สรุปประเด็นจีน-แคนาดาทะเลาะกันเพราะอะไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656385

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 17:00 น.

สรุปประเด็นจีน-แคนาดาทะเลาะกันเพราะอะไรจีน-แคนาดา ผลัดกันซัด ดึงประเทศพันธมิตรร่วมเล่นงานอีกฝ่ายในประเด็นสิทธิมนุษยชน ท่ามกลางความสัมพันธ์ตึงเครียดต่อเนื่อง

1. ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและแคนาดากำลังตึงเครียด โดยขณะนี้ทั้งคู่โต้เถียงกันไปมาเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในประเทศของอีกฝ่าย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ค่อยดีนักเมื่อแคนาดาควบคุมตัวบุคคลสำคัญของตน ขณะที่จีนเองก็ตอบโต้ด้วยการจับกุมตัวอดีตทูตแคนาดา

2. ความเคลื่อนไหวที่ทำลายความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเมื่อแคนาดาและอีก 40 ประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาติตะวันตก รวมถึงสหรัฐ ออสเตรเลีย อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน และอิตาลี ออกแถลงการณ์สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนคนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอุยกูร์ในเขตปกครองตนเองซินเจียง พร้อมกล่าวถึงค่ายปรับทัศนคติในซินเจียงซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษชนคาดว่ามีชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ถูกคุมขังราว 1 ล้านคน

3. เลสลี นอร์ตัน เอกอัครราชทูตแคนาดาเรียกร้องให้จีนอนุญาตให้มีผู้สังเกตการณ์เข้าไปสังเกตการณ์ในภูมิภาคซินเจียงโดยทันทีและเป็นอิสระ รวมถึงปล่อยตัวชนกลุ่มน้อยที่ถูกกักขัง ตลอดจนหยุดการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมต่อชนกลุ่มน้อย พร้อมกันนี้ยังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในฮ่องกงและทิเบต

4.ด้านนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดาท้าให้จีนสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนชนกลุ่มน้อยอย่างเปิดเผยและโปร่งใส ขณะที่ เจียง ต้วน เอกอัครราชทูตจีนระบุว่า “แคนาดายังใช้สิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมวาระทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

5. ที่จีนชี้ว่าแคนาดาไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นสิทธิมนุษยชนได้เนื่องจากแคนาดาเองก็มีข้อกังขาในประเด็นดังกล่าวเช่นกัน โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมามีการพบศพเด็กพื้นเมือง 215 คนบริเวณโรงเรียนแห่งหนึ่งในแคนาดาซึ่งได้สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก

6. ในอดีตมีเด็กพื้นเมืองมากมายที่ถูกพรากจากครอบครัวและบังคับให้เข้าเรียนในโรงเรียนประจำของแคนาดาเช่นแคมลูปส์เพื่อซึมซับวัฒนธรรมตะวันตก และเด็กหลายคนต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมที่เจ็บปวด

7. จีนและประเทศพันธมิตรอย่างเช่นรัสซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน ซีเรีย และเบลารุส ร่วมกันเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างถี่ถ้วนและเป็นกลางในประเด็นอาชญากรรมต่อชนพื้นเมือง การเหยียดเชื้อชาติ และความเกลียดชังชาวต่างชาติในแคนาดา พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานของสหประชาชาติติดตามประเด็นสิทธิมนุษยชนในแคนาดาต่อไป

8. ขณะที่จีนปฏิเสธเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดย Global Times สื่อของรัฐบาลจีนตอบโต้ว่าไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ประเทศตะวันตกไม่กี่ประเทศยังคงเผยแพร่ข้อกล่าวหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ไม่มีมูล ขณะที่พวกเขาเองมีประวัติฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ฉาวโฉ่

9. จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนแถลงว่าแคนาดาต้องไตร่ตรองการกระทำผิดของตนเองเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน แม้แคนาดาจะแสดงออกถึงความเสียใจและสำนึกผิดแต่กลับโยนความรับผิดชอบไปที่คริสตจักร

10. จ้าว ลี่เจียนเปรียบว่านี่เป็นน้ำตาจระเข้ รัฐบาลแคนาดาไม่มีความกล้าหาญและจริงใจในการเผชิญกับการกระทำผิดด้านสิทธิมนนุษยชนของตนเอง ดังนั้นแคนาดาไม่มีสิทธิที่จะวิจารณ์จีน พร้อมตั้งคำถามว่าแคนาดาจะตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนชนกลุ่มน้อยเมื่อใด จะทำการชดเชยอย่างไร และเมื่อใดจะมีการกำหนดมาตรการจัดการกับการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ

11. ด้านนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดาย้อนถามกลับว่าในแคนาดามีคณะกรรมการเพื่อความจริงและการปรองดอง (Truth and Reconciliation Commission) สำหรับดำเนินการสอบสวนประเด็นดังกล่าวแต่ของจีนมีหรือไม่

12. แคนาดายืนยันว่ารัฐบาลดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อตระหนักถึงความสัมพันธ์กับชนพื้นเมืองที่ถูกทำลายมาหลายชั่วอายุคน แคนาดาสวนว่าตนเองยอมรับต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยืนยันว่าเป็นสิ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข และจีนยอมรับหรือไม่

13. มาร์ค การ์โน รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดากล่าวว่าเริ่มมีปัญหากับจีนเมื่อจีนควบคุมตัวไมเคิล คอฟริก และ ไมเคิล สปาเวอร์ อดีตทูตและนักธุรกิจชาวแคนาดาในข้อหาจารกรรมโดยไม่มีการชี้แจงข้อเท็จจริงหรือหลักฐานใดๆ “ชัดเจนว่าสาเหตุของการจับกุมในครั้งนี้เพราะจีนไม่พอใจที่แคนาดาควบคุมตัวเหมิง หวันโจว” มาร์ค การ์โนกล่าว

14. ทั้งนี้ เหมิง หวันโจว ผู้บริหาร Huawei ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนถูกแคนาดาควบคุมตัวตั้งแต่ปี 2018 โดยกักบริเวณที่บ้านพักในแวนคูเวอร์ เนื่องจากละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐ โดยทางการสหรัฐกล่าวว่าเธอรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน

15. ขณะที่แคนาดาร่วมมือกับสหรัฐในการรับมือกับจีนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของทั้งสองชาติ โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐให้คำมั่นว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้จีนปล่อยตัวชาวแคนาดาทั้งสอง

16. อย่างไรก็ตามการ์โนกล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับจีนนั้นซับซ้อน โดยชี้ไปที่การค้าระหว่างสองประเทศซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ในปีที่แล้ว แม้การค้าของแคนาดากับจีนจะเติบโต แต่แคนาดามีข้อปัญหาอื่่นๆ กับพฤติกรรมของจีน เช่น การปฏิบัติต่อฮ่องกง ไต้หวัน และชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอุยกูร์

ภาพโดย NOEL CELIS / AFP และ LEO RAMIREZ / AFP

สองพี่น้องแอฟริกาใต้หายไปพร้อม Bitcoin มูลค่า 3,600 ล้านเหรียญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656384

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 16:00 น.

 สองพี่น้องแอฟริกาใต้หายไปพร้อม Bitcoin มูลค่า 3,600 ล้านเหรียญนี่อาจเป็นการฉ้อโกงคริปโตครั้งใหญ่! นักลงทุนเร่งล่าตัวสองพี่น้องแอฟริกาใต้เจ้าของแอพลงทุนคริปโตหายตัวไปพร้อมกับ Bitcoin มูลค่า 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า อาเมียร์ คาจี และราอีส คาจี สองพี่น้องจากแอฟริกาใต้เจ้าของแอพพลิเคชันลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล Africrypt หายตัวไปพร้อม Bitcoin 69,000 เหรียญ มูลค่าราว 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐ

สองพี่น้องคาจีร่วมกันก่อตั้ง Africrypt เมื่อปี 2019 แต่หลังจากมูลค่า Bitcoin ทะยานขึ้นไปจุดสูงสุดในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีใครตามตัวสองพี่น้องนี้ได้อีกเลย โดยขณะนั้น Bitcoin 69,000 เหรียญ มีมูลค่ามากกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เรื่องราวครั้งนี้เริ่มเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา อาเมียร์ซึ่งเป็นประธานฝ่ายปฏิบัติการของบริษัทแจ้งไปยังลูกค้าโดยอ้างว่า แอพพลิเคชัน Africrypt ถูกแฮก และแนะนำไม่ให้ลูกค้าแจ้งเรื่องให้ทางการทราบหรือติดต่อทนายความ อ้างว่าจะทำให้การดำเนินการกู้คืนล่าช้า

ทว่ามีนักลงทุนที่สงสัยพฤติกรรมของสองพี่น้องติดต่อสำนักงานทนายความ Hanekom Attorneys ให้ช่วยตรวจสอบเรื่องดังกล่าว โดยทนายความจาก Hanekom Attorneys เผยว่า “เราสงสัยทันที เพราะบริษัทห้ามไม่ให้นักลงทุนแจ้งความ และพนักงานของ Africrypt ไม่สามารถเข้าไปจัดการการใช้งานแพลตฟอร์ม 7 วันก่อนบริษัทจะอ้างว่าถูกแฮก”

การสืบสวนของ Hanekom Attorneys พบว่า มีการโอน Bitcoin จำนวน 69,000 เหรียญออกจากบัญชีของ Africrypt และกระเป๋าเงินดิจิทัลของลูกค้าในแอฟริกาใต้ไปยัง Dark Web และ Bitcoin mixer เพื่อให้ไม่สามารถติดตามธุรกรรมทั้งหมดได้

เมื่อยังตามตัวสองพี่น้องคาจีไม่พบ Hanekom Attorneys จึงแจ้งหน่วย Hawks ซึ่งเป็นหน่วยงานสืบสวนอาชญากรรมพิเศษของแอฟริกาใต้ รวมทั้งแจ้งเตือนไปยังผู้ที่รับแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลทั่วโลกให้จับตาแลกเปลี่ยนเหรียญ Bitcoin ที่น่าสงสัย

ขณะที่ BitcoinKe สื่อท้องถิ่น ระบุว่า AfriCrypt ดึงดูดลูกค้าด้วยการให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงถึง 10% ทุกวัน คล้ายกับรูปแบบของแชร์ลูกโซ่

หากมีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเป็นการฉ้อโกง นี่จะเป็นการฉ้อโกง Bitcoin ครั้งใหญ่ที่สุดในแอฟริกาใต้ และอาจนำมาสู่การออกกฎเกณฑ์ควบคุมการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลให้เข้มงวดขึ้น

ด้าน แบรนดอน ท็อปแฮม หัวหน้าฝ่ายบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของแอฟริกาใต้ (FSCA) เผยว่า ขณะนี้ FSCA ไม่สามารถเปิดการสอบสวนกรณีดังกล่าวได้ เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลไม่ถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินตามกฎหมาย

กรณีของ Africrypt คล้ายกับการล่มสลายของ Mirror Trading International แพลตฟอร์มลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ที่หลอกเงินนักลงทุนไปกว่า 23,000 เหรียญ Bitcoin หรือคิดเป็น 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการฉ้อโกง Bitcoin ครั้งใหญ่ที่สุดของปี 2020 แต่การสูญเสียของลูกค้า Africrypt สูงกว่าถึง 3 เท่า

Photo by INA FASSBENDER / AFP

ยอดตายจากโควิดครึ่งปีนี้แซงหน้าตัวเลขปีที่แล้วทั้งปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656360

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 14:10 น.

ยอดตายจากโควิดครึ่งปีนี้แซงหน้าตัวเลขปีที่แล้วทั้งปีตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ทั่วโลกของปีนี้แซงหน้าตัวเลขของปีที่แล้วเรียบร้อย สหรัฐยังตายเยอะสุด

ข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ของสหรัฐระบุว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ของปีนี้จนถึงวันที่ 22 มิ.ย. แซงหน้าตัวเลขของปีที่แล้วทั้งปีเรียบร้อยแล้ว โดยปีนี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1.99 ล้านคน ส่วนปีที่แล้วทั้งปีอยู่ที่ 1.88 ล้านคน

ชี้ให้เห็นว่ายังไม่ทันครบครึ่งปีเต็ม ตัวเลขผู้เสียชีวิตของปีนี้ก็พุ่งนำหน้าตัวเลขของปีที่แล้ว แม้ว่าจะมีการระดมฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ทั่วโลกและตัวเลขผู้เสียชีวิตในประเทศตะวันตกบางประเทศจะลดลงแล้วก็ตาม

สหรัฐยังเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลกอยู่ที่ 602,000 คน ณ วันพุธ (23 มิ.ย.) ทว่าสหรัฐสามารถควบคุม Covid-19 ได้ในระดับหนึ่งโดยมีผู้เสียชีวิตต่ำกว่าวันละ 1,000 คนมาตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ด้วยอานิสงส์ของการฉีดวัคซีน โดยเกือบครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

ขณะที่บางประเทศเจอศึกหนัก อาทิ อินเดียที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 200,000 คนในปีนี้

ส่วนเปรูมีสถานการณ์การแพร่ระบาดแย่ที่สุดในโลก โดยมีตัวเลขผู้เสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกที่ 190,000 คน แต่มีอัตราการเสียชีวิตต่อประชากร 1 ล้านคนสูงที่สุดในโลกคือ 5,713 คน

Photo by Orlando SIERRA / AFP

กรุงเทพฯ รั้งที่ 46 เมืองที่ค่าครองชีพแพงสุดในโลกสำหรับต่างชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656343

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 13:30 น.

กรุงเทพฯ รั้งที่ 46 เมืองที่ค่าครองชีพแพงสุดในโลกสำหรับต่างชาติการจัดอันดับเมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดในโลกประจำปีนี้ พบกรุงเทพมหานครค่าครองชีพถูกลงในสายตาต่างชาติ

การจัดอันดับเมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดสำหรับชาวต่างชาติประจำปี 2021 โดยบริษัท Mercer บริษัทบริหารสินทรัพย์สัญชาติอเมริกันพบว่ากรุงอาชกาบัต เมืองหลวงของเติร์กเมนิสถาน ครองอันดับ 1 ขณะที่กรุงเทพมหานครของไทยขยับลงมาอยู่อันดับที่ 46 จากอันดับ 35 ในปีก่อน จากทั้งหมด 209 เมืองโดยพิจารณาเปรียบเทียบจากต้นทุนด้านต่างๆ รวมถึงที่อยู่อาศัย การคมนาคมขนส่ง อาหาร และความบันเทิง

ขณะที่ฮ่องกงซึ่งเคยครองแชมป์เมื่อปีก่อนตกลงมาอยู่อันดับที่ 2 ตามมาด้วยกรุงเบรุตของเลบานอน, กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น, ซูริกของสวิตเซอร์แลนด์, เซี่ยงไฮ้ของจีน, สิงคโปร์, เจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์, ปักกิ่งของจีน และเบิร์นของสวิตเซอร์แลนด์ ตามลำดับ

ใน 10 อันดับนี้พบว่าโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นเมืองที่ติดท็อป 10 มาตั้งแต่ปีที่แล้ว มีเพียงกรุงเบรุตเท่านั้นที่อันดับพุ่งพรวดขึ้นมาจากที่ 45 เมื่อปีก่อน เนื่องจากประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงจากวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ประกอบกับเหตุระเบิดที่ท่าเรือเบรุตเมื่อปีที่ผ่านมา

ขณะที่กรุงอาชกาบัตของเติร์กเมนิสถานถูกจัดให้เป็นเมืองที่ค่าครองชีพแพงอันดับ 1 สำหรับชาวต่างชาติเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในประเทศส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการแพงตามไปด้วย

กรุงโซลของเกาหลีใต้ยังคงอันดับที่ 11 เท่าปีก่อน และตามมาด้วยเชินเจิ้นของจีน, เอ็นจาเมนาเมืองหลวงของชาด, นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา, เทลอาวีฟของอิสราเอล, โคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก, กว่างโจวของจีน, ลอนดอนของอังกฤษ และลากอสของไนจีเรีย ตามลำดับ ส่วนลีเบรอวิลเมืองหลวงของกาบอง และลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกาครองอันดับ 20 ร่วม

ทั้งนี้ Mercer ระบุว่าการจัดอันดับในปีนี้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นข้อขำกัดด้านการเดินทาง รูปแบบการทำงานจากที่บ้าน และสถานการณ์โควิด-19 ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ รวมถึงการจ้างงานทางไกลระหว่างประเทศ

แม้แต่อิสราเอลที่ฉีดวัคซีนเยอะที่สุดยังเลื่อนเปิดรับ นทท.ต่างชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656344

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 12:45 น.

แม้แต่อิสราเอลที่ฉีดวัคซีนเยอะที่สุดยังเลื่อนเปิดรับ นทท.ต่างชาติอิสราเอลเลื่อนแผนเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติหวั่น Covid-19 สายพันธุ์เดลต้าระบาด

ทางการอิสราเอลประกาศเลื่อนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และอาจต้องยกระดับการรับมือกับ Covid-19 สายพันธุ์เดลต้าซึ่งพบครั้งแรกในอินเดีย แม้ว่าอิสราเอลจะฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้มากที่สุดประเทศหนึ่งก็ตาม

“เนื่องจากความกังวลว่าอาจมีการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลต้า รัฐบาลจึงเลื่อนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติออกไปอีก 1 เดือน จนถึงวันที่ 1 ส.ค.” แถลงการณ์ของกระทรวงท่องเที่ยวระบุ

อย่างไรก็ดี อิสราเอลจะเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนแล้วที่เดินทางเป็นกลุ่มเล็กๆ จากบางประเทศเข้า แต่ต้องผ่านการตรวจหาเชื้อแบบ PCR tests 2 ครั้ง และตรวจหาแอนติบอดีแล้ว

นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มฉีดวัคซีนเมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศราว 600 คน

ขณะที่นายกรัฐมนตรี นาฟตาลี เบนเน็ตต์ เผยว่า หากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันสูงกว่า 100 คนติดต่อกัน 1 สัปดาห์ ต้องกลับมาบังคับใช้มาตรการสวมหน้ากากอนามัยในอาคารอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีคำสั่งให้เพิ่มการตรวจหาผู้ติดเชื้อ ปราบปรามบุคคลที่ฝ่าฝืนการกักตัว และเชิญชวนให้วัยรุ่นฉีดวัคซีน

คำเตือนของเบนเน็ตต์มีขึ้นหลังจากอิสราเอลพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เกินวันละ 100 คนเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน หลังจากตัวเลขรายวันลดลงเหลือวันละ 12-24 คน ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ประชาชนอิสราเอลมากกว่า 55% ของประชากรทั้งหมด หรือราว 5.2 ล้านคน ได้รับวัคซีน Pfizer/BioNTech ครบทั้งสองโดสแล้ว

Photo by JACK GUEZ / AFP

สหรัฐเตรียมขึ้นภาษีนำเข้ายางรถยนต์จากไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656338

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 11:30 น.

สหรัฐเตรียมขึ้นภาษีนำเข้ายางรถยนต์จากไทยสหรัฐเผยยางรถยนต์นำเข้าจากไทยสร้างความเสียหายให้ผู้ผลิตในประเทศ เตรียมตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้า

คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐ (ITC) เผยว่า ผู้ผลิตยางรถยนต์โดยสารและรถบรรทุกขนาดเล็กในสหรัฐได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจากการนำเข้ายางรถยนต์ดังกล่าวจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย รวมทั้งได้รับความเสียหายจากยางรถยนต์นำเข้าจากเวียดนามที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อให้ต้นทุนลดลง

ด้วยเหตุนี้กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐจะออกมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับการนำเข้ายางรถยนต์โดยสารและยางรถบรรทุกขนาดเล็กจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย และมาตรการตอบโต้การอุดหนุนกับการนำเข้ายางรถยนต์จากเวียดนาม

เมื่อปี 2020 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดการสอบสวนการนำเข้ายางรถยนต์จากเกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม หลังได้รับคำร้องเรียนจากสหภาพแรงงานเหล็กกล้า (USW) ซึ่งเป็นตัวแทนของพนักงานใรโรงงานผลิตยางรถยนต์ในสหรัฐ

หลังการประกาศของ ITC ทอม คอนเวย์ ประธาน USW นานาชาติเผยว่า “เรายินดีมากที่ ITC ยืนยันสิ่งที่สมาชิกของเราพบเจอมาทุกวัน นั้่นคือความพยายามในการตัดราคาอุตสาหกรรมภายในของเราหรือพยายามแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด”

เมื่อปี 2015 USW เคยประสบความสำเร็จในการเรียกร้องให้ทางการสหรัฐจัดการกับการนำเข้ายางรถยนต์จากจีน และนับตั้งแต่นั้นมาการนำเข้ายางรถยนต์จากจีนก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ปี 2020 สหรัฐนำเข้ายางรถยนต์จากทั้ง 4 ประเทศมูลค่ารวม 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ โดบ USW เผยก่อนหน้านี้ว่าการนำเข้ายางรถยนต์จากทั้ง 4 ประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 20% นับตั้งแต่ปี 2017 และเพิ่มขึ้นมาเป็น 85.3 ล้านชิ้นในปี 2019

REUTERS/John Gress/File Photo

สหรัฐเตรียมเพิ่มคำเตือนกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีน mRNA #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656334

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 10:52 น.

สหรัฐเตรียมเพิ่มคำเตือนกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีน mRNAสหรัฐเตรียมเพิ่มคำเตือน Pfizer-Moderna หลังพบกว่าพันรายมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) แถลงถึงการเตรียมการสำหรับเพิ่มคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่เกิดขึ้นหลังได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ชนิด mRNA ของ Pfizer และ Moderna หลังมีรายงานว่ามีชาวอเมริกันจำนวนมากกว่า 1,200 รายเกิดอาการดังกล่าวหลังฉีดวัคซีน

รายงานระบุว่าพบกลุ่มคนอายุ 16 ถึง 24 ปีโดยส่วนใหญ่เป็นเพศชายมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเยื้อหุ้มหัวใจอักเสบหลังได้รับวัคซีนของ Pfizer และ Moderna โดยในจำนวนนี้มี 267 รายเกิดอาการข้างต้นหลังได้รับวัคซีน 1 เข็ม และอีก 827 รายเกิดอาการหลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 รวมถึงอีก 132 รายเกิดอาการเช่นกันแต่ไม่ระบุว่าได้รับวัคซีนกี่เข็ม

อย่างไรก็ตามอาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าวนับว่าเกิดขึ้นได้ยากมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนของ Pfizer และ Moderna รวมกว่า 150 ล้านคน โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) ระบุว่าอาการดังกล่าวมีความเชื่อมโยงที่น่าจะเป็นไปได้กับวัคซีนทั้ง 2 ยี่ห้อ โดยมักเกิดขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวภายใน 1 สัปดาห์หลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2

ทั้งนี้ ผู้ที่มีอาการส่วนใหญ่หายดีเป็นปกติแต่ยังไม่มีการรายงานถึงผลข้างเคียงในระยะยาว

Henry Bernstein กุมารแพทย์ที่ศูนย์การแพทย์เด็ก Cohen ในนิวยอร์กกล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่าการเกิดผลข้างเคียงดังกล่าวนับว่าเกิดขึ้นได้ยากมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนทั้งหมด และโดยส่วนใหญ่อาการค่อนข้างไม่รุนแรง และยังคงแนะนำให้ฉีดวัคซีนดังกล่าวต่อไปเนื่องจากประโยชน์ยังคงมีมากกว่าความเสี่ยง

ลาวยอมให้จีนครอบงำ? เรื่องที่เราอาจไม่รู้เกี่ยวกับทางรถไฟจีนในลาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656302

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 22:10 น.

ลาวยอมให้จีนครอบงำ? เรื่องที่เราอาจไม่รู้เกี่ยวกับทางรถไฟจีนในลาวเส้นทางรถไฟช่วงบ่อหาน-เวียงจันทน์ถูกโจมตีมาตลอดว่าทำให้ลาวติดกับดักหนี้ของจีน แต่กับดักหนี้มันคืออะไร มันมีจริงหรือไม่ หรือว่าจริๆ แล้วลาวตั้งใจให้ตัวเองตกในกับดักนี้?

ยังไม่ทันที่ทางรถไฟสายคุนหมิง-เวียงจันทน์จะแล้วเสร็จ บางเพจในเมืองไทยก็ปั่นข่าวกันซะว่าเสร็จแล้วและยังมีคนเชื่อกันเสียอีก และตามฟอร์มของพี่น้องชาวไทยที่ต้องมีแซะทางรถไฟบ้านตัวเองเป็นธรรมดาว่า “ตามหลังลาวซะแล้ว”

เพจเหล่านี้ไม่ใช่เพจข่าวอาชีพดังนั้นมักจะไม่กรองข่าวหรือตรวจข้อเท็จจริง เป็นไปได้ด้วยซ้ำว่าปั่นข่าวปลอม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันก็คือเรื่องไม่จริงวันยังค่ำ

ข่าวที่บอกว่าทางรถไฟสายคุนหมิง-เวียงจันทน์เสร็จนั้นไม่จริง เพราะข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวซินหัวคืออุโมงค์ทางรถไฟ ความยาว 9.5 กิโลเมตร ส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายคุนหมิง-เวียงจันทน์ ซึ่งเชื่อมระหว่างจีนกับลาว ถูกขุดเจาะทะลุสำเร็จเมื่อวันเสาร์ (5 มิ.ย.) ที่ผ่านมา

เส้นทางนี้ยังไม่เสร็จ แต่มีการตกแต่งสถานีรถไฟ 11 แห่ง การวางรางแล้วเสร็จมากกว่าร้อยละ 95 และอุโมงค์ที่เป็นข่าวก็เป็นอุโมงค์แห่งสุดท้าย ถือปิดฉากการขุดอุโมงค์ทั้ง 167 แห่งของทางรถไฟสายดังกล่าว ที่มีกำหนดเปิดบริการภายในสิ้นปีนี้

บางคนอาจจะอุทานว่าว่าแม่เจ้าอุโมงค์อะไรจะมากขนาดนั้น? ต้องบอกว่าเยอะจริงๆ กับเส้นทางแค่ 414 กิโลเมตร เพราะมันตัดผ่านพื้นที่ที่เต็มไปด้วยภูเขาและแม่น้ำ คิดเป็นอัตราส่วนแล้วเส้นทางนี้มีอุโมงค์เกือบจะเกินครึ่งของเส้นทาง

คนที่ชอบนั่งรถไฟผ่านอุโมงค์ขอแนะนำสายนี้ ไม่ต้องไปนั่งไกลถึงทางรถไฟญี่ปุ่นที่อุดมไปด้วยอุโมงค์รถไฟเช่นกัน

แต่ก็นั่นแหละ แม้จะบอกว่าเสร็จปีนี้แต่กว่าจะเปิดให้ใช้บริการก็น่าจะอีกระยะหนึ่ง ไหนจะต้องรอทั้งลาวและจีนเปิดประเทศก่อน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าคงไม่เปิดง่ายๆ ในเร็วๆ นี้

กลับมาที่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บางเพจประโคมเสียคนเชื่อไปตามๆ กันค่ารถไฟสายนี้แค่ไม่ถึง 500 บาท ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผิด

ที่บอกว่าราวๆ 400 กว่าบาทนั่นก็ถูก แต่ถูกครึ่งเดียวเพราะราคานี้ (คิดเป็นเงินลาว 140,000 กีบ/112หยวน) เป็นค่าโดยสารเฉลี่ยต่อหัวเดินทางจากเวียงจันทน์ไปแถึงแค่บ่อเต็นซึ่งเป็นด่านชายแดนลาว (แต่คับคั่งไปด้วยคนจีน ธุรกิจจีนและบ่อนจีน)

การจะไปถึงคุนหมิงต้องต่อจากบ่อเต็นเข้าไปด่านบ่อหาน (หรือตำบลมั๋วฮาน) เทศมณฑลเมืองล้า เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา

เส้นทางนี้ไม่ได้ใกล้ๆ รวมแล้วไกลถึง 1,022 กิโลเมตร ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 7-10 ชั่วโมง วิ่งด้วยความเร็ว 160/200 กม./ชม. แต่ก็ยังเร็วกว่ารถไฟไทย (รถด่วนพิเศษวิ่ง 90-120 กม./ชม.)

ข้อมูลที่แพร่หลายในอินเทอร์เน็ตของจีน (ซึ่งยังยืนยันไม่ได้) ราคาตั๋วทั้งสายแบบไปกลับอยู่ที่ 700 หยวนหรือหรือเกือบ 3,500 บาท ซึ่งไม่ได้ถูกเลยเมื่อเทียบกับค่าตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปคุนหมิงที่บางฤดูกาลถูกกว่านี้อีก

บอกกันตามตรงว่าราคาตั๋วขนาดนี้ อย่าว่าแต่คนลาวเลยคนไทยสักกี่คนที่จะยอมจ่าย

แต่มันไม่ใช่ปัญหาของคนชอบเดินทางโดยรถไฟ สำหรับนักเดินทางสายสโลว์ไลฟ์มันคือเส้นทางในฝันเลยทีเดียว เพราะการเดินทางจากกรุงเทพฯไปคุนหมิงและจากคุนหมิงไปปักกิ่ง และจากปักกิ่งสู่เส้นทางสายทรานส์ไซบีเรียจะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป และไม่ต้องไปเสียเวลาอ้อมไปขึ้นเส้นทางรถไฟเวียดนาม-จีนอีกด้วย

ลางเนื้อชอบลางยา อันนี้ก็ว่ากันไป

อีกเรื่องหนึ่งที่จะทำให้ฝันของการเดินทางจากกรุงเทพฯไปคุนหมิงโดยทางรถไฟยังเป็นหมัน คือเส้นทางในไทยยังไม่เสร็จ กว่าจะเสร็จก็คงจะปาเข้าไปในปี 2027 ซึ่งฟังดูอาจจะช้า แต่พอมดีมีการระบาดเกิดขึ้นทำมันยังพอช้าแบบกล้อมแกล้มไปได้

แน่ล่ะ เส้นทางนี้เป็นรถไฟความเร็วสูงเหมือนกับในลาวนั่นเอง แต่ที่มีภาษีดีกว่าคือไทยยังพอที่จะต่อรองเอาเทคโนโลยีมาจากจีนได้ด้วย ต่างจากลาวที่พลีร่างให้เป็นที่ตั้งทางรถไฟให้จีนสถานเดียว

แถมลาวยังแบกรับหนี้บานเบอะ ในปี 2019 Lowy Institute ในออสเตรเลียประเมินหนี้ของลาวที่ติดจีนอยู่ที่ 45% ของจีดีพีเป็นตัวเลขที่น่าขนลุกมาจนบางประเทศที่เป็นคู่กรณีกับจีนประโคมว่านี่คือกับดักหนี้ที่จีนดึงลาวเขามาเป็นเหยื่อ

ค่าใช้จ่ายของโครงการเส้นทางรถไฟบ่อเต็น-เวียงจันทน์อยู่ที่ประมาณ 5,965 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 37,425 ล้านหยวน รัฐบาลลาวกู้ยืมเงิน 60% (3,600ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน และส่วนที่เหลืออีก 40% (2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ได้รับทุนจากบริษัทร่วมทุนระหว่างลาว-จีนโดยจีนถือหุ้น 70% ของบริษัท ส่วนที่เหลือของสัดส่วนการถือหุ้นรัฐบาลลาวจ่ายเงิน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากงบประมาณของประเทศ และกู้ยืมอีก 480 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน

พุดกันตรงๆ คือจีนให้ลาวกู้เพื่อเอาเงินเข้ากระเป๋าจีนอีกต่อหนึ่งนั่นเอง

แล้วผลมันเป็นอย่างไร? เมื่อเดือนกันยายน 2020 สำนักข่าวรอยเตอร์ตีพิมพ์รายงานที่อ้างว่าเนื่องจากภาระหนี้ก้อนโต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ธนาคารของรัฐจีน ทำให้ลาวถูกบังคับให้ยอมยกอำนาจการควบคุมโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศส่วนใหญ่ให้แก่บริษัทจีน

ไบรอัน เอย์เลอร์ (Brian Eyler) แห่งองค์กรที่ปรึกษา Stimson Center ในวอชิงตันถึงกับบอกผ่านรอยเตอร์ว่า “การให้จีนมีส่วนสำคัญใน ‘แผนแบตเตอรี่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ทำให้ลาวกลายเป็นกึ่งๆ มณฑลของจีนได้อย่างรวดเร็ว” ‘แผนแบตเตอรี่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ก็คือแผนการของลาวที่จะขายกระแสไฟฟ้าให้เพื่อนบ้าน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นรายได้เดียวของลาวที่เป็นเป็นกอบเป็นกำที่สุด แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าแผนนี้จะถูกจีนเขมือบไปซะแล้ว

แต่หนี้ของลาวไม่ไดเกิดจากการสร้างทางรถไฟ หรือของลาวเกิดจาก ‘แผนแบตเตอรี่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ นั่นแหละ

เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว สมดี ดวงดี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แจกแจงว่า

เหตุผลแรกที่ทำให้หนี้สินทางการเงินเพิ่มขึ้นคือเงินกู้ยืมจำนวนมหาศาลที่นำไปใช้ในการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งก่อให้เกิดหนี้สาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ

ประการที่สอง เงินกู้จำนวนมากที่ทุ่มเข้าไปในโครงการที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจหรือสร้างรายได้เพื่อให้รัฐบาลสามารถชำระหนี้ได้ โครงการเหล่านี้ไม่ได้ผลและไม่ได้ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ไม่แต่เท่านั้น ยังมีการใช้งบประมาณส่วนใหญ่ในการซื้อรถยนต์และสร้างสำนักงานสาธารณะ ซึ่งรัฐบาลต้องใช้เงินในการบำรุงรักษามากขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับญี่ปุ่นและประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ที่ใช้เงินกู้เพื่อสร้างโรงงานและสิ่งอำนวยความสะดวกในการผลิตอื่นๆ ซึ่งหมายความว่าเมื่อโรงงานสามารถสร้างรายได้จากการดำเนินงานก็จะทำให้รัฐบาลสามารถชำระคืนเงินที่ยืมมาได้

สมดี ดวงดียังแจกแจงไปถึง 5 ข้อซึ่งล้วนแต่กลับมาที่ข้อ 2 คือลาวบริหารงานการคลังไม่มีประสิทธิภาพ นำเงินไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลและไม่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน แม้แต่การนำเงินไปสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าขายซึ่งถือว่าชาญฉลาดในระดับหนึ่งก็ยังไม่ให้ผลเต็มเม็ดเต็มห่วย แสดงว่าลาวมีปัญหามากๆ เรื่องการบริหารการคลัง

ทำไมถึงเป็นแบบนี้? David Hutt แห่ง The Diplomat ตั้งข้อสังเกตว่าเพราะลาวปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์พรรคเดียวจนไม่กล้าตรวจสอบกันเอง เขาบอกว่า “แทบไม่มีการกำกับดูแล ระบบราชการทำงานด้วยความจงรักภักดีไม่ใช่ความสามารถ ไม่มีองค์กรอิสระที่จะตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของรัฐบาล … ที่สำคัญที่สุด ระบบการเมืองทั้งหมดขึ้นอยู่กับการแสวงผลในระยะสั้น เนื่องจากไม่มีการรับประกันว่าระบอบเลนินนิสต์จะยืนยงต่อไปอีกยี่สิบปีข้างหน้าหรือไม่”

ข้อสังเกตนี้นับว่าแหลมคมมาก และอาจเป้นคำตอบว่าทำไมดังนั้นลาวไม่มีทางเลือกนอกจากต้อง ‘ขอความช่วยเหลือ’ จากจีน และลาวเป็นประเทศแรกๆ ที่ตอบสนองแนวคิดเรื่อง “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ของสีจิ้่นผิง และที่สำคัญลาวกับจีนคุยกันง่ายเพราะเป็นระบอบมารร์ซิสต์เหมือนกัน

ที่สำคัญก็คือลาวอาจหวังให้จีนเข้ามาช่วยคานอำนาจกับเวียดนาม ซึ่งมีอิทธิพลต่อลาวในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมมาอย่างยาวนาน

นับตั้งแต่ที่จีนสยายปีเข้ามาในอาเซียนและช่วยโครงการสร้างเขื่อนของลาว เวียดนามก็ร้อนรนเป็นพิเศษ ทั้งจากการที่เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงส่งผลต่อเวียดนาที่อยู่ท้ายน้ำ และจากการที่จีนกลายเป็นเจ้าหน้าที่รายใหญ่ของลาวแทนที่ตนไปเสียแล้ว

เวียดนามนั้นไม่ต้อนรับโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีนเอาเลย ต่างจากยาวที่อ้าแขนรับประเทศแรกๆ นักวิชาการชาวเวียดนามบางคนกลัวว่าโครงการโครงการรถไฟคุนหมิง–สิงคโปร์ (คือเส้นเดียวกับคุนหมิง-เวียงจันทน์-กรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์) มีเจตนเพื่อเพื่อแยกเวียดนามออกจากส่วนอื่นๆ ในภูมิภาค เพราะไม่ได้แล่นผ่านเวียดนาม

การที่ลาวดึงจีนเข้ามาทำให้เวียดนามอยู่ไม่เป็นสุข เวียดนามจึงทั้งยื่นเงินและควสามช่วยเหลือต่างๆ นัยว่าเพื่อซื้อใจลาว ไม่ใช่แค่เวียดนาม ญี่ปุ่นที่กังวลกับอิทธิพลของจีนที่จะเข้ามาแทนที่ทธิพลของตนในแผ่นดินใหญ่อาเซียนก็ยื่นเงินให้ลาวเช่นกัน ญี่ปุ่นนั้นเดิมทีมีแผนการที่จะคุมเส้นทางสายที่เชื่อมต่อภาคอีสานของไทย ข้ามไปลาว และออกเวียดนาม แต่ตอนนี้แผนการดังกลาวถูกจีนไล่บี้อย่างหนัก

ตอนนี้เวียดนาม ญี่ปุ่น และไทยพยายามซื้อใจลาว แต่ญี่ปุ่นทุ่มเงินก้อนใหญ่สุดและเวียดนามก็เร่งสานต่อความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ ไม่ให้เสีย “มิตรสหาย” ที่ร่วมการปฏิวัติกันมา

เวียดนามนั้น “มีอิทธิพล” ต่อกัมพูชาและลาวมาแต่าไหนแต่ไร แม้ว่าฉากหน้าจะเรียกว่า “มิตรสหาย” แต่น่าสงสัยว่าอำนาจของเวียดนามที่มีเหนือประเทศเหล่านี้อาจมีมากมากว่าความเป็นมิตรสหาย

เราไม่รู้ว่าฮุนเซ็นคิดอย่างไร ตัวเขามีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับเวียดนาม การที่เขามีอำนาจมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะเวียดนามช่วยอยู่ไม่น่อย แต่ปรากฎวาระยะหลังฮุน เซ็นไปซบกับจีนแบบแนบแน่นจนเรียกว่าเป็นสหายใหม่ที่แน่นแฟ้นมาก ทั้งเงินและการลงทุนใหญ่ๆ ที่ไหลเข้ากัมพูชาล้วยมาจากจีน

เวียดนามเสียกัมพูชาไปแล้วหนึ่ง ตอนนี้กำลังเสียลาวให้กับจีน

คนนอกที่เป็นอริกับจีนอาจคิดว่านี่เป็นการล่าอาณานิคมแบบใหม่อย่างหนึ่งที่จีนอาศัยหนี้และการลงทุนมาเป็น “อาวุธ แต่พวกเขาไม่ได้คิดลึกๆ ว่าทำไมผู้นำกัมพูชาและลาวจึงอ้าแขนรับจีน

เช่นกัน ในแง่การคลังโครงการทางรถไฟที่ผ่านลาวอาจไม่สมประโยชน์ลาวเอาเลย เพราะสร้างทั้งหนี้และเป็นที่ให้จีนกอบโกย แต่ในแง่การเมืองมันอาจมีนัยสำคัญที่ลาวยอมพร้อมที่จะจ่ายเพื่อให้ได้มันมา

Photo – ทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว (ซ้าย ขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) และนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงของจีน (ขวา) พูดคุยกันก่อนพิธีลงนามที่ห้องโถงใหญ่ของประชาชนในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2020 (ภาพโดย Mark Schiefelbein / POOL / AFP)

อันเดรียส ครีเกอร์ นักกีฬาหญิงที่ถูกวางยาโด๊ปจนกลายเป็นผู้ชาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656305

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 20:15 น.

อันเดรียส ครีเกอร์ นักกีฬาหญิงที่ถูกวางยาโด๊ปจนกลายเป็นผู้ชายเปิดเรื่องราวของนักกีฬาหญิงทีมชาติเยอรมันตะวันออกที่ถูกรัฐบาลวางยาโด๊ปจนร่างกายบึกบึนเหมือนผู้ชาย

ก่อนที่กำแพงเบอร์ลินที่แยกเยอรมนีออกเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตกจะพังทลายลงในปี 1989 เยอรมันตะวันออกซึ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียต ต้องการประกาศศักดาและความยิ่งใหญ่ของตัวเองไปทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องกีฬาในเวทีระดับโลก

รัฐบาลเยอรมันตะวันออกต้องการให้นักกีฬาโกยเหรียญทองให้ได้มากที่สุดจะได้เป็นที่จดจำของชาวโลก ดังนั้นนอกจากการฝึกหนักแบบรากเลือดแล้ว รัฐบาลยังตัดสินใจใช้ยาโด๊ป หรือสารกระตุ้นกับนักกีฬาด้วยวิธีสุดโต่งเกินคาดคิด คือให้ฮอร์โมนเพศชายกับนักกีฬาหญิงต่อเนื่องตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบเท่านั้น

แม้จะประสบความสำเร็จอย่างที่รัฐบาลตั้งใจไว้ เยอรมันตะวันออกคว้าเหรียญได้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 หลายครั้งในโอลิมปิก อาทิ ปี 1976 ที่มอนทรีอัล ปี 1980 ที่มอสโก และปี 1988 ที่โซล แต่สุดท้ายการใช้สารกระตุ้นกลับส่งผลเสียกับสุขภาพของนักกีฬาจำนวนไม่น้อย แต่ไม่มีใครกล้าออกมาพูดจนกระทั่งระบบคอมมิวนิสต์ในยุโรปล่มสลายไปพร้อมกับกำแพงเบอร์ลินเมื่อ 32 ปีที่แล้ว

หนึ่งในนั้นคือ อันเดรียส ครีเกอร์ (Andreas Krieger)

ครีเกอร์เคยลงแข่งกีฬาทุ่มน้ำหนักหญิงของเยอรมันตะวันออกในชื่อ ไฮดี ครีเกอร์ (Heidi Krieger) ครีเกอร์ถูกหลอกให้รับอะนาโบลิค สเตียรอยด์ ซึ่งมีส่วนผสมของฮอร์โมนเพศชายด้วยตั้งแต่อายุ 16 ปี จนอายุ 18 ปีก็เริ่มมีรูปร่างคล้ายผู้ชายมากขึ้น และมีรูปลักษณ์เหมือนผู้ชายเต็มตัวในที่สุดหลังรับยาต่อเนื่องหลายปี

หนังสือเรื่อง Doping: From Research to Deceit (การโด๊ป: จากการวิจัยสู่กลโกง) ของ เวอร์เนอร์ แฟรงค์ และบริจิตต์ เบเรนดองค์ ระบุว่า เฉพาะปี 1986 ครีเกอร์ได้รับสเตรียรอยด์เกือบ 2,600 มิลลิกรัม มากกว่าปริมาณที่ เบ็น จอห์นสัน นักวิ่งระยะสั้นทีมชาติแคนาดาใช้ระหว่างแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนเมื่อปี 1988 เกือบ 1,000 มิลลิกรัม

ภายหลังครีเกอร์เผยกับสำนักข่าว AFP ว่า “ผมไม่เคยมีโอกาสได้พูดว่าผมไม่ต้องการใช้ฮอร์โมน ผมอายุแค่ 16 ตอนที่โค้ชให้กินยาเม็ดสีน้ำเงินครั้งแรก” บวกกับในขณะนั้นนักกีฬามีหน้าที่เพียงทำตามคำสั่งของโค้ชเท่านั้น

นอกจากการใช้สารกระตุ้นที่ครีเกอร์ไม่รู้ตัว เจ้าตัวยังต้องซ้อมหนักชนิดรากเลือด โดยครั้งหนึ่งเจ้าตัวต้องยกน้ำหนักมากกว่า 100 ตันตลอดช่วงการฝึกซ้อม 2 สัปดาห์ จนทำให้หัวเข่า สะโพก และหลังของครีเกอร์เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้

ในปี 1986 ขณะอายุ 20 ปี ครีเกอร์เข้าร่วมแข่งขันทุ่มน้ำหนักหญิงในรายการ European Athletics Championships ที่เมืองชตุตการ์ท และคว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโดนรัฐบาลโด๊ปจนได้เปรียบคู่แข่งด้านร่างกาย

ครีเกอร์เปิดเผยว่า โครงการโด๊ปนักกีฬาของเยอรมันตะวันออกนี้มีชื่อว่า State Plan 1425 มีการวางแผนอย่างเป็นระบบและเฝ้าจับตาดูทุกๆ ขั้นตอน ตั้งแต่การวิจัยไปจนถึงนักกีฬา โดยตัวเขาเป็น “นักกีฬาคนที่ 54” ในรายชื่อของโครงการนี้ เพื่อให้ประเทศหลังม่านเหล็กแห่งนี้กลายเป็นโรงงานผลิตเหรียญรางวัล

ส่วนยาที่ใช้กับเขาเรียกว่า Oral-Turinabol ซึ่งเป็นสารสเตียรอยด์ที่ยังตรวจไม่พบในสมัยนั้น ผสมกับยาคุมกำเนิด ซึ่งช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อและในขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ขโมยความเป็นผู้หญิงไปจาก ไฮดี ครีเกอร์

ครีเกอร์เป็นหนึ่งในนักกีฬาของเยอรมันตะวันออกราว 1,000 คนที่อยู่ในโครงการโด๊ปนี้ ทว่ากว่าครีเกอร์จะรู้ตัวว่าการใช้ฮอร์โมนเพศชายทำให้ตัวเองมีรูปร่างและลักษณะเหมือนผู้ชายก็ในช่วงที่ประกาศแขวนลูกเหล็กในปี 1990 และเพิ่งทราบระหว่างการให้การต่อศาลที่ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่การกีฬาของเยอรมันตะวันออกเมื่อปี 2000 ว่าเหรียญทองที่ ไฮดี ครีเกอร์ คว้ามาได้มาจากความช่วยเหลือด้วยวิธีการคดโกงของรัฐบาล

ครีเกอร์เผยว่า “ผมพบว่าความสำเร็จของผมไม่มีอยู่จริง ผมชนะเพราะสารเคมี แต่ผมไม่ได้จัดหามันด้วยตัวเอง”

ภายหลังครีเกอร์บริจาคเหรียญทองเหรียญนี้ให้กับสมาคมของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการใช้สารกระตุ้นในเยอรมันตะวันออก โดยบอกว่า “ตอนนี้เหรียญนั้นไม่มีความหมายกับผมแล้ว”

หลังจากรีไทร์ออกมาแล้ว ครีเกอร์เริ่มรู้สึกแปลกๆ และสับสนกับรูปลักษณ์และเพศของตัวเอง จนกระทั่งได้พบกับชายข้ามเพศคนหนึ่งเมื่อปี 1995 ทำให้ครีเกอร์รู้ตัวว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจเขามานาน ปี 1997 เขาจึงตัดสินใจผ่าตัดแปลงเพศเป็นชายข้ามเพศและเปลี่ยนเชื่อเป็น แอนเดรียส ครีเกอร์ นับแต่นั้นมา

ครีเกอร์เคยรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกและมีความรู้สึกคล้ายๆ กับว่าอยากเป็นผู้ชาย และเผยกับ The New York Times เมื่อปี 2004 ว่า รู้สึกดีที่ได้เป็นผู้ชาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่าการถูกหลอกให้ใช้ฮอร์โมนทำให้เขาหมดสิทธิ์ที่จะค้นหาด้วยตัวเองว่าต้องการจะเป็นเพศไหน

การผ่าตัดแปลงเพศของครีเกอร์เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วเยอรมนีและทำให้ประเด็นการใช้สารกระตุ้นของเยอรมันตะวันออกกลายเป็นจุดสนใจอีกครั้ง จนอดีตนักกีฬาหลายคนตัดสินใจออกมาตีแผ่ความจริงต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก

ต่อมาครีเกอร์แต่งงานกับอดีตนักว่ายน้ำของเยอรมันตะวันออกที่เป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ออกมาเปิดเผยการกรณีใช้สารกระตุ้นของอดีตประเทศคอมมิวนิสต์แห่งนี้

ส่วน มานเฟรด อีวาลด์ หัวหน้าโครงการกีฬาเยอรมันตะวันออกและประธานคณะกรรมการโอลิมปิกเยอรมันตะวันออก และมานเฟรด เฮปป์เนอร์ ผู้อำนวยการการแพทย์เยอรมันตะวันออก ที่เกี่ยวข้องกับโครงการโด๊ปนักกีฬา ถูกดำเนินคดีและศาลตัดสินว่าทั้งสองคนร่วมกันทำร้ายร่างกายนักกีฬา รวมทั้งผู้เยาว์โดยเจตนา

ขณะที่ตอนนี้กรณีนักกีฬาข้ามเพศถูกพูดถึงอีกครั้ง หลังจากนิวซีแลนด์ ส่ง ลอเรล ฮับบาร์ด นักกีฬายกน้ำหนักหญิงข้ามเพศ เข้าแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกซึ่งจะจัดขึ้นที่ญี่ปุ่นในเดือน ก.ค.นี้ โดยฮับบาร์ดจะเป็นนักกีฬาข้ามเพศคนแรกที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

การส่งฮับบาร์ดเข้าร่วมครั้งนี้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่ หลังจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (OIC) ออกแนวทางให้นักกีฬาข้ามเพศสามารถแข่งขันในฐานะผู้หญิงได้ หากระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนต่ำกว่า 10 นาโนโมลต่อลิตร เป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือนก่อนการแข่งขันครั้งแรก แต่เมื่อประกาศว่าอัตลักษณ์ทางเพศของคือเพศหญิงแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนเพศกลับในทางกีฬาได้อีกอย่างน้อย 4 ปี

แต่ถึงอย่างนั้นกรณีของฮับบาร์ดก็ก่อให้เกิดคำถามถึงความยุติธรรมสำหรับนักกีฬาหญิงคนอื่น โดยนักวิทยาศาสตร์บางคนบอกว่าแนวทางของ OIC แทบไม่ช่วยลดความได้เปรียบทางชีววิทยาของผู้ที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ในฐานะเพศชาย อาทิ ความหนาแน่นของกระดูกและกล้ามเนื้อ  

และเมื่อเดือน พ.ค. หลังจากฮับบาร์ดผ่านเกณฑ์ให้เข้าร่วมโอลิมปิกที่ญี่ปุ่นแล้ว แอนนา แวนเบลลิงเงน นักยกน้ำหนักของเบลเยียมบอกกับเว็บไซต์ข่าวโอลิมปิกว่า กรณีนี้ไม่ยุติธรรมและเหมือนกับมุกตลกแย่ๆ  

ส่วนกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อคนข้ามเพศบอกว่า กระบวนการเปลี่ยนเพศได้ลดความได้เปรียบนั้นไปแล้ว   

ก่อนหน้านี้การเข้าร่วมแข่งขันยกน้ำหนักหญิงของฮับบาร์ดซึ่งเคยแข่งขันยกน้ำหนักชายก่อนผ่าตัดแปลงเพศในปี 2013 มาแล้ว กลายเป็นประเด็นถกเถียงมาครั้งหนึ่งแล้วในปี 2018

โดยในขณะนั้นสมาพันธ์ยกน้ำหนักออสเตรเลียพยายามขัดขวางไม่ให้ฮับบาร์ดเข้าร่วมการแข่งขัน Commonwealth Games แต่ผู้จัดการแข่งขันยืนยันให้ฮับบาร์ดเข้าร่วมได้ 

และในปี 2019 ที่ฮับบาร์ดได้เหรียญทองในการยกน้ำหนักในการแข่งขันกีฬา Pacific Games ที่ซามัวก็สร้างเสียงวิพาก์วิจารณ์ในประเทศเจ้าภาพมาแล้ว เนื่องจากฮับบาร์ดเอาชนะเจ้าของแชมป์กีฬายกน้ำหนักหญิง Commonwealth Games ของซามัวมาได้

การเข้าร่วมแข่งโอลิมปิกที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ของฮับบาร์ดจึงถูกซามัวเปรียบเทียบว่าไม่ต่างจากการปล่อยให้นักกีฬาใช้ยาโด๊ป  

นอกจากฮับบาร์ดแล้ว ยังมี เชลซี โวล์ฟ นักกีฬาปั่นขักรยาน BMX ข้ามเพศของสหรัฐ ที่จะเดินทางไปโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวด้วย แต่เธอมีชื่อในฐานะนักกีฬาตัวสำรองเท่านั้น ผิดกับกรณีของฮับบาร์ดที่จะเข้าแข่งขันในฐานะตัวจริง

Bundesarchiv, Bild 183-1986-0826-036 / Thieme, Wolfgang

Novavax วัคซีนน้องใหม่จากสหรัฐ ทำไมโลกถึงตั้งตารอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656291

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 19:15 น.

Novavax วัคซีนน้องใหม่จากสหรัฐ ทำไมโลกถึงตั้งตารอวัคซีนต้านโควิด-19 จาก Novavax มีดีอย่างไร ผลข้างเคียงมีหรือไม่

หลังจากทีสัปดาก่อน Novavax ผลการทดลองวัคซีนระยะที่ 3 ที่ทำการทดลองในสหรัฐและเม็กซิโก พบว่ามีประสิทธิภาพในการในการต้านโควิด-19 สูงถึง 90.4%

ด้วยประสิทธิภาพจากการทดลองที่สูงพอๆ กับวัคซีนชนิด mRNA จาก Pfizer และ Moderna ท่ามกลางความต้องการวัคซีนจำนวนมากจากทั่วโลกทำให้ Novavax วัคซีนน้องใหม่จากสหรัฐเป็นวัคซีนอีกหนึ่งตัวที่หลายประเทศกำลังตั้งตารอ และยังได้ร่วมมือกับบรรดาผู้ผลิตวัคซีนรายอื่นๆ เพื่อเตรียมผลิตวัคซีนในต่างแดนแม้จะยังไม่ได้รับการอนุมัติใช้อย่างเป็นทางการ

รู้จัก Novavax

• Novavax (NVX-CoV2373) เป็นวัคซีนต้านโควิด-19 ตัวที่ 4 จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Novavax โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด (Coalition for Epidemic Preparedness Innovations: CEPI)

• บริษัท Novavax ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1987 เพื่อผลิตวัคซีนสำหรับรักษาโรคติดเชื้อไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ อีโบลา ไวรัสอาร์เอสวี และโรคอุบัติใหม่อื่นๆ รวมถึงโควิด-19

• วัคซีนต้านโควิด-19 จาก Novavax ได้ทำการทดลองในผู้ที่มีอายุ 18 ถึง 84 ปี โดยวัคซีนที่ต้องฉีด 2 เข็มห่างกัน 21 วัน และเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 2 ถึง 8 องศาเซลเซียส ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นทดลองระยะที่ 3

• ทั้งนี้ Novavax วางแผนที่จะขออนุมัติใช้วัคซีนในสหรัฐ ยุโรป และประเทศอื่นๆ ภายในสิ้นเดือนกันยายนปีนี้ และตั้งเป้าผลิตวัคซีนให้ได้ 100 ล้านโดสต่อเดือน

เทคโนโลยีในการผลิต

• Novavax เป็นวัคซีนที่ผลิตโดยใช้โปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ (Protein subunit vaccine) เช่นเดียวกับวัคซีน Corbevax จากอินเดีย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่แตกต่างจากวัคซีนต้านโควิด-19 ตัวอื่นๆ ในตลาด

• อย่าง Pfizer และ Moderna เป็นวัคซีนชนิดสารพันธุกรรม (mRNA) ขณะที่ AstraZeneca, Covishield, Johnson & Johnson และ Sputnik V เป็นวัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Recombinant viral vector vaccine) และ Covaxin, Sinovac และ Sinopharm เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine)

• ทั้งนี้ เทคโนโลยีการใช้โปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อเคยนำไปใช้ในการพัฒนาวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี และไข้หวัดใหญ่มาก่อนแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกๆ ที่ใช้กับวัคซีนโควิด-19

การทดลองและประสิทธิภาพ

• Novavax เริ่มทดลองระยะที่ 1 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2020 ในสหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะทดลองในระยะที่ 2 และ 3 ในต่างประเทศ อาทิ อังกฤษ แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย และเม็กซิโก

• เมื่อวันที่ 28 มกราคม Novavax รายงานผลการทดลองเบื้องต้นในอังกฤษพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 กว่า 89% ขณะที่ผลการทดลองในแอฟริกาใต้ซึ่งมีการแพร่ระบาดของสายพันธ์เบตาแสดงประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าอยู่ที่ประมาณ 50-60%

• เมื่อวันที่ 12 มีนาคม Novavax เผยผลการทดลองอีกครั้งว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิม 96.4% และมีประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์อัลฟาอยู่ที่ 86% และประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์เบตา 55% ขณะที่สามารถป้องกันอาการป่วยรุนแรงได้ 100%

• ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายนบริษัทเผยประสิทธิภาพโดยรวมของการทดลองระยะที่ 3 อยู่ที่ 90.4% จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป 29,960 คนใน 119 แห่งในสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก และมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยรุนแรง 100%

• สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปบริษัทประกาศประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ที่ 91%

• รวมถึงมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่กำลังเป็นที่น่ากังวลไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์อัลฟาที่พบครั้งแรกในประเทศอังกฤษ, สายพันธุ์แกมมาที่พบครั้งแรกในบราซิล, สายพันธุ์เบตาที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ และสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดีย

อาการข้างเคียง

• สำหรับผลข้างเคียงที่พบในกลุ่มตัวอย่างจากการทดลองวัคซีนเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปและมักไม่รุนแรง อาทิ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อยล้า เป็นต้น

โลกตั้งตารอ

• ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังรุนแรงประกอบกับความกังวลในการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์กลายพันธุ์ และการขาดแคลนวัคซีนในหลายพื้นที่ทั่วโลกส่งผลให้หลายฝ่ายต้องการให้มีวัคซีนรายอื่นๆ เพื่อมาเพิ่มปริมาณการกระจายวัคซีนไปทั่วโลก และเพิ่มทางเลือกในการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้สูง รวมถึง Novavax

• สำหรับที่ที่มีปริมาณวัคซีนเพียงพอแล้วอย่างเช่นสหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญมองว่านอกจากจะเป็นการเพิ่มทางเลือกในการฉีดวัคซีนแล้วยังอาจนำ Novavax มาใช้เป็นบูสเตอร์ (booster) หรือวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีนที่ฉีดไปแล้ว 2 เข็มก่อนหน้า เพื่อเพิ่มการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

• ทั้งนี้ Novavax ได้ยื่นขึ้นทะเบียนวัคซีนในต่างประเทศอย่างเช่นสภาพยุโรป อังกฤษ อินเดีย และเกาหลีใต้ โดยอาจมีความเป็นไปได้วัคซีนดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติใช้ในต่างต่างประเทศก่อนในสหรัฐ

• นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับบรรดาผู้ผลิตวัคซีนรายอื่นๆ เพื่อผลิตวัคซีนในต่างประเทศ โดยจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดาประกาศว่าได้เซ็นสัญญาเบื้องต้นกับ Novavax เพื่อผลิตวัคซีนในเมืองมอนทรีออล เมื่อวัคซีนดังกล่าวได้รับการอนุมัติโดยกระทรวงสาธารณสุขแคนาดา

• ด้านรัฐบาลอังกฤษเผยเมื่อเดือนมีนาคมว่าได้สั่งซื้อวัคซีนดังกล่าวจำนวน 60 ล้านโดส ซึ่งจะผลิตเองในอังกฤษ ขณะที่สถาบันเซรั่มแห่งอินเดีย (SII) ก็จะผลิตวัคซีน Novavax ภายใต้ชื่อว่า Covovax ในอินเดียเมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐบาลอินเดีย

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP