หาดสวรรค์ศรีลังกาเต็มไปด้วยเศษเถ้าถ่านจากเรือไฟไหม้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654117

วันที่ 28 พ.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

หาดสวรรค์ศรีลังกาเต็มไปด้วยเศษเถ้าถ่านจากเรือไฟไหม้ศรีลังกากังวลเรือบรรทุกสินค้าที่กำลังไหม้จะแตกออกจนน้ำมันหลายร้อยตันไหลลงทะเลก่อมลพิษ

จากกรณีที่เรือบรรทุกสินค้า X-Press Pearl ของสิงคโปร์เกิดไฟลุกไหม้ต่อเนื่องเป็นวันที่ 9 นอกชายฝั่งของท่าเรือโคลอมโบประเทศศรีลังกา จนน้ำมันรั่วไหลออกมาเรือ

ล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศได้เผยแพร่ภาพความเสียหายบริเวณชายหาดของเมืองเนกอมโบซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อและแหล่งประมงพื้นบ้านที่สำคัญตั้งอยู่ห่างจากกรุงโคลอมโบไปทางเหนือราว 40 กิโลเมตร ที่เต็มไปด้วยเศษเถ้าถ่านที่เกิดจากพลาสติกที่ถูกเผาไหม้ โดยขณะนี้เศษเถ้าถ่านเหล่านี้กระจายไปยังเมืองอื่นตามแนวชายฝั่งทางตะวันตกของศรีลังกาแล้ว

ที่น่าห่วงคือ หากเรือจมลงหรือแตกออกน้ำมันเตา 278 ตัน และน้ำมันดีเซลสำหรับเดินเรือ 50 ตันจะไหลออกมาสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศทางทะเล

ขณะนี้กองทัพศรีลังกาส่งทหารเข้ามาทำความสะอาดบริเวณชายหาดเมืองเนกอมโบซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน และหลังจากนี้ทางการศรีลังกาจะเริ่มทดสอบคุณภาพน้ำและอากาศท่ามกลางความวิตกว่าควันไฟจากเรือจะส่งผลต่อสุขภาพของชาวบ้าน

Photo by Ishara S. KODIKARA / AFP

เชื้อราขาว-เหลืองเล่นงานอินเดียซ้ำราดำมรณะทะลุหมื่นเคส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654106

วันที่ 28 พ.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

เชื้อราขาว-เหลืองเล่นงานอินเดียซ้ำราดำมรณะทะลุหมื่นเคสอินเดียเจอผู้ป่วยติดเชื้อราขาว เชื้อราเหลือง ผลพวงโควิดที่อันตรายกว่าเชื้อราดำ

ขณะที่อินเดียพบผู้ติดเชื้อราดำมรณะทะลุ 10,000 คนซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 250 คนท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงอยู่นสภาวะวิกฤต ล่าสุดนอกจากเชื้อราดำแล้ว ยังพบเชื้อราขาว และเชื้อราเหลืองในผู้ป่วยที่หายจากโรคโควิด-19 ซึ่งอันตรายขึ้นกว่าเดิม

เชื้อราขาว

เชื้อราขาว (candidiasis) เรียกตามแผลสีขาวที่จะเกิดขึ้นในผู้ป่วย โดยมักพบแผลดังกล่าวบริเวณหลอดอาหารซึ่งส่งผลให้กลืนอาหารลำบาก นอกจากนี้ยังพบรอบสีขาวได้ทั่วไปในปากของผู้ป่วย

โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขกล่าวว่าการติดเชื้อราขาวนั้นอันตรายมากกว่าเชื้อราดำ (mucormycosis) และอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายหลายส่วน อาทิ เล็บ ปาก ผิวหนัง กระเพาะอาหาร ไต ปอด และสมอง

เชื้อราดังกล่าวอาจเกิดจากเชื้อราที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ฆ่าเชื้อไม่เหมาะสมหรืออาจเป็นการขาดสุขอนามัยส่วนบุคคลก็เป็นได้

โดยผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ ได้แก่ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ที่รับประทานสเตียรอยด์เป็นเวลานาน รวมถึงผู้ป่วยโรคเบาหวาน มะเร็ง และผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ซึ่งหากผู้ป่วยพบเชื้อราสีขาวควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด ซึ่งมีวิธีการตรวจเชื้อด้วยเสมหะ น้ำมูก หรือการเอ็กซ์เรย์หน้าอกเพื่อดูระดับความรุนแรงและการแพร่กระจายของเชื้อราในร่างกาย และทำการรักษาด้วยการให้ยาต้านเชื้อราต่อไป

เชื้อราเหลือง

ขณะนี้ยังพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อราสีเหลืองไม่มากนักแต่แพทย์กังวลว่าอาจส่งผลรุนแรงต่ออวัยวะภายในร่างกาย โดยเชื้อราเหลืองจะทำให้แผลหายช้าและมีหนองไหล หรือในกรณีร้ายแรงอาจส่งผลให้อวัยวะภายในล้มเหลว หรือเนื้อเยื่อตายเฉียบพลัน เป็นต้น

โดยผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อราเหลืองมักมีอาการร่วมกันคืออ่อนเพลียมาก มีไข้ ไอ ไม่อยากอาหาร อวัยวะภายในทำงานผิดปกติ และตาบวม ซึ่งแพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้ยาต้านเชื้อรา Amphotericin B

กระทรวงสาธารณสุขอินเดียระบุว่าเชื้อราเหลืองมีความอันตรายมากกว่าเชื้อราดำ โดยผู้ติดเชื้ออาจมีโอกาสเสียชีวิตมากถึงร้อยละ 96-97

ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยชายวัย 45 ปี ในรัฐอุตรประเทศได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อราทั้ง 3 ชนิดหลังได้รับการรักษาโรคโควิด-19 ซึ่งนับเป็นผู้ป่วยเคสแรกในอินเดียที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อราเหลืองหลังหายจากโรคโควิด-19

โดยชายคนดังกล่าวมีอาการตาบวมและมีเลือดไหลออกจากจมูกซึ่งแพทย์ระบุว่าเป็นอาการของการติดเชื้อราเหลือง

อย่างไรก็ตามแพทย์กล่าวว่าการติดเชื้อราเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่น่ากังวลคืออัตราการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมากโดยมีผลพวงมาจากผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีจำนวนมากประเทศ

Photo by NOAH SEELAM / AFP

COVAX กำลังขาดวัคซีนหลังอินเดียหยุดส่งออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654100

วันที่ 28 พ.ค. 2564 เวลา 13:00 น.

COVAX กำลังขาดวัคซีนหลังอินเดียหยุดส่งออกผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของโลกในอินเดียระงับการส่งออกวัคซีนเพื่อสำรองใช้ในประเทศ กระทบโครงการ COVAX และประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังเฝ้ารอวัคซีนอย่างหนัก และอาจสะเทือนไปทั้งโลก

องค์การอนามัยโลก (WHO) และ Gavi ผู้นำร่วมของโครงการแจกจ่ายวัคซีนต้าน Covid-19 COVAX ประกาศว่าทางโครงการต้องการวัคซีนเพิ่มอีก 190 ล้านโดสอย่างเร่งด่วนภายในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อนำมาเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไปเนื่องจากอินเดียหยุดส่งออกวัคซีน

จากข้อมูลของ Gavi เดิมทีสถาบันเซรุ่มของอินเดีย (SII) ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลก และผู้ได้รับสิทธิ์ในการผลิตวัคซีน Covishield ของ AstraZeneca ให้คำมั่นว่าจะส่งมอบวัคซีน 200 ล้านโดสให้โครงการ COVAX โดย 111 ล้านโดสมีกำหนดส่งให้ประเทศในแอฟริกาและเอเชีย-แปซิฟิกระหว่างเดือน ก.พ.-พ.ค.ปีนี้ แต่จนถึงวันอังคาร (25 พ.ค.) SII ส่งมอบวัคซีนให้ COVAX เพียง 30 ล้านโดสเท่านั้น

ตอนที่อินเดียเริ่มส่งมอบวัคซีนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศอยู่ในช่วงขาลง แต่เมื่อพบผู้ติดเชื้อรายวันหลักแสนคน SII จึงต้องให้ความสำคัญกับการกระจายวัคซีนในประเทศเป็นอันดับแรก เนื่องจากความต้องการวัคซีนเพิ่มขึ้น ทางการอินเดียจึงประกาศระงับการส่งออกวัคซีนชั่วคราวเมื่อเดือน มี.ค. และคาดว่าจะกลับมาส่งออกวัคซีน Covishield ได้อีกครั้งในเดือน มิ.ย.นี้

ทว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของอินเดียทำให้ต้องยืดระยะเวลาระงับการส่งออกวัคซีนออกไปจนถึงสิ้นปีนี้ และยังไม่สามารถส่งมอบวัคซีนให้โครงการ COVAX ได้

การระงับส่งออกวัคซีนของอินเดียจึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องพึ่งพาโครงการ COVAX ในการจัดหาวัคซีนเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศ อาทิ เนปาลเพื่อนบ้านของอินเดียที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่วัคซีนแทบจะหมดประเทศแล้ว โดยเหลือวัคซีน Covishield สำหรับใช้ฉุกเฉินเพียง 50,000-60,000 โดส

บังกลาเทศเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบ ก่อนหน้านี้บังกลาเทศมีคิวจะได้รับวัคซีน Covishield กว่า 10 ล้านโดสภายในสิ้นเดือนนี้ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าวัคซีนมาถึงหรือยัง และสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) เผยว่าขณะนี้บังกลาเทศไม่มีวัคซีนแล้ว

ปาปัวนิวกินี ศรีลังกา และกัมพูชาต่างกำลังรอคอยการส่งมอบวัคซีน Covishield เช่นกัน โดย IFRC ระบุว่า “ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียกำลังประสบปัญหาขาดแคลนวัคซีน”

ทว่า วิกฤตการแพร่ระบาดในอินเดียและการขาดแคลนวัคซีนของโครงการ COVAX ไม่ได้เป็นปัญหาของประเทศในแถบเอเชียอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังส่งผลสะเทือนไปทั้งโลกด้วย เพราะยิ่งเชื้อไวรัสแพร่กระจายโดยไร้การควบคุมนานเท่าไร ความเสี่ยงที่จะเกิดสายพันธุ์ที่อันตรายหรือติดต่อได้ง่ายก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

Photo by JAAFAR ASHTIYEH / AFP

จีนโวยไบเดนสั่งสืบต้นตอโควิดมีนัยทางการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654087

วันที่ 28 พ.ค. 2564 เวลา 11:15 น.

จีนโวยไบเดนสั่งสืบต้นตอโควิดมีนัยทางการเมืองจีนชี้รัฐบาลไบเดนสืบต้นตอโควิดมีนัยทางการเมือง พร้อมเรียกร้องสหรัฐเปิดห้องแล็บด้วยเช่นกัน

จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนแถลงรายงานประจำวันเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมาโดยกล่าวถึงคำสั่งของประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐที่มอบหมายให้หน่วยข่าวกรองตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับต้นตอของโควิด-19 ที่พบครั้งแรกในประเทศจีนอีกครั้งว่ามีนัยทางการเมืองและปัดความรับผิดชอบ

พร้อมระบุว่าการกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐไม่สนใจถึงข้อเท็จจริงที่ถูกต้องหรือแม้แต่การติดตามสืบหาแหล่งต้นตอของไวรัสด้วยวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง

นอกจากนี้ยังกล่าวว่าสหรัฐต้องยินยอมให้มีการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการของสหรัฐด้วยเช่นเดียวกัน

“สหรัฐอ้างว่าต้องการให้จีนให้ความร่วมมือในการสืบสวนระหว่างประเทศที่ครอบคลุมและโปร่งใส ทางเราก็ต้องการให้สหรัฐทำเช่นเดียวกัน ตลอดจนให้ความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลกในการติดตามต้นตอของไวรัสตามแนวทางวิทยาศาสตร์” จ้าว ลี่เจียนกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมาประธานาธิบดีโจ ไบเดนมีคำสั่งให้หน่วยงานด้านข่าวกรองของสหรัฐดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมถึงต้นกำเนิดของโควิด-19 โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลให้มีความใกล้เคียงกับข้อสรุปมากที่สุด ก่อนรายงานกลับมาอีกครั้งภายในเวลา 90 วัน และอาจมีการรวบรวมคำถามเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมจากรัฐบาลจีนด้วย

โดยรายงานของคณะะกรรมาธิการจากพรรครีพับลิกันที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาชี้ว่ามีหลักฐานสำคัญที่สร้างความกังวลว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซึ่งเป็นสาเหตุของโควิด-19 อาจเล็ดลอดมาจากห้องปฏิบัติการในอู่ฮั่นซึ่งกำลังวิจัยอาวุธชีวภาพที่ทางการจีนพยายามปกปิด

ขณะที่รายงานจากทีมองค์การอนามัยโลกที่เข้าไปตรวจสอบในเมืองอู่ฮั่นซึ่งเปิดเผยเมื่อเดือนมี.ค. ชี้ว่าเชื้อไวรัสอาจแพร่ระบาดมาจากค้างคาวไปยังสัตว์อีกชนิดหนึ่ง พร้อมระบุว่าทฤษฎีที่ว่าเชื้อไวรัสมาจากห้องปฏิบัติการในอู่ฮั่นนั้นไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง

Photo by GREG BAKER / AFP

อังกฤษแถลงพบโควิดสายพันธุ์ไทยในประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654074

วันที่ 28 พ.ค. 2564 เวลา 08:19 น.

อังกฤษแถลงพบโควิดสายพันธุ์ไทยในประเทศเบื้องต้นทางการอังกฤษพบผู้ติด Covid-19 สายพันธุ์ไทยแล้วอย่างน้อย 109 ราย

สำนักงานสาธารณสุขของอังกฤษ (PHE) แถลงว่าพบ Covid-19 สายพันธุ์ไทยในอังกฤษจากผู้ป่วย 109 ราย โดยเชื้อที่พบครั้งแรกในประเทศไทยนี้มีชื่อว่า VUI-21MAY-02 (C.36.3) พบในผู้ที่เดินทางมาจากประเทศอียิปต์ 

เบื้องต้นยังไม่พบว่าเชื้อสายพันธุ์ไทยทำให้เกิดอาการรุนแรงผิดปกติ หรือทำให้วัคซีนที่มีอยู่ลดประสิทธิภาพลง และขณะนี้สาธารณสุขอังกฤษอยู่ระหว่างตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ และยังไม่เปิดเผยว่าพบเชื้อสายพันธุ์ C.36.3 ในพื้นที่ใด

Photo by Handout / ROYAL THAI ARMY / AFP

ทีมวิจัยเยอรมันเฉลยสาเหตุลิ่มเลือดอุดตันหลังฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654053

วันที่ 27 พ.ค. 2564 เวลา 19:30 น.

ทีมวิจัยเยอรมันเฉลยสาเหตุลิ่มเลือดอุดตันหลังฉีดวัคซีนทีมนักวิจัยจากเยอรมนีพบสาเหตุการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาและเจแอนด์เจ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่านักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันเผยสาเหตุที่วัคซีนต้านโควิด-19 บางยี่ห้อส่งผลให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันพร้อมอธิบายแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะดังกล่าว

สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้มีการยืนยันว่าวัคซีนต้านโควิด-19 บางยี่ห้อมีความเชื่อมโยงกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันโดยเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมาองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) เผยสถิติการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากผู้ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ทั่วโลก แล้วกว่า 300 ราย

ล่าสุดทีมวิจัยซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายสถาบันในเยอรมนีรวมถึงมหาวิทยาลัยเกอเธ่ชี้ว่ากุญแจสำคัญของการเกิดลิ่มเลือดของผู้ที่ได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) คืออะดีโนไวรัส (adenovirus) ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดซึ่งนำมาใช้เป็นพาหะในการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันแก่ผู้ได้รับวัคซีน

ในบางครั้งอาจเกิดความผิดลาดในการสร้างโปรตีนไวรัสโคโรนาเมื่อส่งวัคซีนเข้าสู่นิวเคลียสของเซลล์ในร่างกาย ซึ่งโปรตีนเหล่านั้นอาจกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติของเลือดหรือเกิดภาวะลิ่มเลือดขึ้นมาได้ โดยเฉพาะอาการที่เรียกว่าภาวะภาวะหลอดเลือดดำในสมองอุดตันซึ่งพบในประชากรราว 5 คนจาก 1 ล้านคน

โดยศาสตราจารย์รอล์ฟ มาร์ชาเล็ค จากมหาวิทยาลัยเกอเธ่เผยว่าทั้งวัคซีนของแอสตราเซเนกาและจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ประกอบด้วยสารพันธุกรรมจากไวรัสที่มียีนของอะดีโนไวรัส เมื่อเปรียบเทียบกับวัคซีนของไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna) ซึ่งใช้เทคโนโลยี mRNA

พบว่าวัคซีนที่เทคโนโลยี mRNA ไม่ได้ส่งสารพันธุกรรมของไวรัสเข้าสู่นิวเคลียสของเซลล์ในร่างกายมนุษย์ แต่ส่งเข้าสู่ของเหลวในเซลล์เท่านั้นจึงปลอดภัยจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันมากกว่า

นอกจากนี้เพื่อคลายความกังวลในการฉีดวัคซีนทีมวิจัยเสนอแนะให้ผู้ผลิตวัคซีนพิจารณาปรับแต่งสารพันธุกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดจากโปรตีนสไปค์เมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ อันจะช่วยให้วัคซีนของแอสตราเซเนกาและจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ขณะที่จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ออกแถลงการณ์ทางอีเมลระบุว่าบริษัทสนับสนุนการวิจัยและวิเคราะห์ในกรณีนี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และหน่วยงานด้านสุขภาพระดับโลกเพื่อทำการปรับปรุงวัคซีน

Photo by FADEL SENNA / AFP

อ้างจีนทดสอบระบบ AI ตรวจจับอารมณ์กับชาวอุยกูร์ในซินเจียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654028

วันที่ 27 พ.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

อ้างจีนทดสอบระบบ AI ตรวจจับอารมณ์กับชาวอุยกูร์ในซินเจียงวิศกรซอฟต์แวร์อ้างทางการจีนใช้ชาวอุยกูร์เป็นหนูทดลองทดสอบระบบตรวจจับอารมณ์

บีบีซีเปิดเผยบทสัมภาษณ์ของวิศกรซอฟต์แวร์รายหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์กับรายการพาโนรามาถึงระบบกล้องที่ใช้ AI ในการจดจำใบหน้าและตรวจจับอารมณ์ซึ่งทางการจีนกำลังทดลองใช้กับชาวมุสลิมอุยกูร์ในเขตปกครองตนเองซินเจียง

ทั้งนี้ ซินเจียงเป็นที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ประมาณ 12 ล้านคนซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม นอกจากนี้พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นที่ตั้งของค่ายปรับทัศนคติซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษชนคาดว่ามีชาวอุยกูร์ถูกคุมขังราว 1 ล้านคน

ขณะที่รัฐบาลจีนกล่าวเสมอว่าการเฝ้าระวังเป็นสิ่งจำเป็นในภูมิภาคนี้เนื่องจากมีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ต้องการจัดตั้งรัฐของตนเองซึ่งได้ทำการก่อเหตุสังหารประชาชนไปหลายร้อยคน

โดยวิศวกรซอฟต์แวร์รายนี้ซึ่งไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตนและที่ทำงานเนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัยได้เผยว่าชาวอุยกูร์ถูกสอดส่องจากทางการจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมโชว์ภาพถ่าย 5 ภาพของผู้ถูกคุมขังชาวอุยกูร์ซึ่งเขาอ้างว่ามีการทดสอบกล้องที่มีระบบตรวจจับอารมณ์กับคนกลุ่มนี้

“รัฐบาลจีนใช้ชาวอุยกูร์เป็นตัวทดสอบการทดลองต่างๆ ไม่ต่างจากหนูทดลอง” เขากล่าว

พร้อมอธิบายถึงการทดลองนี้ว่ากล้องเหล่านั้นจะถูกติดตั้งห่างจากผู้ถูกทดลองระยะ 3 เมตร คล้ายกับเครื่องจับเท็จแต่เป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่ามาก โดยผูกยึดข้อมือและข้อเท้าของผู้ถูกทดลองกับเก้าอี้ (restraint chairs) ขณะที่กล้อง AI จะตรวจจับและวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสีหน้าและรูขุมขนบนผิวหนัง

โดยซอฟต์แวร์จะสร้างแผนภูมิวงกลมเพื่อบ่งชี้อารมณ์ของผู้ถูกทดลอง โดยสีแดงจะแสดงถึงสภาพจิตใจที่เป็นลบหรือความวิตกกังวล

หลักฐานดังกล่าวได้ส่งไปถึงโซฟี ริชาร์ดสัน ผู้อำนวยการองค์การฮิวแมนไรต์วอทช์ ประจำประเทศจีนซึ่งได้ความเห็นว่า “มันเป็นหลักฐานที่น่าตกใจมาก ไม่เพียงแต่การที่ผู้คนถูกลดทอนให้มาอยู่ในแผนภูมิวงกลม แต่ยังอยู่ภายใต้สถานการณ์บีบบังคับอย่างมาก ภายใต้แรงกดดันมหาศาล และความประหม่า นั่นถือเป็นเครื่องบ่งชี้ความผิด และฉันคิดว่ามันเป็นปัญหาอย่างมาก “

ทางบีบีซีได้ขอความเห็นจากสถานทูตจีนในลอนดอนแต่ไม่ได้รับคำตอบในกรณีดังกล่าวโดยตรง แต่ยืนยันว่าสิทธิทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเสรีภาพของทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในซินเจียงได้รับการรับรองอย่างเต็มที่

“ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนโดยไม่คำนึงถึงชาติพันธุ์ และมีชีวิตที่มั่นคงและสงบสุขโดยไม่จำกัดเสรีภาพส่วนบุคคล” สถานทูตจีนในลอนดอนกล่าว

พฤติกรรมน่าสงสัย

ตามคำกล่าวของดร.ดาร์เรน ไบเลอร์ จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด ในสหรัฐระบุว่าโดยปกติแล้วชาวอุยกูร์จะต้องส่งตัวอย่างดีเอ็นเอแก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเป็นประจำ ผ่านการสแกนทางดิจิทัลซึ่ส่วนใหญ่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของรัฐบาล ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาไม่ว่าจะเป็นรายชื่อผู้ติดต่อและการส่งข้อความ พวกเขาต้องพกสมาร์ทโฟนติดตัวแม้จะรู้ว่าอาจถูกติดตามไม่เช่นนั้นอาจต้องถูกคุมขัง

ข้อมูลส่วนใหญ่จะถูกป้อนสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Integrated Joint Operations Platform (การปฏิบัติการร่วมแบบบูรณาการ) ซึ่งฮิวแมนไรท์วอทช์อ้างว่าระบบดังกล่าวจะบ่งชี้พฤติกรรมที่น่าสงสัย เช่นการเข้าเข้าออกประตูหลังแทนประตูหน้า การเติมน้ำมันรถยนต์ที่ไม่ใช่ของตัวเอง เป็นต้น

สอดส่องพลเมือง

บีบีซียังระบุว่าประเทศจีนอาจมีกล้องวงจรปิดเกือบ 800 ล้านตัว และมีการติดตั้งเทคโนโลยี AI กับโครงสร้างพื้นฐานของเมืองหรือเมืองอัจฉริยะหลายเมือง อาทิ นครฉงชิ่ง

หู หลิว นักข่าวประจำเมืองฉงชิ่งเผยว่ามีกล้องอยู่ทุกหนทุกแห่งเพียงแค่ก้าวเท้าออกจากบ้านก็จะถูกบันทึกภาพ แม้กระทั่งการเรียกแท็กซี่ แท็กซี่ก็จะส่งข้อมูลไปยังรัฐบาล หรือการไปร้านกาแฟทางการก็สามารถรู้ตำแหน่งของเราได้จากกล้องวงจรปิดภายในร้าน

“บางครั้งผมไปพบเพื่อนและมีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาไม่นานหลังจากนั้นพร้อมเตือนว่าอย่าไปเจอบุคคลนั้นอีก หรืออย่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้อีก เราหลบซ่อน AI ไม่ได้เลย” เขากล่าว

AFP PHOTO / OZAN KOSE

คาดปีนี้ผู้ผลิตวัคซีนโควิดโกยรายได้เกือบ 6 ล้านล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654030

วันที่ 27 พ.ค. 2564 เวลา 18:11 น.

คาดปีนี้ผู้ผลิตวัคซีนโควิดโกยรายได้เกือบ 6 ล้านล้านบาทบริษัทวิจัยคาดปีนี้บริษัทผู้ผลิตจะขายวัคซีนได้ 190,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน 2 บริษัทจากจีนโกย 25%

บริษัทด้านการวิเคราะห์ข้อมูล Airfinity เผยตัวเลขคาดการณ์รายได้จากการจำหน่ายวัคซีนต้าน Covid-19 ของ 9 บริษัทรายใหญ่ อาทิ Pfizer และ Moderna ของสหรัฐ Sinovac Biotech และ Sinopharm Group ของจีนว่า หากการผลิตเป็นไปตามเป้า ปีนี้บรรดาผู้ผลิตจะทำรายได้ถึง 190,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 5.9356 ล้านล้านบาท

และในจำนวนนี้บริษัทจากจีนทั้งสองแห่งทำรายได้เป็นสัดส่วนอย่างน้อย 25%

ทว่าข้อจำกัดด้านการผลิตและความขาดแคลนอาจทำให้ตัวเลขรายได้ของปีนี้ลดลงมาอยู่ที่ 115,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ราสมุส เบค แฮนเซน ซีอีโอ Airfinity เผยว่า “นี่เป็นตลาดที่ไม่มีมาก่อนใน 1 ปีที่แล้ว ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขที่สำคัญมาก และด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่ทุกประเทศที่จะจัดหาวัคซีนที่จำเป็นได้ เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการฉีดวัคซีนให้ประชากรทั้งหมด”

Airfinity ระบุว่า การคาดการณ์รายได้ขึ้นอยู่กับราคาและขึ้นอยู่กับว่าบริษัทต่างๆ บรรลุเป้าหมายการผลิตและการจัดส่งหรือไม่ ซึ่งขณะนี้มีบางบริษัทที่เจอปัญหา และจำนวนวัคซีนที่ผลิตได้จริงในปีนี้อาจน้อยกว่าที่บริษัทผู้ผลิตคาดการณ์ไว้ถึง 42% ซึ่งอาจทำให้รายได้ลดลงเหลือ 97,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

Airfinity ยกตัวอย่าง Novavax ของสหรัฐที่ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้มากกว่า 2,000 ล้านโดสในปีนี้ แต่ Airfinity คาดว่าบริษัทแห่งนี้จะผลิตได้เพียง 400 ล้านโดส

รายงานของ Airfinity ระบุอีกว่า Sinovac อาจทำรายได้จากการจำหน่ายวัคซีน 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และ Sinopharm ทำได้ 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งขณะนี้ทั้งสองบริษัทนี้โกยรายได้แล้วแห่งละอย่างน้อย 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งยอดขายนี้ชี้ให้เห็นว่านอกจากโอกาสทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว จีนยังมองเห็นโอกาสทางธุรกิจด้วย

“ที่ผ่านมาเรามองว่าการส่งออกวัคซีนของจีนเป็นเครื่องมือทางนโยบาย แต่กลับมองข้ามตัวเลขรายได้ไป” เบค แฮนเซนกล่าว “ราคาวัคซีนของจีนไม่ได้ต่ำขนาดนั้น”

Airfinity คาดว่า Pfizer และ Moderna อาจทำรายได้ถึง 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 32 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ แต่ตัวเลขอาจจะน้อยกว่านั้น ขณะที่บริษัท Pfizer เองคาดว่าจะขายวัคซีนที่พัฒนาร่วมกับ BioNTech ของเยอรมนีได้ 26,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน Moderna คาดว่าจะทำรายได้ 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ดี การขาดรายละเอียดเกี่ยวกับสัญญาการซื้อขายวัคซีนทำให้คาดการณ์ยอดขายได้ยาก เนื่องจากบรรดาผู้ผลิตมักจะใช้รูปแบบการกำหนดราคาตามกลุ่มลูกค้า โดยจะกำหนดราคาวัคซีนที่จำหน่ายให้แต่ละประเทศตามระดับรายได้ของประเทศนั้นๆ

ทั้งนี้ Airfinity ประเมินว่าวัคซีนของ Sinovac และ Sinopharm อยู่ที่โดสละ 12-23 เหรียญสหรัฐ, AstraZeneca โดสละ 3.50-5.25 เหรียญสหรัฐ, Pfizer โดสละ 12-14.50 เหรียญสหรัฐ และ Moderna โดสละ 18-32 เหรียญสหรัฐ

Photo by Joseph Prezioso / AFP

ทำไม WHO ยังไม่อนุมัติ Sinovac #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654037

วันที่ 27 พ.ค. 2564 เวลา 17:00 น.

ทำไม WHO ยังไม่อนุมัติ Sinovacคาดองค์การอนามัยโลกเลื่อนอนุมัติวัคซีน Sinovac เป็นเดือนหน้า

The Wall Street Journal รายงานว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) กำลังตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนต้านโควิด-19 CoronaVac (โคโรนาแวค) ของ Sinovac (ซิโนแวค) เพื่อพิจารณาอนุมัติภายใต้แรงกดดันจากนานาชาติที่ต้องการให้มีการกระจายวัคซีนในปริมาณมากขึ้นเพื่อช่วยเหลือประเทศยากจน

โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา WHO ได้ขอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยและกระบวนการผลิตของวัคซีนดังกล่าว ตลอดจนการจัดส่งและการกำหนดราคาเพื่อประเมินว่าเป็นไปตามมาตรฐานของ WHO หรือไม่ โดยตามรายงานระบุว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสของ WHO คาดว่าการตัดสินอาจล่าช้าออกไปจนถึงเดือนมิถุนายน

แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการยืนยันว่าวัคซีนของ Sinovac จะได้รับการอนุมัติจาก WHO ภายในเดือนพฤษภาคมแต่ไม่ได้ระบุวันที่แน่ชัด

ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา WHO ได้อนุมัติวัคซีนต้านโควิด-19 ของจีนอีกยี่ห้อหนึ่งคือ Sinopharm (ซิโนฟาร์ม) ขณะที่พบว่าวัคซีนของ Sinovac นั้นยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะอนุมัติ

สำหรับวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินจาก WHO แล้วจะสามารถกระจายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ผ่านโครงการ COVAX เพื่อช่วยเหลือประเทศยากจนในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กำลังสร้างความวิกฤตไปทั่วโลก

โดยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของโครงการ COVAX กำลังดำเนินการเพื่อทำข้อตกลงจัดหาวัคซีนกับ Sinovac อย่างไรก็ตาม Sinovac ยังไม่ได้เผยว่าจะนำวัคซีนเข้าร่วมโครงการได้ในจำนวนเท่าใด

ทั้งนี้ รายงานที่เปิดเผยโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ขององค์การอนามัยโลก (SAGE) ระบุว่าวัคซีนของ Sinovac มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการโควิด-19 ได้ที่ระดับ 67%, ป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากโควิด-19 ได้ 85%, ป้องกันการเข้า ICU เนื่องจากโควิด-19 ที่ระดับ 89% และป้องกันการเสียชีวิตเนื่องจากโควิด-19 ที่ระดับ 80% เมื่อเว้น 14 วันหลังฉีดวัคซีนครบ 2 โดส

โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้สรุปผลการทดลองวัคซีนไว้ดังนี้

  1. การทดลองในตุรกี (กลุ่มตัวอย่าง 13,000 คน) พบว่าสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ 84% และป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลจากโรคโควิด-19 ได้ 100%
  2. การทดลองในชิลี (กลุ่มตัวอย่าง 10.5 ล้านคน) พบว่าสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ 67% และป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลจากโรคโควิด-19 ได้ 85%
  3. การทดลองในอินโดนีเซีย (กลุ่มตัวอย่าง 1,620 คน) พบว่าสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ 65% และไม่มีรายงานกลุ่มตัวอย่างเข้าโรงพยาบาล
  4. การทดลองในบราซิล (กลุ่มตัวอย่าง 12,688 คน) พบว่าสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ 51% และป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลจากโรคโควิด-19 ได้ 100%
  5. การทดลองในบราซิล (กลุ่มตัวอย่าง 393 คน) พบว่าสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ 50% และไม่มีรายงานกลุ่มตัวอย่างเข้าโรงพยาบาล *กลุ่มตัวอย่างได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส*

ขณะที่ SAGE ประเมินความมั่นใจจากการรวบรวมผลการทดลองวัคซีนได้ดังนี้

  1. ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ (อายุ 18-59 ปี) : ความมั่นใจสูง
  2. ความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงจากการฉีดวัคซีน (อายุ 18-59 ปี) : ความมั่นใจปานกลาง
  3. ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ (อายุ 60 ขึ้นไป) : ความมั่นใจปานกลาง
  4. ความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงจากการฉีดวัคซีน (อายุ 60 ปีขึ้นไป) : ความมั่นใจต่ำ
  5. ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ (กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง อาทิ โรคประจำตัวและปัญหาสุขภาพ) : ความมั่นใจปานกลาง
  6. ความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงจากการฉีดวัคซีน (กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง อาทิ โรคประจำตัวและปัญหาสุขภาพ) : ความมั่นใจต่ำ

Photo by Ted ALJIBE / AFP

วิจัยชี้วัคซีน Sinopharm มีประสิทธิภาพ 72.8% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654015

วันที่ 27 พ.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

วิจัยชี้วัคซีน Sinopharm มีประสิทธิภาพ 72.8%ผลการวิจัยเบื้องต้นชี้วัคซีน Sinopharm มีประสิทธิภาพป้องกันการติด Covid-19 แบบมีอาการได้ 72.8%

วารสารสมาคมการแพทย์อเมริกัน (JAMA) เผยผลการวิจัยเบื้องต้นที่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed) ว่าด้วยประสิทธิภาพของวัคซีนต้าน Covid-19 ของบริษัท Sinopharm ที่พัฒนาโดยสาขาเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นการเปิดเผยรายละเอียดของการศึกษาขั้นสุดท้ายเป็นครั้งแรก

การศึกษาพบว่า หลังจากได้รับวัคซีนของ Sinopharm ครบ 2 โดสอย่างน้อย 2 สัปดาห์ แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพในการป้องกันโรคแบบมีอาการอยู่ที่ 72.8%

ตัวเลขล่าสุดนี้สูงกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรายงานของบริษัท Sinopharm เมื่อเดือน ก.พ.ที่ระบุว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพ 72.5%

ขณะที่วัคซีนอีกตัวหนึ่งที่พัฒนาโดยสถาบันของ Sinopharm ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งเพิ่งได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินมีประสิทธิภาพ 78.1%

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วย Covid-19 แบบมีอาการ 142 คน จากกลุ่มตัวอย่างอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปกว่า 40,000 คนในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน โดย 26 คนได้รับวัคซีนที่พัฒนาโดย Sinopharm ในเมืองอู่ฮั่น และอีก 21 คนได้รับวัคซีนที่พัฒนาโดย Sinopharm ในกรุงปักกิ่ง

อย่างไรก็ดี ประสิทธิภาพของวัคซีน Sinopharm ในการป้องกันการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ และการลดแนวโน้มการป่วยหนักจาก Covid-19 รวมทั้งประสิทธิภาพของวัคซีนในผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ยังอยู่ในขั้นตอนของการวิเคราะห์ ซึ่งจะมีการเผยแพร่ในรายงานประเมินฉบับสุดท้ายในภายหลัง

Photo by Robert ATANASOVSKI / AFP