บอสใหญ่ OnlyFans ผู้ปฏิวัติอุตสาหกรรม AV #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653769

วันที่ 24 พ.ค. 2564 เวลา 18:31 น.

บอสใหญ่ OnlyFans ผู้ปฏิวัติอุตสาหกรรม AV รู้จัก Tim Stokely ซีอีโอของ OnlyFans แพลตฟอร์มที่ทำเงินมหาศาลจากเนื้อหาวาบหวิว

หนึ่งในแพลตฟอร์มที่กำลังมาแรงในขณะนี้คงต้องยกให้กับ OnlyFans แพลตฟอร์มที่ให้ผู้ใช้ได้สร้างคอนเทนต์ให้แฟนๆ ได้ติดตาม โดยมีเนื้อหาหลากหลายไม่ว่าจะเป็นดนตรี เกม แฟชั่น กีฬา หรือทำอาหาร แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักใช้สร้างคอนเทนต์แนว 18+ ซึ่งแม้จะเป็นแพลตฟอร์มสำหรับผู้ใหญ่และยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนักในประเทศไทย แต่มันมีมูลค่าหลักพันล้านเหรียญสหรัฐ และได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ปฏิวัติอุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่แม้จะสร้างขึ้นมาได้ไม่ถึง 5 ปีเท่านั้น

โดยขณะนี้มีผู้ใช้ที่ลงทะเบียนแล้วมากกว่า 100 ล้านคนขณะที่ซีอีโอเผยว่าในทุก 24 ชั่วโมงจะมีผู้สมัครเข้าใช้งานใหม่กว่า 500,000 คน และมีผู้สร้างคอนเทนต์ใหม่ 7,000 ถึง 8,000 คนในทุกวัน

จากบทความของนิตยสาร The Sun พบว่า OnlyFans ได้สร้างยอดขายได้ประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 63,000 ล้านบาท) โดยมียอดขายสุทธิในปี 2020 อยู่ที่ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ

ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ SimilarWeb เผยว่ามีผู้เข้าชม OnlyFans มากกว่า 160 ล้านครั้งต่อเดือน ซึ่งแฟนๆ จะต้องชำระเงินเพื่อเข้าชมเนื้อหาของครีเอเตอร์ที่พวกเขาชื่นชอบ ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน ขณะที่แพลตฟอร์มจะได้รับส่วนแบ่งจากครีเอเตอร์ 20%

ทำความรู้จักซีอีโอ

Tim Stokely วัย 37 ปี ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีชาวอังกฤษ เป็นลูกชายคนสุดท้องของนายธนาคาร จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแองเกลียรัสกินในเคมบริดจ์ ก่อนที่จะมาเป็นซีอีโอและผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม OnlyFans ในปี 2016 เขาเคยเขาเคยทำธุรกิจออนไลน์ประเภทนี้มาหลายครั้งแต่ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อย่างเว็บไซต์ GlamWorship.com และ Custom4U

เขามองว่าธุรกิจประเภทนี้จะสามารถทำเงินมหาศาลไปได้อีกยาวนานเพราะเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน

และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ OnlyFans สร้างรายได้ให้เขามหาศาลโดยในปี 2020 พบว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิของเขาอยู่ที่ 120 ล้านเหรียญสหรัฐ ก้าวกระโดดขึ้นจากปี 2017 ซึ่งอยู่ที่ 15 ล้านเหรียญสหรัฐตามข้อมูลที่เปิดเผยโดย Net Worth Leaks

Tim Stokely มองว่าแพลตฟอร์มของเขาไม่ต่างจากโซเชียลมีเดียอื่นๆ อย่าง Facebook, Instagram หรือ Twitter เพียงแต่ผู้ชมต้องจ่ายค่าสมัครสมาชิกเพื่อรับชมคอนเทนต์ สร้างความรู้สึกใกล้ชิดแบบเอ็กซ์คลูซีฟระหว่างผู้ชมและครีเอเตอร์ และเป็นการเปิดพื้นที่ให้บรรดาช่างภาพ นางแบบ นายแบบ ดาราหนังผู้ใหญ่ หรือใครก็ตามสร้างรายได้จากการขายคอนเทนต์ของตน ขณะที่ผู้ชมเองก็ได้รับชมคอนเทนต์พิเศษจากคนที่ตนชื่นชอบ ทั้งยังเป็นการเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศ

นอกจากนี้ OnlyFans ของเขายังติดอันอับ 1 ใน 100 บริษัทที่ทรงอิทธิพลแห่งปี 2021 จากนิตยสาร TIME (TIME100 Most Influential Companies 2021)

คนดังร่วมสร้างคอนเทนต์

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ OnlyFans ได้รับความสนใจจากแฟนๆ จำนวนมากคือการที่บุคคลที่มีชื่อเสียงไม่ว่าจะเป็น Cardi B, Bella Thorne, Amber Rose ตลอดจนนางแบบอย่าง Alice Redlips หนึ่งในนางแบบยอดนิยมบน PornHub และอีกหลายคนร่วมเป็นครีเอเตอร์ในแพลตฟอร์มนี้ด้วย

นอกจากนี้อีกหนึ่งคนที่น่าสนใจคือ Angelina Renee White หรือที่เรียกกันว่า Blac Chyna นางแบบชาวอเมริกัน เธอเป็นครีเอเตอร์ที่สามารถทำรายได้จาก OnlyFans ได้เป็นอันดับหนึ่งด้วยมูลค่าประมาณ 20 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน และผู้ติดตามกว่า 16 ล้านคน

ประกอบกับการล็อกดาวน์ในช่วงที่เกิดรคระบาดส่งผลให้ OnlyFans ได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก โดยในช่วงเดือนมีนาคม 2020 ช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวนครีเอเตอร์บน OnlyFans เพิ่มขึ้นถึง 40% และจำนวนผู้ใช้บนเว็บไซต์เพิ่มขึ้นจาก 7.5 ล้านคนเป็น 85 ล้านคน

จับตาผลกระทบต่อหัวใจในหมู่วัยรุ่นที่ฉีดวัคซีน mRNA #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653766

วันที่ 24 พ.ค. 2564 เวลา 17:26 น.

จับตาผลกระทบต่อหัวใจในหมู่วัยรุ่นที่ฉีดวัคซีน mRNA เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นน้อยมากๆ กับผู้รับวัคซีน mRNA ของ Moderna กับ Pfizer-BioNTech

1. ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐกำลังตรวจสอบรายงานว่าวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวจำนวนน้อยที่ได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาประเภท mRNA อาจประสบปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ โดยข้อมูลนี้ได้มาจากกลุ่มความปลอดภัยของวัคซีนของ CDC

2. อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงของกลุ่มมีรายละเอียดไม่ชัดเจนโดยกล่าวเพียงว่ามีผู้ป่วย “ค่อนข้างน้อย” และอาจไม่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนเลย ซึ่งอาการที่พบเรียกว่า myocarditis เป็นอาการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจที่อาจเกิดขึ้นหลังจากการติดเชื้อบางอย่าง

3. อีกทั้งการตรวจสอบรายงานของ CDC ก็ยีงอยู่ในช่วงเริ่มต้นและหน่วยงานยังไม่ได้ระบุว่ามีหลักฐานใดๆ ที่แสดงว่าวัคซีนทำให้เกิดภาวะเกี่ยวกับหัวใจหรือไม่ ทางหน่วยงานได้โพสต์คำแนะนำบนเว็บไซต์เพื่อเรียกร้องให้แพทย์และบุคลากรการแพทย์ระวังอาการหัวใจผิดปกติในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เพิ่งได้รับการฉีดวัคซีน

4. เบื้องต้น กรณีนี้มักเกิดขึ้นในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวประมาณ 4 วันหลังจากได้รับวัคซีน mRNA ครั้งที่สองซึ่งผลิตโดย Moderna และ Pfizer-BioNTech และกรณีนี้พบได้บ่อยในผู้ชาย

5. กลุ่มความปลอดภัยของวัคซีนระบุว่า “กรณีส่วนใหญ่ดูเหมือนจะไม่รุนแรงและการติดตามผู้ป่วยยังคงดำเนินต่อไป” และ CDC แนะนำอย่างยิ่งให้ฉีดวัคซีนกับชาวอเมริกันอายุ 12 ปีขึ้นไป หลังจากที่เพิ่งอนุมัติให้ฉีดวัคซีนในกลุ่มประชากรอายุระหว่าง 12 – 15 ปีได้

6. ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ยากของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบมีน้อยเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากโควิด-19 รวมถึงกลุ่มอาการต่อเนื่องที่เรียกว่า “โควิดระยะยาว” (long COVID) และการติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการเฉียบพลันอาจทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้ด้วย

7. ตามข้อมูลของ CDC ในขณะนี้จำนวนผู้มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่ได้รับรายงานหลังการฉีดวัคซีนดูเหมือนจะไม่มากกว่าปกติที่ควรจะพบในคนหนุ่มสาว แต่สมาชิกของกลุ่มความปลอดภัยในการฉีดวัคซีนของหน่วยงาน CDC “รู้สึกว่าควรมีการสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับรายงานของโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบไปยังผู้ให้บริการ” รายงานกล่าว

8. หน่วยงานไม่ได้ระบุอายุของผู้ป่วยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งวัคซีน Pfizer-BioNTech ได้รับอนุญาตให้ฉีดกับผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไปตั้งแต่เดือนธันวาคม เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐได้อนุมัติให้ฉีดกับเด็กอายุ 12 ถึง 15 ปีได้

9. สำหรับการเริ่มต้นพบสาเหตุเริ่มเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม เมื่อCDC แจ้งเตือนแพทย์ถึงความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ระหว่างอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบกับการฉีดวัคซีน และเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมคณะทำงานได้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากกระทรวงกลาโหมรายงานที่ยื่นต่อระบบรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากวัคซีน (Vaccine Adverse Event Reporting System) และอื่นๆ

10. หลังจากนั้นหน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐในวอชิงตัน, โอเรกอน และแคลิฟอร์เนียได้แจ้งเตือนผู้ให้บริการฉุกเฉินและแพทย์โรคหัวใจถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและมีการส่งรายงานผู้ป่วย 7 รายไปยังวารสารกุมารเวชศาสตร์ (The Journal of Pediatrics) เพื่อตรวจสอบ

เรียบเรียงจาก CDC Is Investigating a Heart Problem in a Few Young Vaccine Recipients โดย The New York Times

Photo by Indranil MUKHERJEE / AFP

“เมลอนยูบาริ” สองลูกเจ็ดแสนบาท ทำไมแพงที่สุดในโลก? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653732

วันที่ 24 พ.ค. 2564 เวลา 16:25 น.

"เมลอนยูบาริ" สองลูกเจ็ดแสนบาท ทำไมแพงที่สุดในโลก?เมลอนยูบาริ จากญี่ปุ่นทำราคาหลักล้านเยนจากการประมูลได้เช่นเคย หลังจากปีที่แล้วราคาร่วงเพราะโควิด

วันนี้ (24 พ.ค.) การประมูลเมลอนยูบาริคุณภาพพรีเมียมจากเกาะฮอกไกโดทางตอนเหนือของญี่ปุ่นจำนวน 1 คู่ในปีนี้ได้รับการประมูลไปในราคา 2.7 ล้านเยน (ราว 780,000 บาท) ซึ่งสูงกว่าการประมูลในปีที่แล้วประมาณ 23 เท่า ซึ่งผู้ชนะการประมูลที่ได้เมลอนคู่นี้ไปครองตกเป็นของบริษัท Hokkaido Products Ltd.

โดยเมลอนยูบาริคู่ที่สามารถทำเงินจากการประมูลได้มากที่สุดคือการประมูลในปี 2019 ด้วยราคา 5 ล้านเยน (ราว 1.4 ล้านบาท) ขณะที่การประมูลในปี 2018 ก็ทำราคาเฉียดล้านเช่นกันอยู่ที่ 3.2 ล้านเยน (ราว 920,000 บาท) แต่ในปี 2020 ราคาตกลงเหลือ 120,000 เยน (ราว 35,000 บาท) ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

Iori Kage ประธานบริษัท Hokkaido Products Ltd. กล่าวว่าการเสนอราคาครั้งนี้เพื่อส่งเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรโดยจะมอบเมลอนคู่นี้ให้แก่ 10 ครอบครัวที่มีลูก

เมลอนอะไรราคาหลักล้าน?

“เมลอนยูบาริ” เป็นเมลอนพันธุ์ที่มีชื่อเสียงมากในประเทศญี่ปุ่นเกิดจากการผสมระหว่างเมลอน 2 สายพันธุ์ โดยสามารถปลูกได้ที่เมืองยูบาริในเกาะฮอกไกโดเท่านั้น ผลของมันจะมีน้ำหนักประมาณ 1-2.5 กิโลกรัม เนื้อสส้มทอง หอมหวาน ชุ่มฉ่ำ บางคนเปรียบเมลอนพันธุ์นี้ล้ำค่าเทียบเท่ากับไวน์ชั้นดี โดยชาวญี่ปุ่นมักซื้อเป็นของขวัญให้กับคนสำคัญ

โดยในทุกปีจะมีการเปิดประมูลเมลอนยูบาริเกรดพรีเมียม 2 ลูกที่มีทรงกลมสวย เปลือกนอกเป็นลายสม่ำเสมอ ไร้ตำหนิ ซึ่งมักจะถูกประมูลไปด้วยราคาหลักล้านเยนเสมอหรือเทียบเท่ากับรถยนต์ 1 คัน

แม้การประมูลในปี 2020 ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ราคาของมันจะตกลงมาแต่ด้วยมูลค่า 120,000 เยนหรือกว่า 3 หมื่นบาทก็ยังถือว่าเป็นราคาที่พิเศษสำหรับเมลอน 2 ลูก

ความเอาใจใส่ในการเพาะปลูกเมลอนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เมลอนออกมาสมบูรณ์แบบและราคาสูงโดย Business Insider ได้กล่าวว่าทั้งผู้ขายและเกษตรกรมักสวมถุงมือสีขาวเพื่อให้ผลของเมลอนไม่มีตำหนิ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับทรัพยากรสำหรับเพาะปลูกและเลี้ยงดูผลไม้

นอกจากนี้ Reader’s Digest เผยว่าในช่วงเริ่มต้นของการเพาะปลูกเกษตรกรจะเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุดและในการเพาะปลูกจะต้องไม่ให้มีพืชชนิดอื่นมาแย่งสารอาหาร ตลอดจนข้อกำจัดด้านฤดูกาลก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเนื่องจากเมลอนเป็นผลไม้ประจำฤดูร้อนไม่สามารถออกผลได้ตลอดทั้งปี

Photo by STR / JIJI PRESS / AFP

กองทัพประชาชนโจมตีทหารเมียนมาดับอื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653743

วันที่ 24 พ.ค. 2564 เวลา 14:54 น.

กองทัพประชาชนโจมตีทหารเมียนมาดับอื้อกองทัพประชาชนในรัฐกะยาปะทะดุเดือดกับทหารเมียนมาพร้อมบุกโจมตีฐานทัพยึดอาวุธยุทโธปกรณ์

The Irrawaddy รายงานเมื่อวันที่ 24 พ.ค. กองทัพประชาชนคะเรนนี (KPDF) กล่าวว่าได้เคลื่อนเครื่องบินรบเผาสถานที่ราชการและสำนักงานที่ปฏิบัติงานภายใต้ระบอบรัฐบาลทหาร หลังจากที่มีการปะทะกันระหว่างกองทัพประชาชนและกองทัพของรัฐบาลในรัฐกะยาเมื่อวันที่ 23 พ.ค. โดยมีรายงานว่าทหารเมียนมาอย่างน้อย 40 นายถูกสังหารโดยกองทัพประชาชน

กองทัพประชาชนคะเรนนี (KPDF) ยังมีการสนธิกำลังกับกองกำลังติดอาวุธพิทักษ์ประชาชน (PDF) รวมกว่า 100 คนเพื่อเข้าโจมตีสถานีจ่ายไฟฟ้าส่งผลให้ไฟฟ้าในบางพื้นที่ในรัฐกะยาไม่สามารถใช้การได้ในช่วงเช้าวันนี้

สืบเนื่องจากวันที่ 20 พ.ค. ทหารเมียนมาเข้าบุกค้นบ้านเรือนและจับกุมประชาชนและข้าราชการ ส่งผลให้กองทัพประชาชนเข้าบุกยึดโจมตีและเผาทำลายฐานทัพทหารเมียนมาอย่างน้อย 3 แห่งในรัฐกะยาในวันต่อมา พร้อมยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ของทหารและตำรวจไปได้จำนวนมาก

ด้านกองทัพกะเหรี่ยง KNU ยังคงซุ่มโจมตีฐานทัพทหารในรัฐกะเหรี่ยงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ความรุนแรงจากการปะทะระหว่างประชาชนที่ต่อต้านรัฐประหารกับกองทัพได้ผลักดันประชาชนบางส่วนมาร่วมกันให้จัดตั้ง “กองกำลังป้องกันประชาชน” (PDF) ขึ้นในเมืองของตนเองซึ่งประกอบด้วยพลเรือนที่ต่อสู้กับกองกำลังความมั่นคงด้วยอาวุธที่ทำขึ้นเอง

สมาชิก PDF ที่ชื่อ เทต ไว เผยกับสำนักข่าว AFP ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างน้อย 20 คนเสียชีวิตเมื่อวันอาทิตย์และฝ่ายของเขาเข้ายึดสถานีตำรวจในเมืองปาย ในรัฐฉานทางตะวันออกของเมืองหลวงเนปยีดอ

สื่อท้องถิ่นรายงานว่าสถานีตำรวจถูกเพลิงไหม้และนักสู้ฝ่ายกบฏได้ควบคุมตัวสมาชิกกองกำลังความมั่นคง 4 นายไว้ด้วย

“ผมคิดว่าวันนี้เป็นวันแห่งการพิชิต” เทต ไว อายุ 29 ปีกล่าวกับ AFP “แต่ผมก็กังวลเช่นกันเพราะเราได้เห็นการโจมตีทางอากาศและรถถังในวันนี้ พวกเขามีอาวุธที่ดีกว่าเรามาก”

เขากล่าวว่ากองทัพเมียนมาได้ทำการโจมตีทางอากาศโดยเฮลิคอปเตอร์ในช่วงค่ำไปทางใต้ประมาณ 40 กิโลเมตรของเมืองเดโมโซ ในรัฐกะยา

นักสู้พลเรือนอีกคนที่เดโมโซกล่าวว่ามีทหารเมียนมาอย่างน้อย 13 นายเสียชีวิตเมื่อวันอาทิตย์ขณะที่ทหารของเขา 4 นายได้รับบาดเจ็บ 

“เราตั้งใจจะยึดสถานีตำรวจของพวกเขา แต่พวกเขาใช้การโจมตีทางอากาศและเราไม่สามารถหยุดรถบรรทุกเสริมกำลังเข้ามาในเมืองได้” เขากล่าว “เราต้องถอนทหารออกจากการสู้รบ”

การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงคืนวันอาทิตย์ตามการระบุของผู้นำระดับสูงของพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี ซึ่งกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่มีฐานที่มั่นในรัฐกะยา

เขายืนยันว่าทหารใช้รถถัง, เฮลิคอปเตอร์และปืนครกโจมตีในเดโมโซและลอยกอซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐกะยา

Photo by STR / AFP

ซูจีปรากฎตัวครั้งแรกลั่น “พรรคจะคงอยู่ตราบที่ประชาชนคงอยู่” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653739

วันที่ 24 พ.ค. 2564 เวลา 14:21 น.

ซูจีปรากฎตัวครั้งแรกลั่น "พรรคจะคงอยู่ตราบที่ประชาชนคงอยู่"อองซานซูจีลั่นวาจาต่อต้านความพยายามยุบพรรค NLD ระหว่างปรากฏตัวต่อศาลด้วยตนเองเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหาร

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า อองซานซูจีผู้นำของเมียนมาที่ถุกโค่นอำนาจจากการทำรัฐประหาร ปรากฏตัวต่อหน้าศาลเมื่อวันจันทร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐบาลของเธอถูกโค่นโดยกองทัพเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ โดยทนายความของอองซานซูจีเปิดเผยเรื่องนี้กับรอยเตอร์

แท หม่อง หม่อง ทนายความของอดีตผู้นำเมียนมากล่าวว่าซูจีมีสุขภาพที่แข็งแรงและได้ประชุมแบบตัวต่อตัวกับทีมกฎหมายเป็นเวลาประมาณ 30 นาทีก่อนการพิจารณาคดี

ซูจีวัย 75 ปีผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1991 จากความพยายามในการสร้างประชาธิปไตยเป็นหนึ่งในผู้คนมากกว่า 4,000 คนที่ถูกควบคุมตัวตั้งแต่รัฐประหาร ซูจีต้องเผชิญกับข้อหาต่างๆ ตั้งแต่การครอบครองวิทยุเครื่องส่งรับวิทยุอย่างผิดกฎหมายไปจนถึงการละเมิดกฎหมายความลับของรัฐ

อองซานซูจี “ขอให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี” โดยกล่าวในการพบปะกับทนายความของเธอและยังกล่าวถึงพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ที่อาจถูกยุบในไม่ช้า

“เธอบอกว่าพรรคนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อประชาชนดังนั้นพรรคจะคงอยู่ต่อไปตราบเท่าที่ประชาชนยังอยู่” แท หม่อง หม่อง Tกล่าวกับรอยเตอร์

คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาลทหารของเมียนมาจะยุบพรรคการเมืองของซูจีเนื่องจากการทุจริตคะแนนเสียงในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยสื่อรายงานเรื่องนี้เมื่อวันศุกร์โดยอ้างถึงคณะกรรมาธิการที่ขู่ว่าจะดำเนินการกับ “ผู้ทรยศ” ที่เกี่ยวข้อง

กองทัพยึดอำนาจโดยอ้างว่ามีการฉ้อโกงในการเลือกตั้งที่พรรคของซูจีชนะในเดือนพฤศจิกายน แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดก่อนไม่ยอมรับข้อกล่าวหานี้

ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่การรัฐประหาร พลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย ผู้นำคณะรัฐประหารกล่าวว่าซูจีมีสุขภาพที่ดี แต่มิน ออง หล่ายยังโต้แย้งจำนวนผู้คนที่ถูกสังหารโดยกองกำลังความมั่นคงในการประท้วงของประชาชนที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้านับตั้งแต่รัฐประหาร

เมียนมาตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายนับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจโดยมีการประท้วงการเดินขบวนและการนัดหยุดงานทั่วประเทศเพื่อต่อต้านรัฐบาลทหารซึ่งตอบโต้ด้วยกำลังที่รุนแรงคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 800 คนตามข้อมูลของกลุ่มเคลื่อนไหวของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง

มิน ออง หล่ายให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมกล่าวว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจริงประมาณ 300 คนและตำรวจ 47 คนก็ถูกสังหารเช่นกัน

Photo by STR / AFP

อดีตขุนคลังสหรัฐชี้ Crypto กำลังจะกลายเป็น “Digital Gold” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653731

วันที่ 24 พ.ค. 2564 เวลา 13:46 น.

อดีตขุนคลังสหรัฐชี้ Crypto กำลังจะกลายเป็น "Digital Gold"ขณะที่นักลงทุนทิ้ง Bitcoin หันไปซบทองคำทำทะยานขึ้น สะท้อนช่วงขาลงของคริปโตกำลังทำให้ราคาทองคำทะยานขึ้นมา

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐลอเรนซ์ ซัมเมอร์ส (Lawrence Summers) กล่าวว่าคริปโตเคอร์เรนซี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลกได้เหมือนกับ “ทองคำดิจิทัล” แม้ว่าความสำคัญในเศรษฐกิจจะยังคงมีอยู่อย่างจำกัดก็ตาม

ลอเรนซ์ ซัมเมอร์ส กล่าวในรายการ Wall Street Week ของ Bloomberg Television ว่าคริปโตเคอร์เรนซี่เสนอทางเลือกแทนที่ทองคำให้กับผู้ที่กำลังมองหาสินทรัพย์ที่ “แยกออกจากกันและอยู่นอกเหนือจากการทำงานแบบวันต่อวันของรัฐบาล .”

เขาบอกว่า “ทองคำเป็นสินทรัพย์หลักประเภทนั้นมานานแล้ว คริปโตมีโอกาสที่จะกลายเป็นรูปแบบ (การลงทุน) ที่เห็นพ้องต้องกันระหว่างผู้ที่แสวงหาความปลอดภัยในถือครองความมั่งคั่ง ผมเดาว่าคริปโตจะยังคงอยู่ต่อไปและอาจจะอยู่ที่นี่ในฐานะทองคำดิจิทัลชนิดหนึ่ง”

ซัมเมอร์สบอกว่าหากคริปโตเคอร์เรนซี่มีมูลค่าหนึ่งในสามของมูลค่าทั้งหมดของทองคำ ก็จะเป็นการแข็งค่าอย่างมากจากระดับปัจจุบัน และนั่นหมายความว่ามีโอกาสที่ดีที่คริปโตจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบในอีกไม่นานนี้”

แต่ซัมเมอร์สกล่าวว่าสกุลเงินดิจิทัลไม่ได้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวมและไม่น่าจะเป็นรูปแบบการชำระเงินหลัก

ความคิดเห็นของซัมเมอร์สคล้ายกับ พอล ครุกแมน (Paul Krugman) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลซึ่งกังขาสถานะของคริปโตในฐานะสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนหรือมีกำลังซื้อที่มั่นคง แต่ครุกแมนกล่าวว่ารูปแบบบางอย่างของคริปโตอาจยังคงมีอยู่เพื่อเป็นทางเลือกให้กับทองคำ

“คริปโตเคอร์เรนซี่กำลังจะดิ่งเหวในเร็ว ๆ นี้หรือไม่? ไม่จำเป็น” ครุกแมนเขียนใน New York Times “ ความจริงอย่างหนึ่งที่ทำให้แม้แต่คนขี้ระแวงคริปโตอย่างผมต้องหยุดคิดก็คือความทนทานของทองคำในฐานะทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง”

ทั้งนี้ สกุลเงินดิจิทัลทองคำ (หรือ DGC) เป็นรูปแบบของเงินอิเล็กทรอนิกส์ (หรือสกุลเงินดิจิทัล) โดยอิงตามหน่วยมวลของทองคำ เป็นเงินตัวแทนชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับใบรับรองทองคำของสหรัฐ (ใช้ระหว่างปีพ. ศ. 2416 ถึงปีพ. ศ. 2476) ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนเป็นทองคำได้ตามความต้องการ หน่วยบัญชีทั่วไปสำหรับสกุลเงินดังกล่าวเชื่อมโยงกับทองคำกรัมหรือทรอยออนซ์แม้ว่าบางครั้งจะใช้หน่วยอื่นๆ เช่นดีนาร์ทองคำ

ในบันทึกรายงานที่มีไปถึงลูกค้าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นักวิเคราะห์ของบริษัท JP Morgan Chase กล่าวว่านักลงทุนสถาบันรายใหญ่ทิ้ง Bitcoin เพื่อหันไปลงทุนในทองคำ

ปรากฎว่าราคาทองคำเปิดตลาดสัปดาห์นี้ยังทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 เดือนท่ามกลางสัญญาณว่านักลงทุนหันมาสนใจทองคำกันมากขึ้น

ทองคำมีมูลค่าเพิ่มขึ้นติดต่อกันสามสัปดาห์เนื่องจากนักลงทุนให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในบางประเทศ นักลงทุนยังให้ความสำคัญกับความผันผวนที่รุนแรงใน Bitcoin ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้นักลงทุนให้มาซื้อทองกันมากขึ้น

ที่ผ่านมาราคาทองคำจะผกผันตามความเคลื่อนไหวของคริปโต เมื่อคริปโตทะยานขึ้นราคาทองคำจะตกลลงและเมื่อราคาคริปโตตกลงราคาทองคำจะสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่ซื้อขายเก็งกำไรไม่น่าจะเปลี่ยนไปลงทุนกับทองคำซึ่งให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับคริปโต และนักลงทุนกลุ่มนีมองว่าการปรับฐานในสกุลเงินดิจิทัลเป็นโอกาสในการช้อนซื้อ

Photo by NICOLAS TUCAT / AFP

นักขุด Bitcoin ต้องหยุดธุรกิจในจีนหลังโดนปราบหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653715

วันที่ 24 พ.ค. 2564 เวลา 12:04 น.

นักขุด Bitcoin ต้องหยุดธุรกิจในจีนหลังโดนปราบหนักหลังจากที่รัฐบาลจีนสั่งห้ามการขุดและซื้อขายคริปโตส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการต้องระงับธุรกิจในประเทศจีน

ผู้ประกอบการขุดคริปโตรวมถึง Huobi Mall และ BTC.TOP กำลังระงับการดำเนินงานในประเทศจีนหลังจากที่รัฐบาลจีนไล่ปราบปรามการเทรดและขุด Bitcoin ส่งผลให้ราคาร่วง

โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (21 พ.ค.) คณะกรรมการสภาแห่งรัฐซึ่งนำโดยรองนายกรัฐมนตรีหลิว เหอ ประกาศปราบปรามการขุดและกิจกรรมการซื้อขาย Bitcoin ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศจีนที่มีสัดส่วนมากถึง 70% ของอุปทานคริปโตทั่วโลก

ส่งผลให้ราคาของมันดิ่งลงเกือบ 50% จากระดับสูงสุดตลอดกาล จนร่วงลงมาแตะระดับ 31,000 เหรียญสหรัฐในวันที่ 23 พ.ค.

Huobi Mall ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลในประเทศจีนกล่าวในแถลงการณ์ว่า “ในขณะที่ธุรกิจทั้งหมดถูกระงับ เรากำลังติดต่อกับผู้ให้บริการในต่างประเทศเพื่อปูทางสำหรับการส่งออกแท่นขุดคริปโตในอนาคต” พร้อมขอให้ลูกค้าใจเย็นและไม่ต้องกังวล

ด้าน BTC.TOP ผู้ให้บริการขุดคริปโตอีกรายได้ประกาศระงับการดำเนินธุรกิจในประเทศจีนเช่นกันโดยอ้างถึงความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ โดยระบุว่าแท่นขุดเกือบทั้งหมดจะถูกส่งออกไปยังต่างประเทศเนื่องจากการปราบปรามของหน่วยงานในประเทศจีน ซึ่งในอนาคตบริษัทจะดำเนินธุรกิจขุดคริปโตในอเมริกาเหนือเป็นหลัก

ขณะที่ HashCow ผู้ให้บริการขุดคริปโตอีกรายซึ่งเป็นเจ้าของไซต์ขุด 10 แห่งในประเทศจีนกล่าวว่าจะปฏิบัติตามกฎระเบียบของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยจะระงับการซื้อแท่นขุดคริปโตใหม่พร้อมให้คำมั่นว่าจะคืนเงินเต็มจำนวนให้แก่นักลงทุนที่สั่งซื้อพลังคอมพิวเตอร์ไปสำหรับขุดคริปโตแต่ยังไม่ได้เริ่มการขุด

AFP PHOTO / Karen BLEIER

สหรัฐอ้างนักวิจัยอู่ฮั่นป่วยคล้ายโควิดหลายเดือนก่อนโรคระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653706

วันที่ 24 พ.ค. 2564 เวลา 10:29 น.

สหรัฐอ้างนักวิจัยอู่ฮั่นป่วยคล้ายโควิดหลายเดือนก่อนโรคระบาดสื่อสหรัฐอ้างว่าพบ 3 นักวิจัยจากห้องแล็บในอู่ฮั่นป่วยคล้ายโควิด-19 หลายเดือนก่อนที่จีนจะเปิดเผยการระบาดของไวรัส

สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างรายงานของวอลสตรีทเจอร์นัลระบุว่ารายงานข่าวกรองของสหรัฐก่อนหน้านี้ชี้ว่า 3 นักวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการป่วยคล้ายโควิด-19 ในเดือนพ.ย. 2019 หลายเดือนก่อนที่จีนจะเปิดเผยการระบาดของโรคโควิด-19

รายงานดังกล่าวระบุถึงระยะเวลาการเจ็บป้วยและการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซึ่งอาจสร้างน้ำหนักให้มีการสอบสวนในวงกว้างถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับการที่เชื้อไวรัสอาจหลุดรอดออกจากห้องปฏิบัติการในอู่ฮั่น ซึ่งข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกมาก่อนที่จะมีการประชุมขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยคาดว่าการประชุมดังกล่าวจะมีการสอบสวนเกี่ยวกับต้นตอของโควืด-19 ในขั้นต่อไป

ขณะที่โฆษกของสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อรายงานดังกล่าวแต่ระบุว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังคงตั้งคำถามเกี่ยวกับต้นตอของการแพร่ระบาดของโควิด-19 และกำลังทำงานร่วมกับ WHO และประเทศสมาชิกอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการศึกษาถึงต้นตอของไวรัสโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง

ด้านกระทรวงต่างประเทศของจีนกล่าวถึงข่าวนี้ว่าสหรัฐยังคงโฆษณาทฤษฎีที่ว่าไวรัสรั่วไหลออกจากห้องปฎิบัติการในอู่ฮั่นแม้การศึกษาโดย WHO จะกล่าวแล้วว่าเป็นทฤษฎีที่ไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง โดยตั้งข้อสังเกตว่าสหรัฐกังวลเกี่ยวกับการสืบหาต้นตอจริงๆ หรือกำลังเบี่ยงเบนความสนใจอะไรอยู่หรือไม่

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมี.ค. สหรัฐ นอร์เวย์ แคนาดา สหราชอาณาจักร และอีกหลายประเทศแสดงความกังวลและเรียกร้องให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม เมื่อ WHO เปิดเผยผลการศึกษาระบุว่าทฤษฎีที่ว่าไวรัสมีต้นตอมาจากห้องปฏิบัติการในอู่ฮั่นนั้นไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง

Photo by HECTOR RETAMAL / AFP

ไขปริศนา “พระแก่นจันทน์พระเจ้าอุเทน” อยู่ในรัสเซีย? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652980

วันที่ 23 พ.ค. 2564 เวลา 20:19 น.

ไขปริศนา "พระแก่นจันทน์พระเจ้าอุเทน" อยู่ในรัสเซีย?เรื่องราวการของระพุทธรูปสำคัญของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่เคารพนับถือกันในเอเชียตะวันออก แต่สูญหายไปจากจีนหลังชาติตะวันตกรุกรานปักกิ่งเมื่อ 100 กว่าปีก่อน

หลายปีก่อนผู้เขียนได้สนทนากับมิตรสหายในวงการประวัติศาสตร์เรื่องพระพุทธรูปองค์แรกของโลก ผู้เขียนบอกว่าก่อนการมาถึงของศิลปะชาวโยนก (กรีก) ในชมพูทวีปมีตำนานการสร้างพระพุทธรูปกันแล้ว ปรากฏในตำนานเรื่องพระแก่นจันทน์ ทางเถรวาทเรียกว่า “พระแก่นจันทน์แดง” ส่วนทางมหายานเรียก “พระแก่นจันทน์พระเจ้าอุเทน”

เดี๋ยวคนไทยเราไม่คุ้นปางแก่นจันทน์เท่าไหร่ แต่สมัยก่อนนิยมสร้างกัน ตามตำนานฝ่ายเถรวาทพระแก่นจันทน์สร้างโดยพระเจ้าปเสนทิโกสล มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์แล้วไม่พบ จึงทรงดำริว่าหากวันหนึ่งพระศาสดาหาไม่แล้ว คงสลดพระทัยอย่างมาก จึงทรงสร้างพระพุทธรูปองค์แรกของโลกจากไม้ไม้แก่นจันทน์ แต่ฝ่ายมหายานว่าพระเจ้าอุเทน (อุทยานะ) เป็นผู้สร้างขึ้นเพราะรำลึกถึงพระศาสาดา คราวเสด็จไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์นานถึง 3 เดือน ดังประวัติกล่าวว่า

“… พระเจ้าอุเทนทรงเฝ้าคำนึงถึงพุทธองค์ยิ่งนัก ถึงกับอ้อนวอนให้พระโมคคัลลานะใช้อิทธิฤทธิเดินทางไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พร้อมด้วยนายช่าง 32 คน เพื่อสร้างพระปฏิมาที่มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับพุทธองค์ ทั้งหมดเดินทางไปสวรรค์ถึง 3 ครั้ง นายช่างจึงสามารถสลักพระปฏิมาจากไม้แก่นจันทน์ เมื่อเสร็จแล้วพระพุทธองค์เสด็จกลับสู่มนุษย์โลกอีกครั้งพอดี ครั้นเมื่อทอดพระเนตรพระปฏิมาทรงมีพุทธทำนายว่า “หนึ่งพันปีหลังตถาคตปรินิพพาน พระปฏิมานี้จะถูกอัญเชิญไปยังแผ่นดินจีน แผ่นดินนั้นพระศาสนาจะรุ่งเรือง เวไนยสัตว์ทั้งหลายจะได้รับคำสั่งสอนและบรรลุธรรม … “

เดิมพระแก่นจันทน์อยู่ที่เมืองสาวัตถี ต่อมาพระเจ้ากรุงกุษาณะอัญเชิญไปแผ่นดินของพระองค์ ซึ่งปัจจุบันคืออัฟกานิสถาน ราวศตวรรษที่ 3 และมีการสร้างองค์จำลองที่บามิยัน ต่อมาเกิดศึกสงครามที่แคว้นกุษาณะ พระสงฆ์ชื่อกุมารายันลักลอบนำพระแก่นจันทน์เดินทางมายังจีน ตำนานเล่าว่าตอนกลางวันท่านอุ้มพระ แต่กลางคืนพระช่วยอุ้มท่านพากันมาถึงแคว้นชิวฉือในที่สุด

พระแก่นจันทน์น่าจะมาถึงฉางอันในปี 384 จากนั้นย้ายสถานที่ประดิษฐานไปเรื่อยๆ ตลอดเวลาพันกว่าปี

จนกระทั่งมาประดิษฐานแห่งสุดท้ายที่วัดจันถานซื่อ (วัดจันทนะ) ใกล้ๆ กับทำเนียบจงหนานไห่ในปัจจุบัน แต่วัดนี้ถูกทำลายไปในช่วงกองทัพพันธมิตร 8 ชาติรุกรานจีนในปี ค.ศ. 1900 องค์พระก็หายไปด้วย ทางจีนเหลือแต่ภาพเหมือน แต่ต่อมาแม้แต่วิหารประดิษฐานภาพเหมือนก็ยังพังทลาย

การสูญหายของพระแก่นจันทน์เป็นปริศนาที่ชาวพุทธในจีนอยากจะรู้ความจริงมากที่สุด (แม้แต่ญี่ปุ่นเองก็อยากรู้เพราะทำองค์จำลองไว้ และอ้างว่าก่อนที่จะหายไปองค์จริงทำปาฏิหาริย์เหินฟ้ามาสลับกับองค์จำลองที่ญี่ปุ่น ที่วัดเซริวจิ ดังนั้นญี่ปุ่นจึงอ้างว่าตัวเองรักษาของจริงไว้)

นักวิชาการบางคนโยงว่า การที่พระแก่นจันทน์หายไปจากจีน เป็นเหตุให้ราชวงศ์ชิงถึงกาลสิ้นสุด ระบบศักดินาถึงกาลอวสาน

ไม่นานมานี้ มีนักวิชาการรัสเซียอ้างว่า พบเบาะแสของพระแก่นจันทน์แล้ว คาดว่าน่าจะอยู่ที่แคว้นบูเรียต ซึ่งเป็นแคว้นที่นับถือศาสนาพุทธในแถบไซบีเรีย สาเหตุที่ไปอยู่ที่นั่นเพราะทหารชาวบูเรียตไปร่วมกับทัพรัสเซียและทัพ 8 ชาติบุกปักกิ่งเมื่อปี 1900 ได้ฉวยโอกาสช่วงชุลมุนตอนฝรั่งเศสเผาปักกิ่ง บุกเข้าไปที่วัดจันถานแล้วลักลอบย้ายพระแก่นจันทน์ออกมาซ่อนไว้ระยะหนึ่งเพื่อไม่ให้พวกฝรั่งล่วงรู้ จากนั้นทำทีว่าเป็นพัสดุไปรษณีย์ของกองทัพบูเรียต แล้วส่งต่อๆ กันข้ามไปถึงรัสเซียในที่สุด โดยที่ทหารรัสเซียฝรั่งไม่ทราบเรื่อง แต่ทหารบูเรียตห่อผ้าคะตัก หรือผ้ามาลัยทิเบต สำหรับถวายพระไว้เป็นสัญลักษณ์

พระแก่นจันทน์อยู่บูเรียตอย่างสงบได้พักเดียว รัสเซียเกิดการปฏิวัติบอลเชวิก ศาสนาเริ่มถูกกดขี่ มีการทำลายศาสนสถานทุกศาสนา รวมถึงวัดพุทธในแคว้นบูเรียต ส่วนศาสนวัตถุถูกนำไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์รวมถึงพระแก่นจันทน์ แต่ชาวบูเรียที่พอจะมีเส้นสายมักพยายามหาทางเข้าไปไหว้เงียบๆ ในคลังพิพิธภัณฑ์ พระแก่นจันทน์เก็บอยู่ในคลังจนถึงกาลสิ้่นสุดของสหภาพโซเวียตได้มีการร้องขอพระแก่นจันทน์กลับไปยังแคว้นบูเรียต ในปี 1991 ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดเอกิตุย ดัตซัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้กังขาว่าพระแก่นจันทน์ที่แคว้นบูเรียตเป็นองค์จริงหรือไม่ เพราะมีช่วงหนึ่งที่พระเจ้าคังซีทรงย้ายพระแก่นจันทน์มาที่วัดจันถานซื่อ ซึ่งอาจเป็นองค์จำลองเพราะจากการตรวจสอบองค์พระโดยเจ้าหน้ที่พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ ในเลนินกราด พบว่าสร้างจากไม้ Lime tree ไม่ใช่ไม้จันทน์ แต่อาบด้วยผงไม้จันทน์จนหนาแล้วลงรักปิดทอง 3 ชั้่น (ปิดทองในสมัยพระเจ้าว่านลี่ แห่งราชวงศ์หมิง)

ไม่ว่าจะสร้างตั้งแต่ยุคพระเจ้าอุเทน หรือยุคไหนก็ตาม ก็ยังนับเป็นพระแก่นจันทน์อยู่ดี

ภาพพระบฏ ปัจจุบันไม่ทราบว่าภาพพระบฎพระปฏิมาแก่นจันทน์สูญหาย หรือประดิษฐานอยู่ ณ ที่ใด

ประวัติสังเขปพระปฏิมาแก่นจันทน์องค์แรกของพระศากยมุนีพุทธเจ้า

โดย ว่านจิ่วหลิง เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน ปี 1932 ของปีจันทรคติ

หกปีหลังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ได้ทรงเสด็จไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อโปรดพุทธมารดา และทรงประทับอยู่ยาวนานหลายเดือน เป็นเหตุให้พระเจ้าอุเทนทรงเฝ้าคำนึงถึงพุทธองค์ยิ่งนัก ถึงกับอ้อนวอนให้พระโมคคัลลานะใช้อิทธิฤทธิเดินทางไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พร้อมด้วยนายช่าง 32 คน เพื่อสร้างพระปฏิมาที่มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับพุทธองค์ ทั้งหมดเดินทางไปสวรรค์ถึง 3 ครั้ง นายช่างจึงสามารถสลักพระปฏิมาจากไม่แก่นจันทน์ เมื่อเสร็จแล้วพระพุทธองค์เสด็จกลับสู่มนุษย์โลกอีกครั้งพอดี ครั้นเมื่อทอดพระเนตรพระปฏิมาทรงมีพุทธทำนายว่า “หนึ่งพันปีหลังเราปรินิพพาน พระปฏิมานี้จะถูกอัญเชิญไปยังแผ่นดินจีน ณ ที่ซึ่งพระศาสนาจะรุ่งเรือง เวไนยสัตว์ทั้งหลายจะได้รับคำสั่งสอนและบรรลุธรรม

ในช่วง 1280 ปีต่อมา พระปฏิมาแก่นจันทน์ประดิษฐานที่แว่นแคว้นภาคตะวันตกของภารตวรรษ ต่อมาราชันแห่งอาณาจักรกุษาณนำไปยังแคว้นตนและประดิษฐานที่นั่นนาน 66 ปี ต่อมาถูกอัญเชิญไปยังเมืองเหลียงโจว (เมืองโบราณในมณฑลกานซู) นาน 14 ปี ไปยังนครฉางอาน (นครซีอานในปัจจุบัน) 17 ปี เจียงหนาน (แว่นแคว้นแถบลุ่มน้ำทางใต้แม่น้ำแยงซีเกียง) 173 ปี และที่ไหวหนาน (เมืองหยางโจวในปัจจุบัน) เป็นเวลา 367 ปี จนถูกอัญเชิญกลับมาที่เจียงหนานและประดิษฐานอยู่นาน 21 ปี

จากนั้นพระปฏิมาแก่นจันทน์ถูกอัญเชิญไปยังเปี้ยนจิง (เมืองไคฟงในปัจจุบัน) นาน 176 ปี ต่อมาไปประดิษฐานที่เมืองเยียนจิง (ปักกิ่งในปัจจุบัน) ณ อารามเซิ่งอานนาน 12 ปี จากนั้นอัญเชิญขึ้นไปทางทิศบูรพายังเมืองซ่างจิง (เมืองโบราณในมณฑลเหลียวหนิง) 11 ปี และเป็นที่สักการะของมหาชนที่มหาอารามจูชิง 120 ปี ต่อมาอัญเชิญลงสู่เบื้องทักษิณทิศไปยังนครจงตู (ปักกิ่งในปัจจุบัน) ประดิษฐาน ณ พระราชฐานชั้นในเป็นเวลา 15 ปี

นับแต่ช่วงเวลาก่อนสถาปนาราชวงศ์หยวนถึงรัชสมัยติ้งโจว (ค.ศ. 1217) พระปฏิมาแก่นจันทน์ประดิษฐาน ณ อารามเซิ่งอาน นับจากปีที่ 12 แห่งราชวงศ์หยวน (ค.ศ. 1275) ถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วิหารเหรินจื้อ ที่ภูเขาว่านโซ่ว ต่อมาย้ายไปยังอารามต้าเซิง ว่านอาน ในช่วงเริ่มต้นราชวงศ์หมิงพระปฏิมาแก่นจันทน์อยู่ที่อารามชิงโซ่ว ทว่า อารามได้รับความเสียหายในปีที่ 4 แห่งรัชสมัยเจี่ยจิ้ง พระปฏิมาถูกอัญเชิญไปยังอารามจิ่วเฟิง และอยู่ที่นั่นนาน 128 ปี

ในปีที่ 4 แห่งรัชสมัยคังซี (ค.ศ. 1665) ฮ่องเต้ทรงมีพระบัญชาให้สร้างอารามหงเหริน เพื่อที่พระองค์จักได้กระทำสักการะแก่พระปฏิมาแก่นจันทน์ ทว่า ในรัชสมัยกวงซวี่ เกิดขบถเกิงจื่อ (กองทัพพันธมิตร 8 ชาติรุกรานจีนในปี ค.ศ. 1900) อารารมหงเหรินได้เสียหายย่อยยับจากสงคราม และเป็นเหตุให้พระปฏิมาแก่นจันทน์สูญหายนับแต่บัดนั้น เหลือเพียงภาพพระบฏวาดจากองค์จริงที่รอดพนจากหายนะครั้งนั้น

ต่อมาภาพพระบฏนี้ถูกไปประดิษฐานที่วิหารไท่เหอ ทว่า วิหารไท่เหอต่อมาพังทลายลง จึงนำไปเก็บรักษาไว้ที่หอจัดแสดงสิ่งของโบราณ โดยเหตุที่ประเทศจีนต้องเผชิญกับภัยสงครามและภัยธรรมชาตินานาในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สมาชิกสมาคมธรรมะพิทักษ์ชาติ จึงจัดพิธีสักการะพระปฏิมาแก่นจันทน์องค์แรก ในวันที่ 9 กันยายน ถึง 28 กันยายน 1932 ตามปฏิทินจันทรคติ

(ปัจจุบันไม่ทราบว่าภาพพระบฎพระปฏิมาแก่นจันทน์สูญหาย หรือประดิษฐานอยู่ ณ ที่ใด)

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

หมายเหตุ

• เรื่อง “ไขปริศนา “พระแก่นจันทน์พระเจ้าอุเทน” อยู่ในรัสเซีย?” เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊คของ Kornkit Disthan เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2016

• เรื่อง “ประวัติสังเขปพระปฏิมาแก่นจันทน์องค์แรกของพระศากยมุนีพุทธเจ้า”  เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊คของ Kornkit Disthan เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2013

สายพันธุ์แอฟริกาใต้ วัคซีนไหนเอาอยู่บ้าง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653665

วันที่ 23 พ.ค. 2564 เวลา 17:22 น.

สายพันธุ์แอฟริกาใต้ วัคซีนไหนเอาอยู่บ้าง?การปรากฎตัวของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์แอฟริกาใต้ หรือ Lineage B.1.351 ในประเทศทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชน เราจะมาสำรวจกันว่าวัคซีนตัวไหนบ้างที่สามารถควบคุมมันได้

สายพันธุ์แอฟริกาใต้ หรือ Lineage B.1.351 หรือ 501.V2 พบครั้งแรกในอ่าวเนลสันแมนเดลา เขตปริมณฑลของจังหวัดอีสเทิร์นเคปของแอฟริกาใต้ในเดือนตุลาคม 2020 ซึ่งรายงานโดยกรมอนามัยของประเทศแอฟริกาใต้เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2020 แต่จากการวิเคราะห์พบว่ามันอาจระบาดมาตั้งแต่ในเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม 2020

หลังจากนั้นมันพบที่สหราชอาณาจักรในเดือนธันวาคม 2020 และก่อนจะพบในไทย ประเทศที่ใกล้ไทยที่สุดที่พบสายพันธุ์นี้คือมาเลเซีย เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2021 มาเลเซียตรวจพบผู้ป่วยรายแรก ภายในวันที่ 2 พฤษภาคมมีการตรวจพบผู้ป่วยทั้งหมด 48 รายใน 5 คลัสเตอร์อย่างน้อย 5 แห่งโดยพบ 20 รายใน 2 คลัสเตอร์ที่รัฐเประและรัฐกลันตัน ซึ่งรัฐกลันตันมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดนราธิวาส ประเทศไทย ทางทิศเหนือ (อำเภอตากใบมีพรมแดนติดกับรัฐกลันตัน)

ต่อไปนี้เราจะมาสำรวจดูว่าวัคซีนตัวไหนบ้างที่มีประสิทธิภาพกับสายพันธุ์แอฟริกาใต้

1. Oxford–AstraZeneca – เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2021 The Financial Times รายงานว่าข้อมูลการทดลองเฉพาะกาลจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยวิทวอเทอร์สแรนด์ของแอฟริกาใต้ร่วมกับมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ลดลงของวัคซีนโควิด -19 ของ AstraZeneca กับสายพันธุ์แอฟริกาใต้ จากการศึกษาพบว่าในตัวอย่างการทดลอง 2,000 คนปรากฏว่าวัคซีน AstraZeneca สามารถให้ “การป้องกันน้อยที่สุด” ในทุกกรณี ยกเว้นกรณีติดเชื้อที่รุนแรงที่สุด

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2021 รัฐบาลแอฟริกาใต้ระงับการใช้วัคซีน AstraZeneca ตามแผนประมาณ 1 ล้านโดสขณะที่ทำการตรวจสอบข้อมูลและรอคำแนะนำว่าจะดำเนินการอย่างไร ในเวลาต่อมารัฐบาลแอฟริกาใต้ได้ยกเลิกการใช้วัคซีน AstraZeneca โดยจำหน่ายวัคซีนให้กับประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาและเปลี่ยนโครงการฉีดวัคซีนไปใช้วัคซีนไวรัสโควิด -19 ของ Johnson & Johnson

2. Johnson & Johnson – ในเดือนมกราคม Johnson & Johnson ซึ่งจัดการทดลองวัคซีน Ad26.COV2.S ในแอฟริกาใต้รายงานระดับการป้องกันการติดเชื้อ ในระดับปานกลางถึงรุนแรงอยู่ที่ 72% ในสหรัฐ แต่ในแอฟริกาใต้ป้องกันการติดเชื้อได้ 57%

อย่างไรก็ตาม ตามงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 21 เมษายนใน New England Journal of Medicine วัคซีน COVID-19 แบบฉีดครั้งเดียวของ Johnson & Johnson มีผลกับสายพันธุ์ B.1.351 ที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้และสายพันธุ์ P.2 ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในบราซิล โดยในแอฟริกาใต้ซึ่งพบสายพันธุ์ B.1.351 ใน 95% ของผู้ป่วยทั้งหมดพบว่าการฉีดวัคซีนของบริษัทนี้ได้ผล 64% ต่อการติดเชื้อระดับปานกลางถึงรุนแรง และมีประสิทธิผล 82% ในการต่อต้านโควิด -19 ขั้นรุนแรงโดยเริ่มจากการฉีดวัคซีน 28 วันหลังการฉีดวัคซีน

3. Pfizer–BioNTech – เมื่อวันที่ 1 เมษายน จากการอัปเดตเกี่ยวกับการทดลองวัคซีนของแอฟริกาใต้ระบุว่าวัคซีน Pfizer–BioNTech ได้ผล 100% จนถึงขณะนี้ (กล่าวคือไม่พบการติดเชื้อในหมู่ผู้เข้าร่วมที่ได้รับการฉีดวัคซีน) และเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม จดหมายสรุปผลจากกลุ่มศึกษาแห่งชาติกาตาร์เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 พบว่า Pfizer–BioNTech มีประสิทธิผล 75% ในการต่อต้านการติดเชื้อ และยังไม่มีผู้ป่วยโรครุนแรง

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 10 เมษายน จากการศึกษาของอิสราเอลพบว่ายังพบสายพันธุ์แอฟริกาใต้แม้กระทั่งในคนที่ได้รับวัคซีนทั้งสองโดสของ Pfizer–BioNTech จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟและ Clalit ผู้ให้บริการด้านการแพทย์รายใหญ่ที่สุดของอิสราเอลพบว่าสายพันธุ์แอฟริกาใต้ B.1.351 คิดเป็นประมาณ 1% ของผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งหมดจากทุกคนที่เข้าร่วมการศึกษา และพบว่าแผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนสองครั้งมีอัตราความชุกของสายพันธุ์แอฟริกาใต้สูงกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนถึง 8 เท่า คือ – 5.4% เทียบกับ 0.7%

รายงานของรอยเตอร์ระบุว่ารายงานของอิสราเอลบ่งชี้ให้เห็นว่าวัคซีน Pfizer–BioNTech มีประสิทธิภาพน้อยกว่าเมื่อใช้กับสายพันธุ์ของแอฟริกาใต้เทียบกับโคโรนาไวรัสดั้งเดิมและสายพันธุ์สหราชอาณาจักรซึ่งพบในผู้ป่วยเกือบทั้งหมดในอิสราเอล

4. Moderna – ในเดือนกุมภาพันธ์ Moderna รายงานว่าวัคซีนในปัจจุบันผลิตแอนติบอดีเพียงหนึ่งในหกของแอนติบอดีที่ตอบสนองต่อสายพันธุ์แอฟริกาใต้เมื่อเทียบกับไวรัสดั้งเดิม และมีรายงานว่า Moderna ได้เริ่มการทดลองวัคซีนใหม่เพื่อรับมือกับสายพันธุ์ 501.V2 ของแอฟริกาใต้ ต่อมาในวันที่ 6 พฤษภาคมมีรายงานจาก Moderna กล่าวว่าผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนครั้งที่สามของสูตรเดิมหรือช็อตที่สามซึ่งเป็นส่วนผสมที่ได้รับการแก้ไขซึ่งออกแบบมาเพื่อรับมือสายพันธุ์แอฟริกาใต้ สามารถเพิ่มระดับของแอนติบอดีต่อทั้งสายพันธุ์แอฟริกาใต้และบราซิล

5. CoronaVac (Sinovac) – วัคซีน CoronaVac ของบริษัท Sinovac ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในแอฟริกาใต้จนถึงขณะนี้ Sinovac ได้เสนอให้จัดหาวัคซีน 5 ล้านโดสในแอฟริกาใต้

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 10 มีนาคมมีรายงานว่า CoronaVac ที่ร่วมพัฒนาโดย Butantan Institute ของบราซิลและ Sinovac บริษัทยาของจีนที่นำไปใช้ในบราซิลมีประสิทธิภาพในการต่อต้านโคโรนาไวรัสสามสายพันธุ์ที่แพร่กระจายในประเทศ ได้แก่สายพันธุ์อังกฤษ B.1.1.7, สายพันธุ์ B.1.351 ของแอฟริกาใต้ และ B.1.1.28 ของบราซิล

Dimas Covas ผู้บริหารของ Butantan Institute กล่าวว่า “เราต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าวัคซีนสร้างแอนติบอดีต่อสายพันธุ์เหล่านี้หรือไม่ และนั่นคือสิ่งที่เราทำ เราทราบแล้วว่าแอนติบอดีที่ผลิตโดยวัคซีนของ Butantan มีประสิทธิภาพกับสายพันธุ์ของอังกฤษและแอฟริกาใต้”

Photo by PEDRO PARDO / AFP