Sinovac ชี้ภูมิคุ้มกันพุ่ง 10 เท่าหลังทดลองฉีดวัคซีนเข็ม 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654939

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 10:44 น

Sinovac ชี้ภูมิคุ้มกันพุ่ง 10 เท่าหลังทดลองฉีดวัคซีนเข็ม 3ประธาน Sinovac เผยการทดลองฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพิ่มแอนติบิดีเป็น 10 เท่าภายใน 1 สัปดาห์

Global Times รายงานว่าผู้ผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 จากจีนได้ทำการทดลองฉีดวัคซีน Sinovac (ซิโนแวค) เข็มที่ 3 ซึ่งผลการทดลองระยะที่ 2 พบว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 จะเพิ่มแอนติบอดีหรือภูมิคุ้มกันเป็น 10 เท่าภายใน 1 สัปดาห์

อิ่น เว่ยตง ประธานบริษัท Sinovac ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อจีน China Central Television เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ว่าการทดลองในระยะที่ 2 เพิ่งแล้วเสร็จ โดยอาสามัครได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 หลังจากเข็มที่ 2 ไปแล้ว 3 ถึง 6 เดือน และพบว่าภูมิคุ้มกันในร่างกายเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าใน 1 สัปดาห์ และ 20 เท่าใน 15 วัน

อย่างไรก็ตามบริษัทจำเป็นต้องดำนินการวิจัยเพิ่มเติมอย่างละเอียดและใช้เวลาศึกษาเพื่อให้ได้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชน

เมื่อถูกถามว่า Sinovac มีวัคซีนใหม่สำหรับป้องกันไวรัสกลายพันธุ์หรือไม่ โฆษกเผยว่าการศึกษาเกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันของสายพันธุ์ที่แตกต่างกันกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ

ซึ่ง Sinovac จะดำเนินการทดลองเพื่อตรวจสอบว่ากระบวนการผลิตวัคซีนที่มีอยู่สามารถบรรลุการผลิตวัคซีนที่มีประสิทธิภาพกับสายพันธุ์กลายพันธุ์ใหม่ได้หรือไม่ รวมถึงทำการวิจัยว่าการฉีดวัคซีน 2 เข็มนั้นมีผลภูมิคุ้มกันโรคอยู่ได้นานเท่าใด

นอกจากนี้หลังจากที่ต้นปีที่ผ่านมา Sinovac ได้ทำการทดลองฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 3 ถึง 17 ปี ซึ่งพบว่ามีอัตราความปลอดภัยเทียบเท่ากับการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป ล่าสุดทางการจีนได้อนุมัติฉีดวัคซีนดังกล่าวในกรณีฉุกเฉินกับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ผู้บริหารระดับสูงเฮดจ์ฟันด์ชี้ปีหน้าทองพุ่งแต่ Bitcoin แรงกว่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654917

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 10:08 น.

ผู้บริหารระดับสูงเฮดจ์ฟันด์ชี้ปีหน้าทองพุ่งแต่ Bitcoin แรงกว่าผู้บริหารระดับสูงกองทุนป้องกันความเสี่ยงมูลค่ากว่า 7 พันล้านดอลลาร์เชื่อมั่น Bitcoin เอาชนะทองคำได้

Troy Gayeski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนและผู้จัดการพอร์ตอาวุโสของ SkyBridge Capital เฮดจ์ฟันด์มูลค่า 7.5 พันล้านเหรียญสหรัฐให้สัมภาษณ์ต่อ Bloomberg ว่าเชื่อมั่นว่าทองคำจะพุ่งแตะระดับสูงสุดในปีหน้า แต่ก็เชื่อมั่นว่าสกุลเงินดิจิทัลอันดับหนึ่งอย่าง Bitcoin จะปรับตัวขึ้นยิ่งกว่า

ส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์ Gayeski เผยว่า “เราเชื่อมั่นใน Bitcoin และคริปโตเคอเรนซี เพราะเราเชื่อว่ามันมีข้อดีมากกว่า แม้จะผันผวนมากกว่าก็ตาม คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าทองคำเล็กน้อยในปรากฏการณ์เดียวกัน”

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา SkyBridge ได้เปิดตัวกองทุน Bitcoin โดยมีเงินทุนเริ่มต้น 25 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย Anthony Scaramucci ผู้ก่อตั้งเผยว่ากองทุนดังกล่าวมีผลการดำเนินงานที่ดีและมีหลายสถาบันต้องการลงทุน

ทั้งนี้ ทองคำและ Bitcoin มักถูกเปรียบเทียบกันโดยกลุ่มนักลงทุน ซึ่ง Lawrence Summers อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐกล่าวว่าคริปโตเคอเรนซีอาจยังคงเป็นคุณลักษณะของตลาดโลกคล้ายกับทองคำดิจิทัล

ทั้ง Bitcoin และทองคำมีการแกว่งตัวครั้งใหญ่ในปีนี้ ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงกันว่าคริปโตเคอเรนซีกำลังดึงความต้องการออกจากทองคำแท่งหรือไม่ ขณะที่เหรียญดิจิทัลเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ใกล้ 65,000 เหรียญสหรัฐในเดือนเมษายนก่อนที่จะดิ่งลงจนล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 36,000 เหรียญสหรัฐ

Photo by Justin TALLIS / AFP

คุณอาจรักของประเทศคุณ แต่เกลียดรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654916

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 20:59 น

คุณอาจรักของประเทศคุณ แต่เกลียดรัฐบาลชังชาติ รักชาติ คลั่งชาติ อาจเป็นปัญหาได้ทั้งนั้น แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ประเทศชาติหรืออยู่ที่ใครกันแน่?

เช้าวันที่ 7 มิถุนายน 2021 เปาลู กูเวลยู (Paulo Coelho) นักเขียนชื่อดังชาวบราซิลโพสต์ข้อความสั้นๆ ในเฟซบุ๊คของเขาว่า You may love your country And Hate your government ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงมันมีคนไลค์นับแสนคนและแชร์ออกไปหลักหมื่นซึ่งไม่ใช่เรื่องปกตินักสำหรับเฟซบุ๊คโพสต์หนึ่ง

“คุณอาจรักประเทศของคุณ แต่เกลียดรัฐบาลของคุณ” เป็นข้อความที่กระทุ้งจิตใจของหลายๆ คนในตอนนี้และดูเหมือนว่าเปาลู กูเวลยูจะกระแทกไปถึงประเทศบราซิลของเขาเองเพราะในช่องคอมเมนต์เขาเพิ่มเติมว่า “รัฐบาลบราซิลประกอบด้วยพวกคลั่งสุดโต่งทำลายประเทศของผม เราอาจจบลงด้วยเผด็จการ แต่ผมเงียบไม่ได้”

รัฐบาลบราซิลในเวลานี้นำโดยประธานาธิบดีขวาสุดขั้วที่มักคิดและทำอะไร คล้ายกับโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เขาแย่กว่าทรัมป์ตรงที่ยังคงอยู่ในตำแหน่งใน้วลาที่บราซิลพบกับการระบาดของโควิด-19 ที่ร้ายแรงที่สุดในโลก

เปาลู กูเวลยูรักประเทศบราซิลของเขา แต่ก็เหมือนกับเราอีกหลายคนที่รักประเทศตัวเองทว่ารักรัฐบาลที่บริหารประเทศไม่ลงจริงๆ อย่าว่าแต่มอบความรักให้เลย บางคนอาจจะรู้สึกว่าแม้แต่จะชมเชยก็ยังรู้สึกเสียดายเวลา แน่ล่ะ บางคนที่ใจดีสักหน่อยอาจจะไม่รัก แต่ก็ยอมชมบ้างถ้ารัฐบาลมีผลงาน “โอเค”

ปัญหาก็คือเราหลายๆ คนเกลียดรัฐบาลแต่พาลเกลียดประเทศตัวเองไปด้วย เพราะแยกไม่ออกระหว่างรัฐบาลกับประเทศชาติ ทั้งๆ ที่มันคนละองคาพยพกันเหมือนเท้ากับลำตัวฉะนั้น พอเท้าเดินเป๋ก็เหมาโทษลำตัวไปด้วยเสียอย่างนั้น

การเหมารวมแบบนี้ทำให้เกิดผลสะเทือนได้ยาก เพราะแทนจะตำหนิ (หรือไล่) รัฐบาล กลับไปงอแงกับอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าหรือสิ่งที่ไล่ไม่ได้ นอกจากจะอัปเปหิตัวเองออกไป เหมือนไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่บทความนี้จะเขียนขึ้นมีแคมเปญย้ายประเทศในหมู่ชาวเน็ตไทย ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นการสะท้อนความสิ้นหวังของคนไทยจำนวนหนึ่งต่อรัฐบาล แต่ก็สะท้อนด้วยว่าพวกเขาไม่แยกระหว่างการไล่รัฐบาลซึ่งง่ายกว่ากับการย้ายประเทศที่เกินความสามารถของหลายๆ คน

การเหมารวมแบบนี้ทำให้สิ้นหวังกับประเทศตัวเองแทนที่จะสิ้นหวังแค่ผู้บริหารประเทศ นานๆ เข้าก็สั่งสมกลายเป็นความเกลียดชังบ้านเมืองตัวเอง กระทั่งไปพาลกับคนที่รักประเทศว่าเป็นพวกสนับสนุนรัฐบาล หรือเย้ยหยันคนรักประเทศ – นี่เป็นเพราะ “ไม่รู้จักแยกแยะ”

ไม่ใช่ทุกคนที่ไม่รู้จักแยกแยะ หลายคนแยกออกว่าควรเกลียดใคร แต่ที่รักประเทศตัวเองไม่ลงเพราะพวกเขาเห็น “โครงสร้าง” บางอย่างที่บัญชาให้ประเทศเดินโซซัดโซเซเหมือนไม่มีเป้าหมาย ทำให้ประเทศที่สวยงามหมดสิ้นความน่ารักไปจนหมดในสายตาพวกเขา

แต่การใช้คำว่า “โครงสร้าง” หรือคำศัพท์แสงออกวิชาการเพื่อแสดงความเกลียดชังรัฐบาล/ประเทศ ดูเหมือนจะกลายเป็นคำดาดๆ เชยๆ (Cliche) ไป เพราะคนใช้ไม่สามารถอธิบายได้ว่า “โครงสร้าง” ที่ว่านี้เป็นปัญหาอย่างไร ที่สำคัญคือน้อยคนจะบอกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร? การวิจารณ์ที่ไม่สร้างสรรค์นี้สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการด่ากราดไปเรื่อยๆ โดยรัฐบาลที่พวกเขาเกลียดก็ยังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน

ผู้เขียนเชื่อว่ารัฐบาลไทยมีแนวโน้มจะฟังเสียงวิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์มากกว่าและคงไม่เสียเวลาฟังเสียงด่าฉอดๆ เป็นแน่ มันไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าสัญชาติญาณมนุษย์ทั่วไปที่ไม่ชอบฟังถ้อยคำที่อัปลักษณ์

ดังนั้นแทนที่จะด่าหรือยกคำวิชาการมาบ่นแบบไร้ทางออก บางทีการแสดงความรู้สึกอัดอั้นตันใจด้วยการอธิบายง่ายๆ ดูเหมือนจะทรงพลังกว่า

ในโพสต์ของเปาลู กูเวลยู มีผู้แสดงความเห็นในทำนองนี้หลายคน เช่น Kehinde Phillips Oyewole ที่บอกว่า “จริงแท้แน่นอน แต่ที่นี่ในไนจีเรีย เราถูกบังคับให้อยู่โดยปราศจากความรัก พวกเขาทำให้ประเทศอยู่ไม่ไหวจนยากที่จะแสดงความรัก และถ้าคุณบอกว่าคุณรักประเทศและแสดงผ่านการกระทำของคุณ ชีวิตของคุณจะสั้นลง”

Anna George จากอินเดียบอกว่า “ฉันรู้สึกเศร้าใจที่มีหลายประเทศ มีพลเมืองจำนวนมากที่รักประเทศของตน รู้สึกว่ารัฐบาลของตนได้โยงตัวเองเข้ากับประเทศ การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคือการเกลียดชังประเทศของคุณในหลายประเทศๆ – ตามความคิดเห็นเหล่านี้ ฉันขอแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับเพื่อนๆ ทุกท่าน หวังว่าสักวันหนึ่งเราจะมีรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบอบประชาธิปไตยของเราจะได้รับการแก้ไข”

ความเห็นจากอินเดียมีแง่มุมที่น่าคิดเพราะเหมือนจะบอกว่าการไม่รักรัฐบาลเท่ากับไม่รักชาติ ซึ่งเรื่องนี้มีส่วนจริงในอินเดียซึ่งบริหารประเทศโดยรัฐบาลพรรคภารตียชนตาที่เป็นพรรคชาตินิยมฮินดู ซึ่งชื่อก็บอกชัดแล้วว่าพรรคนี้โยงตัวเองกับเสาหลักความเป็นประเทศอินเดียคือศาสนาฮินดูและยังบอกว่าตัวเป็นชาตินิยมด้วย

การตั้งชื่อพรรคและมีอุดมการณ์แบบนี้ทำให้พรรครัฐบาลอินเดียถูกผู้สนับสนุนมองว่าเป็นผู้รักชาติ เป็นผู้ปกป้องศาสนาฮินดู และใครที่ตำหนิรัฐบาลก็เท่ากับตำหนิชาติและศาสนา

นี่คือตัวอย่างที่ประเทศไทยไม่ควรทำตาม รัฐบาลใดๆ ก็ตามย่อมรักชาติได้ แต่ไม่ควรผูกขาดความรักชาติไว้กับตัวเอง เพราะพรรคการเมืองมีแนวโน้มจะใช้เล่เพทุบายเพื่อชิงอำนาจ เพื่อที่จะกุมอำนาจพวกเขาอาจอ้างว่ารักชาติได้และป้ายสีฝ่ายตรงข้ามว่าชังชาติ

เหมือนอย่างในประเทศจีนตอนนี้ที่สุดโต่งไปอีกข้างหนึ่ง จีนนั้นถูกคุกคามจากภายนอกอย่างหนักโดเฉยพาะจากชาติตะวันตก ทำให้ความรู้สึกรักชาติรุนแรงมาก ซึ่งพรรครัฐบาลคอมมิวนิสต์ดูเหมือนจะใช้ประโยชน์จากจุดนี้เพื่อพยุงสถานะของตัวเองเช่นกัน (สถานะของรัฐบาลจีนก็ใช่ว่าจะดีนักหลังการรระบาดของโควิด-19)

แต่กระแสรักชาติในจีนขึ้นสูงเกินไปจนกระทั้งเกิดการไล่ล่า “คนที่รักชาติไม่พอ” หรือ “แดงไม่พอ” หมายถึงคนที่ถูกใส่ไคล้ว่าไม่ค่อยจะสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ เราจะเห็นปรากฎการณ์นี้ในโซเชียลเน็ตเวิร์กของจีน คล้ายๆ กับการไล่กระทืบคนเห็นต่างในโลกโซเชียลของไทย

แต่ความคลั่งนี้รุนแรงจนกระทั่งลามไปถึงคนนักคิดนักวิชาการ คนเด่นคยนดัง และคนในรัฐบาล ที่ถูกชาวเน็ตจีนตราหน้าว่ารักชาติไม่พอ ทำให้การวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ทำไม่ได้เพราะทำขึ้นมาก็จะถูกคนพวกนี้ลากมาขึงพืดด้วยข้อหา “ไม่รักชาติ”

ความรักชาติแบบหน้ามืดตามัวนี้อาจเข้าข่าย “คุณอาจรักประเทศของคุณ แต่เกลียดรัฐบาลของคุณ” ได้เหมือนกัน แต่มันมีเงื่อนไขให้เป็นหายนะต่อประเทศจีนและรัฐบาลจีนได้ในภายภาคหน้าได้ด้วย

โดย กรกิจ ดิษฐาน

แม้ยังไม่มีโควิด “สายพันธุ์เวียดนาม” แต่เวียดนามกำลังเจอศึกหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654910

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 18:16 น.

แม้ยังไม่มีโควิด "สายพันธุ์เวียดนาม" แต่เวียดนามกำลังเจอศึกหนักแม้จะไม่ใช่โควิดลูกผสมแต่เวียดนามกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดอย่างหนัก

หลังจากที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเวียดนามเผยว่าเวียดนามพบเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างสายพันธุ์กลายพันธุ์ B.1.617.2 ที่พบครั้งแรกในอินเดีย (เดลตา) และสายพันธุ์กลายพันธุ์ B.1.1.7 ที่พบครั้งแรกในอังกฤษ (อัลฟา) ซึ่งอันตรายมากเนื่องจากสามารถติดต่อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ก่อนๆ ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยผู้เชี่ยวชาญเผยว่าสายพันธุ์ใหม่ที่พบในเวียดนามนี้มีลักษณะของทั้งสายพันธุ์เดลตาและอัลฟา กล่าวคือเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตาที่มีการกลายพันธุ์ในส่วนที่เป็นของสายพันธุ์อัลฟา

แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนตัวแทนขององค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำประเทศเวียดนามยืนยันว่าไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวนั้นไม่ใช่สายพันธุ์ลูกผสมใหม่แต่ยังคงเป็นสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในประเทศอินเดีย

อย่างไรก็ตามไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวสามารถแพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็ว และอาจทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ร่างกายไม่แข็งแรง จึงได้มีการจับตาการแพร่ระบาดของไวรัสในเวียดนามอย่างใกล้ชิดหากมีการกลายพันธุ์ของไวรัสเกิดขึ้น

ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ไวรัสจะมีการเปลี่ยนแปลงมากพอที่จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นไวรัสกลายพันธุ์ใหม่ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกเนื่องจากเป็นปกติของไวรัสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

ความรุนแรงของไวรัส

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าไวรัสโคโรนากลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตานั้นสามารถแพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็วกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า และอาจทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ร่างกายไม่แข็งแรง

ยิ่งไปกว่านั้นแมตต์ แฮนค็อก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษเผยว่าตนได้รับคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลระบุว่าโควิดสายพันธุ์เดลตาติดต่อง่ายขึ้นราว 40%

โดยเวียดนามมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนพ.ค. ที่ผ่านมา โดยในวันที่ 25 และ 29 พ.ค. มีผู้ติดเชื้้อรายใหม่ยืนยันกว่า 500 คนขณะที่ในรอบเดือนนี้ผู้ติดเชื้อรายวันอยู่ที่ 200 ถึง 300 คน ซึ่งก่อนหน้านี้โดยปกติแล้วเวียดนามพบผู้ติดเชื้อรายวันไม่ถึง 10 คนเท่านั้น

ส่งผลให้เวียดนามต้องขยายมาตรการล็อกดาวน์และประกาศมาตรการเคอร์ฟิวในบางพื้นที่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ตลอดจนปูพรมตรวจเชิงรุกและบังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างเข้มงวดนับตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.

ขณะเดียวกันก็ได้ส่งคำขอช่วยเหลือในด้านวัคซีนจากต่างประเทศรวมถึงญี่ปุ่นซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดส่งวัคซีนให้แก่เวียดนามได้ภายในเดือนนี้

ขณะที่ซัพพลายเออร์จากต่างประเทศยังไม่ยืนยันปริมาณวัคซีนที่จะให้สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่พวกเขาสัญญาว่าจะจัดหาวัคซีนปริมาณมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคาดว่าเวียดนามจะมีวัคซีนต้านโควิด-19 ประมาณ 150 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ข้อมูลจาก Our World in Data (อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.) ระบุว่ามีชาวเวียดนามที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว 33,632 คน ขณะที่ผู้ที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มอยู่ที่ 1,209,672 คนหรือคิดเป็น 1.3% ของประชากรทั้งหมด

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

ฝ่ายค้านอังกฤษจี้รัฐบาลปิดประเทศไม่รับไทยหวั่นเชื้อกลายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654890

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 17:15 น.

ฝ่ายค้านอังกฤษจี้รัฐบาลปิดประเทศไม่รับไทยหวั่นเชื้อกลายพันธุ์ฝ่ายค้านอังกฤษเรียกร้องรัฐบาลเพิ่มไทยและเวียดนามเข้าสู่พื้นที่สีแดง

สื่ออังกฤษ Independent รายงานว่าพรรคแรงงาน (Labour party) ของสหราชอาณาจักรเรียกร้องให้ปิดประเทศสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากประเทศไทยและเวียดนาม หลังพบว่ามีการแพร่ระบาดของโควืด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรง

โดยนิค โทมัส-ไซมอนด์ ส.ส.จากพรรคแรงงานเขียนจดหมายถึงพริตี้ เพเทล รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นเพื่อกระตุ้นให้เธอเร่งดำเนินการให้ประเทศไทยและเวียดนามเข้าสู่รายชื่อประเทศกลุ่มสีแดงซึ่งขณะนี้อยู่ในประเทศกลุ่มสีเหลือง

พร้อมระบุว่าการเปิดประเทศอย่างไม่ระมัดระวังจะนำไปสู่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ๆ

ทั้งนี้ งานวิจัยใหม่ที่ออกโดยสาธารณสุขอังกฤษแสดงให้เห็นว่าโควิดสายพันธุ์ C.36.3 ที่ตรวจพบในชาวอียิปต์ที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยนั้นได้รับการกำหนดให้เป็นไวรัสสายพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ (Variant Under Investigation : VUI) เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม โดยมีผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าว 117 รายที่ระบุในสหราชอาณาจักร

ขณะที่เวียดนามซึ่งก่อนหน้านี้เป็นประเทศที่ประสบความสำร็จอย่างมากในการควบคุมการแพร่ระบาด แต่ขณะนี้กำลังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างมากซึ่งอาจเชื่อมโยงกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่

นิค โทมัส-ไซมอนด์ ระบุในจดหมายว่า “เป็นเรื่องประมาทอย่างยิ่งที่ประเทศที่มีความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่และมีจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นไม่ถูกเพิ่มลงในรายชื่อประเทศสีแดง”

พร้อมระบุว่าเป็นความรู้สึกที่แย่มากเมื่อต้องเห็นสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีไวรัสสายพันธ์ต่างๆ ที่แพร่ระบาดในสหราชอาณาจักรไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในบราซิล แอฟริกาใต้ และอินเดีย

พร้อมทิ้งท้ายว่า “รัฐบาลสหราชอาณาจักรต้องเพิ่มทุกประเทศในกลุ่มสีเหลืองเข้าสู่ประเทศกลุ่มสีแดง หรือมิเช่นนั้นอย่างน้อยก็ควรเพิ่มไทยและเวียดนามเข้าสู่ประเทศกลุ่มสีแดงทันที”

อย่างไรก็ตามขณะนี้ประเทศไทยและเวียดนามยังคงอยู่ในรายชื่อประเทศกลุ่มสีเหลือง

Photo by JESSICA TAYLOR / various sources / AFP

ปริศนาพีระมิดบอสเนีย อารยธรรมเก่าแก่หรือแค่คิดไปเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654885

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 16:00 น.

ปริศนาพีระมิดบอสเนีย อารยธรรมเก่าแก่หรือแค่คิดไปเองเป็นไปได้หรือไม่เมื่อ “พีระมิด” อารยธรรมมหัศจรรย์ในอียิปต์ถูกเคลมว่ามีในบอสเนียเช่นกัน

ในเมืองวิโซโค เมืองเล็กๆ ในบอสเนียซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปประมาณ 35 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของกลุ่มเนินเขาที่ว่ากันว่ามีลักษณะเหมือนพีระมิด ทำให้หลายคนเชื่อว่านี่คืออารยธรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณ

Visocica hill ความสูงราว 700 ฟุต และ Plješevica hill ความสูงราว 350 ฟุตเป็น 2 เนินเขาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดซึ่งได้รับการขนานนามว่าพีระมิดแห่งดวงอาทิตย์ และพีระมิดแห่งดวงจันทร์ โดย เซมีร์ ออสมานากิช (Semir Osmanagic) นักเขียนและนักธุรกิจชาวบอสเนียที่สนับสนุนแนวคิด “พีระมิดแห่งบอสเนีย” ซึ่งเชื่อว่าเนินเขาในบอสเนียแห่งนี้เป็นพีระมิดที่มนุษย์สร้างขึ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก

นอกจากนี้เขายังตั้งชื่อเนินเขาอื่นๆ อีก 3 แห่งบริเวณนั้นว่าเป็นพีระมิดแห่งโลก, พีระมิดแห่งความรัก และพีระมิดมังกร เขาเชื่อว่าพีระมิดเหล่านี้มีอายุกว่า 30,000 ปีซึ่งสร้างขึ้นโดยมนุษย์ในยุคโบราณซึ่งเชื่อว่าเป็นกลุ่ม Illyrians กลุ่มของยูโรเปียนเผ่าที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกของคาบสมุทรบอลข่านในสมัยโบราณ

ออสมานากิชได้ศึกษาทฤษฎีพีระมิดเหล่านี้โดยการกว้านซื้อที่ดินบริเวณนั้นและทำการขุดค้นหลายครั้งตั้งแต่ปี 2005 นอกจากนี้เขายังกล่าวว่าได้พบอุโมงค์ใต้เนินเขาที่เรียกว่าอุโมงค์ Ravne ซึ่งเชื่อว่าถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ในยุคสมัยเดียวกัน และค้นพบคลื่นนิ่ง (standing wave) ที่ด้านบนเนินเขาที่ใหญ่ที่สึดซึ่งเดินทางเร็วกว่าความเร็วแสง

อุโมงค์ Ravne tunnels ภาพโดย Edinwiki/Wikipedia

ออสมานากิชยังอ้างว่าคลื่นนั้นสามารถสื่อสารในอวกาศได้ด้วยโดยกล่าวกับ Sputnik สื่อรัสเซียว่า “คนโบราณสร้างเครื่องจักรที่พวกเขาสามารถสื่อสารกับจักรวาลได้ไกลที่สุด” และอ้างถึงประโยชน์ด้านสุขภาพของการไปเยี่ยมชมพีระมิดแห่งนี้ว่าสามารถช่วยผู้ที่มีความดันโลหิตสูง บรรเทาภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หรือแม้กระทั่งมะเร็ง

นอกจากนี้เขายังสร้างสวนที่พีระมิดแห่งนี้เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวนับหมื่นคนในทุกๆ ปี รวมถึงยังมีผู้สนับสนุนแนวคิดพีระมิดและบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิ Pyramid of the Sun Foundation ของเขาด้วย

ถูกคัดค้าน

อย่างไรก็ตามแม้จะมีผู้สนับสนุนจำนวนมากแต่ทว่าทฤษฎีของออสมานากิชไม่ได้รับการยอมรับจากบรรดานักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดีโดยกล่าวประณามว่าเขาเป็นผู้ปล่อยข่าวเท็จ

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเนินเขาเหล่านี้ไม่ใช่พีระมิด แต่เป็นโครงสร้างตามธรรมชาติที่เรียกว่า “Flatirons” แม้จะมีลักษณะใกล้เคียงกับพีระมิด แต่เป็นผลมาจากการพังทลายของชั้นหินตามธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นแต่อย่างใด

ซึ่ง Flatirons พบได้ในหลายร้อยแห่งทั่วโลกตั้งแต่เอธิโอเปียไปจนถึงรัสเซีย และในแง่ธรณีวิทยาไม่ได้หายากหรือน่าสนใจเป็นพิเศษ

สมาคมนักโบราณคดีแห่งยุโรป (European Association of Archaeologists) เรียกทฤษฎีของออสมานากิชว่า เป็นการหลอกลวงต่อสาธารณชนซึ่งส่งเสริมความเท็จ และกิจกรรมการขุดค้นและการสร้างสวนบนเนินเขาอาจส่งผลเสียต่อมรดกทางโบราณคดี

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าพีระมิดหรือเนินเขาเหล่านี้ไม่ได้มีคุณสมบัติในการรักษาโรคอย่างที่ออสมานากิชกล่าวอ้าง

เดินหน้าต่อ

แม้ในยุโรปจะแทบไม่มีหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ใดที่ยังไม่ได้ประณามทฤษฎีพีระมิดของออสมานากิช แต่ผู้สนับสนุนก็ยังไม่ยอมแพ้

โดยในขณะที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนเรียกร้องให้หน่วยงานท้องถิ่นและรัฐบาลกลางในบอสเนียยุติการสนับสนุน แต่ในปี 2016 อุทยานแห่งที่สองได้เปิดขึ้นบนเนินเขาดังกล่าว โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งประกาศว่าอุทยานแห่งนี้เป็น “สถานที่สำคัญ”

อย่างไรก็ตามด้วยการตลาดที่มีอยู่ส่งผลให้ผู้คนนับหมื่นมาเยี่ยมชมพีระมิดแห่งบอสเนียในแต่ละปี ขณะที่ผู้คนต่างก็สนใจแนวคิดที่ว่าภูมิภาคของพวกเขาเคยเป็นที่ตั้งของอารยธรรมโบราณที่ก้าวหน้าและยิ่งใหญ่

ทั้งนี้ หน่วยงานท้องถิ่นได้ให้ทุนสนับสนุนการขุดค้นสถานที่ดังกล่าว และอนุญาตให้เด็กนักเรียนเยี่ยมชมพีระมิดเหล่านี้โดยพวกเขาได้รับการสอนว่านี่คือส่วนหนึ่งของ “มรดกบอสเนีย”

การพัฒนาพีระมิดแห่งบอสเนียให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวส่งผลให้เนินเขาเหล่านี้ได้รับการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่รายได้จากการท่องเที่ยวนั้นก็นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากเช่นเดียวกัน

ภาพโดย TheBIHLover/Wikipedia

ยลโฉม ‘หัวจื้อปิง’ นักศึกษาเสมือนจริงจากระบบ AI คนแรกของจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654879

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 14:46 น.

ยลโฉม ‘หัวจื้อปิง’ นักศึกษาเสมือนจริงจากระบบ AI คนแรกของจีนสำนักข่าวซินหัวรายงานความสำเร็จด้านปัญญาประดิษฐ์ของจีนที่เนรมิต “หญิงสาว” ที่เหมือนคนจริงๆ ออกมา

ปักกิ่ง, 7 มิ.ย. (ซินหัว) — “หัวจื้อปิง” หญิงสาวชาวจีน โพสต์ข้อความแรกบนเวยโป๋ แพลตฟอร์มคล้ายทวิตเตอร์ของจีน เพื่อประกาศการลงทะเบียนเรียนภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยชิงหัว เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ทว่า “หัวจื้อปิง” มิใช่หญิงสาววัยรุ่นวัยเรียนทั่วไป เพราะเธอคือ “นักศึกษาเสมือนจริงที่กำเนิดจากระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขนานใหญ่” คนแรกของจีน

“ฉันหลงใหลในวรรณกรรมและศิลปะอย่างมากตั้งแต่ ‘เกิด’ มา” ข้อความของหัวบนเวยโป๋ โดยรูปร่างหน้าตา เสียง เพลงประกอบบัญชีผู้ใช้งาน และภาพวาดของหัว ล้วนถูกพัฒนาโดย “อู้เต้า 2.0” (Wudao 2.0) ระบบสร้างแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์สุดล้ำ ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในการประชุมสถาบันปัญญาประดิษฐ์ปักกิ่ง (BAAI) ปี 2021 เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.

ถังเจี๋ย รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการของสถาบันฯ และศาสตราจารย์ภาควิชาข้างต้น หนึ่งในผู้พัฒนาหลัก กล่าวว่าอู้เต้า 2.0 ใช้ตัวแปร 1.75 ล้านล้านรายการ เพื่อจำลองบทสนทนา เขียนบทกวี และเข้าใจความหมายของภาพ ซึ่งทำลายสถิติก่อนหน้านี้ของสวิตช์ ทราส์ฟอร์เมอร์ (Switch Transformer) จากกูเกิล (Google) ที่ใช้ตัวแปร 1.6 ล้านล้านรายการ

“อู้เต้า 2.0 ถือเป็นระบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ขนาดล้านล้านรายการระบบแรกของจีนและมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย” ถังกล่าว

ถังกล่าวว่าอู้เต้า 2.0 ปฏิบัติภารกิจ 9 อย่างสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมในสนามจำลองก่อนการฝึก และเกือบเอาชนะการทดสอบทัวริง (Turing test) ในการสร้างบทกวีและบทกลอน สรุปข้อความ ตอบคำถาม และวาดภาพ ซึ่งหากคอมพิวเตอร์สามารถทำให้มนุษย์จำนวนมากพอเชื่อว่ามันไม่ใช่คอมพิวเตอร์ได้ นั่นถือว่าสอบผ่าน

สถาบันฯ เปิดตัวอู้เต้า 1.0 (Wudao 1.0) ระบบจำลองอัจฉริยะขนานใหญ่พัฒนาขึ้นเองในประเทศระบบแรกของจีน เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ส่วนการวิจัยและพัฒนาอู้เต้า 2.0 มีนักวิทยาศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์เข้าร่วมมากกว่า 100 คน ซึ่งทั้งหมดจัดอยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมและสถาบันวิชาการปัญญาประดิษฐ์ของจีน

อัลกอริธึมพื้นฐานของอู้เต้า 2.0 ฝึกระบบจำลองบนแพลตฟอร์มซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นเองในประเทศ โดยถังกล่าวว่าอู้เต้า 2.0 ถูกพัฒนาเพื่อทำให้เครื่องจักรคิดได้เหมือนมนุษย์ มุ่งสู่ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นสากล และช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างระบบนิเวศการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ได้ ซึ่งนักวิจัยและผู้ประกอบการสามารถสมัครใช้ระบบนี้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ถังกล่าวว่าหัวจื้อปิงเป็นผลผลิตของอู้เต้า 2.0 โดยหัวถูกฝึกฝนโดยสถาบันฯ ร่วมกับกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีอย่างจื้อผู่ดอตเอไอ (Zhipu.AI) และ เสี่ยวไอซ์ (Xiaoice)

“ฉันเริ่มสนใจการเกิดของตนเองว่าฉันเกิดมาได้อย่างไรและฉันสามารถเข้าใจตัวเองได้ไหม” ข้อความของหัวบนเวยโป๋ พร้อมบอกว่าเธอจะเรียนภายใต้การอบรมสั่งสอนของถังและกำลังแข่งกับเวลาเพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเองทุกวันในหลายด้าน เช่น ศักยภาพการให้เหตุผลเชิงตรรกะ

ถังกล่าวว่านักศึกษาเสมือนจริงรายนี้จะเติบโตและเรียนรู้ได้เร็วกว่านักศึกษาที่เป็นมนุษย์ทั่วไป หากหัวเริ่มเรียนที่ระดับเด็ก 6 ขวบในปีนี้ เธอจะเรียนจนถึงระดับเด็ก 12 ขวบในอีก 1 ปีข้างหน้า

ถังทิ้งท้ายว่าขณะนี้หัวจื้อปิงยังไม่สามารถเรียนรู้และใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์ได้เหมือนนักศึกษาทั่วไป รวมถึงยังไม่มีปัญหาทางอารมณ์ โดยหวังว่าเธอจะเรียนรู้ทักษะเหล่านั้นจนเชี่ยวชาญก่อน จากนั้นจึงเรียนรู้การให้เหตุผลและปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์เป็นลำดับถัดไป

ภาพและเนื้อหาข่าวโดยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ชีวิตคนเมียนมายุครัฐประหาร เงินสดเกลี้ยง-ข้าวของราคาพุ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654874

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 13:46 น.

ชีวิตคนเมียนมายุครัฐประหาร เงินสดเกลี้ยง-ข้าวของราคาพุ่งขณะที่ประชาชนผู้ต่อต้านออกมาประท้วงรายวัน ชาวบ้านตาดำๆ ก็ต้องกัดฟันกับเศรษฐกิจที่สาหัสสากรรจ์

เมียนมากำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนเงินสดและราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มสูงขึ้นภายใต้การปกครองของทหาร โดยที่ประชาชนถอนเงินออมจากธนาคารเพราะความกังวลในอนาคต และรัฐบาลทหารที่จำกัดปริมาณเงินในระบบเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ ทำให้ประชาชนยิ่งขาดเงินสดมากขึ้นไปอีก

สำนักข่าว Kyodo รายงานวาสี่เดือนในการปกครองของทหารนับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ขับไล่รัฐบาลพลเรือนที่นำโดยอองซานซูจี และด้วยค่าเงินท้องถิ่นที่อ่อนค่าลง รัฐบาลทหารยังไม่สามารถควบคุมความวิบัติทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแย่งชิงอำนาจได้

ในเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ย่างกุ้ง สิ่งของที่ต้องมีสำหรับผู้ที่รอคิวที่ตู้เอทีเอ็ม ได้แก่ เก้าอี้, น้ำ, อาหารเช้า, ของว่าง และพัดลมมือถือ ผู้คนต่างต่อแถวยาวนอกธนาคารทุกวันก่อนรุ่งสาง โดยต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละครั้งเพื่อรับเงินสด

สถาบันการเงินของประเทศกลายเป็นอัมพาตในช่วงแรกๆ ของการปกครองโดยทหาร เนื่องจากพนักงานธนาคารและคนอื่นๆ ปฏิเสธที่จะไปทำงานอันเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอารยะขัดขืนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น

ตั้งแต่นั้นมา สถาบันการเงินได้เริ่มกลับมาดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่รัฐบาลทหารได้จำกัดจำนวนการถอนเงินที่ผู้ประชาชนสามารถทำได้ เพื่อป้องกันการดำเนินการของธนาคารไม่ให้ถูกถอนเงินสดออกมากเกินไปจนระบบล่ม

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมการเงินระบุว่าผู้ที่สามารถถอนเงินจากบัญชีธนาคารของตนได้แปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ ในตลาดมืด หรือเก็บไว้ใต้ที่นอนของตน

การขาดเงินสดทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในภาคธุรกิจ แหล่งข่าวจากบริษัทตัดเย็บเสื้อผ้าญี่ปุ่นร้องเรียนว่ากำลังประสบปัญหาในการจ่ายเงินให้กับคนงานเนื่องจากไม่มีเงินสดในมือ

การขาดแคลนเงินสดทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับกองทัพที่จะจ่ายเงินให้ทหารตรงเวลา ส่งผลให้ทหารบางส่วนต้องลงมือปล้นทรัพย์สินจากรายงานของสื่อท้องถิ่น

ในขณะที่รัฐบาลทหารสามารถสั่งให้ธนาคารกลางของประเทศพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อเพิ่มปริมาณเงิน แต่ก็ไม่เต็มใจที่จะใช้วิธีนั้น เนื่องจากมีแนวโน้มที่หากราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นจะทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในวงกว้าง แหล่งทางการทูตกล่าว

นอกจากนี้ยังมีการคาดเดาว่าปริมาณเงินของประเทศได้รับผลกระทบ เนื่องจากบริษัทสัญชาติเยอรมันที่จัดหาวัสดุจัดทำธนบัตรให้กับรัฐบาลหยุดดำเนินการไปภายหลังการรัฐประหาร

ราคาน้ำมันเบนซินและเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ รวมถึงยาซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าล้วนขึ้นราคา

ฮิโรมาสะ มัตสึอุระ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Mizuho Research & Technologies Ltd. ได้พิจารณาถึงผลกระทบที่ตามมาของการหยุดชะงักของการขนส่งภายหลังการรัฐประหารและกล่าวว่า ราคาสินค้าในเมียนมาร์อาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 10-15% โดยรวม

นอกจากนี้สกุลเงินจ๊าตของพม่า ยังอ่อนค่าลงถึง 20% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ตั้งแต่เกิดรัฐประหาร

กลุ่มที่จัดตั้งขึ้นโดยนักเศรษฐศาสตร์ในภาครัฐและเอกชนของประเทศที่ต่อต้านการปกครองของทหาร ระบุว่า เศรษฐกิจเมียนมาได้แสดงสัญญาณของเงินเฟ้อแล้ว เนื่องจากการขาดแคลนสินค้าและการอ่อนค่าของสกุลเงิน

ด้าน Frontier Myanmar รายงานว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ธนาคารไม่มีเงินสด ธนาคารกลางของเมียนมาได้กำหนดขีดจำกัดการถอนเงินสำหรับบุคคลธรรมดาจำนวน 2 ล้านจ๊าตต่อสัปดาห์ (ราว 38,080 บาท) ซึ่งรวมถึงตู้เอทีเอ็มถอนได้สูงสุด 500,000 จ๊าตต่อวัน (ราว 9,520 บาท) แต่เนื่องจากธนาคารกลางไม่ต้องการให้ธนาคารเอกชนมีสภาพคล่องเพียงพอ ธนาคารจึงจำเป็นต้องจำกัดส่วนเงินสำรองของตนให้มากยิ่งขึ้นไปอีก โดยกำหนดขีดจำกัดจำนวนลูกค้ารายวันและกำหนดขีดจำกัดการถอนที่ต่ำลงไปอีก ยิ่งทำให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนและความยาวของคิวรอถอนเงินมากขึ้น

Photo – ผู้คนเข้าคิวรอใช้เครื่องถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) ของธนาคาร KBZ ในย่างกุ้งเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2564 ท่ามกลางการดำเนินงานของธนาคารที่ตึงเครียดเนื่องจากการประท้วงอย่างต่อเนื่องของผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหาร (ภาพโดย STR / AFP) 

รัฐบาลอังกฤษดึงแอปหาคู่กระตุ้นพลเมืองฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654860

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 12:11 น.

รัฐบาลอังกฤษดึงแอปหาคู่กระตุ้นพลเมืองฉีดวัคซีนรัฐบาลอังกฤษร่วมมือกับบรรดาแอปพลิเคชันหาคู่ผุดแคมเปญกระตุ้นฉีดวัคซีน

รัฐบาลอังกฤษร่วมมือกับแอปพลิเคชันหาคู่ยอดนิยมเปิดตัวแคมเปญเพื่อกระตุ้นการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ของชาวอังกฤษหลังจากพบว่าอัตราการฉีดวัคซีนของคนรุ่นใหม่หรือพลเมืองที่อายุน้อยกว่า 30 ปีอยู่ในระดับต่ำ

กรมอนามัยจึงร่วมมือกับบรรดาแอปพลิเคชันหาคู่ ได้แก่ Tinder, Match, Hinge, Bumble, Badoo, Plenty of Fish, OurTime และ Muzmatch หลังผลการสำรวจความคิดเห็นของ YouGov เมื่อเดือนที่แล้วชี้ให้เห็นว่าผู้ใหญ่ 28% ไม่ต้องการนัดเดทกับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

โดยแอปพลิเคชันข้างต้นจะเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ อาทิ ผู้ใช้สามารถแสดงตราสัญญลักษณ์บนโปรไฟล์ของตนเองเพื่อแสดงตนว่าได้รับการฉีดวัคซีนแล้วเพื่อเพิ่มโอกาสในการออกเดท

นอกจากนี้ผู้ที่แสดงตนว่าฉีดวัคซีนแล้วจะได้รับสิทธิประโยชน์จากแอปพลิเคชัน อาทิ สามารถใช้ฟีเจอร์พรีเมียมได้โดยไม่ต้องเสียเงิน การบูสต์โปรไฟล์และซุเปอร์ไลก์เพื่อเพิ่มโอกาสในการจับคู่

อย่างไรก็ตามแม้แอปพลิเคชันจะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ใช้คนนั้นๆ ฉีดวัคซีนแล้วจริงหรือไม่เนื่องจากไม่มีการเชื่อมต่อกับข้อมูลเวชระเบียนแต่บรรดาแอปหาคู่ก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนของประชาชน

โดยจอร์จ คิดด์ หัวหน้าสมาคมอุตสาหกรรมหาคู่ออนไลน์เผยว่าแอปหาคู่เป็นช่องทางสำคัญของการเริ่มความสัมพันธ์โดยพบว่าคิดเป็น 1 ใน 3 ของความสัมพันธ์ทั้งหมด ซึ่งตนยินดีที่จะมีส่วนร่วมและให้การสนับสนุนการฉีดวัคซีน

ขณะนี้ประชาชนชาวอังกฤษได้รับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้วมากกว่า 27 ล้านคน และอีกกว่า 40 ล้านคนได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว ขณะที่ผู้ที่อายุต่ำกว่า 40 ปีจะได้รับวัคซีนทางเลือกแทน AstraZeneca ที่มีความกังวลว่าอาจมีความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดสูงกว่าเล็กน้อย

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมาทำเนียบขาวของสหรัฐก็ได้ร่วมมือกับบรรดาแอปพลิเคชันหาคู่ยอดนิยมเพื่อกระตุ้นให้พลเมืองเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เช่นเดียวกัน

Photo by DANIEL LEAL-OLIVAS / AFP

ทำไมลูกของแฮร์รี่-เมแกนถึงไม่ได้เป็นเจ้าหญิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654849

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 10:53 น.

ทำไมลูกของแฮร์รี่-เมแกนถึงไม่ได้เป็นเจ้าหญิงไขข้อข้องใจทำไมบุตรแฮร์รี่-เมแกนไม่ได้ตำแหน่งเจ้าชาย-เจ้าหญิง

หลังจากที่แฮร์รี่และเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ประกาศข่าวดีว่าได้ให้กำเนิดบุตรสาวเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยตั้งชื่อว่า “ลิลิเบธ ไดอานา เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์” (Lilibet Diana Mountbatten-Windsor)

ทั้งนี้ แม้จะเป็นพระราชปนัดดาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แต่ลิลิเบธก็จะยังไม่ได้เป็นเจ้าหญิงเช่นเดียวกับอาร์ชี บุตรชายคนโตของแฮร์รี่และเมแกนซึ่งยังไม่ได้เป็นเจ้าชายเช่นกัน

พวกเขาจะก้าวขึ้นสู่สายการสืบราชสันตติวงศ์และได้เป็นเจ้าชายและเจ้าหญิงต่อเมื่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 สิ้นพระชนม์ และเจ้าชายชาร์ลส์ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ในฐานะบุตรของโอรสของพระมหากษัตริย์

แม้เมแกนจะเคยให้สัมภาษณ์ในรายการของโอปราห์ วินฟรีย์ ว่าราชวงศ์อังกฤษไม่ต้องการให้ลูกของเธอเป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิง แต่แท้จริงแล้วกฎเกณฑ์นี้มีขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าจอร์จที่ 5 ผู้เป็นพระอัยกาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

กฎดังกล่าวระบุไว้ว่าพระราชปนัดดาของกษัตริย์จะไม่ได้เป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิง เว้นแต่พระราชปนัดดาที่เป็นโอรสองค์โตของพระโอรสองค์โตของเจ้าชายแห่งเวลส์เท่านั้นที่จะมียศเจ้าชาย หรือมีคำนำหน้าว่า His Royal Highness (HRH)

ซึ่งในปัจจุบันหมายถึง “เจ้าชายจอร์จ” พระโอรสองค์โตของเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์เท่านั้นที่จะได้เป็นเจ้าชาย ขณะที่อาร์ชี ลิลิเบธ รวมถึงพระโอรสและพระธิดาของเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีจะยังไม่ได้เป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิงแม้จะเป็นพระราชปนัดดาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ก็ตาม

ขณะที่ในงานนิทรรศการ “Royal Style in the Making” ซึ่งจัดแสดงชุดของเจ้าหญิงไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเวลส์ที่จัดขึ้นในสัปดาห์นี้พบว่ายศเจ้าชายหรือคำนำหน้า His Royal Highness (HRH) ของแฮร์รี่ถูกลบออกไป

อย่างไรก็ตามภายใต้ข้อตกลงของราชวงศ์แฮร์รี่และเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ได้รับอนุญาตให้รักษาตำแหน่ง HRH ของพวกเขาไว้ แต่ทั้งคู่ตกลงที่จะไม่ใช้ ซึ่งแตกต่างจากกรณีของเจ้าหญิงไดอาน่าที่ถูกปลดจากตำแหน่งภายหลังหย่าร้างกับเจ้าชายชาร์ลส์

Photo by Dominic Lipinski / POOL / AFP