ผู้นำรัฐประหารขอบคุณรัสเซียที่สนับสนุนทหารเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656303

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 18:06 น.

ผู้นำรัฐประหารขอบคุณรัสเซียที่สนับสนุนทหารเมียนมาเมียนมา-รัสเซียเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. พลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้นำรัฐประหารเมียนมากล่าวขอบคุณรัสเซียที่เป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ให้แก่กองทัพเมียนมา

โดยสำนักข่าว TASS ของรัสเซียอ้างถึงคำพูดของพลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ที่กล่าวต่อพลเอกเซียร์เกย์ ชอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัสเซียระหว่างการหารือที่กรุงมอสโก ซึ่งกล่าวว่า “ขอบคุณรัสเซีย ประเทศเรากลายเป็นหนึ่งในกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค มิตรภาพของรัสเซียและเมียนมากำลังแข็งแกร่งขึ้น”

ขณะที่พลเอกชอยกูกล่าวว่าระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเมียนมาเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้สำหรับรัสเซีย และการให้ความร่วมมือทางทหารนับว่าเป็นองค์ประกอบที่คัญสำหรับความสัมพันธ์ของรัสเซียและเมียนมา

“เรามุ่งมั่นที่จะพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี” พลเอกซอยกูกล่าวเสริม

ทั้งนี้ พลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เดินทางถึงกรุงมอสโกตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. เพื่อเข้าร่วมการประชุมหารือความมั่นคงระหว่างประเทศ

โดยก่อนหน้านี้ได้เข้าพบหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงของรัฐบาลรัสเซียรวมถึงนิโคไล ปาทรุชเชฟ เลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคง พร้อมให้คำมั่นว่าจะเสริมสร้างความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ทั้งนี้ รัสเซียยังแสดงท่าทีสนับสนุนรัฐบาลเมียนมาสวนทางกับชาติตะวันตกอื่นๆ ที่เรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมาที่ได้ปราบปรามประชาชนผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารจนมีผู้เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 870 รายนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

นอกจากนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของรัสเซียเป็นเจ้าหน้าที่ต่างประเทศเพียงคนเดียวที่เยือนย่างกุ้งเนื่องในโอกาสวันกองทัพเมียนมา

รอยเตอร์สระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศเติบโตขึ้นในช่วงไม่กี่ปีผ่านมา โดยรัฐบาลรัสเซียได้จัดการฝึกทหารและสนับสนุนทุนการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยแก่ทหารหลายพันนาย

Photo by Vadim SAVITSKY and Handout / Russian Defence Ministry / AFP

ผู้สร้าง Ethereum ยังไม่รอดสูญเงิน 400 ล้านดอลหลังคริปโตทรุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656296

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 17:09 น.

ผู้สร้าง Ethereum ยังไม่รอดสูญเงิน 400 ล้านดอลหลังคริปโตทรุดความปั่นปวนในตลาดคริปโตยืดเยื้อ แม้แต่ผู้คิดค้นเหรียญ Ethereum อย่าง Vitalik Buterin ก็ยังต้องสูญเสียอย่างหนัก

วิตาลิก บูเทอริน (Vitalik Buterin) ผู้สร้าง Ethereum สูญเสียเงินหลายล้านดอลลาร์ในระหว่างที่มูลค่าของคริปโตทั้งหลักและรองทรุดลงเนื่องจากตลาดคริปโตดิ่งหนัก โดยบูเทอรินสูญเสียมากกว่า 400 ล้านดอลลาร์หลังจากมูลค่าตลาด Ethereum (ETH) ลดลงจาก 6,800 ล้านดอลลาร์เป็น 2,700 พันล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดในปัจจุบันของ Ethereum อยู่ที่ 223,752,321,616 ดอลลาร์รองจาก Bitcoin ที่มีมูลค่าตลาด 606,843,934,844 ดอลลาร์

สถานการณ์ของ Bitcoin ก่อนหน้านี้ก็แย่หนักเพราะราคาดิ่งลงต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์อยู่ช่วงเวลาหนึ่งของวันที่ 22 มิถุนายนก่อนที่ราคาจะกระเตื้องขึ้นมา แต่มันก็ยังน่าห่วงเพราะเป็นครั้งแรกในปีนี้ที่ Bitcoin ราคาตกลงต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์เนื่องจากข่าวการกวาดล้างการทำเหมืองคริปโตในจีน

อย่างไรก็ตาม ดุเหมือนจะมีกูรูในตลาดบางคนเชื่อมั่นว่า Ethereum จะมีอนาคตที่ดีกว่า Bitcoin หนึ่งในนั้นคือผู้ก่อตั้งของ Cardano คือ ชาร์ลส์ ฮอสกินสัน (Charles Hoskinson) บอกว่า Ethereum จะเอาชนะ Bitcoin ได้เพราะ Bitcoin มีจุดอ่อนมากกว่าคริปโตตัวอื่นๆ เช่นมีความล่าช้ากว่าและคริปโตอื่นๆ ใช้กระบวนการ Proof-of-Stake (PoS)

เขาบอกว่าการที่ Bitcoin ยังอยู่นั้น “เหตุผลเดียวที่มันยังคงอยู่ได้ ก็เพราะมีการลงทุนมากมายช่วยประคองมันไว้” ขณะที่ Ethereum พัฒนาขึ้นมามากและเปิดช่องให้มีนวัตกรรมใหม่ๆ

“ถ้าผมต้องเดิมพันระหว่างสองระบบนั้น ผมคิดว่าEthereum จะชนะการต่อสู้กับ Bitcoin เก้าในสิบครั้ง ” ฮอสกินสัน กล่าว

Photo @VitalikButerin / Twitter

กูรูการเงินเทขาย Bitcoin กังวลจีนกวาดล้างหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656270

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 14:39 น.

 กูรูการเงินเทขาย Bitcoin กังวลจีนกวาดล้างหนักJim Cramer นักวิเคราะห์การเงินชื่อดังของสื่อด้านเศรษฐกิจและการเงิน CNBC ทำให้วงการสั่นสะเทือนมากไปอีกเมื่อเขาเทขาย Bitcoin

จิม เครเมอร์ (Jim Cramer) กูรูการเงินและผู้จัดรายการ Mad Money ทางสำนักข่าว CNBC และเป็นอดีตผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ตลอดจนนักเขียนและผู้ร่วมก่อตั้ง TheStreet.com กล่าวว่า เขาเทขายการถือครอง Bitcoin ส่วนใหญ่ของเขาเพราะกังวลเกี่ยวกับการปราบปรามการขุดคริปโตโดยรัฐบาลจีน และยังกังวลถึงบทบาทของ Bitcoin ในฐานะสื่อกลางทางการเงินที่ใช้ในการโจมตีเรียกค่าไถ่โดยแฮกเกอร์ที่ใช้แรนซัมแวร์

“[ผม] ขาย bitcoin ของผมเกือบทั้งหมด ไม่ต้องการมัน” เครเมอร์กล่าวในรายการ “Squawk on the Street” นับเป็นการเปลี่ยนท่าทีแบบ 360 องศาของเขาที่เคยออกมาสนับสนุนให้ Bitcoin เป็นตัวเลือกแทนเงินสดก่อนหน้านี้

เครเมอร์ยังบอกวาสาเหตุมาจากการกวาดล้างของรัฐบาลจีน เขาแสดงความเห็นว่า “เมื่อ PRC (สาธารณรัฐประชาชนจีน) ไล่ตามบางสิ่งบางอย่าง พวกเขามักจะมีวิธีการของพวกเขา … มันไม่ใช่ประชาธิปไตย มันเป็นเผด็จการ เขากล่าวเสริมว่า “ผมคิดว่าพวกเขาเชื่อว่ามันเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อระบอบการปกครองเพราะสิ่งที่เป็นอยู่คือระบบที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกเขา”

เครเมอร์ยังแสดงความกังวลกับท่าทีของรัฐบาลสหรัฐหลังจาการสืบสวนสอบสวนพบว่าอาชญากรรับเงินค่าไถ่เป็น Bitcoin การเจาะระบบของ Colonial Pipeline บริษัทท่อส่งน้ำมันระดับบชาติ รวมถึงการจาระบบของบริษัทค่าเนื้อวัวสัญชาติบราซิล JBS ซึ่งทำให้ Bitcoin ถูกจับตาอย่างหนักว่าเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มอาชญากรหรือไม่

Photo – AFP PHOTO / JACK GUEZ

เศรษฐกิจจีนฟื้นไวจ่อผงาดสร้างเศรษฐีแซงสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656246

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.

เศรษฐกิจจีนฟื้นไวจ่อผงาดสร้างเศรษฐีแซงสหรัฐรายงานความมั่งคั่งของ Credit Suisse ชี้จีนจะสร้างเศรษฐีเงินล้านเร็วกว่าสหรัฐถึง 3 เท่าหลังเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว

รายงานสถานการณ์ความมั่งคั่งทั่วโลกหรือ Global Wealth Report ครั้งที่ 12 จาก Credit Suisse เผยว่าจีนจะสร้างเศรษฐีได้เร็วกว่าสหรัฐถึง 3 เท่าในช่วง 5 ปีนี้ (จนถึงปี 2025) เนื่องจากการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากวิกฤตสาธารณสุขของโลกที่เลวร้ายที่สุดในรอบศตวรรษ

รายงานระบุว่าจำนวนเศรษฐีเงินล้านในจีนจะเพิ่มขึ้นถึง 92.7% คิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 10.17 ล้านคนภายในปี 2025 ขณะที่ของสหรัฐจะเพิ่มขึ้น 27.8% เป็น 28.06 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน

Anthony Shorrocks นักเศรษฐศาสตร์และผู้เขียนรายงานกล่าวว่า ความมั่งคั่งของจีนที่เพิ่มขึ้นระหว่างปี 2000 ถึง 2020 เกือบจะเท่ากับการเติบโตของความมั่งคั่งในสหรัฐ 80 ปีตั้งแต่ปี 1925 ถึง 2005 และคาดว่านอกจากจีนแล้วอินเดียจะเป็นอีกประเทศที่ความมั่งคั่งของประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ข้อมูลของรัฐบาลจีนชี้ว่าเศรษฐกิจของประเทศซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกขยายตัว 18.3% ในไตรมาสแรกของปีนี้เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐ ขยายตัว 6.4% และเศรษฐกิจของฮ่องกงขยายตัว 7.9%

โดยจากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกรวม 28.7 ล้านล้านสหรัฐเมื่อปี 2020 จีนมีส่วนสนับสนุน 4.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

รายงานยังระบุว่าจีนจะยังคงรักษาจำนวนประชากรที่ร่ำรวยมากเป็นอันดับ 2 ของโลก นำหน้าญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และแคนาดา โดยตามหลังแค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น

ขณะที่จำนวนเศรษฐีในประเทศจีนเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 5.3 ล้านคนซึ่งคิดเป็น 9.4% ของเศรษฐีทั่วโลก นับว่าเป็นตัวเลขที่มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐซึ่งมีเศรษฐี 22 ล้านคนหรือ 39% ของทั่วโลก ตามมาด้วยญี่ปุ่นเป็นอันดับ 3 ด้วยตัวเลข 6.6%

สำหรับฮ่องกงติดท็อป 5 ในแง่ของความมั่งคั่งและความหนาแน่นของเศรษฐี และเป็นอันดับ 3 รองจากสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐในแง่ความมั่งคั่งโดยเฉลี่ยซึ่งอยู่ที่ 503,340 เหรียญสหรัฐต่อผู้ใหญ่หนึ่งคนในปีที่แล้ว

ฮ่องกงยังครองอันดับที่ 4 ในแง่ความหนาแน่นของเศรษฐีโดยมีประชากรวัยผู้ใหญ่ 8.3% เป็นเศรษฐีเงินล้าน รองจากสหรัฐ ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์ ตามลำดับ ขณะที่จีนอยู่ในอันดับที่ 23 ด้วยอัตรา 0.5% เนื่องจากมีประชากรมากถึง 1.4 พันล้านคน

แต่ในปีที่แล้วเศรษฐีฮ่องกงอยู่ที่ 520,000 คนซึ่งลดลงจาก 560,000 คนในปี 2019 โดยส่วนใหญ่เป็นผลมากจากการอ่อนค่าของสกุลเงิน แต่ Credit Suisse ยังมองว่าฮ่องกงมีแนวโน้มที่ดีโดยคาดว่าประชากรเศรษฐีในฮ่องกงจะเพิ่มขึ้น 60% ในอีก 5 ปีข้างหน้าเป็น 831,000 คน

Nannette Hechler-Fayd’herbe หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุน การบริหารความมั่งคั่งระหว่างประเทศ และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์และการวิจัยระดับโลกที่ Credit Suisse ชี้ว่าความมั่งคั่งทั่วโลกในปีที่แล้วไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกได้ออกมาตรการสนับสนุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ รายงานสถานการณ์ความมั่งคั่งทั่วโลกจาก Credit Suisse เป็นการศึกษาประจำปีที่รวบรวมข้อมูลความมั่งคั่งจากประชากรวัยผู้ใหญ่ 5.2 พันล้านคนในประมาณ 200 ประเทศ และเป็นรายงานความมั่งคั่งที่ครอบคลุมมากที่สุดทั่วโลก

อย่างไรก็ตามตามรายงานล่าสุดของ Hurun Global Rich List 2021 ที่เผยแพร่ในเดือนมีนาคมชี้ว่าจีนแซงหน้าสหรัฐด้วยการเป็นประเทศแรกของโลกที่มีมหาเศรษฐีพันล้านมากกว่า 1,000 คน

โดยรายงานระบุว่าในปี 2020 จีนมีมหาเศรษฐีพันล้าน 1,058 คนขณะที่สหรัฐมี 696 คน และจากจำนวนมหาเศรษฐีหน้าใหม่ทั้งหมด 610 คนจากทั่วโลกนั้นมาจากประเทศจีนถึง 318 คน

Photo by Nicolas ASFOURI and NICOLAS ASFOURI / POOL / AFP

แมสซาชูเซตส์พบคนฉีดวัคซีนครบแล้วติดโควิดเกือบ 4,000 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656245

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 12:30 น.

แมสซาชูเซตส์พบคนฉีดวัคซีนครบแล้วติดโควิดเกือบ 4,000รัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐพบคนที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วติด Covid-19 เกือบ 4,000 คน

กรมอนามัยรัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐพบว่า จนถึงวันที่ 12 มิ.ย. มีผู้ที่ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ครบโดสแล้ว 3,791 คนมีผลตรวจ Covid-19 เป็นบวก

ข้อมูลนี้หมายความว่า ราว 1 ใน 1,000 คนของคนที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วในรัฐแมสซาชูเซตส์ยังติดเชื้อได้

“เราพบว่าการติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีน (breakthrough infection) ไม่แสดงอาการ หรือมีอาการน้อยมากและกินเวลาสั้นๆ” เดวิดสัน เฮเมอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจากมหาวิทยาลัยบอสตันของสหรัฐเผยกับ The Boston Herald

เฮเมอร์เผยอีกว่า “ปริมาณไวรัสในเลือดไม่สูงมาก การติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีนไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย และเราต้องทำความเข้าใจว่าใครเสี่ยงบ้างและคนที่ติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีนยังแพร่เชื้อให้คนอื่นได้หรือไม่ บางเคสผู้ป่วยปล่อยเชื้อออกมาเล็กน้อยและไม่ติดสู่ผู้อื่น”

ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) ระบุว่า วัคซีน 3 ตัวที่ใช้ในสหรัฐช่วยป้องกันไม่ให้ผู้คนส่วนใหญ่ติดเชื้อ แต่ก็ยอมรับว่า จะมีผู้ที่ได้รับวัควีนครบโดสจำนวนเล็กน้อยที่ยังติดเชื้อ ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล หรือเสียชีวิตจาก Covid-19

Photo by Joseph Prezioso / AFP

ภูเก็ตว่าไง? บาหลีชะลอเปิดเกาะแล้วหลังสายพันธุ์เดลต้าลามหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656240

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 11:15 น.

ภูเก็ตว่าไง? บาหลีชะลอเปิดเกาะแล้วหลังสายพันธุ์เดลต้าลามหนักบาหลีมีแผนจะเปิดเกาะรับนักท่องเที่ยวต่างชาติพร้อมกับภูเก็ต แต่หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งเพราะสายพันธุ์เดลต้าระบาดหนักก็ต้องเปลี่ยนแผนเลื่อนออกไปจนถึงไตรมาสสาม

ทางการอินโดนีเซียประกาศยกระดับควบคุมการเดินทางจนถึงวันที่ 5 ก.ค.นี้ หลังพบ Covid-19 สายพันธุ์เดลต้าระบาดหนักจนผู้ติดเชื้อพุ่งทุบสถิติ ระบบสาธารณสุขส่อล่ม กระทบแผนเปิดเกาะบาหลีและเกาะรีเยารับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และยังเกิดคำถามถึงประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac

เมื่อวันจันทร์ (21 มิ.ย.) อินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 14,536 ราย นับเป็นตัวเลขรายวันที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์และสูงสุดในบรรดาประเทศอาเซียน เช่นเดียวกับตัวเลขผู้ติดเชื้อเกือบ 55,000 ราย

การตรวจหาผู้ติดเชื้อในอินโดนีเซียพบผลบวกในกลุ่มที่ได้รับการตรวจสูงถึง 41.1% ขณะที่เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่บ่งชี้ว่าการแพร่ระบาดอยู่ภายใต้การควบคุมแล้วนั้นต้องพบผู้ติดเชื้อไม่เกิน 5 %  

ภายใต้มาตรการควบคุมการเดินทางใหม่นี้ ธุรกิจที่ไม่จำเป็นในพื้นที่ความเสี่ยงสูง หรือพื้นที่สีแดงต้องปิดทำการเวลา 20.00 น. พนักงาน 3 ใน 4 ต้องทำงานจากที่บ้าน และห้ามรวมตัวกันประกอบกิจกรรมทางศาสนาหรือพบปะสังสรรค์ ขณะที่ในกรุงจาการ์ตาซึ่งพบการระบาดสูงห้ามออกจากบ้านตั้งแต่ 21.00-04.00 น. 

กุนาดี ซาดิคิน รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเผยว่า เตียงที่กันไว้สำหรับรองรับผู้ป่วย Covid-19 ในกรุงจาการ์ตาถูกใช้ไปแล้วเกือบ 90%  

การระบาดระลอกใหม่ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเผยว่าเกิดจากเชื้อสายพันธุ์เดลต้าที่พบครั้งแรกในอินเดียและการฉีดวัคซีนล่าช้าส่งผลกระทบกับแผนการเปิดเกาะบาหลีเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากเดิมที่คาดว่าจะเริ่มเดือนหน้านี้

โดยล่าสุด ซานเดียกา อูโน รัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวเผยว่า รัฐบาลอินโดนีเซียคาดว่าจะเลื่อนการเปิดเกาะเป็นไตรมาสที่สามแทน  และอาจต้องเลื่อนการเปิดเกาะรีเยาภายใต้โครงการท่องเที่ยวร่วมกันที่จับมือกับสิงคโปร์อีกครั้ง หลังจากต้องเลื่อนจากเดือน เม.ย.มาเป็นเดือน ก.ค.แล้วครั้งหนึ่ง  

ทั้งนี้ บาหลีตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ประชาชน 3 ล้านคนจากทั้งหมด 4.36 ล้านคนให้ครบโดสและแล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือน มิ.ย. แต่จนถึงขณะนี้มีประชากรเพียง 1.9 ล้านคนได้รับวัคซีนเข็มแรก 

ขณะที่ชาวอินโดนีเซียเริ่มแสดงความไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac จากจีนต่อเชื้อสายพันธุ์เดลต้า หลังมีรายงานว่าแพทย์และพยาบาลอินโดนีเซียกว่า 350 รายติดเชื้อทั้งที่ได้รับวัคซีน Sinovac ครบโดสแล้ว

Photo by SONNY TUMBELAKA / AFP

ผู้นำฟิลิปปินส์ขู่ใครไม่ฉีดวัคซีนต้องเข้าคุก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656227

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 10:36 น.

ผู้นำฟิลิปปินส์ขู่ใครไม่ฉีดวัคซีนต้องเข้าคุกผู้นำฟิลิปปินส์โมโหหลังตัวเลขผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนไม่กระเตื้อง ขู่ขังคุก-ให้ยารักษาสัตว์

รอยเตอร์สรายงานว่าประธานาธิบดีโดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ขู่จำคุกชาวฟิลิปปินส์ที่ไม่ยอมเข้ารับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ท่ามกลางกังวัลกับสถานการณ์การฉีดวัคซีนในประเทศที่ดำเนินไปอย่างล่าช้าส่วนหนึ่งเนื่องจากความลังเลใจของประชาชนในการเข้ารับการฉีดวัคซีน ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมพุ่งกว่า 1.36 ล้านคน และผู้เสียชีวิตรวมกว่า 23,000 คนแล้ว

ประธานาธิบดีดูเตอร์เตกล่าวผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เมื่อค่ำวันที่ 21 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นว่า “พวกคุณเลือกว่าจะฉีดวัคซีนหรือจะให้ผมจับเข้าคุก”

พร้อมเสริมว่าตราบใดที่ยังเป็นมนุษย์ทุกคนสามารถแพร่เชื้อได้ พร้อมขู่ต่อว่าหากใครปฏิเสธเข้ารับการฉีดวัคซีนจะให้ยาไอเวอร์แมกติน ยาฆ่าพยาธิที่มักใช้ในการรักษาสัตว์

คำพูดดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างในเวลาต่อมาเนื่องจากมันตรงข้ามกับคำพูดของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ระบุว่าการเข้ารับการฉีดวัคซีนเป็นความสมัครใจ

อย่างไรก็ตามภายหลังดูเตอร์เตอธิบายว่าอย่าเพิ่งเข้าใจตนผิดไป เนื่องจากคำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะความโมโหที่ชาวฟิลิปปินส์ไม่เชื่อฟังรัฐบาล

โดยรัฐบาลตั้งเป้าที่จะฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน 70 ล้านคนภายในปีนี้ แต่ขณะนี้มีประชาชนเพียง 2 ล้านคนที่ได้รับวัคซีน

Photo by Ted ALJIBE / AFP

‘บาชา บาซี’ เด็กชายอัฟกันที่ต้องขายบริการแทนหญิงสาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656197

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 20:00 น.

'บาชา บาซี' เด็กชายอัฟกันที่ต้องขายบริการแทนหญิงสาว อัฟกานิสถานเป็นประเทศมุสลิมแต่กลับมีประเพณีที่นำมาสู่การล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายซึ่งผิดหลักศาสนา

ด้วยกฎเกณฑ์ทางศาสนาทำให้ผู้หญิงชาวอัฟกานิสถานไม่สามารถเต้นรำในที่สาธารณะ หน้าที่ในการสร้างความบันเทิงนี้จึงตกเป็นของเด็กผู้ชายที่ต้องแต่งตัวแต่งหน้าเป็นผู้หญิง และมักจะลงท้ายด้วยการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ในอัฟกานิสถานซึ่งเป็นประเทศมุสลิมนั้น การร่วมเพศทางทวารหนักและการกระทำทางเพศต่อเด็กชายถือเป็นเรื่องผิดหลักศาสนา แต่ในประเทศเดียวกันนี้กลับมีวัฒนธรรมที่นำมาสู่การล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายที่เรียกว่า “บาชา บาซี” (Bacha bazi) หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า boy play หรือ dancing boy

บาชา บาซีคืออะไร

บาชา บาซีคือเด็กผู้ชายที่ถูกจับมาแต่งหน้าแต่งตัวเป็นผู้หญิงแล้วให้เต้นยั่วยวนให้ความบันเทิงกับผู้ชายที่อายุมากกว่าซึ่งมีทั้งเงินและอำนาจ รวมทั้งเป็นเจ้าของเด็กเหล่านี้ และโดยปกติแล้วเด็กผู้ชายเหล่านี้จะถูกล่วงละเมิดทางเพศด้วย

ธรรมเนียมนี้เป็นที่ยอมรับในอัฟกานิสถานมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบชนบท ก่อนที่กลุ่มตอลีบันจะผงาดขึ้นมาและประกาศให้ธรรมเนียมเหล่านี้เป็นเรื่องผิดกฎหมายในช่วงทศวรรษที่ 1990

หลังจากกลุ่มตอลีบันถูกสหรัฐโค่นอำนาจในปี 2001 วัฒนธรรมนี้ก็กลับมาแพร่หลายอีกครั้ง และแม้ว่าจะมีความพยายามในการกำจัดวัฒนธรรมนี้แต่ก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชันของรัฐบาลอัฟกานิสถานและความลังเลของสหรัฐในการสอดมือเข้าไปจัดการปัญหานี้โดยอ้างว่าเป็นเรื่องภายในของอัฟกานิสถาน

วัฒนธรรมนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากเป็นการล่วงละเมิดทางเพศเด็กโดยใช้คำว่า “ประเพณี” บังหน้า ทั้งยังมีการทุบตีจนกระดูกหัก อวัยวะภายในตกเลือด ฟันหัก บาดเจ็บในลำคอ บางรายถึงขั้นเสียชีวิต คณะกรรมการอิสระด้านสิทธิมนุษยชนของอัฟกานิสถาน (AIHRC) ระบุว่า 81% ของเด็กต้องการออกจากอาชีพนี้  

จุดกำเนิดของบาชา บาซี

bacha bazi เป็นประเพณีที่ปรากฏในแถบเอเชียกลางมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ประเพณีนี้ปรากฏในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้นในศตวรรษที่ 19 และเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ชายแอฟริกันในชนกลุ่มน้อย Pashtun ที่มีฐานะมั่งคั่ง ซึ่งจะจ่ายเงินซื้อเด็กผู้ชายหรือเด็กหนุ่มมาเพื่อสร้างความบันเทิงทางเพศ และเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวยและอิทธิพล

ว่ากันว่าเด็กผู้ชายที่รูปร่างอ้อนแอ้นเหมือนผู้หญิงมักจะเป็นที่ต้องการของผู้ชายกระเป๋าหนักอย่างพ่อค้า นักรบ ส่วนคนที่จ่ายเงินซื้อเด็กชายไม่ไหวสามารถซื้อดีวีดีที่วางขายอย่างโจ่งแจ้งตามท้องถนน

เด็กผู้ชายเหล่านี้อายุระหว่าง 9-18 ปี และมักจะมีพื้นเพมาจากครอบครัวยากจน โดยพ่อแม่ของเด็กมักจะถูกโน้มน้าวให้ขายลูกของตัวเองแลกเงินประทังชีวิต และคำมั่นว่าเด็กจะมีงานทำและได้เรียนหนังสือ บางคนอาจถูกลักพาตัวมา

ถูกบังคับมีเพศสัมพันธ์

หากมองเพียงผิวเผินเด็กชายเหล่านี้ทำงานเป็นนักเต้นในงานปาร์ตี้ส่วนตัว แต่จริงๆ แล้วพวกเขาถูกบังคับให้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับ “นาย” ของตัวเองด้วย คนที่ไม่ยอมก็จะถูกข่มขืน หรือถูกฆ่าหากพยายามหลบหนี

ปาร์ตี้ส่วนตัวนี้จะมีการใช้โถงขนาดใหญ่เพื่อเป็นสถานที่ในการจัดงานเลี้ยง และมีเหล่าเด็กผู้ชายออกมาเต้นรำแบบยั่วยวนในชุดผู้หญิง มีกระดิ่งผูกที่เท้า และมีผ้าคลุมศีรษะไว้ ซึ่งจะมีการเต้นรำกันหลายชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีการซื้อขายเด็กชายนักเต้นในงานปาร์ตี้ด้วย โดยทันทีที่ปาร์ตี้จบลง เด็กจะถูกขายให้แก่ผู้ที่ให้ราคาสูงสุดหรือถูกแบ่งปันกันในไปในหมู่ผู้มาร่วมงานเลี้ยงเพื่อกระทำชำเราทางเพศ ส่วนเด็กๆ จะได้รับเงินหรืออาหารเป็นการตอบแทนเล็กน้อย

มูจาฮีดีนเริ่ม ตอลีบันปราบ

ในช่วงทศวรรษที่ 1980 หลังจากกลุ่มมูจาฮีดีนขับไล่กองกำลังสหภาพโซเวียตออกจากอัฟกานิสถาน บรรดานักรบของกลุ่มมูจาฮิดีนได้นำประเพณีนี้มาใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงสถานะทางสังคมและความมีอำนาจ โดยนักรบแต่ละคนจะมีเด็กชายราวหนึ่งถึงสองคนอยู่ในสังกัดเพื่อรับใช้ส่วนตัวและสร้างความเพลิดเพลินทางเพศให้แก่ตัวเอง และยังประกาศให้บาชา บาซีเป็นสิ่งยอมรับได้

ทว่าในช่วงสงครามอัฟกันที่กลุ่มตอลีบันผงาดขึ้นมา (ตั้งแต่ปี 1993-2001) กลุ่มตอลีบันประกาศว่าประเพณีนี้ผิดหลักคำสอนของศาสนาและผิดกฎหมายชารีอะห์ หากฝ่าฝืนมีโทษถึงตาย

ทำไมถึงไม่ใช้ผู้หญิง 

ในอัฟกานิสถานผู้หญิงถูกห้ามไม่ให้ทำงานเป็นนักเต้นหรือสร้างความบันเทิงในที่สาธารณะ บวกกับการแบ่งแยกเพศชายเพศหญิงอย่างชัดเจนในสังคมอัฟกานิสถานตามธรรมเนียมโบราณ ทำให้ชายหญิงแทบจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กัน จึงต้องใช้เด็กผู้ชายเป็นเครื่องมือสร้างความโรแมนติกและความบันเทิงทางเพศแทน

บาชา บาซีรีเทิร์น

หลังจากสหรัฐโค่นล้มกลุ่มตอลีบันได้ในปี 2001 ประเพณีนี้ก็กลับมาอีกครั้ง เนื่องจากบทลงโทษของกลุ่มตอลีบันก่อนหน้านี้ถูกยกเลิกไปแล้ว ด้วยฝีมือของกลุ่มมูจาฮีดีนที่เข้ามาจับมือกับกองทัพสหรัฐโค่นล้มกลุ่มตอลีบัน หลังตั้งรัฐบาลใหม่นักรบของกลุ่มมูจาฮีดีนบางคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตที่เกี่ยวข้องกับบาชา บาซีมักไม่ถูกลงโทษ บางคนยังจ่ายสินบน หรือมีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย หรือผู้พิพากษาจึงไม่ถูกดำเนินคดี

อ้างเป็นประเพณีประเพณี

ชาวอัฟกานิสถานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดอูรานกันซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าไม่ได้มองว่าบาชา บาซีเป็นการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก หรือพฤติกรรมรักร่วมเพศซึ่งขัดกับหลักศาสนาอิสลาม แต่ยอมรับว่าเป็นประเพณีมากกว่า หรือหากนำกฎเกณฑ์ของสังคมใช้พวกเขาก็อ้างว่าการล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายไม่ผิดเท่าการกระทำกับผู้หญิง ถึงกับมีคำกล่าวว่า “ผู้หญิงมีไว้ให้กำเนิดบุตร เด็กผู้ชายมีไว้เพื่อความเพลิดเพลิน”

ความจริงที่ทางการไม่ยอมรับ

แม้ว่าบาชา บาซีจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายในอัฟกานิสถาน แต่การบังคับใช้กฎหมายกลับไม่เข้มงวดจริงจังโดยเฉพาะกับบรรดาคนที่มีอิทธิพล และตำรวจมักจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับบาชา บาซีเสียเอง แม้แต่ มูฮัมหมัด อิบริฮิม รองผู้บัญชาการตำรวจในจังหวัด Jowzjan ยังปฏิเสธว่าบาชา บาซีไม่มีแล้ว

ทว่าจากคำบอกเล่าของ อับดุลกาบีร์ อัชชุน สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจากภาคเหนือของประเทศ ประเพณีนี้กลับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกภูมิภาคของประเทศ

ความยากจนเป็นตัวขับเคลื่อน

นอกจากการคอร์รัปชันของรัฐบาลอัฟกานิสถาน ความอ่อนแอของระบบยุติธรรม ความไร้หลักกฎหมายแล้ว ความยากจนยังเป็นตัวขับเคลื่อนให้มีการซื้อขายเด็กชาย เด็กชายเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากแถบชนบทที่ต้องออกมาหาเลี้ยงชีพตามท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นขัดรองเท้า ขอทาน เก็บขวดพลาสติกไปขาย หรืองานอะไรก็ตามที่ทำให้ได้เงิน เด็กเหล่านี้จึงถูกชักชวนให้ทำงานนักเต้นได้ง่าย

รัฐบาลบัญญัติกฎหมาย

ในที่สุดในปี 2017 รัฐบาลอัฟกานิสถานก็ออกกฎหมายกำหนดให้บาชา บาซีเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทางการเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับประเพณีเก่าแก่หลายร้อยปี โดยเพิ่มโทษการล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายจากจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นการประหารชีวิต สำหรับการกระทำรุนแรง อาทิ ล่วงละเมิดเด็กมากกว่า 1 คน

เรื่องเล่าจากปากบาชา บาซี

โอมิด (นามสมมติ) วัย 15 ปีเล่าให้ผู้สื่อข่าวของ BBC ฟังว่า พ่อของเขาเสียชีวิตเพราะเหยียบกับระเบิด เขาซึ่งเป็นลูกชายคนโตจึงต้องรับหน้าที่ดูแลแม่ซึ่งเป็นขอทานและน้องชายอีก 2 คน

“ผมเริ่มเต้นในงานเลี้ยงงานแต่งงานตอนอายุ 10 ขวบ หลังพ่อตาย” โอมิดเล่า “พวกเราหิวโหย ผมไม่มีทางเลือก บางครั้งเราเข้านอนโดยไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ตอนผมเต้นในงานเลี้ยงผมได้เงิน 2 เหรียญสหรัฐ (63 บาท) และข้าวพิเลา”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้นที่โรงแรม เขาก้มหน้าลงและเงียบไปนานก่อนจะตอบว่า ได้เงินคืนละ 2 เหรียญสหรัฐ และบางครั้งก็ถูกรุมโทรม

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าทำไมถึงไม่แจ้งตำรวจ โอมิดบอกว่า “พวกเขามีอิทธิพลและร่ำรวย ตำรวจทำอะไรไม่ได้หรอก”

ส่วนแม่ของโอมิดก็ทราบว่าลูกชายต้องไปเต้นในงานเลี้ยง แต่เธอห่วงเรื่องปากท้องมากกว่าเป็นห่วงว่าลูกชายอาจถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ถ้าตอลีบันกลับมาบาชา บาซีจะเจอปัญหา

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐประกาซ่าจะถอนกำลังทหารสหรัฐทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถานภายในเดือน ก.ย.นี้ เพื่อยุติสงครามโค่นล้มกลุ่มตาลีบันที่ยาวนานกว่า 20 ปี การถอนกำลังของสหรัฐอาจทำให้กลุ่มตอลีบันซึ่งต่อต้าน bacha bazi  กลับมามีอำนาจอีกครั้งในอัฟกานิสถาน และอาจนำมาสู่การกวาดล้างประเพณีนี้อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วอีกครั้ง

จีนล้างบาง Crypto กับ Bitcoin ทำไมและอย่างไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656183

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 16:46 น.

 จีนล้างบาง Crypto กับ Bitcoin ทำไมและอย่างไร?จีนเริ่งเครื่องกวาดล้างคริปโตเคอร์เรนซี่ทั้งการใช้มันและการขุดมันมาใช้ ส่งผลสะเทือนต่อตลาดคริปโตอย่างหนักหน่วง

ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีน (PBOC) ซึ่งเป็นธนาคารกลางของจีน กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าได้เรียกร้องให้ธนาคารและบริษัทชำระเงินบางแห่งปราบปรามการซื้อขายสกุลเงินดิจิตอลให้หนักขึ้น เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดโดยทางการจีนเพื่อยับยั้งการใช้เหรียญดิจิทัล

คำแถลงของธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนส่งผลให้ Bitcoin ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสองสัปดาห์และ Ether ลงมาสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์ ในวันอังคารที่ราคาของคริปโตหลักๆ จึงค่อยมีเสถียรภาพขึ้นมาบ้าง

แบงก์ชาติของจีนพูดอะไรบ้าง?

คำแถลงของ PBOC เกิดขึ้นหลังจากการประชุมกับธนาคารและบริษัทชำระเงิน ซึ่ง PBOC ได้กระตุ้นให้ธนาคารเหล่านี้ตรวจสอบบัญชีลูกค้าอย่างละเอียด ระบุผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัล และตัดช่องทางการชำระเงินทันที

China Construction Bank, Industrial and Commercial Bank of China (ICBC), Agricultural Bank of China (AgBank) และ Postal Savings Bank of China ได้เข้าร่วมการประชุม พร้อมด้วย Alipay แพลตฟอร์มการชำระเงินที่แพร่หลายซึ่งเป็นเจ้าของโดย Ant Group ยักษ์ใหญ่ด้านฟินเทค

ผู้เข้าร่วมการประชุมให้สัญญาที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำนของ PBOC โดย AgBank กล่าวว่าจะดำเนินการตรวจสอบสถานะเพื่อขจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตที่ผิดกฎหมายและปิดบัญชีที่น่าสงสัยและ Alipay กล่าวว่าจะตั้งค่าระบบตรวจสอบที่กำหนดเป้าหมายไปยังเว็บไซต์และบัญชีที่สำคัญและขึ้นบัญชีดำผู้ค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมสกุลเงินเสมือน

ผลกระทบของการปราบปรามคืออะไร?

มาตรการเข้มงวดครั้งล่าสุดทำให้เป็นการยากขึ้นมากสำหรับบุคคลในประเทศจีนในการแลกเปลี่ยนคริปโตแม้จะทำผ่านช่องทางที่สามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดก่อนหน้านี้ได้ก็ตาม

“กฎหมายไม่ได้เปลี่ยนแปลง มันเป็นเพียงการบังคับใช้” Bobby Lee ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Ballet แอพกระเป๋าเงินคริปโตเคอเรนซี และอดีตซีอีโอของ BTC China ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยน Bitcoin แห่งแรกของจีนกล่าว

คำสั่ง PBOC ยังตัดช่องทางการชำระเงินที่ผู้ค้าชาวจีนแผ่นดินใหญ่ใช้พื่อค้าขายคริปโตออฟชอร์ด้วยโดยเป็นการทำอย่างสมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพ

“โดยพื้นฐานแล้วการทำแบบนี้ทำให้แพลตฟอร์ม OTC ทั้งหมดไม่สามารถทำธุรกิจได้ … แพลตฟอร์ม OTC ทั้งหมดถูกห้ามไม่ให้มีการแลกเปลี่ยน” Bobby Lee กล่าว

แต่ธนาคารและบริษัทชำระเงินยังคงเผชิญกับความท้าทายในการระบุกระแสเงินที่เกี่ยวข้องกับคริปโต ซึ่ง ณ ตอนนี้ รัฐบาลจีนไม่ได้ตั้งเป้าหมายเล่นงานผู้ที่ถือครองเหรียญดิจิทัล

“Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกกฎหมายสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของได้” Lee กล่าว “บางทีอาจเป็นตะปูตัวสุดท้ายที่จะตอกฝาโลง มันอาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ ถ้าพวกเขาประกาศว่า Bitcoin ผิดกฎหมาย”

จีนพยายามควบคุมคริปโตอย่างไร?

เมื่อเดือนที่แล้ว สมาคมอุตสาหกรรมการเงิน 3 แห่งสั่งห้ามบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับคริปโตและการประชุมคณะกรรมการความมั่นคงทางการเงินและการพัฒนาของสภาแห่งรัฐซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีหลิวเฮ่อเป็นประธาน ให้คำมั่นว่าจะปราบปรามการขุด Bitcoin และการซื้อขาย Bitcoin ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน

การห้ามทำเหมืองคริปโตมีการประกาศเป็นคำสั่งในศูนย์กลางการทำเหมือง Bitcoin ที่สำคัญ รวมถึงมณฑลเสฉวน ซินเจียง และมองโกเลียใน

จีนควบคุมคริปโตหนักขึ้นโดยเริ่ม 2013 เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินสั่งห้ามธนาคารและบริษัทชำระเงินไม่ให้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin

ในเดือนกันยายน 2017 จีนได้สั่งห้ามการเสนอขายเหรียญเริ่มต้นเพื่อระดมทุน (ICO) ห้ามบริษัททางการเงินและบริษัทชำระเงินให้บริการ ICO และสกุลเงินดิจิทัล และห้ามแพลตฟอร์มการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลทำการแปลงสกุเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายกับสกุลเงินดิจิทัล

ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้แพลตฟอร์มคริปโตส่วนใหญ่ปิดตัวลง โดยมีการย้ายออกไปให้บริการนอกประเทศหลายแห่ง

เหตุใดจีนจึงมีกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น?

ตลาดกระทิงของ Bitcoin ในปีนี้ได้ฟื้นคืนชีพการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในประเทศจีน ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลเกี่ยวกับความเสี่ยงทางการเงินและการฟอกเงินต้องออกมาเตือนในทันที

เมื่อการแลกเปลี่ยนเงินคริปโตในท้องถิ่นปิดตัวลง นักลงทุนชาวจีนจำนวนมากได้เปลี่ยนไปใช้แพลตฟอร์มที่เป็นของจีนแต่ย้ายไปต่างประเทศ รวมถึง Huobi และ OKEx หรือทำการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และห้องสนทนาการซื้อขายโซเชียลมีเดีย

บริษัทแลกเปลี่ยนเงินที่เน้นประเทศจีนซึ่งรวมถึง Binance และ MXC เปิดช่องให้บุคคลชาวจีนสามารถเปิดบัญชีออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย พวกเขายังอำนวยความสะดวกในข้อตกลงแบบ peer-to-peer ในตลาด OTC ที่ช่วยแปลงหยวนจีนเป็นคริปโต ผู้ค้าทำธุรกรรมดังกล่าวผ่านธนาคารหรือช่องทางการชำระเงินออนไลน์ เช่น Alipay หรือ WeChat Pay

นักลงทุนรายย่อยยังสามารถซื้อ “กําลังประมวลผล” (computing power) จากผู้ขุดคริปโตผู้ออกแบบแผนการลงทุนต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วและมีกำไรงาม

ในขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นของคริปโตต่อสกุลเงินทางการของจีนคือเงินหยวน ยังกระตุ้นให้ PBOC เปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของตัวเองด้วย

ข้อมูลจาก Reuters

Photo by Martin BUREAU / AFP

ฮ่องกงปิดประตู ไล่ไต้หวัน ล่าฝ่ายต่อต้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656143

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 14:30 น.

ฮ่องกงปิดประตู ไล่ไต้หวัน ล่าฝ่ายต่อต้านฮ่องกงแสดงท่าทีแข็งกร้าวใครไม่ยอมรับหลักการจีนเดียวคือศัตรู

ความสัมพันธ์ของฮ่องกงกับไต้หวันกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เริ่มจากเมื่อเดือนที่แล้วทางการฮ่องกงมีคำสั่งปิดสำนักงานเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมฮ่องกง ประจำกรุงไทเป โดยไม่ให้เหตุผลชัดเจน แต่ระบุเพียงว่า “ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ไต้หวันพบผู้ป่วย Covid-19 เพิ่มขึ้นในชุมชน”

แต่แถลงการณ์ในภายหลังของรัฐบาลฮ่องกงที่ว่า ไต้หวัน “แทรกแซงกิจการภายในของฮ่องกงอย่างร้ายแรง” หลายครั้ง และ “สร้างความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้” ให้กับความสัมพันธ์ที่สำนักงานเศรษฐกิจพยายามส่งเสริม ช่วยยืนยันได้อย่างดีว่าคำสั่งปิดดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้

ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าฮ่องกงทำไปเพื่อประท้วงที่ไต้หวันออกหน้าหนุนนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกง

หลังจากนั้น 1 เดือน คณะผู้บริหารมาเก๊า อีกหนึ่งเขตปกครองพิเศษของจีน ประกาศปิดสำนักงานเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมมาเก๊า ประจำกรุงไทเป โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา

แม้มาเก๊าจะไม่ได้ระบุเหตุผลแต่ถ้อยคำที่เลือกใช้แทบจะเหมือนกับแถลงการณ์ของทางการฮ่องกง ทำให้อดมองไม่ได้ว่าสองเหตุการณ์นี้อาจจะเกี่ยวข้องกัน

ล่าสุดทางการฮ่องกงบีบบังคับให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปในฮ่องกง (TECO) เซ็นเอกสารยอมรับหลักการจีนเดียวของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ที่มองว่าไต้หวันเป็นเขตปกครองของจีน แลกกับการต่ออายุวีซ่า มิเช่นนั้นจะต้องเดินทางออกจากฮ่องกงภายในวันที่ 21 มิ.ย.นี้

ต่อมาทางการไต้หวันจึงสั่งถอนเจ้าหน้าที่ 7 คนจากสำนักงาน TECO ที่ต่อวีซ่าไม่ได้ โดยเหลือไว้เพียงหัวหน้าฝ่ายการค้า 1 คน ทว่าแหล่งข่าวเผยกับ Focus Taiwan ว่า วีซ่าของเจ้าหน้าที่รายนี้กำลังจะหมดอายุในเดือนหน้า และเขาอาจถูกบีบให้กลับไต้หวันเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่คนอื่น ส่งผลให้ไม่มีเจ้าหน้าที่ไต้หวันประจำสำนักงาน

แม้ต่อมาสภากิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวัน (MAC) จะต่อว่าจีนและฮ่องกงว่าสร้างเขื่อนไขทางการเมืองที่ไม่สมเหตุสมผลในการยื่นคำร้องขอต่ออายุวีซ่าของเจ้าหน้าที่สำนักงาน TECO ในฮ่องกง รัฐบาลฮ่องกงกลับอ้างว่าไต้หวันกำลังสับสนว่าอะไรถูกอะไรผิด “รัฐบาลเขตปกครองพิเศษต้องให้ความสำคัญว่าฮ่องกงและไต้หวันเป็นของจีนเดียว”

สำนักงาน TECO ในฮ่องกงเปิดทำการเมื่อปี 2011 ซึ่งจีนกับไต้หวันยังมีความสัมพันธ์ที่ดีภายใต้รัฐบาลก๊กมินตั๋งของไต้หวัน เพื่อทดแทนสำนักงาน Chung Hwa Travel Service ที่ทำหน้าที่คล้ายกันนี้มากว่า 4 ทศวรรษ

ทว่า เมื่อปี 2018 ทางการฮ่องกงปฏิเสธการออกวีซ่าให้กับหัวหน้าสำนักงานคนใหม่ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่เริ่มตึงเครียดของไต้หวันกับจีนจนไม่สามารถเข้ารับตำแหน่ง  และอีก 2 ปีต่อมาเจ้าหน้าที่ของสำนักงานอีก 4 คนก็เจอปัญหาเดียวกัน เพราะไม่ยอมเซ็นหนังสือยอมรับหลักการจีนเดียว ซึ่งเป็นหลักการที่ไต้หวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประธานาธิบดี ไช่อิงเหวิน ไม่เคยยอมรับ

ไช่อิงเหวินเคยประกาศว่า ไต้หวันไม่อาจยอมรับการเป็นส่วนหนึ่งของจีนภายใต้หลักการหนึ่งประเทศ สองระบบที่จีนเสนอได้

นอกจากการบีบเจ้าหน้าที่ไต้หวันกลับประเทศแล้ว ในระยะหลัง แคร์รี่ หลั่ม ผู้บริการเขตปกครองพิเศษฮ่องกงยังมีท่าทีแข็งกร้าวขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการเรียกร้องเอกราชจากจีนและกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่เริ่มบังคับใช้เมื่อกลางปีที่แล้ว

สัปดาห์ที่แล้ว ตำรวจฮ่องกงบุกค้นสำนักงานหนังสือพิมพ์ Apple Daily ที่สนับสนุนประชาธิปไตย ของ จิมมี ไหล เจ้าพ่อสื่อฮ่องกงคนดังที่อยู่ระหว่างควบคุมตัว และจับกุมผู้บริหารระดับสูง 5 รายรวมทั้งอายัดทรัพย์สินกว่า 2.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับต่างประเทศและตีพิมพ์บทความหลายชิ้นที่ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ

หลังจากนั้น แครี่ หลั่ม ก็ออกมาปกป้องปฏิบัติการจับกุมและเผยว่า กรณีของ Apple Daily ควรเป็นตัวอย่างแก่สื่อเจ้าอื่นๆ ด้วยซึ่งจะทำให้วัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้บรรลุ

หลั่มยังโต้กลับว่า คนที่วิจารณ์การบุกค้นและจับกุมผู้บริหารระดับสูงของ Apple Daily กำลังพยายามทำให้การกระทำที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติเป็นสิ่งสวยงาม

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันหลั่มยังย้ำกับชาวฮ่องกงว่า ชาวฮ่องกงต้องปกป้องผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ และต้องเคารพรัฐธรรมนูญของจีนเพื่อปกป้องหลักการหนึ่งประเทศ สองระบบ

เท่ากับเป็นการประกาศว่า ใครที่ไม่เคารพจีนหรือไม่ยอมรับหลักการหนึ่งประเทศ สองระบบของจีนคือศัตรูของฮ่องกง

Photo by Anthony WALLACE / AFP