สายพันธุ์เดลต้าพ่นพิษ หลายประเทศกลับมาติดเชื้อกระฉุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655920

วันที่ 19 มิ.ย. 2564 เวลา 12:20 น.

สายพันธุ์เดลต้าพ่นพิษ หลายประเทศกลับมาติดเชื้อกระฉุด   ยอดติดเชื้อในอังกฤษ รัสเซีย สหรัฐ กลับมาพุ่งกระฉุดอีกครั้งหลังสายพันธุ์เดลต้าระบาด

ขณะนี้หลายประเทศกำลังเจอศึกหนักจาก Covid-19 สายพันธุ์กลายพันธุ์เดลต้าที่พบครั้งแรกในอินเดียซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดได้รวดเร็วและยังลดประสิทธิภาพของวัคซีนบางยี่ห้อ

ในอังกฤษซึ่งจากเดิมที่ตั้งเป้าว่าจะคลายล็อกดาวน์ขั้นสุดท้ายวันที่ 21 มิ.ย.นี้เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อเริ่มลดลงหลังระดมฉีดวัควีนได้ระดับหนึ่ง แต่กลับต้องเลื่อนออกไปอีกอย่างน้อย 1 เดือน เพราะเจอพิษสงของสายพันธุ์เดลต้า

รายงานล่าสุดของราชวิทยาลัยลอนดอนเมื่อวันพุธ (16 มิ.ย.) ระบุว่า เชื้อสายพันธุ์เดลต้าดันให้ตัวเลขผู้ติด Covid-19 ในอังกฤษเพิ่มขึ้น 50% ตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

จากการประเมินของนักวิจัย นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ค. 60% ของผู้ที่ตรวจพบว่าติด Covid-19 ด้วยวิธี swap test ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้า ทว่าจนถึงวันที่ 7 มิ.ย.ตัวเลขกังกล่าวเพิ่มเป็น 90%

ขณะที่สหรัฐ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เตือนให้ชาวอเมริกันที่ยังไม่ได้รับวัคซีนรีบไปฉีด เนื่องจากเชื้อสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้เร็วอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น

ด้าน โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) คาดว่าเชื้อสายพันธุ์เดลต้าอาจกลายเป็นสายพันธุ์หลักในสหรัฐ เนื่องจากขณะนี้กราฟการพบเชื้อสายพันธุ์นี้ในสหรัฐอยู่ในช่วงขาขั้น สวนทางกับสายพันธุ์อื่นที่อยู่ในช่วงขาลง

เช่นเดียวกับสถานการณ์ Covid-19 ในรัสเซียที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง หลังพบการระบาดอย่างรวดเร็วของเชื้อกลายพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลต้า ทำยอดป่วยรายวันพุ่ง 30% และพบว่ายังดื้อวัคซีน Sputnik V ถึง 58%

กระทรวงสาธารณสุขรัสเซีย รายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันในกรุงมอสโกเพิ่มขึ้น 9,056 ราย เพิ่มขึ้นถึง 30% เทียบกับวันก่อนหน้า เป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาด และในจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่จะเป็นสายพันธุ์เดลต้าถึง 89.3%

ทำให้ทางการกรุงมอสโกต้องประกาศเคอร์ฟิว ให้ผับบาร์และร้านอาหารเปิดไม่เกิน 23.00 น. ขณะที่บางร้านให้บริการเฉพาะลูกค้าที่ฉีดวัคซีนแล้วเท่านั้น

ที่น่ากังวลคือ ชาวรัสเซียเพียง 9.9% ของประชากรทั้งหมดเท่านั้นที่ได้รับวัคซีนครบโดส

นอกจากนี้ วานนี้ (18 มิ.ย.) โสมยา สวามินาธาน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงว่าสายพันธุ์เดลต้ากำลังกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่จะระบาดไปทั่วโลก เนื่องจากมีอัตราการแพร่เชื้อในระดับสูงมากขึ้น

Photo by Niklas HALLE’N / AFP

วิจัยพบคนหายป่วยโควิดสูญเสียเนื้อเยื่อสมอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655916

วันที่ 19 มิ.ย. 2564 เวลา 10:19 น.

วิจัยพบคนหายป่วยโควิดสูญเสียเนื้อเยื่อสมองนักวิจัยอังกฤษพบภาวะการสูญเสียเนื้อเยื่อสมองในคนที่หายจาก Covid-19 แล้ว

ผลการวิจัยจาก UK Biobank ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์เผยแพร่งานวิจัยก่อนการตีพิมพ์พบว่า ผู้ที่หายจาก Covid-19 แล้วแม้ขณะป่วยจะมีอาการเล็กน้อยก็อาจนำมาสู่การสูญเสียเนื้อเยื่อสมองได้

ทีมวิจัยทำการการศึกษาระยะยาวโดยสแกนสมองก่อนและหลัง ในอาสาสมัคร 782 คน แบ่งเป็นผู้ป่วย Covid-19 394 คน และอาสาสมัครที่ไม่ป่วย 388 คน โดยผู้ป่วย Covid-19 ส่วนใหญ่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลางหรือไม่มีอาการเลย ขณะที่ 15 คนต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

ในกลุ่มผู้ที่หายจาก Covid-19 นักวิจัยพบการสูญเสียสสารสีเทาในสมองที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นและรส คือบริเวณรอยนูนรอบฮิปโปแคมปัสด้านซ้าย (left parahippocampal gyrus) กลีบสมองส่วนหน้าด้านซ้าย (left orbitofrontal cortex) และสมองอินซูลาด้านซ้าย

โดยบางส่วนของพื้นที่สมองที่ได้รับผลกระทบยังเกี่ยวข้องกับความทรงจำของประสบการณ์ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์

การเปลี่ยนแปลงของสมองดังกล่าวนี้ไม่พบในกลุ่มอาสาสมัครที่ไม่ป่วย Covid-19

อย่างไรก็ดี นักวิจัยเผยว่ายังต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมว่าในระยะยาวผู้ที่หายจาก Covid-19 จะสามารถจดจำเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์ได้หรือไม่

ทั้งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเนื้อเยื่อส่วนที่หายไปเป็นผลจากการที่เชื้อไวรัสแพร่กระจายในสมอง หรือเป็นผลกระทบอื่นจากการติด Covid-19

AFP PHOTO / ERNESTO BENAVIDES

แค่เสียงไอ AI ก็บอกได้ว่าติดโควิดหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655892

วันที่ 18 มิ.ย. 2564 เวลา 19:00 น.

แค่เสียงไอ AI ก็บอกได้ว่าติดโควิดหรือไม่นักวิจัยกำลังพัฒนานวัตกรรมที่สามารถตรวจโควิดเบื้องต้นเพียงแค่ฟังเสียงไอ

ท่ามกลางโควิด-19 ที่ยังคงแพร่ระบาดไปทั่วโลก ผู้ป่วยบางคนมีอาการเพียงเล็กน้อยจนไม่รู้เลยว่าตนกำลังติดเชื้อ หรือบางคนเมื่อเกิดอาการไอก็อดกังวลไม่ได้ว่าเราติดโควิด-19 ไปแล้วหรือยัง

นั่นทำให้ทีมนักวิจัยเกิดไอเดียในการใช้ระบบ AI เข้ามาช่วยในการจำแนกเสียงไอเพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการติดเชื้อโควิด-19

ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของออสเตรเลียพัฒนา AI รูปแบบใหม่ที่สามารถตรวจจับโควิด-19 ผ่านเสียงไอแม้ว่าผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการก็ตาม นับเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าที่ปูทางสำหรับการตรวจหาเชื้อได้อย่างสะดวกผ่านแอปพลิเคชัน ท่ามกลางการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงน่ากังวล

ท่ามกลางการแพร่ระบาดครั้งใหญ่นี้ Crowdsourcing จำนวนมากได้รับการออกแบบมาเพื่อรวบรวมไฟล์เสียงระบบทางเดินหายใจทั้งจากกลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 และกลุ่มผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี

โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย RMIT ในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียได้รวบรวมชุดข้อมูลเหล่านั้นเพื่อออกแบบอัลกอริทึมโดยเข้ารหัสสิ่งที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน

เพื่อพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่สามารถวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการติดเชื้อโควิด-19 ผ่านเสียงไอ

Hao Xue หัวหน้าทีมวิจัยจากคณะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัย RMIT เผยว่าพวกเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาเครื่องมือคัดกรองโรคเบื้องต้นที่เชื่อถือได้ เข้าถึงง่าย และลดโอกาสเสี่ยงในการสัมผัสกับโควิด-19

“นี่อาจมีประโยชน์อย่างมากในการชะลอการแพร่ระบาดของไวรัสจากผู้ที่ติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ นับว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยจัดการกับโรคระบาดนี้ได้ดีขึ้น” เขากล่าวเสริม

นอกจากนี้ยังเผยว่านวัตกรรมนี้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อใช้สำหรับตรวจคัดกรองโรคทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น วัณโรค ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่อัลกอรึทึมแรกที่ได้รับการพัฒนาสำหรับคัดกรองโควิด-19 ผ่านเสียงไอ แต่เมื่อปลายปีที่ผ่านมาทีมนักวิจัยจากสหรัฐได้พัฒนาระบบ AI เพื่อตรวจจับโควิด-19 ผ่านเสียงไอเช่นกัน

โดยทีมวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ทดสอบการใช้ AI ที่พัฒนาเป็นแอปพลิเคชันสำหรับวิเคราะห์เสียงไอที่ได้ถูกบันทึกไว้ทั้งจากผู้ติดโควิด-19 และผู้ที่ไอด้วยอาการไข้หวัดธรรมดา

จากการรวบรวมบันทึกเสียงไอกว่า 70,000 รายการ ทีมพัฒนาเผยว่าระบบ AI ดังกล่าววิเคราะห์ได้แม่นยำถึง 98.5%

MIT เคยใช้วิธีการเดียวกันนี้ในการวิเคราะห์รูปแบบการพูดของผู้ป่วยอัลไซเมอร์มาแล้ว โดยโรคอัลไซเมอร์จะทำให้เกิดปัญหาด้านระบบสมองและกล้ามเนื้อ ซึ่งรวมไปถึงลดทอนความสามารถในการพูด

ทั้งนี้ ทีมพัฒนาเผยว่าโควิด-19 เป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะหลอดลมและเส้นเสียง เมื่อมีการติดเชื้อจึงทำให้เกิดอาการไอและเสียงแหบ

ทีมพัฒนาตั้งเป้าที่จะพัฒนาแอปลิเคชันตรวจคัดกรองโควิด-19 ที่ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น เพียงแค่โหลดแอปพลิเคชันและบันทึกเสียงไอของผู้ใช้เพื่อให้ระบบวิเคราะห์ผลเบื้องต้นหากสงสัยว่าติดโควิด-19 ซึ่งหากสามารถรวบรวมเสียงไอได้มากพอก็จะสามารถทำการวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ในรัฐเพนซิลเวเนีย ที่ได้พัฒนาระบบตรวจจับโควิด-19 ผ่านเสียงไอ รวมถึงมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จากประเทศอังกฤษ ก็มีการพัฒนาโครงการในลักษณะเดียวกันนี้เช่นกัน

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

รอยเตอร์สวิเคราะห์ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์อาจไม่คึกคัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655893

วันที่ 18 มิ.ย. 2564 เวลา 18:00 น.

รอยเตอร์สวิเคราะห์ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์อาจไม่คึกคักกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของไทย และข้อจำกัดด้านการเดินทางของประเทศต้นทางของนักท่องเที่ยว อาจทำให้ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ไม่คึกคัก 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า กระแสตอบรับแผนการเปิดภูเก็ตรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วของรัฐบาลไทยไม่ค่อยคึกคัก จนถึงตอนนี้ยอดจองโรงแรมยังไม่ถึง 20%  

โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ซึ่งจะเริ่มวันที่ 1 ก.ค.นี้อนุญาตให้นักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดได้โดยไม่ต้องกักตัวเมื่อเดินทางมาถึง และสามารถเดินทางไปจังหวัดอื่นได้หลังอยู่ในภูเก็ตครบ 14 วัน  

แต่ Reuters ระบุว่ามีเงื่อนไขที่ยุ่งยากเล็กน้อยเช่นกัน โดยผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวบ่นว่า ความไม่แน่นอนและกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของรัฐบาลไทยทำให้ยอดจองโรงแรมลดลง

“นี่จะเป็นกระบวนการที่ช้า พวกเราไม่มีใครคาดว่ายอดจองจะเต็ม 100% ในวันที่ 2 ก.ค.” แอนโธนี ลาร์ค ประธานสมาคมท่องเที่ยวภูเก็ตเผย

ด้านตัวแทนจากสายการบินไทยเผยว่า สายการบินไทยก็เตรียมตัวรับนักท่องเที่ยวเช่นกัน โดยจะมีเที่ยวบินตรงจากเมืองในยุโรป 6 เมืองถึงภูเก็ตตั้งแต่เดือน ก.ค. แม้จะคาดไว้แล้วว่าที่นั่งจะไม่เต็มคือในสัปดาห์แรกจะมีผู้โดยสารราว 100 คน

Reuters ระบุอีกว่า สำหรับประเทศที่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดการจ้างงานและการจับจ่ายใช้สอย การกลับมาของนักท่องเที่ยวครั้งนี้อาจ ไม่ได้บรรเทาปัญหาในทันที แต่การยกเลิกมาตรการกักตัว 14 วันก็ช่วยให้มีความหวังเพิ่มขึ้น

ลาร์คเผยว่า “นักท่องเที่ยวสนใจมากที่จะกลับมาเยือนภูเก็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากตะวันออกกลาง สหราชอาณาจักร ยุโรป และสแกนดิเนเวีย”

ปีที่แล้วไทยสูยเสียรายได้จากการท่องเที่ยวไปราว 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.57 ล้านล้านบาท หลังจากนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยลดลง 83% เหลือ 6.7 ล้านคน จาก 39.9 ล้านคนในปี 2019 เนื่องจากมาตรการจำกัดการเดินทางทั่วโลกและมาตรการการเดินทางเข้าประเทศที่เข้มงวดของไทย

เจ้าของกิจการโรงแรมในภูเก็ตรายหนึ่งเผยกับ Reuters ว่า โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์เป็นเรื่องโกหกทั้งเพที่ไม่ได้สร้างความแตกต่างมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางและคนมีฐานะชาวเอเชีย ต้องกักตัวเมื่อเดินทางกลับบ้านเกิด

“การท่องเที่ยวของภูเก็ตมากกว่า 50% มาจากจีน” เจ้าของโรงแรมรายหนึ่งเผย “ถ้าไม่มีคนจีนมันก็ยาก”

สมาคมโรงแรมของภูเก็ตตั้งเป้าว่าจนถึงสิ้นปีนี้อัตราการเข้าพักจะเพิ่มไปอยู่ที่ 30-40% จากเป้าของเดือน ก.ค.-ต.ค. ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 10-20% รวมการจองของนักท่องเที่ยวไทยด้วย

จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพบว่า ขณะนี้สายการบินใหญ่หลายสายการบินตอบรับโครงการของรัฐบาลไทยและเสนอจะเปิดเที่ยวบินตรง อาทิ Emirates, El Al, Air France , Qatar Airways, British Airways และ Cathay Pacific

ขณะที่สายการบิน Singapore Airlines เผยกับ Reuters ว่า จะเพิ่มเที่ยวบินมายังภูเก็ตจากสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบินเป็น 7 เที่ยวบินตั้งแต่เดือน ก.ค. หลังชาวสิงคโปร์ให้ความสนใจ

ทว่า โครงการนี้ยังมีอุปสรรคบางอย่าง อาทิ การจำกัดการเดินทางออกนอกประเทศในตลาดหลักอย่างจีน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ขณะที่ทางการไทยยังห้ามนักท่องเที่ยวจากประเทศเสี่ยงเดินทางเข้า เช่น อินเดีย

นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงเงื่อนไขที่ยุ่งยาก อาทิ การตรวจ swab test  การบังคับทำประกันที่มีวงเงินคุ้มครองขั้นต่ำ 100,000 เหรียญสหรัฐสำหรับการรักษา Covid-19 และต้องใช้แอพพลิเคชั่นติดตามตัว

AFP PHOTO / Nicolas ASFOURI

แคลิฟอร์เนียร้อนจัดเป็นประวัติการณ์ทะลุ 50 องศา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655878

วันที่ 18 มิ.ย. 2564 เวลา 16:30 น.

แคลิฟอร์เนียร้อนจัดเป็นประวัติการณ์ทะลุ 50 องศาแคลิฟอร์เนียประกาศภาวะฉุกเฉิน วอนประหยัดพลังงาน เตือนประชาชนระวังอันตรายจากความร้อนเกินขีดจำกัด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเกวิน นิวซอม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อจัดการโครงข่ายไฟฟ้าท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดปัญหาไฟฟ้าขาดแคลนขณะที่ภาคตะวันตกของสหรัฐกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อน

โดยประกาศภาวะฉุกเฉินดังกล่าวจะลดข้อกำจัดในการผลิตไฟฟ้าสำรอง เครื่องยนต์เสริม และแหล่งพลังงานไฟฟ้าอื่นๆ ที่ปล่อยคาร์บอน ตลอดจนผ่อนคลายข้อห้ามในการใช้เชื้อเพลิงและคุณภาพอากาศ พร้อมขอความร่วมมือให้ประชาชนประหยัดพลังงานให้มากที่สุด

ด้านสำนักอุตินิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐเตือนว่าอุณหภูมิที่ร้อนจัดอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตโดยนอกจากแคลิฟอร์เนียแล้วยังแจ้งเตือนอันตรายจาความร้อนที่เพิ่มขึ้นสูงในอีกหลายรัฐ อาทิ แอริโซนา, เนวาดา และยูทาห์ เนื่องจากหลายพื้นที่มีอุณภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 5 ถึง 10 องศาเซลเซียส

โดยซอลต์เลกซิตี เมืองหลวงของรัฐยูทาห์ มีอุณภูมิสูงถึง 42 องศาเซลเซียสซึ่งสูงสุดในรอบ 127 ปี

ขณะที่บริเวณอุทยานแห่งชาติเดธวัลเลย์ (Death Valley) พื้นที่หุบเขาแห้งแล้งและเป็นหนึ่งในพื่นที่ที่ร้อนที่สุดในโลกมีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 54 องศาเซลเซียสทำลายสถิติ 50 องศาเซลเซียสในปี 1917

ใกล้จะทำลายสถิติอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดบนโลกที่ถูกบันทึกไว้ใน Guinness Book of World Records ซึ่งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติเดธวัลเลย์เช่นกัน โดยในปี 1913 อุณภูมิพุ่งสูงถึง 57 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้คลื่นความร้อนที่กำลังทวีความรุนแรงในสหรัฐเพิ่มความอันตรายในการเกิดภัยแล้งและไฟป่า โดยในช่วงสัปดาห์นี้แคลิฟอร์เนียต้องรับมือกับไฟป่าที่ลุกลามอย่างหนักในพื้นที่ทางตอนใต้ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัดตลอดสัปดาห์

ขณะที่แคลิฟอร์เนียต้องรับมือกับไฟป่าครั้งใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยเมื่อปีที่ผ่านมาก็เพิ่งเผชิญกับไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าพวกเขาจะต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงมากขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

เกาหลีเหนือข้าวยากหมากแพง กล้วยกิโลละเกือบ 1,500 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655877

วันที่ 18 มิ.ย. 2564 เวลา 15:45 น.

เกาหลีเหนือข้าวยากหมากแพง กล้วยกิโลละเกือบ 1,500 บาท ราคาอาหารในเกาหลีเหนือพุ่งกระฉูด กล้วยกิโลละเกือบ 1,500 บาท หลังผลผลิตขาดแคลนเพราะไต้ฝุ่นและ Covid-19  

สำนักข่าว Radio Free Asia รายงานว่า ราคาอาหารในเกาหลีเหนือสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในกรุงเปียงยางที่เพิ่มขึ้นเกือบ 30% เนื่องจากการปิดพรมแดนบริเวณชายแดนจีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของเกาหลีเหนือและเป็นช่องทางในการนำเข้าอาหาร เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของ Covid-19 และพายุไต้ฝุ่นเมื่อปีที่แล้วที่กระทบผลผลิตทางการเกษตรจนแทบไม่พอเลี้ยงประเทศ

ชาวบ้านรายหนึ่งในมณฑลรยองชอน จังหวัดพย็องอันเหนือเผยกับ RFA ว่า ตอนนี้ข้าวที่ผลิตในประเทศราคากิโลกรัมละ 5,000 วอน หรือ 139 บาท สูงกว่าราคาเฉลี่ยของเดือน เม.ย. ที่กิโลกรัมละ 4,000 วอน หรือ 111 บาท

ชาวบ้านคนเดียวกันเผยอีกว่า ช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.เป็นเดือนที่ผลผลิตข้าวของปีที่แล้วลดลงเกือบหมดคลัง ส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทว่าปีนี้การปิดพรมแดนที่ติดกับจีนทำให้ไม่มีการนำเข้าอาหารทำให้ราคาสูงขึ้นกว่าปกติ

เช่นเดียวกับราคาอาหารในกรุงเปียงยางที่ทางการพยายามควบคุมไม่ให้ราคาเปลี่ยนแปลงมากเพื่อปกป้องชนชั้นอีลิตซึ่งพุ่งขึ้นเกือบ 30% โดยราคาข้าวขยับขึ้นไปที่กิโลกรัมละ 7,000 วอน หรือ 194 บาท จาก 5,000 วอน หรือ 139 บาทเมื่อเดือนที่แล้ว

ขณะที่สำนักข่าว Unilad รายงานว่า ในกรุงเปียงยางกล้วยกิโลกรัมละ 45 เหรียญสหรัฐ หรือ 1,413 บาท หรือเฉลี่ยลูกละ 201 บาท

ชาวบ้านในกรุงเปียงยางรายหนึ่งเผยกับ RFA ว่า อาศัยอยู่ในกรุงเปียงยางมากว่า 20 ปี แต่ไม่เคยเห็นราคาอาหารสูงเช่นนี้

ทั้งนี้ คิมจองอึนเพิ่งยอมรับในที่ประชุมพรรคเมื่อเร็วๆ นี้ว่า อาหารของพลเมืองเกาหลีเหนือเข้าขั้นวิกฤต เนื่องจากภาคเกษตรกรรมผลิตผลผลิตไม่ได้ตามเป้า เพราะได้รับความเสียหายจากไต้ฝุ่นเมื่อปีที่แล้ว

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP

จีนชี้สหรัฐอาจเป็นต้นตอโควิดก่อนระบาดในอู่ฮั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655853

วันที่ 18 มิ.ย. 2564 เวลา 13:30 น.

จีนชี้สหรัฐอาจเป็นต้นตอโควิดก่อนระบาดในอู่ฮั่นผู้เชี่ยวชาญจีนมองว่าการสืบหาต้นตอโควิด-19 ควรเบนความสนใจไปที่สหรัฐซึ่งอาจมีการแพร่ระบาดมาก่อนจีน

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างสื่อของรัฐบาลจีนระบุว่านักระบาดวิทยาอาวุโสชาวจีนเรียกร้องให้มีการสืบหาต้นตอของโควิด-19 ในสหรัฐ หลังมีการศึกษาพบว่าสหรัฐและฝรั่งเศสอาจมีการแพร่ระบาดของไวรัสก่อนที่จะพบในอู่อั่น

การศึกษาชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์โดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NIH) ในสัปดาห์นี้ระบุว่าพลเมืองอย่างน้อย 7 คนจาก 5 รัฐในสหรัฐอเมริกาติดเชื้อ SARS-CoV-2 หลายสัปดาห์ก่อนที่สหรัฐจะรายงานผู้ป่วยรายแรกอย่างเป็นทางการ

เช่นเดียวกับรายงานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งชี้ว่าไวรัสมีการแพร่ระบาดในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส มานานก่อนที่จะได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ

เจิ้ง กว่าง หัวหน้านักระบาดวิทยาของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศจีนกล่าวกับโกลบอล ไทม์สว่าการสืบหาต้นตอโควิด-19 ควรเบนความสนใจไปที่สหรัฐซึ่งตรวจหาเชื้อให้ประชาชนล่าช้าในช่วงแรกของการแพร่ระบาด และยังเป็นที่ตั้งของห้องปฏิบัติการทางชีววิทยาหลายแห่ง

ขณะที่จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนให้ความเห็นว่าจากผลการศึกษาข้างต้นก็ชัดเจนว่าโควิด-19 มีต้นกำเนิดมาจากหลายแหล่ง และประเทศอื่นๆ ควรให้ความร่วมมือในการสืบหาต้นตอกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ด้วยเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ยังเคยเรียกร้องให้สหรัฐยินยอมให้มีการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการของสหรัฐด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนสนับสนุนทฤษฎีว่าโควิด-19 อาจเข้าสู่ประเทศจีนผ่านอาหารแช่แข็งที่ปนเปื้อน แต่นักการเมืองต่างชาติส่วนหนึ่งยังคงเรียกร้องให้สอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ไวรัสอาจรั่วไหลมาจากห้องปฏิบัติการในอู่ฮั่นของจีนเอง

อย่างไรก็ตามแม้ผลการศึกษาก่อนหน้าที่จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่า SARS-CoV-2 อาจแพร่ระบาดในยุโรปตั้งแต่เดือนกันยายน 2020 แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่านั่นไม่ได้หมายความว่าไวรัสไม่ได้มีต้นกำเนิดจากจีน

เนื่องจากก่อนหน้านีวอลสตรีทเจอร์นัลระบุว่ารายงานข่าวกรองของสหรัฐก่อนหน้านี้ชี้ว่า 3 นักวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการป่วยคล้ายโควิด-19 ในเดือนพฤศจิกายน 2019

อย่างไรก็ตามหยวน จือหมิง ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการอู่ฮั่นกล่าวกับสื่อของรัฐบาลจีนว่าคำกล่าวอ้างในรายงานข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาเป็น “เรื่องโกหกทั้งสิ้น”

ขณะที่ผลการศึกษาโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ร่วมมือกับจีนในการสืบหาต้นคอโควิด-19 ในอู่ฮั่นที่เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคมระบุว่าสมมติฐานที่ว่าไวรัสอาจรั่วไหลมาจากห้องปฏิบัติการในอู่ฮั่นนั้นไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง และชี้ว่าเชื้อไวรัสอาจแพร่จากค้างคาวไปยังสัตว์อีกชนิดหนึ่งก่อนที่จะแพร่ระบาดในมนุษย์

Photo by GREG BAKER / AFP

สหรัฐทุ่ม 1 แสนล้านบาทพัฒนายาเม็ดต้าน Covid-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655845

วันที่ 18 มิ.ย. 2564 เวลา 12:30 น.

สหรัฐทุ่ม 1 แสนล้านบาทพัฒนายาเม็ดต้าน Covid-19รัฐบาลสหรัฐทุ่มงบกว่า 1 แสนล้านบาทพัฒนายาเม็ดต้าน Covid-19 ที่ช่วยบรรเทาอาการไม่ให้รุนแรงถึงขั้นป่วยหนัก 

แอนโธนี ฟาวซี ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐ และหัวหน้าคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการควบคุม Covid-19 แถลงข่าวที่ทำเนียบขาวว่า รัฐบาลสหรัฐเตรียมทุ่มงบประมาณ 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 100,387.20 ล้านบาท สำหรับวิจัยและพัฒนายาเม็ดต้าน Covid-19 ที่ช่วยบรรเทาอาการป่วยไม่ให้รุนแรง

ฟาวซีระบุว่า ยาเม็ดนี้จะใช้บรรเทาอาการป่วยหลังจากติดเชื้อแล้วก่อนที่ผู้ป่วยจะอาการทรุดหนัก และงบประมาณดังกล่าวจะนำมาใช้สำหรับการทดลองทางคลินิกของยาเม็ดหลายตัว ซึ่งหากสำเร็จยาเม็ดแรกจะได้รับการอนุมติและออกสู่ตลาดภายในสิ้นปีนี้

งบประมาณทั้งหมด 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐจะถูกแบ่งเป็น 500 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับการวิจัยและพัฒนา 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐจะใช้กับการทดลองในสัตว์และการทดลองทางคลินิก อีก 700 ล้านเหรียญเป็นค่าดำเนินการผลิตผ่านสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) และหน่วยงานวิจัยและพัฒนาชีวการแพทย์ขั้นสูง (BARDA)  

และอีก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐจะใช้ในการก่อตั้งศูนย์เฝ้าระวังโรคติดต่อและพัฒนายาต้านไวรัสแห่งใหม่

ทั้งนี้ ขณะนี้มีเพียงยาเม็ดเรมเดซิเวียร์ (remdesivir) ที่ได้รับการอนุมัติโดยสมบูรณ์โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ให้ใช้รักษา Covid-19 เช่นเดียวกับยาประเภทแอนติบอดีชนิดโมโนโคลนหลายตัวที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ทว่าทั้งหมดเป็นยาแบบฉีด

ปัจจุบันนี้หลายบริษัทกำลังพัฒนายาเม็ดต้านไวรัส ไม่ว่าจะเป็น Pfizer (PF-07321332) ซึ่งเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทางบริษัทเผยว่ายานี้มีศักยภาพในการต้านไวรัสในการทดลองในห้องปฏิบัติการ

หรือ AT-527 ของบริษัท Roche and Atea Pharmaceuticals ซึ่งอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 รวมทั้ง molnupiravir ของบริษัท Merck

Photo by Greg Nash / POOL / AFP

เปิดโผอันดับความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ไทยอยู่ที่ 28 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655841

วันที่ 18 มิ.ย. 2564 เวลา 11:30 น.

เปิดโผอันดับความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ไทยอยู่ที่ 28ชาติยุโรปคงความแข็งแกร่งดันสิงคโปร์ร่วงจากอันดับ 1 ด้านไต้หวันติดท็อป 10 ครั้งแรก

สถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development; IMD) จากสวิสเซอร์แลนด์เผยผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก (World Competitiveness Rankings) ประจำปี 2021 พบว่าประเทศไทยขยับขึ้น 1 อันดับจากปีก่อนมาอยู่ที่อันดับ 28 จาก 64 เขตเศรษฐกิจในปีนี้

IMD ระบุว่าอันดับที่เพิ่มขึ้นของไทยเป็นผลมาจากการปรับปรุงในหลายด้าน อาทิ ตัวชี้วัดตลาดแรงงาน การเพิ่มขึ้นของกำลังแรงงาน ตลอดจนมีข้อสังเกตเชิงบวกอื่นๆ ในด้านการเงินสาธารณะ เช่น การขาดดุลของงบประมาณยังคงต่ำกว่า 5% และมีการแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาในโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ซึ่งรวมถึงผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่สิงคโปร์ซึ่งเคยครองแชมป์ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อนร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 5 เนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอดจนการขาดดุลของงบประมาณและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น

ด้านประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างอินโดนีเซียขยับขึ้น 3 อันดับมาอยู่ที่ 37 และมาเลเซียขยับขึ้น 2 อันดับมาอยู่ที่ 25

โดยในปีนี้ไต้หวันติดท็อป 10 เป็นครั้งแรกขึ้นมาอยู่อันดับที่ 8 ตามหลังฮ่องกงซึ่งอยู่อันดับที่ 7 มาติดๆ สำหรับจีนขยับขึ้นถึง 4 อันดับมาอยู่ที่ 16 ส่วนคู่แข่งอย่างสหรัฐยังคงอันดับ 10 เท่าเดิม

ด้านชาติยุโรปคงความแข็งแกร่งด้วยการครอง 4 อันดับแรกของโลกโดยสวิสเซอร์แลนด์ สวีเดน เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ตามลำดับ

ทั้งนี้ ผลจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ต่อเนื่องมาถึงปีนี้ ทำให้คะแนนสุทธิเฉลี่ยของทั้ง 64 เขตเศรษฐกิจลดลงจาก 71.82 จากคะแนนเต็ม 100 ในปี 2020 เหลือเพียง 63.99 ในปี 2021 ในขณะที่ในปีนี้ประเทศไทยยังคงมีคะแนนสุทธิสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยอยู่ที่ 72.52 ลดลงเล็กน้อยจาก 75.39 ในปีก่อน

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

UEFA ออกโรงเตือนนักเตะห้ามย้ายขวดโค้ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655836

วันที่ 18 มิ.ย. 2564 เวลา 10:30 น.

UEFA ออกโรงเตือนนักเตะห้ามย้ายขวดโค้กUEFA เตือนนักเตะที่เคลื่อนย้ายขวดเครื่องดื่มของสปอนเซอร์ในงานแถลงข่าวฟุตบอล Euro 2020 อาจเจอโทษปรับ

หลังจากนักเตะดาวดังอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด กัปตันทีมชาติโปรตุเกส ขยับขวดน้ำอัดลมยี่ห้อหนึ่งซึ่งเป็นสปอนเซอร์ของการแข่งขันฟุตบอล Euro 2020 ระหว่างแถลงข่าวจนกลายเป็นข่าวใหญ่ 1 วันให้หลัง ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศสก็ย้ายขวดเบียร์ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าออกโดยอ้างเหตุผลด้านศาสนา และมานูเอล โลคาเตลลี มิดฟิลด์ทีมชาติอิตาลี ก็ขยับขวดน้ำอัดลมไปด้านข้างแล้ววางขวดน้ำดื่มไว้แทนเช่นกัน จนส่งผลกระทบกับหุ้นของสปอนเซอร์

ส่งผลให้ UEFA นิ่งเฉยไม่ได้ ต้องออกโรงเตือนนักเตะและสตาฟฟ์ทุกคนว่าห้ามขยับขวดเครื่องดื่มของสปอนเซอร์ มิเช่นนั้นอาจถูกปรับ

ผู้จัดการแข่งขันเผยว่า “UEFA ได้ตักเตือนทีมที่เข้าร่วมแข่งขันว่าผู้สนับสนุนคือส่วนสำคัญในการจัดทัวร์นาเม้นต์และมีส่วนในการพัฒนาฟุตบอลทั่วยุโรป รวมทั้งระดับเยาวชนและฟุตบอลหญิง”

ด้าน มาร์ติน คัลเลน ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน Euro 2020 เผยว่า ประเด็นหลักอยู่ที่การกระทำของโรนัลโด แต่ก็เข้าใจได้ที่นักเตะคนอื่นทำอย่างเดียวกันโดยมีเหตุผลด้านศาสนา “หากเป็นเรื่องของศาสนา พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีขวดอยู่ตรงนั้น”

คัลเลนกล่าวอีกว่า นักเตะต้องปฏิบัติตามกฎของสหพันธ์ แต่ UEFA ไม่เคยลงโทษปรับนักเตะโดยตรง การลงโทษจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสหพันธ์ระดับชาติ

UEFA/Handout via REUTERS