ฉีดวัคซีนเร็วหนุนเศรษฐกิจประเทศรวยกระเตื้อง ตลาดเกิดใหม่ยังชะงัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654325

วันที่ 31 พ.ค. 2564 เวลา 16:36 น

ฉีดวัคซีนเร็วหนุนเศรษฐกิจประเทศรวยโตเกินคาดOECD ปรับแนวโน้มการเติบโตทั่วโลกปี 2021 ให้ดีขึ้น พร้อมกับปรับลดคาดการณ์ของญี่ปุ่น

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ แต่ลดการคาดการณ์สำหรับญี่ปุ่นเนื่องจากญี่ปุ่นพบการติดเชื้อโคโรนาไวรัสเพิ่มและโครงการฉีดวัคซีนที่เชื่องช้า

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายของโลกคาดว่าจะเติบโต 5.8% ในปี 2021 เพิ่มขึ้นจาก 5.6% ที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคมโดยแนวโน้มเศรษฐกิจล่าสุดมีความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนและการใช้จ่ายทางการคลังของรัฐบาลต่างๆ คาดว่าจะช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

“ในประเทศเศรษฐกิจขั้นสูง การฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องได้เริ่มช่วยให้มีกิจกรรมที่ต้องสัมผัสกันมากขึ้น หลังจากถูกระงับโดยมาตรการป้งกันการติดเชื้อ และค่อยๆ เปิดประเทศอีกครั้งอย่างค่อยเป็นค่อยไป” รายงานระบุ

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในปีนี้ยังช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก แต่ OECD เตือนว่าการเติบโตในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายแห่งน่าจะต้องหยุดชะงักลงในช่วงระยะเวลาหนึ่งเนื่องจากการเริ่มฉีดวัคซีนที่ช้า การระบาดของการติดเชื้อ

ในขณะเดียวกันOECD กล่าว การคาดการณ์การเติบโตของญี่ปุ่นถูกปรับลดลงเป็น 2.6% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 2.7% เนื่องจากการนำมาตรการกักกันถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในช่วงต้นปีนี้ทำให้โอกาสในระยะสั้นลดลง

มาตรการฉุกเฉินล่าสุดของญี่ปุ่นที่นำมาใช้ในเดือนเมษายนซึ่งรวมถึงการสั่งให้ร้านอาหารลดเวลาเปิดทำการและหยุดให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ “ดูเหมือนว่าจะไม่เพียงพอที่จะหยุดการแพร่กระจายของเชื้อสายพันธุ์ใหม่ๆ “

นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความคืบหน้าในการรณรงค์ฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นที่ล่าช้าเมื่อเทียบกับประเทศ OECD อื่น ๆ

“ความสำเร็จในการลดการแพร่เชื้อและความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนอาจช่วยให้ฟื้นตัวได้ดีขึ้นในขณะที่การติดเชื้ออย่างต่อเนื่องจะยับยั้งการฟื้นตัวและอาจขัดขวางการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก (ในโตเกียวในช่วงฤดูร้อนนี้) ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ”

เมื่อต้องเผชิญกับการติดเชื้อไวรัสระลอกที่สี่ เมืองหลวงของญี่ปุ่นอยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉินครั้งที่สามตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน มาตรการนี้พร้อมกับมาตรการฉุกเฉินที่ประกาศในจังหวัดที่มีประชากรมากอื่นๆ เช่นโอซาก้ามีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 20 มิถุนายน

ผลการคำนวณโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ณ วันเสาร์แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นซึ่งเริ่มทำการฉีดวัคซีนในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ประชาชนที่ฉีดวัคซีน 1 ครั้งมีจำนวน 6.4% ของประชากรซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 10.6%

OECD ได้ปรับเพิ่มคาดการสำหรับประเทศเศรษฐกิจขั้นสูงอื่นๆ รวมถึงเศรษฐกิจยูโรโซน, อังกฤษ และแคนาดา สหรัฐคาดว่าจะเติบโต 6.9% โดยปรับปรุงขึ้นจากการขยายตัว 6.5% ที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยได้รับการสนับสนุนจาก “นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของการฉีดวัคซีน”

คาดการณ์ว่าการเติบโตในจีนจะอยู่ที่ 8.5% เพิ่มขึ้นจาก 7.8% จากแนวโน้มก่อนหน้านี้เนื่องจาก OECD กล่าวว่าผลผลิตของจีน “ไล่ตามทัน” กับทิศทางที่คาดไว้ก่อนการระบาด การเติบโตในอินเดียอยู่ที่ประมาณ 9.9% ลดลงอย่างรวดเร็วจาก 12.6% เนื่องจากการระบาดของไวรัสอย่างรวดเร็วในปีนี้

OECD กล่าวว่าแม้ว่าแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกจะสดใสขึ้น แต่ความคืบหน้าอยู่ “ในระดับที่แตกต่างกันไปตามแต่เขตเศรษฐกิจต่าง” การที่วัคซีนที่ไม่เพียงพอสำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ก่อให้เกิด “ภัยคุกคามพื้นฐาน” สำหรับประเทศเหล่านี้ (ซึ่งไทยรวมอยู่ในประเทศกลุ่มนี้ด้วย)

“กล่าวโดยรวมก็คือ ตราบใดที่ประชากรส่วนใหญ่ทั่วโลกไม่ได้รับการฉีดวัคซีน พวกเราทุกคนยังคงเสี่ยงต่อการเกิดสายพันธุ์ใหม่ๆ ความเชื่อมั่นอาจถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงจากการล้อคดาวน์เพิ่มเติมและการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ “รายงานกล่าว

สำหรับปี 2565 OECD คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 4.4% โดยปรับขึ้นจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 4.0%

Photo by LOIC VENANCE / AFP

จีนไฟเขียวมีลูก 3 คนแก้ปัญหาประชากรหดตัว-สังคมสูงวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654323

วันที่ 31 พ.ค. 2564 เวลา 16:08 น

จีนไฟเขียวมีลูก 3 คนแก้ปัญหาประชากรหดตัว-สังคมสูงวัยจีนผ่อนปรนนโยบายเพื่อเพิ่มจำนวนประชากรโดยอนุญาตให้คู่รักมีลูกได้ 3 คน

จีนผ่อนปรนนโยบายวางแผนครอบครัวโดยอนุญาตให้คู่รักมีลูกได้ 3 คนหลังการสำรวจสำมะโนประชากรชี้ว่าประชากรของจีนเติบโตในอัตราที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ 1960 และใกล้ข้ามเส้นสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว พร้อมกับจำนวนคนวัยทำงานที่ลดลงอย่างรวดเร็วและทำให้เกิดความกลัวอีกครั้งว่าจะเกิดวิกฤตด้านประชากรศาสตร์

เป็นเวลาเกือบ 40 ปีที่จีนบังคับใช้นโยบายลูกคนเดียวซึ่งเป็นหนึ่งในกฎระเบียบด้านการวางแผนครอบครัวที่เข้มงวดที่สุดในโลก ก่อนที่จะผ่อนปรนเป็นนโยบายลูก 2 คนในปี 2016 เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับแรงงานสูงอายุและเศรษฐกิจที่ซบเซา

แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามส่งเสริมให้คู่รักมีบุตร แต่สำนักงานสถิติแห่งชาติเปิดเผยข้อมูลเมื่อเดือนที่แล้วพบว่าจำนวนการเกิดประจำปีของจีนยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 12 ล้านคนในปี 2020

ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติเผยอัตราการเจริญพันธุ์ หรีอ Fertility Rate ของจีนอยู่ที่ 1.3 ซึ่งต่ำกว่าระดับที่จำเป็นในการรักษาจำนวนประชากรให้คงที่

นอกจากนี้ความสมดุลทางเพศของจีนยังถูกบิดเบือนด้วยนโยบายลูกคนเดียวและความนิยมมีลูกชายซึ่งกระตุ้นให้เกิดการทำแท้งลูกสาว

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีการผ่อนปรนนโยบายลูกคนเดียวไปแล้วแต่ก็ไม่ได้กระตุ้นให้มีการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างที่คาดหวัง เนื่องจากอัตราการแต่งงานที่ลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและผู้หญิงไม่ค่อยต้องการมีลูก

มีการคาดการณ์ว่าประเทศจีนจะมีประชากรสูงอายุถึง 1 ใน 3 ภายในปี 2050 ซึ่งสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อรัฐบาลในการให้เงินบำนาญและการรักษาพยาบาล

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ในประเทศจีนมีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมืองสำหรับประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

Photo by GREG BAKER / AFP

เตือนอาจมีโควิด-26 และโควิด-32 หากยังไม่รู้ต้นตอโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654318

วันที่ 31 พ.ค. 2564 เวลา 15:40 น

เตือนอาจมีโควิด-26 และโควิด-32 หากยังไม่รู้ต้นตอโควิด-19ผู้เชี่ยวชาญเตือนถึงความอันตรายหากยังไม่เร่งหาที่มาของไวรัสโคโรนา พร้อมเรียกร้องกดดันจีนเพื่อเข้าถึงข้อมูลอย่างอิสระ

ดร. ปีเตอร์ โฮเทซ (Peter Hotez) คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อนแห่งวิทยาลัยแพทยศาสตร์เบย์เลอร์ และผู้อำนวยการร่วมของศูนย์พัฒนาวัคซีนแห่งโรงพยาบาลเด็กรัฐเท็กซัสกล่าวในรายการ Meet The Press ของ NBC ว่าอาจเกิดโควิด-26 และโควิด-32 หากเรายังไม่เข้าใจที่มาของโควิด-19 อย่างถ่องแท้

เนื่องจากก่อนหน้านี้มีโรคระบาดเกี่ยวกับทางเดินหายใจใหม่ๆ กำเนิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อย่างในปี 2002 ถึง 2003 มีการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส ต่อมาในปี 2012 มีโรคเมอร์ส และในปี 2019 ก็มีโควิด-19 ดังนั้นอาจมีโควิด-26 และโควิด-32 ในอนาคตก็เป็นได้เว้นแต่เราจะเข้าใจต้นกำเนิดของโรคอย่างถ่องแท้

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐได้มอบมายให้หน่วยข่าวกรองเพิ่มความพยายามในการสืบหาต้นตอของโควิด-19 โดยตรวจสอบว่าไวรัสรั่วไหลจากห้องปฏิบัติการของจีนหรือแพร่จากสัตว์สู่มนุษย์ โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลให้มีความใกล้เคียงกับข้อสรุปมากที่สุด ก่อนรายงานกลับมาอีกครั้งภายในเวลา 90 วัน

ด้านดร. โฮเทซมองว่าการสืบสวนอาจได้ข้อมูลเพิ่มไม่มากนักเนื่องจากก่อนหน้านี้สหรัฐได้ผลักดันการสืบสวนอย่างถึงที่สุดแล้วพร้อมเรียกร้องความร่วมมือระดับโลกโดยเฉพาะจากรัฐบาลจีนในการหาคำตอบของที่มาของโรคโควิด-19

พร้อมเน้นย้ำให้มีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดรวมถึงประชากรค้างคาวและสัตว์ต่างๆ ตลอดจนเรียกร้องให้มีการเก็บข้อมูลในห้องปฏิบัติการของจีนได้อย่างอิสระ เนื่องจากหากไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลโดยสมบูรณ์เราอาจไม่มีวันพบต้นตอของการแพร่ระบาด

“มันมีต้นกำเนิดตามธรรวมชาติมากมาย แต่ทีมวิจัยอิสระ นักวิจัยด้านสาธารณสุข และนักไวรัสวิทยาจะต้องทำงานในประเทศจีนเป็นเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีเพื่อสามารถคลี่คลายต้นกำเนิดของไวรัสได้อย่างกระจ่าง” ดร. โฮเทซกล่าว

พร้อมแนะนำว่าทีมวิจัยจะต้องเข้าไปสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลจากห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบความเป็นไปได้ในการรั่วไหล ตลอดจนเรียกร้องให้มีการกดดันให้จีนเพื่อให้ความร่วมมือในการสืบหาต้นตอโควิด-19 ด้วยความโปร่งใสเพื่อความกระจ่างว่าไวรัสรั่วไหลออกมาจากห้องปฏิบัติการในอู่ฮั่นหรือไม่

แม้ว่าก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลก (WHO) จะเปิดเผยการศึกษาเบื้องต้นซึ่งพบว่าสมมติฐานที่ว่าไวรัสอาจรั่วไหลมาจากห้องปฏิบัติการในอู่ฮั่นนั้นไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง และชี้ว่าเชื้อไวรัสอาจแพร่จากค้างคาวไปยังสัตว์อีกชนิดหนึ่งก่อนที่จะแพร่ระบาดในมนุษย์

Photo by Mohd RASFAN / AFP

จีนล้างบางสตาร์ทอัพติวเตอร์ หลังสีจิ้นผิงชี้เด็กติดติวเกินไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654309

วันที่ 31 พ.ค. 2564 เวลา 14:31 น

จีนล้างบางสตาร์ทอัพติวเตอร์ หลังสีจิ้นผิงชี้เด็กติดติวเกินไปสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าจีนกำลังเพิ่มการปราบปรามภาคการศึกษาออนไลน์โดยบังคับให้บริษัทสตาร์ทอัพด้านการศึกษายอดนิยมต้องชะลอแผนเปิดขายหุ้นครั้งแรกในปีนี้

เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา edtech เป็นหนึ่งในการลงทุนที่ร้อนแรงที่สุดในอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตหลังโควิดของจีนโดยดึงเงินทุนร่วมลงทุนมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้วจากบริษัทชั้นนำเช่น Alibaba Group Holding Ltd. , Tencent Holdings Ltd. และ SoftBank Group Corp. จนกระทั่งรัฐบาลก้าวเข้ามาเล่นด้วย

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงแนะนำในเดือนมีนาคมว่าการสอนพิเศษหลังเลิกเรียนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก และก่อให้เกิดแรงกดดันต่อต่อเด็กๆ ท่าทีของสีจิ้นผิงถือเป็นการส่งสัญญาณถึงความสนใของเขาที่ต้องการจะควบคุมธุรกิจิตวเตอร์ไม่ให้มากเกิพอดี

ท่าทีของสีจิ้นผิงนำสู่คำเตือนในสื่อของรัฐและบทลงโทษที่มุ่งเป้าไปที่การแสวงหาผลประโยชน์จากอาการเสพติดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของประเทศจีน ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการของประเทศจีนมีแผนที่จะสร้างแผนกเฉพาะเพื่อดูแลแพลตฟอร์มการศึกษาเอกชนทั้งหมดเป็นครั้งแรก จากการเปิดเผยข้อมูลของผู้ใกล้ชิดกับเรื่องนี้กับสำนักข่าว Bloomberg

การรณรงค์ของรัฐบาลทำให้การเสนอขายหุ้นขนาดใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นหลายรายการหยุดชะงักไม่ว่าจะเป็น VIPKid และ Huohua Siwei ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Tencent ได้ยกเลิกการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐแม้ว่าจะประสานงานกับกับธนาคารต่างๆ เป็นเวลาหลายเดือนเพื่อเตรียมการในเรื่องนี้ก็ตาม

ส่วน Zuoyebang ที่ลงทุนโดย Alibaba มีแนวโน้มที่จะพลาดเป้าหมายในการเปิดตัวในเร็วๆ นี้ในปี และ Yuanfudao ซึ่งเป็นคู่แข่งที่ได้รับการสนับสนุนจาก Tencent ซึ่งมีมูลค่ามากที่สุดอยู่ที่ 1,550 ล้านดอลลาร์จะไม่เริ่มเตรียมการเสนอขายหุ้น IPO ในเร็วๆ นี้โดยบอกว่ามีปัยหาภายใน ในเดือนนี้เจ้าหน้าจีนจึงได้กำหนดข้อจำกัดมากมายเพื่อควบคุมธุรกิจติวเตอร์ รวมถึงการจำกัดค่าเล่าเรียนหลังเลิกเรียนที่บริษัทสามารถเรียกเก็บได้ และปรับ Yuanfudao และ Zuoyebang สำหรับการอ้างสิทธิ์โฆษณาที่เป็นเท็จ

สื่อจีนยังรายงานว่ามีการสั่งห้ามหลักสูตรออนไลน์สำหรับเด็กอายุ 6 ปีหรือต่ำกว่า ไปจนถึงการจำกัดการบ้าน และการออกใบอนุญาตบังคับสำหรับครูทุกคน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่านโยบายใหม่อาจรวมถึงการสั่งห้ามเรียนช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งจากข้อมูลของ Bloomberg Intelligence การใช้เวลาสุดสัปดาห์คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของการติวส่วนตัว

ธุรกิจเรียนออนไลน์ของจีนยังกลายเป็นภาคที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกโดยมีเงินหมุนเวียนถึง 10,500 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้วซึ่งมากกว่าที่มีเงินลงทุนและหมุนเวียนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาตามรายงานของ บริษัท วิจัย Preqin ตลาดการเรียนรู้ออนไลน์ของจีนคาดว่าจะสูงถึง 315,000 ล้านหยวน (49,500 ล้านดอลลาร์) ในปี 2020 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจากเมื่อห้าปีที่แล้วตามข้อมูลของ Statista ผู้ติดตามข้อมูลตลาดทั่วโลก

เรื่องนี้ อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลของสีจิ้นผิงถึงใช้วิธีการที่ไม่ปกติในการตัดตอรการเติบโตของธุรกิจการศึกษาในประเทศจีน ที่ผ่านมารัฐบาลจีนยังจ้องที่จะลดอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของบริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่อย่าง Tencent และ Alibaba ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมการศึกษาด้วย โดยใช้วิธีการตรวจสอบว่า Tencent และ Alibaba ละเมิดกฎระเบียบหรือไม่และทำการปรับ

Photo by Anthony KWAN / POOL / AFP

นักเศรษฐศาสตร์จีนชี้ถ้า Bitcoin แพร่หลาย ‘เราทุกคนจะตาย นี่ไม่ใช่เรื่องตลก’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654284

วันที่ 31 พ.ค. 2564 เวลา 11:38 น

นักเศรษฐศาสตร์จีนชี้ถ้า Bitcoin แพร่หลาย 'เราทุกคนจะตาย นี่ไม่ใช่เรื่องตลก'นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจากมหาวิทยาลัยเหรินหมินในกรุงปักกิ่งแสดงความเห้นที่น่าประหลาดใจเกี่ยวกับ Bitcoin แต่ก็น่าจะสะท้อนว่าจีนคิดอย่างไรกับเงินคริปโต

ชวีเฉียง (Qu Qiang) นักเศรษฐศาสตร์ชาวจีนและผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันการเงินระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมินได้ทำนายว่า “เราทุกคนจะต้องตาย” หาก Bitcoin ถูกนำมาใช้เป็นสกุลเงินอย่างกว้างขวาง เขาทำนายว่าสังคมของเราตกจะอยู่ใน “เกลียวมรณะของภาวะเงินฝืด” (Deflationary Spiral) และตั้งข้อสังเกตว่า“ สังคมทั้งสังคมกำลังจะหดตัวและระเบิดตัวเอง”

ชวีเฉียงได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CGTN สื่อของทางการจีนเกี่ยวกับ Bitcoin และคลิปการสัมภาษณ์ถูกนมา Twitter เมื่อวันพฤหัสบดีโดยเฮลี เลนนัน (Hailey Lennon) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องคริปโต ในรายการมีผู้ถามชวีเฉียงว่า “คุณช่วยเล่าสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดให้ฟังได้ไหมมัน ถ้า Bitcoin ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในจีนหรือส่วนอื่นๆ ของโลก มันจะทำให้ระบบการเงินในปัจจุบันเกิดภาวะช็อคแบบไหน?”

เขาตอบว่า “ผมบอกคุณได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น…เราทุกคนกำลังจะตาย นี่ไม่ใช่เรื่องตลก” เขาให้เหตุผลว่า Bitcoin มีจำนวนรวมที่จำกัดมากๆ ซึ่งหมายความว่ามันเป็นสกุลเงินเงินฝืด และชี้ว่ามันจะไม่ขยายจำนวนตามการพัฒนาของมนุษย์ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ผลที่ตามก็คือ ถ้ามีการยอมรับ Bitcoin มาใช้ในระบบเศรษฐกิจจริงๆ สังคมของเราจะตกอยู่ใน “เกลียวมรณะของภาวะเงินฝืด” เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า “สังคมทั้งหมดกำลังจะหดตัวและระเบิดในตัวเอง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนท้ายของราชวงศ์หมิงซึ่งตอนนั้นราชวงศ์หมิงขาดแคลนเงิน (silver ซึ่งในยุคนั้นใช้เป็นสกุลเงินในระบบเศรษฐกิจด้วย)”

“เกลียวมรณะของภาวะเงินฝืด” ที่ชสีเฉียงกล่าวถึงคือ Deflationary Spiral หมายถึงปฏิกิริยาของราคาที่ลดลงเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งนำไปสู่การผลิตที่ลดลง, ค่าแรงที่ลดลง, ความต้องการที่ลดลง และทำให้ราคาสินค้าและบริการต่ำลงไปอีกเหมือนเป็นวงจหรือเกลียวที่นำไปสู่ภาวะราคาลดต่ำลง ซึ่งภาวะเงินฝืดเกิดขึ้นเมื่อระดับราคาทั่วไปลดลงเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อซึ่งเป็นช่วงที่ระดับราคาทั่วไปสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีหลายคนแสดงความไม่เห็นด้วยหรือกระทั่งล้อเลียนทัศนะของชวีเฉียง มีผู้ชี้ว่าเขาเปรียบเทียบสถานการณ์ผิด มีชาวเน็ตรายหนึ่งชี้ว่าชวีเฉียงไม่รู้เรื่องราชวงศ์หมิง และอ้างถึงประวัติศาสตร์โลกของ British Museum ที่ระบุว่า “ราชวงศ์หมิง…ออกเงินกระดาษมากเกินไปทำให้เกิดเงินเฟ้อมากเกินไป เมื่อถึงปี 1425 เงินกระดาษมีมูลค่าเพียงหนึ่งในเจ็ดของมูลค่าเดิมและการใช้สกุลเงินกระดาษในจีนถูกระงับ” ดังนั้นปัญหาของราชวงศ์หมิงจึงไม่ใช่ภาวะเงินฝืดแต่เป็นภาวะเงินเฟ้อ

ส่วนเรื่องทัศนะของชวีเฉียงเกี่ยวกับ Bitcoin นั้นยังคงต้องถกเถียงกันต่อไป

Photo by Martin BUREAU / AFP

มาเลย์เตียงไม่พอ หมออาจต้องเลือกผู้ป่วยคนไหนมีโอกาสรอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654276

วันที่ 31 พ.ค. 2564 เวลา 10:52 น

มาเลย์เตียงไม่พอ หมออาจต้องเลือกผู้ป่วยคนไหนมีโอกาสรอดมาเลเซียยอมรับว่าผู้ป่วยหนักบางรายอาจไม่สามารถรักษาในไอซียูเนื่องจากขาดแคลนเตียงรองรับท่ามกลางจำนวนผู้ป่วยโควิดที่สูงเป็นประวัติการณ์

บลูมเบิร์กรายงานว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กำลังวิกฤตในมาเลเซียอาจส่งผลให้แพทย์ต้องจัดสรรเตียงผู้ป่วยหนักให้แก่ผู้ป่วยที่มีโอกาสฟื้นตัวสูงท่ามกลางผู้ป่วยรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์

นูร์ ฮิชาม อับดุลลาห์ อธิบดีกรมอนามัยมาเลเซียระบุว่าขณะนี้จำนวนเตียงไอซียูทั้งในโรงพยาบาล ศูนย์กักกัน และศูนย์บำบัดรักษากำลังลดลงและอาจไม่เพียงพอต่อผู้ป่วยทุกคน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้เตือนถึงสถานการณ์ที่อาจเป็นไปได้ว่าแพทย์อาจต้องตัดสินใจเลือกและลำดับความสำคัญของเตียงไอซียูสำหรับผู้ป่วยที่มีโอกาสฟื้นตัวมากกว่า

นูร์ ฮิชามยังได้กล่าวผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวานนี้ (30 พ.ค.) ว่าขณะนี้มีจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาในห้องไอซียู รวมถึงผู้ที่ได้รับการยืนยันซึ่งอยู่ในระหว่างการสอบสวนและรอผลเกือบ 1,200 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาด

“แม้ว่าจะมีการเพิ่มเตียงไอซียูไปแล้วจำนวนหนึ่ง แต่อัตราการใช้ยังคงเกิน 100% ส่งผลให้ผู้ป่วยหนักบางรายต้องได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยปกติ” เขากล่าวเสริม โดยก่อนหน้านี้ยังได้ระบุว่าการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโควิด-19 กำลังก่อตัวขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. พร้อมเตือนให้ประเทศต่างๆ เตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

ทั้งนี้ การแพร่ระบาดที่รุนแรงครั้งนี้ของมาเลเซียเกิดขึ้นก่อนการล็อกดาวน์ทั่วประเทศเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ทั้งสิ้น 1,144 รายในเดือนพ.ค. และผู้ติดเชื้อรายใหม่ทะลุ 9,000 รายเมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา

Photo by Mohd RASFAN / AFP

กรณีศึกษาเซเชลส์ สูตรฉีดวัคซีนคล้ายไทยแต่ยังเอาโควิดไม่อยู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654242

วันที่ 30 พ.ค. 2564 เวลา 18:32 น

กรณีศึกษาเซเชลส์ สูตรฉีดวัคซีนคล้ายไทยแต่ยังเอาโควิดไม่อยู่ประเทศเซเชลส์มีสูตรการใช้วัคซีนที่คล้ายไทยคือใช้วัคซีนจากจีน (Sinopharm) และวัคซีนสัญชาติบริติช-สวีดิช (AstraZeneca) แต่ยังเอาโควิดไม่อยู่ทั้งๆ ที่มีอัตราฉีดระดับโลก

เซเชลส์ประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรอินเดียกลายเป็นประเทศที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 มากที่สุดในโลก มีสัดส่วนการฉีดประมาณ 71% ของประชาชนที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งครั้งและ 62% ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างครบถ้วน ในจำนวนนี้ 57% ได้รับวัคซีน Sinopharm ของจีนและ 43% ได้รับวัคซีน AstraZeneca

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมพบผู้ติดเชื้อพิ่มขึ้นมาถึง 145 คน (จากเฉลี่ย 40 – 50 คนต่อวันก่อนหน้านี้) ทำให้เซเชลส์ต้องประเทศใช้มาตการล็อคดาวน์บางส่วนอีกครั้งเมื่อราววันที่ 4 เดือนพฤษภาคม แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่ดีขึ้น เพราะพอถึงวันที่ 10 พฤษภาคมกลับพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างมากในเซเชลส์ที่ 257 คน พอถึงวันที่ 13 – 16 พุ่งขึ้นมา 401 คน

คำถามก็คือเกิดความผิดพลาดตรงไหนในโครงการฉีดวัคซีนของเซเชลส์ซึ่งสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก?

เป้าหมายของการฉัดวัคซีนในวงกว้างก็เพื่อทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd immunity) ซึ่งเซเชลส์ก็ต้องการสิ่งนี้เหมือนกับประเทศอื่นๆ และเซเชลส์ทำด้วยการฉีดวัคซีนให้กับจำนวนประชากรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้จนกระทั่งมากที่สุดในโลก แต่เป็นไปได้หรือไม่ว่าการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่อาจไม่สำเร็จเพราะกำหนดสูตรการสร้างภูมิคุ้มหันหมู่ผิดไป (ไม่ใช่เลือกวัคซีนผิด)

ข้อมูลจากนักวิจัยแห่งสถาบัน Kirby Institute ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยทางการแพทย์ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ในออสเตรเลียระบุว่า “ภูมิคุ้มกันหมู่สามารถทำได้ด้วยการฉีดวัคซีนจำนวนมากเท่านั้น ด้วยประสิทธิภาพวัคซีน 90% ต่อการติดเชื้อทั้งหมด ภูมิคุ้มกันของหมู่จะเกิดขึ้นได้โดยการฉีดวัคซีน 66% ของประชากร วัคซีนที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่า 70% ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้และจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด สำหรับการฉีดวัคซีนจำนวนมาก จำเป็นต้องแจกจ่ายอย่างน้อย 60,000 โดสต่อวันเพื่อให้เกิดการควบคุม (การระบาด) อัตราการฉีดวัคซีนที่ช้าลงจะส่งผลให้ประชากรที่อยู่กับโควิด-19 นานขึ้นและมีผู้ป่วยและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น” (ดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ลิ้งก์นี้)

ดังนั้น หากวัคซีนมีประสิทธิภาพต่ำกว่าจำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนมากขึ้น ตัวอย่างเช่นหากใช้วัคซีนที่ได้ผล 60% จะต้องฉีดให้กับประชากรทุกคนหรือ 100% เพื่อให้ได้ภูมิคุ้มกันหมู่ ประสิทธิผลที่ต่ำกว่าและภูมิคุ้มกันของหมู่ที่ต่ำไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ ซึ่งประสิทธิภาพของ Sinopharm คือ 79% AstraZeneca อยู่ที่ประมาณ 62-70% จากการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3

จากรายงานของนักวิจัยแห่งสถาบัน Kirby Institute ประสิทธิภาพวัคซีน 50% ไม่สามารถทำได้, ประสิทธิภาพวัคซีน 60% ต้องฉีดประชากร 100% , ประสิทธิภาพวัคซีน 70% ต้องฉีดประชากร 86%, ประสิทธิภาพวัคซีน 80% ต้องฉีดประชากร 75%, ประสิทธิภาพวัคซีน 90% ต้องฉีดประชากร 66% ประสิทธิภาพวัคซีน 95% ต้องฉีดประชากร 63%

อย่างไรก็ตาม การคำนวณนี้ใช้กับโควิด-19 สายพันธุ์ D614G ที่เป็นสายพันธุ์หลีกที่ระบาดในปี 2020 ซึ่งมีจำนวนการสืบพันธุ์ (R0) เท่ากับ 2.5 ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ติดเชื้อไวรัสจะทำให้คนอื่นติดเชื้อโดยเฉลี่ย 2.5 แต่เชื่อกันว่าสายพันธุ์ B117 ของสหราชอาณาจักรสามารถติดต่อได้มากกว่า 43-90% โดย R0 สูงถึง 4.75 ส่วนสายพันธุ์อินเดีย B1617 คาดว่าจะติดต่อได้มากกว่านั้นอย่างน้อย 50% ซึ่งหมายความว่าอาจมี R0 มากกว่า 7

ประเด็นเรื่องการระบาดของเชื้อกลายพันธุ์จากอินเดียสู่เซเชลส์เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อาจทำให้การฉีดวัคซีนไม่ได้ผลเท่าที่ควรบวกกับที่ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้อยู่แล้ว แต่มีรายงานว่าเซเชลส์พบกับเชื้อสายพันธุ์แอฟริกาใต้ซึ่งมัศักยภาพบั่นทอนประสิทธิภาพของวัคซีนต่างได้พอสมควร โดยเฉพาะกับ AstraZeneca

ในการศึกษาหนึ่งของแอฟริกาใต้แสดงให้เห็นว่า AstraZeneca มีประสิทธิภาพเพียง 0-10% ต่อสายพันธุ์แอฟริกาใต้ ผลก็คือรัฐบาลแอฟริกาใต้หยุดใช้วัคซีนดังกล่าวในเดือนกุมภาพันธ์ ประสิทธิภาพของวัคซีน Sinopharm ต่อสายพันธุ์แอฟริกาใต้ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่การศึกษาในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่าการป้องกันลดลงบางส่วนโดยอิงจากผลการตรวจเลือด

อย่งไรก็ตาม ไม่มีการติดตามผลอย่างครอบคลุมในเซเชลส์ซึ่งไม่ทราบว่าสายพันธุ์แอฟริกาใต้เป็นตัวการหรือไม่ต่อผลของการฉีดวัคซีนขนานใหญ่

อย่างไรก็ตาม แม้เซเชลส์จะต้องใช้มาตรการล็อคดาวน์บางส่วนอีกครั้งแต่ปรากฎว่าในสัปดาห์ท้ายเดือนพฤษภาคมตัวเลขการติดเชื้อลดลงอีกครั้ง และสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าตัวเลขการท่องเที่ยวของเซเชลส์เริ่มกลับมาอีกครั้งหลังการฉีดวัคซีนในวงกว้าง ซึ่งเซเชลส์พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลักเหมือนกับประเทศไทย

ดังนั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าการฉีคซีนในวงกว้างแม้จะยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ (เพราะยังทำไม่ถึงเกณฑ์ประสิทธิภาพวัคซีน/สัดส่วนประชากร) แต่อาจจะสร้างความเชื่อมันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมาท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง

Photo by Sujit Jaiswal / AFP

“อูขันตี” ฤๅษีตนบุญแห่งเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654238

วันที่ 30 พ.ค. 2564 เวลา 16:29 น

"อูขันตี" ฤๅษีตนบุญแห่งเมียนมานักบุญผู้เกิดมาเพื่อค้ำชูพระพุทธศาสนาของเมียนมาในยุคที่ประเทศตกอยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษ

อูขันตี (U Khandi หรือ U Khanti) ฤๅษีตนบุญหรือนักบุญ ชาวพม่า คาดว่าเกิดเมื่อพ.ศ. 2411 ดับขันธ์เมื่อปี 2492 เป็นฤๅษีที่ชาวพม่าเคารพนับถืออย่างมาก อีกทั้งยังมีบารมีสูงส่ง ระดมกำลังผู้คนและเงินทอง ก่อสร้างและบูรณะศาสนสถานมากมาย มีผลงานยิ่งใหญ่เทียบได้กับครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานของอูขันตีในการสร้างบันไดขึ้นภูเขาโปปา สามารถเทียบได้กับการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพของครูบาศรีวิชัย ความอุตสาหะของท่านมหาฤๅษีเป็นที่ยอมรับทั้งในหมู่ชาวพม่าและแม้แต่ “นายอังกฤษ” ไม่เพียงอำนวยความสะดวกงานซ่อมสร้างพุทธสถาน แต่ยังมาพบด้วยตัวเอง เช่น ลอร์ดดัฟเฟอริน อุปราชบริติชอินเดีย เอิร์ลแห่งอังวะ ผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังมาพบท่านด้วยตัวเอง

แต่เดิมนั้น อูขันตีบวชเรียนเป็นพระสงฆ์นานถึง 12 พรรษา แต่แล้วเกิดปณิธานแรงกล้าที่จะบูรณะศาสนสถานที่พังพินทร์ลงในช่วงโกลาหลกลังสิ้นราชวงศ์ แต่ติดที่เป็นพระไม่อาจทำกิจกรรมทางโลกได้สะดวก จึงลาสิกขาแล้วครองเพศเป็นฤๅษี การตัดสินใจของท่านทำให้พระภิกษุพี่ชายไม่พอใจยิ่ง คิดว่าท่านเห็นแก่ความสบายทางโลก จนยอมสละเนกขัมมบารมี จึงไม่ยอมพูดจากับฤๅษีผู้น้องอีกตลอดชีวิต

แม้จะเป็นฤๅษีแล้ว ท่านก็ยังปฏิบัติตราวกับเป็นบรรพชิต ถือพรหมจรรย์เคร่งครัด ถึงจะระดมทุนมากมาย แต่ก็ไม่ยอมใช้เงินเงินทองในทางที่ผิด แม้แต่อุปัฏฐากของท่านก็ไม่ยอมให้บริหารเงิน

ว่ากันว่า “จ้าวฤๅษีอูขันตี” (ยะแตจี อูขันตี) มีอิทธิฤทธิ์อภิญญา สามารถล่องหนหายตัวได้ มีคนเห็นท่านอยู่ที่เชิงเขาด้วยกัน แต่ขณะขึ้นเขากลับเห็นท่านรออยู่ตามลานพักเป็นระยะอยู่ล่วงหน้าแล้ว นอกจากนี้ ยังว่ากันว่า ท่านสามารถเปลี่ยนเงินเป็นทองคำได้ บ้างก็ว่ายามค่ำคืนพวกเทพยดาผีนัต จะพากันมาสักการะท่าน แล้วถวายทองร่วมทำกุศล แม้แต่สายลับอังกฤษได้ข่าวว่าท่านมีฤทธิ์จึงเดินทางมาตรวจสอบ พบว่าท่านเพียงนั่งเฉยๆ วางกล่องบริจาคไว้ตรงหน้า ไม่นานนักทั้งเงินทั้งทองหยองก็เต็มขึ้นมา เพราะมีผู้ทำบุญไม่ขาดสาย แม้ไม่ใช่เรื่องลี้ลับพิสูจน์ไม่ได้ แต่ก็นับเป็นฤทธิ์ในด้านบารมีอย่างหนึ่ง

ผลงานที่ยิ่งใหญ่ของอูขันตีคือการบูรณะภูเขามัณฑเลย์ (มัณตะเลต่อง) ในเมืองมัณฑเลย์ซึ่งมีศาสนสถานสำคัญตั้งอยู่ แต่ถูกทอดทิ้งไปหลังรัชกาลพระเจ้ามินดง แต่อูขันตีผู้เป็นริเริ่มทำให้ผู้คนหันมาสนใจร่ยวมแรงกันบูรณะสถานที่แห่งนี้โดยกระทำในสิ่งที่คล้ายกับการ “นั่งหนัก” ของครูบาศรีวิชัย

ในหนังสือ The Way of the White Clouds ของ “อนาคาริก โควินทะ ลามะ” เล่าไว้ถึงภูเขามัณฑเลย์เอาไว้ว่าถูกทอดทิ้งมานาน “แต่วันหนึ่งมีนักแสวงบุญผู้โดดเดี่ยวผู้ซึ่งหัวใจลุกโชนด้วยเปลวไฟแห่งศรัทธาอันบริสุทธิ์ รู้สึกสลดใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นความสิ้นหวังและความเสื่อมโทรมของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งตามความเชื่อของชาวพม่าพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาครั้งหนึ่งเขาจึงตัดสินใจเพื่ออุทิศชีวิตของเขาให้กับภูเขาศักดิ์สิทธิ์และไม่ละทิ้งไปจนกว่าจะได้รับการบูรณะให้กลับมารุ่งเรืองในอดีต แม้ว่าเขาจะไม่มีสมบัติทางโลกนอกจากบาตรและอาภรณ์สีแดงเข้มของนักพรต”

“(เขา) อยู่ในที่พักพิงของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ทรุดโทรมแห่งหนึ่งและอุทิศตนให้กับการทำสมาธิโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือการดำรงชีวิตของเขา ไม่มีใครสามารถปล้นเขาได้เพราะเขาไม่มีสิ่งใดที่ควรค่าแก่การปล้น ในทางตรงกันข้ามผู้แสวงบุญที่เห็นเขาทำสมาธิเงียบๆ เริ่มนำอาหารมาให้ เมื่อไม่มีผู้แสวงบุญมาเขาก็อดไป เมื่อมีการถวายอาหารเขาก็กิน แต่ทีละน้อยๆ ผู้คนจำนวนมากเข้าๆ ถูกดึงดูดให้ไปเยี่ยมเยือนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมีข่าวแพร่สะพัดว่าฤๅษีตนหนึ่งอาศัยอยู่บนยอดเขาท่ามกลางซากปรักหักพังของศาสนสถานโบราณ”

เล่ากันว่าในยุคอาณานิคม พวกอังกฤษลอยซุงล่องแม่น้ำอิรวะดีผ่านมา แต่มีซุง 2 ท่อนติดอยู่ก้นแม่น้ำ ตอนนั้นอูขันตีอยู่ที่ภูเขามัณฑเลย์จึงขอไม้ซุงนั้นจากพวกอังกฤษเพราะพวกนั้นไม่มีทางกู้ซุงขึ้นมาได้แล้ว พวกอังกฤษก็อนุญาตตามประสงค์ ปรากฎว่าอูขันตีไม่เพียงแต่กู้ซุงขึ้นมาจากก้นแม่น้ำได้แต่ยังลากขึ้นไปบนภูเขามัณฑเลย์อีกด้วย

ซุงทั้งสองนั้นวางอยู่ก่อนแต่มีคนมาแอบถากเนื้อไม้เอาไปทำฟืนหรือไปก่อสร้าง แต่เมื่อจำทำอย่างนั้นมีงูสองตัวปรากฏตัวขึ้นมาคอยเฝ้าไม้ซุงไว้ไม่ให้ใครเข้ามาใกล้ยกเว้นแต่อูขันตีคนเดียว ท่านอูขันตีได้ใช้ไม้ซุงนั้นสร้างหลังคาคลุมพระพุทธรูปชี้พระดัชนีบนภูเขามัณฑเลย์ เมื่อมีไม้เหลืออูขันตีก็นำไม้นั้นมาทำเป็นรูปงูสองตัวเอาไว้คอยคอยพิทักษ์พระพุทธรูป

อูขันตียังมีงานอันยิ่งใหญ่คือการสร้างพระไตรปิฎกหินโดยคัดลอกเนื้อหาจากพระไตรปิฎกหินของพระเจ้ามินดงที่ทรงสร้างไว้เมื่อจุลศักราช 1275 ณ วัดซันดามุนี (จันทมุนี) ทางตะวันตกของภูเขามัณฑเลย์ คนทั่วไปจะคุ้นกับพระไตรปิฎกหินของพระเจ้ามินดงที่วัดแห่งนี้ แต่น้อยคนจะทราบว่ามีฉบับคัดลอกที่สลักบนหินด้วย

พระไตรปิฎกหินฉบับของอูขันตีนั้นแบ่งเป็นพระวินัยปิฎก 395 แผ่น พระสุตันตปิฎก 1,207 แผ่น และพระอภิธรรมปิฎก 170 แผ่น ส่วนใหญ่นั้นถูกส่งไปประดิษฐานตามศาสนสถานในรัฐมอญ ผู้เขียนได้มีโอกาสได้เห็นอยู่ที่พระธาตุชเวซายันสุสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเมืองตะโท่ง รัฐมอญ ซึ่งพระธาตุชเวซายันนั้นท่านอูขันตีได้เป็นผู้ยกฉัตรด้วย

โดย กรกิจ ดิษฐาน เพิ่มเติมจากบทความเรื่อง “อูขันตีฤาษีตนบุญ” ใน Facebook วันที่ 24 พฤษจิกายน 2014

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย Bitcoin กำลังจะเหมือนวิกฤตปี 2017? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654214

วันที่ 30 พ.ค. 2564 เวลา 13:31 น. | รอบโลก

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย Bitcoin กำลังจะเหมือนวิกฤตปี 2017?สภาพการณ์ของตลาดคริปโตและ Bitcoin เหทือนกับวิกฤคตขาลง/ฟองสบู่เมื่อ 4 ปีก่อนเข้าไปทุกที

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม จอช ยังเกอร์ (Josh Younger) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อนุพันธ์อัตราดอกเบี้ยของ JPMorgan Chase ระบุว่าการเทขายสกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี่) ล่าสุดที่ทำให้ Bitcoin ร่วงลงกว่า 50% จากจุดสูงสุดนั้นเหมือนกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับคริปโตเมื่อปี 2017 ที่แสดงอาการถดถอยช่วงปลายตลาดกระทิงก่อนที่จะทรุดลงอย่างหนัก

ยังเกอร์บอกว่าการเพิ่มขึ้นล่าสุดของมูลค่าตลาดสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดนั้นค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าเมื่อรอบปี 2017-2018 แต่การคลายตัวไปสู่ขาลงมีความคล้ายคลึงมากกับช่วงฟองสบู่แตกเมื่อปี 2017-2018

เขาบอกว่าจังหวะและขนาดของขาลง “คล้ายอย่างน่าประหลาด” กับรอบก่อนหน้านี้เ และเช่นเดียวกับในปี 2017 นักลงทุนได้เริ่มกระจายการลงทุนจาก Bitcoin และ Ethereum ไปสู่ Stablecoin และ Altcoins ในขณะที่ความคลั่งไคล้คริปโตยังคงดำเนินต่อไป นักลงทุนกลับยิ่งซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ

ฟองสบู่ปี 2017 – 2018

การล่มสลายของคริปโตในปี 2018 (หรือที่เรียกว่า Bitcoin crash และ Great crypto crash) เป็นการเทขายสกุลเงินดิจิทัลครั้งใหญ่ตั้งแต่เดือนมกราคม 2018 หลังจากบูมเป็นประวัติการณ์ในปี 2017 โดยเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2017: ราคาของ Bitcoin แตะระดับสูงสุดตลอดกาล (ในเวลานั้น) ที่ 19,783.06 ดอลลาร์ในช่วงสั้นๆ

22 ธันวาคม 2017 มูลค่า Bitcoin ลดลงต่ำกว่า 11,000 ดอลลาร์ลดลง 45% จากจุดสูงสุด 12 มกราคม 2018 ท่ามกลางข่าวลือที่ว่าเกาหลีใต้อาจเตรียมห้ามการซื้อขายในสกุลเงินดิจิทัลราคาของ Bitcoin ลดลง 12%

ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ราคาของ Bitcoin ลดลง 65% ภายในเดือนกันยายน 2018 ดัชนี MVIS CryptoCompare Digital Assets 10 ได้สูญเสียมูลค่าไป 80% ทำให้การลดลงของตลาดคริปโตในแง่เปอร์เซ็นต์มากกว่าการระเบิดของฟองสบู่ Dot-com ในปี 2002

ในเดือนพฤศจิกายน 2018 มูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin ลดลงต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2017และราคาของ Bitcoin ลดลงต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ซึ่งคิดเป็นการลดลง 80% จากจุดสูงสุดในเดือนมกราคมปีก่อน ต่อมา Bitcoin แตะระดับต่ำสุดที่ 3,100 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2018

คำเตือนนักเศรษฐศาสตร์

โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2017 กล่าวว่า ” (Bitcoin) เป็นฟองสบู่ที่จะทำให้ผู้คนจำนวนมากพบกับช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นมากมายในขณะที่มันพุ่งขึ้นและดิ่งลง” เขายังชี้ให้เห็นถึงปัญหาของ Bitcoin ที่ใช้โดยอาชญากร ปัญหาการขาดวัตถุประสงค์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และกล่าวว่าควรจะระบุให้เป็นกการกระทำที่ผิดกฎหมาย

พอล ครุกแมน (Paul Krugman) นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลเขียนเมื่อปี 2018 ว่า Bitcoin เป็น “ฟองสบู่ที่ห่อหุ้มด้วยเวทย์มนต์เทคโนภายในรังของอุดมการณ์เสรีนิยม” เขาวิจารณ์ว่ามันเป็นวิธีการชำระเงินที่ช้าและมีราคาแพง ส่วนใหญ่ใช้ในการซื้อสินค้าราคาแพงโดยไม่ต้อง “เชื่อมโยงสู่ความเป็นจริง”

ริชาร์ด เธเลอร์ (Richard Thaler) นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลกล่าวย้ำในเดือนมกราคม 2018 ย้ำถึงความไร้เหตุผลในตลาด Bitcoin ที่นำไปสู่ฟองสบู่ เขาชี้ให้เห็นถึงความไร้เหตุผลโดยยกตัวอย่างของบริษัทที่เพิ่มคำว่า blockchain ในชื่อบริษัทซึ่งทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก ความผันผวนที่สูงมากในราคาของ Bitcoin นั้นเป็นผลมาจากความไม่สมเหตุสมผลตามที่เธเลอร์กล่าว

เดือนเมษายน 2018 ผู้ได้รับรางวัลโนเบล 4 คน ได้แก่เจมส์ เฮคแมน (James Heckman), ธอมัส ซาร์เจน (Thomas Sargent), แองกัส ดีตัน (Angus Deaton) และโอลิเวอร์ ฮาร์ท (Oliver Hart) ได้กล่าวถึง Bitcoin ว่าเป็นฟองสบู่ในงานแถลงข่าวร่วมในปี 2018 ฮาร์ทยังอ้างถึงผลงานของคริสโตเฟอร์ ซิมส์ (Christopher Sims) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่ว่า Bitcoin ไม่มีมูลค่าที่แท้จริง ส่วนเฮคแมนเปรียบเทียบ Bitcoin กับฟองสบู่ทิวลิปในศตวรรษที่ 17 ขณะที่ดีตันชี้ให้เห็นถึงปัญหาการใช้ Bitcoin ของพวกอาชญากร

นูเรียล รูบีนี (Nouriel Roubini) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์กได้เรียก Bitcoin ว่า “โคตรเหง้าของฟองสบู่ทั้งหมด” โดยเขียนว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เป็นรากฐานนั้นมี “อุปสรรคใหญ่ขวางกั้นอยู่” รวมถึงการขาด “โปรโตคอลที่ใช้กันทั่วไปและเป็นสากล” ไม่เหมือนกับตอนที่เปิดใช้งานอินเทอร์เน็ตยุคแรกๆ เขายังชี้ว่า Bitcoin ล้มเหลวในฐานะหน่วยของบัญชีวิธีการชำระเงินและการจัดเก็บมูลค่า และโต้ว่าคนที่บอกว่า Bitcoin ไม่สามารถถดถอนมูลค่าได้นั้นเป็นพวก “ฉ้อโกง”

ฟองสบู่ที่กำลังจะเแตก

ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคมถึง 12 มีนาคม 2020 ราคาของ Bitcoin ลดลง 30% จาก 8,901 ดอลลาร์เหลือ 6,206 ดอลลาร์ แต่แล้วภายในเดือนตุลาคม 2020 Bitcoin มีมูลค่าประมาณ 13,200 ดอลลาร์ และในเดือนพฤศจิกายนของปี 2020 Bitcoin ได้ทะลุจุดสูงสุดตลอดกาลก่อนหน้านี้อีกครั้งที่สูงกว่า 19,000 ดอลลาร์

Bitcoin ซื้อขายสูงกว่า 40,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในวันที่ 8 มกราคม 2021 และถึง 50,000 ดอลลาร์ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2021 เมื่อวันที่ 14 มีนาคมราคาทะลุ 60,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นราคาก็เลี่ยๆ ที่ระดับ 58,000 – 57,0000 ดอลลลาร์จนถึงเดือนพฤษภาคม

จนกระทั่งถึงวันที่ 12 พฤษภาคมราคาก็เริ่มตกลงโดยเริ่มจากราว 49,000 ดอลลาร์ในวันนั้นและลงเรื่อยมาจนถึงวันที่ 19 พฤษภาคมราคาตกลงมาอยู่ที่ 39,000 ดอลลาร์ วันที่ 23 พฤษภาคมอยู่ที่ 34,000 ดอลลาร์และมื่อถึงสิ้นเดือนพฤาภาคมก็ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน พร้อมๆ ที่ความกังวลเรื่องฟองสบู่เริ่มเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

สาเหตุของฟองสบู่แตกปี 2017 – 2018 มาจากความกังวลเรื่องการสั่งห้ามค้าคริปโตของเกาหลีใต้ ซึ่งเทียบได้กับคำสั่งห้ามขุดคริปโตของทางการจีนที่ออกมาในเดือนพฤษภาคม 2021 รวมถึงท่าทีกลับไปกลับมาของอีลอน มัสก์ที่เป็นเหมือนศาสดาพยากรณ์ของวงการคริปโตทำให้ราคายิ่งดิ่งลงหนักขึ้นอีก

Photo by Justin TALLIS / AFP

นักโบราณคดีพบอนุสรณ์สงคราม 4,300 ปีเก่าแก่ที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654208

วันที่ 30 พ.ค. 2564 เวลา 11:16 น. | รอบโลก

นักโบราณคดีพบอนุสรณ์สงคราม 4,300 ปีเก่าแก่ที่สุดในโลกโบราณสถานอายุกว่า 4,000 ปีแห่งนี้อยู่ที่ซีเรีย ถูกทอดทิ้งไปนานหลายปีจนกระทั่งได้รับการศึกษาอีกครั้ง

นักโบราณคดีค้นพบว่ากองดินขนาดมหึมาในเมืองเทล บานัต (Tell Banat) ซีเรียอาจเป็นอนุสรณ์สถานสงครามที่เก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ 2300 ปีก่อนคริสตกาล พบว่าศพของทหารเดินเท้าและรถรบโดยถูกฝังไว้เป็นกลุ่มๆ ภายในอนุสาวรีย์ที่ทำจากดินกองเป็นพูนใหญ่ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าศพที่ถูกฝังเป็นฝ่ายชนะหรือแพ้และเป็นศพทหารจากสงครามอะไร

กองดินใหญ่แห่งนี้มีชื่อว่า “อนุสาวรีย์สีขาว” (White Monument)ซึ่งขุดพบในช่วงทศวรรษที่ 1980 และ 1990 พื้นที่ดังกล่าวจมอยู่ใต้น้ำในปี 1999 โดยการสร้างเขื่อนทิชรินแกั้นแม่น้ำยูเฟรติสและไม่ได้รับการตรวจสอบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งนักโบราณคดีทำการขุดค้นอีกครั้งโดยนักโบราณคดีจาก University of Toronto ประเทศแคนาดา

อนุสาวรีย์สีขาวได้ชื่อนี้มาเพราะมันถูกเคลือบด้วยแร่สีขาวที่เรียกว่ายิปซั่ม แอน พอร์เตอร์ หนึางในหนังวหน้าทีมขุดค้นบอกว่ามันถูกสร้างขึ้นเป็น 3 ชั้น ชั้นแรกคือเนินดินเรียบซึ่งทีมงานไม่สามารถขุดค้นได้เนื่องจากน้ำท่วม ชั้นต่อมาผู้คนได้สร้างกองดินขนาดเล็กขึ้นด้านบนของชั้นแรกซึ่งบรรจุกระดูกมนุษย์เอาไว้ และชั้นที่สามมีการสร้างชานชาลาแบบขั้นบันไดรอบขอบเนิน

ในกองดินนั้นทีมขุดค้นได้พบกระดูกที่ไม่เป็นชิ้นส่วนเป็นอันจำนวนมาก บางชิ้นเป็นของมนุษย์ บางชิ้นเป็นของสัตว์อื่นๆ ที่คล้ายกับลา แต่บางชิ้นยังบอกไม่ได้แน่นอน มีหลุมขุดค้นกลุ่มหนึ่งเก็บซากศพของมนุษย์ที่ถูกฝังด้วยเม็ดแข็งของดินบดอัดซึ่งอาจเป็นอาวุธแบบยิง (กระสุนดินที่ใช้สลิงยิง) ทีมงานระบุว่าซากซพเหล่านี้เป็นทหารเดินเท้า

รายงานการขุดค้นและวิจัยสรุปว่า “การจัดเรียงของกระดูกไม่สอดคล้องกับการกองศพตามยถากรรมตามที่พบในจารึกชัยชนะของชาวเมโสโปเตเมียและแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในภาพ (จารึก) เนื่องจากอนุสาวรีย์สีขาว A ไม่ใช่การฝังศพของคนที่เพิ่งตายเราจึงต้องสันนิษฐานว่าผู้ชนะจะเก็บกระดูกของศัตรูและสร้างอนุสาวรีย์ไว้เป็นเวลานานหลังจากการต่อสู้หรือไม่ แต่เราสรุปได้ว่าอนุสาวรีย์สีขาว A ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ที่เข้าร่วมหรืออาจจะตายในความขัดแย้งในท้องถิ่นไม่ว่าผู้ตายจะเป็นของผู้ชนะหรือผู้พ่ายแพ้ก็ตาม”

สำหรับจารึกชัยชนะของชาวเมโสโปเตเมียที่รายงานนี้เอ่ยถึงคือ Stele of the Vultures (จารึกนกแร้ง) ที่มีภาพจารึกกองศพที่เต็มไปด้วยซากศพศัตรูซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการลงโทษผู้พ่ายแพ้และชัยชนะในจารึกของชาวเมโสโปเตเมีย แสดงให้เห็นว่าชาวเมโสโปเตเมีนจะไม่จัดการกับศพของสัตรูด้วยการสร้างอนุสรณ์สถาน

ในจารึกนกแร้งยังเอ่ยถึงเทพเจ้านินกีรซู (Ningirsu) ที่ให้สัญญากับกษัตริย์เออันนาทุม (Eannatum) ของชาวสุเมเรียนว่า “ซากศพของพวก (ศัตรู) เขาจะกองสุมไปถึงฐานสวรรค์” ซึ่งคำสัญญานี้เกิดขึ้นระวหางการสงครามที่เมืองอุมมา

เนื้อหาและภาพจาก Cambridge University Press: 28 May 2021 เรื่อง “Their corpses will reach the base of heaven”: a third-millennium BC war memorial in northern Mesopotamia?”