เกิดอุบัติเหตุดับ 2 รายกับรถยนต์ไร้คนขับของ Tesla #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650715

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 10:33 น.เกิดอุบัติเหตุดับ 2 รายกับรถยนต์ไร้คนขับของ Tesla ตำรวจเปิดเผยว่าทั้ง 2 คนไม่ได้อยู่ในที่นั่งคนขับของรถขับเคลื่อนอัตโนมัติ

รอยเตอร์รายงานว่าชายสองคนเสียชีวิตหลังจากรถเทสลา (Tesla ) ซึ่งเชื่อว่าใช้งานได้โดยไม่มีใครอยู่ในที่นั่งคนขับ พุ่งชนต้นไม้ในคืนวันเสาร์ทางเหนือของฮูสตัน

“ไม่มีใครอยู่ในที่นั่งคนขับ” ซินเทีย ยูแมนเซอร์ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจเขตแฮร์ริส เคาที (Harris County Constable Precinct 4) กล่าว

สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น KHOU-TV รายงานว่ารถยนต์ Tesla Model S ปีรุ่น 2019 กำลังเดินทางด้วยความเร็วสูงแต่ไม่สามรถเข้าโค้งได้และออกนอกถนน ชนเข้ากับต้นไม้และเกิดไฟลุกท่วม

หลังจากไฟดับลงเจ้าหน้าที่ระบุผู้โดยสาร 2 คนในรถโดยคนหนึ่งนั่งอยู่ที่เบาะผู้โดยสารด้านหน้าในขณะที่อีกคนอยู่ที่เบาะหลังของ Tesla

Tesla และสำนักงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นในทันทีจากสำนักข่าวรอยเตอร์

อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการตรวจสอบอย่างละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติของ Tesla หลังจากเกิดอุบัติเหตุเมื่อเร็วๆ นี้และในขณะที่บริษัทเตรียมเปิดตัวซอฟต์แวร์ “ขับเคลื่อนด้วยตัวเองเต็มรูปแบบ” ที่อัปเดตให้กับลูกค้าจำนวนมากขึ้น

หน่วยงานด้านความปลอดภัยรถยนต์ของสหรัฐกล่าวเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้เปิดการสอบสวน 27 กรณีเกี่ยวกับการชนของรถ Tesla โดยพบกรณีขัดข้องอย่างน้อย 3 กรณีที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางได้วิพากษ์วิจารณ์ Tesla ถึงความเสี่ยงจากไฟไหม้ที่เกี่ยวข้องกับชุดแบตเตอรี่ในรถยนต์และไม่เพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่ใช้ฟังก์ชันช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่างไม่เหมาะสม ในการพิจารณาคดีเมื่อปีที่แล้วประธานคณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) กล่าวว่า“ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยุติการอนุญาตให้ผู้ขับขี่ในยานพาหนะอัตโนมัติบางส่วน โดยแสร้งทำเป็นว่าพวกเขามีรถยนต์ที่ไม่มีคนขับ”

อย่างไรก็ตาม โฆษกของ NTSB ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบการขัดข้องของ Tesla หลายครั้งก่อนหน้านี้ เผยว่าไม่ได้วางแผนที่จะเปิดการสอบสวนใหม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ล่าสุด

เอลอน มัสก์ (Elon Musk) ซีอีโอของ Tesla กล่าวเมื่อเดือนมกราคมว่าเขาคาดหวังผลกำไรมหาศาลจากซอฟต์แวร์ขับเคลื่อนตัวเองเต็มรูปแบบโดยกล่าวว่าเขา “มีความมั่นใจอย่างสูงว่ารถยนต์จะสามารถขับเคลื่อนตัวเองได้ด้วยความน่าเชื่อถือเกินกว่ามนุษย์ในปีนี้”

AFP PHOTO

เกิดอะไรขึ้นกับ Bitcoin? จีนไฟดับหรือจับสัญญาณการปราบปราม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650710

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 10:06 น.เกิดอะไรขึ้นกับ Bitcoin? จีนไฟดับหรือจับสัญญาณการปราบปรามราคา Bitcoin ดิ่งหนักเพราะสาเหตุอะไรกันแน่ บางคนบอกว่าเพราะเหมืองในจีนไฟดับ แต่มันอาจจะมีอะไรที่ลึกกว่านั้นก็ได้

บิตคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกลดลงมามีมูลค่าซื้อขายลดลงมากถึง 15% สู่ระดับ 51,541 ดอลลาร์ในวันอาทิตย์ จนมูลค่าที่ลดลงนี้ทบผลกำไรที่ได้มาช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกือบทั้งหมด

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มูลค่าของ Bitcoin ไปถึง 12,000 ดอลลาร์จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันพุธ ส่วน Ether ซึ่งเป็นคู่แข่งที่มีขนาดเล็กกว่าซึ่งเป็นเหรียญที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย ethereum blockchain ลดลง 10% เหลือ 2,101 ดอลลาร์

นักวิเคราะห์บล็อกเชนที่มีผู้ติดตามกันอย่างแพร่หลายใน Twitter ชี้ให้เห็นว่า “อัตราแฮช” (Hash rate) ลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากการหยุดทำงาน

ซึ่งอัตราแฮชหมายถึงดัชนีความผันผวนที่วัดความสามารถในการประมวลผลของเครือข่าย Bitcoin ทั้งหมดและจะกำหนดพลังงานที่ผู้ขุดต้องใช้ในการผลิต Bitcoin ใหม่ เมื่อ 2 วันก่อนรายงานนี้ Wu Talk ชี้ว่าไฟดับที่เกิดขึ้นในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนอาจเป็นสาเหตุของอัตราแฮชที่ลดลง ซึ่งการหยุดจ่ายไฟเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของ “การตรวจสอบความปลอดภัยไฟดับอย่างครอบคลุม” ในซินเจียง และสำนักข่าวซินหัวระบุว่าสำนักงานกำกับดูแลความปลอดภัยเหมืองแห่งชาติได้รายงานอุบัติเหตุเหมืองถ่านหิน 3 ครั้งล่าสุดรวมถึงอุบัติเหตุในซินเจียงเมื่อวันที่ 10 เมษายนซึ่งทำให้มีผู้ติดในเหมืองอยู่ 21 คน

ทั้งนี้ จีนเป็นแหล่งขุด Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเนื่องจากมีกระแสไฟฟ้าราคาถูก แต่กระแสไฟฟ้าเหล่านี้ผลิตจากถ่านหินซึ่งมีความเสี่ยงและยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล ในอนาคตการตกลงลดกาใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าของจีนอาจกระทบต่อเหมือง Bitcoin แน่นอน

จากตัวเลขของ Dovey Wan ภูมิภาคซินเจียงและเสฉวนของจีนรวมกันแล้วมีอัตราแฮชการขุด Bitcoin มากกว่า 50% ของทั้งโลก และบริษัทคริปโตที่ตั้งอยู่ในประเทศจีนเป็นผู้ขุดรายหลักๆ ของโลก

Luke Sully ซีอีโอของ Ledgermatic ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลทรัพย์สินดิจิทัลกล่าวในอีเมลถึงรอยเตอร์ว่านักลงทุน “อาจขายเพราะข่าวไฟดับในจีนและไม่ใช่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับเครือข่าย” และบอกว่า “ไฟฟ้าดับแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนพื้นฐาน แม้ว่าเครือข่าย Bitcoin จะกระจายตัวไม่ได้ศูนย์ แต่การขุดมันไม่ได้กระจายตัวไปด้วย” (ซึ่งหมายความว่ามันกระจุกตัวในจีน)

แต่ Edan Yago ผู้ร่วมก่อตั้งแพล็ตฟอร์ม Sovryn ซึ่งโปรโตคอลการเงินแบบกระจายอำนาจที่ใช้ Bitcoin กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วการลดอัตราแฮชจะไม่ทำให้ราคาลดลง การลดลงของอัตราแฮชจะทำให้ธุรกรรมช้าลง ซึ่งทำให้ยากต่อการเคลื่อนย้ายเหรียญเพื่อแลกเปลี่ยนเพื่อขาย การลดลงของราคาเมื่อเร็วๆ นี้อยู่ในขอบเขตของความผันผวนทั่วไป

อีกสาเหตุคาดว่าน่าจะมาจากเมื่อวันศุกร์ ธนาคารกลางของตุรกีสั่งห้ามทำการซื้อโดยใช้คริปโตเคอร์เรนซี่ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายนโดยกล่าวว่าการไม่เปิดเผยตัวตนที่อยู่เบื้องหลังเงินดิจิทัลทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญเสียที่ “ไม่สามารถกู้คืนได้”

นอกจากนี้อินเดียจะเสนอกฎหมายที่ห้ามสกุลเงินดิจิทัลและปรับทุกคนที่ซื้อขายหรือถือครองทรัพย์สินดังกล่าว โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อเดือนมีนาคมโดยอ้างถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลที่ไม่ปรากฏชื่อซึ่งมีความรู้โดยตรงเกี่ยวกับแผนดังกล่าว

ที่สำคัญก็คือรายงานออนไลน์หลายฉบับระบุถึงการคาดเดาว่ากระทรวงการคลังสหรัฐอาจปราบปรามการฟอกเงินที่ดำเนินการผ่านทรัพย์สินดิจิทัล

Photo by KAREN BLEIER / AFP

อิสราเอลเลิกบังคับสวมหน้ากากในพื้นที่กลางแจ้งแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650685

วันที่ 18 เม.ย. 2564 เวลา 16:45 น.อิสราเอลเลิกบังคับสวมหน้ากากในพื้นที่กลางแจ้งแล้วทำไมอิสราเอลจึงทำได้สำเร็จ? ยกเลิกข้อกำหนดหน้ากากป้องกันไวรัสโคโรนากลางแจ้ง

รอยเตอร์รายงานว่า อิสราเอลยกเลิกการบังคับสวมหน้ากากอนามัยกลางแจ้งและเปิดโรงเรียนอย่างเต็มที่ในวันอาทิตย์ หลังจากค่อนข้างที่จะกลับสู่ภาวะปกติในระดับหนึ่งโดยได้รับแรงหนุนจากการรณรงค์ฉีดวัคซีนจำนวนมากเพื่อต่อต้านการระบาดของโควิด-19

ด้วยจำนวนเกือบ 54% ของประชากร 9.3 ล้านคนที่ได้รับวัคซีน Pfizer / BioNTech COVID-19 ทั้งสองครั้ง อิสราเอลจึงมีรายงสนการติดเชื้อและผู้ป่วยที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

ระเบียบการสวมหน้ากากอนามัยที่บังคับที่ใช้ตำรวจเมื่อปีที่แล้ว ได้ถูกยกเลิกนับตั้งแต่วันอาทิตย์นี้ แต่กระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่าข้อกำหนดดังกล่าวยังคงบังคับใช้สำหรับพื้นที่สาธารณะในร่มและเรียกร้องให้ประชาชนเก็บหน้ากากไว้ใกล้มือตลอด

เมื่อนักเรียนชั้นอนุบาลชาวอิสราเอล นักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมต้น และมัธยมศึกษาตอนปลายกลับเข้าเรียนแล้ว หลังจากที่ต้องเรียนที่บ้านหรือเข้าเรียนที๋โรงเรียนสลับกันไปเป็นระยะ

กระทรวงการศึกษากล่าวว่าโรงเรียนควรส่งเสริมสุขอนามัยส่วนบุคคล, การระบายอากาศในห้องเรียน และรักษาระยะห่างทางสังคมให้มากที่สุดในช่วงพักและระหว่างเรียน

ทั้งนี้ อิสราเอลนับชาวปาเลสไตน์เยรูซาเล็มตะวันออกเป็นหนึ่งในประชากรของประเทศและทำการการฉีดวัคซีนให้ แต่ชาวปาเลสไตน์ 5.2 ล้านคนในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองโดยฮามาสและฉนวนกาซาที่ควบคุมโดยกลุ่มฮามาสได้รับวัคซีนที่ จำกัดโดยได้รับความช่วยเหลือจากอิสราเอล รัสเซียสหรัฐ อาหรับเอมิเรตส์ และผ่านโครงการแบ่งปันวัคซีน COVAX และจากจีน

สำนักข่าว AFP รายงานว่าเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้รับวัคซีน Pfizer / BioNTech หลายล้านโดสโดยตกลงที่จะแบ่งปันกับข้อมูลทางการแพทย์ของบริษัท Pfizer เกี่ยวกับผลกระทบของผลิตภัณฑ์ต่อการใช้กับประชาชนอิสราเอล

วัคซีนได้เปลี่ยนชีวิตในอิสราเอล ในช่วงกลางเดือนมกราคมประเทศมีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด 10,000 รายต่อวัน แต่ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อประมาณ 200 รายต่อวัน

อัตราการติดเชื้อรายใหม่ยังคงอยู่ในระดับต่ำแม้ว่าจะเริ่มให้นักเรียนกลับไปเรียนแบบตัวต่อตัวและมีการคลายข้อจำกัดในบาร์ร้านอาหารและการพบปะสังสรรค์ในร่ม

Photo by menahem kahana / AFP

พวกเขาไม่ใช่แค่ขายผัก แต่ Market Kurly ยังสร้างสตอรี่ให้กับเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650233

วันที่ 18 เม.ย. 2564 เวลา 16:00 น.พวกเขาไม่ใช่แค่ขายผัก แต่ Market Kurly ยังสร้างสตอรี่ให้กับเกษตรกร คนเกาหลีใต้ขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบ และ Market Kurly ของ โซฟี คิม ก็เกิดขึ้นมาเพื่อการนี้

เกาหลีใต้เป็นประเทศหนึ่งที่พิถีพิถันใส่ใจการเลือกวัตถุดิบในการปรุงอาหาร เนื่องจากคนเกาหลีส่วนใหญ่เชื่อว่าอาหารคือยาในชีวิตประจำวัน บรรดาแม่บ้านหรือเชฟมือทองจึงมักสรรหาวัตถุดิบชั้นเลิศ หรืออาหารออร์แกนิคมาปรุงอาหาร แต่วัตถุดิบดีๆ เหล่านี้ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงหูฉี่

ในขณะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตบ้านเกิดขายสินค้าออร์แกนิคในราคาสูง แต่ โซฟี คิม ผู้ก่อตั้ง Market Kurly อีคอมเมิร์ซขายผักผลไม้และวัตถุดิบในการปรุงอาหารกลับขายสินค้าเหล่านี้ในราคาถูกกว่าโดยที่คุณภาพไม่ลดลง จนเป็นที่ฝากท้องของบรรดาคนรักสุขภาพทั่วประเทศ

ก่อนเริ่มต้น Market Kurly นั้น คิม ซึ่งจบการศึกษาจากสหรัฐ ผ่านการเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนให้กับบริษัทหลายแห่งทั้งในฮ่องกงและสิงคโปร์ ซึ่งทั้งสองประเทศนี้ คิม ถึงกับยกให้เป็นสวรรค์สำหรับนักชิมอย่างเธอ ระหว่างทำงาน สาวเกาหลีตระเวนชิมอาหารท้องถิ่นมานับไม่ถ้วน ก่อนตัดสินใจกลับบ้านเกิดเมื่อปี 2014

เมื่อไปถึงที่นั่น นักชิมตัวยงก็พบว่า อาหารอร่อยและดีในเกาหลีทั้งแพงและหายาก เธอจึงเริ่มวิเคราะห์อย่างเป็นการเป็นงานถึงปัญหานี้ และพบว่าเกาหลีมีระบบการขนส่งอาหารสดที่ค่อนข้างแปลก คือคนปลูกได้เงินไม่คุ้มค่าเหนื่อย คนกินควักเงินจ่ายในราคาสูง โดยที่กำไรทั้งหมดตกไปอยู่ที่พ่อค้าคนกลาง

เมื่อเห็นจุดต่างนี้ คิมจึงตัดสินใจก่อตั้ง Market Kurly ขึ้นมาในปี 2015 เพื่อสรรหาอาหารดีราคาไม่แพงจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคสมัยใหม่ที่ไม่มีเวลาไปเลือกซื้อสินค้าตามห้างสรรพสินค้า โดยชูจุดขายแรก ส่งไวถึงหน้าบ้าน ลูกค้าที่สั่งสินค้าก่อน 11 โมง จะได้รับสินค้าสดๆ ราว 7 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้นในพื้นที่กรุงโซล

วิธีการซื้อสินค้าของคิมก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เธอจะติดต่อและซื้อสินค้ากับผู้ผลิตโดยตรง โดยการออร์เดอร์ล่วงหน้าเพื่อล็อกสินค้าให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า

คิมเคลมว่าเธอใช้หลักการทำนายความต้องการของลูกค้าและจัดการกับสินค้าคงเหลือจากฐานข้อมูลที่บริษัทวิเคราะห์ออกมา

วิธีนี้ทำให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลกับการรับความเสี่ยงกรณีที่สินค้าขายไม่หมด เมื่อไม่มีความเสี่ยงก็ไม่ต้องตั้งราคาสินค้าสูง เมื่อสินค้าไม่แพงลูกค้าก็บริโภคมากขึ้น ซึ่งก็ย้อนกลับมาเป็นผลดีกับตัวเกษตรกรเอง

แต่จุดที่ทำให้ Market Kurly ชนะใจเกษตรกรคือ การสร้างเรื่องราวและแบรนด์สินค้าให้กับเกษตรกรแต่ละแปลง

Market Kurly จะเพิ่มป้ายแนะนำเกษตรกรที่ปลูกผักผลไม้สั้นๆ รวมถึงสภาพแวดล้อมและกรรมวิธีในการปลูก เป็นการขายทั้งสินค้าและเรื่องเล่าไปพร้อมๆ กัน

ความใส่ใจทั้งหมดนี้ทำให้ Market Kurly ชนะใจคนรักสุขภาพภายในเวลาเพียง 18 เดือนนับตั้งแต่ก่อตั้ง โดยที่ขณะนั้นแต่ละคนช็อปครั้งละไม่ต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐ ส่วนปัจจุบันนี้ก็กลายเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นของเกาหลีใต้ไปอีก 1 แห่ง

ภาพ: Market Kurly

จีนเตือน ‘สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น’ หยุดแทรกแซงกิจการภายในประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650676

วันที่ 18 เม.ย. 2564 เวลา 14:26 น.จีนเตือน ‘สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น’ หยุดแทรกแซงกิจการภายในประเทศก่อนหน้านี้สหรัฐและญี่ปุ่นประกาศที่จะยืนหยัดร่วมกันเพื่อต่อต้านการรุกคืบของจีน และเทคโนโลยีแห่งอนาคตฏโดยเฉพาะ 5G ซึ่งคาดว่าเพื่อแข่งขันกับจีนโดยเฉพาะ

ปักกิ่ง, 18 เม.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันเสาร์ (17 เม.ย.) จีนกระตุ้นเตือนสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ยุติการแทรกแซงกิจการภายในประเทศและการทำลายผลประโยชน์ของจีนโดยทันที

“เรากระตุ้นเตือนสหรัฐฯ และญี่ปุ่นคำนึงความกังวลของจีนอย่างจริงจัง ปฏิบัติตามหลักการจีนเดียว และยุติการแทรกแซงกิจการภายในประเทศและการทำลายผลประโยชน์ของจีนโดยทันที” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุในแถลงการณ์ “จีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเด็ดขาด”

ถ้อยแถลงของโฆษกกระทรวงฯ มีขึ้นเมื่อถูกถามถึงแถลงการณ์ร่วมของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งถูกเผยแพร่หลังการประชุมระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ โดยเนื้อหาแสดงความกังวลในประเด็นที่เกี่ยวกับไต้หวัน หมู่เกาะเตี้ยวหยู (Diaoyu Islands) ฮ่องกง ซินเจียง และทะเลจีนใต้

ทั้งไต้หวันและหมู่เกาะเตี้ยวหยูต่างเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน ขณะประเด็นเกี่ยวกับฮ่องกงและซินเจียงเป็นกิจการภายในของจีน และจีนมีอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้และน่านน้ำโดยรอบอย่างมิอาจโต้แย้งได้

แถลงการณ์ร่วมของผู้นำสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศของจีนและละเมิดบรรทัดฐานการกำกับดูแลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ซึ่งจีนไม่เห็นด้วยและคัดค้านแถลงการณ์ดังกล่าว พร้อมระบุจุดยืนของประเทศผ่านช่องทางทางการทูตแล้ว

สหรัฐฯ และญี่ปุ่นนั้นกำลังร่วมสร้างพวกพ้องและโหมกระพือการปะทะคะคานด้วยคำกล่าวอ้างถึง “อิสรภาพและการเปิดกว้าง” ซึ่งเป็นการดำเนินการอันผิดยุคผิดสมัยที่สวนทางกับปณิธานสร้างสันติภาพ การพัฒนา และความร่วมมือของประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคและพื้นที่อื่นๆ

โฆษกกระทรวงฯ ทิ้งท้ายว่าการดำเนินการเช่นนี้จะทำให้โลกได้เห็นถึงคุณลักษณะอันเป็นอันตรายของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งพยายามบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพภายในภูมิภาค

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

Photo by GREG BAKER / AFP

Dogecoin แรงจนติดท็อป 5 คริปโต แต่นักลงทุนชี้กระแสไม่ยืด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650674

วันที่ 18 เม.ย. 2564 เวลา 13:50 น.Dogecoin แรงจนติดท็อป 5 คริปโต แต่นักลงทุนชี้กระแสไม่ยืดความสนใจจนเหมือนเป็นกระแสที่บ้าคลั่งต่อ Dogecoin ทำให้ระบบซื้อขายคริปโตของบริษัท Robinhood ถึงกับเจอภาวะโอเวอร์โหลด

หลังจากที่โพสต์ทูเดย์ติดตามความเคลื่อนไหวของ Dogecoin ในช่วงซื้อขายระหว่างสัปดาห์และชี้ว่ามูลค่าของมันพุ่งพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้มันทำให้นักลงทุนทั้งตื่นเต้นและกังวลไปตามๆ กัน โดยมูลค่าของมันเพิ่มขึ้นมากกว่า 110% ในวันศุกร์ก่อนที่จะลดลง 26% ในวันเสาร์ตามข้อมูลของ CoinMarketCap.com ตอนนี้มีมูลค่าตลาดมากกว่า 36,000 ล้านดอลลาร์และยังคงเพิ่มขึ้น 13,400% จากปีที่แล้ว ซึ่งปีที่แล้วมันมีมูลค่าการซื้อขายแค่ 0.002 ดอลลาร์และมีมูลค่าประมาณ 250 ล้านดอลลาร์

ความต้องการ Dogecoin เพิ่มขึ้นรวดเร็วมากจนเมื่อนักลงทุนพยายามซื้อขายกับบริษัท Robinhood ทำให้ไซต์บริษัทถึงกับล่มเมื่อวันศุกร์ และ Dogecoin มูลค่า 68,000 ล้านดอลลาร์บางส่วนเปลี่ยนมือในเวลาแค่ 24 ชั่วโมงก่อนหน้า ณ เวลา 16:45 น. วันศุกร์ในนิวยอร์ก ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้วตามข้อมูลของ CoinMarketCap.com

การทะยานขึ้นมาของ Dogecoin เป็นส่วนหนึ่งของกระแสนิยมง altcoins ซึ่งเป็นคำศัพท์สำหรับโทเค็นดิจิทัลทั้งหมดที่ผุดขึ้นมาโดยเลียนแบบ Bitcoin แต่ส่วนใหญ่กรณีการใช้งานมีข้อจำกัด ทำให้เป็นเครื่องมือสำหรับนักเก็งกำไรและสร้างความกังวลว่าฟองสบู่กำลังพองตัวในโลกคริปโตเคอร์เรนซี่ซึ่งตอนนี้มีมูลค่ามากกว่า $ 2.25 ล้านล้าน

สก็อต แนปป์ หัวหน้านักยุทธศาสตร์การตลาดของ CUNA Mutual Group กล่าวกับ Bloomberg ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เขานึกถึงสมัยฟองสบู่ดอทคอม นักลงทุนจำนวนมากกำลังไล่ตามมันอย่างหนัก ซึ่งจะนำไปสู่ฟองสบู่

จากข้อมูลของ Benzinga ปริมาณการซื้อขายของ Dogecoin เพิ่มขึ้น 222% เป็น 45,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 24 ชั่วโมงช่วงวันศุกร์มาทำให้มันเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีการซื้อขายมากที่สุดรองจาก Bitcoin และทำให้มันติดท็อป 5 เงินดิจิทัลที่มีการซื้อขายมากที่สุด และถ้าราคาของ Dogecoin ยังแรงต่อไปจนแตะราคา 1 ดอลลาร์มันจะแซงเหรียญ BNB ขึ้นเป็นคริปโตอันดับ 3 ตามมูลค่าตลาดรองจาก Bitcoin และ Ethereum

ด้าน อดัม ซาดิคอฟฟ์ ซีโอโอของ BRD บอกกับ CNBC โดยเชื่อว่ากระแสจะไม่คงทนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีของ Dogecoin ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายทำขึ้นมาเป็นระบบการชำระเงินหรือการจัดเก็บมูลค่า

ไมเคิล โนโวกราทซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Galaxy Digital Holdings กล่าวกับ Bloomberg TV ว่าเขาไม่สนใจกระแสเนื่องจาก Dogecoin ไม่มีจุดประสงค์จริงๆ ในการชำระเงิน และชวนให้นึกถึง GameStop และเขาบอกวาจะเป็นกังวลมากถ้าเพื่อนคนหนึ่งของเขาลงทุนใน Dogecoin ในระดับราคาตอนนี้

Poseidon 2M39 ขีปนาวุธที่จะทำให้สหรัฐเจอสึนามิรังสี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650665

วันที่ 18 เม.ย. 2564 เวลา 11:44 น.Poseidon 2M39 ขีปนาวุธที่จะทำให้สหรัฐเจอสึนามิรังสีท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตก เมื่อต้นเดือนนี้มีรายงานข่าวการทดสอบอาวุธที่ดินแดนใกล้ขั้วโลกของรัสเซีย

เมื่อวันที่ 5 เมษายน CNN รายงานว่า รัสเซียกำลังเพิ่มแสนยานุภาพทางทหารอย่างไม่เคยมีมาก่อนในดินแดนอาร์กติก (แถบขั้วโลกเหนือ) และทำการทดสอบอาวุธใหม่ล่าสุด CNN คาดว่ารัสเซียกำลังต้องการปกป้องชายฝั่งทางตอนเหนือของตนและเปิดเส้นทางเดินเรือจากเอเชียไปยังยุโรป ในช่วงเวลาที่น้ำแข็งแถบขั้วโลกเหนือกำลังละลายเพราะภาวะโลกร้อน จากเดิมที่เส้นทางนี้เดินทางได้ยากเพราะมีน้ำแข็งปกคลุม

จากภาพถ่ายดาวเทียมที่ส่งให้ CNN โดยบริษัทดาวเทียม Maxar เมื่อต้นเดือนนี้ทำให้ทราบถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าว รายงานระบุว่ารัสเซียจะติดตั้งขีปนาวุธ Poseidon 2M39 ในภูมิภาคอาร์กติกในฤดูร้อนหน้า ขีปนาวุธถูกอ้างถึงในรายงานของ CNN ว่าเป็นอาวุธระดับ “โลกาวินาศ” เนื่องจากมีอานุภาพทำลายล้างสูง

Poseidon 2M39 เป็นตอร์ปิโดนิวเคลียร์ใต้น้ำที่ออกแบบมาเพื่อกระทบพื้นมหาสมุทรก่อให้เกิดคลื่นสึนามิปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีที่สามารถแผ่รังสีร้ายแรงไปทั่วพื้นที่หลายพันกิโลเมตรทำให้ไม่สามารถอยู่อาศัยได้ และ Times of London รายงานว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียร้องขอการอัปเดต “ขั้นตอนสำคัญ” ของการทดสอบในเดือนกุมภาพันธ์จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคาดว่าจะมีการทดสอบเพิ่มเติมในปลายปีนี้

Poseidon 2M39 มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบโต้ระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐแบบไม่สมมาตร เช่น ขีปนาวุธต่อต้านขีปนาวุธ, ปืนรางไฟฟ้า หรืออาวุธเลเซอร์เพื่อให้มั่นใจว่ารัสเซียสามารถเอาชนะระบบดังกล่าวได้

หัวรบ Poseidon 2M39 มีกัมมันตรังสีสามารถปนเปื้อนพื้นที่ขนาดใหญ่ และคาดว่า Poseidon 2M39 ติดตั้งระเบิดโคบอลต์ จากการจำลอง NukeMap ขนาดของพื้นที่กัมมันตภาพรังสีจะอยู่ที่ประมาณ 1,700 × 300 กิโลเมตร และสามารถโจมตีโดยอีกฝ่ายมีเวลาตั้งรับได้ยากในเวลาอันสั้นเพราะมีความเร็วสูงในการเคลื่อนที่ที 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีพิสัยการยิง 10,000 กิโลเมตร และรัสเซียยังพัฒนาระบบล่องหนด้วย

ตามคำแถลงของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เมื่อเดือนมีนาคม 2018 ซึ่งเขาอ้างถึง Poseidon 2M39 ว่าเป็นอาวุธที่สามารถโจมตีเมืองชายฝั่งของสหรัฐได้ แต่เจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐในขณะนั้นระบุว่ารัสเซียมีความสามารถในการโจมตีเมืองชายฝั่งของสหรัฐด้วยขีปนาวุธอยู่แล้วและกล่าวว่าการครอบครอง Poseidon 2M39 “ไม่เปลี่ยนสมดุลทางยุทธศาสตร์”

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤศจิกายน 2020 คริสโตเฟอร์ เอ ฟอร์ด ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงระหว่างประเทศและการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ในขณะนั้น กล่าวว่า Poseidon 2M39 ได้รับการออกแบบมาเพื่อ “ทำให้เมืองชายฝั่งของสหรัฐถูกถาโถมโดยมีคลื่นสึนามิปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี”

แต่ในระยะสั้น แสนยานุภาพนี้จะทำให้รัสเซียสามารถควบคุมเส้นทางการเดินเรือผ่านชายฝั่งขั้วโลกเหนือ หรือ Northern Sea Route ได้อย่างมั่นคงขึ้น ในเวลานี้รัสเวียเริ่มแสดงอำนาจด้วยการสั่งให้เรือต่างชาติทุกลำที่ผ่านเส้นทางนี้ต้องใช้กัปตันของรัสเซียในการนำเรือผ่านไปและยังพยายามให้เรือต่างชาติที่ใช้เส้นทางนี้ต้องมีใบอนุญาตจากรัสเซีย การละลายของน้ำแข็งอาร์กติกที่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มปริมาณการใช้เส้นทางการค้าของเส้นทางชายฝั่งขั้วโลกเหนือมากขึ้น

ทั้งนี้ การปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งแรกของ Poseidon 2M39 เกิดขึ้นในเดือนกันยายนปี 2015 โดยอ้างแหล่งข้อมูลของกระทรวงกลาโหมสหรัฐหรือเพนตากอน ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2015 หน้าเอกสารที่มีข้อมูลเกี่ยวกับ “ระบบเอนกประสงค์ในมหาสมุทร” ที่เรียกว่า “Status-6” ที่เป็นความลับถูกเปิดเผยโดยช่องโทรทัศน์ NTV ของรัสเซียโดยบังเอิญ

แต่การรั่วไหลของข้อมูลเกิดขึ้นระหว่างที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินกล่าวประณามแผนการของสหรัฐเกี่ยวกับเทคโนโลยีขีปนาวุธป้องกันกรรโจมตี ทำให้เกิดการคาดเดาว่าอาจเป็นการตั้งใจปล่อยข่าวเรื่องขีปนาวุธใหม่เพื่อทำให้เครือข่ายข่าวกรองสับสน และต่อมาหน่วยข่าวกรองกลางของสหรัฐ (CIA) ได้สรุปว่าเป็นการตั้งใจปล่อยข่าว

จากข้อมูลของเพนตากอนรัสเซียได้ทำการทดสอบปล่อย Poseidon 2M39 ครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2015 โดยใช้เรือดำน้ำวัตถุประสงค์พิเศษ B-90 Sarov มีรายงานการทดสอบในมหาสมุทรอาร์คติก ในเดือนมกราคม 2019 กองทัพเรือรัสเซียประกาศแผนการจัดหายานยนต์ใต้น้ำไร้คนขับติดตั้ง Poseidon 2M39 อย่างน้อย 30 ลำ ติดตั้งบนเรือดำน้ำ 4 ลำโดย 2 ลำจะประจำการในกองเรือเหนือของรัสเซียและอีก 2 ลำในกองเรือแปซิฟิก

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินประกาศเสร็จสิ้นขั้นตอนสำคัญของการทดลองใช้ Poseidon 2M39 และเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2019 กระทรวงกลาโหมรัสเซียเผยแพร่วิดีโอซึ่งแสดงการทดสอบ Poseidon 2M39 โดยเรือดำน้ำวัตถุประสงค์พิเศษ B-90 Sarov

Photo by – / Satellite image ©2021 Maxar Technologies / AFP

โจมตีอาเซียน เชิญทหารเมียนมาร่วมประชุมสุดยอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650660

วันที่ 18 เม.ย. 2564 เวลา 11:06 น.โจมตีอาเซียน เชิญทหารเมียนมาร่วมประชุมสุดยอดประชาชนเมียนมาเรียกร้องให้อาเซียนยอมรับรัฐบาลพลเรือน แต่อาเซียนกลับไปเชิญรัฐบาลทหารไปคุยด้วย

หลังจากที่ กระทรวงการต่างประเทศของไทยยืนยันว่าการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในกรุงจาการ์ตาเกี่ยวกับสถานการณ์ของเมียนมาร์จะมีการเชิญนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย มาร่วมประชุมด้วยในวันที่ 24 เมษายน การประกาศดังกล่าวทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนเมียนมาที่นักเคลื่อนไหว ซึ่งไม่พอใจประชาคมอาเซียนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วที่ไม่ยอมประกาศไม่ยอมรับรัฐบาลเผด็จการทหารจากการยึดอำนาจ

ปรากฎว่าในช่วงเย็นวันเสาร์หลังการแถลงของกระทรวงการต่างประเทศของไทย แฮชแท็ก #ASEANrejectSAC ติดอันดับหนึ่งในทวิตเตอร์ของเมียนมา

“อาเซียนจงอย่าสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารเมียนมาในฐานะรัฐบาลโดยเชิญ MAH (มิน อ่อง หล่าย) เข้าร่วมการประชุมสุดยอด” ไว ไว นู (Wai Wai Nu) นักเคลื่อนไหวคนสำคัญของเมียนมากล่าวในทวิตเตอร์ “รัฐบาลทหารไม่ชอบธรรมและผิดกฎหมาย”

กลุ่ม Civil Disobedience Movement ในเมียนมาทวีตว่า “เราขอเชิญชวนเพื่อนอาเซียนและเพื่อน #MilkTeaAlliance (พันธมิตรชานม) มาร่วมมือกับเราในการรณรงค์เพื่อ #ASEANrejectSAC (ให้อาเซียนปฏิเสธรัฐบาลทหาร) มาร่วมสร้างเทรนด์นี้ในทุกประเทศอาเซียนและประเทศพันธมิตรชานม” ทั้งนี้ พันธมิตรชานม (Milk Tea Alliance) เป็นขบวนการในโลกออนไลน์เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ประกอบด้วย ชาวเน็ตฮ่องกง ไต้หวัน และไทย ในภายหบังรวมถึงเมียนมาด้วย

Civil Disobedience Movement ยังระบุด้วยว่า “ถ้าอาเซียนไม่สามารถจัดการกับวิกฤตในเมียนมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาเซียนอย่างที่เรารู้จักก็จะจบสิ้นลง จะไม่มีประเทศภายนอกกลุ่มที่จะให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้อีกแล้ว นี่คือช่วงเวลาแห่งการสร้างหรือทำลายล้างสำหรับอาเซียน” และพวกเขาย้ำว่า “ผู้คนกำลังจัดการชุมนุม #WeSupportNUG (รัฐบาลแห่งชาติ) ในหลายเมือง อาเซียนจงพูดคุยกับรัฐบาลที่แท้จริงของเรา รัฐบาลแห่งชาติและคณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพ”

Tun Khin นักเคลื่อนไหวผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาทวีตว่า “อาเซียนกล้านั่งร่วมโต๊ะกับฆาตกรคนนี้ได้อย่างไร? ชายคนนี้ต้องรับผิดชอบต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญาและตัวเขายังต้องรับผิดชอบอีกมากกว่า 700 คดีฆาตกรรมและจับกุมและทรมานพลเรือนนับไม่ถ้วนนับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์”

ชาวเมียนมาที่ชื่อ Htet Mg ทวีตว่า “ชาวเมียนมารู้สึกว่าถูกทรยศต่อการกระทำของอาเซียนในการเชิญสัตว์ประหลาด มิน อ่อง หล่ายไปยังงานประชุมอาเซียน อาเซียนได้กลายเป็นองค์กรที่ฉ้อฉลอย่างสิ้นเชิง”

Photo by Thet AUNG / AFP

สหราชอาณาจักรสงบนิ่งไว้อาลัย ส่งเสด็จครั้งสุดท้ายเจ้าชายฟิลิป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650651

วันที่ 17 เม.ย. 2564 เวลา 21:36 น.สหราชอาณาจักรสงบนิ่งไว้อาลัย ส่งเสด็จครั้งสุดท้ายเจ้าชายฟิลิปภาพชุดงานพระศพเจ้าชายฟิลิปดยุคแห่งเอดินบะระจัดขึ้นเป็นการภายในโดยมีพระบรมวงศานุวงศ์เข้าร่วมส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้าย

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ ที่ 2 ทรงนำพสกนิกรทั่วประเทศสงบนิ่งไว้อาลัยเป็นหนึ่งนาทีเพื่อระลึกถึงเจ้าชายฟิลิปพระสามีผู้ล่วงลับของพระองค์ ในการร่ำลาครั้งสุดท้ายของทั้งสองพระองค์ระหว่างงานพระศพที่จัดขึ้นเป็นการเฉพาะพระบรมวงศ์แต่จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ ที่ 2 พระชนมายุ 94 ปีฉลองพระองค์สีดำไว้ทุกข์และทรงสวมหน้ากากสีดำประทับอยู่ในโบสถ์น้อยเซนต์จอร์จที่ปราสาทวินด์เซอร์ ขณะที่โลงพระศพของดยุคแห่งเอดินบะระเดินทางมาถึงโดยอัญเชิญมาโดยรถแลนด์โรเวอร์ที่ทรงออกแบบด้วยพระองค์เอง โดยมีขบวนทหารกองเกียรติยศกองต่างๆ นำขบวน และมีพระบรมวงศ์ชาย เช่น เจ้าฟ้าชายชารลส์ พระโอรสและเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี่พระราชนัดดา ตามเสด็จ

พระราชพิธีนี้กินเวลาเพียง 50 นาที โดยโลงพระศพถูกหย่อนลงในห้องเก็บศพของโบสถ์น้อย และมีผู้มาร่วมไว้อาลัยเพียง 30 คน ประชาชนทั่วไปต้องละเว้นการเข้าร่วมเนื่องจากโรคระบาด แต่ฝูงชนกลุ่มเล็กๆ ยังคงรวมตัวกันในใจกลางเมืองวินด์เซอร์เพื่อส่งเสด็จเจ้าชายฟิลิปเป็นครั้งสุดท้าย 

ทั้งนี้ เจ้าชายแฮร์รี่เสด็จพระดำเนินไปกับเจ้าชายวิลเลียม พระเชษฐาหลังงานเส็จสิ้นงานพระศพของเจ้าชายฟิลิปโดยมีพระดำรัสกับพระเชษฐาและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ที่ปราสาทวินด์เซอร์

ภาหลัก Photo by JUSTIN TALLIS / various sources / AFP

Photo by ADRIAN DENNIS / POOL / AFP
Photo by HANNAH MCKAY / POOL / AFP
Photo by ADRIAN DENNIS / POOL / AFP
Photo by Kirsty Wigglesworth / POOL / AFP
Photo by Kirsty Wigglesworth / POOL / AFP
Photo by Dominic Lipinski / POOL / AFP
Photo by Jonathan Brady / POOL / AFP
Photo by CHRIS JACKSON / POOL / AFP
Photo by Alastair Grant / various sources / AFP
Photo by Tolga Akmen / AFP
Photo by LEON NEAL / various sources / AFP
Photo by JUSTIN TALLIS / POOL / AFP
Photo by Kirsty Wigglesworth / POOL / AFP

ยอดติดโควิดยังพุ่งขึ้นเกือบทุกภูมิภาคทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650643

วันที่ 17 เม.ย. 2564 เวลา 18:50 น.ยอดติดโควิดยังพุ่งขึ้นเกือบทุกภูมิภาคทั่วโลก“อนามัยโลก”เผยสถานการณ์โควิดน่าเป็นห่วง! จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นในเกือบทุกภูมิภาคทั่วโลก ชี้หนึ่งในเหตุสำคัญคือการกลายพันธุ์ของไวรัส และการฉีดวัคซีนที่ล่าช้า

นายแพทย์ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ของ องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า ขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อโควิด-19 ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตราที่น่าเป็นห่วง และบางประเทศที่ก่อนหน้านี้สามารถหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดในวงกว้างได้แล้ว แต่ก็ได้กลับมาเผชิญกับการติดเชื้อที่พุ่งขึ้นอย่างมากอีกครั้ง

“ขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 พุ่งขึ้นในเกือบทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยมีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นอย่างมากในบราซิล, อินเดีย, โปแลนด์ และตุรกี โดยเพียงสัปดาห์เดียวของช่วงต้นเดือนเม.ย.64 จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกได้เพิ่มขึ้นถึง 11% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า

ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO กล่าวว่า การติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ เป็นผลมาจากไวรัสโควิดที่กลายพันธุ์ทำให้แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว, การดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขที่ไม่ต่อเนื่อง, การผ่อนคลายมาตรการเร็วเกินไป, ความเหนื่อยหน่ายของประชาชนกับข้อจำกัดทางสังคม รวมถึงความล่าช้าในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

ภาพ เอเอฟพี