จีนฟื้นแล้วไตรมาส 1 โตเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650516

วันที่ 16 เม.ย. 2564 เวลา 09:54 น.จีนฟื้นแล้วไตรมาส 1 โตเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์เศรษฐกิจของจีนเติบโต 18.3% ในไตรมาสที่ 1 ซึ่งเป็นอัตราที่รวดเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์

เศรษฐกิจของจีนเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงสามเดือนแรกของปี 2021 โดยขยายตัว 18.3% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากวิกฤตโคโรนาไวรัส

ประเทศจีนซึ่งได้ชื่อว่า “โรงงานของโลก” ได้แสดงสัญญาณของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในรูปตัววี (V-shaped) ด้วยกิจกรรมทางธุรกิจที่ทวีความคึกคักขึ้นและยอดค้าปลีกที่กลับมากระเตื้องขึ้น

ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2020 เศรษฐกิจดิ่งลง 6.8% นับเป็นการหดตัวในระยะไตรมาสครั้งแรกของจีน เนื่องจากการเคลื่อนย้ายของผู้คนและสินค้าถูกจำกัดอย่างมากท่ามกลางการระบาดซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการผลิตการบริโภคและการค้าไปทั่วทั้งระบบ

ทั้งนี้ จีนซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกคาดว่าจะเติบโต 8.6% ในปีนี้ตามการสำรวจของรอยเตอร์หลังจากเพิ่มขึ้น 2.3% ในปีที่แล้วซึ่งเป็นการขยายตัวที่อ่อนแอที่สุดในรอบ 44 ปี แต่ยังคงทำให้จีนเป็นเศรษฐกิจหลักเพียงแห่งเดียวที่หลีกเลี่ยงการหดตัวได้ในช่วงที่ทั่วโลกล็อคดาวน์

อย่างไรก็ตามมีข้อสงสัยว่าจีนสามารถรักษาอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็วหรือไม่ โดยเมื่อไตรมาสต่อไตรมาส จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนมกราคมถึงมีนาคมเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า 3.2%

AFP PHOTO / Fred DUFOUR

วงการวิทย์สั่นสะเทือนเมื่อนักวิจัยเพาะเซลล์มนุษย์ในตัวอ่อนลิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650510

วันที่ 16 เม.ย. 2564 เวลา 09:22 น.วงการวิทย์สั่นสะเทือนเมื่อนักวิจัยเพาะเซลล์มนุษย์ในตัวอ่อนลิง การทดลองนี้จุดประกายการถกเถียงทางจริยธรรมในหมู่นักวิทยาศาสตร์

ทีมนักวิจัยสหรัฐ – จีนทำการเพาะตัวอ่อนลิงที่มีเซลล์ของมนุษย์ในห้องปฏิบัติการ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ฉีดเซลล์ต้นกำเนิดของมนุษย์ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีความสามารถในการพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายเข้าไปในตัวอ่อนลิงแสมจากนั้นทำการศึกษาตัวอ่อนที่กำลังพัฒนาเป็นเวลานานถึง 20 วัน

ทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดย ศ. ฮวน คาร์ลอส อิซปิซัว เบลมอนเตจาก Salk Institute ในสหรัฐซึ่งในปี 2017 เขามีส่วนช่วยสร้างลูกผสมมนุษย์กับหมูตัวแรก และสมาชิกในทีมของเขายังเป็นคนกลุ่มแรกที่สามารถเพาะเลี้ยงตัวอ่อนลิงในจานเพาะได้นานถึง 20 วันหลังการปฏิสนธิเมื่อปี 2019

ศ. เบลมอนเต กล่าวว่างานของพวกเขาสามารถปูทางในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอย่างรุนแรงของอวัยวะปลูกถ่ายสำหรับมนุษย์ รวมทั้งช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ในระยะเริ่มต้น, พัฒนาการของโรค และความชราภาพ

การศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสาร Cell เมื่อวันที่ 15 เมษษยน ซึ่ง ศ. เบลมอนเตยืนยันว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ด้านจริยธรรมและกฎหมายในปัจจุบันและอธิบายว่าทำการศึกษาเหล่านี้เพื่อทำความเข้าใจและปรับปรุงสุขภาพของมนุษย์

แต่ข่าวนี้สร้างประเด็นถกเถียงอย่างหนักเรื่องจริยธรรมวาสารออนไลน์ด้านวิทยาศาสตร์ Nature ชี้ว่า การทดลดงล่าสุดทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่นักชีววิทยาพัฒนาการ บางคนตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการทดลองโดยใช้ไพรเมต (ลิง) ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับมนุษย์ สัตว์เหล่านี้ไม่ควรจะถูกใช้เป็นสัตว์จำลอง/สัตว์ทดลองเหมือนพวกหนูและสัตว์ฟันแทะ นอกจากนี้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ไม่ใช่มนุษย์ได้รับการคุ้มครองตามกฎจริยธรรมการวิจัยที่เข้มงวดกว่าสัตว์ฟันแทะ และพวกเขากังวลว่างานดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นการต่อต้านของสาธารณชน

สำนักข่าว BBC สัมภาษณ์ดร. แอนนา สมาจดอร์ ผู้บรรยายรายวิชาและนักวิจัยด้านจริยธรรมชีวการแพทย์จาก Norwich Medical School ซึ่ง ดร. สมาจดอร์ การทดลองนี้เป็นความท้าทายทางจริยธรรมและกฎหมายที่สำคัญ เนื่องจากเราไม่สามารถทำการทดลองบางประเภทในมนุษย์ได้ และยังไม่ชัดเจนอีกว่าตัวอ่อนเหล่านี้จะถือเป็นมนุษย์หรือไม่

คริสติน แมทธิวส์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจาก Baker Institute กล่าวกับ NPR ว่าสาธารณชนจะต้องกังวลและเธอก็เช่นกัน เพราะเรากำลังแค่ต้องการผลักดันวิทยาศาสตร์ไปข้างหน้า โดยไม่ได้หารือกันว่าอะไรควรและไม่ควรทำ

ภาพประกอบ – นักวิจัยใช้คราบแอนติบอดีเรืองแสงและกล้องจุลทรรศน์ขั้นสูงเพื่อให้เห็นภาพเซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันในตัวอ่อน (เอ็มบริโอ) ในระยะเริ่มแรก สีแดงบ่งบอกถึงเซลล์ต้นกำเนิดของมนุษย์ ภาพจาก Weizhi Ji/Kunming University of Science and Technology

Dogecoin แรงจนอาจจะไม่ใช่เรื่องล้อเล่นซะแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650484

วันที่ 15 เม.ย. 2564 เวลา 18:31 น.Dogecoin แรงจนอาจจะไม่ใช่เรื่องล้อเล่นซะแล้ว เหรียญที่ถูกมองว่าเป็นมีมเริ่มแสดงพลังอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพราะเอลอน มัสก์หรือ Reddit แต่เป็นปฏิกิริยาต่อการเข้าตลาดหุ้นของ Coinbase

สัปดาห์แห่งความร้อนแรงของคริปโตเคอร์เรนซี่ เมื่อ Bitcoin และ Ethereum ทำสถิติสูงสุดในสัปดาห์นี้ แต่นอกจากโทเคนหลักๆ แล้ว ยังมี Dogecoin ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีใบหน้าของสุนัขชิบะอินุเป็นโลโก้ได้ทะลุ 10 เซนต์เป็นครั้งแรกด้วย รวมแล้วราคาพุ่งขึ้นมา 85% ในเวลาแค่ 24 ชั่วโมง

Dogecoin เป็นสกุลเงินเสมือนจริงซึ่งเริ่มต้นจากการล้อเลียนทางอินเทอร์เน็ตเมื่อกว่า 7 ปีก่อนได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 85% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาและมีการซื้อขายที่ 0.13 ดอลลาร์ตามข้อมูลของ CoinDesk ตอนนี้มูลค่าตลาดอยู่ที่กว่า 17,000 ล้านเหรียญ ทำให้มันกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังจากไม่กี่เดือนก่อน Dogecoin เคยเป็นกระแสมาแล้ว

ย้อนกลับไปในเดือนมกราคมปี 2021 มูลค่าของ Dogecoin เพิ่มขึ้นกว่า 800% ใน 24 ชั่วโมงอันเป็นผลมาจากเอลอน มัสก์เอ่ยถึงเงินสกุลนี้จนทำให้ผู้ใช้แพล็ตฟอร์ม Reddit บางส่วนกันมาลงทุนกับมัน บวกกับในตอนนั้นมีกระแสช็อร์ตเซลของหุ้น GameStop ด้วย และลในเดือนกุมภาพันธ์ Dogecoin มีราคาสูงเป็นประวัติการณ์เพราะเอลอน มัสก์เอ่ยถึงมันอีก รวมถึงสนูป ด็อก นักแร้องเพลงแรปชื่อดังและจีน ไซมอนส์ นักร้องชื่อดัง หลังจากนั้นกระแสของมันก็หายไป

จนกระทั่งในเดือนเมษายนมันทำราคาสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 0.14 ดอลลาร์ โดยได้รับแรงกระตุ้นจากการเข้าตลาดหุ้นของบริษัท Coinbase แม้ว่าแพลตฟอร์ของ Coinbase จะไม่มีการซื้อขาย Dogecoin ก็ตาม รวมแล้วในปีนี้มูลค่าของมันเพิ่มขึ้นมาแล้ว 2,000% ตั้งแต่ต้นปี

หลังจากที่ Dogecoin ทำลายสถิติใหม่ เอลอน มัสก์ก็ทวีตถึงมันอีกครั้งในวันที่ 15 เมษาายน แต่เมหือนกับทวีตก่อนๆ ของเขาเกี่ยวกับ Dogecoin ที่ดูคลุมเครือและคาดเดาแต่ผู้คนคาดเดาไปเองว่าเขาสนับสนุนเงินสกุลนี้ เช่น ล่าสุด เขาทวีตภาพถ่ายงานศิลปะของจิตรกรและประติมากรชาวสเปน ฮวน มีโร (Joan Miro) ที่วาดขึ้นในปี 1926 ที่มีชื่อว่า “Dog Barking At The Moon” แต่คำบรรยายใต้ภาพของ เอลอน มัสก์เปลี่ยนเป็น “Doge barking at the moon”

ในภาษาอังกฤษมีสำนวนว่า to the moon หมายความว่าความตั้งใจที่จะไปให้ถึงเป้าหมายที่ไกลจนยากจะไปถึง แต่ในวงการเทรดเดอร์ยังหมายความว่าราคาของหุ้นหรือสกุลเงินดิจิทัลจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในสายตาของนักลงทุน ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เอลอน มัสก์ยังเคยโพสต์ภาพของชิบะอินุกับธงสัญลักษณ์ของ Dogecoin บนดวงจันทร์มาแล้ว

ทั้งนี้ Dogecoin ก่อตั้งขึ้นโดยวิศวกรซอฟต์แวร์ของ IBM ชื่อ บิลลี่ มาร์คัสจากเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอนและวิศวกรซอฟต์แวร์ของ Adobe ชื่อแจ็คสัน พาล์เมอร์ ซึ่งมุ่งมั่นที่จะสร้างสกุลเงินดิจิทัลแบบเพียร์ทูเพียร์ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มประชากรได้กว้างกว่า Bitcoin โดย Dogecoin เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2013

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2013 Dogecoin มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเกือบ 300% ใน 72 ชั่วโมงโดยเพิ่มขึ้นจาก 0.00026 เหรียญสหรัฐเป็น 0.00095 เหรียญสหรัฐ และในเดือนมกราคม 2014 ปริมาณการซื้อขายของ Dogecoin สูงกว่า Bitcoin และสกุลเงินดิจิตอลอื่นๆ ทั้งหมดรวมกันในช่วงสั้นๆ อย่างไรก็ตามมูลค่าตลาดยังคงตามหลัง Bitcoin อย่างมาก

Dogecoin เริ่มกำหนดการผลิตเหรียญครั้งแรกโดยมีการหมุนเวียน 100,000 ล้านเหรียญ ต่อมาภายในกลางปี 2015 Dogecoin 100,000 ล้านถูกขุดไปแล้วโดยมีเหรียญอีก 5,00 ล้านเหรียญเพิ่มเข้าไปหมุนเวียนทุกปีหลังจากนั้น และขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดฮาร์ดแคป (อัตราสูงสุดของปริมาณเหรียญในระบบ) ของ Dogecoins ทำให้มันมีเหรียญมากกว่าที่สกุลเงินดิจิทัลชั้นนำอื่นๆ

เวียดนามโวเหนือกว่าไทย ครองอันดับหนึ่งด้านราคาข้าวของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650487

วันที่ 15 เม.ย. 2564 เวลา 16:27 น.เวียดนามโวเหนือกว่าไทย ครองอันดับหนึ่งด้านราคาข้าวของโลกแต่จากข้อมูลต่างประเทศ เวียดนามนำเข้าข้าวราคาถูกมาเลี้ยงประชาชนและราคาที่แพงขึ้นทำให้การนำเข้าลดลง

สำนักข่าว VietNamNet ของเวียดนามรายงานอ้างข้อมูลจากกรมแปรรูปและพัฒนาตลาดการเกษตร ของกระทรวงพัฒนาเกษตรและชนบทว่า เวียดนามส่งออกข้าว 1.1 ล้านตันในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2021 โดยมีรายได้ 606 ล้านเหรียญสหรัฐ ในด้านปริมาณลดลง 30.4% และมูลค่าลดลง 17.4% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2020

ในเดือนมีนาคม 2021 ราคาข้าวส่งออกเฉลี่ยของเวียดนามอยู่ที่ 547 เหรียญสหรัฐต่อตันเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2021 และ 19.1% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2020 โดยเฉลี่ยในไตรมาสแรกของปี 2021 ราคาข้าวส่งออกเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 18.6% เมื่อเทียบปีต่อปี และราคาข้าวเวียดนามสูงกว่าของไทยและอินเดีย

ขณะเดียวกันราคาข้าวหัก 5% ของไทยมีราคา 538 เหรียญสหรัฐต่อตันในช่วงต้นเดือนมีนาคม แต่ลดลงเหลือ 509 เหรียญสหรัฐต่อตันในปลายเดือนมีนาคม ส่วนอินเดียมีราคาข้าวต่ำที่สุดในหมู่ประเทศส่งออกข้าวชั้นนำทั้ง 3 ประเทศ

VietNamNet ชี้ว่า ตั้งแต่ปี 2020 เวียดนามได้แซงหน้าคู่แข่งด้านราคาขายโดยมีปริมาณการส่งออก 6.15 ล้านตันทำรายได้ 3,070 ล้านเหรียญสหรัฐจนแซงหน้าไทยขึ้นเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับสองของโลกอย่างเป็นทางการรองจากอินเดีย

จากข้อมูลของกรมแปรรูปและพัฒนาตลาดการเกษตร ราคาข้าวเวียดนามอยู่ในระดับสูงเนื่องจากความต้องการข้าวฤดูหนาว-ฤดูใบไม้ผลิตจากเวียดนามมีสูงจากประเทศคู่ค้า และจากข้อมูลของสมาคมอาหารเวียดนามตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2021การส่งออกข้าวจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุปทานข้าวมีปริมาณมากและธุรกิจต่างๆ ได้ดำเนินการแปรรูปข้าวเพื่อการส่งออกเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม เป็นที่สังเกตว่าในขณะที่เวียดนามเร่งส่งออกและต่อมาประกาศชัยชนะเหนือไทย แต่ปรากฎว่าเวียดนามกลับนำเข้าข้าวหัก 5% และ 10% จากอินเดีย เพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศเวียดนามซึ่งกลับมานำเข้าข้าวจากอินเดีย ซึ่ง M Madan Prakash ประธานสมาคมผู้ส่งออกสินค้าเกษตร (ACEA) ของอินเดียบอกกับ The Hindu BusinessLine ว่า เวียดนามมุ่งเน้นเฉพาะการผลิตพันธุ์พรีเมี่ยมเท่านั้นเพราะได้ราคาดีในตลาดโลก

จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรของสหรัฐ (USDA) ราคาข้าวที่สูงของเวียดนามส่งผลให้การส่งออกข้าวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ และสาเหตุอีกส่วนหนึ่งเพราะจีนที่กระจายตะกร้านำเข้าข้าวโดยไปซื้อเพิ่มจากอินเดีย, เมียนมา และกัมพูชา

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

สงครามชั่วนิรันดร์กับมือที่เปื้อนเลือดของกองทัพสหรัฐในอัฟกานิสถาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650473

วันที่ 15 เม.ย. 2564 เวลา 14:11 น.สงครามชั่วนิรันดร์กับมือที่เปื้อนเลือดของกองทัพสหรัฐในอัฟกานิสถานวันที่ไบเดนประกาศถอนกำลังทหารอเมริกันทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถาน แต่ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาพวกเขาทำให้สิ่งที่ชาวโลกประณามอะไรไปบ้าง?

ประธานาธิบดีโจไบเดนประกาศเมื่อวันพุธว่า “ถึงเวลายุติสงครามชั่วนิรันดร์” ในอัฟกานิสถานโดยกล่าวว่าสหรัฐได้บรรลุภารกิจหลักในการปราบผู้ก่อการร้ายที่กบดานในประเทศอัฟกานิสถานมานานแล้วและการปล่อยให้กองกำลังอเมริกันประจำการอยู่ที่จะทำให้สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

ไบเดนยังกล่าวว่าการประจำการของกองทัพสหรัฐไม่มีความชอบธรรมอีกที่จะหาเหตุผลมาทำให้เชื่อได้ว่าจะสามารถเปลี่ยนอัฟกานิสถานให้เป็นประชาธิปไตยที่มั่นคง และกองทหารอเมริกันประมาณ 2,500 นายที่อยู่ที่นั่นจะค่อยๆ ถอนกำลังออกตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมโดยกระบวนการดังกล่าวจะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 11 กันยายน ตรงกับวันก่อวินาศกรรม 9/11 ที่เป็นเหตุให้อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ส่งกำลังทหรไปอัฟกานิสถานเพื่อปราบพวกตอลีบานและอัลกออีดะห์ ในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย

“ตอนนี้ผมเป็นประธานาธิบดีคนที่สี่ของสหรัฐที่ดำรงตำแหน่งโดยมีกองทหารอเมริกันในอัฟกานิสถาน สองคนมาจากพรรครีพับลิกัน สองคนมาจากพรรคเดโมแครต ผมจะไม่ส่งต่อความรับผิดชอบนี้ให้คนที่ห้า” ไบเดนกล่าวจากทำเนียบขาว ณ จุดเดียวกับที่จอร์จ ดับเบิลยู บุชประกาศส่งกำลังทหารไปอัฟกานิสถาน

Photo by Wakil KOHSAR / AFP

ข้ออ้างเรื่องสงครามชั่วนิรันดร์

อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิล ยูบุชของสหรัฐได้กล่าวถึงเป้าหมายของสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2001 ซึ่งเขากล่าวว่าสงครามนี้ “จะไม่จบลงจนกว่ากลุ่มก่อการร้ายทุกกลุ่มทั่วโลกจะถูกหยุดยั้งและพ่ายแพ้” ในคำพูดเดียวกันนั้นเขาเรียกสงครามนี้ว่าเป็น “การกิจที่ไม่สิ้นสุด” ซึ่งเขายังย้ำอีกครั้งในแถลงการณ์ต่อรัฐสภาในปี 2006 (ซึ่งสงครามนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Operation Enduring Freedom หรือ ปฏิบัติการเสรีภาพยั่งยืน)

ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิล ยูบุช ยังกล่าวอมตะวาจาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2001 โดยประกาศว่า “ถ้าคุณไม่อยู่ข้างเรา คุณก็อยู่ข้างผู้ก่อการร้าย” คำพูดนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลกว่าเป็นการบีบบังคับว่าถ้าไม่เห็นด้วยกับสหรัฐก้เท่ากับเป็นฝ่ายตรงข้ามกับสหรัฐ

ชาวอเมริกันบางคนยังให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลือกใช้คำว่า “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” ว่ามีนัยที่น่าซ่อนเร้น รวมถึงนายพลวิลเลียม โอดอม ผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (NSA) ของประธานาธิบดีเรแกนซึ่งเขาเขียนว่า “การร้ายไม่ใช่ศัตรู มันเป็นยุทธวิธี เนื่องจากสหรัฐเองมีประวัติอันยาวนานในการสนับสนุนผู้ก่อการร้ายและใช้กลวิธีการก่อการร้ายคำขวัญของสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในปัจจุบันจึงทำให้สหรัฐดูหน้าไหว้หลังหลอกกับคนอื่นๆ ในโลก”

ทั้งนี้ ผู้บงการที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตี 11 กันยายน 2001 เป็นส่วนหนึ่งของมูจาฮิดีนที่ได้รับการสนับสนุนติดอาวุธฝึกฝนและได้รับความช่วยเหลือจากซีไอเอในการต่อสู้กับสหภาพโซเวียตหลังจากเข้าแทรกแซงในอัฟกานิสถานในปี 1979 ดังนั้นการโจมตีสหรัฐจึงเป็นผลผลิตจากกลุ่มคนจที่สหรัฐปลุกปั้นขึ้นมาเพื่อใช้โตมตีศัตรู (โซเวียต) นั่นเอง

Photo by Patrick BAZ / AFP

สงครามไร้ที่ความชอบธรรม?

เมื่อการส่งทหารเข้าไปยังอัปกานิสถานยืดเยื้อขึ้นเรื่อยๆ ความชอบธรรมก็เริ่มสั่นคลอนลงเรื่อยไ แม้แต่ในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา (และรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน) ซึ่งโอบามาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแต่ก็กลับเพิ่มกำลังทหารในอัฟกานิสถานแทนที่จะถอนกำลังออกมา ในสมัยของโอบามานั้นครบหนึ่งทศวรรษในสงคราม มีความคืบหน้าขึ้นมาจากการสังหารโอซามา บิน เลาเดนที่ปากีสถานเมื่อเดือนพฤษภาคม 2011

สงครามในอัฟกานิสถสานและการบุกไปสังการบิน ลาเดน ในปากีสถานมีความชอบธรรมหรือไม่? ประเด็นนี้ย้อนกลับไปหลังจากการโจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2011 สภาคองเกรสของสหรัฐได้ผ่านมติอนุญาตให้ใช้กำลังทหารต่อต้านผู้ก่อการร้ายซึ่งมอบอำนาจให้ประธานาธิบดีใช้ “กองกำลังที่จำเป็นและเหมาะสมกับประเทศ, องค์กร หรือบุคคลเหล่านั้น” ที่เขาระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีดังกล่าว และรัฐบาลโอบามาอ้างความชอบธรรมในการใช้กำลังโดยอาศัยมตินั้นและยังอ้างกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญาและกฎหมายจารีตประเพณีแห่งสงคราม

ในขณะที่รัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญกฎหมายของสหรัฐอ้างว่ามันมีความชอบธรรม แต่ในคำปราศรัยต่อรัฐสภาของปากีสถาน นายกรัฐมนตรีของปากีสถานในขณะนั้นคือยูซุฟ ราซา กิลลานี กล่าวว่า “ประชาชนของเราโกรธเคืองอย่างหนักในประเด็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยโดยการโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดินของสหรัฐต่อที่กบดานของโอฐามาในเมืองอับบอตตาบาด”

แต่การสังหารบิน ลาเดนไม่ช่วยอะไรมากในเรื่องความมั่นใจของประชาชน Pew Research Center รายงานในเดือนกันยายน 2011 ว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ 75% ไม่คิดว่าสงครามในอัฟกานิสถานช่วยลดความเสี่ยงจากการก่อการร้ายในประเทศของตนและมีเพียง 25% เท่านั้นที่คิดว่ามีส่วน ชาวอเมริกันจำนวนมากซึ่งเป็นส่วนใหญ่ 37% คิดว่าสงครามของสหรัฐในอัฟกานิสถานกลับเพิ่มโอกาสในการโจมตีของผู้ก่อการร้ายในสหรัฐ

Photo by Tony KARUMBA / AFP

สงครามที่สหรัฐฆ่าพลเรือนไปมากมาย

ในช่วงเวลา 20 ปีมีพลเรือนถูกลูกหลงจากสงครามของสหรัฐเป็นจำนวนมาก มีการบันทึกการเสียชีวิตของพลเรือนมากกว่า 31,000 คนเนื่องจากความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับสงคราม พลเรือน 29,900 คนได้รับบาดเจ็บ ชาวอัฟกันกว่า 111,000 คนรวมทั้งพลเรือนทหารและผู้ก่อการร้ายคาดว่าจะเสียชีวิตในความขัดแย้งนี้ ในจำนวนนี้ยังมีกรณีลุกหลงที่สร้างความอื้อฉาวระดับโลก เช่น

การโจมตีทางอากาศเชนาไก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2006 เวลาประมาณ 05.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขีปนาวุธถูกยิงใส่โรงเรียนสอนศาสนาในหมู่บ้านเชนาไก ในภูมิภาคบันเจาร์ ของปากีสถาน ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่ามาดราสซาหรือโรงเรียนสอนศาสนาเต็มไปด้วยนักเรียนในท้องถิ่นที่กลับมาศึกษาต่อหลังจากวันหยุดทางศาสนา มีผู้เสียชีวิต 82 คนจากการโจมตี ในตอนแรกรัฐบาลสหรัฐปฏิเสธการมีส่วนร่วมในการโจมตี (โดยมีเป้าหมายสังหารอัยมัน อัซเซาะวาฮิรี ผู้นำของกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์) แต่ต่อมาพบว่าสหรัฐเป็นผู้รับผิดชอบในการโจมตีทางอากาศจริงจากรายงานของสถานีโทรทัศน์ CBS

การโจมตีทางอากาศที่อาซิซาบาด ซึ่งดำเนินการโดยกองทัพอากาศสหรัฐฯเมื่อวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2008 ในหมู่บ้านอาซิซาบาด ซึ่งตั้งอยู่ในเขตชินดานด์ จังหวัดเฮรัตประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่ง ผู้บัญชาการตอลิบานเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางอากาศ แต่การโจมตีทางอากาศได้คร่าชีวิตพลเรือนไปประมาณ 78 ถึง 92 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและโครงสร้างหลายอย่างในหมู่บ้านรวมทั้งบ้านได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย เพนตากอนยังอ้างว่าการโจมตีดังกล่าวเป็น “โจมตีที่ชอบธรรมต่อกลุ่มตอลิบาน”

การโจมตีที่กราไน หรือบางครั้งเรียกว่าการสังหารหมู่ที่กราไน มีพลเรือนชาวอัฟกานิสถานประมาณ 86 ถึง 147 คนโดยเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 ของกองทัพอากาศสหรัฐเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2009 ในหมู่บ้านกราไน ในจังหวัดฟราราห์ทางตอนใต้ ประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่งสหรัฐยอมรับว่าเกิดข้อผิดพลาดอย่างมีนัยสำคัญในการดำเนินการโจมตีทางอากาศโดยระบุว่า “การไม่สามารถมองเห็นการมีอยู่ของพลเรือนและหลีกเลี่ยงและ/หรือลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับพลเรือน ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายโดยไม่ได้ตั้งใจ”

การโจมตีทางอากาศที่คุนดุซ เกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2009 ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองคุนดุซ จังหวัดคุนดุซทางตอนเหนือของอัฟกานิสถานใกล้หมู่บ้านโอมา เคอิล กองทัพสหรัฐตอบสนองต่อการเรียกร้องของกองกำลังเยอรมันจึงได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-15E โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง 2 ลำที่กลุ่มก่อการร้ายตอลิบานยึดไว้ แต่กลับสังหารพลเรือนไปกว่า 90 คน กรณีนี้ถึงแท้ว่าสหรัฐจะเป็นผู้ส่งเครื่องบินไปโจมตี แต่รัฐบาลเยอรมนีถูกตำหนิมากที่สุด แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลเยอรมนีหลายคนก็ยังอ้างว่ามีความชอบธรรมในการโจมตี

เช่นเดียวกับสหรัฐที่หาช่องโหว่กฎหมายระหว่างประเทศมาอ้างความชอบธรรมของตน เยอรมนีในฐานะพันธมิตรนาโตก็ใช้วิธีเดียวกัน ไม่ถึง 1 ปีหลังการโจมตีที่สั่นสะเทือนเยอรมนี ในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 กุยโด เวสเทอร์เวลรัฐมนตรีต่างประเทศของเยอรมันประกาศว่า ทหารที่ประจำการในอัฟกานิสถานถูกจัดประเภทใหม่ให้เป็นปฏิบัติการที่อิงกับ “ความขัดแย้งทางอาวุธภายในขอบเขตของกฎหมายระหว่างประเทศ” ซึ่งจะทำให้ทหารเยอรมันที่ประจำอยู่ในอัฟกานิสถานสามารถปฏิบัติการได้โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีภายใต้กฎหมายเยอรมัน

จีนพบ ‘คันฉ่องสัมฤทธิ์’ เก่า 2,000 ปี ซุกข้างศพบุรุษ-สตรียุคฮั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650449

วันที่ 15 เม.ย. 2564 เวลา 10:59 น.จีนพบ ‘คันฉ่องสัมฤทธิ์’ เก่า 2,000 ปี ซุกข้างศพบุรุษ-สตรียุคฮั่นการค้นพบทางโบราณคดีของจีนยังสร้างความตื่นเต้นให้กับชาวโลกอย่างต่อเนื่อง

ซีอัน, 15 เม.ย. (ซินหัว) — เมื่อไม่นานนี้ คณะนักโบราณคดีของจีนขุดพบกระจกสัมฤทธิ์มากกว่า 80 อัน ซึ่งถูกเก็บรักษาอยู่ภายในสุสานขนาดใหญ่อายุราว 2,000 ปี ณ มณฑลส่านซีทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

สุสานดังกล่าวอยู่ในตำบลเกาจวงของเขตใหม่ซีเสียน เป็นที่ตั้งหลุมศพมากกว่า 400 หลุม และที่เก็บชุดเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องสัมฤทธิ์ ซึ่งสามารถสืบอายุย้อนกลับถึงยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันตกตอนต้น (202 ปีก่อนคริสตกาล-ปี 25)

ภาพและข่าวจากสำนักข่าวซินหัว

ชุดกระจกสัมฤทธิ์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 8-22.1 เซนติเมตร ถูกค้นพบระหว่างการขุดสำรวจพื้นที่เมื่อไม่นานนี้ โดยนักโบราณคดีเชื่อว่ากระจกถูกผลิตระหว่างยุครณรัฐหรือจ้านกั๋ว (475-221 ปีก่อนคริสตกาล) และยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันตกตอนปลาย

คณะนักวิจัยยังพบว่ากระจกทั้งหมดถูกวางใกล้ศีรษะหรือลำตัวท่อนบนของเจ้าของหลุมศพ พร้อมคำจารึกที่สะท้อนความคาดหวังชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของประชาชน นอกจากนั้นกระจกที่มีความประณีตยังถูกฝังในหลุมศพบุรุษเช่นเดียวกับหลุมศพสตรี

ภาพและข่าวจากสำนักข่าวซินหัว

อนึ่ง บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่าหลิวปัง ผู้สถาปนาราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อนคริสตกาล-ปี 220) ได้จัดตั้งพื้นที่อยู่อาศัยส่วนกลางสำหรับขุนนางชนชั้นสูงห่างจากสุสานราว 4 กิโลเมตร เพื่อรับรองการก่อสร้างและการดูแลสุสานจักรพรรดิ รวมถึงการกำกับดูแลเหล่าขุนนาง

ด้วยเหตุนี้ คณะนักวิจัยจึงเชื่อว่าสุสานโบราณขนาดใหญ่ที่เก็บรักษากระจกสัมฤทธิ์เหล่านี้ ซึ่งบางส่วนยังคงมีความแวววาวชัดเจน เป็นของเหล่าชนชั้นสูงแห่งราชวงศ์ฮั่น

ภาพและข่าวจากสำนักข่าวซินหัว

อนุเคราะห์ข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

Coinbase บริษัทคริปโตที่ฮ็อตที่สุดแล้วในตอนนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650446

วันที่ 15 เม.ย. 2564 เวลา 10:24 น.Coinbase บริษัทคริปโตที่ฮ็อตที่สุดแล้วในตอนนี้ปรากฏการณ์ Coinbase Effect กำลังจะเป็นตัวชี้นำทิศทางของคริปโต หลังทำให้ตลาดหุ้นต้องสั่นสะเทือน

Coinbase Global, Inc. หรือที่รู้จักกันในชื่อ Coinbase เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ดำเนินการแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ดำเนินการจากระยะไกลโดยไม่มีสำนักงานใหญ่อย่างเป็นทางการ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2012 โดยไบรอัน อาร์มสตรอง (Brian Armstrong) และเฟรด เออห์แซม (Fred Ehrsam)

ณ เดือนมีนาคม 2021 Coinbase เป็นบริษัทแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐตามปริมาณการซื้อขาย และเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2021 Coinbase เเข้าตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรกในดัชนี Nasdaq ผ่านการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โดยตรง ปรากฏว่ามันสร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนไปตลาดและทั่ววงการหุ้นคริปโตเคอร์เรนซี่

Coinbase เปิดตลาด Nasdaq ที่ 381 เหรียญสหรัฐต่อหุ้นสูงกว่าราคาอ้างอิง 52% และเพิ่มขึ้นสูงถึง 429.54 เหรียญสหรัฐก่อนจะปิดตลาดที่ 328.28 ดอลลาร์ ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 86,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่ทำมูลค่าได้ถึง 112,000 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงก่อนหน้านี้

สำนักข่าว Bloomberg ชี้ว่า การเปิดตัวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จของ Coinbase ซึ่งมีมูลค่าเพียง 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐในรอบการระดมทุนล่าสุดในปี 2018 เท่านั้น มันยังเป็นชัยชนะของ Nasdaq ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการเข้าจดทะเบียนโดยตรงครั้งแรกหลังจากเอาชนะตลาดหุ้นนิวยอร์กมาเพราะอานิสงส์ของการเปิดตัวของ Coinbase นอกจากนี้ Coinbase ยังเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดที่วิธีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โดยตรง

เอลีเซีย ฮาส (Alesia Haas) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Coinbase กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อเช้าวันพุธว่าสาเหตุหนึ่งที่ บริษัทเลือก Nasdaq เป็นเพราะตลาดหุ้นแห่งนี้เสนอสัญลักษณ์สัญลักษณ์ “COIN” ซึ่งตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กไม่มีให้

“ในที่สุดพวกเขาก็มีสัญลักษณ์ COIN และนั่นเป็นสัญลักษณ์ที่ยอดเยี่ยมมากที่เราจะได้มา”

การเข้าตลาดหุ้นของ Coinbase ช่วยทำให้คริปโตสู่กระแสหลักของการลงทุนมากยิ่งขึ้น ทำให้กลุ่มผู้ซื้อที่มีศักยภาพเข้าถึงโทเค็นดิจิทัลซึ่งเติบโตขึ้นเป็นอุตสาหกรรมมูลค่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลาไม่ถึงทศวรรษ เฉพาะแค่ Bitcoin ซึ่งเป็นเหรียญคริปโตดั้งเดิมและใหญ่ที่สุดมีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหลังจากที่พุ่งขึ้นมากกว่า 800% ในปีที่ผ่านมา และทั้งนี้ Bitcoin ควบคู่ไปกับ Ethereum คิดเป็น 56% ของรายได้จากการซื้อขายของ Coinbase ในปี 2020

“นับเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับอุตสาหกรรม (คริปโต) และความชอบธรรม (ของคริปโต) ที่จะเข้าตาของนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแล” เมที กรีนสแปน (Mati Greenspan) ผู้ก่อตั้ง Quantum Economics กล่าวกับ Bloomberg TV

Coinbase ดำเนินการในฐานะบริษัทปฏิบัติการระยะไกลโดยไม่มีสำนักงานใหญ่หลังการระบาดของโควิด-19 มียูสเซอร์ในแพลตฟอร์มของบริษัทที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว 43 ล้านคน นักลงทุนสถาบัน 7,000 แห่ง และพันธมิตรระบบนิเวศทางการเงิน 115,000 รายในกว่า 100 ประเทศ

นอกจากนี้ยังรายงานรายรับสุทธิ 1,140 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 เพิ่มขึ้นจาก 483 ล้านเหรียญสหรัฐในปีก่อนหน้า บริษัทยังรายงานรายได้สุทธิ 322 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้หลังจากประกาศขาดทุนในปี 2019 และจากทรัพย์สินมูลค่าในตลาดคริปโตทั้งหมด 782,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แพล็ตฟอร์มของ Coinbase ครอบครองสัดส่วนมูลค่าตลาด 90,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในเดือนเมษายนปี 2021 นิตยสาร Fortune เขียนเกี่ยวกับ “Coinbase Effect” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในโลกของสกุลเงินดิจิทัล คือราคาของสกุลเงินดิจิทัลจะเริ่มสูงขึ้นในไม่กี่วันหลังจากที่ข่าวการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับ Coinbase โดยในช่วงเวลาที่ Coinbase เข้าตลาดนั้นราคาของ Bitcoin พุ่งขึ้นถึง 60,000 เหรียญสหรัฐได้อีกครั้งก่อนที่จะถอยลงมา และเมื่อเปิดตลาดวันต่อมาหุ้นของ Coinbase ก็ถอยลงมาด้วย

แต่ Coinbase ก็ถูกมองในด้านลบด้วยโดยเฉพาะการปฏิบัติต่อพนักงวานเรื่องเพศและเชื้อชาติ The New York Times รายงานในเดือนธันวาคมปี 2020 ว่าจากข้อมูลถึงปี 2018 ผู้หญิงที่ Coinbase ได้รับค่าตอบแทนโดยเฉลี่ยน้อยกว่าผู้ชาย 8% ในงานและตำแหน่งที่เทียบเคียงได้ภายในบริษัท และพนักงานผิวดำได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่าพนักงานที่มีบทบาทใกล้เคียงกัน 7%

นอกจากนี้ ในเดือนมิถุนายน 2020 Coinbase ยังถูกโจมตีในหลังจากที่ซีอีโอปฏิเสธที่จะแถลงเกี่ยวกับ Black Lives Matter ในตอนแรกโดยอ้างถึงวัฒนธรรมไม่อิงการเมืองของบริษัท ต่อมาในเดือนกันยายน 2020 วีอีโอของบริษัทเผยแพร่บล็อกโพสต์โดยเน้นว่า Coinbase จะไม่เข้าร่วมในกิจกรรมทางสังคมโดยอ้างว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวไดส่งผลเสียต่อบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Google และ Facebook และเสนอแพ็คเกจชดเชยการลาออกสำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของบริษัท

Photo by Chris DELMAS / AFP

ชี้สงครามรัสเซียกับสหรัฐหลีกเลี่ยงไม่ได้ สองฝ่ายเผชิญหน้ากรณียูเครน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650442

วันที่ 15 เม.ย. 2564 เวลา 09:48 น.ชี้สงครามรัสเซียกับสหรัฐหลีกเลี่ยงไม่ได้ สองฝ่ายเผชิญหน้ากรณียูเครนขณะที่สหรัฐยุติปฏิบัติการในทะเลดำ หลังรัสซียไม่ยอมอ่อนข้อส่งเรือซ้อมรบรับแผนการมาเยือนของอีกฝ่าย

ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับสหรัฐรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรัสเซียเริ่มเสริมกำลังทหารที่ชายแดนยูเครน จากที่ก่อนหน้านี้รัสเซียเข้าไปแทรกแซงยูเครจึงสามารถผนวกเอาคาบสมุทนรไครเมียมาครอบครองได้และยังมีกลุ่มกบฎในยูเครนภาคตะวันออกที่ภักดีต่อรัสเซียด้วย การแทรกแซงและยึดดินแดนยูเครนของรัสเซียเมื่อปี 2014 ทำให้รัสเซียและชาติตะวันตกขัดแย้งอย่างรุนแรงนับแต่นั้น แต่ล่าสุดความตึงเครียดนี้กลับมาอีกครั้งในปีนี้ ปี 2021

เมื่อวันที่ 13 เมษายนประธานาธิบดีโจไบเดนเตือนว่าสหรัฐจะ “ดำเนินการอย่างจริงจัง” หากรัสเซียยังไม่หยุดแสดงท่าทีรุกคืบใกล้ชายแดนยูเครน และมีรายงานว่าสหรับได้ส่งเรือพิฆาต 2 ลำ คือเรือ Roosevelt และ Donald Cook กำลังเดินทางสู่ทะเลดำ

วันที่ 13 เมษายน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย เซอร์เก ริยาบคอฟกล่าวกับสำนักข่าวต่างๆ ของรัสเซียว่า “สหรัฐเป็นศัตรูของเราและทำทุกวิถีทางเพื่อบ่อนทำลายสถานะของรัสเซียในเวทีโลก” และบอกว่า “เราไม่เห็นท่าทีอื่นใดในแนวทางของพวกเขา นี่คือข้อสรุปของเรา”

ริยาบคอฟ บอกด้วยว่า “เราขอเตือนสหรัฐว่าจะเป็นการดีกว่าสำหรับพวกเขาที่จะอยู่ห่างไกลจากไครเมียและชายฝั่งทะเลดำของเรา มันจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาเอง”

ริยาบคอฟกล่าวเสริมว่าการสนับสนุนทางทหารของสหรัฐต่อยูเครนเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับรัสเซียและกล่าวหารัฐบาลสหรัฐและนาโตกำลังจะทำให้ยูเครนกลายเป็น “ผุยผง” ด้วยการเพิ่มยุทโธปกรณ์

ริยาบคอฟยังเตือนเรือรบสหรัฐในทะเลดำให้รักษาระยะห่างเนื่องจากสิ่งที่เขาพูดมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถบอกได้ และในวันต่อมา คือวันที่ 14 เมษายนเรือขีปนาวุธของรัสเซีย Graivoron และ Vyshny Volochek ได้เข้าร่วมในการซ้อมกำหนดเป้าหมายในระดับน้ำทะเลและทางอากาศ รวมแล้วมีเรือเข้าร่วมการซ้อมรบ 15 ลำ ทั้งนี้ กองเรือทะเลดำของรัสเซียตั้งอยู่ในไครเมียและมีฐานขีปนาวุธและเรดาร์ที่ทรงพลังติดตั้งไว้บนคาบสมุทร

สถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้ มาร์การิตา ซีมอนยัน หัวหน้าบรรณาธิการของสำนักข่าว RT และ Sputnik ที่ดำเนินกิจการโดยรัฐของรัสเซียได้กล่าวถึงสงครามระหว่างรัสเซียและสหรัฐว่าเป็นสิ่งที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” อย่างไรก็ตามเธอเสริมว่าเธอไม่เชื่อว่าสงครามที่อาจเกิดขึ้นจะเป็น “สงครามตามปกติ”

“ในสงครามตามปกติ เราสามารถเอาชนะยูเครนได้ภายในสองวัน แต่มันจะเป็นสงครามอีกแบบหนึ่ง เราจะทำแล้ว [สหรัฐ] จะตอบสนองโดยการปิดกั้นพลังงานที่เวโรเนจ [เมืองของรัสเซีย] ” ซีมอนยัน กล่าว

อย่างไรก็ตาม วันที่ 15 เมษายน สหรัฐได้ยกเลิกปฏิบัติการของเรือรบ 2 ลำที่วางแผนไว้ในสัปดาห์นี้แล้ว เรื่องนี้เปิดเผยกับ AFP โดยเจ้าหน้าที่และสื่อของตุรกี

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วตุรกีประกาศว่าได้รับแจ้งผ่านช่องทางการทูตว่าเรือรบสองลำของสหรัฐ “จะผ่านไปยังทะเลดำ” (ผ่านทางช่องแคบบอสฟอรัสของตุรกี) และยังคงอยู่ในภูมิภาคจนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม

ทั้งนี้ ทะเลดำไม่ใช่เขตอิทธิพลของสหรัฐ สหรัฐจะต้องแจ้งให้ตุรกีทราบอย่างน้อย 15 วันก่อนที่จะส่งเรือรบผ่านช่องแคบบอสฟอรัสและดาร์ดาแนลส์ภายใต้เงื่อนไขของอนุสัญญามองเทรอซ์ปี 1936 เงื่อนไขของสนธิสัญญาอนุญาตให้เรือรบต่างชาติอยู่ในทะเลดำเป็นเวลา 21 วัน

Photo by – / UKRAINE’S SECURITY SERVICE / AF

Bandwango สตาร์ทอัพท่องเที่ยวที่เติบโตท่ามกลางโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650420

วันที่ 14 เม.ย. 2564 เวลา 20:30 น.Bandwango สตาร์ทอัพท่องเที่ยวที่เติบโตท่ามกลางโควิดสตาร์ทอัพท่องเที่ยวรายนี้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นและยังสามารถระดมทุนได้มากขึ้นกว่าตอนที่ยังไม่มีโควิดเสียอีก

หลายคนอาจมองว่าธุรกิจด้านการท่องเที่ยวจะประสบปัญหาหนักในปี 2020 ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ไม่ใช่กับสตาร์ทอัพในยูทาห์อย่าง Bandwango ซึ่งมีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าในปีที่ผ่านมา

Monir Parikh ซีอีโอของ Bandwango ผู้ให้บริการระบบซอฟต์แวร์ (SaaS) เกี่ยวกับการเดินทางเผยว่าได้สร้างแพลตฟอร์มที่เรียกว่า “Destination Experience Engine” ซึ่งออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อธุรกิจกับชุมชน โดยเป็นการนำข้อเสนอจากร้านอาหารท้องถิ่น ร้านค้าปลีก โรงบ่มไวน์ โรงเบียร์ สวนสาธารณะของรัฐ และอื่นๆ ธุรกิจอื่นๆ ในชุมนชนมารวมกันเป็นข้อเสนอแพ็คเกจให้กับนักท่องเที่ยว

จากการเติบโตเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา Bandwango สามารถระดมทุนได้ 3.1 ล้านเหรียญสหรัฐจากบริษัทต่างๆ อาทิ Next Frontier Capital, Kickstart, Signal Peak Ventures, SaaS Ventures และ Ocean Azul Partners

ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับการระดมทุนครั้งก่อนอยู่ที่เพียง 700,000 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

Parikh ให้ความสำคัญกับธุรกิจในท้องถิ่นโดยมองว่าคนในชุมชนเปรียบเสมือนทูต ซึ่งเป็นช่องทางการตลาดออร์แกนิกที่ดีที่สุด จึงมุ่งเน้นนำเสนอดีลที่จะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวในท้องถิ่นสนับสนุนธุรกิจและสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ของตน

นอกจากนี้ภายใต้ Bandwango ยังมีบริการ Destination Experience Engine (DXE) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นหนังสือเดินทางดิจิทัลที่ผู้ใช้สามารถกำหนดจุดหมายปลายทาง รูปแบบการท่องเที่ยว และความสนใจอื่นๆ

พร้อมบันทึกรายละเอียดการท่องเที่ยวไว้อย่างครบถ้วนว่าผู้ใช้เดินทางจากจุดใดไปยังจุดใดบ้าง ชอบทำอะไร ใช้เงินไปเป็นจำนวนเท่าไหร่ ตลอดจนนำเสนอสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ แบบเรียลไทม์ให้กับผู้ใช้ในระหว่างการท่องเที่ยวอีกด้วย

Photo by DANIEL LEAL-OLIVAS / AFP

วิจัยเฟสสามชี้วัคซีน Moderna ต้านโควิดได้ 90% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650419

วันที่ 14 เม.ย. 2564 เวลา 19:30 น.วิจัยเฟสสามชี้วัคซีน Moderna ต้านโควิดได้ 90%Moderna เผยวัคซีนป้องกัน Covid-19 ได้ 90% อยู่ได้นาน 6 เดือนหลังฉีดเข็มสอง

บริษัท Moderna  (โมเดอร์นา) อัพเดตผลการทดลองวัคซีนต้าน Covid-19 ทางคลินิก (ระยะที่ 3) ว่า วัคซีนของบริษัทมีประสิทธิภาพป้องกันการติด Covid-19 ได้ 90% และป้องกันการเกิดอาการรุนแรงได้ 95%

แม้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนจะต่ำกว่าที่รายงานไว้เมื่อปีที่แล้วที่ 94.5% แต่วัคซีนของ Moderna มีประสิทธิภาพในการป้องกัน Covid-19 ในระยะยาว

ประกาศจาก Moderna มีขึ้นหลังจากผลการวิจัยโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดุคในสหรัฐซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ระบุว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนของ Moderna จะคงอยู่ต่อไปอีก 6 เดือนหลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ซึ่งใกล้เคียงกับรายงานของ Pfizer-BioNTech (ไฟเซอร์- ไบโอเอ็นเทค) ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบเดียวกัน

ข้อมูลล่าสุดนี้ทำให้ Moderna ขยับเข้าใกล้ขั้นตอนการได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ให้ใช้วัคซีนเต็มรูปแบบ หลังไฟเขียวให้ใช้แบบฉุกเฉินในกลุ่มอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว

ขณะนี้ Moderna อยู่ระหว่างทดสอบประสิทธิภาพวัคซีนในกลุ่มอายุ 6 เดือน-17 ปี และของตัวกระตุ้นวัคซีน

Sergio Flores/AFP