“เหรียญโลหิต” เหตุผลที่จีนกวาดล้าง Bitcoin #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653864

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 21:01 น.

"เหรียญโลหิต" เหตุผลที่จีนกวาดล้าง Bitcoinมีปมเงื่อนบางอย่างที่ทำให้จีนต้องเร่งกวาดล้างการทำเหมืองคริปโต มันเกี่ยวกับปัญหาระดับโลกและปัญหาระดับชาติ

“หลิวเฮ่อ” เป็นเทคโนแครตที่สีจิ้นผิงให้ความไว้วางใจที่สุด เขาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี, ผู้อำนวยการหน่วยงายภายใต้คณะกรรมการกิจการการเงินและเศรษฐกิจกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และยังเป็นเป็นหัวหน้าคณะกรรมการความมั่นคงทางการเงินและการพัฒนา เรียกได้ว่าเป็น “ซาร์เศรษฐกิจ” ของจีนก็ว่าได้

หลิวเฮ่ออยู่ในกระแสความสนใจอย่างมากในเวลานี้ และคนในวงการคริปโตเคอร์เรนซี่อาจจะคุ้นชื่อเขาขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะเขาเป็นพลังเบื้องหลังในการที่จีนออกคำสั่งแบนการทำเหมืองขุด Bitcoin จนทำให้ราคาของมันดิ่งพรวดจากที่อยู่ในช่วงขาลงอยู่แล้ว

ปัจจัยต่างๆ รวมถึงท่าทีแข็งกร้าวของจีนทำให้มูลค่าของ Bitcoin ดิ่งลง 50% ช่วงกลางเดือนเมษายน ส่วนมูลค่าของตลาดคริปโตทั้งหมดทั้งมวล หายไป 1.3 ล้านดอลลาร์ เพียง 2 สัปดาห์หลังจากทำออลไทม์ไฮท์

ท่าทีของจีนแข็งกร้าวมากเพราะมีความจำเป็นจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 แต่ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมไม่ให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดทุน เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เงินหมุนในมือนักเก็งกำไรได้ง่าย เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม คณะกรรมการเสถียรภาพทางการเงินและการพัฒนาของสภาแห่งรัฐ ได้ประชุมโดยหลิวเฮ่อเข้าร่วมด้วยแถลงการณ์การประชุมถึงกับใช้คำว่า “ระบบการเงินจะต้องปฏิบัติตามการตัดสินใจและการปรับใช้ของคณะกรรมการกลางพรรคและสภาแห่งรัฐอย่างเฉียบขาด”

ดังนั้นจึง “จำเป็นต้องใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่หลากหลายเพื่อรักษาสภาพคล่องที่เหมาะสมและเพียงพอ ป้องกันและคลี่คลายความเสี่ยงทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมวัฏจักรเศรษฐกิจและการเงินในด้านที่เป็นคุณ” การจะทำเช่นนั้นได้ทางคณะกรรมการได้ระบุเป้าหมาย 3 ข้อ ซึ่งข้อที่ 2 ที่ทำให้โลกคริปโตถึงกับสั่นสะเทือนก็คือ …

“ประการที่สอง คือการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงทางการเงินอย่างเฉียบขาด ยึดมั่นในแนวความคิดการตรวจสอบอย่างรอบคอบ เสริมสร้างการตรวจสอบที่ครอบคลุม และการเตือนภัยล่วงหน้าเกี่ยวกับความเสี่ยงทางการเงิน ส่งเสริมการปฏิรูปสถาบันการเงินขนาดเล็กและขนาดกลาง มุ่งเน้นการลดความเสี่ยงด้านเครดิต เสริมสร้างการกำกับดูแลกิจกรรมทางการเงินขององค์กรแพลตฟอร์ม”

“ปราบปราม Bitcoin พฤติกรรมการขุดและการซื้อขายและป้องกันการส่งผ่านความเสี่ยงของปัจเจกบุคคลไปยังภาคสังคมอย่างเด็ดขาด จำเป็นต้องรักษาการดำเนินการอย่างราบรื่นของตลาดหุ้น, หนี้ และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ปราบปรามกิจกรรมด้านหลักทรัพย์ที่ผิดกฎหมายอย่างรุนแรง และลงโทษกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมายและเป็นอาชญากรรมอย่างรุนแรง”

ทางคณะกรรมการไม่ได้เหตุผลว่าทำไมจึงต้องปราบปราม Bitcoin แต่เราสามารถอนุมานได้ว่าทางคณะกรรมการมองมันเป็นความเสี่ยงหรืออาจถึงขั้นเป็น “กิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมายและเป็นอาชญากรรมอย่างรุนแรง”

“หลิวเฮ่อ” คงจะจับตา Bitcoin มาสักพักแล้วถึงออกคำสั่งเด็ดขาดแบบนี้ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว หลิวเฮ่อได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในพิธีเปิดงาน “ฟอรั่มถนนการเงินประจำปี” โดยกล่าวว่าขั้นตอนต่อไปสำหรับระบบการเงินของจีนคือการปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มใหม่ๆ

ข้อที่สี่ที่เขากล่าวถึงคือ “การมุ่งเน้นไปที่บทบาทของเทคโนโลยีทางการเงิน, บิ๊กดาต้า, การประมวลผลแบบคลาวด์, บล็อกเชน, ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงนิเวศวิทยาทางการเงินในอนาคตอย่างมาก จำเป็นต้องแสวงหาข้อดีและหลีกเลี่ยงข้อเสียเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงินที่มีสุขภาวะที่ดี”

จะเห็นว่าปาฐกถานี้สะท้อนออกมาในการประชุมเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมนั่นเอง และย้ำว่าจีนสนใจเรื่องบล็อกเชนเพราะมันคือการเงินแห่งอนาคต แต่พวกเขาจะเลือกเอาเฉพาะข้อดีของมัน ส่วนข้อเสียจะตัดทิ้งไป

มีสองสามเหตุผลที่เป็น “ข้อเสีย” ที่จีนจะต้องกวาดล้าง Bitcoin

ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่าจีนคือประเทศที่ทำการขุดคริปโตมากที่สุดในโลก (โดยเฉพาะ Bitcoin ในอัตราสูงถึง 60% – 95%) เนื่องจากมีเงื่อนไขปัจจัยที่เหมากับการขุด คือมีไฟฟ้าราคาถูกและมีพื้นที่กว้างขวางและอุณหภูมิไม่สูงนักซึ่งดีต่อระบบให้ความเย็น ดังนั้นพื้นที่ของจีนที่มีการขุดคริปโตมากที่สุดคือทิเบต (ที่อากาศเย็น) และมองโกเลียใน (ที่ค่าไฟถูกมาก)

ดังนั้นนักขุด Bitcoin จากทั่วทุกมุมโลกจึงหลั่งไหลกันมาที่จีนเพื่ออาศัยข้อดีจุดนี้ แต่ข้อดีของนักขุดคือข้อเสียของชาวโลก เพราะค่าไฟราคาถูกในจีนได้มาจากการทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งการใช้ถ่านหินมากที่สุดในโลกในการผลิตไฟฟ้าและในทิเบตไฟฟ้ายังมาจากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำซึ่งก่อความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมเช่นกัน ยังไม่นับปัญหาการสร้างเขื่อนของจีนที่ขวางลำน้ำสำคัญของเอเชียซึ่งไหลมาจากทิเบต เช่น แม่น้ำพรหมบุตรและแม่น้ำโขง

การที่จีนปล่อยให้มีการขุด Bitcoin โดยอาศัยปัจจัยเหล่านี้ทำให้จีนถูกโจมตีมาโดยตลอด หนึ่งในนั้นคือ เควิน โอเลียลี (Kevin O’Leary) นักลงทุนชื่อดังชาวอเมริกันที่เมื่อต้นเดือนเมษายนเขาบอกกับ CNBC ว่า “ผมเห็นเหรียญสองชนิดในปีหน้าหรือสองปีข้างหน้า (คือ) เหรียญโลหิตจากประเทศจีน (และ) เหรียญสะอาดที่ขุดได้อย่างยั่งยืนในประเทศที่ใช้พลังน้ำไม่ใช่ถ่านหิน ผมจะอยู่เคียงข้างเหรียญที่สะอาด”

โอเลียลีถึงกับเรียก Bitcoin จากจีนว่าเป็น “เหรียญโลหิต” (Blood coin) เพราะเขาเห็นว่ามันเกิดขึ้นจากการทำลายโลก ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นการใช้คำที่รุนแรงไปสักหน่อยอาจเป็นเพราะบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนไม่สู้ดีนัก อะไรๆ ที่เป็นจีนจึงมักถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้ายไปซะหมด”

หลังจากโอเลียลี โพล่งเรื่องเหรียญโลหิตขึ้นมาตลาดก็ยังไม่แยแสเท่าไร แถม Bitcoin ยังทำราคาถึงจุดพีคในช่วงกลางเดือนเมษายนด้วย

จนกระทั่งอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ก้าวเข้ามา

มัสก์มีส่วนทำให้ Bitcoin ร้อนแรงสุดๆ ด้วยการเชียร์มันอย่างออกหน้าออกตาและโดยการปฏิบัติจริงเช่นการให้บริษัท Tesla รับ Bitcoin ในการทำธุรกรรมซื้อขายรถยนต์

แต่แล้วเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมก็เหมือนฟ้าผ่าลงกลางตลาด Bitcoin เมื่อเขาทวีตว่า

“Tesla ระงับการซื้อรถโดยใช้ Bitcoin เรากังวลเกี่ยวกับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสำหรับการขุดและการทำธุรกรรม Bitcoin โดยเฉพาะถ่านหินซึ่งมีการปล่อยเชื้อเพลิงที่เลวร้ายที่สุด คริปโตเคอร์เรนซี่เป็นความคิดที่ดีในหลายๆ ระดับและเราเชื่อว่ามันมีอนาคตที่สดใส แต่สิ่งนี้ไม่ควรจะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม Tesla จะไม่ขาย Bitcoin ใดๆ และเราตั้งใจที่จะใช้มันเพื่อการทำธุรกรรมทันทีที่การขุดเปลี่ยนไปสู่พลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น เรากำลังดูสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ที่ใช้พลังงาน/ธุรกรรมน้อยกว่า 1% ของ Bitcoin”

ผลก็คือราคาของ Bitcoin ดิ่งเหวยาวถึง 2 สัปดาห์ กว่ามันจะเด้งขึ้นมาอีกครั้งก็เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมเมื่อมัสก์ทวีตอีกครั้งว่า

“ได้พูดคุยกับนักขุด Bitcoin ในอเมริกาเหนือ พวกเขามุ่งมั่นที่จะเผยแพร่การใช้งานหมุนเวียนในปัจจุบันและตามแผนและขอให้คนงานเหมือง WW ให้ทำเช่นนั้น มีแนวโน้มที่มีศักยภาพ”

ท่าทีของมัสก์นี้บอกอะไรกับเรา?

ในทวีตแรกเขาเอ่ยถึงการทำลายสิงแวดล้อมและการใช้ถ่านหินเพื่อขุด Bitcoin ถึงแม้จะไม่เอ่ยชื่อแต่เราก็เดาได้ไม่ยากว่าเขาหมายถึงการขุดเหรียญในจีนและเป็นแสดงจุดยืนเหมือนโอเลียรีว่าจะไม่ยอมรับ “เหรียญโลหิต” จากจีน ในทวีตต่อมาที่ทำให้มูลค่าของเหรียญกระเตื้องขึ่้นมา เขาเอ่ยถึงการร่วมมือกับนักขุดใน “อเมริกาเหนือ” ซึ่งไม่น่าจะพ้นสหรัฐหรือแคนาดาเพื่อพัฒนาเหรียญที่ใช้พลังงานหมุนเวียน

มันหมายความว่ามัสก์กำลังนำกระแสสลัด Bitcoin ให้พ้นจากจีนนั่นเอง

แต่ข้อหา “เหรียญโลหิต” ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ทางการจีนต้องควบคุม Bitcoin จีนแสดงท่าทีมาก่อนหน้าที่โอเลียรีและมัสก์จะแสดงออกชัดๆ แล้วว่าจะไม่ปล่อยให้มีการขุดโดยสวาปามพลังงานอย่างบ้าคลั่งอีกต่อไป ย้อนกลับไปในเดือนมีนาคม ทางการเขตปกครองตนเองมองโกเลียนอกมีคำสั่งให้ “เก็บกวาดและปิด” การดำเนินการขุดคริปโตทั้งหมดในพื้นที่มองโกเลียในภายในสิ้นเดือนเมษายน 2021 สาเหตุก็เพราะมองโกเลียในเป็นพื้นที่เดียวของจีนที่ทำไม่เข้าเป้าการลดการบริโภคพลังงาน

ยังไม่ทันไรเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม คณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปมองโกเลียใน (DRC) กล่าวในการประกาศว่าได้จัดตั้งสายด่วน, อีเมลและที่อยู่อีเมลเฉพาะเพื่อเป็นช่องทางให้กับคนในพื้นที่เพื่อแจ้งให้รัฐบาลทราบหากได้เบาะแสมาว่ายังมีเหมืองคริปโตดำเนินการอยู่ในมองโกเลียใน มาตรการนี้เป็นการเก็บกวาดพวกเหมืองคริปโตเถื่อนหลังจากพ้นเส้นตายไล่ให้หมดจากมองโกเลียในตั้งแต่เดือนเมษายน

ถ้ามองเฉพาะการกวาดล้างของมองโกเลียในมันจะสอดคล้องกับเป้าหมายของจีนที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการบริโภคพลังงานฟอสซิลหันมาเน้นพลังงานหมุนเวียนเรื่องนี้สีจิ้นผิงเป็นคนประกาศด้วยตัวเอง เพราะเป็นเรื่องจริงจังระดับวาระแห่งชาติ

เหมืองคริปโตคือตัวผลาญพลังงานและสร้าง “เหรียญโลหิต” ที่ฆ่าโลกทางอ้อมขึ้นมา ดังนั้นจึงควรแล้วที่จะถูกปิด แต่มันยังมีเหตุผลเรื่องที่เหมืองขุดต่างๆ ทำตัวเป็น “นักโหน” ที่ใช้พื้นที่จีนกอบโกยความมั่งคั่งโดยาอาศัยค่าไฟถูก อาศัยที่ดินของจีน และยังอำพรางเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี เพราะบางแห่งไม่ได้บอกว่ากำลังขุด Bitcoin แต่เป็นศูนย์ดาต้าต่างหาก

เรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นเหตุให้กวาดล้างได้ แต่ไม่น่าจะเป็นเหตุผลหนักเท่ากับความกังวลของจีนเรื่องผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน

ก่อนที่หลิวเหอจะออกมาขึงพืด Bitcoin ไม่กี่วัน (18 พฤษภาคม) มันมีสัญญาณมาก่อนหน้านี้แล้วจากแถลงการณ์ของสมาคมการเงินทางอินเทอร์เน็ตของจีน, สมาคมการธนาคารของจีน, สมาคมการชำระเงินและเคลียริ่งของจีน ซึ่งเป็นสมาคมกึ่งหน่วยงานรัฐ

ทั้งสามสมาคมออกมาเตือนเรื่อง “การป้องกันความเสี่ยงจากการเก็งกำไรในธุรกรรมสกุลเงินเสมือนจริง” เพราะ “เมื่อเร็วๆ นี้ราคาสกุลเงินเสมือนได้เพิ่มสูงขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็วแล้วกิจกรรมการซื้อขายสกุลเงินเสมือนได้ดีดตัวขึ้นอีก สร้างความปั่นป่วนต่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้คนอย่างร้ายแรงและขัดขวางความสงบเรียบร้อยทางเศรษฐกิจและการเงินตามปกติ”

ทางสมาคมได้ย้ำว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายที่จะใช้เงินคริปโตไปทำธุรกรรมในโลกแห่งความเป็นจริง (ซึ่งเรื่องนี้จีนประกาศว่าผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 2013) แต่ย้ำถึงปัญหาใหม่ที่น่ากังวลคือการเก็งกำไร โดยกล่าวว่า

“สกุลเงินเสมือนจริงไม่มีการรองรับมูลค่าที่แท้จริงและราคาสามารถปรับเปลี่ยนได้ง่ายมาก กิจกรรมการซื้อขายเก็งกำไรที่เกี่ยวข้องมีความเสี่ยงหลายประการ เช่น ความเสี่ยงด้านสินทรัพย์ที่ผิดพลาด, ความเสี่ยงจากความล้มเหลวทางธุรกิจและความเสี่ยงจากการเก็งกำไรการลงทุน เมื่อพิจารณาจากแนวทางการพิจารณาคดีในประเทศจีนแล้ว สัญญาการทำธุรกรรมสกุลเงินเสมือนไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและผลที่ตามมา และความสูญเสียที่เกิดจากธุรกรรมการลงทุนจะตกเป็นภาระของคู่สัญญาเอง”

มีไม่กี่เรื่องในทางเศรษฐกิจการเงินที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจีนกับสหรัฐเห็นตรงกัน นั่นคือเห็นตรงกันว่าคริปโตคือการเก็งกำไร และเตือนนักลงทุนให้ระวังอยู่ตลอด แต่คำเตือนนี้ถูกมองว่าเป็น “อาการริษยา” ของธนาคารกลาง/รัฐบาลที่มีต่อคริปโตที่ถูกวางให้เป็นการเงินแห่งอนาคต และเป็นความริษยาที่เกิดจากการถูก “การเงินแบบระจายอำนาจ” ท้าทายการเงินแบบรวมศูนย์

หลังจากการแสดงจุดยืนของภาคการเงินซึ่งเป็นการเตือนในจีนเป็นหลัก หลิวเฮ่อผู้เป็นซาร์เศรษฐกิจก็ออกโรง ทำเอาเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในวงการคริปโต

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนเล่นงาน Bitcoin และเคยเล่นจนราคาตกพรวดแบบนี้มาแล้ว แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือจีนไม่ได้เล็งเป้าหมายไปที่นักลงทุน แต่เล็งไปที่นักขุด ผลก็คือไม่กี่หวันหลังจากนั้นบริษัทที่ทำเหมือนขุดในจีนเริ่มถอนตัวออกไป ต่อจากนี้คงต้องไปหาทำเลทองกันใหม่ ซึ่งมัสก์พบแหล่งแล้วคือนักขุดในอเมริกาเหนือ

ตอนนี้จีนกำลังกังวลเรื่องหนี้พอกพูนในภาคการเงินและกิจกรรมการเก็งกำไรอยู่ในระดับที่น่าห่วงซึ่งอาจเป็นวิกฤตได้ง่ายๆ ไม่น่าแปลกใจหรอกว่าทำไมจีนถึงปิดเหมืองและกำจัด “เหรียญโลหิต” ให้พ้นไปจากประเทศ

Photo by Lars Hagberg / AFP

เบื้องหลังปฏิบัติการอุกอาจ เบลารุสจี้เครื่องบินจับฝ่ายต้านรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653871

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 19:50 น.

เบื้องหลังปฏิบัติการอุกอาจ เบลารุสจี้เครื่องบินจับฝ่ายต้านรัฐบาลเหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญของการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเบลารุสกับชาติตะวันตกที่กระท่อนกระแท่นอยู่แล้ว

ขณะนี้เบลารุสกำลังถูกชาติตะวันตกรุมประณามและคว่ำบาตร รวมทั้งไม่บินเข้าน่านฟ้าหลังจากส่งเครื่องบินเจ็ตขึ้นประกบเครื่องบินโดยสารของสายการบิน Ryanair แล้วบีบบังคับให้ลงจอดที่สนามบินในกรุงมิตสก์ของเบลารุส เพื่อจับกุมตัวนักข่าวและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล

1.เครื่องบินของสายการบิน Ryanair เที่ยวบิน FR4978 อยู่ระหว่างการเดินทางจากกรุงเอเธนส์ของกรีซไปยังกรุงวิลนีอุสของลิทัวเนียตามปกติ แต่แล้วขณะอยู่เหนือน่านฟ้าของเบลารุส 2 นาทีก่อนที่เครื่องกำลังจะเข้าสู่น่านฟ้าของลิทัวเนีย ก็ได้รับแจ้งจากหอควบคุมการบินของเบลารุสให้เปลี่ยนเส้นทางกลับมาลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินในกรุงมินสก์ของเบลารุส โดยอ้างว่าบนเครื่องบินลำดังกล่าวมีระเบิด พร้อมกับส่งเครื่องบินขับไล่ Mig-29 ของกองทัพเบลารุส 4 ลำบินประกบ

2.หลังเครื่องลงจอดเจ้าหน้าที่เบลารุสส่งสุนัขดมกลิ่นมาตรวจสอบสัมภาระของผู้โดยสารทั้งหมด แต่ไม่พบระเบิดตามที่กล่าวอ้าง ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเบลารุสได้เข้าไปจับกุมตัว รามัน พราทาเซวิช (Roman Protasevich) นักข่าวและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเบลารุสวัย 26 ปีพร้อมกับ โซเฟีย ซาเพกา แฟนสาวชาวรัสเซีย และพาตัวทั้งคู่ออกไป ส่วนเครื่องบินของ Ryanair หลังจอดชั่วคราว 7 ชั่วโมงก็กับขึ้นบินไปยังจุดหมายปลายทางอีกครั้ง

3.การไม่พบระเบิดนำมาสู่ข้องสังเกตว่า ทางการเบลารุสใช้ระเบิดเป็นอุบายให้เครื่องบินลงจอดเพื่อจับกุมตัวพราทาเซวิช ส่วนสำนักข่าว BelTA ของเบลารุสรายงานว่า ประธานาธิบดี อเล็กซานเดอร์ ลูคาเชงโก เป็นคนสั่งให้เครื่องบินเจ็ตขึ้นบินประกบเครื่องบินของ Ryanair

4.รามัน พราทาเซวิช เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ NEXTA และแชนแนล Nexta-Live ในแอพพลิเคชัน Telegram ซึ่งเผยแพร่การใช้กำลังปราบปรามการชุมนุมประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีลูคาเชงโก เมื่อปีที่แล้ว โดยในขณะนั้นสื่อมวลชนอื่นรวมทั้งสื่อต่างประเทศไม่สามารถทำได้ เนื่องจากรัฐบาลควบคุมเข้มงวด และแชนแนลนี้ยังเป็นช่องทางเรียกระดมผู้ประท้วงด้วย

5.พราทาเซวิชลี้ภัยไปโปแลนด์ตั้งแต่ปี 2019 และเพิ่งย้ายไปอยู่ที่ลิทัวเนียเมื่อปลายปีที่แล้ว ขณะที่คณะกรรมการความมั่นคงของเบลารุส หรือ KGB ขึ้นบัญชีเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายเมื่อปีที่แล้ว โดยถูกตั้งข้อหาก่อให้เกิดการจลาจลซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และสร้างความเกลียดชังในโซเชียลมีเดีย ทั้งยังถูกเบลารุสและรัสเซียซึ่งเป็นพันธมิตรของลูคาเชงโกขึ้นบัญชีเป็นบุคคลที่เป็นที่ต้องการตัว

6.เหตุการณ์ของสายการบิน Ryanair นี้กลายเป็นประเด็นสำคัญของการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเบลารุสกับชาติตะวันตกที่กระท่อนกระแท่นอยู่แล้ว โดย แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐเรียกการบังคับเครื่องบินลงจอดและการจับกุมว่าเป็นการกระทำที่น่าตกใจ และเรียกร้องให้ตรวจสอบเหตุการณ์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตผู้โดยสาร รวมทั้งพลเมืองสหรัฐอย่างเต็มรูปแบบ

7.ส่วนอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเรียกร้องให้ปล่อยตัวพราทาเซวิชทันที และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปล้นเครื่องบิน Ryanair ต้องถูกลงโทษ

8.ไมเคิล โอเลียรี ซีอีโอ Ryanair เผยว่า “เราเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่ KGB บางคนออกมาจากเครื่องบินลำดังกล่าวด้วย นี่เป็นการปล้นเครื่องบินที่มีรัฐสนับสนุน”

9.ส่วน โดมินิก ราบ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษมองว่ามีความเป็นไปได้ว่ารัสเซียหนุนหลังเหตุการณ์นี้ เช่นเดียวกับ เบน ฮอดเจส อดีตผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐในยุโรปที่บอกว่า การป้องกันทางอากาศของเบลารุสร่วมกับการป้องกันทางอากาศของรัสเซียอย่างใกล้ชิด “หากมีอะไรเกิดขึ้นกับน่านฟ้าของเบลารุส เป็นไปไม่ได้ที่เครมลินหรืออย่างน้อยกองทัพรัสเซียจะไม่รู้เรื่อง”

10.แอสตา สไกส์เกอริเท ที่ปรึกษาประธานาธิบดีลิทัวเนียเผยว่า ปฏิบัติการบังคับเครื่องบิลงจอดดูเหมือนมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า และด้านองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ออกแถลงการณ์ว่า “การบังคับข่มขู่” ให้เครื่องบินพาณิชย์ลงจอด อาจเข้าข่ายละเมิดอนุสัญญาชิคาโก

11.ในเวลาต่อมา ทางการเบลารุสชี้แจงว่า การสั่งให้เครื่องบินของ Ryanair เปลี่ยนเส้นทางกะทันหันมาลงจอดที่สนามบินในกรุงมินสก์เป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนด้านความมั่นคง และเผยว่าทางการได้รับจดหมายที่อ้างว่ามาจากกลุ่มฮามาสในปาเลสไตน์ที่ขู่ว่าจะระเบิดเครื่องบินเหนือน่านฟ้ากรุงวิลนีอุสหากสหภาพยุโรป (EU) ยังไม่หยุดสนับสนุนอิสราเอล

12.แม้ว่าผู้นำหลายประเทศจะไม่เชื่อคำชี้แจงของเบลารุส แต่ เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกลับออกโรงปกป้องเบลารุสว่า คำอธิบายดังกล่าวสมเหตุสมผลแล้ว

13.เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ที่ประชุมผู้นำสหภาพยุโรปมีมติห้ามเครื่องบินสายการบินของสายการบิน Belavia ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของเบลารุสบินเหนือน่านฟ้าสหภาพยุโรปและห้ามลงจอดที่สนามบินในสหภาพยุโรป และห้ามสายการบินที่อยู่ในสหภาพยุโรปบินผ่านเบลารุส

14.Nexta ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ที่พราทาเซวิชร่วมก่อตั้งรายงานว่า บนเที่ยวบินดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของรัฐบาลมินสก์แฝงตัวอยู่ด้วย โดยพราทาเซวิชรู้ตัวว่าเขาถูกสะกดรอยตามก่อนจะขึ้นเครื่องบิน

15.ขณะที่ผู้โดยสารที่เดินทางมากับเครื่องบินลำเดียวกับพราทาเซวิชเล่าว่า หลังจากกัปตันแจ้งว่าเครื่องจะลงจอดฉุกเฉินที่กรุงมินสก์ พราทาเซวิชดูตกใจและยืนขึ้นจากที่นั่ง และตอนที่ถูกเจ้าหน้าที่เบลารุสควบคุมตัวไป พราทาเววิชพูดว่า “ผมอาจถูกประหารที่นี่

16.ล่าสุด บัญชี Telegram บัญชีหนึ่งซึ่งเป็นของฝ่ายโปรลูคาเชงโก โพสต์คลิปความยาว 29 นาทีเป็นภาพพราทาเซวิชนั่งอยู่บนโต๊ะไม้ และพูดกับกล้องว่าเขาอยู่ที่เรือนจำกลางที่ 1 ในกรุงมินสก์ และยังกล่าวอีกว่า “ผมจะให้ความร่วมมือกับการสอบสวน และให้การยอมรับในข้อหาก่อให้เกิดจลาจลในกรุงมินสก์”

17.คลิปดังกล่าวคล้ายๆ กับคลิปสารภาพผิดของฝ่ายตรงข้ามประธานาธิบดีลูคาเชงโกก่อนหน้านี้ที่ถูกบังคับให้พูดขณะอยู่ในเรือนจำ

Photo by – / ONLINER.BY / AFP

ประเทศไหนที่ก่อหนี้สาธารณะมากที่สุดในโลก? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653853

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 17:30 น.

ประเทศไหนที่ก่อหนี้สาธารณะมากที่สุดในโลก?ในช่วงเวลาที่หลายประเทศต้องกู้ ส่องประเทศที่มีหนี้มากที่สุดในโลก และไทยอยู่อันดับที่เท่าไร?

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) เผยว่าหนี้สินทั่วโลกในไตรมาสแรกของปี 2021 ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยลดลง 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเหลือ 289 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตามหนี้สินทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นราว 12% นับตั้งแต่ปี 2019 เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดย IIF เผยว่าในปี 2020 หนี้สินทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

โดย World Population Review ได้จัดอันดับประเทศที่มีหนี้สิน (National Debt) มากที่สุดในโลก ดังนี้

อันดับที่ 1: ประเทศญี่ปุ่น (ประชากรประมาณ 126 ล้านคน) มีหนี้สินของประเทศสูงที่สุดในโลกด้วยอัตรา 234.18% ของ GDP

แม้ว่าจะเป็นประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐและจีนแต่ด้วยวิกฤตทางการเงินและภัยพิบัติในประเทศหลายประการรวมถึงแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ในปี 2011 ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่าราว 325,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ขณะนี้ญี่ปุ่นมีหนี้อยู่ที่ 9.087 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจของญี่ปุ่นสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วจากภาวะถดถอยที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

อันดับที่ 2: ประเทศเวเนซุเอลา (ประชากรประมาณ 28.7 ล้านคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 214.45% ของ GDP

หนี้ของเวเนซุเอลาพุ่งขึ้นในช่วงปี 2018 เนื่องจากในขณะนั้นเวเนซุเอลาประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนักจนหนี้ต่างประเทศพุ่งแตะ 150,000 เหรียญสหรัฐ รวมถึงประสบภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ขณะที่ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

อันดับที่ 3: ประเทศซูดาน (ประชากรประมาณ 42.8 ล้านคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 177.87% ของ GDP

ประเทศที่ยากจนรั้งท้ายของโลกด้วย GDP ต่อหัวประชากรเดือนละประมาณ 1,800 บาท ประกอบกับการเผชิญปัญหาปากท้องของประชาชนและวิกฤตเศรษฐกิจของซูดาน

อันดับที่ 4: ประเทศกรีซ (ประชากรประมาณ 10.3 ล้านคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 174.15% ของ GDP

กรีซเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2009 ด้วยการขาดดุลการคลังสูงกว่าระดับที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้หลายเท่าตัว แต่ในระยะหลังมานี้สามารถปรับโครงสร้างทางการเงินของประเทศได้จนสามารถหยุดรับความช่วยเหลือจาก IMF ได้ในปี 2018

อันดับที่ 5: ประเทศเลบานอน (ประชากรประมาณ 6.77 ล้านคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 157.81% ของ GDP

เลบานอนสะสมหนี้จำนวนมากจากสงครามกลางเมืองในปี 1975-1990 หลังจากนั้นประเทศก็อยู่ในวงจรหนี้โดยครึ่งหนึ่งของรายได้ของรัฐบาลใช้ไปกับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการระเบิดในเบรุตเมื่อเดือนสิงหาคมที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 200 คนและสร้างความเสียหายให้เมืองกว่า 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

อันดับที่ 6: ประเทศอิตาลี (ประชากรประมาณ 60.3 ล้านคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 133.43% ของ GDP

ประเทศที่เป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งแรกในยุโรปส่งผลให้เศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

อันดับที่ 7: ประเทศเอริเทรีย (ประชากรประมาณ 3.6 ล้านคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 127.34% ของ GDP

เป็นประเทศที่ยากจนที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจต่ำและประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้ไมเพียงพอต่อการยังชีพ โดยรายได้สำคัญจากเมืองท่าตลอดจนอุตสาหกรรมการคมนาคมขนส่งและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลกระทบทางจากสงครามกับเอธิโอเปีย เนื่องจากรัฐบาลเอธิโอเปียปิดการค้าและการติดต่อตามแนวพรมแดนทั้งหมดทำให้เอริเทรียขาดรายได้อย่างมาก

อันดับที่ 8: สาธารณรัฐกาบูเวร์ดี (ประชากรประมาณ 5.6 แสนคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 125.29% ของ GDP

GDP ต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 3.9% ถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในแอฟริกาในปี 2013-2014 แต่ยังมีความเสี่ยงเล็กน้อยด้านอัตราการว่างงานและค่าครองชีพอันเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป

อันดับที่ 9: ประเทศโมซัมบิก (ประชากรประมาณ 32.16 ล้านคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 124.46% ของ GDP

เศรษฐกิจของโมซัมบิกตกอยู่ในภาวะถดถอยมากที่สุดในปี 2016 ด้วยอัตราการเติบโตของ GDF อยู่ที่ร้อยละ 3.3 ขณะที่ธนาคารโลกประเมินว่าอัตราการเติบโตของ GDP จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

อันดับที่ 10: ประเทศโปรตุเกส (ประชากรประมาณ 10.17 ล้านคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 119.46% ของ GDP

โปรตุเกสเผชิญกับวิกฤตการเงินที่ยาวนานตั้งแต่ปี 2011 และเศรษฐกิจกลับมาแข็งแกร่งในปี 2019 สามารถประกาศงบประมาณเกินดุลครั้งแรกในรอบ 45 ปี อย่างไรก็ตามโปรตุเกสยังคงมีหนี้สาธารณะสูงเนื่องจากเป็นประเทศที่พึ่งพาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิด-19

สำหรับประเทศไทย World Population Review ได้จัดไว้เป็นอันดับที่ 120 ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศอยู่ที่ 41.47% ของ GDP

AFP PHOTO / Karen BLEIER

พบวิธีช่วยคนตาบอดให้กลับมามองเห็นอีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653834

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 16:05 น.

พบวิธีช่วยคนตาบอดให้กลับมามองเห็นอีกครั้ง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีช่วยชายตาบอดกลับมามองเห็นอีกครั้งหลังนักวิทยาศาสตร์ปรับเปลี่ยนเซลล์

วารสาร Nature Research Journals เผยแพร่ความสำเร็จครั้งแรกของทีมนักวิทยาศาสตร์จากยุโรปและสหรัฐในการปรับเปลี่ยนเซลล์เพื่อช่วยให้ชายที่พิการทางสายตาตั้งแต่ 40 ปีที่แล้วได้กลับมามองเห็นได้บางส่วนอีกครั้ง

เทคนิคที่ใช้ในครั้งนี้เรียกว่า optogenetics หรือ การกระตุ้นเซลล์ประสาทด้วยแสง ซึ่งได้รับการพัฒนาในวงการประสาทวิทยาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญจะทำการปรับเปลี่ยนเซลล์เพื่อให้เซลล์นั้นๆ ผลิตโปรตีนที่ไวต่อแสงมากขึ้น

ชายวัย 58 ปีที่เข้ารับการรักษามีอาการเซลล์รับภาพเสื่อมซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์ที่ทำหน้าที่รับแสงในจอประสาทตาซึ่งต้องใช้โปรตีนในการส่งข้อมูลจากการมองเห็นไปยังสมองผ่านเส้นประสาทตาเสื่อมลง ทำให้เขามองไม่เห็นมาตลอด 40 ปีที่ผ่านมา

ผู้ป่วยจะได้รับการฉีดยาเข้าไปในดวงตาหลายครั้งและการกระตุ้นด้วยแว่นตาปล่อยแสงนานหลายเดือน โดยแว่นตานี้จะเปลี่ยนภาพในโลกของการมองเห็นเป็นแสงที่ส่งไปยังจอประสาทตาแบบเรียลไทม์

การทดลองทางคลินิกพบว่า ทีมวิจัยสามารถทำให้ผู้ป่วยชายคนดังกล่าวกลับมามองเห็นได้บางส่วน โดยสามารถจำแนก นับ บอกตำแหน่ง และสัมผัสวัตถุต่างๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า

ระหว่างการทดลองผู้ป่วยสามาถบอกตำแหน่งและสัมผัสวัตถุที่อยู่บนโต๊ะตรงหน้าได้ 92% ขณะสวมแว่นตา แต่หากไม่ได้สวมแว่นจะไม่สามารถมองเห็นโดยสิ้นเชิง

โฌเซ อะล็อง ซาเฮล หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยซอร์บอนและศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์แห่งชาติของฝรั่งเศสเผยว่า การทดลองดังกล่าวเป็นการยืนยันว่าสามารถใช้เทคนิค optogenetics เพื่อฟื้นฟูการมองเห็นในมนุษย์ได้  อย่างไรก็ดี ทีมวิจัยเผยว่า ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะนำวิธีการดังกล่าวมาใช้กับผู้ป่วยได้

Photo by Nattapol Lovakij

นักลงทุนคริปโตวอน Elon Musk เลิกทวีต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653833

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

นักลงทุนคริปโตวอน Elon Musk เลิกทวีตมัสก์ยังคงเคลื่อนไหวบนทวิตเตอร์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับคริปโตและมันก็สะเทือนถึงราคาทุกครั้ง ความเคลื่อนไหวของมัสก์อาจทำให้นักลงทุนบางคนสับสน

CNN เผยนักลงทุนกำลังขอให้อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เลิกทวีตปั่นราคาคริปโตโดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาของ Bitcoin, Dogecoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ลดลงราว 30-40% ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากคำพูดของอีลอน มัสก์

อย่างในรายการ Saturday Night Live มัสก์พูดอย่างติดตลกว่า Dogecoin นั้นเป็นอนาคตของสกุลเงินและเป็นเครื่องมือที่สามารถครองโลกได้ พร้อมใช้คำว่า “hustle” ซึ่งอาจแปลว่าการปั่น ส่งผลให้ภายหลังจากการให้สัมภาษณ์ของเขาได้ไม่นานราคาของ Dogecoin ร่วงแตะระดับ 0.4 เหรียญสหรัฐทั้งที่ก่อนหน้านั้นอยู่ที่ 0.65 เหรียญสหรัฐ

เช่นเดียวกับการทวีตถึงการขุด Bitcoin ว่าอาจเป็นปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเพราะต้องใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลมหาศาล และจะระงับการชำระเงินซื้อรถยนต์ Tesla ด้วย Bitcoin ส่งผลให้ราคา Bitcoin ดิ่งลงเกือบ 10,000 เหรียญสหรัฐในไม่กี่ชั่วโมง

Tesla & Bitcoin pic.twitter.com/YSswJmVZhP

— Elon Musk (@elonmusk) May 12, 2021

หลังจากที่ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามัสก์เผยว่า Tesla ได้ทุ่มเงิน 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อซื้อ Bitcoin ทำให้ราคาของมันพุ่งเป็นประวัติการณ์

นั่นทำให้นักลงทุนคริปโตเริ่มหน่ายกับการที่มัสก์มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวของราคาคริปโตทั้งหมด ขณะที่อเล็กซ์ มาชินสกี (Alex Mashinsky) ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Celsius Network บริษัทบริษัทที่เน้นให้บริการกู้ยืมคริปโตกล่าวว่า “คนที่ติดตามมัสก์อย่างไม่ลืมหูลืมตาต้องสูญเสียเงินจำนวนมาก พวกเขาอาจถูกเผาและไม่สามารถกลับมาได้อีกเลย”

ขณะที่เอลอยซา มาร์เกโซนี (Eloisa Marchesoni) ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านสกุลเงินดิจิทัลกล่าวถึงการกระทำของมัสก์ว่า “มัสก์ได้คิดไว้ก่อนแล้ว และผู้คนกำลังโกรธมาก”

เมื่อมีผู้ติดตามถามมัสก์ว่าเขาคิดอย่างไรที่ผู้คนโกรธเขาเพราะคริปโต มัสก์ตอบกลับว่า “การต่อสู้ที่แท้จริงคือการต่อสู้ระหว่างเงินกระดาษกับคริปโต ซึ่งเขาสนับสนุนอย่างหลัง”

The true battle is between fiat & crypto. On balance, I support the latter.— Elon Musk (@elonmusk) May 22, 2021

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการสนับสนุนเหรียญมีม (Dogecoin) ของมัสก์นั้นนักลงทุนรายย่อยต้องพึงระวังและลงทุนด้วยความรอบคอบไม่ใช่เพียงเพราะการปั่นของมัสก์ พร้อมเตือนถึงภาวะฟองสบู่ในวงการคริปโต

อย่างไรก็ตามมัสก์ยังคงเคลื่อนไหวบนทวิตเตอร์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับคริปโตและมันก็สะเทือนถึงราคาคริปโตทุกครั้ง ความเคลื่อนไหวของมัสก์อาจทำให้นักลงทุนบางคนเกิดความสับสน

แต่การเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมานี้ (25 พ.ค.) อาจเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุน Bitcoin เนื่องจากเขาออกมาสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ในการขุดเหรียญ โดยเจ้าตัวทวีตข้อความระบุว่าตนได้พูดคุยกับบรรดานักขุด Bitcoin ในอเมริกาเหนือ และพวกเขาให้คำมั่นว่าจะใช้พลังงานสะอาดในการขุด Bitcoin ตลอดจนจะเรียกร้องให้นักขุดคนอื่นๆ ทำเช่นเดียวกันซึ่งอาจมีแนวโน้มที่ดี

Spoke with North American Bitcoin miners. They committed to publish current & planned renewable usage & to ask miners WW to do so. Potentially promising.— Elon Musk (@elonmusk) May 24, 2021

Photo by Christophe Gateau / dpa / AFP

มินอ่องหล่ายเปิดใจให้กับสื่อต่างชาติครั้งแรกหลังรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653819

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 14:00 น.

มินอ่องหล่ายเปิดใจให้กับสื่อต่างชาติครั้งแรกหลังรัฐประหารเปิดคำให้สัมภาษณ์ครั้งแรกของมินอ่องหล่ายกรณียึดอำนาจและความคืบหน้าสถานการณ์การเมืองในเมียนมา

มินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐประหารเมียนมาให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ความยาว 2 ชั่วโมงในรายการ Talk With World Leaders ของสถานีโทรทัศน์ Phoenix Television ของฮ่องกงเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยประเด็นส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับการทำรัฐประหารและสถานการณ์ความวุ่นวายในเมียนมา นับเป็นการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

ให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนจีน

มินอ่องหล่ายให้ความมั่นใจแก่นักลงทุนชาวจีนหลังโรงงานที่เกี่ยวข้องกับจีนหลายแห่งในเมืองย่างกุ้งถูกวางเพลิงเสียหาย “พลเมืองของเราไม่ได้เกลียดจีน มันเกิดขึ้นเพราะเหตุผลทางการเมือง”และยังเผยว่าได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนเขตอุตสาหกรรมที่โรงงานจีนถูกเผา และกำชับให้เจ้าหน้าที่ในเมืองย่างกุ้งปกป้องโครงการที่ได้รับเงินลงทุนจากจีนอย่างเต็มที่

อองซานซูจี

มินอ่องหล่ายพูดถึงอองซานซูจีว่า “อองซานซูจียังสุขภาพดี เธอยังอยู่ในบ้านและจะไปขึ้นศาลในอีกไม่กี่วันนี้” หลังจากนั้นวันจันทร์ (24 พ.ค.) อองซานซูจีก็ปรากฏตัวต่อศาลด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การทำรัฐประหาร และเมื่อถูกถามถึงความสำเร็จทางการเมืองของซูจี มินอ่องหล่ายตอบว่า “เธอทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้ว”

โต้แย้งตัวเลขผู้เสียชีวิต

ข้อมูลของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองระบุว่า นับตั้งแต่เกิดการประท้วงมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 815 ราย แต่มินอ่องหล่ายชี้แจงในรายการว่าตัวเลขที่แท้จริงอยู่ที่ราว 300 ในจำนวนนี้เป็นตำรวจ 47 ราย และบาดเจ็บอีก 200 ราย

เชื่อความขัดแย้งไม่บานปลาย

มินอ่องหล่ายมั่นใจว่าความรุนแรงจะไม่บานปลายกลายเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่ขึ้น “ผมคิดว่าไม่เกิดสงครามกลางเมือง”

ประชาธิปไตยจะกลับมาใน 1 ปี

หลังยึดอำนาจ กองทัพเมียนมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 1 ปี และจะจัดการเลือกตั้งอีกครั้งหลังจากนั้น ล่าสุดมินอ่องหล่ายเผยว่า “สิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นคือ สหพันธรัฐที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประชาธิปไตยหลายพรรคและสมาพันธรัฐ หากสถานการณ์อำนวย เราหวังว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์นี้ภายใน 1 ปี หากยังไม่บรรลุ เราจะเลื่อนออกไปอีก 6 เดือน”

ไม่พร้อมทำตามมติอาเซียน

เมื่อปลายเดือน เม.ย. มินอ่องหล่ายเข้าร่วมหารือกับผู้นำจากอีก 9 ประเทศสมาชิกอาเซียน โดยที่ประชุมออกแถลงการณ์เรียกร้องให้เมียนมายุติการใช้ความรุนแรงทันทีและให้เมียนมาเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ทูตพิเศษเดินทางเข้าไปในเมียนมา แต่มินอ่องหล่ายให้สัมภาษณ์กับ Talk With World Leaders ว่า เมียนมายังไม่พร้อมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าว

โรฮีนจา

เมื่อฟู่เสี่ยวเถียน ผู้ดำเนินรายการถามถึงการรับชาวโรฮีนจาที่ลี้ภัยไปอยู่บังกลาเทศเมื่อปี 2017 กลับรัฐยะไข่ มินอ่องหล่ายตอบว่า “หากมันไม่สอดคล้องกฎหมายเมียนมาก็ไม่มีอะไรต้องพิจารณาอีก ผมไม่คิดว่าจะมีประเทศไหนในโลกที่จะทำเกินกว่าที่กฎหมายผู้ลี้ภัยของตัวเองให้อำนาจเพื่อรับผู้ลี้ภัย”

และเมื่อถูกถามต่อว่า นั่นหมายความว่าข้อเรียกร้องของนานาชาติในนามของชาวโรฮีนจาไม่เป็นผลเลยใช่หรือไม่ มินอ่องหล่ายพยักหน้าเป็นคำตอบ

มินอ่องหล่ายยังกล่าวอีกว่า คำว่าโรฮีนจาเพิ่งเกิดขึ้นหลังจากเมียนมาได้รับอิสรภาพจากอังกฤษในปี 1948 การสำรวจสำมะโนประชากรมีการบันทึกคำว่า เบงกาลี ปากีสถาน และจิตตะกอง แต่ไม่มีการบันทึกคำว่า “โรฮีนจา” ดังนั้นเราจึงไม่เคยยอมรับคำนี้

REUTERS/Stringer/File Photo

Bitcoin พุ่งตอบรับทวีตของ Elon Musk #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653817

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 12:54 น.

Bitcoin พุ่งตอบรับทวีตของ Elon MuskBitcoin และเหรียญอื่นๆ เริ่มปรับตัวขึ้นหลังร่วงอย่างรุนแรงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นในวันนี้ (25 พ.ค.) หลังจากที่ Elon Musk ออกมาสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ในการขุดเหรียญ โดยเจ้าตัวทวีตข้อความระบุว่าตนได้พูดคุยกับบรรดานักขุด Bitcoin ในอเมริกาเหนือ และพวกเขาให้คำมั่นว่าจะใช้พลังงานสะอาดในการขุด Bitcoin ตลอดจนจะเรียกร้องให้นักขุดคนอื่นๆ ทำเช่นเดียวกันซึ่งอาจมีแนวโน้มที่ดี

Spoke with North American Bitcoin miners. They committed to publish current & planned renewable usage & to ask miners WW to do so. Potentially promising.

— Elon Musk (@elonmusk) May 24, 2021

นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับ Michael Saylor ซีอีโอบริษัท MicroStrategy และนักขุด Bitcoin รายใหญ่ในอเมริกาเหนือเพื่อจัดตั้ง Bitcoin Mining Council (สภาขุด Bitcoin) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและริเริ่มความยั่งยืนในตลาดคริปโต

โดยราคาของ Bitcoin เมื่อช่วงเช้าวันนี้เพิ่มขึ้นกว่า 10% แตะระดับ 39,000 เหรียญสหรัฐหลังจากเมื่อวัน อาทิตย์ที่ผ่านมาราคาดิ่งลงถึง 31,969 เหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ การดิ่งลงของราคา Bitcoin ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่ Elon Musk ประกาศว่า Tesla จะไม่รับ ชำระเงินด้วย Bitcoin เนื่องจากกังวลถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเป็นคนประกาศเองว่า จะรับชำระเงินด้วยเหรียญดังกล่าว

ยิ่งไปกว่านั้นประกอบกับการที่รัฐบาลจีนประกาศว่าจะปราบปรามการขุดและซื้อขายเหรียญ Bitcoin และ สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศส่งผลให้ราคา Bitcoin ดิ่งลง ไปอีก

ด้านสกุลเงินดิจิทัลอันดับสองอย่าง Ethereum ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกันโดยขณะนี้อยู่ที่ 80,676 เหรียญสหรัฐหลัง จากที่ร่วงลงถึงระดับ 56,286 เหรียญสหรัฐเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่จากสหรัฐมองว่ามีโอกาสที่ Ethereum จะสามารถแซงหน้าและชิงส่วน แบ่งทางการตลาดจากเหรียญอันดับหนึ่งอย่าง Bitcoin ได้

ขณะที่สกุลเงินอื่นๆ ในวันนี้ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกันไม่ว่าจะเป็น Dogecoin, Binance Coin, Polkadot และ Uniswap หลังจากที่ภาพรวมของสกุลเงินดิจิทัลดิ่งลงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากการประกาศของรัฐบาลจีน

Photo by Martin BUREAU / AFP

WHO ยันยังไม่มีโควิดสายพันธุ์ใดต้านวัคซีนอย่างมีนัยสำคัญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653805

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 11:01 น.

WHO ยันยังไม่มีโควิดสายพันธุ์ใดต้านวัคซีนอย่างมีนัยสำคัญอธิบดีองค์การอนามัยโลกเผยถึงประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 ในปัจจุบันพร้อมเน้นย้ำให้ทุกประเทศเร่งฉีดวัคซีน

ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ๆ เตโวโดรส อัดฮาโนม อธิบดีองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยในที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลกครั้งที่ 74 ว่าขณะนี้ยังไม่มีสายพันธุ์ใดที่ทำลายประสิทธิภาพของวัคซีนได้อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการรักษาและการวินิจฉัยโรคด้วยตามรายงานของ India Today

อย่างไรก็ตามเตโวโดรสกล่าวเสริมว่าไม่รับประกันว่าในอนาคตจะยังคงเป็นเช่นนี้หรือไม่เนื่องจากไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

พร้อมเน้นย้ำให้ทุกประเทศเร่งฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 โดยเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสนับสนุนการฉีดวัคซีนให้ประชาชนทุกประเทศได้ฉีดวัคซีนอย่างน้อย 10% ภายในเดือนกันยายน และอย่างน้อย 30% ภายในสิ้นปีนี้

ตลอดจนเรียกร้องให้มีการกระจายวัคซีนให้ประเทศที่ยากจนอย่างเร่งด่วนเนื่องจากขณะนี้วัคซีนกำลังกระจุกอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาซึ่งสร้างความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงวัคซีนเนื่องจากขณะนี้โลกยังคงขาดแคลนวัคซีน

จนถึงปัจจุบันโครงการ COVAX ได้ส่งมอบวัคซีน 70 ล้านโดสไปยัง 124 ประเทศแต่ครอบคลุมประชากรไม่ถึงร้อยละ 0.5 ของประเทศเหล่านั้น

ทั้งนี้ ยังได้กล่าวถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วนสำหรับทุกประเทศในการยกระดับการเฝ้าระวังและตรวจคัดกรองตลอดจนการแบ่งปันข้อมูลเพื่อสร้างกลยุทธ์ในการฉีดวัคซีนและเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับการแพร่ระบาด

AFP PHOTO / World Health Organisation / Christopher BLACK

สหรัฐฟันธงไทยดัมพ์ราคายางรถยนต์ส่งออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653803

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 10:50 น.

สหรัฐฟันธงไทยดัมพ์ราคายางรถยนต์ส่งออกจับตามาตรการตอบโต้ของสหรัฐหลังตรวจสอบพบไทยกดราคายางรถยนต์ให้ต่ำกว่าคู่แข่งในสหรัฐ

กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐแถลงผลการตรวจสอบการยางรถยนต์นำเข้าจากไทย เวียดนาม เกาหลีใต้ และไต้หวันว่ามีการจำหน่ายราคาที่เป็นธรรมกับคู่แข่งรายอื่นในตลาดหรือไม่เมื่อวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น

การตรวจสอบพบว่ายางรถยนต์โดยสารและรถบรรทุกขนาดเล็กจากไทย เวียดนาม เกาหลีใต้ และไต้หวันมีการดัมพ์ราคา หรือกดราคาให้ต่ำกว่าราคาในท้องตลาดในสหรัฐเพื่อให้ได้เปรียบธุรกิจในท้องถิ่น

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐกล่าวว่าอัตราการทุ่มตลาดของไทยอยู่ที่ 21%, เวียดนาม 22%, เกาหลีใต้ 27% และไต้หวันสูงถึง 102%

นอกจากนี้ ยังพบว่ายางรถยนต์นำเข้าจากเวียดนามได้รับเงินอุดหนุนเพื่อทำให้ต้นทุนลดลงอย่างไม่เป็นธรรมต่อคู่แข่งในตลาด เนื่องจากค่าเงินเวียดนามต่ำเกินจริง

ยางรถยนต์จากเวียดนามได้รับเงินอุดหนุนในอัตราระหว่าง 6.23%-7.89% จากการแปลงค่าเงินเหรียญสหรัฐเป็นค่าเงินด่องของเวียดนามในอัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำเกินจริง

ปี 2020 สหรัฐนำเข้ายางรถยนต์โดยสารและยางรถบรรทุกขนาดเล็กจากไทยมูลค่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเกาหลีใต้มูลค่า1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ จากไต้หวัน 373 ล้านเหรียญสหรัฐ และจากเวียดนาม 470 ล้านเหรียญสหรัฐ

มาเลย์ยังหนัก! ยอดตายโควิดสูงเป็นประวัติการณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653793

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 07:59 น.

มาเลย์ยังหนัก!ยอดตายโควิดสูงเป็นประวัติการณ์มาเลเซียมียอดผู้เสียชีวิตจากโควิดพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 61 ราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อเพิ่ม 6,509 ราย ยอดสะสมกว่า 5 แสนรายแล้ว ทั่วโลกยอดติดเชื้อกว่า 167 ล้าน

สถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่างมาเลเซีย ยังรุนแรง โดยล่าสุดกระทรวง สาธารณสุขมาเลเซีย รายงานว่า ผู้เสียชีวิตรายใหม่จากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มีจำนวน 61 ราย ซึ่งเป็นจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาดในประเทศ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 2,309 ราย

ขณะที่ ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่มีจำนวน 6,509 ราย ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมรวม 518,600 ราย

ด้าน กระทรวงสาธารณสุขและการกีฬาของเมียนมาแถลงว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาจำนวน 28 ราย ส่งผลให้ขณะนี้เมียนมามีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมอยู่ที่ 143,262 ราย ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 3,216 ราย

ทั่วโลกติดโควิด 167 ล้านราย เสียชีวิต 3.4 ล้าน

Worldometer ซึ่งเป็นเว็บไซต์รายงานข้อมูลล่าสุดที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก ระบุว่า ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกสะสมมีจำนวน 167,800,559 ราย และยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 3,483,529 ราย

สหรัฐมียอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สูงสุดในโลก (33,898,216) รองลงมาคืออินเดีย (26,930,220), บราซิล (16,083,573), ฝรั่งเศส (5,603,666), ตุรกี (5,186,487), รัสเซีย (5,009,911), สหราชอาณาจักร (4,464,900), อิตาลี (4,194,672), เยอรมนี (3,657,956), สเปน (3,636,453), อาร์เจนตินา (3,539,484) และโคลอมเบีย (3,232,456)

ประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 2 ล้านราย ได้แก่ โปแลนด์ อิหร่าน เม็กซิโก และยูเครน

ส่วนประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 1 ล้านราย ได้แก่ เปรู อินโดนีเซีย สาธารณรัฐเชค แอฟริกาใต้ เนเธอร์แลนด์ แคนาดา ชิลี ฟิลิปปินส์ อิรัก โรมาเนีย สวีเดน และเบลเยียม

นอกจากนี้ สหรัฐยังเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดในโลก (604,113) ตามมาด้วยบราซิล (449,185), อินเดีย (306,865), เม็กซิโก (221,647), สหราชอาณาจักร (127,724), อิตาลี (125,335), รัสเซีย (118,801) และฝรั่งเศส (108,596)