กองทัพเมียนมาปะทะกองกำลังต่อต้านเผด็จการในมัณฑะเลย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656141

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 13:08 น.

กองทัพเมียนมาปะทะกองกำลังต่อต้านเผด็จการในมัณฑะเลย์การเผชิญหน้ากันครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญ เพราะกลุ่มต่อต้านมีปฏิบัติการในเมืองใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่ากองกำลังความมั่นคงของเมียนมาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรถหุ้มเกราะ ปะทะกับกลุ่มติดอาวุธที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในเมืองมัณฑะเลย์เมืองใหญ่เป็นอันดับสองของเมียนมา เมื่อวันอังคาร (22) ตามรายงานของโพสต์โซเชียลมีเดียของกลุ่มต่อต้านเผด็จการและรายงานของสื่อในท้องถิ่น

นับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และถอดถอนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของอองซานซูจี กองกำลังความมั่นคงได้ระงับการประท้วงต่อต้านการปกครองของทหาร แต่ประชาชนทำการตอบโต้โดยตั้งกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐประหารที่รู้จักกันในชื่อกองกำลังป้องกันประชาชนได้ผุดขึ้นมาทั่วประเทศเมียนมา

จนถึงตอนนี้ การต่อสู้ของสองฝ่ายยังใช้กองกำลังติดอาวุธเบาและส่วนใหญ่ถูกจำกัดอยู่ในเมืองเล็กๆ และพื้นที่ชนบท แต่กลุ่มที่อ้างว่าเป็นกองกำลังป้องกันประชาชนแห่งใหม่ของมัณฑะเลย์ กล่าวว่า สมาชิกของกองกำลังตอบโต้ฝ่ายเผด้จการในเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ หลังจากกองทัพบุกโจมตีฐานทัพแห่งหนึ่งของฝ่ายต่อต้าน

“เราทำการตอบโต้หลังจากหนึ่งในค่ายฐานกองโจรของเราถูกบุกรุก” โพสต์บนหน้า Facebook ของกลุ่มโดยผู้นำกองกำลังคนหนึ่งของฝ่ายต่อต้าน

ด้านสำนักข่าว Khit Thit รายงานว่ากองทัพเผด็จการได้รับการสนับสนุนจากรถหุ้มเกราะ 3 คัน ได้ล้อมโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในเมืองมัณฑะเลย์ซึ่งกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายต่อต้านใช้เป็นฐานที่มั่น

กองทัพตอบโต้ด้วยปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศในสถานที่อื่นๆ หลังจากกลุ่มติดอาวุธโจมตีทหาร โดยมีผู้บาดเจ็บล้มตายทั้งสองฝ่าย และประชาชนหลายหมื่นคนต้องพลัดถิ่น

เมื่อวันศุกร์สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้ยุติการส่งอาวุธไปยังเมียนมา และเรียกร้องให้กองทัพเผด็จการเคารพผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน และปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมือง รวมทั้งซูจี

เมื่อวันเสาร์ กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธมติของสหประชาชาติ ซึ่งระบุว่า “อยู่บนพื้นฐานของข้อกล่าวหาอย่างตีขลุมแต่ฝ่ายเดียวและการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาด”

กองกำลังความมั่นคงของฝ่ายเผด็จการได้สังหารผู้ประท้วงอย่างน้อย 873 คนนับตั้งแต่การทำรัฐประหาร ตามรายงานของกลุ่มนักเคลื่อนไหวของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง แต่รัฐบาลทหารโต้แย้งตัวเลขนั้น

Photo – ภาพแฟ้มข่าว ภาพนี้ถ่ายและได้รับความเอื้อเฟื้อจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2021 แสดงให้เห็นผู้ประท้วงระหว่างการปราบปรามโดยกองกำลังความมั่นคงในการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารในเมืองอมรปุระ ใกล้เมืองมัณฑะเลย์ (ภาพโดย เอกสารแจก / แหล่งต่างๆ / AFP) /

จับตา Bitcoin คำเตือนจากผู้พยากรณ์วิกฤตการเงิน “ระวังตลาดพังครั้งใหญ่” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656130

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 11:28 น.

จับตา Bitcoin คำเตือนจากผู้พยากรณ์วิกฤตการเงิน "ระวังตลาดพังครั้งใหญ่"นอกจากนี้เขายังแสดงความเห็นเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี่ ในขณะที่ตลาดสะเทือนครั้งใหญ่เพราะจีนกวาดล้าง

ไมเคิล เบอร์รี (Michael Burry) นักลงทุนชื่อดังผู้ก่อตั้งบริษัทการลงทุนเอกชน Scion Asset Management และมีชื่อเสียงจากการพยากรณ์วิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 ทวีตเตือนถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นในตลาดการเงินโดยชี้ว่ามันจะเกิด “the mother of all crashes” หรือตลาดพังครั้งใหญ่ที่สุด

“การปั่น/การเก็งกำไรทั้งหมดกำลังเกิดขึ้น ดึงรายย่อยเข้ามาก่อนที่จะเกิดตลาดพังครั้งใหญ่สุด เมื่อคริปโตราคาตกลงมาจากระดับล้านล้านหรือหุ้นมีมตกลงมาจากระดับหลายหมื่นล้าน ความสูญเสียในตลาดหลักจะเทียบเท่าขนาด (จีดีพี) ของประเทศต่างๆ ประวัติศาสตร์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย” เบอร์รีเขียนในทวิตเตอร์ซึ่งต่อมาถูกลบไป

เขายังทวีตว่า เขายังให้ความเห็นเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซี โดยยืนยันว่า “ปัญหาของคริปโตก็เหมือนกับ (การลงทุน) อื่นๆ คือคือเลเวอเรจ ถ้าคุณไม่รู้ว่าเงินดิจิทัลมีเลเวอเรจมากแค่ไหน คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคริปโตเลย ไม่ว่าคุณจะคิดว่าคุณรู้มากแค่ไหนก็ตาม”

เบอร์รีกล่าวเสริมว่าเขาไม่ได้เป็นนักวิจารณ์ Bitcoin “ผมไม่ได้เกลียด BTC อนาคตระยะยาวของคริปโตแบบกระจายอำนาจนั้นเปราะบางในโลกที่มีความรุนแรงทางกฎหมาย รัฐบาลรวมศูนย์ที่ไร้หัวใจซึ่งมีท่อน้ำเลี้ยงที่ต่อชีวิตมากจากการผูกขาดสกุลเงิน”

ข้อความข้างต้นเบอร์รีต้องการชี้ให้เห็นวาการเงินแบบระจายอำนาจของเงินดิจิทัลนั้นมีความเสี่ยงคือการออกกฎหมายควบคุมคริปโตโดยรัฐบาลที่ใช้แนวทางการเงินแบบรวมศูนย์และถทอำนาจในการควบคุมสกุลเงินต่างๆ จากตลาดคริปโตที่ทุกคนมีอำนาจเท่ากันด้านการเงินจึงเป้นที่มาของการเงินกระจายอำนาจหหรือ DeFi

ทั้งนี้ไมเคิล เบอร์รีเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่าเป็นหนึ่งในนักลงทุนกลุ่มแรกที่คาดการณ์และทำกำไรจากวิกฤตซับไพรม์ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2007 ถึง 2010 โดยในปี 2005 เบอร์รีเริ่มให้ความสำคัญกับตลาดซับไพรม์ จากการวิเคราะห์แนวทางปฏิบัติในการให้สินเชื่อจำนองในปี 2003 และ 2004 เขาทำนายได้อย่างถูกต้องว่าฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จะล่มสลายในปี 2007

Photo by MARCO BELLO / AFP

สหรัฐเผยแผนแจกวัคซีนล็อตสอง ไทยยังติดโผ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656127

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 10:30 น.

สหรัฐเผยแผนแจกวัคซีนล็อตสอง ไทยยังติดโผทำเนียบขาวเผยแผนแจกวัคซีนล็อตสองอีก 55 ล้านโดส ยังมีชื่อไทยติดโผในโซนเอเชีย

ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์แผนการแจกจ่ายวัคซีนป้องกัน Covid-19 ล็อตสองจำนวน 55 ล้านโดส หลังจากประกาศแผนการแจกจ่ายล็อตแรก 25 ล้านโดสไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ครบเป้าหมาย 80 ล้านโดสที่สหรัฐเคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้

วัคซีนล็อตสองนี้จะแจกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้

ในจำนวน 55 ล้านโดสนี้ ราว 75% หรือ 41 ล้านโดสจะแจกจ่ายผ่านโครงการแจกจ่ายวัคซีน COVAX ขององค์การอนามัยโลก โดยแบ่งเป็น 14 ล้านโดสไปยังประเทศแถบละตินอเมริกาและแคริบเบียน, 16 ล้านโดสไปยังแถบเอเชีย อาทิ อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไต้หวัน รวมทั้งไทย และอีกราว 10 ล้านโดสไปยังทวีปแอฟริกา

ส่วนที่เหลืออีก 25% หรือราว 14 ล้านโดสจะแจกจ่ายโดยตรงตามลำดับความสำคัญในแถบแคริบเบียนและละตินอเมริกา เช่น โคลิมเบีย อาร์เจนตินา อิรัก ยูเครน เวสต์แบงก์และฉนวนกาซา รวมทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย

Photo by Jim WATSON / AFP

เจาะวัคซีนคิวบา Soberana 2 กับการทดลองขั้นสุดท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656102

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 09:43 น.

เจาะวัคซีนคิวบา Soberana 2 กับการทดลองขั้นสุดท้ายเจาะข้อมูลวัคซีนคิวบาหลังผลการทดลองเผยประสิทธิภาพอยู่ที่ 62%

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. BioCubaFarma บริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ของรัฐบาลคิวบาประกาศผลการทดลองประสิทธิภาพของวัคซีนต้านโควิด-19 “Soberana 2” ที่ผลิตในประเทศมีประสิทธิภาพอยู่ที่ 62% หลังผู้เข้าร่วมทดลองได้รับวัคซีนไปแล้ว 2 เข็ม ซึ่งคาดว่าเมื่อได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมากขึ้นอีก

ข้อมูลเบื้องต้นของวัคซีน

Soberana 2 หรือชื่อทางเทคนิคคือ FINLAY-FR-2 เป็นวัคซีนต้านโควิด-19 ที่ผลิตโดย Finlay Institute สถาบันวิจัยระบาดวิทยาของคิวบา เป็นวัคซีนชนิดคอนจูเกต ซึ่งผลิตโดยเชื่อมแอนติเจนที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองได้ไม่ดี กับแอนติเจนที่ร่างกายตอบสนองอย่างมีกำลัง เพื่อให้ร่างกายสามารถตอบสนองต่อแอนติเจนอย่างแรกได้ดียิ่งขึ้น โดยขณะนี้กำลังอยู่ในการทดลองระยะที่ 3

การทดลองวัคซีน

• Soberana 2 ได้รับการทดลองระยะที่ 1 ในเดือนตุลาคม 2020 โดยมีอาสาสมัครเข้าร่วมทดลอง 40 คนเพื่อประเมินความปลอดภัย การเกิดปฏิกิริยา และการสร้างภูมิคุ้มกันของวัคซีน

• การทดลองระยะที่ 2a มีอาสาสมัครเข้าร่วม 100 คน และ 2b มีอาสาสมัคร 900 คน โดยกลุ่มอาสาสมัครมีอายุระหว่าง 19 ถึง 80 ปี

• Vicente Vérez ผู้อำนวยการสถาบัน Finlay Vaccine Institute กล่าวว่าวัคซีนได้แสดงการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันหลังจากฉีดวัคซีนไปแล้ว 14 วัน

• การทดลองระยะที่ 3 เริ่มต้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 โดยแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกจะได้รับวัคซีน 2 เข็มห่างกัน 28 วัน กลุ่มที่ 2 จะได้รับวัคซีน 3 เข็ม และกลุ่มสุดท้ายได้รับยาหลอก

• โดยเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขคิวบาระบุว่าต้องดำเนินการทดลองระยะที่ 3 ในต่างประเทศด้วย ซึ่งประเทศที่ร่วมทดลอง เช่น อิหร่าน และเม็กซิโก

ประสิทธิภาพและผลข้างเคียง

• จากการทดลองในระยะที่ 3 หลังฉีดวัคซีนให้อาสาสมัครไปแล้ว 2 เข็มพบว่ามีประสิทธิภาาพ 62%

• โดยเมื่อวันที่ 6 พฤภาคม Finlay Institute of Vaccines ได้ประกาศถึงผลข้างเคียงของวัคซีนระบุว่าพบอาการปวดบริเวณที่ฉีด 20% การอักเสบที่บริเวณฉีดยา 5% และความรู้สึกไม่สบายทั่วไป 5%

ไม่ต้องแช่เย็น

ศาสตราจารย์ Ihosvany Castellanos Santos กล่าวว่าแอนติเจนที่ใช้ในการผลิตวัคซีนนั้นปลอดภัยเพราะมันมีส่วนประกอบอื่นๆ แทนที่จะเป็นไวรัสที่มีชีวิตทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่ต้องการการแช่เย็นเหมือนวัคซีนยี่ห้ออื่น

ประเทศไหนใช้บ้าง

นอกจากคิวบาที่เริ่มฉีดวัคซีนที่กำลังอยู่ในขั้นทดลองให้แก่ประชาชนในประเทศแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่สั่งซื้อวัคซีนจากคิวบา เช่น เม็กซิโก อาร์เจนตินา จาไมกา และเวนาซุเอลา รวมถึงอิหร่านซึ่งกำลังผลิตวัคซีนดังกล่าวประกอบการทดลองด้วย

วัคซีนชาตินิยม?

รัฐบาลคิวบาไม่ต้องการนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศ และตั้งใจที่จะใช้วัคซีนที่ผลิตขึ้นเอง แม้ว่าจะเสี่ยงแต่หากประสบความสำเร็จจะเป็นการเสริมภาพลักษณ์ด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ และยังสร้างรายได้จากการส่งออกวัคซีนไปยังต่างประเทศด้วย

ทั้งนี้ Soberana เป็นคำภาษาสเปนที่แปลว่า “อธิปไตย”

วัคซีนตัวอื่นจากคิวบา

ขณะนี้คิวบามีวัคซีนที่กำลังอยู่ในขั้นทดลอง 5 ชนิด โดยนอกจาก Soberana 2 แล้วยังมี Abdala ที่อยู่ในการทดลองระยะสุดท้ายเช่นกัน นอกจากนี้ยังมี Soberana 1, Soberana plus และ Mambisa

Photo by Jorge Luis Baños / AFP

Sworn Virgins หญิงแอลเบเนียที่ครองโสดด้วยการทำตัวเป็นชาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656094

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 20:01 น.

Sworn Virgins หญิงแอลเบเนียที่ครองโสดด้วยการทำตัวเป็นชายสังคมชายเป็นใหญ่ในแอลเบเนียบีบให้ผู้หญิงต้องเป็นผู้ชาย เมื่อไม่มีพื้นที่สำหรับผู้หญิงพวกเขาจึงเลือกใช้ชีวิตแบบผู้ชาย แต่นั่นต้องแลกมากับอะไรบ้าง

ในคาบสมุทรบอลข่านบริเวณตอนเหนือของประเทศแอลเบเนีย โคโซโว และมอนเตเนโกร มีแนวปฏิบัติที่เรียกว่า Sworn Virgins คือการที่ผู้หญิงสาบานตนใช้ชีวิตเฉกเช่นเดียวกับเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ทั้งการแต่งกาย การใช้ชีวิต การทำงาน และจะต้องครองตัวเป็นโสดไปตลอดชีวิต แนวปฏิบัตินี้ยังพบในส่วนอื่นๆ ของคาบสมุทรบอลข่านตะวันตก รวมทั้งบอสเนีย โครเอเชีย เซอร์เบีย และมาซิโดเนียเหนือ

พวกเขาทำเพื่อหลีกเลี่ยงการกดขี่ภายใต้สังคมปิตาธิปไตย

ผู้หญิงจำนวนมากเลือกปฏิบัติเองเพราะมันทำให้พวกเขาเป็นอิสระมากกว่าการเป็นสตรีอยู่ในสังคมชายเป็นใหญ่ ซึ่งมีข้อกำหนดของผู้หญิงมากมาย หรือบางคนก็ต้องทำเพราะความต้องการของครอบครัวที่ไม่มีลูกชาย

พวกเขาไม่ใช่เกย์ ไม่ใช่ทรานส์เจนเดอร์ แต่เลือกปฏิบัติเป็นผู้ชาย โดยพวกเขาต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้ชายส่วนใหญ่ในท้องถิ่น มักมีภาพพวกเขาแต่งกายเหมือนผู้ชาย ใช้ชื่อผู้ชาย พกปืน สูบบุหรี่ ดื่มสุรา เข้าสังคมผู้ชาย ทำงานของผู้ชาย และทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวดูแลแม่ พี่สาว หรือน้องสาว

บ้างก็ว่าบางคนสาบานตนเพื่อที่จะไม่ได้ไม่ต้องแยกจากครอบครัว หรือบางคนทำเพื่อหลีกเลี่ยงการแต่งงานที่ไม่สมัครใจ เพราะ Sworn Virgins เป็นวิธีเดียวที่พวกเขาจะสามารถปฏิเสธการแต่งงาน

หรือบางคนเลือกที่จะสาบานตนเพราะมันทำให้พวกเขามีอิสระมากกว่าการเป็นผู้หญิงในสังคมปิตาธิปไตยที่มีข้อกำหนดสำหรับผู้หญิงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นต้องรักษาพรหมจรรย์จนกว่าจะแต่งงาน ถูกบังคับให้แต่งงานโดยไม่สมัครใจ ต้องให้กำเนิดลูก เลี้ยงดูลูก ต้องให้เกียรติผู้ชายอยู่เสมอ หรือแม้กระทั่งต้องยอมถูกทำร้ายร่างกาย

แนวปฏิบัติ Sworn Virgins มีรากฐานมาจาก Kanuni i Lekë Dukagjinit หรือ Kanun ซึ่งเป็นบัญญัติกฎหมายที่ใช้ทางตอนเหนือของแอลเบเนียและโคโซโวตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20

ภายใต้ Kanun ครอบครัวต้องสืบสกุลจากฝ่ายชาย โดยเมื่อแต่งงานแล้วภรรยาต้องย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของสามี ขณะที่ผู้หญิงได้รับการปฏิบัติราวกับเป็นทรัพย์สินของครัอบครัว มีการริดรอนสิทธิหลายประการ พวกเขาไม่สามารถสูบบุหรี่ สวมนาฬิกา ซื้อที่ดิน หรือแม้กระทั่งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในท้องถิ่น ตลอดจนไม่สามารถทำงานบางงาน และไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบางสถานที่ด้วย

ทั้งนี้ พิธีสาบานเข้าสู่แนวปฏิบัติ Sworn Virgins ได้รับการรายงานครั้งแรกโดยมิชชันนารี นักเดินทาง นักภูมิศาสตร์ และนักมานุษยวิทยา ซึ่งไปเยือนภูเขาทางตอนเหนือของแอลเบเนียในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

โดยพวกเขาสามารถเข้าสู่แนวปฏิบัติ Sworn Virgins เมื่ออายุเท่าใดก็ได้ทั้งด้วยความสมัครใจของตนเองหรือทำตามความต้องการของบิดามารดา โดยหากสาบานตนแล้วพวกเขาจะต้องใช้ชีวิตหลังจากนั้นเป็นผู้ชายและไม่สามารถเพิกถอนได้ และการผิดคำสาบานครั้งหนึ่งมีโทษถึงชีวิต

ทุกวันนี้ Sworn Virgins เริ่มลดน้อยลงไปแล้วโดยไม่มีอยู่ในโครเอเชียและบอสเนียแล้ว แต่ยังคงหลงเหลืออยู่บ้างในแอลเบเนียตอนเหนือและมาซิโดเนีย

ขณะที่รัฐบาลแอลเบเนียไม่สนับสนุนให้ผู้หญิงสาบานตน และพวกเขาเริ่มได้รับสิทธิตามกฎหมายและเข้าใกล้สถานะทางสังคมที่เท่าเทียมกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคกลางและภาคใต้

โดยปัจจุบัน Sworn Virgins ค่อยๆ หายไปอย่างช้าๆ เหลือเพียงหลักสิบถึงร้อยคนในแอลเบเนีย และอีกไม่กี่คนในประเทศใกล้เคียง ซึ่งส่วนใหญ่พวกเขามีอายุมากกว่า 50 ปี ความทันสมัยและความเท่าเทียมค่อยๆ คืบคลานเข้าไปในทุกภูมิภาคและอีกไม่ช้าประเพณีนี้คงสิ้นสุดลง

ภาพโดย Edith Durham/Wikipedia

Blinkist ตัวช่วยคนอยากอ่านยาวๆ แต่ความอดทนน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656097

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 18:32 น.

Blinkist ตัวช่วยคนอยากอ่านยาวๆ แต่ความอดทนน้อยคนที่ชอบแสวงหาความรู้แต่ไม่ชอบอ่าน มันฟังดูเหมือนจะขัดแย้งกัน แต่มีธุรกิจหนึ่งช่วยคลายปมความขัดแย้งนี้ได้ง่ายๆ

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วและมากมายมหาศาล ต่อให้เรามีความกระหายที่จะกลืนกินข้อมูลเหล่านั้นมากเท่าไร ก็ไม่มีทางที่จะกลืนมันเข้าไปได้หมด

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่ไม่อยากจะอ่านข้อมูล แต่จะเป็นจะต้องใช้มัน หรืออยากจะเสพแต่ไม่อยากจะอ่าน

นี่คือความลักลั่นของโลกยุคใหม่ ที่เรามีโอกาสได้เข้าถึง “อินโฟ” มากขึ้น แต่ไม่มีเวลาจะ “เอ็นจอย” กับมัน เพราะมันทั้งมีมากเกินไป และเรามีเวลาเหลือน้อยเกินไปในยุคที่เร่งรีบ

นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแอพพลิเคชั่นต่างๆ ขึ้นมาเพื่อตอบสนองคนอยากเสพข้อมูลแต่เวลาจำกัด เช่น Blinkist เป็นแอพสำหรับคนอยากอ่านแต่ไม่อยากยาว โฆษณาว่าใช้เวลาเพียง 15 นาที คุณก็จะ “ได้ไอเดียสำคัญจากหนังสือขายดีประเภทสารคดีที่สรุปย่อแบบตกผลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ ให้กลายเป็นข้อความตัวอักษรและข้อความเสียง”

ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของแอพนี้คือ 4 สหาย ได้แก่ โฮลเกอร์ ไซม์ (CEO), นิคลาส ยานเซน, เซบาสเตียน ไคลน์ และ โทเบียส บัลลิง (CFO) ทั้งหมดเป็นชาวเยอรมันจากกรุงเบอร์ลิน และแน่นอนว่า สำนักงานของแอพจะอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน ในเขตนอยเคิลล์น โดยริเริ่มแอพนี้ขึ้นมาในปี 2012 พร้อมกับแรงบันดาลใจที่อยากจะให้ผู้คนอย่าหยุดที่จะแสวงหาความรู้ พร้อมกับแสวงหาผู้ที่จะมาร่วมงานด้วย ในฐานะผู้ผลิตคอนเทนต์อยู่ตลอดเวลา สะท้อนถึงการเติบโตของแอพ

อย่างเช่น เมื่อปี 2017 แอพได้รับการเสนอชื่อจาก Apple ให้เป็นแอพที่ดีที่สุดใน App Store และยังเคยได้รางวัลจาก Google มาแล้วด้วย แต่นี่ยังธรรมดา เพราะเป็นรางวัลในด้านธุรกิจ เทียบไม่ได้กับรางวัล World Summit Award ที่ได้รับจากสหประชาชาติ ในด้านการเรียนรู้และการศึกษา เพราะให้บริการเกี่ยวกับการเข้าถึงแหล่งความรู้โดยตรง

และเมื่อเดือน ต.ค. 2018 แอพนี้ยังสามารถระดมทุนได้ถึง 18.8 ล้านเหรียญสหรัฐ มีทุนรวม 35 ล้านเหรียญสหรัฐ (ตัวเลขปี 2018) ในปี 2021 มีผู้ใช้บริการมากถึง 18 ล้านคน

วิธีการให้บริการและใช้บริการของ Blinkist ก็ง่ายๆ พร้อมกับแพ็กเกจแบบรายเดือน รายไตรมาส ไปจนถึงรายปี ในราคาที่ไม่แพงนัก สำหรับคนที่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ทางแอพก็ได้จัดทำหนังสือแนะนำและสรุปย่อคร่าวๆ ให้ เช่น เล่มนี้ใช้เวลาอ่าน (สรุปย่อ) นานเท่าไร ซึ่งหลายกรณีไม่ใช่ 15 นาที อย่างที่บอกไว้ แต่อาจนานเกือบ 20 นาทีก็มี บางเล่มมีบริการเสียงอ่านให้ด้วย

ตัวอย่างเช่น หน้าแนะนำหนังสือประเภทประวัติศาสตร์ เล่มแรกที่นำมาแนะนำคือ Sapiens หนังสือขายดิบขายดีของ ยูวัล โนอาห์ ฮารารี ซึ่งเล่มจริงมีจำนวนหน้าถึง 443 เพราะเนื้อหาครอบครัวประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติถึง 300,000 ปี แต่ถ้าอ่านสรุปย่อจากแอพ จะใช้เวลาเพียง 15 นาที (ก่อนหน้านี้พวกเขาย่อเวลาได้ 19 นาที) จากที่น่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย (หรือถ้าอ่านแบบไม่วางมือเลยก็อาจจะใช้เวลาประมาณ 2 วัน)

หรือแม้แต่หนังสือวิชาการที่อ่านเข้าใจยากที่สุดถึงที่สุดอย่าง Orientalism ของ เอ็ดเวิร์ด ซาอิด ที่นี่ใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ในการสรปุย่อให้ฟัง ซึ่งน่าจะถูกใจนักศึกษาที่ต้องการขมวดความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดทางสังคมศาสตร์อย่าง Orientalism (การสร้างความเป็นตะวันออกกลางที่ป่าเถื่อนโดยตะวันตกยุคใหม่) ให้ได้กระชับก่อนที่จะสอบ

แค็ตตาล็อกแนะนำหนังสือประเภทต่างๆ จะนำเสนอผ่านเว็บไซต์ Magazine ของทางแอพ ซึ่งนับว่ามีส่วนช่วยทำให้ผู้ใช้บริการยุ่งยากน้อยลง เพราะรู้ว่าจะค้นข้อมูลได้จากส่วนไหน

ตอนนี้ Blinkist มีหนังสือให้บริการ 4,500 เล่ม และจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะจะเติมหนังสือใหม่ทุกๆ เดือน เดือนละ 70 เล่ม หนังสือที่ให้บริการส่วนใหญ่มี 6 กลุ่มหลัก คือ การพัฒนาตัวเองและการสร้างบุคลิก ประวัติศาสตร์ ทักษะการสื่อสาร การบริหารและภาวะความเป็นผู้นำ การกระตุ้นและการสร้างแรงบันดาลใจ และจิตวิทยา เป็นต้น แต่ยังมีประเภทย่อยๆ มากกว่านี้

Blinkist บอกว่า แม้จะอัพเดทหนังสือใหม่อยู่เรื่อยๆ แต่ต้องมีหนังสือเก่าที่ขายดี (และขึ้นแท่นคลาสสิคร่วมสมัยด้วย) เช่น กรณีของ Sapiens เป็นต้น

ธุรกิจนี้กำลังไปได้สวย และในช่วงล็อคดาวน์ที่หลายๆ ต้องอยู่ติดบ้านมากขึ้น น่าจะทำให้คนอ่านหนังสือมากขึ้นด้วย เราจะพบว่าคู่แข่งของ Blinkist มีไม่น้อยเลยเช่น Sumizeit, BUUK App, Booknotes, Snapreads, ReadingIQ, getAbstract, Instaread, BookRags และ Quiddit

เมื่อค่านิยมลูกค้าเปลี่ยน Victoria’s Secret ก็ต้องปรับมาตรฐานความงามใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656072

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 16:36 น.

เมื่อค่านิยมลูกค้าเปลี่ยน Victoria's Secret ก็ต้องปรับมาตรฐานความงามใหม่Victoria’s Secret กับการก้าวข้ามมาตรฐานความงามแบบเดิมๆ เมื่อมุมมองความงามของสังคมเปลี่ยนแปลงธุรกิจแฟชั่นก็เปลี่ยนไปด้วย

1. เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่แบรนด์ชุดชั้นในชื่อดังอย่าง Victoria’s Secret ปิดตำนานเหล่านางฟ้าด้วยการยกเลิกการจัดงานแฟชั่นโชว์ประจำปีจากนางแบบหุ่นเป๊ะที่มีมานานกว่า 20 ปี จนกลายเป็นงานอีเวนท์สำคัญแห่งปีที่มีผู้ชมหลายล้านคน

2. แต่ระยะหลังมานี้สังคมเริ่มเปลี่ยนไปโดยให้ความสำคัญกับความงามที่หลากหลายมากขึ้น นางแบบสูงโปร่ง เอวคอด ขายาว ใบหน้าสวยงามตามมาตรฐานความงาม (beauty standard) แบบเดิมๆ เริ่มใช้ไม่ได้อีกต่อไป

3. Victoria’s Secret จึงต้องปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ครั้งใหญ่ ซึ่งนอกจากจะยกเลิกแฟชั่นโชว์จากเหล่านางฟ้าแล้ว ได้มีการเปิดตัวแอมบาสเดอร์ 7 คนในนาม “VS Collective” ประกอบไปด้วย Megan Rapinoe นักกีฬาทีมฟุตบอลผู้รณรงค์แคมเปญความเท่าเทียมทางเพศ, Eileen Gu นักกีฬาสกีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน, Paloma Elsesser นางแบบพลัสไซซ์ชื่อดัง, Adut Akech นางแบบผู้ลี้ภัยจากเซาธ์ซูดาน, Amanda de Cadenet ช่างภาพผู้ก่อตั้งองค์กรเพื่อช่างภาพสตรี, Valentina Sampaio นางแบบข้ามเพศคนแรกของ Victoria’s Secret และ Priyanka Chopra Jonas นักแสดงสาวและนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ

4. เพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ ทัศคติเชิงบวกต่อร่างกาย และเป็นตัวแทนของความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดย Martin Waters ซีอีโอของ Victoria’s Secret กล่าวว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของ Victoria’s Secret

5.การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่านางฟ้า Victoria’s Secret เป็นการส่งเสริมค่านิยมมาตรฐานความงามของผู้หญิง อีกทั้้งคอลเล็กชันของ Victoria’s Secret จัดทำขึ้นสำหรับสาวๆ ตัวเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามุมมองของคนในสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลงไป และนั่นทำให้ยอดขายของ Victoria’s Secret ลดลง

6. ถึงกระนั้น Victoria’s Secret ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1977 ด้วยภาพลักษณ์ของนางแบบสาวเซ็กซี่ก็ยังถูกมองว่าค่อนข้างช้าต่อการเปลี่ยนแปลง ขณะที่หลายแบรนด์ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเพศและรูปร่างมาก่อนหน้านี้แล้ว

7. ขณะนี้ Victoria’s Secret กำลังเผชิญกับตลาดที่มีการแข่งขันสูงและครอบคลุมมากขึ้น โดยแบรนด์ต่างๆ เช่น Aerie ของ American Eagle และ Savage X Fenty ของ Rihanna วางตำแหน่งตัวเองโดยชใช้ช่องโหว่ของ Victoria’s Secret ป็นโอกาส รวมถึง ThirdLove และ CUUP ที่มุ่งหมายที่จะกำหนดขนาดชุดชั้นในใหม่ทั้งหมด

8. ในปี 2015 Karlie Kloss หนึ่งในนางฟ้า Victoria’s Secret แยกตัวออกมาโดยให้เหตุผลกับ Vogue ในปี 2019 ว่าเธอไม่รู้สึกว่ามันเป็นภาพที่สะท้อนตัวตนของเธอได้อย่างแท้จริง และเธอต้องการส่งข้อความบางอย่างถึงหญิงสาวทั่วโลกเกี่ยวกับความหมายของการเป็นคนสวย

9. นอกจากนี้ในปี 2018 Ed Razek หัวหน้าเจ้าหน้าที่การตลาดของ L Brands เผชิญกับคำวิจารณ์หลังให้สัมภาษณ์ต่อนิตยสาร Vogue ซึ่งเขากล่าวว่าเขาไม่คิดว่างานแสดงประจำปีของแบรนด์ควรมี “คนข้ามเพศ” ด้วย นั่นทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนความหลากหลายทางเพศมองว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และการแสดงในปีนั้นกลายเป็นปีสุดท้าย โดยมีผู้ชมเพียง 3.3 ล้านคน เทียบกับ 9.7 ล้านคนในปี 2013

10. ในปีถัดมา Victoria’s Secret จึงได้ว่าจ้างนางแบบข้ามเพศคนแรกคือ Valentina Sampaio ซึ่งปัจจุบันเข้าร่วมใน VS Collective ด้วย

11. เมื่อปีที่แล้ว Victoria’s Secret ยังได้เปิดตัว Ali Tate Cutler เป็นนางแบบพลัสไซซ์คนแรกของแบรนด์ โดยร่วมมือกับ Bluebella แบรนด์ชุดชั้นในจากอังกฤษภายใต้สโลแกน “รักตัวเอง ยอมรับตัวเอง และจงเป็นตัวเอง”

12. Chantal Fernandez นักข่าวอาวุโสจาก The Business of Fashion มองว่าการรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า Victoria’s Secret กำลังผลักดันการตลาดไปข้างหน้าอย่างไร ถึงกระนั้นก็ยังคงมีความเห็นว่าการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ครั้งนี้อาจจะน้อยเกินไปและสายเกินไปสำหรับ Victoria’s Secret

“เป็นเวลานานแล้วที่ Victoria’s Secret ได้สร้างมาตรฐานความงามในทั่วโลก ซึ่งได้ผลักดันยอดขายหลายพันล้านดอลลาร์และสร้างกระแสฮือฮาให้กับบริษัท แต่วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ลูกค้าต้องการแบรนด์ที่มีบางอย่างสอดคล้องกับพวกเขา” เขากล่าวเสริม

13. อย่างไรก็ตามแม้ลูกค้าในปัจจุบันจะมีทางเลือกมากกว่าในสมัย 1990 ถึง 2000 แต่ Fernandez มองมองว่า “Victoria’s Secret ยังคงมีหนทางที่จะครองความเป็นแบรนด์ชั้นนำ โดยขณะนี้ยังคงมีส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาและเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับมาก หากพวกเขาสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และการจัดจำหน่ายได้ก็อาจจะสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกครั้ง” Fernandez กล่าว “มันต้องการมากกว่าแค่กลุ่มโฆษกหญิงที่น่าสนใจ”

14. แม้จะผ่านมาการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ไปแล้วแต่ยอดขายของ Victoria’s Secret ระยะหลังกลับตกต่ำ เพราะไม่ค่อยได้รับความสนใจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่อีกทั้งยังแบรนด์อื่นๆ เป็นตัวเลือกมากขึ้น

15. ซ้ำยังเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 เมื่อปีที่แล้วทำให้ต้องปิดสาขาไปถึง 250 สาขาในสหรัฐและแคนาดาจากทั้งหมด 849 สาขา ขณะที่ยอดขายลดลงเกือบครึ่งหนึ่งตั้งแต่ต้นปีก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19

16. อย่างไรก็ตามในไตรมาสแรกของปีนี้ Victoria’s Secret รายงานถึงยอดขายที่เพิ่มขึ้น 25% ขณะที่หุ้นของ L Brands บริษัทแม่เพิ่มขึ้นประมาณ 70% ในปีนี้ โดยบริษัทระบุว่าเป็นการตอบสนองเชิงบวกของลูกค้าต่อสินค้าและการตลาดแบบใหม่ รวมถึงแคมเปญวันแม่กับครั้งแรกของนางแบบตั้งครรภ์

ที่มา CNNBusiness InsiderForbesBBCCNBC

ภาพโดย TIMOTHY A. CLARY / AFP

จีนไล่ขยี้เหมือง Crypto ไม่หยุด Bitcoin กระอักราคาตกในพลัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656069

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 14:38 น.

จีนไล่ขยี้เหมือง Crypto ไม่หยุด Bitcoin กระอักราคาตกในพลันประเทศจีนได้ขยายการปราบปรามอุตสาหกรรมการขุดคริปโตเคอร์เรนซี่ขนาดใหญ่ด้วยการห้ามทำเหมืองมณฑลเสฉวนตามที่โพสต์ทูเดย์รายงานไปก่อนหน้านี้

การกวาดล้างของจีนทำให้คริปโตต่างๆ ราคาร่วงลงในวันจันทร์ โดย Bitcoin ตกลงสู่ระดับต่ำสุดที่ 32,288 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน และล่าสุดตกลง 7.9% ที่ประมาณ 32,781 ดอลลาร์

Ether คู่แข่งของ Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม ก่อนซื้อขายลดลง 10% ที่ 2019.01

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นผลมาจากการกวาดล้างเหมือนขุดคริปโตของทางการจีนที่ดุดันขึ้นเรื่อยๆ

เหมืองของจีนมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 80 ของการค้าขายคริปโตทั่วโลก แม้ว่าจะมีการห้ามการค้าภายในประเทศตั้งแต่ปี 2017 แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายมณฑลได้สั่งให้เหมืองปิดตัวลง เนื่องจากปักกิ่งหันมาจับตาดูอุตสาหกรรมนี้อย่างเฉียบขาด

เจ้าหน้าที่ในมณฑลเสฉวนสั่งปิดเหมือง 26 แห่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามประกาศที่เผยแพร่อย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดียของจีนและได้รับการยืนยันจากอดีตนักขุด Bitcoin

มีรายงานว่าประกาศดังกล่าวสั่งให้บริษัทพลังงานหยุดจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับเหมืองคริปโตทั้งหมดภายในวันอาทิตย์

จีนประกาศว่าจะ “กวาดล้างอย่างสมบูรณ์” และสั่งให้รัฐบาลท้องถิ่นดำเนินการ “การสืบสวนแบบปูพรม” เพื่อค้นหาและปิดกิจการที่น่าสงสัยว่าจะเป็นเหมืองคริปโต

ทั้งนี้ มณฑลเสฉวนเป็นหนึ่งในฐานที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการขุดในประเทศ อดีตคนงานเหมืองคริปโตบอก AFP ว่าพวกเขา “ปิดทุกอย่าง” ตามข้อกำหนดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

“มีคณะทำงานมาตรวจสอบ… ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราปิดปฏิบัติการและนำเครื่องจักรออกไป” เขากล่าว

มณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นที่ตั้งของเหมืองคริปโตเคอเรนซีจำนวนมาก ซึ่งต้องใช้พลังงานมหาศาลจากไฟฟ้าพลังน้ำราคาถูกและอุดมสมบูรณ์ของมณฑล

ตามรายงานใน Global Times สื่อแท็บลอยด์ของรัฐการปิดเหมืองในมณฑลเสฉวนได้ส่งผลให้มีการปิดมากกว่าร้อยละ 90 ของความสามารถในการขุด Bitcoin ของประเทศ

รัฐบาลจีนหันมาเข้มงวดกับคริปโตเพื่อขจัดความเสี่ยงทางการเงินจากการเก็งกำไร แม้ว่าความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับเหมืองที่ใช้พลังงานมหาศาลก็เป็นปัจจัยหนึ่งเช่นกัน

สื่อจีนรายงานว่าการจ่ายไฟฟ้าให้กับเหมืองคริปโตทั้งหมดทั่วทั้งมณฑลหยุดในเวลาเที่ยงคืนของวันอาทิตย์ และกรณีนี้ยังกลายเป็นเทรนด์ยอดนิยมในโซเชียลมีเดียของจีน

เสฉวนเป็นภูมิภาคการขุดที่มีความเข้มข้นมากที่สุดเป็นอันดับสองของจีนรองจากเขตปกครองตนเองซินเจียงทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ตามดัชนีการใช้ไฟฟ้า Bitcoin ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

คริปโตทั้งหมดถูกขุดในพื้นที่ที่มีประชากรเบาบางแต่อุดมไปด้วยถ่านหินและพลังน้ำ คือเขตมองโกเลียในและชิงไห่ แต่ทั้งสองเขตก็ได้รับคำสั่งให้ปิดตัวลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยประชาชนได้รับการสนับสนุนให้คอยสอดส่องรายงานการทำเหมืองที่ผิดกฎหมาย

เมื่อเดือนที่แล้ว มูลค่าของ Bitcoin ลดลงหลังจากสมาคมการเงินจีน 3 แห่งได้ออกมายืนยันอีกครั้งว่าห้ามสถาบันการเงินให้บริการคริปโตเคอเรนซีเตือนถึงการเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงโดยผู้ค้าสกุลเงินดิจิทัล

Photo by JACK GUEZ / AFP

COVAX ไปต่อลำบาก โครงการดีแต่ปฏิบัติไม่ได้จริงเพราะ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656047

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 12:33 น.

COVAX ไปต่อลำบาก โครงการดีแต่ปฏิบัติไม่ได้จริงเพราะ?ขณะที่ประเทศยากจนซึ่งไม่มีกำลังซื้อวัคซีนต้องรอจาก COVAX แต่โครงการกลับสะดุดเมื่อวัคซีนทั่วโลกขาดแลคน

ขณะที่กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาได้รับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้ว ส่วนประเทศใหญ่อย่างจีนก็ได้ฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 1 พันล้านโดสหรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 40 ของวัคซีนที่ฉีดทั่วโลก

แต่สถานการณ์ในประเทศอื่นๆ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงโดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้น้อยหลายประเทศเพิ่งฉีดวัคซีนเข็มแรกให้แก่ประชากรไม่ถึง 1%

การจัดการกับความไม่เท่าเทียมกันนี้คือภารกิจของ COVAX โครงการที่ได้รับความร่วมมือระหว่างองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวี (Gavi), กลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด และองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเปิดตัวตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 เพื่อแจกจ่ายวัคซีน 2 พันล้านโดสภายในสิ้นปีนี้ โดยให้ประเทศที่มีเพียงพอบริจาคเงินและวัคซีนให้แก่ประเทศยากจนเพื่อการจัดสรรวัคซีนอย่างเท่าเทียม

แต่จนถึงขณะนี้ COVAX ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยมีการบริจาควัคซีนเพียง 4% เท่านั้นจากเป้าหมาย 2 พันล้านโดส โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะประเทศร่ำรวยกว้านซื้อวัคซีนไปตั้งแต่ก่อนที่จะได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล

อีกประการสำคัญที่ชะลอการดำเนินการของ COVAX คือการที่อินเดียระงับการส่งออกวัคซีนที่ผลิตในประเทศเมื่อช่วงต้นปีนี้เนื่องจากมีการระบาดร้ายแรงในประเทศ ทั้งนี้ COVAX ได้พึ่งพาวัคซีนที่ผลิตในอินเดียมากกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่ออินเดียไม่สามารถส่งออกวัคซีนได้โครงการจึงไม่สามารถส่งมอบวัคซีนไปยังประเทศต่างๆ ได้

ตลอดจนเหตุไฟไหม้ที่โรงงานผลิตในอินเดียนำมาสู่การสูญเสียอุปกรณ์และความล่าช้าในการวางสายการผลิตเพิ่มเติม ส่งผลให้ COVAX และประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศดิ้นรนเพื่อหาแหล่งวัคซีนใหม่หลังจากที่อินเดียเผยว่าจะไม่กลับมาส่งออกจนถึงสิ้นปีนี้

การส่งมอบวัคซีนผ่าน COVAX เกิดความล่าช้าในหลายประเทศรวมถึงเกาหลีเหนือซึ่งควรจะได้รับวัคซีนชุดแรกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวีระบุว่าเกาหลีเหนือยังไม่ได้รับวัคซีนเนื่องจากปัญหาขาดแคลนวัคซีนทั่วโลก โดยคาดว่าเกาหลีเหนือจะได้รับวัคซีนภายในปีนี้

โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีประเทศและภูมิภาคได้รับวัคซีนผ่านโครงการ COVAX รวมประมาณ 150 ล้านโดส ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายการส่งมอบระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ขาดอีกประมาณ 200 ล้านโดส โดยผู้ประสานงานโครงการ COVAX ของ WHO กล่าวว่า “หากยังไม่มีวัคซีนเข้ามาในช่วงเวลานี้ COVAX ก็ไม่ต่างอะไรกับโครงการที่ล้มเหลว”

Scientific American ระบุว่าองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวีคาดว่าจะส่งมอบวัคซีน 1.8 พันล้านโดสภายในสิ้นไตรมาสแรกของปีหน้า

อย่างไรก็ตามสถานการณ์อาจดีขึ้นเมื่อสหรัฐประกาศว่าจะแบ่งปันวัคซีน 19 ล้านโดสให้แก่โครงการ COVAX ภายในสิ้นดือน พร้อมจัดสรรวัคซีนอีก 6 ล้านโดสให้แก่ประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือโดยตรง ขณะที่อังกฤษก็ให้คำมั่นว่าจะจัดสรรวัคซีน 870 ล้านโดสให้แก่ COVAX โดยจะพยายามให้ครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้มาถึงภายในสิ้นปีนี้

แม้ว่า COVAX จะบรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์แต่ก็จะคิดเป็นเพียง 20% ของประชากรของประเทศที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้นซึ่งยังไม่เพียงพอต่อสัดส่วนที่นักระบาดวิทยาประเมินไว้เพื่อให้โลกมีภูมิคุ้มกันหมู่

ผู้เชี่ยวชาญมองว่านอกจากโครงการ COVAX แล้วยังจำเป็นต้องมีความพยายามอื่นๆ ร่วมด้วยโดยเฉพาะการจัดสรรวัคซีนไปยังพื้นที่ห่างไกล, การจัดการกับความลังเลใจในการฉีดวัคซีน และการขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตวัคซีน

Krishna Udayakumar ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมด้านสุขภาพระดับโลก มหาวิทยาลัยดุ๊ก มองว่า COVAX จำเป็นแต่ไม่เพียงพอ จนกว่าประเทศและบริษัทที่ร่ำรวยจะเพิ่มความพยายามในการแบ่งปันวัคซีนและช่วยแจกจ่ายวัคซีนไปทั่วโลก

“น่าเสียดายที่ประเทศที่มีรายได้ต่ำยังคงอยู่ข้างหลัง หรืออยู่ในความเมตตาของประเทศที่มีรายได้สูง” เขากล่าวเสริม

ขณะที่องค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวีกล่าวว่าเงินทุนเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความล่าช้า เนื่องจาก COVAX จะตกลงกับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนทันทีที่ได้รับเงินทุนจากผู้เข้าร่วมโครงการ หากได้รับเงินทุนเร็วกว่านี้ก็อาจล็อกปริมาณวัคซีนได้เร็วกว่าเดิมเช่นกัน

นอกจากนี้กาวียังระบุว่าความท้าทายในการเข้าถึงวัคซีนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้นแตกต่างจากการระบาดครั้งอื่นๆ เนื่องจากทุกประเทศต้องการวัคซีนในเวลาเดียวกัน การผลิตและอุปทานโดยรวมจึงซับซ้อนกว่ามาก

นอกจากการรอวัคซีนจาก COVAX แล้วประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางจำนวนมากจึงทำข้อตกลงกับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนและประเทศอื่นๆ โดยตรงด้วย

แต่การดีลกับบางประเทศโดยตรงนั้น Krishna Udayakumar มองว่าอาจเป็นวิธีที่เสี่ยงจะเป็น “วัคซีนการทูต” โดยประเทศที่บริจาควัคซีนเพื่อแลกกับอิทธิพลทางการเมืองในภูมิภาค นั่นทำให้ประเทศยากจนที่ไม่มีกำลังซื้อวัคซีนได้เองต้องยอมรับวัคซีนยี่ห้อนั้นๆ โดยไม่มีวัคซีนชนิดอื่นเป็นทางเลือก

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

เตือนประเทศที่ใช้ Bitcoin เต็มที่ระวังเศรษฐกิจพังพินาศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656043

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 11:19 น.

เตือนประเทศที่ใช้ Bitcoin เต็มที่ระวังเศรษฐกิจพังพินาศคำเตือนนี้มีไปถึงประเทศเอลซัลวาดอร์ที่เดินหน้าจะใช้ Bitcoin ในระบบเศรษฐกิจอยางถูกกฎหมายประเทศแรกของโลก

สตีฟ แฮงค์ (Steve Hanke) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ที่ Johns Hopkins University และผู้ช่วยปฏิรูประบบการเงินของหลายๆ ประเทศแสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่เอลซัลวาดอร์จะใช้ Bitcoin อย่างถูกกฎหมยประเทศแรกของโลก โดยแฮงค์ บอกมันไม่ใช่ความคิดที่ดีและกล่าวว่ามันอาจ “ทำให้เศรษฐกิจพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง”

แฮงค์บอกว่าถึงแม้ว่าเอลซัลวาดอร์จะประกาศให้ Bitcoin มีสถานะทางการเงินอย่างถูกกฎหมายแต่ Bitcoin จะยังคงไม่ถูกใช้ในการทำธุรกรรมประจำวันเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของเอลซัลวาดอร์ไม่เอื้ออำนวย นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมของ Bitcoin จะสูงเมื่อแปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสกุลเงินที่เอลซัลวาดอร์ใช้เพราะไม่มีสกุลเงินของตนเอง

“มันมีศักยภาพที่จะพังทลายทางเศรษฐกิจได้อย่างสมบูรณ์เพราะเงินดอลลาร์ในเอลซัลวาดอร์ทั้งหมดอาจถูกดูดกลืน และไม่มีเงินในประเทศ พวกเขาไม่มีสกุลเงินในประเทศ คุณจะไม่จ่ายค่าแท็กซี่ด้วย Bitcoin หรอกมันเป็นเรื่องตลก […] คุณมีคน 70% ในเอลซัลวาดอร์ที่ไม่มีแม้แต่บัญชีธนาคาร” แฮงค์กล่าวระหว่างการสัมภาษณ์กับเดวิด ลินแห่ง Kitco

เขายังบอกด้วยว่าปัญหาใหญ่ของคริปโตโดยทั่วไปคือเราไม่สามารถแปลงเป็นเงินที่ถูกกฎหมายที่แท้จริงซึ่งใช้งานได้ในราคาถูกและรวดเร็ว “คุณไม่สามารถแปลง Bitcoin เป็นดอลลาร์สหรัฐในราคาถูกและง่ายดาย” แฮงค์ยังยกตัวอย่างอีกประเทศ โดยเขาได้แชร์บทความบน Twitter ที่เขียนโดย Terence Zimwara ผู้เขียนข่าว Bitcoin.com บทความอธิบายว่าธนาคารกลางของไนจีเรีย (CBN) ได้หารือเรื่องที่จะใช้สกุลเงินดิจิทัลภายในสิ้นปีนี้ แต่แฮงค์มีความเห็นพ่วงบทความนี้โดยชี้ว่ามันจะทำให้ให้เศรษฐกิจพังพินาศเหมือนกับเอลซัลวาดอร์

“หากแผนของไนจีเรียสำหรับสกุลเงินดิจิทัลเป็นเหมือนแผน Bitcoin ของเอลซัลวาดอร์ มันจะล้มเหลว แทนที่จะล้อเล่นกับความคิดบ้าๆ บอๆ ไนจีเรียจำเป็นต้องจัดตั้งคณะกรรมการสกุลเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเช่นเดียวกับที่เคยมีระหว่างปี 1913-1959”

แฮงค์ดูเหมือนจะให้น้ำหนักกับคณะกรรมการสกุลเงิน (Currency boards) ที่อิงสกุลดอลลาร์สหรัฐก้เพราะเชขาทำงานสายนี้มานาน ซึ่งคณะกรรมการสกุลเงินคือหน่วยงานทางการเงินที่ออกสกุลเงินท้องถิ่นที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่โดยสกุลเงินสำรองต่างประเทศ และสามารถแปลงได้อย่างอิสระด้วยสกุลเงินสำรองต่างประเทศที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่

นอกจากนี้ แฮงค์ยังเคยทำการวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (dollarization) โดยที่ประเทศหนึ่งแทนที่สกุลเงินในประเทศด้วยสกุลเงินต่างประเทศที่มีเสถียรภาพ เช่น ดอลลาร์ และสร้างระบบการเงินอัตราแลกเปลี่ยนคงที่โดยพฤตินัยระหว่างสองประเทศ หนึ่งในประเทศที่ใช้วิธีนี้คือเอลซัลวาดอร์ แต่ตอนนี้เอลซัลวาดอร์กำลังแยกตัวไปใช้ Bitcoin พร้อมๆ กับ dollarization และในปีนี้ ครอบรอบ 20 ปีที่เอลซัลวาดอร์หันมาใช้วิธี dollarization พอดี