ทัพเรือสหรัฐจุดระเบิดทดสอบเรือบรรทุกเครื่องบินใหญ่ที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656034

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 09:45 น.

ทัพเรือสหรัฐจุดระเบิดทดสอบเรือบรรทุกเครื่องบินใหญ่ที่สุดในโลกภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจของการทดสอบทางทหารของกองทัพเรือสหรัฐโดยการใช้ระเบิดพลังทำลายมหาศาล

กองทัพเรือสหรัฐทำการทดสอบเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford (CVN 78) ได้ทการทดสอบการต้านทานแรงระเบิดขณะลอยลำอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2564 ปฏิบัติการนี้มีชื่อว่า ‘Full Ship Shock Trials’ โดยจุดชนวนระเบิดอันทรงพลังเพื่อทดสอบว่าเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้พร้อมสำหรับการทำสงครามหรือไม่ แถลงการณ์ของกองทัพเรือเมื่อวันอาทิตย์ระบุว่า ระเบิดขนาด 40,000 ปอนด์ (18,143 กิโลกรัม) โดยเป็นส่วนหนึ่งของงานเพื่อประเมินความพร้อมรบของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford

ทั้งนี้ USS Gerald R. Ford เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ลำใหม่ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ตั้งชื่อตามชื่อของเจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 38 (ซึ่งเคยเป็นลูกเรือยูเอสเอส มอนเทอเรย์ (CVL-26) ในชั้นอินดีเพนเดนซ์ ออกปฏิบัติการรบในสงครามมหาสมุทรแปซิฟิก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง)

USS Gerald R. Ford เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม  2005 และเข้าประจำการในฝูงบินแทนที่ยูเอสเอส เอ็นเตอร์ไพรส์ (CVN-65) ที่ปลดประจำการแล้ว ซึ่งสิ้นสุดการปฏิบัติการยาวนาน 51 ปีในเดือนธันวาคม 2012 เรือ USS Gerald R. Ford  ส่งมอบให้กับกองทัพเรือเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2017  และได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2017

คาดว่า USS Gerald R. Ford จะออกใช้งานครั้งแรกประมาณปี 2023 หรือ 2024  ในปี 2017เรือลำนี้เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาในแง่ของระวางขับน้ำ

(ภาพโดย Jackson ADKINS / US NAVY / AFP)

ภาพโดย Jackson ADKINS / US NAVY / AFP
ภาพโดย Jackson ADKINS / US NAVY / AFP
ภาพโดย Jackson ADKINS / US NAVY / AFP

มหาปิฏกแปดหมื่น สิ่งมหัศจรรย์ของชาวพุทธเกาหลี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656012

วันที่ 20 มิ.ย. 2564 เวลา 20:20 น.

 มหาปิฏกแปดหมื่น สิ่งมหัศจรรย์ของชาวพุทธเกาหลีหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของวงการพุทธศาสนา คือแม่พิมพ์ไม่แกะสลักอายุกว่า 800 ปีที่เป็นต้นฉบับพระธรรมอันยิ่งใหญ่และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของเกาหลี

ในที่สุดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน วัดแฮอินซา จังหวัดคย็องซังใต้ ประเทศเกาหลีใต้ก็เปิดให้คนทั่วไปได้เข้าชม Tripitaka Koreana ซึ่งเป็นแม่พิมพ์ไม้จารึกพระไตรปิฎกกว่า 80,000 แผ่นในที่สุด โดยทางวัดบอกว่าการเข้าชมจะให้บริการเวลา 10.00 น. และ 14.00 น. ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน ทัวร์นี้มีความยาว 50 นาที จำกัดผู้เข้าชมได้สูงสุด 20 คนในแต่ละช่วงเวลา การจองออนไลน์สามารถทำได้ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของวัดแฮอินซา (Haein-sa)

การเปิดให้คนทั่วไปได้เข้ามาชมและสักการะเป็นครั้งแรกยังเกี่ยวข้องกับวิกฤตการณ์การระบาดใหญ่ที่ชาวโลกและชาวเกาหลีกำลังเผชิญอยู่ด้วย

“เนื่องจาก (พระไตรปิฎกชุดนี้) ถูกสร้างขึ้นด้วยความปราถนาที่จะเอาชนะวิกฤตการณ์ระดับชาติในอดีต เราจึงตัดสินใจว่าข้อความแห่งความหวังเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้กับชะตากรรมของชาติในปัจจุบันของเราที่เกิดจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19” ท่านชินกัก ซือนิม (Jingak Sunim) พระอาวุโสจากวัดแฮอินซากล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่กรุงโซลเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน (จากการรายงานของ The Korea Herald) 

ท่านชินกัก ซือนิมกลา่วถึงที่มาของการสร้างพระไตรปิฎกที่เกิดขึ้นเพื่อขอบารมีพระรัตนตรัยช่วยให้เกาหลีรอดพ้นจากการรุกรานของสัตรูในอดีต และท่านก็เชื่อว่าด้วยบารมีนั้นจะช่วยให้เกาหลีใต้นรอดพ้นจากวิกฤตโควิด-19 เช่นกัน

Tripitaka Koreana คืออะไร? คือชื่อสากลของแม่พิมพ์พระไตรปิฎกภาษาจีนชุด “โครยอ แทจัง กย็อง” หรือพระไตรปิฎกสมัยโครยอ (จีนเรียกไตรปิฎกฉบับเกาหลี เพราะคำว่าโครยอ คือคำเดียวกับชื่อประเทศเกาหลี) “โครยอ แทจัง กย็อง” มีอายุ 800 กว่าปีแล้ว มีจำนวน 81,258 แผ่น

ที่เกาหลีเรียกพระไตรปิฎกชุดนี้อีกชื่อว่า “พัลมัน แทจัง กย็อง” หรือมหาปิฏกแปดหมื่น” เพราะแม่พิมพ์ไม้มีจำนวน 80,000 แผ่นเกือบจะครบ 84,000 ขันธ์อยู่รอมร่อ รวมแล้วมีจำนวนหน้ากว่าหนึ่งแสน นับเป็นพระไตรปิฎกภาษาจีนชุดที่ 3 ของโลกต่อจากฉบับไคเป้า สมัยราชวงศ์ซ่ง และฉบับชี่ตันของอาณาจักรเหลียว แต่ทั้ง 2 ฉบับหามีไม่แล้ว เหลือแต่ฉบับเกาหลี จึงครองแชมป์เก่าที่สุด

อันที่จริงแล้วผมไม่ขอเรียก “พระไตรปิฎก” เพราะฝ่ายมหายานมีมากว่า 3 ปิฎก ฝ่ายเถระวาทนั้นเรารู้ว่ามี 3ปิฎกคือ พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม แต่ “มหาปิฎก” ของฝ่ายมหายานคือฉบับภาษาจีนและภาษาทิเบต มีทั้งพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม ปกรณ์ของคณาจารย์ต่างๆ ที่เรียว่าศาสตร์ มีตำรามนตร์หรือธารณี และข้อเขียนเกี่ยวพับพุทธศาสนาอีกหลายแขนง จึงสมควรเรียกว่า “มหาปิฎก” มากกว่า

ในภาษาจีนจึงเรียกย่าง “ต้าจั้งจิง” ต้า แปลว่า มหา จั้งจิง คือปิฎก เกาหลีนั้นรับภาษาจีนมาใช้ด้วยแต่ออกเสียงต้าจั้่งจิงว่า “แทจังกย็อง”

ปัจจุบันมหาปิฎก ชุดนี้หาศึกษาได้ไม่ยาก มหาวิทยาลัยทงกุกจัดการดิจิตัลไลซ์เป็นที่เรียบร้อย และยังตีพิมพ์เป็นรูปเล่มด้วย โดยเมื่อไม่กี่ปีระหว่างขันอาสาระบุอัตลักษณ์หนังสือด้านพุทธศาสนา ผมได้ประสบพบเจอฉบับตีพิมพ์มหาวิทยาลัยทุงกุก ในห้องสมุดแห่งหนึ่งในไทยซึ่งทำขึ้นในปี 1957 มาถ่ายแบบแล้วเรียงเป็น 3 แผ่นต่อ 1 หน้า และในเมืองไทยคงมีไม่กี่ชุด

ประวัติศาสตร์บันทึกว่า พระราชาโครยอสั่งให้สร้างสลักแม่พิมพ์ไม้จารึกมหาปิฎกแปดหมื่นขึ้น เพื่อขอให้พุทธคุณช่วยมิให้เสียเมืองแก่พวกชี่ตัน ซึ่งก็ไม่เสียเมืองจริงๆ แถมพวกชี่ตันยังต้องยอมรามือ แต่ต่อมาโครยอถูกมองโกลรุกรานแทน แม่พิมพ์ไม้ถูกมองโกลเผาทำลาย เหมือนเป็นตัวรับเคราะห์ไม่ให้โครยอสิ้นวงศ์ เพียงแต่เป็นเมืองขึ้นมองโกลเท่านั้น ต่อมาเมื่อแผ่นดินสงบราบคาบแล้วจึงสร้างใหม่ในปี 1398 ซึ่งคือชุดปัจจุบัน

แต่ชุดปัจจุบันเสี่ยงกับภยันตรายเสียยิ่งกว่าชุดแรก พอเปลี่ยนราชวงศ์จากโครยอ (ที่ส่งเสริมพุทธ) เป็นราชวงศ์โชซอน (ที่กำราบพุทธ) มีหลายครั้งที่โชซอนจะยกมหาปิฎกแปดหมื่นให้ญี่ปุ่น เพราะไม่เห็นค่าและญี่ปุ่นตื๊อมาหลายรอบ (ขุนนางสมัยพระเจ้าเซจงบอกว่า “มิได้ทรงคุณค่า” ส่วนเซจงทรงว่า “บ้านเมืองเราหาได้นับถือพุทธ”) แต่แล้วโชซอนก็ไม่ยกให้ญี่ปุ่น เพราะคิดว่าถ้าให้ก็เท่ากับหงอ ไม่ได้คิดว่าพระไตรปิฏกมีค่าอะไรให้หวงแหน แถมเซจงยังบอกว่าน่าจะย้ายมาที่เมืองหลวงซะเลย พวกญี่ปุ่นจะได้คิดว่าเป็นของหลวง ไม่ใช่ของในป่าในดอย จะได้เกรงใจกันบ้าง

ญี่ปุ่นส่งทูตและสมณทูตมาขอถึง 80 ครั้ง แต่ล้มเหลว

หากต่อมาญี่ปุ่นหาเรื่องรุกรานโชซอนจนได้

โชคดีที่ก่อนการรุกรานครั้งนั้น พระเจ้าเซจงไม่ได้ย้ายมหาปิฎกมาเมืองหลวง เพราะหาไม่แล้วคงถูกเผาทิ้งพร้อมๆ กับเมืองฮันยาง แต่ระหว่างที่พระราชาเตลิดหนีญี่ปุ่นอยู่นั้น ชาวบ้านต้องรวมกำลังตั้งเป็นกองโจรช่วยตัวเอง มี “กองทัพธรรม” กลุ่มหนึ่งทราบว่าญี่ปุ่นจะมาบุกวัดแฮอินซา เพื่อช่วงชิงพระไตรปิฎกไป จึงจัดวางกำลังป้องกัน เข้าซุ่มตีจนชิงพื้นที่ไว้ได้ มหาปิฎกจึงรอดพ้นภยันตรายไป ส่วนเกาหลีทั้งแผ่นดินเสียหายหนัก หากสุดท้ายรอดจาการยึดครองของญี่ปุ่นไปได้

เมื่อเกาหลีตกเป็นเมืองขึ้นญี่ปุ่นในอีก 300 ปีต่อมา ญี่ปุ่นก็ยังไม่อาจชิงกลับไป

แต่ภัยจริงๆ อยู่ในช่วงสงครามเกาหลี ในเวลานั้นพวกเกาหลีเหนือบุกลงใต้ มักใช้วัดเป็นฐานกำลัง วัดหลายแห่งจึงถูกฝ่ายใต้ทิ้งระเบิดทำลาย หาไม่ก็ถูกพวกฝ่ายเหนือเผาทิ้งเพื่อทำลายหลักฐาน วัดแฮอินซาในเวลานั้นมีพวกฝ่ายเหนือกบดานอยู่ กองทัพอากาศฝ่ายใต้จึงได้รับคำสั่งให้ทิ้งระเบิดปูพรม

เมื่อฝูงบินมาถึงวัด ได้ทิ้งระเบิดควันสัญญาณลงไปที่วัดแล้ว แต่ปรากฎว่านายทหารที่ชื่อคิมยองฮวัน ตัดสินใจวินาทีสุดท้ายขัดคำสั่งกองบก. แล้วให้ฝูงบินโจมตีที่สันเขารอบๆ วัด ซึ่งเป็นที่ตั้งฐานปืนกลของฝ่ายเหนือแทน

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ถูกผู้บังคับบัญชาทั้งฝ่ายเกาหลีและอเมริกันสอบวินัย เรื่องนี้ยังถูกรายงานประธานาธิบดีซึ่งไม่พอใจอย่างมาก แต่คิมยองฮวันตอบอย่างกล้าหาญว่า รู้ดีว่าทำผิดวินัยทหาร แต่ต้องการจะรักษาสมบัติของชาติไว้ ปรากฎว่าคิมยองฮวันรอดจากการถูกลงโทษ และสุดท้ายยังมียศเป็นถึงพล.อ.อ.

กล่าวถึงฝ่ายเกาหลีเหนือที่ซุ่มอยู่ในวัด พอถูกตีจนต้องถอยร่อน ถึงเวลาต้องเผาวัดทิ้ง แต่พระในวัดกลุ่มหนึ่งยอมเสี่ยงตายห้ามปรามพวกเกาหลีเหนือ ใช้เหตุผลหว่านล้อมจนพวกนั้นต้องมาเสียเวลาโหวตกันทั้งๆ ที่ต้องหนีตายเอาตัวรอด ปรากฎว่าฝ่ายไม่ให้เผาวัดชนะแค่ 1 เสียง ฝ่ายเหนือจึงยอมจากไปโดยไม่แตะต้องวัด ซึ่งนับว่าน่าอัศจรรย์มาก เพราะเป็นวัดอื่นได้ถูกเผาทิ้งแล้ว และหากมีพระสงฆ์กล้าขัดขืน มีแต่ตายสถานเดียว

อีกเรื่องหนึ่งที่น่ากล่าวถึงไว้คือ หอพระมหาปิฎมีทำเลที่ตั้งสูงกว่าอาคารหลังอื่นๆ ในวัดเพื่อให้ลมระบาย แม่พิมพ์ไม้จะได้มีอายุยืนยาว แต่การทำเช่นนี้ ทำให้หอพระมหาปิฎเสี่ยงที่จะติดไฟอย่างแน่นอน หากอาคารด้านล่างเกิดไฟไหม้ ปรากฎว่าวัดแฮอินซามีเพลิงไหม้หลายครั้ง เฉียดๆ หอใกล้จะไหม้อยู่รอมร่อ แต่หอพระมหาปิฎกลับรอดมาได้ทุกครั้ง

วัดแฮอินซานั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่ามหาปิฎกแปดหมื่น โดยสร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 802 สมัยอาณาจักรชิลลา อายุอานมก็ปาเข้าไปกว่า 1,200 กว่าปีแล้ว ตัววัดผ่านร้อนผ่านหนาว สิ้นสูญไปเพราะภยันตรายต่างๆ ก็หลายครั้ง แต่มหาปิฎกแปดหมื่นยังอยู่ยืนยงยาวนานกว่าตัวอารามเสียอีก

ในยุคร่วมสมัยของเรา วัดแฮอินซานอกจากจะเป็นสถิตของมหาปิฎกแปดหมื่นแล้ว ยังเป็นที่พำนักของพระเถระที่มีชื่อเสียงที่สุดรูปหนึ่งของเกาหลีใต้ คือพระเถระทเว-อง ซองชอล ผู้เคร่งครัดในการปฏิบัติธรรมและมีความรอบรู้ในธรรมะที่ลึกซึ้งมาก

ท่านเคยกล่าวว่า “หากสรุปเนื้อหาพระไตรปิฎกฉบับเกาหลีทั้งหมดจำนวน 80,000 แผ่นแม่พิมพ์ที่เก็บไว้ในวัดแฮอินซา ก็คงจะได้เพียงตัวอักษรจีนตัวเดียวนั่นคือ “ชิม” ซึ่งหมายถึงจิต”

โดย กรกิจ ดิษฐาน เรียบเรียงเพิ่มเติมจาก “เรื่องมหาปิฎกแปดหมื่น

Photo Lauren Heckler under CC BY 2.0

สี่เท้ายังรู้พลาด เมื่อเจ้าพ่อ Crypto ขาดทุนยับมูลค่า TITAN ดิ่งเกือบศูนย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656005

วันที่ 20 มิ.ย. 2564 เวลา 18:07 น.

สี่เท้ายังรู้พลาด เมื่อเจ้าพ่อ Crypto ขาดทุนยับมูลค่า TITAN ดิ่งเกือบศูนย์กรณีศึกษาที่น่าสนใจของ Mark Cuban เจ้าของทีมกีฬาและมหาเศรษฐีชื่อดังชาวอเมริกันที่ส่งเสริม Crypto มาโดยตลอด แต่กลับมาตกม้าตายเพราะการดิ่งวูบของ TITAN

สัปดาห์นี้ไม่มีคริปโตเคอร์เรนซี่ตัวไหนที่จะอยู่ความสนใจของผู้คนไปมากกว่า TITAN เพราะมันไม่ใช่แค่ดิ่ง หรือ crash ธรรมดาเหมือนคริปโตตัวอื่น แต่มูลค่าของมันหายวับจนเกือบจะไม่เหลือ โดยมันสูญเสียมูลค่าเกือบทั้งหมดในวันพุธ ลดลงจาก 60 ดอลลาร์ในวันที่ 16 มิถุนายน เหลือสูงกว่าศูนย์เล็กน้อยในเช้าวันพฤหัสบดี ตามข้อมูลของ CoinGecko

หนึ่งในของการดิ่งเหวของ TITAN ในครั้งนี้คือมาร์ก คิวบัน (Mark Cuban) นักลงทุนสกุลเงินดิจิทัลที่มีชื่อเสียงและเจ้าของทีมเบสบอล Dallas Maverickss เขาเผยทางทวิตเตอร์วาได้รับผลกระทบจาอภารวะดิ่งครั้งนี้เหมือนกันและยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของเขา แต่ไม่ได้บอกว่าเสียหายไปเท่าไร

“ผมโดนเหมือนคนอื่นๆ ที่บ้าที่สุดคือผมถอนตัวแล้ว คิดว่าพวกเขากำลังเพิ่ม TVL ให้เพียงพอ ดีกว่าจะตูมตามขึ้นมา” คิวบันบอกในทวิตเตอร์

ทั้งนี้ TVL หรือ Total value locked คือ จำนวนเงินดอลลาร์ของสินทรัพย์ที่ถูกล็อคเป็นหลักประกันในระบบของผู้สร้างคริปโตตัวอย่างเช่น หากมีคริปโจมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ใน CDP (สถานะมีหนี้เป็นหลักประกัน) ผู้ของสร้างดังนั้น TVL ของ ผู้สร้างก็จะเท่ากับ 3,000 ล้านดอลลาร์

แต่คิวบันยังกล่าวอีกว่าเขาไม่แน่ใจว่าผู้สร้างคริปโต TITAN อาจใช้วิธี Rug Pull ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งเป็นกลโกงอย่างหนึ่งในวงการสกุลเงินดิจิทัล ซึ่ง Rug Pull หมายถึงการที่ผู้สร้างคริปโตได้เงินมาจากนักลงทุนแล้วชิ่งหนีไม่ทำโครงการต่อ

“เป็นไปได้ไหมที่พวกเขามีความตั้งใจทุกวิถีทางที่จะถอนรายได้ทั้งหมดที่พวกเขาทำได้ออกมาแล้วเผ่นหนีไป? ผมเดาอย่างนั้น แต่ผมไม่รู้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งหากนั่นเป็นเรื่องจริง” บอกกับ Newsweek

อย่างไรก็ตาม Iron Finance ทีมงานที่อยู่เบื้องหลัง TITAN ได้ปฏิเสธเรื่องนี้ผ่านป้ายคำเตือนบนเว็บไซต์ ซึ่งเขียนว่า “ไม่มีการแฮ็ก ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ หรือ Rug Pull”

คิวบันบอกกับ Bloomberg ว่า “ถึงแม้เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตคริปโตของผมมันมีขนาดเล็ก แต่ก็เพียงพอแล้วที่มันจะทำให้ผมไม่แฮปปี้ แต่ในบริบทที่กว้างขึ้น ก็ไม่ต่างจากความเสี่ยงที่ผมต้องรับ [ใน] การลงทุนสนับสนุนเบื้องหลังอุตสาหกรรมใหม่ๆ มีความเสี่ยงที่ผมแบกรับโดยมีเป้าหมายไม่ใช่แค่พยายามทำเงิน แต่ยังต้องเรียนรู้ด้วย แม้ว่าผมจะยับเยินในเรื่องนี้ แต่จริงๆ มันเป็นเพราะผมมันขี้เกียจ”

AFP PHOTO/Stan HONDA

จีนฉีดวัคซีนทะลุ 1,000 ล้านโดสแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655996

วันที่ 20 มิ.ย. 2564 เวลา 16:05 น.

จีนฉีดวัคซีนทะลุ 1,000 ล้านโดสแล้วจำนวนผู้ได้รับวัคซีนโควิด-19 ทะลุ 1,000 ล้านโดสแล้ว เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระบุเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นจำนวนมากกว่า 1 ใน 3 ของปริมาณที่ได้รับทั่วโลก ส่วนปักกิ่งฉีดมากที่สุดในโลกเทียบกับบรรดาเมืองใหญ่อื่นๆ

การประกาศโดยคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติมีขึ้นหลังจากจำนวนวัคซีนที่ฉีดทั่วโลกเกิน 2,500 ล้านครั้งในวันศุกร์ตามการนับ AFP จากแหล่งข่าวอย่างเป็นทางการ

ยังไม่ชัดเจนว่าประชากรของจีนได้รับการฉีดวัคซีนกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่การฉีดวัคซีนในจีนเริ่มต้นช้าเนื่องจากการต่อสู้กับไวรัสประสบความสำเร็จทำให้ไม่เกิดความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรับวัคซีน

AFP ยังชี้ด้วยว่าการขาดความโปร่งใสและเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับวัคซีนก่อนหน้านี้ทำให้ประชาชนไม่ค่อยยินยอมฉีดวัคซีน แต่การระบาดครั้งล่าสุดของสายพันธุ์เดลต้าที่แพร่ระบาดได้ในเมืองกว่างโจวเป็นสัญญาณให้คนจำนวนมากตื่นตัวกับการฉีดวัคซีนมากขึ้น

และบางมณฑลยังเสนอวัคซีนฟรีและของฟรีเพื่อส่งเสริมการฉีด เช่น ประชาชนในมณฑลอานฮุยได้รับไข่ฟรี ในขณะที่บางคนที่อาศัยอยู่ในปักกิ่งได้รับคูปองช้อปปิ้ง

เจ้าหน้าที่จีนได้ตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการฉีดวัคซีนให้ครบ 40% ของประชากรเกือบ 1,400 พันล้านคนในประเทศภายในสิ้นเดือนนี้

ประเทศจีนมีวัคซีนที่ได้รับอนุมัติตามเงื่อนไขสี่ชนิด ซึ่งอัตราประสิทธิภาพยังคงตามหลังคู่แข่งคือ Pfizer-BioNTech และ Moderna ซึ่งมีอัตราประสิทธิภาพสำเร็จ 95 เปอร์เซ็นต์และ 94% ตามลำดับ

ก่อนหน้านี้ Sinovac ของจีนกล่าวว่าการทดลองฉีดในบราซิลมีประสิทธิภาพประมาณ 50% ในการป้องกันการติดเชื้อและ 80% ในการป้องกันไม่ให้ล้มป่วยจนต้องเข้ารับการรักษา

วัคซีนสองชนิดของ Sinopharm มีอัตราประสิทธิภาพของ 79% และ 72% ตามลำดับ ในขณะที่ประสิทธิภาพโดยรวมของ CanSino อยู่ที่ 65% หลังจากฉีดได้ 28 วัน

สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อเดือนเมษายนว่าจีนคาดว่าจะผลิตวัคซีนได้มากกว่า 3,000 ล้านโดสในปีนี้ แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไม่ได้ระบุว่าจีนจะมีภูมิคุ้มกันหมู่เมื่อใด หรือจะจำหน่ายวัคซีนในสัดส่วนเท่าใดในต่างประเทศ

ด้านข้อมูลจาก Beijing Daily ระบุว่าปักกิ่งได้ฉีดวัคซีนครบแล้วกว่า 80% ของผู้อยู่อาศัยที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำให้เมืองหลวงของจีนเป็นผู้นำระดับโลกในการแข่งขันเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ต่อโรคโควิด-19

ปักกิ่งฉีดวัคซีนป้องกันโควิดแล้ว 33.4 ล้านโดส นับตั้งแต่จีนเริ่มรณรงค์ให้ฉีดวัคซีนแก่ผู้คนมากกว่า 1,400 ล้านคนในเดือนธันวาคม ประชาชนในปักกิ่งราว 15.6 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนอย่างครบถ้วนเมื่อวันพุธ คิดเป็น 72.4% ของประชากรทั้งหมด

เมืองใหญ่ๆ อื่นๆ ของโลกยังพยายามจะไล่ตามระดับของปักกิ่ง นครนิวยอร์กฉีดวัคซีนให้กับประชากร 46.8% ลอนดอนเพิ่มขึ้น 34.8% และในสิงคโปร์ 34.9% ได้รับวัคซีนทั้งสองครั้งแล้ว ตามรายงานของ Bloomberg’s Vaccine Tracker

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

สหรัฐลดแสนยานุภาพในตะวันออกกลาง เล็งรับมือจีน- รัสเซีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655979

วันที่ 20 มิ.ย. 2564 เวลา 13:42 น.

 สหรัฐลดแสนยานุภาพในตะวันออกกลาง เล็งรับมือจีน-รัสเซียสหรัฐอาจจะเล็งเห็นว่าตะวันออกกลาง “คุมได้” แล้ว แต่ภัยคุกคามใหม่คือจีนกับรัสเซียจะต้องรีบรับมือโดยด่วน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐหรือเพนตากอนกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่ากำลังลดจำนวนทหารและหน่วยป้องกันภัยทางอากาศที่ประจำการในตะวันออกกลาง ซึ่งยืนยันรายงานของ Wall Street Journal ก่อนหน้านี้ว่าามีการย้ายหน่วยขีปนาวุธ Patriot จำนวน 8 หน่วยออกจากภูมิภาค

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน พยายามผ่อนคลายความตึงเครียดกับอิหร่าน หลังจากที่ความสัมพันธ์สหรัฐ-อิหร่านเผชิญหน้าดุดเดือดขึ้นในปี 2019 และกองทัพสหรัฐเพิ่มขึ้่นอย่างมากทั่วทั้งภูมิภาค

หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal กล่าวว่า หน่วยต่อต้านขีปนาวุธ Patriot ถูกถอนกำลังออกจากอิรัก คูเวต จอร์แดน และซาอุดีอาระเบีย และได้มีการย้ายระบบต่อต้านขีปนาวุธที่เรียกว่า THAAD จากซาอุดีอาระเบียด้วยเช่นกัน

หน่วยขีปนาวุธแต่ละหน่วยจำเป็นต้องใช้ทหารและพลเรือนหลายร้อยคนเพื่อปฏิบัติการและสนับสนุน

เจสสิก้า แมคนูลตี โฆษกเพนตากอนกล่าวว่า หน่วยงานบางส่วนกำลังถูกส่งไปประจำการในประเทศอื่นๆ และบางส่วนได้กลับมายังสหรัฐเพื่อทำการบำรุงรักษา แต่จะได้บอกว่าจะย้ายหน่วยที่ปรับใช้ใหม่ไปที่ใด

“การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศของสถานที่ และด้วยวิสัยทัศน์ชัดเจนในการรักษาความสามารถของเราในการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านความมั่นคงของเรา” แมคนูลตีกล่าวในอีเมล

“เรารักษาท่าทีที่แข็งแกร่งในภูมิภาคที่เหมาะสมกับภัยคุกคาม และเราสบายใจที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะไม่ส่งผลกระทบในทางลบต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติของเรา” แมคนูลตีกล่าว

“เรายังรักษาความยืดหยุ่นในการส่งกองกำลังกลับเข้าสู่ตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็วตามเงื่อนไข”

กองทัพสหรัฐกำลังปรับสถานะทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ขณะถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานโดยสิ้นเชิง และเล็งภัยคุกคามที่มากขึ้นจากจีนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เพนตากอนยังได้ลดจำนวนทหารในอิรักเมื่อปีที่แล้วเหลือ 2,500 นาย ซึ่งสนับสนุนกองกำลังอิรักในการต่อสู้กับกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส)

อิหร่านยังคงถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามสำคัญทั่วทั้งตะวันออกกลาง แต่รัฐบาลของไบเดนกำลังเจรจาเพื่อฟื้นฟูข้อตกลงกับอิหร่านในการหยุดโครงการพัฒนานิวเคลียร์ซึ่งอาจมีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ซึ่งหากเป็นจริงความตึงเครียดในภูมิภาคนี้จะลดลง

แมคนูลตีกล่าวว่า “กระทรวงกลาโหมคงกองกำลังนับหมื่นในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตัวแทนของแสนยานุภาพทางอากาศและแสยานุภาพทางทะเลที่ก้าวหน้าที่สุดของเรา เพื่อสนับสนุนผลประโยชน์ของชาติสหรัฐและความเป็นหุ้นส่วนระดับภูมิภาคของเรา

อย่างไรก็ตาม การถอนกำลังจากตะวันออกกลางครั้งนี้ถุกมองว่าเพื่อเป็นการปรับยุทธศาสตร์เพื่อต้านทานการผงาดของจีนและการคุกคามของรัสเซีย

สำนักข่าว CNN ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างภายในกระทรวงกลาโหมสหรัฐเพื่อมุ่งเน้นความพยายามในการต่อต้านจีนและรัสเซียในฐานะภัยคุกคามในอนาคต โดยถอยห่างจากสงครามในตะวันออกกลางที่เคยสู้รบมาในอดีต

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐใกล้จะเสร็จสิ้นการทบทวนกองกำลังสหรัฐทั่วโลกแล้ว โดยก่อนหน้านี้มีการประเมินว่าจีนเป็น “ความท้าทายขึ้นมเรื่อยๆ” ต่อกองทัพสหรัฐ คณะทำงานเฉพาะกิจเรื่องจีนของเพนตากอนเพิ่งเสร็จสิ้นการทำงาน และส่งข้อเสนอแนะไปยังเบื้องบน ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อยุทธศาสตร์ของสหรัฐ

จอห์น เคอร์บี โฆษกเพนตากอนกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “ความคิดริเริ่มเหล่านี้ ซึ่งบางส่วนจะยังคงเป็นความลับอยู่ ออกแบบมาเพื่อเน้นกระบวนการและขั้นตอนของกระทรวง และช่วยให้ผู้นำแต่ละกกระทรวงมีส่วนสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลทั้งหมดในการจัดการกับความท้าทายของจีน”

Photo by FADEL SENNA / AFP

สิงคโปร์แห่ฉีด Sinovac แม้ตัวเลือกอื่นประสิทธิภาพสูงกว่ามาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655969

วันที่ 20 มิ.ย. 2564 เวลา 11:13 น.

สิงคโปร์แห่ฉีด Sinovac แม้ตัวเลือกอื่นประสิทธิภาพสูงกว่ามากหลังจากให้บริการวัคซีนจากจีนรายนี้ตั้งแต่วันศุกร์ก็มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นมาก แม้ว่าสิงคโปร์จะฉีดไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคและโมเดอร์นาเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า วัคซีนของบริษัท Sinovac Biotech หรือ Coronavac ให้บริหารอย่างเป็นทางการแก่สาธารณชนในสิงคโปร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันศุกร์ คลินิกเอกชนหลายแห่งรายงานว่ามีความต้องการวัคซีนที่ผลิตในจีนอย่างล้นหลาม แม้ว่าวัคซีนคู่แข่งที่มีอยู่แล้วจะมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก

สิงคโปร์ได้ให้วัคซีนแก่ประชากร 5.7 ล้านคนแล้วเกือบครึ่งของประเทศด้วยวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดสจาก Pfizer-BioNTech และ Moderna ทั้งสองแสดงอัตราประสิทธิภาพได้ดีกว่า 90% เทียบกับ 51% ของ Sinovac

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ เจ้าหน้าที่ของอินโดนีเซียเตือนว่ามีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์มากกว่า 350 รายที่ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งที่ฉีดวัคซีนของ Sinovac และอีกหลายสิบคนเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อต่างๆ

หลักฐานจากประเทศอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่าผู้ที่รับวัคซีน Sinovac ยังคงติดเชื้อ เคนเน็ธ มัก (Kenneth Mak) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการทางการแพทย์ของสิงคโปร์ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า “มีความเสี่ยงที่จะเกิดความเปลี่ยนครั้งใหญ่กับวัคซีน ” เขากล่าว โดยอ้างอิงจากรายงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชาวอินโดนีเซีย

ชาวสิงคโปร์จำนวนมากรีบไปรับ Sinovac ในวันแรกที่วางจำหน่ายในสิงคโปร์เป็นชาวจีน ซึ่งรู้สึกว่าการฉีดวัคซีนจีนจะทำให้การเดินทางกลับบ้านง่ายขึ้นโดยไม่ต้องผ่านการกักกัน

สิงคโปร์อนุญาตให้สถาบันสุขภาพเอกชนใช้วัคซีน Sinovac ได้ภายใต้แนวทางพิเศษ หลังจากได้รับอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อต้นเดือนนี้ สิงคโปร์กล่าวว่ากำลังรอข้อมูลสำคัญจาก Sinovac ก่อนที่จะรวมไว้ในโปรแกรมการฉีดวัคซีนแห่งชาติ

ในขณะเดียวกัน ทางการได้เลือกคลินิกเอกชน 24 แห่งเพื่อดูแลสต็อกปัจจุบันที่มีปริมาณ 200,000 โดส คลินิกจะเรียกเก็บเงินระหว่าง 10-25 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อโดส

“เรามียอดจองประมาณ 2,400 ราย ซึ่งขยายเวลาตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม” Louis Tan ซีอีโอของ StarMed Specialist Center กล่าวเมื่อวันเสาร์ เขากล่าวว่าผู้ที่จอง Sinovac หลายคนมักจะอายุ 40 ปีขึ้นไป

Wee Healthfirst ซึ่งเป็นคลินิกที่ได้รับอนุมัติอีกแห่งได้ออกประกาศที่ทางเข้าเมื่อวันศุกร์ โดยระบุว่าได้หยุดจองวัคซีนแล้วจนถึงวันพฤหัสบดีหน้า โดยอ้างว่า “ความต้องการล้นหลาม” พนักงานต้อนรับกล่าวว่ามีคนลงทะเบียนที่นั่นประมาณ 1,000 คน

Leong Hoe Nam แพทย์โรคติดเชื้อที่ Rophi Clinic กล่าวว่าทางคลินิกล้นหลามไปด้วยผู้คนที่ต้องการฉีด Sinovac

Tang Guang Yu วิศวกรวัย 49 ปี เป็นหนึ่งในชาวจีนที่อาศัยอยู่ในสิงคโปร์ที่รอการฉีดของ Sinovac มากกว่าที่จะรับวัคซีนที่ผลิตในต่างประเทศ ซึ่งเขาคิดว่าอาจไม่ได้รับการยอมรับจากทางการจีน

“ไม่มีใครอยากถูกกักตัวเป็นเวลาหนึ่งเดือน ผมไม่มีวันหยุดหลายวัน” Tang บอกกับรอยเตอร์ขณะที่เขาเข้าคิวนอกคลินิก

ตามเว็บไซต์ของรัฐบาลจีนระบุว่า ผู้เดินทางไปจีนอาจต้องถูกกักกันที่โรงงานและที่บ้านนานถึงหนึ่งเดือนขึ้นอยู่กับเมืองปลายทางของพวกเขา โดยไม่คำนึงถึงสถานะการฉีดวัคซีน

คนอื่นๆ กล่าวว่าพวกเขามีความมั่นใจมากขึ้นในวัคซีน Sinovac เนื่องจากมีพื้นฐานมาจากเทคโนโลยีทั่วไป ในขณะที่วัคซีนที่พัฒนาโดย Pfizer/BioNTech และ Moderna นั้นใช้เทคโนโลยี mRNA ที่พัฒนาขึ้นใหม่

“เทคโนโลยี mRNA มีมานานกว่า 30 ปีแล้ว แต่ไม่เคยถูกฉีดเข้าไปในมนุษย์เลย จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้เนื่องจากเหตุฉุกเฉินโควิด-19 แต่มันปลอดภัยแค่ไหน” ชาวสิงคโปร์ที่ชื่อ Chua Kwang Hwee อายุ 62 ปีกล่าวในขณะที่เขาเข้าแถวนอกคลินิกเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการยิง Sinovac

กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์กล่าวว่าผู้ที่มีประวัติอาการแพ้หรือภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลันต่อวัคซีน mRNA หรือส่วนประกอบของวัคซีน รวมถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างร้ายแรง ไม่ควรรับวัคซีนที่มี mRNA เป็นพื้นฐาน

วัคซีน Sinovac ใช้ไวรัสที่ไม่ทำงานหรือถูกฆ่าแล้ว (เชื้อตาย) ซึ่งไม่สามารถทำซ้ำในเซลล์ของมนุษย์เพื่อกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ มีข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ปรากฏขึ้นหลายข้อความอ้างว่าวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ที่ใช้เชื้อตาย เช่น วัคซีน Sinovac ให้การป้องกันที่เหนือกว่าวัคซีน mRNA ข้อความอื่นๆ บนแพลตฟอร์มกล่าวว่าวัคซีน mRNA มีความปลอดภัยน้อยกว่า

แต่เจ้าหน้าที่ได้ปฏิเสธข้อความที่เผยแพร่ในสื่อโซเชียลโดยกล่าวว่า mRNA มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง

Photo by CHAIDEER MAHYUDDIN / AFP

ไต้หวันลั่น ‘พลังแห่งความดีจะยืนยง’ หลังสหรัฐส่งวัคซีนให้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655962

วันที่ 20 มิ.ย. 2564 เวลา 10:05 น.

ไต้หวันลั่น 'พลังแห่งความดีจะยืนยง' หลังสหรัฐส่งวัคซีนให้ในที่สุดมหามิตรของไต้หวันก็ส่งวัคซีนให้เสียทีหลังจากกลายเป็นประเด็นโต้เถียงในประเทศอยู่ช่วงหนึ่งว่าทำไมสหรัฐถึงไม่ส่งมาช่วยสักที

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าไต้หวันขอบคุณสหรัฐที่ส่งวัคซีนป้องกันโควิด-19 จำนวน 2.5 ล้านโดสมาให้ เป็นจำนวนมากกว่าสองเท่าของคลังวัคซีนที่มีอยู่ เพื่อสู้กับกับการติดเชื้อในประเทศที่เพิ่มขึ้น

รัฐบาลสหรัฐซึ่งแข่งขันกับรัฐบาลจีนเพื่อขยายอิทธิพลทางการเมืองผ่าน “การทูตวัคซีน” ในขั้นต้นสัญญาว่าจะบริจาค 750,000 โดส แต่เพิ่มจำนวนดังกล่าวในขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน ให้คำมั่นที่จะส่งวัคซีนที่ผลิตโดยสหรัฐ 80 ล้านนัดทั่วโลก

“ช่างเป็นภาพที่สุดๆ เป็นการแสดงท่าทีที่สุดๆ! รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวัน โจเซฟ อู๋ ทวีตขอบคุณเมื่อค่ำวันเสาร์ โดยกล่าวถึงภาพของวัคซีนที่ขนถ่ายขึ้นสู่เครื่องบินขนส่งสินค้าโบอิ้ง 777 ของ China Airlines จากไต้หวันที่สนามบินเมมฟิส

“ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐแข็งแกร่ง และเราจะให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการต่อสู้กับโควิด-19 พลังแห่งความดีจะยืนยง!”

ประธานาธิบดีไช่อิงเหวินของไต้หวันทวีตว่าเธอรู้สึกประทับใจกับความเคลื่อนไหวของสหรัฐ

“ขอบคุณสหรัฐฯ สำหรับมิตรภาพที่น่าตื้นตันใจ วัคซีนเหล่านี้จะช่วยปกป้องไต้หวันให้ปลอดภัยและมีสุขภาพดี”

สหรัฐเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่ ไม่มีความสัมพันธ์ทางการฑูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่เป็นผู้สนับสนุนระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุด จนทำให้จีนไม่พอใจอยู่เนืองๆ

วัคซีนบริษัท Moderna Inc จำนวน 2.5 ล้านโดส ซึ่งจะมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติหลักของไต้หวันในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ จะเพิ่มจำนวนวัคซีนที่มาถึงก่อนหน้าแล้วมากกว่าสองเท่า ซึ่งรวมถึงวัคซีน AstraZeneca 1.24 ล้านนัดที่บริจาคโดยญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือนนี้

จีนได้เสนอวัคซีนที่ผลิตในจีน แต่รัฐบาลในไทเปได้แสดงความกังวลซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพ และไต้หวันกล่าวหาว่าจีนปิดกั้นข้อตกลงวัคซีนต่างประเทศอย่างน้อยหนึ่งฉบับ แต่ทางการจีนปฏิเสธ

แม้จะมีการระบาดใหญ่ แต่จีนยังคงกดดันไต้หวันทางทหารต่อไป

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เครื่องบินของกองทัพอากาศจีน 28 ลำ รวมทั้งเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดที่มีแสนยานุภาพด้านนิวเคลียร์ ได้เข้าสู่เขตการระบุการป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวัน ซึ่งเป็นรายงานการบุกรุกครั้งใหญ่ที่สุดจนถึงปัจจุบัน

ไต้หวันกำลังพยายามเร่งรัดวัคซีนหลายล้านรายการที่สั่งไป เนื่องจากกาารติดเชื้อเพิ่มขึ้น แม้ว่าการติดเชื้อจะยังค่อนข้างต่ำ แต่มีเพียงประมาณ 6% ของ 23.5 ล้านคนในไต้หวันเท่านั้นที่ได้รับวัคซีนป้องกันโคโรนาไวรัสแบบสองนัดอย่างน้อยหนึ่งรายการ

ไช่อิงเหวินได้รับแรงกดดันภายในประเทศให้รับวัคซีนเร็วขึ้น

เมื่อวันศุกร์ รัฐบาลกล่าวว่าจะอนุญาตให้ Terry Gou ผู้ก่อตั้งมหาเศรษฐีของ Foxconn ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของ Apple Inc และ Taiwan Semiconductor Manufacturing Co Ltd (TSMC) เจรจาในนามของไทเปเรื่องวัคซีน

REUTERS/Stephen Lam/File Photo

ไต้หวันเสียชีวิต 49 รายหลังฉีด Astrazeneca #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655943

วันที่ 19 มิ.ย. 2564 เวลา 18:20 น.

ไต้หวันเสียชีวิต 49 รายหลังฉีด Astrazenecaศูนย์บัญชาการรับมือโรคระบาดกลางชี้ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อายุมากและมีโรคประจำตัวไม่เกี่ยววัคซีน 

สำนักข่าว Taiwan News รายงานว่า เฉินสือจง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขไต้หวันและหัวหน้าศูนย์บัญชาการรับมือโรคระบาดกลาง (CECC) แถลงว่า การวิเคราะห์เบื้องต้นการเสียชีวิตของผู้สูงอายุหลังฉีดวัคซีน AstraZeneca จำนวน 49 ราย ไม่พบหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีน คาดว่าสาเหตุหลักมาจากผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อายุมากและมีโรคประจำตัว 

การชันสูตรผู้เสียชีวิต 4 รายพบว่า เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด  ในจำนวนผู้เสียชีวิตรายใหม่ 24 รายที่ประกาศในวันนี้ พบว่าทั้งหมดเสียชีวิตภายใน 3 วันหลังฉีดวัคซีน ขณะที่ 20 รายอายุมากกว่า 75 ปี และมีประวัติเป็นโรคเรื้อรัง โดยหลังจากนี้จะชันสูตรศพทุกคนเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป 

ไต้หวันเริ่มฉีดวัคซีน AstraZeneca ให้กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไปตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. หลังญี่ปุ่นบริจาคให้ 1.24 ล้านโดสเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ข่าวการเสียชีวิตทำให้เกิดความลังเลในการฉีดวัคซีน

Photo by Sam Yeh / AFP

จีนปราบปรามเหมือง Bitcoin หนักสั่งปิดเพิ่มอีก 26 แห่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655936

วันที่ 19 มิ.ย. 2564 เวลา 16:28 น.

จีนปราบปรามเหมือง Bitcoin หนักสั่งปิดเพิ่มอีก 26 แห่งการไล่เช็กบิลเหมืองคริปโตเคอร์เรนซีของทางการจีนขยายวงไปถึงมณฑลเสฉวนแล้ว 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า การปราบปรามการทำเหมืองคริปโตเคอร์เรนซีของทางการจีนขยายวงมาถึงมณฑลเสฉวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งเหมืองคริปโตเคอร์เรนซีแหล่งใหญ่แล้ว  

โดยเมื่อวันศุกร์ (18 มิ.ย.) คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปมณฑลเสฉวน และสำนักงานพลังงานเสฉวนร่วมกันออกหนังสือคำสั่งปิดเหมืองขุด Bitcoin ในมณฑล 26 แห่งภายในวันอาทิตย์นี้ (20 มิ.ย.) 

คำสั่งดังกล่าวระบุอีกว่า ให้โรงผลิตไฟฟ้าของรัฐในมณฑลเสฉวนดำเนินการตรวจสอบและทำให้ถูกต้อง และให้หยุดส่งกระแสไฟฟ้าไปยังเหมืองขุด Bitcoin ที่ตรวจพบทันที รวมทั้งสั่งให้รัฐบาลท้องถิ่นค้นหาโครงการขุดเหมืองคริปโตเคอร์เรนซีและปิดเหมืองเหล่านั้น และห้ามเปิดเหมืองใหม่

การทำเหมืองคริปโตเคอร์เรนซีเป็นธุรกิจใหญ่ในจีน คือสามารถขุด Bitcoin ได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของที่ขุดได้ทั้งโลก แต่เมื่อเดือนที่แล้วทางการจีนประกาศว่าจะปราบปรามการทำเหมืองและการซื้อขาย Bitcoin เพื่อควบคุมความเสี่ยงทางการเงิน

ก่อนหน้านี้รัฐบาลสั่งปราบปรามเหมือง Bitcoin ในเขตปกครองตนเองซินเจียง เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน และในมณฑลยูนนาน เนื่องจากใช้พลังงานจากถ่านหินซึ่งก่อให้เกิดมลพิษสูง

ทว่า ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดนี้บ่งชี้ว่าเกณฑ์ในการปราบปรามของทางการไม่จำกัดเฉพาะเหมืองที่ใช้พลังงานไม่สะอาดเท่านั้น เนื่องจากเหมือง Bitcoin ส่วนใหญ่ในมณฑลเสฉวนใช้พลังงานน้ำซึ่งเป็นพลังงานสะอาดในการขุด

ทั้งนี้ จากข้อมูลของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์พบว่า เสฉวนเป็นมณฑลที่ทำเหมือง Bitcoin ใหญ่อันดับ 2 ของจีน โดยนักขุด Bitcoin บางคนย้ายมาขุดที่เสฉวนในช่วงฤดูร้อนที่มีฝนตก เพราะเสฉวนมีแหล่งไฟฟ้าพลังน้ำเหลือเฟือ

Joe Raedle/Getty Images/AFP

ชี้วัคซีน Sinovac กระตุ้นภูมิได้น้อยกว่า Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655930

วันที่ 19 มิ.ย. 2564 เวลา 14:20 น.

ชี้วัคซีน Sinovac กระตุ้นภูมิได้น้อยกว่า Pfizerผลการวิจัยนี้บ่งชี้ว่าคนที่ฉีด Sinovac อาจต้องรับวัคซีนเข็มที่ 3 เพิ่มเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน  

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่า ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงทำการศึกษาระดับแอนติบอดีของทั้งผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer/BioNTech และ Sinovac จำนวน 1,000 คน โดยพบว่า ระดับภูมิคุ้มกันของผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer/BioNTech สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับของผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinovac ของจีน

เบนจามิน คาวลิง นักระบาดวิทยาและหัวหน้าทีมวิจัยเผยว่า การผลศึกษานี้บ่งชี้ว่าผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinovac ของจีนบางคนอาจต้องฉีดวัคซีนซ้ำเป็นเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

คาวลิงยังเผยอีกว่าการตรวจวัดระดับแอนติบอดีอาจตรวจจับแอนติบอดีจำนวนเล็กน้อยที่สร้างขึ้นโดยวัคซีน Sinovac ไม่พบ

ทั้งนี้ คาวลิงแสดงความคิดเห็นดังกล่าวหลังจากที่ปรึกษาของรัฐบาลฮ่องกงที่เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์แนะนำให้รัฐบาลลดระยะเวลาการกักตัวนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วและมีผลตรวจแอนติบอดีเป็นบวกและผลตรวจหา Covid-19 เป็นลบ

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo