สาเหตุที่อิหร่านแบนขุด Bitcoin ทั้งที่เป็นโอกาสทอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654011

วันที่ 27 พ.ค. 2564 เวลา 14:00 น.

สาเหตุที่อิหร่านแบนขุด Bitcoin ทั้งที่เป็นโอกาสทองการขุด Bitcoin เป็นโอกาสสำคัญของอิหร่านเมื่อต้องเผชิญมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากสหรัฐแต่ต้องระงับไปเพราะเหตุนี้

หลังจากที่ก่อนหน้านี้รอยเตอร์สเปิดเผยผลการศึกษาจากบริษัทผู้ให้บริการวิเคราะห์บล็อกเชน Elliptic เผยว่าอิหร่านลดผลกระทบจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่กำหนดขึ้นโดยสหรัฐด้วยรายได้หลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐจากการขุดคริปโตรวมถึง Bitcoin ซึ่งคาดว่าทำเงินให้อิหร่านราว 1 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

ทั้งนี้ สหรัฐกำหนดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเกือบทั้หมดในอิหร่านรวมถึงการห้ามนำเข้าสินค้าจากอิหร่านรวมถึงน้ำมันซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของอิหร่านเป็นอย่างมาก

จึงดูเหมือนว่าอิหร่านเดินหน้าอย่างเต็มกำลังในการขุดคริปโตเพื่อชดเชยรายได้ที่สูญเสียไปจากการถูกคว่ำบาตร โดยเฉพาะการขุด Bitcoin ซึ่งตามรายงานของบริษัทผลิตไฟฟ้าของรัฐบาลอิหร่านระบุว่ามีการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 600 เมกะวัตต์ไปกับเหมือง Bitcoin

ขณะที่อิหร่านยอมรับว่าการขุด Bitcoin เป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับเศรษฐกิจของประเทศที่ถูกคว่ำบาตร แม้จะอุดมไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแต่ประสบปัญหาขาดแคลนเงินสด

ทั้งนี้ การขุดคริปโตเป็นอุตสาหกรรมของประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยโดยเสนอให้ใช้พลังงานในราคาถูกและกำหนดให้คนงานเหมืองต้องขาย Bitcoins ที่ขุดได้ให้กับธนาคารกลาง

ด้วยพลังงานที่ราคาถูกจึงสามารถดูดให้คนเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้มากขึ้น โดยประมาณ 4.5% ของการขุด Bitcoin ทั้งหมดเกิดขึ้นในอิหร่าน

แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมการขุดคริปโตในอิหร่านต้องชะงักโดยเมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมาประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ประกาศสั่งห้ามขุดคริปโตที่ใช้พลังงานมหาศาลรวมถึง Bitcoin โดยคำสั่งดังกล่าวมีผลทันทีไปจนถึงวันที่ 22 ก.ย.

หลังจากที่ประเทศประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานและเผชิญกับไฟฟ้าดับครั้งใหญ่หลายครั้ง โดยรัฐบาลระบุว่าการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้ามีสาเหตุหลักมาจากการขุดคริปโต ประกอบกับภาวะภัยแล้งและการใช้ไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อน

เนื่องจากการขุดคริปโตเป็นกระบวนการที่จำเป็นต้องใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลจำนวนมหาศาล โดยก่อนหน้านี้เขตปกครองตนเองมองโกเลียในประเทศจีนได้สั่งห้ามการขุดคริปโตเช่นกันเนื่องจากสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า

นอกจากนี้รูฮานียังกล่าวว่าประมาณ 85% ของการขุดคริปโตในอิหร่านในปัจจุบันไม่มีใบอนุญาต

AFP PHOTO / JACK GUEZ

ผู้นำไต้หวันโวยจีนขวางดีลซื้อวัคซีนจาก BioNTech #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654003

วันที่ 27 พ.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

ผู้นำไต้หวันโวยจีนขวางดีลซื้อวัคซีนจาก BioNTechไช่อิงเหวินเผยไม่สามารถจบดีลซื้อวัคซีนกับบริษัท BioNTech ของเยอรมนีได้เพราะถูกจีนขัดขวาง 

ประธานาธิบดี ไช่อิงเหวิน ของไต้หวันเผยในที่ประชุมพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ว่า รัฐบาลไต้หวันเกือบจะเซ็นสัญญาซื้อวัคซีนต้าน Covid-19 ที่พัฒนาโดยบริษัท BioNTech ของเยอรมนี แต่ทางการจีนเข้ามาแทรกแซงการเจรจาของไต้หวันกับเยอรมนีจนไต้หวันไม่สามารถลงนามในสัญญาดังกล่าว  

นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไต้หวันเอ่ยว่าจีนขัดขวางการซื้อวัคซีนโดยตรงท่ามกลางการโต้เถียงกันไปมาหลังจากจีนเสนอวัคซีนของ BioNTech ให้ไต้หวันผ่านบริษัทของจีน

สื่อท้องถิ่นไต้หวันรายงานว่า บริษัท Shanghai Fosun Pharmaceutical Group ของจีนได้เซ็นสัญญากับบริษัท BioNTech ของเยอรมนี เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการจำหน่ายวัคซีนในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน ซึ่งนำมาสู่การแทรกแซงการเจรจาซื้อขายวัคซีนของไต้หวันกับ BioNTech

ต่อมา Shanghai Fosun Pharmaceutical Group ประกาศว่าพร้อมจัดหาวัคซีนของ BioNTech ให้ไต้หวัน แต่ไช่อิงเหวินปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า ไต้หวันจะซื้อวัคซีนโดยตรงจากผู้ผลิตเท่านั้น หรืออาจเจรจากับบริษัทผู้ผลิตผ่านโครงการแจกจ่ายวัคซีน COVAX เพื่อให้ได้รับการรับรองเกี่ยวกับคุณภาพและความปลอดภัยของวัคซีนโดยตรงจากผู้ผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งทางกฎหมายและการเมือง

Photo by Sam Yeh / AFP

ฟิลิปปินส์เตรียมทดลองใช้ซิโนแวคผสมยี่ห้ออื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653981

วันที่ 27 พ.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

ฟิลิปปินส์เตรียมทดลองใช้ซิโนแวคผสมยี่ห้ออื่นฟิลิปปินส์เล็งศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 เมื่อใช้ต่างยี่ห้อร่วมกัน โดยเลือกศึกษาซิโนแวควัคซีนที่ได้รับความนิยมที่สุดในประเทศเป็นหลัก

CNN ฟิลิปปินส์รายงานว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฟิลิปปินส์เตรียมทดลองใช้วัคซีนต้านโควิด-19 ของซิโนแวค (Sinovac) ร่วมกับวัคซีนตัวอื่นๆ เพื่อศึกษาความปลอดภัยและความสามารถในการสร้างภูมิกันของวัคซีนต่างยี่ห้อเมื่อใช้ร่วมกัน โดยการศึกษาจะเริ่มต้นขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2022

โดยในการทดลองจะใช้อาสาสมัครประมาณ 3,000 คนที่ได้รับวัคซีนโคโรนาแวค (CoronaVac) ของซิโนแวค (Sinovac) ในเข็มแรกและตามด้วยวัคซีนต้านโควิด-19 ยี่ห้ออื่นเป็นเข็มที่สอง

อย่างไรก็ตามการศึกษายังไม่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยด้านสุขภาพของฟิลิปปินส์

ทั้งนี้ นอกเหนือจากซิโนแวค (Sinovac) แล้วฟิลิปปินส์ได้อนุมัติวัคซีนยี่ห้ออื่นสำหรับการใช้งานในกรณีฉุกเฉินได้แก่ แอสตราเซเนกา (AstraZeneca), โมเดอร์นา (Moderna), ไฟเซอร์ (Pfizer), สปุตนิก วี (Sputnik V), โควาซิน (Covaxin) และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson)

โดยแถลงการณ์ระบุว่าสาเหตุที่เลือกศึกษาวัคซีนซิโนแวค (Sinovac) เป็นจุดมุ่งหมายหลักเนื่องจากเป็นวัคซีนที่มีความเสถียรมากที่สุดในประเทศ

ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นจากโซเชียล เวเธอร์ สเตชันส์ (SWS) สถาบันวิจัยทางสังคมของฟิลิปปินส์ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมาก็พบว่าชาวฟิลิปปินส์นิยมฉีดวัคซีนยี่ห้อดังกล่าวมากกว่าวัคซีนตัวอื่นที่มีอยู่ในประเทศ

โดยร้อยละ 39 ของประชากรผู้ใหญ่ 1,200 คนนิยมฉีดซิโนแวค (Sinovac) รองลงมาคือไฟเซอร์ (Pfizer) ได้รับความนิยมร้อยละ 33 ตามมาด้วยแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ร้อยละ 22 และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) ร้อยละ 10

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ไบเดนสั่งหน่วยข่าวกรองเร่งสอบหาต้นตอโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653979

วันที่ 27 พ.ค. 2564 เวลา 10:44 น.

ไบเดนสั่งหน่วยข่าวกรองเร่งสอบหาต้นตอโควิดผู้นำสหรัฐสั่งหน่วยข่าวกรองเพิ่มความพยายามสืบหาต้นตอ Covid-19 และรายงานผลภายใน 90 วัน

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน มีคำสั่งให้หน่วยงานด้านข่าวกรองเพิ่มความพยายามอีกครั้งในการสืบหาต้นตอการแพร่ระบาดของ Covid-19 เพื่อให้ได้ข้อสรุปขั้นสุดท้าย โดยขีดเส้นตายให้รายงานผลภายใน 90 วัน

ไบเดนกล่าวว่า เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาเขาสั่งให้ เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ มอบหมายให้หน่วยงานด้านข่าวกรองจัดทำรายงานวิเคราะห์เกี่ยวกับต้นตอการแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่เป็นปัจจุบันที่สุด รวมทั้งหาข้อสรุปว่าเชื้อมาจากการที่มนุษย์สัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อหรือหลุดมาจากห้องทดลอง โดยได้รับรายงานมาแล้วก่อนหน้านี้ จึงมีคำสั่งให้ตรวจสอบเพิ่มเติม

ไบเดนทิ้งท้ายว่า สหรัฐจะร่วมมือกับหุ้นส่วนที่มีเป้าหมายเดียวกันทั่วโลกเพื่อกดดันให้จีนเข้าร่วมการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบ โปร่งใส และยึดมั่นในหลักฐานของนานาชาติ และอำนวยความสะดวกให้เข้าถึงข้อมูลและหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

คำสั่งล่าสุดนี้มีขึ้นหลังจากเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวกรองของสหรัฐชี้ว่า 3 นักวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการป่วยคล้าย Covid-19 ในเดือน พ.ย. 2019 หลายเดือนก่อนที่จีนจะเปิดเผยการระบาดของโรคCovid-19 สร้างน้ำหนักว่ามีความเป็นไปได้ว่าเชื้ออาจหลุดออกมาจากห้องทดลอง

แต่เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามว่าคำสั่งล่าสุดของไบเดนเกี่ยวข้องกับรายงานข่าวกรองดังกล่าวหรือไม่ แครีน ฌ็อง-ปิแอร์ โฆษกทำเนียบขาวตอบว่า ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีไบเดนดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว

Photo by Nicholas Kamm / AFP

ความผันผวนของ Bitcoin กำลังทะลักเข้าสู่หุ้นสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653937

วันที่ 26 พ.ค. 2564 เวลา 17:31 น.

ความผันผวนของ Bitcoin กำลังทะลักเข้าสู่หุ้นสหรัฐ จับตาให้ดีเมื่อ Bitcoin ไม่ได้แค่ผันผวนในตัวมันเอง แต่กำลังเป็นหนึ่งในอิทธิพลที่ส่งผลต่อหุ้นในตลาดใหญ่ของโลก

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าการเคลื่อนไหวที่รุนแรงของ Bitcoin กระตุ้นความผันผวนของหุ้นฟิวเจอร์สของสหรัฐในช่วงวันซื้อที่มีความผิดปกติสูงขายตามรายงานของ DBS Group Holdings Ltd. ของสิงคโปร์

ในการศึกษาที่สรุปว่า Bitcoin ซึ่งเป็นโทเค็นที่ใหญ่ที่สุดในโลกไม่ได้เป็นกลุ่มสินทรัพย์ชายขอบอีกต่อไป ซึ่งไทมูร์ เบก (Taimur Baig) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ DBS และนักยุทธศาสตร์เศรษฐศาสตร์มหภาคกล่าวว่าหุ้น S&P 500 มีแนวโน้มที่จะลงแกว่งมากขึ้นหลังจากที่ Bitcoin พุ่งขึ้นหรือลดลง 10% ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง

พวกเขาวิเคราะห์วันซื้อขายที่แสดงอาการดังกล่าว 4 วันคือ 28 ธันวาคม 4 มกราคม 29 มกราคมและ 19 พฤษภาคมเป็นตัวอย่างของความผันผวนของ Bitcoin ที่รุนแรงและเปรียบเทียบความสัมพันธ์กับหุ้นฟิวเจอร์ส S&P 500 การศึกษาแสดงให้เห็นว่า Bitcoin และ S&P 500 มีความสัมพันธ์กันเป็นรูปธรรมมากขึ้นหลังจากกาเคลื่อนไหวขนาดใหญ่โดยพบว่ามีผลที่ 0.26 เทียบกับ 0.19 จุดในสภาวะปกติ

แม้ว่ามันยังคงเป็นความเชื่อมโยงที่อ่อนแอระหว่างสินทรัพย์ทั้งสอง แต่ DBS กล่าวว่านอกจากนี้ยังพบว่าความแปรปรวนของผลตอบแทนของฟิวเจอร์ส S&P 500 นั้นสูงกว่าปกติถึง 42% ในช่วงเวลาที่ Bitcoin ผันผวนเช่นกัน

“สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าบรรยากาศของหุ้นอาจเริ่มผูกติดกับบรรยากาศในตลาด Bitcoin ได้ในช่วงเวลาชั่วคราว จากขาลงของ Bitcoin เมื่อเร็วๆ นี้ผู้ที่อยุ่ในตลาดอาจควรจับตาดูการพัฒนาในพื้นที่นี้”

Bitcoin เพิ่มขึ้น 6% สู่การซื้อขายใกล้ 40,000 ดอลลาร์ในวันพุธ ซึ่งสูงกว่าระดับต่ำสุดของสัปดาห์ที่แล้วที่ประมาณ 30,000 ดอลลาร์ แต่ต่ำกว่าสถิติช่วงกลางเดือนเมษายนที่เกือบ 65,000 ดอลลาร์

สินทรัพย์กระแสหลักยังคงหลีกเลี่ยงการแกว่งตัวอย่างรุนแรงและยังไม่มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างหุ้นและสกุลเงินดิจิทัล ถึงกระนั้นก็เป็นที่ชัดเจนว่า Bitcoin กลายเป็นกำลังสำคัญในตลาดการเงิน และการลงพรวดพราดของมันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทำให้ความคิดเรื่องคริปโตต้องเปลี่ยนไป

“Bitcoin ไม่ได้เป็นสินทรัพย์ชายขอบอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไปเนื่องจากมีความสัมพันธ์ที่สูงขึ้นและความผันผวนของหุ้นสหรัฐที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นไปตามการเคลื่อนไหวที่รุนแรงในตลาด Bitcoin” ทีมงาน DBS เขียน

ในบันทึกล่าสุดนักกลยุทธ์ของ JPMorgan Chase & Co. กล่าวว่าผลกระทบข้ามสินทรัพย์ของขาลงของสกุลเงินดิจิทัลนั้น “ไม่รุนแรง” โดยมีการถือครองและการลดเครดิตน้อยลงเมื่อเทียบกับการสะดุดของหุ้นที่ถูกปั่นโดยสื่อหรือการเทขายพันธบัตรในปีนี้

ถึงกระนั้นนักยุทธศาสตร์คนอื่น ๆ ก็ยังคงระมัดระวัง Bitcoin กำลัง “กระชับการยึดเกาะในตลาดผ่านความผันผวนสภาพคล่องและความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง” เบน อีมอนส์ (Ben Emons) กรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์มหภาคระดับโลกของ Medley Global Advisors LLC ในนิวยอร์กกล่าวในสัปดาห์นี้

มีศักยภาพที่จะเกิด”ผลกระทบติดต่อทางการเงิน หาก Bitcoin ลดลงต่ำกว่า 20,000 ดอลลาร์จะไม่สามารถหลีกเลี่ยง เขากล่าวเสริม

Photo by PHILIPPE LOPEZ / AFP

Illumina บริษัทอัจฉริยะที่อยู่เบื้องหลังการต่อสู้กับโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653872

วันที่ 26 พ.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

Illumina บริษัทอัจฉริยะที่อยู่เบื้องหลังการต่อสู้กับโควิดบริษัทถอดรหรัสพันธุกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการโควิด-19

Illumina บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการรับมือกับโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดทั่วโลกด้วยเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโดยนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยในห้องปฏิบัติการกว่า 10,000 แห่งใน 115 ประเทศทั่วโลก

นี่เป็นอีกธุรกิจที่กำลังโดดเด่นหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดย Illumina เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1998 จนเป็นบริษัทผู้นำด้านการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์และเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้างวัคซีนเพื่อป้องกันและรักษาโรคต่างๆ กว่า 90% ของบริษัททั่วโลกใช้เทคโนโลยีของ Illumina ในการวินิจฉัยเซลล์มะเร็ง

ฮีโร่ในวิกฤตโควิด

เมื่อมีการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เทคโนโลยีของ Illumina จึงมีส่วนสำคัญในการนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์รหัสจีโนมของไวรัสในประเทศจีนได้อย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัส และได้รับความสนใจจากนักวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุขทั่วโลก

อุปกรณ์การวิเคราะห์พันธุกรรมของไวรัสที่ผลิตโดย Illumina มีสัดส่วนถึง 70% ของอุปรณ์ทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวหนุนยอดขายที่สำคัญของบริษัทเนื่องจากเป็นที่ต้องการของบรรดาผู้ผลิตวัคซีน

นอกจากนี้ Illumina ยังได้ผลิตชุดตรวจโควิด-19 ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐเรียบร้อยแล้ว

Illumina กล่าวว่าบริษัทจะจัดหาเทคโนโลยีสนับสนุนการติดตามการแพร่ระบาดของไวรัส เฝ้าระวังโรค ตลอดจนร่วมพัฒนาวัคซีนและการรักษาพยาบาลต่อไปเพื่อรับรองความปลอดภัยและความมั่นคงระดับโลกในระยะยาว

รางวัลการันตี

Illumina ติดอันอับ 1 ใน 100 บริษัทที่ทรงอิทธิพลแห่งปี 2021 จากนิตยสาร TIME (TIME100 Most Influential Companies 2021)

นอกจากนี้ยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนายจ้างที่ดีที่สุดของสิงคโปร์ตามผลการสำรวจที่สนับสนุนโดย The Straits Times และบริษัทการตลาด Statista เมื่อช่วงปลายปี 2020 จากการสอบถามพนักงาน 9,000 คนในอุตสาหกรรมต่างๆ ในสิงคโปร์

อีกทางเลือกในการลงทุน

ในช่วงวิกฤตโรคระบาดผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนต่างชี้ว่าบริษัทด้านสุขภาพและสาธารณสุขเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนเนื่องจากเป็นบริษัทที่ก้าวขึ้นมามีความสำคัญระดับโลก

โดย Gary Robinson ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของ Baillie Gifford ก็ได้แนะนำให้ลงทุนใน Illumina เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับโควิด-19

เช่นเดียวกับ Steve Jobs ผู้ก่อตั้งบริษัท Apple ก็เคยให้ความเห็นไว้ว่านวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 21 คือการหลอมรวมระหว่างชีวภาพและเทคโนโลยี นั่นเป็นสาเหตุที่การลงทุนในธุรกิจด้านสุขภาพจึงน่าสนใจ

สหรัฐอิดออดไม่ส่งวัคซีนให้ไต้หวัน อ้างคนติดเชื้อน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653922

วันที่ 26 พ.ค. 2564 เวลา 14:45 น.

สหรัฐอิดออดไม่ส่งวัคซีนให้ไต้หวัน อ้างคนติดเชื้อน้อยในขณะที่ทางการไทเปโวยไม่เหลือวัคซีนสักโดสเดียวในมือ และนายกเทศมนตรีโวยว่าไม่ได้รับวัคซีนจากสหรัฐเลย

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานวง่านักการทูตชั้นนำของสหรัฐในไต้หวันกล่าวเมื่อวันพุธโดยส่งสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐไม่รีบร้อนที่จะส่งวัคซีนโควิด -19 ไปยังไต้หวันโดยชี้ว่าว่าจำนวนผู้ติดเชื้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ แต่เขากล่าวว่าการเจรจาในประเด็นนี้กำลังดำเนินอยู่

หลังจากหลายเดือนไต้หวันค่อนข้างปลอดภัยจากการระบาด มาตอนนี้เกิดการระบาดหนักขึ้นมาอย่างรวดเร็วแต่ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนเพียง 1% ของประชากรมากกว่า 23 ล้านคน

รัฐบาลไต้หวันระบุว่ากำลังจะมีวัคซีนเข้ามาเพิ่มอีกหลายล้านโดสและเมื่อสัปดาห์ที่แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้พูดคุยกับรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐเพื่อขอความช่วยเหลือ หลังจากประธานาธิบดีโจ ไบเดนกล่าวว่าเขาจะส่งวัคซีนโควิด-19ไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 ล้านโดสภายในสิ้นเดือนมิถุนายน

แต่เบรนท์ คริสเตนเซน (Brent Christensen) ทูตโดยพฤตินัยของสหรัฐประจำไทเปกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าการจัดการโรคระบาดของไต้หวันได้สร้างความประทับใจให้กับทุกคนทั่วโลก

“เรามั่นใจในความสามารถของหน่วยงานด้านสาธารณสุขของไต้หวันในการป้องกันการระบาดล่าสุด” เขากล่าว

“ผมยังชี้ให้เห็นว่าเพื่อนบ้านของไต้หวันหลายประเทศในภูมิภาคนี้กำลังประสบกับการแพร่ระบาดและจำนวนผู้ติดเชื้อของไต้หวันยังอยู่ในกลุ่มที่ต่ำที่สุดในโลก” คริสเตนเซนกล่าวเสริม

ในส่วนของมาตรฐานการระบายวัคซีนของสหรัฐยังคงอยู่ในระหว่างการจัดทำ แต่มีแนวทางการพิจารณาโดยขึ้นอยู่กับระดับการติดเขื้อ, ศักยภาพของระบบสาธารณสุข และระดับการฉีดวัคซีน

“เราทราบดีว่าวัคซีนของไต้หวันจะพร้อมให้บริการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าและผมรับรองได้ว่าเรามีส่วนร่วมกับไต้หวันในทุกระดับ”

เช่นเดียวกับประเทศส่วนใหญ่สหรัฐไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่เป็นผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดในเวทีโลกและเป็นแหล่งขายอาวุธที่สำคัญ

จีนเสนอวัคซีนให้ไต้หวัน แต่รัฐบาลไต้หวันปฏิเสธแนวคิดดังกล่าวโดยระบุว่าจีนไม่ได้ให้ข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนและไม่ว่าในกรณีใดก็ตามได้พยายามปิดกั้นการเข้าถึงวัคซีนของไต้หวันในระดับสากล

ไต้หวันได้สั่งซื้อวัคซีนมากกว่า 20 ล้านวัคซีนจาก AstraZeneca Plc และ Moderna Inc รวมทั้งพัฒนาวัคซีนของตนเอง จนถึงขณะนี้มีปริมาณ AstraZeneca เพียง 700,000 โดสเท่านั้น

สำนักงานกิจการไต้หวันของจีนระบุว่าไต้หวันใช้ “ข้อแก้ตัวต่างๆ” เพื่อปิดกั้นประชาชนไม่ให้รับวัคซีนจากจีน

“นี่เป็นอุปสรรคทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเพื่อนร่วมชาติไต้หวันในการสกัดตัวเองจากการแพร่ระบาดโดยเร็วที่สุด” โฆษกหญิงจูเฟิ่งเหลิงกล่าวกับผู้สื่อข่าวในปักกิ่ง

เมื่อวันพุธ ไช่อิงเหวินประธานาธิบดีไต้หวันกล่าวรัฐบาลไม่สามารถลงนามในข้อตกลงกับ BioNTech SE ของเยอรมนีได้เนื่องจาก “การแทรกแซง” ของจีน

ขณะเดียวกับสำนักข่าว China Times ของไต้หวันรายงานว่า เฉินจื้อฮั่น โฆษกของรัฐบาลกรุงไทเปเปิดเผยว่าตอนนี้หน่วยราชการของไทเปไม่มีวัคซีนครอบครองเลยสักโดสเดียว โดยโต้คำแถลงของรัฐบาลกลางที่ระบุว่าทางการไทเปมีวัคซีนอยู่ในการบิรหาร 7,000 โดส ซึ่งเฉินจื้อหานบอกว่าก่อนหน้านี้เหลือแค่ 2 โดสเท่าน้นแต่ได้มอบให้กับทา.โรงพยาสบาลไปแล้วทำให้ไม่มีเหลือเลย และยังตอบโต้รัฐบาลด้วยว่าอย่าเล่มเกมเรื่องตัวเลขอีก

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม สำนักข่าว Taiwan News รายงานว่าเคอเหวินเจ๋อนายกเทศมนตรีกรุงไทเปเผยว่าไต้หวันไม่ได้รับวัคซีนจากสหรัฐเลย และชี้ว่าสงครามกับโคโรนาไวรัสไม่สามารถอาชนะได้ง่ายๆ แค่ยกการ์ดป้องกัน

ราบงานข่าวเดียวกันระบุว่า เซียวเหม่ยฉิน ผู้แทนของไต้หวันไปยังสหรัฐให้คำมั่นสัญญาว่าจะรับประกันว่าวัคซีน Moderna ที่ผลิตในสหรัฐจะมาถึงประเทศภายในเดือนมิถุนายน มีการสัญญาประมาณ 5 ล้านโดสผ่านข้อตกลงการจัดซื้อ

Photo by Sam Yeh / AFP

สองสหายผู้ถือ Crypto มากที่สุดในโลก จากบริษัทที่ก่อตั้งในห้องครัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653899

วันที่ 26 พ.ค. 2564 เวลา 13:26 น.

สองสหายผู้ถือ Crypto มากที่สุดในโลก จากบริษัทที่ก่อตั้งในห้องครัวอดีตเพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลายเป็นหนึ่งในผู้ถือ Crypto ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ไคล์ เดวีส์ (Kyle Davies) และซู จู (Su Zhu) เริ่มต้น Three Arrows Capital ที่โต๊ะในครัวของอพาร์ตเมนต์ของพวกเขาในปี 2012 มาถึงวันนี้พวกเขาเป็นหนึ่งในผู้ถือครองคริปโตเคอร์เรนซี่รายใหญ่ที่สุดของโลกที่มีพอร์ตมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

Bloomberg รายงานว่าผลงานของพวกเขาได้รับความสนใจในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเนื่องจากความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการขุดคริปโตในจีนและทวีตของอีลอน มัสก์ส่งผลให้ราคาของคริปโตผันผวนอย่างหนัก

แต่สำหรับเดวีส์ซึ่งนักลงทุนรายแรกๆ ในตลาดคริปโตและเป็นผู้สนับสนุนตัวยงในเทคโนโลยีบล้อคเชน ความผันผวนล่าสุดเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนมือใหม่กลัวได้ แต่ไม่ใช่สำหรับคนที่มีประสบการณ์ผ่านช่วงเวลาที่ผันผวนมากกว่า

เดวีส์ วัย 34 ปีให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg จากสิงคโปร์ว่า “Bitcoin ลดลง 30% จากจุดสูงสุด แต่ก็ไม่ได้ลดลงมากนัก ผมไม่เห็นว่ามันน่ากลัวขนาดนั้นเลย”

เดวีส์และจูเรียนมัธยมปลายด้วยกันจากนั้นเรียนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียในนิวยอร์กก่อนจะร่วมงานกับ Credit Suisse ในฐานะผู้ค้าอนุพันธ์ในโตเกียว หลังจากสามปีที่ธนาคารสวิสพวกเขาเลิกและเปิดตัว Three Arrows Capital เพื่อเริ่มซื้อขายสกุลเงินดั้งเดิมในตลาดเกิดใหม่

“มันเป็นตลาดที่ไม่มีประสิทธิภาพมากและนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรา” เดวีส์กล่าว

ภายในสามปีพวกเขาเปลี่ยนจากการทำงานในอพาร์ทเมนต์ในซานฟรานซิสโกมาจ้างคนประมาณ 35 คนและซื้อขาย 5% ถึง 10% ของปริมาณสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ในท้องถิ่นทั้งหมด

พวกเขากระจายไปสู่ตัวเลือกหุ้นและสกุลเงินดิจิทัล เดวีส์บอกว่าเพราะบริษัทที่ใหญ่กว่าและดีกว่าเข้ามาในการซื้อขายเงินตราต่างประเทศในตลาดเกิดใหม่และบริษัทพวกนั้นทำผลงานได้ดีกว่า ภายในปี 2018 บริษัท Three Arrows จึงหันมาให้ความสำคัญกับคริปโตโดยเฉพาะ

ขณะนี้บริษัทในสิงคโปร์ของพวกเขามีกองทุน DeFiance Capital ซึ่งลงทุนในการเงินแบบกระจายอำนาจโดยเดิมพันว่าธุรกิจเหล่านี้จะ “ครอบงำทุนแบบเดิมในทศวรรษหน้า” การลงทุนของบริษัทได้แก่ InsurAce ซึ่งให้บริการประกันภัยและ CDEX ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล

เดวีส์และจูอดีตเทรดเดอร์ของ Credit Suisse Group AG ทั้งสองเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกของวอลล์สตรีทที่ใช้คริปโตกลุ่มแรกๆ ร่วมกับแดน มอร์เฮด (Dan Morehead) จาก Pantera Capital และไมค์ โนโวกราตซ์ (Mike Novogratz) จาก Galaxy Digital ตอนนี้ทุกคนตั้งแต่ผู้ค้ารายย่อยไปจนถึงนายธนาคารต่างก็เข้ามาในตลาดคริปโต แม้แต่ CNBC ยังรายงานในเดือนนี้ว่าเอซิซแมคมาฮอน (Aziz McMahon) หัวหน้าฝ่ายขายในตลาดเกิดใหม่ของ Goldman Sachs Group Inc. ในลอนดอนลาออกจากบริษัทหลังจากทำการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลด้วยตัวเอง

ที่ผ่านมาเดวีส์และจูไม่ยอมเปิดเผยทรัพย์สินของพวกเขาและยังแนะนำผ่านโซเชียลมีเดียด้วยว่ามหาเศรษฐีคริปโตคนอื่นๆ ก็ควรทำเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามจากเอกสารในเดือนมกราคมเปิดเผยข้อมูลของบริษัท Three Arrows ของเขาทั้งสอง พบว่าบริษัทนี้มีสัดส่วนการถือหุ้น 5.6% ใน Grayscale Bitcoin Trust ซึ่งเป็นกองทุนมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์ที่ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลที่ตั้งขึ้นโดยแบร์รี่ ซิลเบิร์ท (Barry Silbert)

เดวีส์ปฏิเสธที่จะบอกว่าสถานะของพวกเขามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่หรือระบุจำนวนเงินทุนของบริษัทที่เป็นของพวกเขา การลงทุนโดยตรงอื่นๆ ส่วนใหญ่ในสกุลเงินดิจิทัลและบริษัทที่เกี่ยวข้องของพวกเขาไม่จำเป็นต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ

สัดส่วนการถือหุ้น Grayscale ทำให้ Three Arrows เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดและจะมีมูลค่ามากถึง 2,100 ล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน หุ้นของกองทรัสต์ร่วงลงมากกว่า 40% หลังจากการประกาศของมัสก์ในเดือนนี้ว่า Tesla จะระงับการยอมรับสกุลเงินดิจิทัลสำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเนื่องจาก “การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในการขุด Bitcoin” และยังมีการประกาศการควบคุมด้านกฎระเบียบจากจีน

แม้จะมีทวีตของมัสก์เผยให้เห็นถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากการขุด Bitcoin แต่เดวีส์กล่าวว่าเขาไม่เชื่อว่าความกังวลเหล่านั้นจะมีผลกับการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลโดยรวม

“มีสกุลเงินดิจิทัลจำนวนมากที่ใช้ระบบ proof-of-stake (กาตรวจธุรกรรมในบล็คเชน) ได้ซึ่งใช้พลังงานน้อยมากหากมีการใช้ไฟฟ้า นั่นคือทิศทางที่คริปจำนวนมากมุ่งไป” เดวีส์กล่าว ทั้งนี้ เดวีส์กล่าวว่าปัจจุบัน Ethereum ถือเป็นคริปโตที่บริษัทถือครองมากที่สุด

“เราอยู่ในวงการคริปโตมานานแล้ว” เดวีส์กล่าวกับ Bloomberg “เราไม่ได้ติดอยู่ Ethereum มานานตั้งแต่แรก อันที่จริงเราก็ขาดช่วงไปเช่นกัน วิธีใดเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเอาชนะ Bitcoin ในตอนนี้? มีเพียงการเป็นเจ้าของ Ethereum เป้าหมายสูงสุดของการลงทุนของผมคือการมีประสิทธิภาพสูงกว่า Bitcoin”

เรียบเรียงจาก – Ex-High School Classmates Are Among the World’s Largest Crypto Holders (Bloomberg) 

ภาพประกอบ – ในรูปถ่ายไฟล์นี้ถ่ายเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2017 ฟาร์มขุดสกุลเงินเสมือนของ Dmitry Marinichev นักธุรกิจคริปโตของรัสเซียทำงานในโกดังโรงงานผลิตรถยนต์ยุคโซเวียตในมอสโก (Photo by MAXIM ZMEYEV / AFP)

Photo by MAXIM ZMEYEV / AFP

สหรัฐคืนทับหลังปราสาทหนองหงส์-ปราสาทเขาโล้นให้ไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653901

วันที่ 26 พ.ค. 2564 เวลา 11:08 น.

สหรัฐคืนทับหลังปราสาทหนองหงส์-ปราสาทเขาโล้นให้ไทยเพจของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตันรายงานข่าวภารกิจทับหลังคืนสู่มาตุภูมิ

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 สำนักงานสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ (Homeland Security Investigation – HSI) ร่วมกับสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ได้จัดพิธีส่งมอบทับหลังปราสาทหนองหงส์และทับหลังปราสาทเขาโล้นคืนให้แก่รัฐบาลไทย โดยมีนาย David A. Prince หัวหน้าเจ้าหน้าที่พิเศษ HSI นครลอสแอนเจลิส นาย Tatum King หัวหน้าเจ้าหน้าที่พิเศษ HIS ซานฟรานซิสโก นางสาว Stephanie Hinds รักษาการอัยการสหรัฐฯ ประจำรัฐแคลิฟอร์เนียเขตภาคเหนือ นายมนัสวี ศรีโสดาพล เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน นายมังกร ประทุมแก้ว กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส นายพิษณุ โสภณ กงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก และนายฟาบิโอ จินดา กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ทับหลังปราสาทหนองหงส์เป็นทับหลังจำหลักลายพระยมทรงกระบือ ในขณะที่ทับหลังปราสาทเขาโล้นเป็นทับหลังจำหลักลายพระอินทร์เหนือเกียรติมุข ทับหลังทั้งสองทำจากหินทราย และเป็นศิลปะสมัยลพบุรี (ศิลปะเขมรโบราณในไทย) มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 มีหลักฐานภาพถ่ายว่าทับหลังทั้งสองเคยประดิษฐานอยู่เหนือกรอบประตูปราสาทของปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น จ. สระแก้ว ตามลำดับ และคาดว่าน่าจะถูกลักลอบนำออกจากประเทศไทยในช่วงปี 2508 ซึ่งเป็นช่วงสงครามเวียดนาม

Photo by HSI

การส่งมอบโบราณวัตถุที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวัฒนธรรม คืนให้แก่รัฐบาลไทยและประชาชนไทยในครั้งนี้ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ขอแสดงความขอบคุณและชื่นชมการทำงานกว่า 3 ปี ของหน่วยงานที่สำคัญของฝ่ายสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ (Homeland Security Investigation – HSI) และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ในการสืบสวนและรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ตลอดจนการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานไทยและผู้เขี่ยวชาญด้านโบราณคดีของไทย จนประสบความสำเร็จในที่สุด การทำงานร่วมกันดังกล่าวของฝ่ายไทยและสหรัฐฯ เป็นสิ่งแสดงถึงความสัมพันธ์และมิตรภาพอันดีและยาวนานระหว่างไทยและสหรัฐฯ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ HSI รายงานว่าการสอบสวนเป็นเวลาสามปีโดย Homeland Security Investigations (HSI) นำไปสู่การยุติคดีในสหรัฐเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ซึ่งเมืองและมณฑลซานฟรานซิสโกยินยอมให้ริบทับหลังไทยสองชิ้นที่ตั้งอยู่และจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย เมืองซานฟรานซิสโก (Asian Art Museum)

Photo by HSI

ทับหลังไทยเป็นโบราณวัตถุที่แกะสลักด้วยมือ น้ำหนัก 1,500 ปอนด์ 2 ชิ้นซึ่งตามเอกสารของศาลระบุว่าเดิมเป็นส่วนหนึ่งของวัดทางศาสนาโบราณในประเทศไทยและเป็นตัวอย่างที่สำคัญของทับหลังประดับและศิลปวัตถุตามประเพณีของศิลปะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทับหลังที่สำคัญทางศาสนาเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่าส่งออกจากประเทศไทยโดยละเมิดกฎหมายไทยเมื่อ 50 ปีก่อนและต่อมาได้บริจาคให้ซานฟรานซิสโกและนำไปจัดแสดงที่ Asian Art Museum

ในปี 2017 ตัวแทนพิเศษของ HSI ได้ทราบเกี่ยวกับการส่งออกโบราณวัตถุเหล่านี้อย่างผิดกฎหมายจากประเทศไทยซึ่งทำให้สามารถริบได้ภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลาง สหรัฐอเมริกาและเมืองและเทศมณฑลซานฟรานซิสโกได้ทำข้อตกลงยุติคดีซึ่งซานฟรานซิสโกยินยอมให้มีการริบทับหลังของไทยที่ส่งมายังสหรัฐ

“ผลสำเร็จของการสืบสวนครั้งนี้ช่วยฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยเพื่อการชื่นชมและการศึกษาของคนรุ่นนี้และคนรุ่นต่อไปในอนาคต” เททัม คิง (Tatum King) เจ้าหน้าที่พิเศษที่รับผิดชอบ HSI San Francisco กล่าว “การขโมยและการค้าวัตถุทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานพอ ๆ กับการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมนั่นเอง การส่งคืนโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของประเทศจะช่วยส่งเสริมความปรารถนาดีกับรัฐบาลและพลเมืองต่างชาติ พร้อมกับปกป้องประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมของโลกและความรู้เกี่ยวกับอารยธรรมในอดีต ด้วยพันธมิตรของเราที่สำนักงานอัยการสหรัฐประจำเขตทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย เราพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและไทยยังคงเป็นหนึ่งในความเคารพและความชื่นชมซึ่งกันและกัน”

เกาหลีใต้ไม่ต้องใส่หน้ากากอีกต่อไปถ้าฉีดวัคซีนแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653890

วันที่ 26 พ.ค. 2564 เวลา 09:57 น.

เกาหลีใต้ไม่ต้องใส่หน้ากากอีกต่อไปถ้าฉีดวัคซีนแล้วชาวเกาหลีใต้ไม่จำเป็นต้องใช้หน้ากากอนามัยนอกบ้านอีกต่อไปหากได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด -19

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 26 พฤษภาคมทางการเกาหลีใต้ระบุว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากในที่กลางแจ้งอีกต่อไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคมสำหรับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด -19 อย่างน้อยหนึ่งครั้ง

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นความพยายามเพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้รับการฉีดวัคซีนเนื่องจากเกาหลีใต้ตั้งเป้าที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนอย่างน้อย 70% จาก 52 ล้านคนภายในเดือนกันยายน จากเพียง 7% ในขณะนี้

นายกรัฐมนตรี คิม บู-คย็อม (Kim Boo-kyum) กล่าวกับที่ประชุมการตอบสนองต่อไวรัสโคโรนาเมื่อวันพุธว่า ผู้ที่ได้รับการฉีดอย่างน้อยหนึ่งครั้งจะได้รับอนุญาตให้รวมตัวกันเป็นจำนวนมากตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป

เขากล่าวว่ามาตรการกักกันทั้งหมดจะได้รับการปรับเปลี่ยนเมื่อประชาชนมากกว่า 70% ได้รับวัคซีนครั้งแรก

เกาหลีใต้จะเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วไปที่มีอายุระหว่าง 65 ถึง 74 ตั้งแต่วันพฤหัสบดีในคลินิกกว่า 12,000 แห่ง

เกาหลีใต้รายงานผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสรายใหม่ 707 รายเมื่อวันอังคารทำให้ยอดผู้ติดเชื้อ 137,682 รายเสียชีวิต 1,940 ราย

Photo by Jung Yeon-je / AFP