าเชื่อถือของโครงข่ายไฟฟ้าในเท็กซัสที่เพิ่งประสบปัญหาประชาชนขาดแคลนไฟฟ้าจากพายุฤดูหนาวและอากาศหนาวเย็นเป็นประวัติการณ์เมื่อช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าเท็กซัสควรทำระบบกันหนาวหรือไม่ ซึ่งเป็นโครงการที่มีค่าใช้จ่ายสูงและอาจส่งผลกระทบต่อภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากไฟฟ้าของรัฐ

Photo by Juan Carlos CISNEROS / AFP

รู้จัก ‘แลมบ์ดา’ โควิดสายพันธุ์ใหม่ที่พบครั้งแรกในเปรู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655781

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 16:00 น.

รู้จัก 'แลมบ์ดา' โควิดสายพันธุ์ใหม่ที่พบครั้งแรกในเปรูโควิด-19 สายพันธุ์แลมบ์ดาที่องค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่ต้องให้ความสนใจ

โควิด-19 สายพันธุ์แลมบ์ดา (Lambda) หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ C.37 พบครั้งแรกที่ประเทศเปรู ซึ่งขณะนี้พบการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ดังกล่าวแล้วอย่างน้อย 29 ประเทศทั่วโลก โดยองค์การอามัยโลก (WHO) จัดให้เป็นสายพันธุ์ที่ต้องให้ความสนใจ (Variant of Interest : VOI) หลังพบการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น

ทางการเปรูระบุว่านับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาพบสายพันธุ์แลมบ์ดาถึงร้อยะ 81 ของผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศ ซึ่งอาจกลายเป็นสายพันธุ์หลักในเปรู อย่างไรก็ตามตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในประเทศยังไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ยังพบการแพร่ระบาดของสายพันธุ์แลมบ์ดาในประเทศอื่นๆ ในอัตราที่เพิ่มขึ้น อย่างเช่นประเทศชิลี อาร์เจนตินา และเอกวาดอร์ รวมถึงประเทศอื่นในแถบละตินอเมริกา

โดยสายพันธุ์แลมบ์ดาพบการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนาม รวมถึงตำแหน่ง G75V, T76I, del247/253, L452Q, F490S, D614G และ T859N

ขณะที่องค์การอนามัยโลกระบุว่าไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์แลมบ์ดาอาจเพิ่มอัตราการแพร่ระบาดหรือมีความสามารถในการต้านภูมิคุ้มกันได้

อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจสายพันธุ์ดังกล่าวมากกว่านี้ เนื่องจากข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถสรุปได้

ทั้งนี้ การตั้งชื่อสายพันธุ์แลมป์ดาเป็นการตั้งชื่อโดยใช้ตัวอักษรกรีกแทนการใช้ชื่อประเทศเปรูเพื่อไม่ให้เกิดการตีตราประเทศที่พบไวรัสเป็นครั้งแรก

เช่นเดียวกับไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์อื่นๆ อย่างเช่นสายพันธุ์อัลฟาที่พบครั้งแรกในประเทศอังกฤษ, สายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในประเทศอินเดีย, สายพันธุ์แกมมาที่พบครั้งแรกในประเทศบราซิล และสายพันธุ์เบตาที่พบครั้งแรกในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งทั้ง 4 สายพันธุ์นี้ WHO จัดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (Variants of Concern : VOC)

โดยขณะนี้ WHO กำลังจับตาโควิด-19 กลายพันธุ์กว่า 50 สายพันธุ์แต่ไม่ใช่ทุกสายพันธุ์ที่จะเป็นอันตรายถึงขั้นต้องจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลอย่าง 4 สายพันธุ์ข้างต้น

นอกจากนี้ WHO ยังได้จับตาสายพันธุ์กลายพันธุ์ใหม่ “เดลตา พลัส” (B.1.617.2) ซึ่งวิวัฒนาการมาจากสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในประเทศอินเดีย แม้จะยังไม่จัดให้อยู่ในลิสต์สายพันธุ์ที่น่ากังวลแต่อาจสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันและต้านทานต่อวัคซีนมากขึ้น

โดยนอกจากอินเดียแล้วยังพบเดลตา พลัส ในประเทศอื่นเช่นสหรัฐ, แคนาดา, รัสเซีย, เยอรมนี, สวิตเซอร์แลนด์, เนปาล, โปแลนด์, โปรตุเกส และญี่ปุ่น

ขณะที่สายพันธุ์เดลตาเองก็มีการแพร่ระบาดไปแล้วกว่า 80 ประเทศทั่วโลกและยังคงกลายพันธุ์ต่อไป โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าไวรัสสายพันธุ์นี้สามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์อื่นๆ รวมถึงคาดว่าอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่นด้วยแต่ยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อมูลดังกล่าว

Photo by Juan Carlos CISNEROS / AFP

เทรนด์ใหม่! สาวจีนแห่ศัลย์ใบหูให้แหลมเหมือนเอลฟ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655776

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 15:00 น.

เทรนด์ใหม่! สาวจีนแห่ศัลย์ใบหูให้แหลมเหมือนเอลฟ์สาวจีนพากันศัลยกรรมใบหูให้แหลมและกางออกเหมือนเอลฟ์เชื่อทำให้ใบหน้าดูเล็กลง

การทำศัลยกรรมตกแต่งใบหูให้แหลมและกางออกเล็กน้อยเหมือนหูของเอลฟ์ ตัวละครในนิยายแฟนตาซีกำลังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นโดยเฉพาะสาวๆ ในจีน เพราะเชื่อว่าทำแล้วทำให้ดูเล็กและเด็กลง  

โซเชียลมีเดียของจีนเต็มไปด้วยรีวิวผลการศัลยกรรมหูเอลฟ์ โดยผู้ใช้ Xiaohongshu แพลตฟอร์มแบ่งปันไลฟ์สไตล์เผยว่า “มันมหัศจรรย์มาก! ฉันไม่ได้เปลี่ยนอะไรบนหน้าเลยแต่เพื่อนๆ ฉันกลับบอกว่าหน้าฉันดูเปลี่ยนไปหลังจากไปทำมา (หน้าฉันดูเรียวและดูดีขึ้น)”

บรรดาวัยรุ่นที่รักความสวยความงามทั้งหญิงและชายพากันมาโรงพยาบาลเพื่อทำศัลยกรรมหูเอลฟ์ หลินหลิน เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายของสถาบันเสริมความงาม Mylike Medical Cosmetic ในเซี่ยงไฮ้เผยกับ South China Morning Post ว่า มีคนต้องการทำหูเอลฟ์เยอะมากจนลูกค้าต้องต่อคิวรอทุกวัน

เช่นเดียวกับ หยูเวิ่นหลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการศัลย์กรรมแก้หูกางในกว่างโจวเผยว่า เขาต้องผ่าตัดศัลยกรรมใบหูเอลฟ์วันละ 6 ครั้ง และเพิ่งรู้ว่าวัยรุ่นจีนต้องการทำหูเอลฟ์กันมากหลังจากเขาผ่าตัดให้เซเลบริตีออนไลน์คนหนึ่งเมื่อต้นปีที่แล้ว และจากนั้นก็มีคนมาทำเรื่อยๆ

หยูเผยว่าหูเอลฟ์ที่กำลังฮิตอยู่นี้เป็นการผสมผสานของอาการผิดปกติของหูที่ทางการแพทย์เรียกว่า Stahl’s ear หรือหูแหลม และ protruding ear หรือใบหูยื่นออกมาจากศีรษะมากกว่า 2 เซนติเมตรซึ่งชาวจีนเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี  

แต่บางคนต้องการศัลยกรรมใบหูเพราะไม่สามารถมองเห็นใบหูหากมองจากด้านหน้าซึ่งทำให้ใบหน้าดูใหญ่กว่าขนาดจริง หรือใบหูเล็กจนไม่สามารถทัดผมกับใบหู

การศัลยกรรมหูเอลฟ์ทำได้ 2 วิธีคือ การผ่าตัดใส่กระดูกอ่อนจากส่วนอื่นของร่างกายหรือวัสดุสังเคราะห์เข้าไปหลังใบหู และการฉีดกรดไฮยาลูรอนิก

อย่างไรก็ดี หวังเจียนหยุน ศัลยแพทย์ตกแต่งจากโรงพยาบาลประชาชนแห่งที่สามในเจิ้งโจว มณฑลเหอหนานเตือนว่า การศัลยกรรมใบหูเอลฟ์มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ เกิดแผลเป็น ใบหูผิดรูปหากใส่กระดูกอ่อนเพิ่ม เกิดการแพ้ เกิดลิ่มเลือด หรือเนื้อตายหากฉีดกรดไฮยาลูรอนิก

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่าหลังจากเทรนด์นี้เลิกฮิตแล้ว บางคนอาจพากันกลับมาพบแพทย์เพื่อผ่าตัดแก้ใบหูกลับไปเป็นเหมือนเดิม เหมือนกับที่การทำจมูกตามคนดังหรือทำตาสองชั้นสไตล์คนยุโรปเคยฮิตมาแล้ว และเตือนคนที่ต้องการทำหูเอลฟ์ให้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ Deloitte Consulting เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ตลาดศัลยกรรมเพื่อความงามของจีนเติบโตขึ้นจาก 64,800 ล้านหยวน ในปี 2015 เป็นเกือบ 177,000 ล้านหยวนในปี 2019 ซึ่งเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และมีอัตราการเติบโตต่อปีอยู่ที่ 28.7% ขณะที่ทั้งโลกเติบโตเพียง 8.2%

นิวยอร์กเกือบ 900 คนได้ไฟเซอร์หมดอายุเร่งนัดฉีดใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655755

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 13:30 น.

นิวยอร์กเกือบ 900 คนได้ไฟเซอร์หมดอายุเร่งนัดฉีดใหม่เกิดความผิดพลาดเมื่อศูนย์ฉีดวัคซีนในนิวยอร์กฉีดวัคซีนหมดอายุแม้ผู้รับผิดชอบยันไม่เป็นอันตราย

สำนักข่าว AP และ NBC รายงานว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสหรัฐเผยถึงความผิดพลาดเมื่อมีประชาชน 899 คนได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ของไฟเซอร์ที่หมดอายุแล้วหลังเข้ารับการฉีดวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนแห่งหนึ่งในไทม์สแควร์ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 5 ถึง 10 มิถุนายนที่ผ่านมา

โดย ATC Vaccination Services บริษัทที่ให้บริการฉีดวัคซีนในนิวยอร์กแถลงขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่าวัคซีนหมดอายุจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายของผู้ที่ได้รับวัคซีน

ขณะที่แพทริค กัลลาฮิว โฆษกกระทรวงสาธารณสุขนครนิวยอร์กชี้แจงว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนหมดอายุจะได้รับแจ้งทางอีเมล โทรศัพท์ และจดหมายเพื่อรับทราบถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

ด้านกรมอนามัยนครนิวยอร์กระบุว่าจะรีบดำเนินการนัดหมายฉีดวัคซีนครั้งใหม่อย่างเร็วที่สุดสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนหมดอายุ

ทั้งนี้ วัคซีนหมดอายุเนื่องจากถูกเก็บไว้นานเกินไป แม้ทางบริษัทจะยืนยันว่าไม่เป็นอันตรายใดๆ ต่อผู้ที่ได้รับ แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าวัคซีนดังกล่าวจะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้อย่างเต็มประสิทธิภาพหรือไม่

Photo by David Ryder/Getty Images/AFP

โคตรเพชร! บอตสวานาเจอเพชรยักษ์ใหญ่อันดับ 3 ของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655753

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 12:30 น.

โคตรเพชร! บอตสวานาเจอเพชรยักษ์ใหญ่อันดับ 3 ของโลก  บอตสวานาเป็นประเทศผู้ผลิตเพชรรายใหญ่ที่สุดของแอฟริกา และ 2 ใน 3 ของเพชรที่ใหญ่ที่สุดในโลกถูกพบที่นั่น

สำนักข่าว BBC รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทเพชร Debswana ในประเทศบอตสวานาขุดพบเพชรน้ำหนัก 1,098 กะรัต ซึ่งคาดว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ที่เหมืองเพชร Jwaneng ทางตอนใต้ของประเทศ  

“นี่คือเพชรเม็ดใหญ่ที่สุดเท่าที่ Debswana เคยพบหลังดำเนินกิจการมากว่า 50 ปี” ลินเน็ตต์ อาร์มสตรอง รักษาการกรรมการผู้จัดการบริษัท Debswana เผย “จากการวิเคราะห์เบื้องต้น เพชรนี้อาจมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก”

ด้าน เลโฟโก โมอากิ รัฐมนตรีกระทรวงแร่ของบอตสวานาเผยว่า การพบเพชรครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นในเวลาที่ดีที่สุดสำหรับบอตสวานา หลังจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ส่งผลให้การขายเพชรลดลงเมื่อปีที่แล้ว

Debswana เป็นกิจการร่วมค้าระหว่างรัฐบาลบอตสวานากับ De Beers ผู้ค้าเพชรรายใหญ่ของโลก โดยราว 80% ของรายได้จากการขายเพชรจะถูกส่งเข้าคลังของบอตสวานาผ่านเงินปันผล ค่าสัมปทาน และภาษี

ทั้งนี้ เพชรเม็ดใหญ่ที่สุดในโลกที่นับตั้งแต่ขุดพบมาคือ เพชร Cullinan น้ำหนัก 3,106 กะรัต ซึ่งถูกขุดพบที่แอฟริกาใต้ในปี 1905 ส่วนเม็ดที่ใหญ่รองลงมาคือ เพชร Lesedi La Rona น้ำหนัก 1,109 กะรัตที่พบในบอตสวานาเมื่อปี 2015

Photo by Monirul Bhuiyan / AFP

บทเรียนจากโรนัลโด เมื่ออดีตพรีเซนเตอร์ปฏิเสธดื่มโค้ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655752

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 11:45 น.

บทเรียนจากโรนัลโด เมื่ออดีตพรีเซนเตอร์ปฏิเสธดื่มโค้กโคคา-โคลาเสียหายกว่าแสนล้านหลังโรนัลโดแนะดื่มน้ำเปล่าเพื่อสุขภาพ

เกิดเป็นประเด็นเมื่อคริสเตียโน โรนัลโด กองหน้าทีมชาติโปรตุเกส แถลงข่าวในวันที่ฟาดแข้งกับฮังการีเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมาโดยได้มีการขยับขวดน้ำอัดลมโคคา-โคลา ผู้สนับสนุนหลักของศึกฟุตบอลยูโร 2020 ออกจากโต๊ะแถลงข่าว พร้อมประโยคเด็ดแนะให้ทุกคนดื่มน้ำเปล่า

แม้จะเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์และสร้างความเสียหายมหาศาล แทบจะในทันทีที่โรดัลโดทำแบบนั้นทำเอาหุ้นของบริษัทโคคา-โคลาดิ่งลงถึง 1.6% อยู่ที่ 55.22 เหรียญสหรัฐ ซึ่งนั่นทำให้บริษัทสูญเสียมูลค่าในตลาดไปถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 124,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

จนถึงขณะนี้ (17 มิ.ย.) หุ้นของริษัทก็ยังดิ่งลงมาเรื่อยๆ โดยล่าสุดอยู่ที่ 54.67เหรียญสหรัฐ

อย่างที่หลายคนทราบว่าโรนัลโด อายุ 36 ปีแล้ว และเป็นคนดูแลสุขภาพร่างกายเป็นอย่างดีถึงขนาดตั้งเป้าจะเล่นฟุตบอลไปจนถึงอายุเข้าหลัก 4 ในขณะที่นักเตะหลายคนวางแผนเกษียณตั้งแต่อายุย่างเข้าเลข 3 แล้ว

โรนัลโดยังเคยสร้างความตะลึงให้กับแฟนบอลทั่วโลกด้วยผลการตรวจร่างกายของเขาเมื่อปี 2018 พบว่ามีสัดส่วนไขมันในร่างกายเพียง 7% ขณะที่นักกีฬาทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 11% และมีมวลกล้ามเนื้ออยู่ที่ 50% ขณะที่ผู้เล่นทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 46%

แม้ในขณะนั้นโรนัลโดจะอายุได้ 33 ปีแล้วแต่หากประเมินตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาสภาพร่างกายของเขาประหนึ่งนักฟุตบอลวัยรุ่นอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น

นอกจากการออกกำลังกาย ฟิตร่างกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว โรดัลโดยังเคยเผยเมนูอาหารแต่ละมื้อในแต่ละวันของเขาซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารคลีนทั้งสิ้น ไม่เพียงแต่สุขภาพของตัวเองเท่านั้นแต่โรนัลโดไม่สบอารมณ์ทุกครั้งที่ลูกชายของเขาดื่มน้ำอัดลม

จึงอาจไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในวันนั้นเขาเลือกที่จะขยับขวดน้ำอัดลมออกห่างตัวและแนะให้ทุกคนดื่มน้ำเปล่า แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนข้องใจและอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การขยับขวดโคคา-โคลาครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ขนาดนี้คือการที่เจ้าตัวเองก็เคยร่วมงานกับบริษัทโคคา-โคลาในฐานะพรีเซนเตอร์มาก่อน

โดยมีชาวเน็ตขุดคุ้ยขึ้นมาว่าเมื่อปี 2006 ในสมัยที่โรนัลโดยังเป็นนักเตะให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาเคยเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับโคคา-โคลาพร้อมถ่ายโฆษณาให้กับน้ำอัดลมแบรนด์ดัง นอกจากนี้ยังเคยมีภาพของเขาสกรีนอยู่บนกระป๋องโคคา-โคลามาแล้วด้วย

ไม่เพียงเท่านั้นชาวเน็ตยังพบว่าในปี 2014 สายเฮลท์ตี้อย่างโรนัลโดก็เคยเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับ KFC ไก่ทอดแบรนด์ดังมาก่อน

การที่หุ้นของโคคา-โคลาดิ่งลงได้มากขนาดนี้ส่วนหนึ่งก็อาจมาจากการที่ภาพลักษณ์แบรนด์สั่นสะเทือนเมื่ออดีตพรีเซนเตอร์มาปฏิเสธสินค้าของแบรนด์ตนเอง นอกจากนี้โคคา-โคลายังเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันรายการนี้ด้วย

อย่างไรก็ตามโคคา-โคลาชี้แจงหลังเกิดประเด็นดราม่าว่าทุกคนมีสิทธิเลือกเครื่องดื่มที่ตนเองชอบ และมีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ โดยปกติแล้วนักเตะจะได้รับทั้งน้ำเปล่า โค้ก และโค้กซีโร่ เมื่อมาถึงห้องแถลงข่าว

Photo by Handout / UEFA / AFP

ไบเดน-ปูตินคุยอะไรกันบ้างในการพบกันครั้งแรกที่เจนีวา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655744

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 10:50 น.

ไบเดน-ปูตินคุยอะไรกันบ้างในการพบกันครั้งแรกที่เจนีวาการหารือของผู้นำทั้งสองประเทศมีทั้งประเด็นที่เห็นตรงกันและเห็นต่างกันอย่างชัดเจน

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ และประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย พบปะหารือกันที่เมืองเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ โดยเป็นการพบปะกันอย่างเป็นทางการครั้งแตกของผู้นำทั้งสองคน ใช้เวลาหารือกันอย่างเข้มข้นราว 3 ชั่วโมงครึ่งจากที่คาดไว้ว่าจะคุยกัน 5   ชั่วโมง

หลังจากการพูดคุยแล้วเสร็จ ผู้นำทั้งสองประเทศได้แยกกันแถลงข่าว ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณบ่งชี้ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศ

ในประเด็นเรื่องการโจมตีทางไซเบอร์ ไบเดนกล่าวกับปูตินว่า โครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างน่ำประปาและพลังงานต้องอยู่นอกเหนือการโจมตีทางไซเบอร์หรือการโจมตีอื่นๆ และหากรัสเซียยังไหยุดสหรัฐจะเอาคืน ขณะที่ปูตินปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์ในสหรัฐ รวมทั้งการแฮกระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทท่อส่งน้ำมันของสหรัฐเมื่อเร็วๆ นี้ และโต้กลับว่าการโจมตีทางไซเบอร์ในรัสเซียมีต้นทางมาจากสหรัฐเช่นกัน

ส่วนประเด็นการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเริ่มต้นให้มีการเจรจาเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างกัน และจะมีการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตกลับไปประจำการที่เมืองหลวงของอีกฝ่ายหนึ่ง หลังจากที่ได้มีการถอนเอกอัครราชทูตกลับประเทศเมื่อเดือน มี.ค. หลังจากสหรัฐกล่าวหารัสเซียว่าเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2020

สำหรับประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ทั้งสองฝ่ายเห็นต่างกันชัดเจน ไบเดนเผยว่าเขาพุดอย่างตรงไปตรงมากับปูตินว่ารัสเซียจะต้องรับผิดชอบหาก อเล็กซี นาวัลนี นักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลคนสำคัญ ซึ่งกำลังมีสุขภาพไม่สู้ดีนัก เสียชีวิตระหว่างจำคุกอยู่ในเรือนจำ

ขณะที่ปูตินบอกปัดความกังวลของสหรัฐเกี่ยวกับนาวัลนีที่กำลังอดอาหารประท้วงเป็นเวลา 24 วัน และย้ำว่านาวัลนีไม่สนใจกฎหมายและรู้ดีว่าจะถูกจำคุกหากเดินทางกลับมายังรัสเซียหลังไปรักษาตัวที่เยอรมนี ปูตินยังเผยอีกว่ารัสเซียไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายในประเทศเหมือนกับกรณีการบุกโจมตีอาคารรัฐสภาของสหรัฐ หรือการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของคนผิวสี Black Lives Matter

ไบเดนโต้กลับว่าความเห็นของปูตินเกี่ยวกับ Black Lives Matter เป็นเรื่องน่าขัน และย้ำว่าประเด็นเรื่อองสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน

นอกจากนี้ ปูตินยังเผยว่า การหารือโดยรวมครั้งนี้ถือว่าสร้างสรรค์ เพราะทั้งสองฝ่ายพูดภาษาเดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า สหรัฐและรัสเซียจะมีมิตรภาพ ผลลัพธ์ของการหารือครั้งนี้ในทางปฏิบัติคือการพูดคุยบนพื้นฐานของความเป็นจริงและตั้งอยู่บนผลประโยชน์พื้นฐานของทั้งสองประเทศเป็นสำคัญ

ด้านไบเดนได้มอบแว่นกันแดดทรงนักบินแบบสั่งทำพิเศษ ซึ่งเป็นทรงเดียวกับที่ไบเดนสวมใส่เป็นประจำ และคริสตัลควายไบซันให้กับปูตินเป็นของขวัญ

Photo by Brendan Smialowski / AFP

ผู้เชี่ยวชาญชี้ Bitcoin มีจุดอ่อนเพียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655703

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 20:30 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ Bitcoin มีจุดอ่อนเพียบบทความของหนังสือพิมพ์ The New York Times ชี้จุดอ่อนของ Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่ขึ้นลงเหมือนรถไฟเหาะ

The New York Times ระบุว่า Bitcoin มีความผันผวนมาตั้งแต่ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2009 เมื่อต้นปีที่ผ่านมาราคา Bitcoin 1 เหรียญทะยานทะลุ 60,000 เหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 8 เท่าในเวลา 12 เดือน แต่หลังจากนั้นมูลค่าตกลงเกือบครึ่งภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่ถึงอย่างนั้นมูลค่ารวมของสกุลเงินดิจิทัลยังสูงถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

แล้วอนาคตของสกุลเงินดิจิทัลจะเป็นอย่างไร เราควรใช้หรือลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลหรือไม่? แล้วราคาที่แกว่งไปแกว่งมา โดยมูลค่าหายไปเกือบ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ส่อแววว่าระบบการเงินมีปัญหาใช่หรือไม่?

ในบทความนี้ผู้เขียนของ The New York Times ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของ Bitcoin ไว้ดังนี้

มักถูกนำมาใช้ในเรื่องผิดกฎหมาย

Bitcoin ถูกสร้างขึ้น (โดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่จนถึงขณะนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร) เพื่อใช้ทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สามที่เชื่อถือได้อย่างธนาคารกลางหรือสถาบันการเงิน การทำธุรกรรมผ่าน Bitcoin ใช้เพียงการยืนยันตัวตนบนโลกดิจิทัล ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเปิดเผยตัวตนได้ในระดับหนึ่ง จุดนี้ทำให้ Bitcoin ถูกนำมาใช้ในเรื่องผิดกฎหมายอย่างการแฮกระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเรียกค่าไถ่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในสหรัฐ

ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายในการใช้

ในขณะที่ Bitcoin ได้รับความนิยมมากขึ้น การใช้ Bitcoin กลับยุ่งยาก ช้า และมีค่าใช้จ่ายสูง การทำธุรกรรมโดยใช้สกุลเงินดิจิทัลส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาราว 10 นาทีในการตรวจสอบความถูกต้อง และมีค่าทำธุรกรรมเฉลี่ยราว 20 เหรียญสหรัฐ หรือ 623 บาท

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังระบุว่า มูลค่าของ Bitcoin ที่แกว่งไปแกว่งมาทำให้ไม่เหมาะกับการเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน โดยเปรียบเทียบกับการใช้ธนบัตรว่า วันหนึ่งเราสามารถซื้อเบียร์ในราคา 10 เหรียญสหรัฐ แต่อีกวันหนึ่งเงินเท่ากันสามารถซื้อไวน์ได้เลยทีเดียว

ไม่ได้ปกปิดตัวตนได้ 100%

Bitcoin ไม่ได้ให้การปกปิดตัวตนอย่างแท้จริงและไม่ใช้ธุรกรรมที่ตามรอยไม่ได้อีกต่อไป เพราะเมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลสหรัฐสามารถตามรอย Bitcoin ที่บริษัท Colonial Pipeline จ่ายให้กับแฮกเกอร์ DarkSide ที่โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ และนำกลับคืนมาได้ส่วนหนึ่ง

กลายเป็นการเก็งกำไร

Bitcoin กลายเป็นการลงทุนแบบเก็งกำไร Bitcoin ไม่มีมูลค่าที่แท้จริงและไม่มีอะไรหนุนหลัง ผู้ที่เชื่อมั่นใน Bitcoin อาจจะบอกว่า Bitcoin ก็เหมือนทองคำที่มูลค่าเกิดขึ้นจากความหายากของมัน (อัลกอรึทึมกำหนดให้ Bitcoin ทั่วโลกขุดได้เพียง 21 ล้านเหรียญเท่านั้น โดยขณะนี้ขุดไปแล้วเกือบ 19 ล้านเหรียญ)

ทว่าผู้เขียนระบุว่า ความหากยากอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างมูลค่าให้ Botcoin นักลงทุน Bitcoin ดูเหมือนจะต้องพึ่งพาทฤษฎีคนที่โง่กว่า (greater fool theory) นั่นคือ หากอยากได้กำไรจากการลงทุนก็ต้องหาคนที่ต้องการซื้อ Bitcoin ในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อมา

ยังไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุม

ผู้เขียนบอกว่า แม้ว่า Bitcoin จะมีมูลค่าสูงในกระดาษ แต่การล่มสลายของ Bitcoin หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ไม่อาจทำให้ระบบการเงินสั่นสะเทือนได้ เนื่องจากธนาคารไม่ได้เข้ามาเล่นในสนามสกุลเงินดิจิทัล แต่คนที่เสี่ยงที่จะขาดทุนที่สุดคือ นักลงทุนที่ขาดประสบการณ์ซึ่งเข้าร่วมปาร์ตี้ Bitcoin ช้าเกินการณ์

รัฐบาลควรเตือนนักลงทุนรายย่อยว่าต้องแบกรับความเสี่ยงด้วยตัวเอง และแม้จะมีกฎเกณฑ์มาควบคุมการลงทุนในหลักทรัพย์ที่สามารถเก็งกำไร Bitcoin แล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้หรือควรทำก็มีไม่มากนัก

สิ้นเปลืองพลังงาน

การทำธุรกรรมเกี่ยวกับ Bitcoin ใช้พลังงานมหาศาล จากการประเมินคร่าวๆ พบว่าเครือข่าย Bitcoin ใช้พลังงานเท่ากับพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในประเทศอาร์เจนตินาและนอร์เวย์ ยังไม่ต้องพูดถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากเครื่องมือพิเศษที่ใช้ในการขุดบิตคอยน์ที่เสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วอีก

สร้างความไม่เท่าเทียม

ทว่า นวัตกรรมทางการเงินนี้อาจตอกย้ำความไม่เท่าเทียม ทักษะทางการเงินและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ไม่เท่าเทียมอาจส่งผลให้นักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญได้ประโยชน์ ในขณะที่คนที่ด้อยประสบการณ์เลือกเสี่ยงกับสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้

อีกทั้งอัลกอริทึมของคอมพิวเตอร์อาจทำให้การเหยียดเชื้อชาติหรือความลำเอียงอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วในการประเมินคะแนนเครดิตและการให้สินเชื่อแย่ลงอีก

ผู้เขียนของ The New York Times ชี้ว่าแม้ว่าผู้คนจะให้ความสนใจกับราคาของ Bitcoin ที่ผันผวนเหมือนรถไฟเหาะ แต่ผลที่ตามมาที่มากกว่านั้นคือ การปฏิวัติด้านการเงินที่เกิดขึ้นซึ่งในท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบกับเราทุกคนทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย

Photo by INA FASSBENDER / AFP