เผยโควิด-19 กลายพันธุ์ในอินเดีย แพร่เชื้อง่าย-อาจกระทบวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650636

วันที่ 17 เม.ย. 2564 เวลา 16:50 น.เผยโควิด-19 กลายพันธุ์ในอินเดีย แพร่เชื้อง่าย-อาจกระทบวัคซีนเราต้องกังวลกับการเปิดเผยครั้งนี้ขององค์การอนามัยโลกหรือไม่? ต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในเวลาที่ไทยกำลังเจอเชื้อกลายพันธุ์จากอังกฤาเช่นกัน

เจนีวา, 17 เม.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันศุกร์ (16 เม.ย.) องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าบี.1.617 (B.1.617) เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ก่อโรคโควิด-19 ชนิดกลายพันธุ์ ซึ่งอุบัติขึ้นในอินเดีย อาจก่อให้เกิด “การแพร่ระบาดมากขึ้น” หรือแม้กระทั่ง “ลดทอนตัวลบล้างฤทธิ์” สืบเนื่องจากการกลายพันธุ์ที่มีลักษณะเฉพาะ

มาเรีย แวน เคอร์โคฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคโรคโควิด-19 ขององค์การฯ แถลงข่าวว่ากลุ่มศึกษาจีโนมเชื้อโรคโควิด-19 แห่งอินเดีย (INSACOG) เปิดเผยว่าบี.1.617 ปรากฏครั้งแรกในอินเดียเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2020 โดยมีการกลายพันธุ์ลักษณะเฉพาะ 2 ตำแหน่ง ได้แก่ อี484คิว (E484Q) และแอล452อาร์ (L452R) ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบในสายพันธุ์ไวรัสที่แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง

“การกลายพันธุ์สองตำแหน่งที่พบในสายพันธุ์อื่นๆ ทั่วโลกเป็นสิ่งน่ากังวล เนื่องจากเชื้อไวรัสกลายพันธุ์เหล่านี้มีความคล้ายคลึงกัน และอาจมีส่วนเพิ่มความสามารถการแพร่ระบาด นอกจากนั้นเชื้อบางส่วนยังลดทอนตัวลบล้างฤทธิ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อมาตรการต่างๆ รวมถึงวัคซีนด้วย” แวน เคอร์โคฟกล่าว

ขณะเดียวกันแวน เคอร์โคฟ ตั้งข้อสังเกตว่าบี.1.617 กำลังแพร่กระจายไปยังหลายประเทศ และมีรายงานการตรวจพบทั่ว “เอเชียและอเมริกาเหนือ”

อย่างไรก็ดี องค์การฯ จัดให้เชื้อไวรัสกลายพันธุ์ 2 ตำแหน่ง (double mutant) ดังกล่าวเป็น “เชื้อที่ต้องสืบสวน” (Voi) หรือเป็นเชื้อที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนแต่ต้องเริ่มเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และยังไม่บ่งชี้ว่าจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินการด้านสาธารณสุข

อนึ่ง เมื่อไม่นานนี้ กระทรวงสาธารณสุขของอินเดียเผยแพร่แถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่าบี.1.617 สามารถเพิ่มอัตราการติดเชื้อและหลบหลีกการป้องกันทางภูมิคุ้มกันได้

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

Photo by NOAH SEELAM / AFP

การค้าเจนเก่าอยากรอด ต้องฉีกกฎค้าปลีกเดิมๆ แบบ B8ta #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650431

วันที่ 17 เม.ย. 2564 เวลา 15:00 น.การค้าเจนเก่าอยากรอด ต้องฉีกกฎค้าปลีกเดิมๆ แบบ B8ta ในยุคที่อีคอมเมิร์ซกำลังมาแรง แต่ทำไม B8ta ถึงมั่นใจว่าธุรกิจค้าปลีกจะยังไปรอดและไม่มีวันตาย

ในขณะที่การซื้อขายสินค้าออนไลน์กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ใครๆ ก็คิดว่าอีกไม่นานการค้าปลีกคงถึงกาลอวสาน เนื่องจากหลายเจ้าทยอยปิดตัวไปแล้ว บางเจ้าก็ล้มละลาย แต่ไม่ใช่สำหรับ วิภู นอร์บี ผู้ร่วมก่อตั้ง B8ta ร้านขายปลีกแก็ดเจ็ทที่มีสาขาถึง 22 แห่งทั่วสหรัฐ เขามองว่ายังไงๆ ธุรกิจค้าปลีกก็ยังไปรอดและไม่มีวันตาย เนื่องจากมีความได้เปรียบตรงที่ลูกค้าสามารถลองสัมผัส ลองใช้สินค้าตัวอย่างได้จนกว่าจะพอใจ ซึ่งการซื้อขายออนไลน์ทำไม่ได้

จากประสบการณ์การทำงานด้านวิศวกรในบริษัทผลิตเครื่องควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ Nest และการพูดคุยสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจค้าปลีกเกี่ยวกับระบบการขนส่ง การสต๊อกสินค้า ทำให้ นอร์บี อยากเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าปลีกเดิมๆ เพื่อให้เอื้อต่อทั้งคนซื้อและคนขายไปพร้อมๆ กัน เขาจึงร่วมกับเพื่อนเปิด B8ta ขึ้นมาเมื่อปี 2015

โมเดลที่ไม่เหมือนใคร

โมเดลธุรกิจใหม่ที่ทำให้ B8ta ต่างจากร้านค้าปลีกอื่นๆ คือ ร้านจะคิดค่าวางสินค้าในอัตราตายตัวจากผู้ผลิตอุปกรณ์แก็ดเจ็ท แทนที่จะหักเปอร์เซ็นต์จากกำไรที่ขายสินค้า โดยที่ B8ta จะรวบรวมข้อมูลปฏิกิริยาที่ลูกค้ามีต่อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ส่งกลับไปให้เจ้าของแบรนด์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้จากกล้องสามมิติที่ติดอยู่ภายในร้านโดยไม่มีการเปิดเผยตัวตนของลูกค้า

เป้าหมายต่อมาของ B8ta คือการสร้างประสบการณ์การรับรู้เกี่ยวกับสินค้า ฉีกกฎเดิมที่ร้านค้าปลีกมักจะมีโชว์สินค้าในกล่องอย่างเดียวโดยที่ไม่มีสินค้าทดลอง นอร์บี ตอบโจทย์ข้อนี้ด้วยการจัดอบรมพนักงานในร้านให้มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าแต่ละชิ้นเป็นอย่างดีสำหรับตอบคำถามกับลูกค้า รวมทั้งแกะสินค้าออกจากกล่องให้ลูกค้าได้สัมผัสและทดลองก่อน พร้อมกับติดตั้งไอแพดไว้ข้างสินค้าแต่ละแบรนด์เพื่อสาธิตการใช้

นักช็อปออนไลน์บางคนอาจจะเคยแวะไปลองสินค้าจากหน้าร้าน แต่สุดท้ายเมื่อได้สีหรือแบบที่ต้องการแล้วกลับไปสั่งซื้อในอินเทอร์เน็ตแทนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่จุดนี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับร้านค้าปลีกแนวใหม่อย่าง B8ta ที่นี่ไม่กลัวว่าลูกค้าจะไม่ซื้อสินค้าจากร้านตัวเอง ฟิลลิป ราอับ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง เผยว่า ถ้าลูกค้าต้องการสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเราก็ไม่ว่า เนื่องจากเราไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด เพราะไม่ได้คิดส่วนแบ่งจากผลกำไร

สำหรับสินค้าที่วางขายในร้านก็คนละแนวกับร้านค้าปลีกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป สินค้าของ B8ta ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มสตาร์ทอัพที่ผ่านการระดมทุนในเว็บไซต์ Kickstarter เช่น ลำโพงไวไฟ กล้องวงจรปิด จักรยานไฟฟ้า อุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน หรือสินค้าไอเดียแหวกแนว อาทิ เครื่องปล่อยไหมขัดฟันที่จะปล่อยเส้นไหมออกมาตามความยาวที่ทันตแพทย์แนะนำและส่งสัญญาณไฟเตือนหากไม่ได้ใช้งานหลายวัน

นอร์บี มองว่า การนำแก็ดเจ็ทล้ำๆ จาก Kickstarter มาวางที่ร้านถือเป็นการให้โอกาสกับสตาร์ทอัพหน้าใหม่ได้มีที่ยืน ในทางกลับกันสินค้าเหล่านี้ก็ช่วยสร้างสีสันให้กับ B8ta และเป็นการต่อลมหายใจให้กับร้านค้าปลีกในภาวะที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในยุคอีคอมเมิร์ซครองเมือง

สะดุดเพราะโควิด

ดูเหมือนว่าธุรกิจของนอร์บีต้องสะดุดลงเมื่อเขาเริ่มเปิดสาขา 2 แห่งในเท็กซัส แต่เขาไม่ได้เตรียมพร้อมกับสิ่งเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นนั่นก็คือการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปีก่อน ซึ่งทำให้ลูกค้าของเขาลดลงไปมาก อย่างสาขาหนึ่งในฮูสตันมีลูกค้าเข้าเพียง 40 คนในช่วงสุดสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค. 2020 ขณะที่ช่วงก่อนหน้านั้นมีลูกค้ากว่า 1,000 คน เช่นเดียวกับสาขาในออสตินซึ่งมีลูกค้าลดลงราว 98%

ก่อนหน้านั้นในเดือนมี.ค. 2020 ช่วงแรกๆ ของการแพร่ระบาด B8ta ประกาศว่าจะต้องปลดพนักงานกว่าครึ่งหนึ่งขององค์กร ขณะที่พนักงานที่เหลือจะถูดลดค่าจ้าง พร้อมกำหนดมาตรการในการควบคุมโรคในร้านอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม นอร์บีหวังว่าบริษัทของเขาและร้านค้าปลีกอื่นๆ จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ “ผมไม่ได้มองโลกในแง่ดีนะ แต่ทุกอย่างจะโอเค” นอร์บีกล่าว

ภาพโดย : B8ta

เบียร์ทหารเมียนมาขายไม่ออก ประชาชนหันมาดื่มเบียร์เพื่อนบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650606

วันที่ 17 เม.ย. 2564 เวลา 12:20 น.เบียร์ทหารเมียนมาขายไม่ออก ประชาชนหันมาดื่มเบียร์เพื่อนบ้านก่อนหน้านี้ในช่วงที่มีการต่อต้านการรัฐประหารช่วงแรกๆ ประชาชนก็เริ่มบอยคอตเบียร์ Myanmar Beer และมีการนำมาเทท้งกันอยางโจ่งแจ้ง

Frontier Myanmar เป็นนิตยสารข่าวและธุรกิจในย่างกุ้งประเทศเมียนมาร์รายงานว่า เมียนมาร์เบียร์ (Myanmar Beer) ซึ่งเป็นกิจการของกองทัพและเคยได้รับความนิยมสูงสุด มีส่วนแบ่งตลาดถึงครึ่งหนึ่ง ตอนนี้ได้รับผลกระทบหนักที่สุดโดยแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมบอกกับ Frontier Myanmar ว่ายอดขายลดลง 800% ถึง 90% แบรนด์ที่เชื่อมโยงทางทหารอื่นๆ บางแบรนด์ก็มียอดขายลดลงเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายอาวุโสของ Myanmar Beer กล่าวกับ Frontier Myanmar ลูกค้าเบียร์ด้วยกันเองยังคุกคามคนที่สั่งเบียร์ของทหารมาดื่มโดยจะชี้ว่าคนๆ นั้นกำลังสนับสนุนสินค้าของทหาร ทำให้ผู้บริโภคต้องเปลี่ยนไปดื่มแบรนด์อื่น

เจ้าของร้านขายสุรารายหนึ่งบอกกับ Frontier Myanmar ว่าพวกเขาหยุดขายผลิตภัณฑ์ทางทหารทั้งหมดไม่เพียงแต่Myanmar Beer แต่ยังรวมถึง Andaman Gold, Black Shield และเบียร์ยี่ห้ออื่นๆ ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์

นักดื่มคนหนึ่งบอกวว่าเขาดปลี่ยนไปดื่ม Tiger และเบียร์ช้าง เพราะเกลียดชังกองทัพ

ทั้งนี้ ตัวเลขจากบริษัทวิจัย Euromonitor แสดงให้เห็นว่าในปี 2018 Myanmar Brewery ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดในเมียและเป็นของทหารมีส่วนแบ่งตลาด 62% ในขณะที่ Dagon Beverages Company ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Myanmar Economic Corporation ที่เป็นเจ้าของทางทหารมีส่วนแบ่งเกือบ 60% แบรนด์ Myanmar Beer คิดเป็น 56% ของยอดขายเบียร์ทั้งหมด แต่ตามตัวเลขที่เผยแพร่โดย Kirin Holdings ในปี 2018 Myanmar Brewery ควบคุมตลาดเบียร์เกือบ 80% ของประเทศ

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์บริษัท Kirin Holdings ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของญี่ปุ่นและของโลก ยกเลิกการเป็นพันธมิตรกับกลุ่มบริษัทที่เชื่อมโยงกับทหารเมียนมาซึ่งเป็นบริษัทแรกๆ ที่ถอนตัวจากความสัมพันธ์กับทหารในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์หลังการทำรัฐประหาร ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ยุติการร่วมทุนในชื่อบริษัท Myanmar Brewery ซึ่ง Kirin ถือหุ้นมีมูลค่าสูงถึง 1,700 ล้านดอลลาร์

การลงทุนของ Kirin ในปี 2015 ในเมียนมาเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนของญี่ปุ่นซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นหลังจากมีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรเมียนมาและพรรคของอองซานซูจีได้รับชัยชนะในการเลือกครั้งแรกหลังจากการปกครองโดยรัฐบาลทหาร

เกือบครึ่งศตวรรษ แต่การลงทุนของในปี 2015 ของ Kirin นั้นโดดเด่นกว่าใคร เนื่องจากได้ผูกมัดผู้ผลิตเบียร์ญี่ปุ่นโดยตรงกับ Myanmar Economic Holdings Public Company (MEHL) ซึ่งในขณะนั้นสหรัฐยังคงถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฐานมีส่วนสัมพันธ์กับกองทัพ

Photo by Handout / FACEBOOK / AFP

ไบเดน-ซูงะจับมือต้านอิทธิพลจีน-ร่วมพัฒนา 5G หลังสกัด Huawei #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650597

วันที่ 17 เม.ย. 2564 เวลา 10:40 น.ไบเดน-ซูงะจับมือต้านอิทธิพลจีน-ร่วมพัฒนา 5G หลังสกัด Huawei  สหรัฐและญี่ปุ่นจับมือพัฒนา 5G และแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อต้านจีนในการประชุมสุดยอดครั้งแรกของไบเดน

สหรัฐและญี่ปุ่นประกาศที่จะยืนหยัดร่วมกันเพื่อต่อต้านการรุกคืบของจีน และเทคโนโลยีแห่งอนาคตฏโดยเฉพาะ 5G ซึ่งคาดว่าเพื่อแข่งขันกับจีนโดยเฉพาะ และเสริมความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังจากที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้จัดการประชุมสุดยอดครั้งแรกเพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันของพันธมิตร

ไบเดนต้องรอเกือบสามเดือนเพื่อต้อนรับอาคันตุกะต่างชาติคนแรกของเขา เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 จนในที่สุดเขาก็ได้จัดการประชุมสุดยอดผู้นำครั้งแรกกับโยชิฮิเดะ ซูงะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น และไบเดนบอกกับซูงะว่าจะสนับสนุนญี่ปุ่น “ด้วยเกราะเหล็กของเรา” ในประเด็นด้านความมั่นคงและอื่นๆ

“เรากำลังจะทำงานร่วมกันเพื่อพิสูจน์ว่าประชาธิปไตยยังคงสามารถแข่งขันและชนะได้ในศตวรรษที่ 21” ไบเดนกล่าวกับการแถลงข่าวที่สวนกุหลาบของทำเนียบขาว หรือ White House Rose Garden โดยเขาเรียกผู้นำญี่ปุ่นว่า “โยชิ” ด้วยความสนิทสนม

พันธมิตรต่ออำนาจจีน

แถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้มีการ “สนทนาอย่างตรงไปตรงมา” กับจีนและไม่ได้นิ่งเฉยสร้างความกังวลต่อการเคลื่อนไหวทางทะเลที่เพิ่มขึ้นของจีน การปิดล้อมในฮ่องกงและซินเจียง และความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในไต้หวัน

คำแถลงดังกล่าวย้ำว่าสนธิสัญญาความมั่นคงของสหรัฐ-ญี่ปุ่นครอบคลุมหมู่เกาะเซนกากุที่อยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นซึ่งจีนอ้างกรรมสิทธิ์เช่นกันโดยเรียกว่าเกาะเตียวหยู

สหรัฐและญี่ปุ่น “ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องปรามเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค” แถลงการณ์ระบุ “เราคัดค้านความพยายามเพียงฝ่ายเดียวในการเปลี่ยนแปลงสภาพที่เป็นอยู่ในทะเลจีนตะวันออก”

ขณะที่จีรนเพิ่มการเคลื่อนไหวด้านทัพอากาศในไต้หวัน ในประเด็นนี้แถลงการณ์ของไบเดนและซูงะได้เน้นย้ำถึง “ความสำคัญของสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน” และสนับสนุน “การแก้ไขปัญหาข้ามช่องแคบอย่างสันติ”

นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำญี่ปุ่นเข้าร่วมประธานาธิบดีสหรัฐออกแถลงการณ์เกี่ยวกับไต้หวันนับตั้งแต่ทั้งสหรัฐและญี่ปุ่นได้เปลี่ยนการรับรองรัฐบาลไทเปไปรับรองรัฐบาลปักกิ่งในช่วงทศวรรษ 1970 ถึงแม้ว่าจะเป็นแถลงการณ์เชิงรุกในทางการเมืองครั้งแรก แต่ทั้งสองก็ใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง

พัฒนา 5G เพื่อสู้จีน?

ไบเดนและซูงะกล่าวว่าพวกเขาจะร่วมกันพัฒนาและทดสอบอินเทอร์เน็ตรุ่นที่ห้า (5G) รวมถึงเทคโนโลยีรุ่นที่หก (6G) ร่วมกันในอนาคต

สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นต้อง “รักษาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเรา” และตรวจสอบให้แน่ใจว่า “เทคโนโลยีเหล่านั้นอยู่ภายใต้บรรทัดฐานประชาธิปไตยร่วมกันที่เราทั้งสองมีร่วมกัน – บรรทัดฐานที่กำหนดโดยระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่โดยรัฐบาลอำนาจนิยมต่างๆ” ไบเดนกล่าวโดยเห็นได้ชัดว่าพาดพิงถึงจีนที่มีความก้าวหน้าในเรื่อง 5G แต่เลือกใช้คำพหูพจน์เพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีเฉพาะเจาะจง

บริษัท Huawei ของจีนมีบทบาทสำคัญในเทคโนโลยี 5G ยุคแรกๆ ซึ่งกำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจโลกแม้ว่าสหรัฐจะกดดันบริษัทอย่างหนักก็ตามโดยรัฐบาลสหรัฐระบุว่าเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว

แถลงการณ์ร่วมระบุว่าสหรัฐจะจ่ายเงิน 2,500 ล้านดอลลาร์และญี่ปุ่นอีก 2,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีนี้

มาซาชิ อาดาจิ ที่ปรึกษาพิเศษของซูงะกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการพัฒนาร่วมกันมากกว่าการระดมทุนใหม่ โดยชี้ไปที่โครงการหลายโครงการที่กำลังดำเนินการในญี่ปุ่นเกี่ยวกับการพัฒนา 5G

Photo by MANDEL NGAN / AFP

J&J ขอคู่แข่งช่วยแก้ปัญหาเลือดอุดตัน มีแต่ AstraZeneca ที่ยื่นมือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650590

วันที่ 17 เม.ย. 2564 เวลา 10:05 น.J&J ขอคู่แข่งช่วยแก้ปัญหาเลือดอุดตัน มีแต่ AstraZeneca ที่ยื่นมือJohnson & Johnson ขอให้ผู้ผลิตวัคซีน COVID-19 ของคู่แข่งตรวจสอบความเสี่ยงในการแข็งตัวของเลือด จากการรายงานของ WSJ

บริษัท จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (Johnson & Johnson/J&J) ได้ติดต่อกับคู่แข่งผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 เพื่อให้มาร่วมในความพยายามในการศึกษาความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน Wall Street Journal รายงานเมื่อวันศุกร์โดยอ้างถึงคนที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้

แอสตราแซเนเกา (AstraZeneca) ซึ่งได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดที่คล้ายกันมาหลายสัปดาห์เห็นด้วยที่จะร่วมมือในเรื่องนี้ ในขณะที่ผู้บริหารของ ไฟเซอร์ (Pfizer Inc) และ โมเดิร์นนา (Moderna) ปฏิเสธโดยกล่าวว่าวัคซีนของพวกเขาปลอดภัยแล้ว

หน่วยงานด้านสุขภาพของรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกาได้แนะนำให้หยุดใช้วัคซีนของ Johnson & Johnson ชั่วคราวเป็นเวลาอย่างน้อยสองสามวัน หลังจากผู้หญิง 6 คนที่อายุต่ำกว่า 50 ปีมีปัญหาลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นยาก แต่เกิดขึ้นมาหลังจากได้รับการฉีดวัคซีน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วหน่วยงานกำกับดูแลของยุโรปกล่าวว่ากำลังตรวจสอบการอุดตันของเลือดที่เกิดหายาก แต่เกิดในผู้รับการฉีด J&J จำนวน 4 รายในสหรัฐ หลังจากนั้นรายงานของ WSJ กล่าวว่าบริษัทเริ่มติดต่อกับผู้ผลิตวัคซีนรายอื่น

Pfizer Inc และ Moderna ปฏิเสธความร่วมมือเนื่องจากพวกเขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำซ้ำซ้อนกับความพยายามของหน่วยงานรัฐและบริษัทต่างๆ ที่กำลังตรวจกรณีลิ่มเลือดและสืบสวนสาเหตุที่กิดขึ้น

Pfizer Inc และ Moderna ยังกล่าวว่ายังไม่มีรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงโดยผู้ที่ได้รับวัคซีนของ Pfizer Inc และ Moderna ด้วย

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

ไทยรอดข้อหาบงการค่าเงิน แต่อยู่ในกลุ่มถูกจับตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650576

วันที่ 16 เม.ย. 2564 เวลา 21:08 น.ไทยรอดข้อหาบงการค่าเงิน แต่อยู่ในกลุ่มถูกจับตาสหรัฐไม่เอาเรื่องเวียดนามกับไต้หวันตามคาด ชี้เกณฑ์ถึงแต่หลักฐานจับผิดไม่เพียงพอ

กระทรวงการคลังของสหรัฐกล่าวว่าเวียดนาม, สวิตเซอร์แลนด์ และไต้หวันเข้าเกณฑ์ภายใต้กฎหมาบงการอัตราแลกเปบี่ยนเงินตราของสหรัฐฉบับปี 2015 แต่กระทรวงการคลังกล่าวว่ามีหลักฐานไม่เพียงพอภายใต้กฎหมายฉบับปี 1998 ที่จะสรุปได้ว่าเวียดนาม, สวิตเซอร์แลนด์หรือไต้หวันกำลังปรับเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ทางการค้า

กรณีนี้เป็นไปตามคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่ารัฐบาลสหรัฐจะไม่เอาผิดกับคู่ค้าอยางรุนแรงแบบที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เคยทำและหาทางออกแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขึ่นได้โดยใช้กฎหมายแบบเดียวกันแต่มีอยู่ 2 ฉบับ

ในเรื่องนี้เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่ประเทศต่างๆ เข้าเกณฑ์ภายใต้กฎหมายปี 2015 แต่ไม่ถือว่าบิดเบือนสกุลเงินของตน

กระทรวงการคลังกล่าวว่าการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกับสวิตเซอร์แลนด์และเวียดนามควบคู่ไปกับการประเมินพัฒนาการทางเศรษฐกิจโลกอย่างละเอียดมากขึ้นอันเป็นผลมาจากการระบาดของโควิด -19 จะช่วยให้ระบุได้ว่าทั้งสองประเทศเข้าแทรกแซงตลาดสกุลเงินในปี 2020 เพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐหรือไม่

สำหรับไต้หวันกระทรวงการคลังกล่าวว่าจะดำเนินกับไต้หวันโดยให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการบังคับใช้การค้าปี 2015 โดยคาดว่าการเจรจาเหล่านี้จะช่วยตรวจสอบว่าไต้หวันบงการสกุลเงินของตนภายใต้กฎหมายปี 1988 หรือไม่

กระทรวงการคลังกล่าวว่าไม่มีคู่ค้ารายใหญ่รายอื่นของสหรัฐที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ทางกฎหมายบงการสกุลเงินทั้งปี 1988 และ 2015

แต่กระทรวงการคลังเรียกร้องให้จีนปรับปรุงความโปร่งใสเกี่ยวกับกิจกรรมการแทรกแซงการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและวัตถุประสงค์ของนโยบายของระบอบการจัดการอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกลางกับกิจกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารของรัฐและกิจกรรมในตลาดเงินหยวนนอกประเทศ

กระทรวงการคลังกล่าวว่าพบว่ามี 11 ประเทศอยู่ใน “รายชื่อที่ต้องจับตา” คือ จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, เยอรมนี, ไอร์แลนด์, อิตาลี, อินเดีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ไทย และเม็กซิโก ทั้งหมดยกเว้นไอร์แลนด์และเม็กซิโกรวมอยู่ในรายงานเดือนธันวาคม 2020 ต่อสภาคองเกรส

Photo by Jewel SAMAD / AFP

ไอเดียธุรกิจเปลี่ยนชีวิตคนงานของ Veja รองเท้าแห่งความยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650430

วันที่ 16 เม.ย. 2564 เวลา 18:00 น.ไอเดียธุรกิจเปลี่ยนชีวิตคนงานของ Veja รองเท้าแห่งความยั่งยืนรองเท้ารักษ์โลกสัญชาติฝรั่งเศสที่เคารพทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

เปล่า! เราไม่ได้หมายความว่ารองเท้าที่เรากำลังจะพูดถึงใช้ทนทาน ยั่งยืนนานจนไม่ต้องซื้อใหม่เพราะความยั่งยืนที่เราหมายถึง คือ Sustainability หรือความยั่งยืนของระบบนิเวศ เป็นความยั่งยืนที่ช่วยให้โลกของเรารอดพ้นจากหายนะทางสิ่งแวดล้อม รองเท้าที่เราพูดถึงเป็นผลผลิตของการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable development ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาที่ทำลายโลกน้อยที่สุด และสร้างความสุขให้มนุษย์ สัตว์ และพืชบนโลกนี้อย่างเท่าเทียมกัน

รองเท้าที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้คือ Veja

Veja เป็นรองเท้าผ้าใบสัญชาติฝรั่งเศส ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2005 โดย เซบาสเตียน ค็อปป์ กับ ฟรองซัว-กีสแลง มอริลยง เพื่อนสนิทที่คบหากันมาตั้งแต่เด็ก และความเป็นเพื่อนที่คิดอะไรคล้ายๆ กันในเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ชักนำให้คนทั้งคู่ทำให้สิ่งที่ไม่เหมือนคนอื่นขึ้นมา

เพราะสิ่งที่เห็นทำให้ทนไม่ได้

พวกเขาเล่าว่า เมื่อปี 2003 พวกเขาอายุได้ 25 ปี ได้มีโอกาสไปร่วมตรวจสอบผลกระทบทางสังคม (Social audit) ของแบรนด์แฟชั่นสัญชาติฝรั่งเศสรายหนึ่ง พวกเขาได้เดินทางไปยังประเทศจีน และได้คลุกคลีอยู่กับคนงานในโรงงานนานถึง 3 วัน คนงานดูซีดเซียวและอ่อนล้า แต่สภาพโรงงานสะอาดสะอ้าน สภาพแวดล้อมในการทำงานค่อนข้างดีเลยทีเดียว

การตรวจสอบเป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งพวกเขาขอดูที่พักของคนงาน ตอนแรกผู้ดูแลปฏิเสธ แต่หลังจากพวกเขาโต้เถียงและรบเร้าที่จะดูให้ได้ ผู้ดูแลจึงยอมเปิดประตูให้เข้าไปดู

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผู้ตรวจการจากฝรั่งเศสทั้งสองคน ก็คือ ห้องขนาด 25 ตร.ม. มีคนงานชาวจีน 32 คนนอนรวมกัน พร้อมกับมีเตียง 5 ชั้น ตรงกลางห้อง มีหลุมที่กันไว้ให้เป็นทั้งห้องอาบน้ำและห้องน้ำ

ในวันนั้นพวกเขาถึงได้ตระหนักว่า โลกาภิวัตน์กำลังมุ่งไปผิดทาง เขาบอกว่า “คนงานเหล่านี้ทำเสื้อผ้าให้เราใส่ทุกวัน เสื้อผ้าที่คนเรารู้จัก ครอบครัวของเรา เพื่อนของเราใส่กัน จะต้องมีอะไรสักอย่างที่ผิดพลาดไปแน่ๆ”

โลกสองขั้วของวงการแฟชั่น

สิ่งที่พวกเขากำลังจะบอกคือ ขณะที่คนในโลกตะวันตกมีเสื้อผ้าหรูๆ ใส่กัน คนงานที่ทำเสื้อผ้าเหล่านี้ในประเทศกำลังพัฒนากลับมีชีวิตที่เลวร้าย เพราะเจ้าของทุนขูดรีดพวกเขา มันคือการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน เพราะบั่นทอนชีวิตของคนงานอย่างอยุติธรรมที่สุด

ในปี 2003 บริษัทใหญ่ๆ เริ่มพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนกันบ้างแล้ว แต่ยังไม่มีใครลงมือทำกันจริงๆ จังๆ ทว่า สองหนุ่มได้ทำงานร่วมกับบริษัท AlterEco ของฝรั่งเศส ซึ่งทำสินค้าที่ค้าขายอย่างเป็นธรรม คือไม่กดขี่ผู้ผลิตและไม่เบียดเบียนผู้บริโภค หรือที่เรียกว่า Fair trade (ค้าขายเป็นธรรม) โดยนำสินค้าจากเกษตรกรทั่วทุกมุมโลกมาจัดจำหน่ายแบบแฟร์ๆ พวกเขาได้ทำการตรวจสอบระบบของบริษัทนี้ จนพบว่านี่แหละคือทางออกของการทำธุรกิจล่ะ

แต่พวกเขาอยากจะทำอะไรที่แตกต่างจากสินค้าแฟร์ เทรดแบบเดิมๆ ที่เน้นสินค้าเกษตร พวกเขาบอกว่า “เราคิดว่าเราควรพยายามสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นวัตถุที่เป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยเรา เราต้องการที่จะรื้อความหมายเดิมๆ ของมันทิ้งไปซะ และก่อร่างสร้างตัวตนของมันขึ้นมาใหม่ และต่อมาจึงค่อยๆ ปรากฏชัดต่อเราว่า สิ่งที่ว่านั้นคือรองเท้าผ้าใบแบบใหม่สุด”

ทำไมต้องเป็นรองเท้าผ้าใบ?

ก็เพราะพวกเขาชอบมัน และเป็นสิ่งที่ใส่กันทุกวัน เป็นสัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ในการผลิตรองเท้าผ้าใบโดยแบรนด์ใหญ่ๆ ต้นทุน 70% เสียไปกับการโฆษณา มีเพียง 30% ที่เป็นต้นทุนวัตถุดิบและการผลิต และนี่คือสิ่งที่ Veja รองเท้าผ้าใบแห่งความยังยืนไม่มี นั่นคือการโฆษณา แล้วโยกต้นทุนการโฆษณาไปสนับสนุนต้นทุนวัตถุดิบ และค่าแรงของผู้ที่ทำรองเท้าขึ้นมา เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และให้ค่าแรงกับแรงงานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่การขุดรีดในโรงงานนรกอย่างที่พวกเขาเคยพบเห็นมา

“เราต้องการสร้างรองเท้าผ้าใบที่เคารพทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม”

Veja ผลิตขึ้นจากยางจากต้นยางพารา ที่ไม่ใช่ยางที่ปลูกเพื่ออุตสาหกรรม แต่เป็นยางที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และใช้ผลผลิตโดยชุมชนคนในป่าอเมซอน ไม่มีการโค่นต้นไม่ และไม่มีการถางที่ทำกินในป่าฝนอันล้ำค่า ส่วนผ้าก็ทำขึ้นจากฝ้ายออร์แกนิคในบราซิลเช่นเดียวกัน ซึ่งปลูกแบบไร้สารเคมีและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

นอกจากรองเท้าผ้าใบแล้ว พวกเขายังผลิตรองเท้าหนังที่ฟอกหนังด้วยกรรมวิธีธรรมชาติ สำหรับคนที่ต่อต้านการฆ่าและทรมานสัตว์ พวกเขายังผลิต Vegan shoes โดยส่วนที่เป็นหนังที่เรียกว่า Vegan suede จะเห็นได้ว่า นอกจากจะเป็นมิตรกับโลกแล้วยังเป็นมิตรกับคนรักสัตว์ด้วย

พวกเขาเปิดเผยว่า 2 สิ่งสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญไปควบคู่กันคือระบบนิเวศและความยุติธรรมในสังคม

ตอนนี้แบรนด์ทำงานร่วมกับร้านค้าปลีกมากกว่า 2,500 แห่งในกว่า 45 ประเทศ สำหรับสไตล์ของรองเท้านั้นจะเน้นความเรียบง่าย ออกแบบให้ใส่ได้ทุกวัน อย่างเช่นรุ่น Esplar ซึ่งเปิดตัวในปี 2010 และยังคงขายดีมาจนถึงทุกวันนี้ รวมถึง Campo style ที่ปล่อยออกมาเมื่อปี 2019 ก็เป็นหนึ่งในรุ่นที่ขายดีที่สุดเช่นกัน ซึ่งธุรกิจยังคงเติบโตต่อไปเรื่อยๆ ด้วยยอดขายมากกว่า 550,000 คู่ต่อปี

เมื่อเดือนมีนาคม 2021 Veja ยังได้รับรางวัล Global Vision Awards ซึ่งเป็นรางวัลที่จะมอบให้แก่บริษัท องค์กร หรือบุคคลที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนและความรับผิดชอบ ด้วยเหตุผลที่ว่า Veja ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวล้อมในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะให้ความเป็นธรรมต่อทั้งแรงงานและผู้จัดหาวัตถุดิบ

ภาพโดย Veja

ฝ่ายต่อต้านทหารรวมพลังตั้งรัฐบาลแห่งชาติเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650548

วันที่ 16 เม.ย. 2564 เวลา 15:19 น.ฝ่ายต่อต้านทหารรวมพลังตั้งรัฐบาลแห่งชาติเมียนมาขณะที่ชนกลุ่มน้อยเห็นโอกาสมากขึ้นจากการวมพลังกันเพื่อต่อต้านศัตรูเดียวกันนั่นคือกองทัพ

ฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลทหารพม่าประกาศจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติซึ่งรวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติที่ถูกขับไล่สมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์และบุคคลสำคัญในการประท้วงต่อต้านรัฐประหาร โดยโครงสร้างของรัฐบาลยังเหมือนกับรัฐบาลพลเรือนก่อนถูกทำรัฐประหาร โดยอองซานซูจีเป็นผู้นำในทางพฤตินัยในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐ

ทั้งนี้ รัฐบาลแห่งชาติหรือรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National unity government) คือรัฐบาลผสมที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองทุกพรรค ในสภานิติบัญญัติ รวมตัวกันเฉพาะกิจยามสงครามหรือภัยพิบัติของชาติ ในกณณีของเมียนมาไม่ได้มีแค่สมชิกในสภานิติบัญญัติเกดิมที่ถุกองทัพยุบไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีกองกำลังและเป้าหมายในการปกครองตนเองด้วย และที่พิเศษก็คือยังรวมเอาแกนนำการต่อต้านการรัฐประหารเอาไว้ด้วย

รัฐบาลแห่งชาติมีภากิจเร่งด่วนที่สุดคือการโค่นล้มเผด็จการ รัฐบาลเอกภาพจะประกอบด้วยประธานาธิบดี, ที่ปรึกษาของรัฐซึ่งเป็นตำแหน่งที่ซูจีเคยดำรงตำแหน่ง และมีรองประธานาธิบดี 2 คน, นายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ต่างๆ นอกจากนี้จะยกระดับอำนาจที่มากขึ้นให้กับผู้นำของรัฐต่างๆ โดยให้พวกเขาอยู่เหนือรัฐมนตรีสหภาพ สะท้อนถึงเป้าหมายของรัฐบาลนี้ที่จะยุติความขัดแย้งด้านเชื้อชาติและทำให้ชนกลุ่มน้อยมีอำนาจปกครองตนเองมากขึ้นตามหลักสหพันธรัฐ

ถั่น มยิ้นต์ อู (Thant Myint-U) ผู้เขียนหนังสือ “The Hidden History of Burma” กล่าวกับ AFP ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะเปิดโอกาสให้กลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยต่างๆ กดดันรัฐบาลกลางให้มุ่งสู่การปกครองระบอบสหพันธรัฐได้

“ขณะนี้องค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ที่มีอำนาจมากที่สุด 7 ถึง 8 แห่งมีอิทธิพลเหนืออนาคตของเมียนมามากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

คณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพ (CRPH) ประกาศรายชื่อของรัฐบาลแห่งชาติเฉพาะกาล เมื่อวันที่ 16 เมษายน ประกอบไปด้วย

(1) U Win Myint – ประธาน

(2) Aung San Suu Kyi – ที่ปรึกษาแห่งรัฐ

(3) Du Walashi La – รองประธานาธิบดีแห่งรัฐ (ชาวคะฉิ่น)

(4) Mann Win Khaing Than – นายกรัฐมนตรีสหภาพ

(5) Daw Zin Mar Aung – รัฐมนตรีสหภาพ กระทรวงการต่างประเทศ

(6) U Lwin Ko Latt – รัฐมนตรีสหภาพ กระทรวงกิจการภายในบ้านและการตรวจคนเข้าเมือง

(7) U Ye Mon – รัฐมนตรีสหภาพ กระทรวงกลาโหม

(8) Dr.  Lian Hmung Sakhong – รัฐมนตรีสหภาพ กระทรวงความร่วมมือระหว่างประเทศ (ชาวชีน)

(9) U Tin Tun Naing – รัฐมนตรีสหภาพ กระทรวงการวางแผนการเงินและการลงทุน

(10) Dr Win Myat Aye – รัฐมนตรีสหภาพ มนุษยธรรมและภัยพิบัติกระทรวงการบริหารความเสี่ยง

(11) Dr. Sasa – รัฐมนตรีสหภาพ กระทรวงความร่วมมือระหว่างประเทศ

(12) Dr. Zaw Wai Soe – รัฐมนตรีสหภาพ กระทรวงศึกษาธิการ

(13) Dr. Zaw Wai Soe – รัฐมนตรีสหภาพ กระทรวงสาธารณสุข

(14) Dr. Tu Khaung – รัฐมนตรีสหภาพ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

(15) Naw Susanna Hla Hla Soe – รัฐมนตรีสหภาพ การกระทรวงสตรีเยาวชนและเด็ก (ชาวกะเหรี่ยง) 

Photo by Thet Aung / AFP

ไทยอาจเจอสหรัฐหมายหัว ฐานบิดเบือนค่าเงิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650536

วันที่ 16 เม.ย. 2564 เวลา 13:32 น.ไทยอาจเจอสหรัฐหมายหัว ฐานบิดเบือนค่าเงินประเทศไทยและไต้หวันกำลังจะเป็นคู่ค้าของสหรัฐรายล่าสุดที่จะเจอข้อหานี้ในรายงานที่จะออกมาในอีกไม่นาน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าปรเทศไทยเสี่ยงที่จะถูกรัฐบาลสหรัฐระบุว่าเป็นผู้บงการ/บิดเบือนค่าเงิน โดยจะมีการชี้ขาดในรายงานอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศฉบับแรกของเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งคาดว่าจะออกมาในสัปดาห์นี้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเยลเลนจะใช้ข้อหานี้กับไทยแบบจังๆ หรือไม่

ในรายงานของ ING คาดการณ์ว่าในปี 2020 ไทยและไต้หวัน พร้อมกับสวิตเซอร์แลนด์และเวียดนามที่ถูกสหรัฐหมายหัวด้วยข้อหาบิดเบือนค่าเงินแล้ว มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ 3 ข้อ และอาจถูกระบุว่าเป็นผู้ควบคุมสกุลเงิน

รายงานระบุว่า “สิ่งที่น่าแปลกใจกว่าสำหรับตลาดคือการที่ประเทศไทยถูกระบุว่าเป็นผู้ควบคุมสกุลเงิน เราประเมินว่าประเทศนี้มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ทั้ง 3 ประการคือเกินดุลการค้าสินค้า 26,000 ล้านเหรียญสหรัฐกับสหรัฐ, เกินดุลบัญชีเดินสะพัดมูลค่า 3.3% ของจีดีพี และมาตรการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนที่มีมูลค่า 2.6% ของจีดีพีในปี 2020 เช่นเดียวกับไต้หวันประเทศไทยอาจได้รับสิทธิ์ปล่อยผ่านในเดือนธันวาคม 2020 แม้ว่าแรงจูงใจทางภูมิรัฐศาสตร์จะทำให้ระบุได้ยากขึ้นก็ตาม”

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์อื่นๆ เห็นว่า แม้ว่าไทยและไต้หวันอาจจะถูกหมายหัวเป็นประเทศบงการค่าเงิน แต่สหรฐอาจผ่อนคลายมาตรการที่รัฐบาลทรัมป์เคยกำหนดไว้ เพื่อที่จะมีความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้าที่ดีขึ้น แต่ก็มีประเด็นอื่นๆ เข้ามาถ่วงน้ำหนักการตัดสินใจ เช่น ความจริงจังของสหรับที่ผ่านมาที่จะจัดการกับประเทศลงการค่าเงินจนทำให้สหรัฐเสียเปรียบดุลการค้า รวมถึงที่ ING ระบุว่าความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโลกก็มีผลเช่นกัน

แมทธิว กูดแมนอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังของสหรัฐ ปัจจุบันทำงานกับศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศกล่าวกับรอยเตอร์โดยคิดว่ากระทรวงการคลังของเยลเลนน่าจะมีแนวโน้มที่จะใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นกว่านี้ อย่างไรก็ตามเขากล่าวเสริมว่ามือของเยลเลนนั้นถูกมัดเอาไว้โดยเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจว่าคู่ค้าบงการสกุลเงินของตนหรือไม่

ด้าน ING ระบุว่า “เราไม่ละเว้นความเป็นไปได้ว่ากระทรวงการคลังจะปล่อยผ่านประเทศไทยอีกครั้ง หรืออาจประเมินเพียงว่าการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนต่ำกว่า 2% (ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจให้ข้อมูลนั้นเพียงฝ่ายเดียวอีกครั้ง) แต่หากใช้วิธีการเชิงปริมาณอย่างเคร่งครัดในการประเมิน ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกตั้งข้อหา”

ทั้งนี้ เมื่อประเทศมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์เพียง 2 ใน 3 เกณฑ์โดยปกติจะรวมอยู่ในรายการเฝ้าติดตามและจะต้องเผชิญกับการตรวจสอบการซื้อขายและสกุลเงินอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ณ เดือนธันวาคม 2020 มี 10 ประเทศในรายการเฝ้าติดตาม คือ จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, เยอรมนี, อิตาลี, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ไต้หวัน, ไทยและอินเดีย

Photo by Brendan Smialowski / AFP

ประธานเฟดชี้คริปโตเป็นแค่เครื่องมือเก็งกำไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650523

วันที่ 16 เม.ย. 2564 เวลา 10:55 น.ประธานเฟดชี้คริปโตเป็นแค่เครื่องมือเก็งกำไรด้านซีอีโอบริษัท Bitcoin ชั้นนำเตือนรัฐบาลต่างๆ อาจเริ่มจำกัดคริปโต โดยเฉพาะสหรัฐที่มีวิสัยทัศน์คับแคบในเรื่องนี้

เจอโรม พาวเวลล์ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวเมื่อวันพุธตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐว่า สกุลเงินดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้สำหรับการเดิมพันด้านราคาและยังไม่ถึงสถานะของกลไกการชำระเงิน

“พวกมันเป็นเครื่องมือสำหรับการเก็งกำไรจริงๆ พวกมันไม่ได้ถูกใช้เพื่อการชำระเงินจริงๆ”พาวเวลล์กล่าวกับ The Economic Club of New York ระหว่างการสัมภาษณ์เสมือนจริงกับเดวิด รูบินสไตน์ผู้ร่วมก่อตั้ง Carlyle Group

ประธานธนาคารกลางสหรัฐยังเปรียบเทียบคริปโตเคอร์เรนซี่กับทองคำโดยบอกว่าเป็นเวลาหลายพันปีแล้วที่มนุษย์กำหนดมูลค่าพิเศษให้กับทองคำโดยที่ทองคำไม่มีมูลค่านั้นในตัวมันเองในฐานะโลหะอุตสาหกรรม

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนมีนาคม พาวเวลล์เคยกล่าวในการประชุมสุดยอดเสมือนจริงซึ่งจัดโดย Bank for International Settlements ว่า “พวกมันมีความผันผวนสูงมากดู Bitcoin จึงไม่มีประโยชน์อย่างแท้จริงในฐานะตัวเก็บมูลค่า พวกมันเป็นสินทรัพย์สำหรับการเก็งกำไรมากกว่า ดังนั้นจึงไม่ได้ถูกใช้เป็นวิธีการชำระเงินโดยเฉพาะ …โดยพื้นฐานแล้วมันใช้แทนทองคำมากกว่าดอลลาร์”

ท่าทีของเจอโรม พาวเวลล์คล้ายคลึงกับเจเน็ต เยลเลน อดีตประธานเฟดซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเดือนกุมภาพันธ์เยลเลนบอกกับ CNBC ว่า Bitcoin เป็น “สินทรัพย์ที่มีการเก็งกำไรสูง” และกล่าวว่ามันไม่ได้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในฐานะกลไกการส่งผ่าน (ทางการเงิน)” และเป็น “วิธีการทำธุรกรรมที่ไม่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง”

ด้านเจสซี พาวเวลล์ ซีอีโอของ Kraken บริษัทแลกเปลี่ยน Bitcoin กล่าวกับ CNBC ว่า รัฐบาลทั่วโลกอาจเริ่มจำกัดการใช้ Bitcoin และคริปโตเคอร์เรนซี่อื่นๆ แต่เขารู้สึกว่าสหรัฐมีวิสัยทัศน์ที่สั้นกว่าในเรื่องนี้เพราะได้รับแรงกดดันจากกลุ่มธุรกิจเก่า คือพวกธนาคารที่รู้สึกเสียผลประโยชน์ที่คริปโตเคอร์เรนซี่กำลังได้รับความนิยม ในขณะที่จีนมองการณืไกลมากกว่า

Photo by Al DRAGO / POOL / AFP