เมื่อธุรกิจกีฬาไม่ปราณีกับ Naomi Osaka #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654405

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 17:30 น

เมื่อธุรกิจกีฬาไม่ปราณีกับ Naomi Osakaเมื่อกฎเกณฑ์ของธุรกิจกีฬาสร้างบาดแผลในใจ ไม่เพียงแต่นาโอมิ โอซากะ แต่ยังมีนักกีฬาอีกหลายคนต้องเจ็บปวด

เรียกได้ว่าเป็นข่าวช็อกวงการเมื่อ “นาโอมิ โอซากะ” (Naomi Osaka) นักเทนนิสมือ 2 ของโลกชาวญี่ปุ่นประกาศถอนตัวจากการแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลม เฟรนช์ โอเพ่น 2021 พร้อมประกาศขอวางมือจากการแข่งขันเทนนิสสักระยะด้วยสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ของเธอในขณะนี้ และจะกลับมาลงสนามอีกครั้งเมื่อทุกอย่างดีขึ้น

โดยโอซากะเผยว่าเธอมีภาวะซึมเศร้าตั้งแต่ปี 2018 หลังคว้าแชมป์แกรนด์สแลมในปีนั้น เธอมักกังวลทุกครั้งเมื่อต้องให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนจากทั่วโลกหลังจบเกม และปัญหาครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเธอปฏิเสธการให้สัมภาษณ์หลังเอาชนะแพทริเซีย มาเรีย ทิก จากโรมาเนีย 2 เซ็ตรวดในการแข่งขันเมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมาเพราะกลัวว่าจะมีผลกระทบต่อสภาพจิตใจ

ส่งผลให้โอซากะโดนคาดโทษและถูกปรับเงินจำนวน 15,000 เหรียญสหรัฐหรือกว่า 460,000 บาท ขณะที่ฝ่ายจัดการแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลมทั้ง 4 รายการได้ออกแถลงการณ์ว่าโอซากะกระทำผิดกฎที่ระบุว่านักกีฬาต้องพูดคุยกับสื่อมวลชนหลังจบการแข่งขัน และพฤติกรรมดังกล่าวอาจทำให้เธอโดนโทษปรับที่แพงกว่านี้หรืออาจถูกถอดออกจากการแข่งขันเลยก็ได้

ทั้งนี้ ตามกฎของแกรนด์สแลม 4 รายการทั้ง เฟรนช์ โอเพ่น, ยูเอส โอเพ่น, ออสเตรเลีย โอเพ่น และวิมเบิลดันระบุว่าผู้เล่นจะต้องร่วมพูดคุยกับสื่อภายใน 30 นาทีหลังจบการแข่งขันในแต่ละนัดมิเช่นนั้นจะถูกปรับไม่เกิน 20,000 เหรียญสหรัฐเว้นแต่ผู้เล่นจะได้รับบาดเจ็บ

ขณะที่สมาคมเทนนิสหญิง (WTA) แถลงว่าการพูดคุยกับสื่อหลังการแข่งขันเป็นความรับผิดชอบต่อกีฬาและแฟนๆ ของพวกเขา ทำให้พวกเขามีโอกาสแบ่งปันมุมมองและบอกเล่าเรื่องราว อย่างไรก็ตาม WTA ยินดีที่จะพูดคุยกับโอซากะและผู้เล่นทุกคนเพื่อหารือถึงแนวทางที่จะช่วยสนับสนุนนักกีฬา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อแฟนๆ และสาธารณชน

ในที่สุด โอซากะก็ประกาศถอนตัวออกจากการแข่งขันด้วยตัวเองเพื่อรักษาสภาพจิตใจของเธอแม้ว่าผลการแข่งขันของเธอกำลังไปได้ด้วยดี พร้อมแถลงผ่านทวิตเตอร์ระบุว่าการถอนตัวครั้งนี้เป็นเรื่องที่เธอไม่คาดคิดมาก่อน พร้อมเปิดเผยว่าเธอมีภาวะซึมเศร้ามาตั้งแต่ยูเอส โอเพ่น 2018

“ฉันมีช่วงเวลาที่ยากลำบากมากในการจัดการกับสิ่งนั้น หากใครรู้จักฉันจะรู้ว่าฉันเป็นอินโทรเวิร์ต (Introvert) ใครที่สังเกตฉันในทัวร์นาเมนต์จะเห็นว่าฉันสวมหูฟังตลอดเวลาเพราะมันช่วยลดความวิตกกังวลทางสังคมของฉันได้” โอซากะกล่าว

พร้อมระบุว่านักข่าวใจดีกับเธอเสมอและเธออยากขอโทษกำสิ่งที่เกิดขึ้น เธอไม่ใช่คนชอบพูดในที่สาธารณะและมักเกิดความวิตกกังวลมากมายเมื่อต้องพูดคุยกับสื่อทั่วโลก

“ฉันรู้สึกประหม่ามากและพบว่ามันเครียดที่จะพยายามมีส่วนร่วมและให้คำตอบที่ดีที่สุดกับพวกคุณ”

เธอจึงเลือกที่จะรักษาสภาพจิตใจของตัวเองและปฏิเสธที่จะแถลงข่าวหลังจบการแข่งขัน พร้อมเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าเธอไม่เห็นด้วยกับกฎเกณฑ์ที่บังคับให้นักกีฬาต้องให้สัมภาษณ์ต่อสื่อและมองว่ากฎนั้นค่อนข้างล้าสมัย

พร้อมทิ้งท้ายด้วยการขอโทษและจะกลับมาลงสนามอีกครั้งเมื่อสภาพจิตใจของเธอดีขึ้นแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีแนวทางที่จะทำให้สิ่งต่างๆ ดีขึ้นได้ทั้งต่อนักกีฬา สื่อมวลชน และแฟนๆ

pic.twitter.com/LN2ANnoAYD— NaomiOsaka????? (@naomiosaka) May 31, 2021

ด้านโนวัค ยอโควิช นักเทนนิสมือวางอันดับ 1 ของโลกคนปัจจุบันเผยว่าเขาเข้าใจดีว่างานแถลงข่าวอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกใจและสนุกสำหรับทุกคน โดยเฉพาะหากเราแพ้ในแมตช์นั้น แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของกีฬาและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในทัวร์นาเมนนต์ มันคือสิ่งที่เราจะต้องทำ มิฉะนั้นเราจะถูกปรับ พร้อมมองว่านี่คือเรื่องที่จำเป็นต้องพูดคุยทำความเข้าใจร่วมกันเพื่อให้ผู้เล่นรู้สึกดีขึ้น

ยอโควิชเองก็เคยโดนโทษปรับ 7,500 เหรียญสหรัฐจากการปฏิเสธที่จะพูดคุยกับสื่อหลังถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันยูเอส โอเพ่น 2019

อย่างไรก็ตามโอซากะไม่ใช่นักกีฬาเพียงคนเดียวที่เกิดปัญหาด้านสุขภาพจิต ยกตัวอย่างเช่น ไมเคิล เฟ็ลปส์ นักว่ายน้ำโอลิมปิกชาวอเมริกันที่ได้รับการยกย่องให้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ก็เคยเปิดเผยว่าเขาต่อสู้กับภาวะซึมเศร้าและความคิดที่จะฆ่าตัวตาย และ เควิน เลิฟ นักบาสเก็ตบอลมืออาชีพเคยเกิดอาการแพนิกในระหว่างการแข่งขันเช่นกัน

BizShifts-Trends ได้เปิดเผยบทความด้านมืดของกีฬาโดยระบุว่ากีฬาที่เคยเป็นเรื่องเกม ความสนุก ความบันเทิง ตอนนี้ล้วนกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้และอิทธิพลมหาศาล ตามการวิจัยในปี 2019 พบว่าตลาดกีฬาทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กีฬาช่วยให้ชาติมีความน่าเชื่อถือและยังจุดประกายความขัดแย้งระหว่างประเทศได้อีกด้วย

โลกของกีฬานั้นทรงอิทธิพลมากกว่าที่เคยโดยบทความเรื่องด้านมืดของกีฬา (Dark Side of Sport) โดยโดมินิก ฮอบสันระบุว่ากีฬาคือสงครามที่ไม่มีการยิง มันเกี่ยวกับการสูญเสีย ซึ่งผูกไว้ด้วยความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยา ความโอ้อวด ชัยชนะ การดูหมิ่น ความภาคภูมิใจ ความรักในอำนาจและการครอบงำ จึงเป็นเหตุที่ว่ากีฬามีบางอย่างที่เหมือนกันกับสงคราม

บ่อยครั้งที่การแข่งขันกีฬามีการถุยน้ำลาย สบถ ตะโกน ชกต่อย จ้องเขม็ง หรือแสดงความรุนแรง ซึ่งมันสร้างความเสียหายไม่เพียงแต่ผู้เล่นแต่ผู้ชมก็เช่นกัน

นิวยอร์กไทม์สเปิดเผยข้อมูลจาก Athletes for Hope แสดงให้เห็นว่านักกีฬาระดับหัวกะทิถึง 35% เกิดปัญหาด้านสุขภาพจิตไม่ว่าจะเป็นความเครียด ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความเหนื่อยหน่าย หรือความผิดปกติทางการกิน

Photo by Paul CROCK / AFP

‘เมดอินเวียดนาม’ เมื่อเวียดนามฝันสูงอยากผลิตวัคซีนป้อน COVAX #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654399

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 16:00 น

‘เมดอินเวียดนาม’ เมื่อเวียดนามฝันสูงอยากผลิตวัคซีนป้อน COVAXเวียดนามอยากเป็นผู้ผลิตวัคซีนเอง แต่ขณะเดียวกันมีข่าวว่ารัฐบาลยังขอให้ซัมซุงหาวัคซีนให้พนักงานของตัวเองที่อยู่ในเวียดนามเอง

ท่ามกลางการกลับมาระบาดระลอกใหม่ของ Covid-19 ในอาเซียนและความต้องการวัคซีนที่มีมากขึ้น ทางการเวียดนามประกาศข่าวใหญ่ว่า เวียดนามจะซื้อเทคโนโลยีสำหรับผลิตวัคซีนต้าน Covid-19 และจะตั้งโรงงานผลิตวัคซีนส่งให้โครงการแจกจ่ายวัคซีน COVAX ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ทั้งที่ตอนนี้วัคซีนในประเทศแทบไม่พอใช้

“เวียดนามจะสร้างโรงงานและต้องการขอสิทธิบัตรเพื่อให้ได้ผลิตวัคซีนให้ COVAX ให้ประเทศอื่นๆ รวมทั้งเวียดนามเอง” แถลงการณ์กระทรวงสาธารณสุขระบุ

ทว่า ความฝันของเวียดนามอาจจะยากสักหน่อย เพราะการเจรจาระงับการให้ความคุ้มครองด้านสิทธิบัตรวัคซีนต้าน Covid-19 ที่สหรัฐประกาศหนุนหลังเมื่อเดือนที่แล้ว กับองค์กรการค้าโลก (WTO) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (31 พ.ค.) ล้มเหลว

นั่นหมายความว่า บรรดาประเทศรายได้ปานกลางหรือรายได้ต่ำยังไม่สามารถนำเทคโนโลยีของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ไปผลิตเองได้

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ของบริษัทผู้ผลิตยาเจ้าใหญ่อย่างไฟเซอร์ (Pfizer) ยังมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการระงับการคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพราะไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาขาดแคลนวัคซีนที่ถูกต้องและกังวลเรื่องคุณภาพวัคซีนจากผู้ผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน

อีกอุปสรรคคือ ขณะนี้จำนวนวัคซีนในเวียดนามยังตามหลังเพื่อนบ้าน โดยจนถึงตอนนี้ได้รับวัคซีนเพียง 2.9 ล้านโดส (ได้จาก COVAX 2.6 ล้านโดส) จนต้องเร่งเจรจาและขอความช่วยเหลือผ่านช่องทางการทูต เช่น การขอให้ทูตสหรัฐช่วยให้เข้าถึงวัคซีนของ Pfizer และ Moderna และให้ช่วยเร่งโครงการฉีดวัคซีนของเวียดนาม

ทั้งยังต้องขอให้บรรดาบริษัทต่างชาติที่เข้าไปตั้งฐานการผลิตในเวียดนาม อาทิ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ (Samsung Electronics Co.) และบริษัทอื่นจัดหาวัคซีนต้าน Covid-19 ให้พนักงานของตัวเอง

ด้วยเหตุผลข้างต้น การขอซื้อเทคโนโลยีและขอสิทธิบัตรมาผลิตของเวียดนามเพื่อส่งออกวัคซีนอาจไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้

แต่ถึงอย่างนั้น เวียดนามก็กำลังผลิตวัคซีนของตัวเอง โดยขณะนี้มีบริษัท 4 แห่งที่กำลังวิจัยและเตรียมผลิตวัคซีน “เมดอินเวียดนาม” ได้แก่ บริษัทสำหรับผลิตวัคซีนและชีวภาพหมายเลข 1 (Vabiotech), ศูนย์วิจัยและผลิตวัคซีนและชีววิทยา (Polyvac), สถาบันวัคซีนและชีววิทยาทางการแพทย์ (IVAC) และนาโนเจน ฟาร์มาซูติคอล ไบโอเทคโนโลยี เจเอสซี (Nanogen)

โดย 2 ตัวอยู่ในขั้นตอนการทดลองในมนุษย์ คือ NanoCovax ของ Nanogen ซึ่งอยู่ระหว่างการทดลองในมนุษย์ในระยะที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยการแพทย์ทหารเวียดนามและศูนย์การแพทย์ในจังหวัดเบ๋ญลึก ที่คาดว่าจะสำเร็จในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และจะนำมาใช้ในปี 2022 และ Covivac ของ IVAC ที่อยู่ระหว่างการทดลองในมนุษย์ขั้นที่ 1  

แม้ว่า โด๋หมิ่นสี ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ Nanogen เผยกับ Sydney Morning Herald และ The Age ว่า บริษัทมีศักยภาพในการผลิตวัคซีน 120 ล้านโดสต่อปี และอยู่ระหว่างเจรจาขยายการผลิตกับผู้ผลิตในอินเดียและญี่ปุ่น

ทว่า เหงียนทูอัน ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจากสถาบันวิจัยวูลค็อคในกรุงฮานอยเผยว่า “แม้ว่าวัคซีนจะได้รับการพัฒนาในท้องถิ่นและปลอดภัย แต่การมีทรัพยากรที่เพียงพอในการผลิตจำนวนมากเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเวียดนาม ฉันไม่แน่ใจว่าประเทศจะมีเงินเพียงพอที่จะทำให้มันเกิดขึ้นได้”

และแม้ว่าก่อนหน้านี้เวียดนามจะเคยผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แต่ โรเคียร์ ฟาน ดอร์น นักจุลชีววิทยาชาวดัตช์และผู้อำนวยการหน่วยวิจัยทางคลินิกของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในกรุงฮานอย แสดงความกังวลเรื่องปริมาณการผลิตเช่นเดียวกัน โดยบอกว่า เวียดนามมีศักยภาพในการควบคุมคุณภาพ แต่ปริมาณวัคซีนต้าน Covid-19 ที่ต้องผลิตให้ได้ถึง 200 ล้านโดสนั้น แตกต่างจากจำนวนที่เวียดนามผลิตได้ในตอนนี้

การผลิตวัคซีนส่งมอบให้ COVAX มีกรณีศึกษาของสถาบันเซรุ่มของอินเดีย (SII) เป็นตัวอย่าง 

เดิมที SII ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลก และผู้ได้รับสิทธิ์ในการผลิตวัคซีน Covishield ของ AstraZeneca ให้คำมั่นว่าจะส่งมอบวัคซีน 200 ล้านโดสให้โครงการ COVAX แต่จนถึงวันอังคาร (25 พ.ค.) SII ส่งมอบวัคซีนให้ COVAX เพียง 30 ล้านโดสเท่านั้น

และหลังจากอินเดียพบผู้ติดเชื้อระลอกใหม่วันละกว่า 2 แสนคน ทางการอินเดียก็ประกาศหยุดการส่งออกวัคซีนของ SII ทันทีเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และล่าสุดยังขยายเวลาระงับการส่งออกไปถึงสิ้นปีนี้

ประกาศนี้ทำให้ COVAX ประกาศว่าต้องการวัคซีนต้าน Covid-19 อย่างเร่งด่วนภายในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ 190 ล้านโดสเพื่อนำมาเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไปเนื่องจากอินเดียหยุดส่งออกวัคซีน

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อของเวียดนามแม้จะไม่มากเท่าอินเดีย แต่ก็ยังน่าห่วง เพราะมี Covid-19 สายพันธุ์กลายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในอินเดียระบสดในชุมชน และยังเพิ่งพบสายพันธุ์ลูกผสมระหว่างอินเดียกับอังกฤษซึ่งหวั่นว่าจะแพร่กระจายได้ในอากาศจนทำให้มีผู้ติดเชื่้อเพิ่มขึ้นอีกหลากคุมไม่อยู่

อีกทั้งคนที่ได้รับวัคซีนในเวียดนามยังต่ำตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน จากสถิติของ Bloomberg Vaccine Tracker การฉีดวัควีนของเวียดนามครอบคลุมประชากรเพียง 0.5% เท่านั้น

ดังนั้นหากผลิตวัคซีนได้เองคงต้องสำรองไว้ใช้ในประเทศเป็นอันดับแรก ไม่น่าจะเพียงพอส่งมอบให้ COVAX 

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

จีนเจอผู้ป่วยหวัดนก H10N3 คนแรกของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654406

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 15:01 น

จีนเจอผู้ป่วยหวัดนก H10N3 คนแรกของโลกจีนยืนยันพบผู้ป่วยไข้หวัดนกสายพันธุ์ H10N3 เป็นคนแรกของโลก 

คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน (NHC) ยืนยันพบผู้ป่วยชายวัย 41 ปี ติดเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H10N3 ที่มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของประเทศ โดยเป็นผู้ป่วยรายแรกของโลก 

รายงานของ NHC ระบุว่าผู้ป่วยคนดังกล่าวซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองเจิ้นเจียงของมณฑลเจียงซูเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 28 เม.ย. หลังมีอาการไข้และอาการอื่น และตรวจพบว่าติดเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H10N3 เมื่อวันที่ 28 พ.ค. แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าชายคนดังกล่าวติดเชื้อได้อย่างไร 

ล่าสุดผู้ป่วยอาการดีขึ้นแล้วและเตรียมจะออกจากโรงพยาบาล ส่วนการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยไม่พบผู้ติดเชื้อรายอื่น 

อย่างไรก็ดี NHC ระบุว่า เชื้อ H10N3 เป็นเชื้อที่ไม่รุนแรง และมีความเสี่ยงในการแพร่กระจายเป็นวงกว้างต่ำมาก  

ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศที่พบเชื้อไขหวัดนกหลายสายพันธุ์ โดยบางสายพันธุ์ติดมาสู่คนโดยเฉพาะคนที่ทำงานเกี่ยวกับปศุสัตว์ และมีสายพันธุ์ H7N9 ทำให้มนุษย์เสียชีวิตจำนวนมากเมื่อปี 2016-2017 ถึง 300 ราย

CHINA OUT AFP PHOTO

สื่อวิทยาศาสตร์ระดับโลกตีข่าววัคซีนจุฬา mRNA รายแรกของอาเซียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654378

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 12:29 น

สื่อวิทยาศาสตร์ระดับโลกตีข่าววัคซีนจุฬา mRNA รายแรกของอาเซียนวารสารวิชาการชั้นนำของโลกเผยบทสัมภาษณ์ผู้ผลิตวัคซีนโควิดชนิด mRNA ตัวแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากประเทศไทย

วารสารเนเจอร์ (Nature) หนึ่งในวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกนำเสนอวัคซีนต้านโควิด-19 ที่ผลิตโดยใช้เทคโนโลยี mRNA ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากประเทศไทยซึ่งกำลังจะดำเนินการทดลองในมนุษย์และหากประสบความสำเร็จไทยอาจเป็นซัพพลายเออร์ที่สำคัญของวัคซีน mRNA ในเอเชีย

โดยศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีนคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดเผยถึงการพัฒนาวัคซีนตัวดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “จุฬาคอฟ19” (ChulaCov19) ผลิตโดยใช้เทคโนโลยี mRNA เช่นเดียวกับไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna)

แรงบันดาลใจในการพัฒนาวัคซีน

ศ.นพ.เกียรติ เปิดเผยว่า “ในช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่ H1N1 ในปี 2552-2553 ประเทศไทยต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งปีกว่าจะได้รับวัคซีน เราต้องการพัฒนาและผลิตวัคซีนของเราเองเพื่อที่ว่าเมื่อเกิดการระบาดใหญ่ครั้งใหม่เราจะไม่ต้องรอ เป้าหมายของเราคือผลิตสินค้าให้เพียงพอสำหรับประเทศไทย และอาจรวมถึงเพื่อนบ้านด้วยในราคาที่เหมาะสม”

ทำไมจึงใช้เทคโนโลยี mRNA

ศ.นพ.เกียรติก่อตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยวัคซีนมานานกว่า 10 ปีแล้ว และได้พัฒนวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก โรคฉี่หนู และมะเร็งโดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ มากมาย โดยวัคซีน mRNA ข้อดีคือสามารถผลิตได้เร็วกว่าและสามารถผลิตได้ในปริมาณมาก ซึ่งช่วยลดต้นทุนในระยะยาว และสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วโดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับลำดับจีโนมของไวรัส ซึ่งหมายความว่าเราไม่ต้องรอจนกว่าสายพันธุ์ที่เกิดใหม่จะเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อเริ่มพัฒนาวัคซีนต่อต้านไวรัสเหล่านี้

ความคืบหน้าของโครงการ

จุฬาคอฟ19 ได้แสดงผลลัพธ์ที่น่าพึงพอในในการทดลองในสัตว์ทดลอง ซึ่งได้วางแผนที่จะเริ่มทดลองในมนุษย์ระยะที่ 1 ในเดือนมิถุนายน และกำลังพัฒนาวัคซีนรุ่นต่อไปเพื่อต่อต้านไวรัสสายพันธุ์ B.1.351 และ B.1.1.7 รวมทั้งยังจับตา B.1.617 อย่างใกล้ชิด

แผนการทดลองวัคซีน

การทดลองในระยะที่ 1 จะใช้อาสาสมัครประมาณ 100 คนเพื่อหาขนาดยาที่เหมาะสมเพื่อสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ดี โดยวางแผนที่จะผลิตวัคซีนร่วมกับบริษัท BioNet-Asia ภายในเดือนกันยายน หากคุณภาพและผลลัพธ์ของวัคซีนออกมาเป็นที่น่าพอใจก็หวังว่าจะได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลและนักลงทุน

สำหรับการทดลองในระยะที่ 2 จะทดสอบความสอดคล้องของการตอบสนองในอาสาสมัคร 200-300 คน จากนั้นจึงประเมินความปลอดภัยของวัคซีนในกลุ่มตัวอย่างประมาณ 5,000 คน และเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนจำเป็นต้องดำเนินการทดลองกับอาสาสมัครหลายหมื่นคนในการทดลองระยะที่ 3

อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลก สถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา และองค์กรอื่น ๆ ทั่วโลกกำลังทำงานเพื่อกำหนดระดับของแอนติบอดีที่วัคซีนควรก่อให้เกิดเพื่อให้การป้องกันที่เพียงพอ และสามารถใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนได้โดยไม่ต้องทำการทดลองระยะสุดท้าย เช่นเดียวกับที่ทำกันโดยทั่วไปสำหรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่

ซึ่งขณะนี้ทางศูนย์วิจัยได้ขอให้สิงคโปร์และมาเลเซียส่งตัวอย่างเลือดของผู้ที่ฉีดวัคซีนของไฟเซอร์ (Pfizer) ขณะที่ทางศูนย์วิจัยเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ที่ฉีดวัคซีนของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) และซิโนแวค (Sinovac) ในประเทศไทย

หากพบว่าจุฬาคอฟ19 สร้างภูมิคุ้มกันได้เท่ากันหรือดีกว่าหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศไทยอาจอนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินโดยไม่ต้องมีผลการทดลองระยะที่ 3

Photo by STEPHANE DE SAKUTIN / AFP

ทหารเมียนมาโจมตีทางอากาศตอบโต้กองทัพประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654387

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 11:49 น

ทหารเมียนมาโจมตีทางอากาศตอบโต้กองทัพประชาชนกองกำลังป้องกันประชาชนและกองกำลังรัฐประหารปะทะกันอย่างหนักอีกครั้ง ฝ่ายต่อต้านอ้างสังหารกองทัพเมียนมาทั้งหมดในเมืองเดโมโซ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าทหารของเมียนมาร์ใช้ปืนใหญ่และเฮลิคอปเตอร์เข้าโจมตีกองกำลังติดอาวุธต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทางตะวันออกของประเทศ พยานและฝ่ายต่อต้านกล่าวการโจมตีในวันจันทร์ทำให้ประชาชนต้องหลบหนีจากบ้านเรือนและไปร่วมกับผู้พลัดถิ่นอีกหลายพันคนที่หนีตายจากการสู้รบในภูมิภาคดังกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้

ผู้อยู่อาศัยในรัฐกะยาที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทย กล่าวว่า ทหารกำลังยิงปืนใหญ่จากตำแหน่งภายในลอยก่อเมืองหลวงของรัฐกะยาเข้าไปในเมืองเดโมโซ ซึ่งห่างออกไปประมาณ 14.5 กม. (9 ไมล์) ซึ่งกองกำลังป้องกันประชาชน ( People’s Defence Force) กล่าวว่าได้โจมตีกองกำลังของกองทัพและกำลังถูกยิงอย่างหนัก

กองทัพเมียนมากำลังต่อสู้ในหลายแนวรบและพยายามควบคุมความสงบสั่งนับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. แต่ตอนนี้ก็ยังควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

นอกจากนี้ ความขัดแย้งที่ยาวนานหลายสิบปีระหว่างกองทัพและกองทัพชนกลุ่มน้อยก็ยังปะทุขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่กองกำลังติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรกับรัฐบาลประชาชนได้เพิ่มการโจมตีกองทัพ ซึ่งกองทัพรัฐประหารตอบโต้ด้วยอาวุธหนักและการโจมตีทางอากาศ ทำให้หลายพันคนต้องหลบหนี

“เรามองเห็นปืนใหญ่ของพวกเขาเช่นกัน เราเห็นปืนใหญ่ยิงขึ้นฟ้าเกือบ 50 ครั้งเสียงปืนใหญ่ทำให้เราถึงกับหูอื้อ” ชาวเมืองลอยก่อบอกกับรอยเตอร์โดยขอให้ปิดบังตัวตนเนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัย

ในหน้า Facebook ของกองกำลังป้องกันประชาชนกะเรนนี (Karenni People’s Defence Force) ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธประจำรัฐกะยา กล่าวว่า พวกเขาเข้าปะทะกับกองทัพ ซึ่งกองทัพได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธสองลำเพื่อโจมตีทางอากาศในเย็นวันจันทร์

สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถติดต่อกับกองกำลังดังกล่าวได้ และโฆษกสภาทหารที่ปกครองเมียนมาในขณะนี้ก็ไม่รับสายเพื่อขอความคิดเห็น

การต่อสู้ในรัฐกะยาทำให้ผู้คนราว 37,000 คนในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมาต้องพลัดถิ่นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนหนีเข้าไปในป่าและมีความต้องการอาหารและยา

กองกำลังพลเรือน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ปืนไรเฟิลเท่าที่มีและการฝึกอย่างจำกัด ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในหลายเมืองและภูมิภาคของเมียนมาเพื่อท้าทายกองทัพ และเพื่อสนับสนุนรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ที่รัฐบาลทหารกล่าวหาว่าเป็นการก่อกบฏ

รัฐบาลรัฐประหารตั้งข้อหากับ NUG และกองกำลังป้องกันประชาชนให้เป็นกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งเป็นการป้ายสีที่ใช้สำหรับกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยหลายกลุ่ม

พลเรือนกว่า 800 คนถูกสังหารตั้งแต่การทำรัฐประหาร ตามตัวเลขที่อ้างโดยสหประชาชาติ

มิน ออง หล่าย หัวหน้ารัฐบาลทหาร กล่าวว่า มียอดผู้เสียชีวิตเกือบ 300 คน และกล่าวว่าไม่น่าจะเกิดสงครามกลางเมืองในเมียนมา

เมื่อช่วงสายของวันจันทร์กองกำลังป้องกันเมืองเดโมโซกล่าวในหน้า Facebook ว่ากองกำลังฝ่ายรัฐบาลทั้งหมดถูกสังหารและฝ่ายตนได้รับบาดเจ็บ 1 นาย สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ว่าถูกต้องหรือไม่

ผู้อาศัยอยู่ในเมืองเดโมโซซึ่งไม่ขอให้ระบุตัวตนกล่าวว่าประชากรในเมืองส่วนใหญ่หนีการทิ้งระเบิด

“ชาวเมืองทั้งหมดหนีเข้าป่าไปแล้ว” ผู้อยู่อาศัยในเมืองกล่าว

(สกรีนช็อตนี้จากวิดีโอของ UGC ที่มอบให้ AFPTV จากแหล่งที่ไม่ระบุชื่อและถ่ายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม2021 แสดงให้เห็นนักรบของกองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) ที่กำลังยิงระหว่างการปะทะกันในเมืองปาย รัฐฉาน ซึ่งเจ้าหน้าที่กองกำลังความมั่นคงของเมียนมาร์หลายสิบนายถูกสังหาร สถานีตำรวจถูกฝ่ายต่อต้านยึด จากข้อมูลของฝ่ายต่อต้าน- Photo by Handout / various sources / AFP)

โควิดมาเลย์ระบาดหนัก Toyota-Honda หยุดผลิตชั่วคราว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654386

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 11:46 น

โควิดมาเลย์ระบาดหนัก Toyota-Honda หยุดผลิตชั่วคราวค่ายรถยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นประกาศระงับการผลิตในโรงงานมาเลเซียหลังรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์

Toyota Motor Corp และ Honda Motor Co ผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นประกาศระงับการผลิตที่โรงงานในมาเลเซียชั่วคราวหลังจากที่นายกรัฐมนตรีมูห์ยิดดิน ยัสซิน ของมาเลเซียประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 14 มิถุนายนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทั้งนี้ Toyota ซึ่งผลิตรถยนต์ประมาณ 51,000 คันในมาเลเซียในปีที่ผ่านมาจะระงับการขายและการผลิตในมาเลเซียตั้งแต่วันนี้ (1 มิ.ย.) โดยบริษัทยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะกลับมาผลิตอีกครั้งเมื่อใด

ด้านบริษัท Daihatsu Motor ซึ่งเป็นเครือของ Toyota กล่าวว่าบริษัทจะระงับการผลิตระหว่างวันที่ 1 ถึง 14 มิถุนายน

ขณะที่ Honda กล่าวว่าจะปิดโรงงาน 2 แห่งชั่วคราวระหว่างการล็อกดาวน์โดยคาดว่าจะกลับมาผลิตได้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. เป็นต้นไป ทั้งนี้โรงงานทั้ง 2 แห่งผลิตรถยนต์ได้ประมาณ 100,000 คันต่อปีและรถจักรยานยนต์ประมาณ 300,000 คันต่อปี

อย่างไรก็ตามผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ของญี่ปุ่นก็มีโรงงานผลิตในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้เช่นกัน อาทิ ไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน และหากอัตราการติดเชื้อในประเทศอื่นๆ เพิ่มขึ้นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อาจต้องเผชิญกับความล่าช้าในการผลิตมากขึ้นกว่าเดิม

Photo by Toshifumi KITAMURA / AFP

เปรูปรับยอดตายโควิดเพิ่มเกือบ 3 เท่า ขึ้นแท่นตายสูงสุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654375

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 11:20 น

เปรูปรับยอดตายโควิดเพิ่มเกือบ 3 เท่า ขึ้นแท่นตายสูงสุดในโลกยอดเสียชีวิตจริงของเปรูสูงกว่ายอดที่รายงานเกือบ 3 เท่าจากตัวเลขที่รายงาน กลายเป็นประเทศที่เสียชีวิตต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดในโลก

ทางการเปรูประกาศปรับตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวจากตัวเลขอย่างเป็นทางการเดิมที่ 69,342 คนเป็น 180,764 คน หลังจากปรับเกณฑ์การนับใหม่ตามคำแนะนำของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ส่งผลให้เปรูกลายเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดในโลกคืออยู่ที่ 5,484 คนต่อประชากร 1 ล้านคน

การปรับเปลี่ยนจำนวนผู้เสียชีวิตเนื่องจาก Covid-19 ใหม่เป็นผลมาจากการขาดแคลนการตรวจสอบเพื่อยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตจาก Covid -19 หรือจากสาเหตุอื่นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นไปตามคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจาก Covid -19 ที่แท้จริงสูงกว่าตัวเลขที่ทางการสรุปเอาไว้ค่อนข้างมาก

จากข้อมูลของสำนักข่าว AFP ก่อนหน้านี้เปรูอยู่ในอันดับ 13 ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 มากที่สุดในโลก (2,103 คนต่อประชากร 1 ล้านคน) ส่วนฮังการีที่เคยอยู่อันดับ 1 ขยับลงมาอยู่ที่อันดับ 2 ที่ 3,077 คนต่อประชากร 1 ล้านคน

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลกเคยระบุว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ที่แท้จริงสูงกว่าตัวเลขที่มีการรายงานออกมา

Photo by Diego Ramos / AFP

อีกหนึ่งแบงก์ชาติประสานเสียง Crypto และ Bitcoin น่ากังวล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 10:52 น

อีกหนึ่งแบงก์ชาติประสานเสียง Crypto และ Bitcoin น่ากังวลคริปโตเป็นสิ่งที่สร้างความกังวลอย่างมาก เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางของไอร์แลนด์กล่าว

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เดอร์วิลล์ โรว์แลนด์ (Derville Rowland) หนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางของไอร์แลนด์กล่าว่วาความนิยมที่เพิ่มขึ้นของสกุลเงินดิจิทัล/คริปโตเคอร์เรนซี่อย่างเช่น Bitcoin นั้น “น่ากังวลมาก”

“สินทรัพย์คริปโตเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างเก็งกำไรและไม่มีการควบคุม” และผู้คนควร “ตระหนักดีว่าพวกเขาอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดนั้นไป” ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินของธนาคารกลางกล่าวในการให้สัมภาษณ์

โรว์แลนด์ เป็นผู้ดูแลแผนกในธนาคารกลางของไอร์แลนด์และเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นแผนกที่ตั้งข้อหาและกำหนดค่าปรับจำนวนมากกับบริษัทการเงินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศบางแห่ง การแสดงท่าทีของโรว์แแลนด์เป็นการประสานเสียงร่วมกับนายธนาคารกลางหลายคนที่เตือนเรื่องการลงทุนคริปโต

แอนดรูว์ ไบลีย์ (Andrew Bailey) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศอังกฤษได้เตือนว่า คริปโตเคอร์เรนซี่นั้นไม่มีมูลค่าที่แท้จริง และผู้คนควรซื้อมันหากพวกเขาพร้อมที่จะเสียเงินเท่านั้น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วฮารุฮิโกะ คุโรดะ (Haruhiko Kuroda) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นได้กล่าวเสริมความกังวลโดยสังเกตว่า Bitcoin มีความผันผวน “สูงมากเป็นพิเศษ” ซึ่งมูลค่าของ Bitcoin เพิ่มขึ้นประมาณ 30% เมื่อเทียบเป็นรายปี

ทั้งนี้ คริปโตเคอร์เรนซี่ไม่ใช่การลงทุนดิจิทัลเพียงอย่างเดียวที่ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลไม่สบายใจ ความสนใจยังมุ่งเน้นไปที่ ‘gamification’ ของการลงทุนในหุ้นซึ่งโรว์แลนด์คาดว่าจะกลายเป็นปัญหาสำหรับยุโรปในไม่ช้า

การทำให้การลงทุนหุ้นเป็นเกมส์อย่างหนึ่ง หรือ ‘gamification’ ตัวอย่างเช่นการที่นายหน้าออนไลน์เช่น Robinhood Markets Inc. ได้นำนักลงทุนแมงเม่าจำนวนมากเข้าสู่ตลาดสหรัฐ นักวิจารณ์กล่าวหาว่าพวกเขาเปลี่ยนการซื้อขายเป็นกิจกรรมทางสังคม

หรือกรณีของสมาชิกแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Reddit สร้างความหายนะให้กับหุ้นของบริษัทต่างๆ เช่น GameStop Corp. และ AMC Entertainment Holdings Inc. และนักลงทุนอาจสุ่มเสี่ยงหากพวกเขาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Reddit เป็นที่ขอคำปรึกษาการลงทุน

Photo by KAREN BLEIER / AFP

คองเกรสเตรียมคุยเรื่องยูเอฟโอจากอดีตที่เคยเพิกเฉย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654338

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 09:12 น

คองเกรสเตรียมคุยเรื่องยูเอฟโอจากอดีตที่เคยเพิกเฉยมาถึงจุดที่คองเกรสเตรียมคุยเรื่องยูเอฟโอแล้วทั้งที่เมื่อก่อนรัฐบาลสหรัฐไม่ยอมรับเรื่องนี้เลย

สหรัฐเริ่มจริงจังกับการจับยูเอฟโอ (วัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้) และปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่ปรากฏชื่อมากขึ้นโดยคาดว่าผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติและรัฐมนตรีกลาโหมจะมีการเสนอรายงานเกี่ยวกับยูเอฟโอต่อสภาคองเกรสภายในเดือนนี้

โดยจะเน้นไปที่การพบเห็นยูเอฟโอในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภัยต่อสหรัฐหรือไม่

อันที่จริงสหรัฐจริงจังกับยูเอฟโอมาระยะหนึ่งแล้ว โดยบทความจาก The New Yorker ชี้ว่าหลังจากที่มันเป็นเพียงเรื่องขำขันมาหลายสิบปีแต่สุดท้ายรัฐบาลสหรัฐก็เริ่มยอมรับมันอย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2001 นายแพทย์สตีเวน เอ็ม. เกรียร์ รับตำแหน่งบรรยายที่ National Press Club ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับวัตถุบินที่ไม่ปรากฏชื่อ เขาเชื่อว่ารัฐบาลได้ปิดบังชาวอเมริกันเกี่ยวกับยูเอฟโอมานานแล้ว

เกรียร์ระบุว่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมามียานต่างดาวจำนวนนับไม่ถ้วนในน่านฟ้าโลกของเรา ซึ่งยานอวกาศนอกโลกเหล่านี้ถูกทิ้ง ค้นคืน และศึกษามาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1940 เป็นอย่างน้อย หรืออาจจะเป็นช่วงต้นทศวรรษ 1930

ความคิดที่ว่ามนุษย์ต่างดาวเข้ามาในโลกของเราบ่อยๆ นั้นแพร่หลายในหมู่นักอุตุนิยมวิทยาตั้งแต่ปีหลังสงคราม เมื่อจอร์จ อดัมสกี้ ผู้อพยพชาวโปแลนด์อ้างว่าได้พบปะกับชาวดาวศุกร์ที่ดูใจดีซึ่งถูกรบกวนจากผลกระทบทั้งภายในและระหว่างดาวเคราะห์จากการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์

ในฤดูร้อนปี 1947 มีรายงานว่ายานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวตกใกล้เมืองรอสเวลล์ นิวเม็กซิโก ขณะที่ยังมีทฤษฎีสมคบคิดอีกหลายทฤฎีที่บ่งชี้เกี่ยวกับการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาว แต่นักยูเอฟโอวิทยา (ufologists) อ้างว่าทั้งหมดนี้ถูกปกปิดโดย Majestic 12 ซึ่งเป็นองค์กรลับของรัฐบาลที่จัดประชุมภายใต้คำสั่งของผู้บริหารโดยประธานาธิบดีทรูแมน

นักยูเอฟโอวิทยายังคงมุ่งมั่นต้องการให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลของยูเอฟโอมาตลอด โดยในปี 2009 เกียร์ออกแถลงการณ์พิเศษสำหรับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งระบุว่า “การนิ่งเฉยของประธานาธิบดีรุ่นก่อนหน้าคุณนำไปสู่วิกฤต”

ขณะที่คำตอบของโอบามายังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ในปี 2011 นักยูเอฟโอวิทยาได้ยื่นคำร้องต่อทำเนียบขาวอีก 2 ครั้ง แต่สำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตอบว่าไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า “การปรากฏตัวของมนุษย์ต่างดาวได้ติดต่อหรือมีส่วนร่วมกับสมาชิกคนใดของเผ่าพันธุ์มนุษย์”

เลสลี่ คีน นักเขียนคนหนึ่งเคยเขียนหนังสือเรื่อง “UFOs: Generals, Pilots, and Government Officials Go on the Record” ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2010 โดยส่วนหนึ่งของเนื้อหาระบุว่า “รัฐบาลสหรัฐมักเพิกเฉยต่อยูเอฟโอ และเมื่อถูกกดดันก็จะออกคำอธิบายเท็จ ความเฉยเมยนั้นเป็นความไม่รับผิดชอบและอาจเป็นอันตรายได้”

ในปี 2017 คีนผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับยูเอฟโอเปิดเผยว่าเพนตากอนได้ปกปิดเรื่องราวเกี่ยวกับยูเอฟโอมาเป็น 10 ปีแล้ว พร้อมระบุถึงวิดีโอ 2 รายการซึ่งบันทึกโดยกองทัพเรือเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกอธิบายว่าเป็น “ปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่ระบุชื่อ” (ยูเอพี)

ตั้งแต่นั้นมามีการเปิดเผยต่อสาธารณชนถึงความสับสนเกี่ยวกับยูเอฟโอและยูเอพีมากขึ้น โดยมาร์โก รูบิโอ สมาชิกวุฒิสภา อดีตรักษาการประธานคณะกรรมการคัดเลือกด้านข่าวกรองให้สัมภาษณ์กับซีบีเอส นิวส์ เกี่ยวกับวัตถุบินลึกลับในน่านฟ้าว่า “ไม่รู้ว่าคืออะไร และนั่นไม่ใช่ของเรา”

จอห์น เบรนแนน อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) กล่าวว่า “ปรากฏการณ์บางอย่างที่เราจะได้เห็นยังคงไม่สามารถอธิบายได้ ปรากฏการณ์บางประเภทเป็นผลมาจากสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ

รัฐบาลสหรัฐถูกกดดันให้จริงจังกับการศึกษาเกี่ยวกับยูเอฟโอและยูเอพีมากขึ้นมาโดยตลอดจนในปี 2018 เป็นอีกครั้งที่มีการยืนเรื่องต่อสมาชิกสภาคองเกรส ขณะที่อดีตเจ้าหน้าที่เพนตากอนกล่าวในปีเดียวกันว่า “ประเด็นดังกล่าวกำลังได้รับการดำเนินการอย่างจริงจังเมื่อเทียบกับ 2 หรือ 3 ปีที่แล้ว”

การดำเนินการเข้มข้นขึ้นจนกระทั่งในเดือนเม.ย. 2019 กองทัพเรือได้ปรับปรุงแนวทางอย่างเป็นทางการเพื่อกระตุ้นให้พวกเขารายงานเกี่ยวกับยูเอพีโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกดูหมิ่นหรือตำหนิ

ขณะที่นักโหราศาสตร์เกือบทั้งหมดเชื่อว่ายังมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นอกโลก รวมถึง เซท โชสตัก นักดาราศาสตร์อาวุโสจากสถาบัน SETI ได้เดิมพันว่าเราจะพบข้อพิสูจน์ที่ไม่อาจโต้แย้งได้ของชีวิตที่ชาญฉลาดภายในปี 2036

Photo by Handout / DoD / AFP

เบื้องหลังคุกนรก “อินเส่ง” ที่จองจำนักสู้ประชาธิปไตยเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654305

วันที่ 31 พ.ค. 2564 เวลา 19:31 น

เบื้องหลังคุกนรก "อินเส่ง" ที่จองจำนักสู้ประชาธิปไตยเมียนมานักโทษทางการเมืองเมียนมาจำนวนมากถูกคุมขังอยู่ในคุกที่ขึ้นชื่อว่าไร้มนุษยธรรมและทารุณที่สุด

อินเส่ง (Insein) หนึ่งในเรือนจำสำคัญของเมียนมาขณะนี้กำลังอัดแน่นไปด้วยนักโทษนับหมื่น ซึ่งเกินความจุเรือนจำมากว่าสองเท่า รวมถึงผู้ประท้วงเพื่อประชาธิปไตยหลายร้อยคนก็ถูกคุมขังอยู่ในนี้ ยิ่งไปกว่านั้นบางคนยังมาพร้อมกับบาดแผลและร่องรอยกระสุนปืน

เป็นเวลา 134 ปีแล้วสำหรับเรือนจำที่ได้ยืนหยัดเป็นอนุสรณ์แห่งความโหดร้ายและการปกครองแบบเผด็จการเมียนมา เรือนจำแห่งนี้สร้างขึ้นโดยนักล่าอาณานิคมของอังกฤษในเขตชานเมืองย่างกุ้ง และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกสำหรับสภาพที่ไร้มนุษยธรรมจากการทารุณกรรมผู้ต้องขังและการทรมานทางจิตใจและร่างกาย รวมถึงการทรมานนักโทษในช่วงครึ่งศตวรรษของการปกครองแบบเผด็จการทหาร ปัจจุบันมีผู้ต้องขังประมาณ 13,000 คนโดยส่วนใหญ่เป็นนักโทษทางการเมือง

และขณะนี้เมื่อกองทัพเมียนมากลับความควบคุมอำนาจได้อีกครั้งหลังการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. เรือนจำเก่าแก่แห่งนี้ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของการปราบปรามขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องโดยรับบาลทหารได้ควบคุมคนไปแล้วกว่า 4,300 คนนับตั้งแต่เดือนก.พ. ซึ่งกลุ่มสิทธิสนุษยชนระบุว่าจุดหมายปลายทางหลักของนักโทษเหล่านั้นคือ อินเส่ง ทัณฑสถานที่โดดเด่นที่สุดจากทั้งหมด 56 แห่ง

จนบางคนเรียกเรือนจำแห่งนี้ว่า Insane (วิกลจริต)

The New York Time ได้ทำการสัมภาษณ์ผู้คุมที่เกษียณอายุแล้วและอดีตนักโทษ 10 คน พวกเขาเล่าถึงเหตุการณ์ที่น่าสยดสยองและความทุกข์ยากของนักโทษที่เกิดขึ้นในนั้น หลายคนกล่าวว่านักโทษทางการเมืองรุ่นใหม่ๆ ที่ถูกจับเข้าไปในนั้นก็จะต้องเผชิญกับการปฏิบัติอันน่าสยดสยองเช่นเดียวกันหากทหารยังเป็นผู้ควบคุม

โบ จี (Bo Kyi) อดีตนักโทษในอินเส่งและผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองกล่าวว่า “ตอนนี้มีนักโทษการเมืองมากกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน หากเราไม่สามารถขับไล่ทหารออกไปและฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยได้ นักโทษเหล่านั้นจะต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนพวกเรา

ในช่วงแรกของการปกครองโดยทหารตั้งแต่ปี 1962 จนถึงปี 2011 มักมีการใช้กฎหมายเพื่อคุมขังนักโทษทางการเมืองครั้งละหลายพันคน โดยเฉพาะในอินเส่งพวกเขาถูกขังให้อยู่ในคุกที่สกปรก มีเพียงผ้าห่มบางๆ และพื้นแข็งๆ สำหรับการนอนหลับ สำหรับอาหารพวกขาแทบจะต้องกินเอ็นและกระดุกแทนเนื้อสัตว์ และข้าวที่ปะปนด้วยทรายและเศษหิน

“เป้าหมายหนึ่งของระบบการลงโทษคือการทำร้ายจิตใจพวกเขา อดีตนักโทษบางคนเจ็บปวดไปตลอดชีวิตด้วยเหตุนี้ เมื่อคุณเป็นนักโทษการเมือง คุณไม่มีสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แม้แต่สิทธิในเรือนจำขั้นพื้นฐาน” โบ จี กล่าว

อดีตนักโทษยุคนั้นเล่าวว่าพวกเขาถูกทุบตีบ่อยครั้งและบางคนก็มีรอยไหม้จากไฟฟ้าช็อต พวกเขาถูกบังคับให้คลานไปตามทางลูกรังและขังไว้ในคอกเหมือนสุนัข ยิ่งไปกว่านั้นนักโทษบางคนถูกโรยเกลือลงบนบาดแผลหรือถูกคลุมหัวด้วยถุงพลาสติกจนสลบไป

หน่วยข่าวกรองทางทหารที่ทรงอำนาจเคยตั้งศูนย์สอบสวนในอินเส่ง และเรียกนักโทษเข้ามารับการทรมานทั้งตอนกลางวันและกลางคืน โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนลรายงานในปี 1995 ว่านักโทษจะถูกทุบตีและล่ามด้วยโซ่ตรวนจนบางครั้งถึงขั้นหมดสติ

ขิ่น มอง มยินต์ (Khin Maung Myint) อดีตผู้คุมซึ่งทำงานในเรือนจำหลายแห่งมาเป็นเวลา 25 ปี รวมทั้งอินเส่งในปี 1986 และ 1987 กล่าวว่านักโทษทางการเมืองมักถูกทรมานจากการกระทำความผิดเพียงเล็กน้อย เคยมีเหตุการณ์ทรมานนักโทษและไล่เจ้าหน้าที่ออกจากเรือนจำเนื่องจากพบหนังสือพิมพ์เพียงชิ้นเดียวในห้องขัง

ขณะที่ อู คัมภีระ (U Gambira) อดีตพระสงฆ์ผู้นำขบวนการประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหารในปี 2007 หรือที่บางครั้งเรียกว่าการปฏิวัติหญ้าฝรั่นเล่าว่าเขาใช้เวลาอยู่หลังลูกกรงนานกว่า 6 ปี รวมทั้งเวลาที่อยู่ในอินเส่ง ซึ่งเขาถูกบังคับให้ดูขณะที่เพื่อนและพี่ชายของเขาถูกทหารเตะและทุบตี

“ทหารต่อยและเตะพวกเขาด้วยรองเท้าบู๊ตทหารต่อหน้าผม จนพี่ชายของผมเสียฟันหน้าไปสองซี่” อดีตพระสงฆ์ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในออสเตรเลียกล่าว

พร้อมเล่าว่าครั้งหนึ่งเมื่อถามถึงสิทธิในการเป็นนักโทษเขาก็โดนฉีดยาพิษจนปวดแสบปวดร้อน ร่างกายสั่นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ และหลังได้รับการปล่อยตัวเขาได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง

ออง ซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi) ซึ่งถูกควบคุมในการรัฐประหารเคยถูกคุมขังอยู่ในอินเส่ง ในปี 2003 และ 2009 ขณะที่ วิน ติน ( Win Tin) นักข่าวและผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของซูจีอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 19 ปีก่อนที่เขาจะถูกปล่อยตัวในปี 2008 ซึ่งทั้งสองถูกจำคุกเนื่องจากต่อต้านการปกครองของทหาร

แม้กระทั่งในช่วง 5 ปีที่ซูจีเป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือนของเมียนมายังคงมีนักโทษการเมืองหลายร้อยคนถูกคุมขังที่อินเส่งฐานล่วงละเมิดต่อกองทัพ โดยนักข่าวของรอยเตอร์ส 2 คนซึ่งเปิดเผยการสังหารหมู่ชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่ถูกกักขังอยู่ที่นั่นนานกว่า 16 เดือน

นักโทษต่างประเทศ

ในเดือนมี.ค. ทางการจับกุมนาทาน หม่อง (Nathan Maung) พลเมืองสหรัฐและ ฮันตาร์ เญง (Hanthar Nyein) ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ Kamayut Media ด้วยข้อหาบ่อนทำลายกองทัพ โดยก่อนที่จะถูกควบคุมตัวมายังอินเส่งพวกเขาถูกกักตัวไว้ที่ศูนย์สอบปากคำในบริเวณใกล้เคียงเป็นเวลาหลายสัปดาห์และถูกทุบตีและทรมานอย่างรุนแรง ถูกบังคับให้คุกเข่าลงบนน้ำแข็งโดยมือสองข้างไขว้หลังและสวมกุญแจมือ ซ้ำร่างกายยังมีรอยเผาไหม้

แดนนี่ เฟนสเตอร์ (Danny Fenster) นักข่าวชาวอเมริกันอีกคนหนึ่ง บรรณาธิการบริหารของ Frontier Myanmar ถูกจับกุมที่ท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้งขณะเตรียมเดินทางออกจากเมียนมาก่อนถูกนำตัวส่งเรือนจำ

โดยทางกระทรวงต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า “กังวลอย่างยิ่ง” ต่อการจับกุมนักข่าวชาวอเมริกันพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาปล่อยตัวพวกเขา

“การจับกุมและใช้ความรุนแรงของทหารพม่าต่อนักข่าวถือเป็นการริดรอนเสรีภาพในการแสดงออกที่มิอาจยอมรับได้” กระทรวงต่างประเทศกล่าวในโดยใช้ชื่อเดิมของเมียนมา

ยูกิ คิตะซุมิ (Yuki Kitazumi) นักข่าวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งถูกกล่าวหาว่าเผยแพร่ข่าวเท็จก็ถูกควบคุมตัวที่นั่นเช่นกันก่อนจะถูกส่งตัวกลับในเดือนพ.ค. นอกจากนี้ยังมีตุระ ออง โก (Thura Aung Ko) รัฐมนตรีศาสนาและวัฒนธรรม และฌอน เทอร์เนล (Sean Turnell) ชาวออสเตรเลียซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลเมียนมา

การประท้วงในเรือนจำ

ในปี 1991 นักโทษหลายคนได้หยุดงานประท้วงด้วยความอดอยากเพื่อเรียกร้องการดูแลด้านสาธารณสุขที่เหมาะสม และสิทธิในการอ่านหนังสือพิมพ์ อย่างไรก็ตามข้อเรียกร้องของพวกเขาถูกเพิกเฉยและพวกเขายังถูกลงโทษ

ปี 2008 เกิดการประท้วงครั้งรุนแรงจนลามไปถึงการกราดยิงหมู่ โดยนักโทษกว่า 100 คนถูกผู้คุมไล่ยิงในเรือนจำส่งผลให้ผู้ต้องขัง 36 คนเสียชีวิต อีก 4 คนถูกทรมานและสังหารในเวลาต่อมา

การประท้วงเรื่องสิทธิมนุษยชนของนักโทษยังคงเกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยอีก 3 ปีต่อมามีนักโทษร่วมประท้วงเรียกร้องสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในเรือนจำตลอดจนสิทธิในการเยี่ยมครอบครัวก่อนที่พวกเขาจะถูกขังเดี่ยวและไม่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยมครอบครัวเช่นเดิม

เมื่ออองซานซูจีเป็นหัวหน้ารัฐบาลพลเรือน สภาพในเรือยนจำค่อยๆ ดีขึ้นโดยมีการอนุญาตให้ผู้ต้องขังดูโทรทัศน์และอ่านหนังสือ รวมถึงมีการสร้างสถานที่เยี่ยมครอบครัวแห่งใหม่ แต่สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็วเมื่อทหารกลับมาอีกครั้ง

ซเว วิน (Swe Win) บรรณาธิการและผู้ร่วมก่อตั้งสำนักข่าว Myanmar NOW กล่าวว่า “สถานการณ์ตอนนี้กลับไปคล้ายกับช่วงก่อนปี 2010 ก่อนที่จะถูกคุมขังผู้ต้องขังหลายคนต้องไปที่สถานพยาบาลเพื่อรักษาบาดแผล”

พร้อมยกตัวอย่างกวีไปง์ เย ตู (Paing Ye Thu) ซึ่งถูกส่งตัวไปยังอินเส่งในปี 2019 เขารับโทษจำคุก 6 ปีเมื่อกองทัพเข้ามามีอำนาจจากการรัฐประหาร “สถานการณ์มันย่ำแย่ลงในช่วงข้ามคืน” ซเว วิน กล่าว

ในขณะที่ประวัติศาสตร์ทำให้อินเส่งเป็นเรือนจำสำคัญของเมียนมาแต่อดีตนักโทษต่างเล่าว่าระบบการลงโทษทั้งหมดของประเทศเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ทุกข์ทรมารและทารุณ จนพวกเขามองว่าเรือนจำในเมียนมาเป็นเหมือนนรกที่มนุษย์สร้างขึ้นบนดิน