จีนสร้าง ‘เครือข่ายมือถือ 5G’ ใหญ่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650844

วันที่ 20 เม.ย. 2564 เวลา 16:26 น.จีนสร้าง ‘เครือข่ายมือถือ 5G’ ใหญ่สุดในโลกจีนก้าวไปอีกขึ้นกับการสร้างเครือข่าย 5G แม้ว่าจะถูกสกัดจากชาติตะวันตกในกรณี Huawei

ปักกิ่ง, 20 เม.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันจันทร์ (19 เม.ย.) กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน เปิดเผยว่าจีนประสบความสำเร็จขั้นต้นในการสร้างเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 5จี (5G) ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

หลิวเลี่ยหง ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงฯ แถลงข่าวว่าจีนสร้างสถานีฐาน 5G ทั้งหมด 792,000 แห่ง เมื่อนับถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีอุปกรณ์ปลายทางเชื่อมต่อกับเครือข่าย 5G ถึง 260 ล้านเครื่อง

ขณะเดียวกันกระทรวงฯ ประเมินว่าการจัดส่งโทรศัพท์มือถือ 5G ในจีนจะครองสัดส่วนร้อยละ 80 ของการจัดส่งโทรศัพท์มือถือ 5G ทั้งหมดในช่วงครึ่งหลังของปี 2021

หลิวอ้างข้อมูลจากหน่วยงานวัดความเร็วของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือระหว่างประเทศระบุว่าความเร็วของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของจีนอยู่ในอันดับ 4 จาก 139 ประเทศและภูมิภาค

จีนมีเป้าหมายสร้างสถานีฐาน 5G มากกว่า 600,000 แห่งในปี 2021 โดยกระทรวงฯ จะเปลี่ยนจุดมุ่งเน้นจาก “ความครอบคลุมและความแพร่หลาย” สู่ “การปรับปรุงความเร็วและคุณภาพ” ของเครือข่าย

นอกจากนั้นกระทรวงฯ วางแผนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย “ดับเบิล กิกะบิต” (double gigabit) ครอบคลุมพื้นที่เขตเมืองที่มีเงื่อนไขตรงตามเกณฑ์ในสามปี ตลอดจนส่งเสริมการก่อสร้างตามความต้องการและความครอบคลุมเครือข่าย 5G เชิงลึกอย่างเป็นระบบ

(แฟ้มภาพซินหัว : ทีมเจ้าหน้าที่ทดสอบสัญญาณของสถานีฐาน 5G บริเวณแคมป์เขาโชโมลังมา เขตปกครองตนเองทิเบตทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน วันที่ 21 พ.ค. 2020)

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

เอลอน มัสก์ชี้รถไร้คนขับมีคนตายเพราะไม่ได้เปิดระบบขับอัตโนมัติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650836

วันที่ 20 เม.ย. 2564 เวลา 15:28 น.เอลอน มัสก์ชี้รถไร้คนขับมีคนตายเพราะไม่ได้เปิดระบบขับอัตโนมัติขณะที่ทางการสหรัฐอาจะดำเนินการสอบสวนกรษณีที่เกิดขึ้น ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติอย่างมาก

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าเอลอน มัสก์ (Elon Musk) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของ Tesla เบี่ยงเบนความผิดจากกรณีอุบัติเหตุการชนอย่างร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับรถ Tesla Model S ที่ชานเมืองฮูสตันจนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย โดยเขาทวีตว่าข้อมูลเบื้องต้นที่บริษัทเข้าถึงได้ระบุว่ายานพาหนะไม่ได้เปิดใช้งานเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่อัตโนมัติ

มัสก์เผยว่าบันทึกข้อมูลที่กู้คืนมา “จนถึงขณะนี้” แสดงให้เห็นว่าระบบขับขี่อัตโมมัติ (Autopilot) ไม่ได้ถูกใช้ในการขับขี่ของรถที่เกิดอุบัติและเจ้าของรถไม่ได้ซื้อตัวเลือก “Full Self-Driving” (ระบบขับอัตโนมัติเต็มรูปแบบ) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ความคิดเห็นของมัสก์ดูเหมือนจะตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น โดยรถ Tesla คันดังกล่าวเดินทางไปได้ไม่ไกล จากนั้นแหกโค้งและชนเข้ากับต้นไม้ ระเบิดเป็นเปลวไฟและคร่าชีวิตชาย 2 คน

Tesla ได้กล่าวว่าระบบ ซึ่งส่วนใหญ่มีไว้สำหรับการเดินทางบนทางหลวง ไม่สามารถทดแทนคนขับได้และต้องมี “การดูแลโดยผู้ขับขี่อย่างละเอียด”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลกลางจาก NHTSA และ NTSB ได้เปิดการสอบสวนความผิดพลาด ข่าวดังกล่าว ส่งผลให้หุ้นของ Tesla ดิ่งลงมากถึง 6.5% ในวันจันทร์ก่อนที่จะปิดตัวลง 3.4% ที่ 714.63 ดอลลาร์

Tesla ไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็น แต่ทวีตของมัสก์มักใช้เป็นแถลงการณ์ของบริษัทโดยพฤตินัย หลังจากที่มสัก์ทวีตคำอธิบายหุ้นก็เพิ่มขึ้นมากถึง 1.9% หลังจากสิ้นสุดการซื้อขายปกติ

การเสียชีวิตเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับ Tesla ผู้นำตลาด EV โดยได้เปิดตัวฟีเจอร์การขับขี่ในชื่อ “Full Self-Driving” ให้กับลูกค้าจำนวนมากที่ทดสอบเทคโนโลยีเบต้าล่วงหน้าก่อนการเปิดตัวในวงกว้างเมื่อเร็วๆ นี้

มัสก์ทวีตว่ามีการปรับปรุงเทคโนโลยีในแต่ละสัปดาห์และบริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวบริการสมัครสมาชิก ทั้งนี้ Tesla จะรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ สำนักงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติ (NHTSA) กล่าวว่าได้ตั้งทีมสอบสวนการชนพิเศษ (Special Crash Investigation) ทันทีเพื่อตรวจสอบการชนที่เกิดขึ้น

“เรามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่และ Tesla เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของความผิดพลาดและจะดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมเมื่อเรามีข้อมูลเพิ่มเติม” หน่วยงานกล่าวในข้อความถึง AFP

คณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) กล่าวในทวิตเตอร์ว่าได้ส่งผู้ตรวจสอบสองคนไปที่เกิดเหตุซึ่ง “จะมุ่งเน้นไปที่การทำงานของยานพาหนะและเพลิงไหม้หลังการชนเจ้าหน้าที่สืบสวนของ NTSB จะมาถึงพื้นที่ในช่วงบ่ายวันนี้”

Photo by Britta Pedersen / POOL / AFP

Quip แปรงสีฟันสุดเป๊ะ ไอเดียจากคนไข้ที่ถูกหมอฟันบ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650170

วันที่ 20 เม.ย. 2564 เวลา 14:41 น.Quip แปรงสีฟันสุดเป๊ะ ไอเดียจากคนไข้ที่ถูกหมอฟันบ่นเรื่องที่เราคุ้นเคยแต่อาจยังทำแบบผิดๆ อย่างการแปรงฟัน เป็นจุดกำเนิดของ Quip แปรงสีฟันที่จะช่วยให้ทุกคนแปรงฟันถูกสุขลักษณะแบบเป๊ะๆ

การแปรงฟันเป็นกิจวัตรประจำวันที่เราคุ้นเคยกันอย่างดี แต่บางคนยังแปรงฟันแบบผิดๆ อยู่ ปัญหานี้ได้จุดประกายให้สองนักออกแบบเชิงอุตสาหกรรมลงมือคิดค้นแปรงสีฟันที่จะช่วยเปลี่ยนการแปรงฟันให้ดูมีสีสันมากกว่าแค่กิจวัตรที่ต้องรีบๆ ทำให้เสร็จ และที่สำคัญคือช่วยให้ผู้ใช้แปรงฟันได้ถูกสุขลักษณะตามคำแนะนำของหมอฟัน

แปรงสีฟันนี้เริ่มต้นขึ้นจากการไปหาหมอฟันของ ไซม่อน เอเนเวอร์ (Simon Enever) ผู้อยู่เบื้องหลังแปรงสีฟันไฟฟ้า Quip ที่มีคนนับล้านคนสมัครเป็นสมาชิกเพื่อสั่งซื้อสินค้าต่อเนื่อง เมื่อปี 2012 จู่ๆ หมอฟันของเขาก็เปรยขึ้นมาว่าถึงเราจะแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันกันทุกวัน แต่บางคนยังแปรงฟันผิดวิธีอยู่

เขาจึงถามหมอกลับว่า “ทำไมถึงคิดว่าคนไข้ของหมอจะทำเรื่องง่ายๆ อย่างการแปรงฟันผิดล่ะ” เหตุผลที่หมอใช้ในการฟันธงคือ เราไม่ใส่ใจการแปรงฟันมากถึงขนาดที่จะยอมเสียเวลากับมัน และแบรนด์ส่วนใหญ่ก็มุ่งแต่หากิมมิกใหม่ๆ มาขายในราคาแพงๆ มากกว่าจะแนะนำวิธีการแปรงฟันที่ถูกต้อง

ปรากฏว่าคำตอบของหมอโดนใจ เอเนเวอร์ อย่างจัง นักออกแบบอย่างเขาจึงมองเห็นช่องทางเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพช่องปากของทุกคนทันที

เมื่อตัดสินใจจะทำแปรงสีฟันแล้ว เอเนอเวอร์ ก็ชวน บิลล์ เมย์ (Bill May) เพื่อนซี้ในวงการเดียวกันรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากบรรดาหมอฟันทั่วสหรัฐกว่า 2 ปี ทั้งคู่พบความจริงที่เราๆ น่าจะรู้ดีแต่ทำเป็นละเลยว่า เฉลี่ยแล้วคนทั่วไปแปรงฟันกันแค่ 1 นาทีเท่านั้น ไม่ใช่ 2 นาทีตามที่หมอฟันแนะนำ และใช้แปรงสีฟันอันเดิมถึง 9 เดือนทั้งที่ควรเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน

จากปัญหานี้ โจทย์ของทั้งคู่คือ ทำแปรงสีฟันที่เรียบง่าย ราคาไม่สูง ดูน่าใช้ และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกเหลือไว้เฉพาะคุณสมบัติที่ต้องมีเท่านั้น

รูปร่างหน้าตาของแปรงสีฟัน Quip จึงดูเรียบง่าย ไม่มีเหลี่ยมมีซอกให้แบคทีเรียซุกซ่อนตัว Quip มีมอเตอร์ที่ใช้ระบบโซนิคในการสั่นหัวแปรงไปมาเพื่อให้ทำความสะอาดฟันได้ดีขึ้น โดยมีจุดขายอยู่ที่การตั้งโปรแกรมให้แปรงทำงานอัตโนมัติเป็นเวลา 2 นาทีตามเวลาการแปรงฟันที่หมอฟันแนะนำ โดยระหว่างนี้จะหยุดทำงานทุกๆ 30 วินาทีเพื่อให้ขยับแปรงสีฟันเปลี่ยนจุดจนครบทั้งปาก

นับตั้งแต่เปิดจำหน่ายเมื่อปลายปี 2015 สตาร์ทอัพจากเมืองบรูคลินของสหรัฐจำหน่ายแปรงไปแล้วหลายล้านชิ้น และขยายไปสู่ยาสีฟัน ไหมขัดฟัน ล่าสุดเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาก็เพิ่งเปิดตัวน้ำยาบ้วนปากที่ไร้แอลกอฮอล์และไม่ใส่สีสังเคราะห์เหมือนกับแบรนด์อื่นๆ

นอกจากจะเป็นมิตรกับปากและฟันแล้ว น้ำยาบ้วนปากของ Quip ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยขวดรีฟิลสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้ 100%

จุดขายอีกอย่างหนึ่งคือน้ำยาบ้วนปากเป็นน้ำยาแบบเข้มข้น ให้ผู้ใช้ผสมน้ำเจือจางเอง ดังนั้นขวดจึงไม่ใหญ่มากเหมือนน้ำยาบ้วนปากทั่วไป เป็นการประหยัดพื้นที่ขนส่งและพื้นที่วางในห้องน้ำไปในตัว

อย่างไรก็ดี แม้จะได้รับความสนใจถล่มทลาย แต่การหาเงินทุนของทั้งคู่ไม่ง่ายอย่างที่คิด ช่วง 6 เดือนแรกทั้งคู่ต้องค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อยจากเงินตรงนู้น 10,000 เหรียญสหรัฐ ตรงนี้ 20,000 เหรียญสหรัฐ และยังถูกเจ้าของเงินปฏิเสธมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจธุรกิจสุขภาพช่องปาก

แต่ในที่สุดกระแสความแรงของ Quip ก็เริ่มเตะตานักลงทุน เมื่อมีการทำการตลาดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย จนมีนักลงทุน angel investor และผู้ลงทุนสถาบัน สนใจร่วมลงทุนมากมาย รวมทั้งนักร้องชื่อดังอย่าง เดมี โลวาโต

หากย้อนดูตั้งแต่เริ่มต้น Quip เกิดจากเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวอย่างการแปรงฟัน นำเสนอความเรียบง่าย ราคาไม่แพง และฉีกกฎเกณฑ์แปรงสีฟันเดิมๆ และความล้ำ จนนิตยสารไทม์ยังยกให้เป็น 1 ใน 25 สิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดของปี 2016 

ภาพ : Quip

เรื่องเงินเบื้องหลังศึกชิงจ้าวยุทธจักรลีกยุโรป เมื่อ Super League ท้าชน UEFA #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650811

วันที่ 20 เม.ย. 2564 เวลา 11:46 น.เรื่องเงินเบื้องหลังศึกชิงจ้าวยุทธจักรลีกยุโรป เมื่อ Super League ท้าชน UEFAธุรกิจลูกหนังต้องสั่นสะเทือนเมื่อทีมดังในยุโรปบางทีมรวมหัวกันตั้งลีกขึ้นมาใหม่ ท้าทายลีกเดิม มันมีนัยด้านธุรกิจที่สำคัญแค่ไหน เราจะมาติดตามกัน

จับตาสโมสรฟุตบอลชั้นนำของยุโรปสิบสองแห่งประกาศจัดตั้ง Super League เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหน่วยงานฟุตบอลองค์กรแฟนบอลและนักการเมืองทั่วยุโรป นี่คือข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับลีกหน้าใหม่นี้

สโมสรใดบ้างที่เกี่ยวข้อง?

ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ซิตี้, เชลซี, อาร์เซนอลและท็อตแน่มฮ็อทสเปอร์ของพรีเมียร์ลีกได้ประกาศแผนการที่จะเข้าร่วมการแข่งขันพร้อมกับเรอัลมาดริด, แอตเลติโกมาดริด, บาร์เซโลนา จากลีกสเปน และอินเตอร์มิลาน, เอซีมิลานและยูเวนตุส จากลีกอิตาลี คาดว่าจะมีอีก 3 สโมสรเข้าร่วมกลุ่มที่แยกตัวใหม่นี้ ในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งทัวร์นาเมนต์ใหม่กลางสัปดาห์ซึ่งผู้จัดงานกล่าวว่าจะเริ่ม “ทันทีที่ทำได้”

รูปแบบที่เสนอคืออะไร?

ลีกจะมี 20 ทีมโดยมีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 15 ทีมที่จะเข้าร่วม โดย 5 สโมสรที่ผ่านการคัดเลือกเป็นประจำทุกปีอิงกัผลงานการแข่งในลีกประเทศของพวกตน ทั้งหมด 20 ทีมจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มๆ 10 ทีมโดยแต่ละทีมจะเล่นกันทั้งเหย้าและเยือนในการแข่งขันกลางสัปดาห์ ทั้งนี้ 3 สโมสรอันดับแรกจากแต่ละกลุ่มจะผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ โดย 2 อันดับสุดท้าย จะเข้ามาหลังจากเพลย์ออฟระหว่างทีมที่จบอันดับ 4 และ 5 ในกลุ่มของพวกเขา ตั้งแต่รอบก่อนรองชนะเลิศเป็นต้นไปจะมีการแข่งขันที่น่าพิศวงสองขาทั้งเหย้าและเยือน – คล้ายกับรอบน็อคเอาต์ปัจจุบันของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกโดยมีการแข่งขันนัดเดียวรอบชิงชนะเลิศที่สนามกลาง

ลีกจะเป็น ‘สมาคมอภิสิทธิ์ทีม’ หรือไม่?

ประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับข้อเสนอนี้คือ จะมีเพียง 5 สโมสรที่แข็งแกร่งพอจากทั้งหมด 20 ทีมเท่านั้นที่จะเข้าร่วมโดยพิจารณาจาก “ความสำเร็จด้าานการแข่งขัน” สมาชิกผู้ก่อตั้ง 15 ทีมจะได้รับการรับประกันการมีส่วนร่วมในลีกอย่างแน่นอน

เงินรางวัลแบ่งกันอย่างไร?

การจ่ายเงินจะเพิ่มขึ้นตามรายได้ในลีก โดยเงิน Solidarity Payments (ค่าธรรมเนียมการซื้อตัวนักเตะ) จะสูงกว่าการแข่งขันลีกในยุโรปที่มีอยู่ซึ่งคาดว่าจะ “เกิน 10,000 ล้านยูโรในช่วงระยะเวลาผูกพันเริ่มต้นของสโมสร” และสโมสรที่ก่อตั้งจะได้รับ 3,500 ล้านยูโรเพื่อช่วยสนับสนุนแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเพื่อชดเชยผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดย JPMorgan Chase ยักษ์ใหญ่ด้านวาณิชธนกิจสัญชาติอเมริกันมีรายงานว่าเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่ของซูเปอร์ลีกที่วางแผนไว้

ลีกจะได้รับเงินทุนอย่างไร?

JP Morgan ธนาคารเพื่อการลงทุนของสหรัฐยืนยันเมื่อวันจันทร์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่ากำลังจัดหาเงินทุนให้กับลีกใหม่ และในการประกาศของบรรดาสโมสรที่แยกตัวออกมากล่าวว่าสมาชิกผู้ก่อตั้งจะแบ่งเงิน 3,500 ล้านยูโร “เพื่อสนับสนุนแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของพวกเขา และเพื่อชดเชยผลกระทบจากการระบาดของโควิด”

JP Morgan โดนถล่มเละ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า แฟนบอลยุโรปแสดงความเดือดดาลกับการที่ JPMorgan สนับสนุน Super League ทำให้ JPMorgan เป็นหัวข้อที่กำลังมาแรงใน Twitter แฟนรายหนึ่งบอกว่า “JP Morgan จะต้องเสียใจกับการสร้าง #SuperLeague กับเงินฝากทั้งชีวิตของฉัน” แฟนบอลผู้เกรี้ยวกราดคนหนึ่งเขียนบนทวิตเตอร์ “บัญชีถูกปิดแล้วและเงิน 32.25 ปอนด์จะไปที่อื่น!” อีกรายบอกว่า “ถ้าธนาคารของคุณคือ JPMorgan คุณแค่ย้ายเงินไปที่อื่น เราไม่เอา #SuperLeague”

เส้นของเปรซกับยักษ์การเงิน

เจ้าของไอเดียที่อยู่เบื้องหลังข้อเสนอ Super League คือฟลอเรนติโน เปเรซประธานมหาเศรษฐีของเรอัลมาดริดที่เคยเสนอแนวคิดคล้าย Super League มาก่อนจากการเปิดเผยข้อมูลของบุคคลที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้แต่ไม่ขอเปิดเผยตัวตนกับ สำนักข่าว Bloomberg ก่อนหน้านี้เปเรซยังพึ่งพา JPMorgan เพื่อช่วยในการปรับปรุงสนามกีฬาของสโมสรมาแล้ว

จะมีปัญหาเรื่องทุนหรือไม่?

นอกเหนือจากขนาดของมันแล้วการจัดหาเงินทุนที่แท้จริงของลีกอาจไม่ซับซ้อนเกินไปเพราะมันคล้ายกับการทำ Debt Raising ที่ทำโดยลีกกีฬาของอเมริกา (เช่นการวิธีการระดมทุนหรือการกู้แบบต่างๆ) ธนาคารต่างๆ อาจจะเดิมพันว่าการปล่อยกู้ให้กับการแข่งขันใหม่ที่มีทีมฟุตบอลชั้นนำอาจจะทำกำไรได้ สมมติว่าจะตั้งเป็นลีกได้จริงๆ ซึ่งตอนนี้ยังน่ากังขาเพราะกระแสต่อต้านที่รุนแรงมาก

เปเรซลั่นต้องปฏิรูปก่อนคนเลิกดู

ฟลอเรนติโน เปเรซประธานาธิบดีเรอัลมาดริดกล่าวกับ El Chiringuito de Jugones รายการทีวีของสเปนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ 12 สโมสรชั้นนำในยุโรปประกาศเมื่อวันอาทิตย์ว่าพวกเขาจะก่อตั้งลีกชั้นยอดใหม่ โดยเขาบอกว่า “ผู้ชมกำลังลดลงและสิทธิ์ก็ลดลงและต้องทำอะไรบางอย่าง เราทุกคนเจ๊ง โทรทัศน์ต้องเปลี่ยนเพื่อให้เราปรับตัวได้” เขาบอกด้วยว่า “คนหนุ่มสาวไม่สนใจฟุตบอลอีกต่อไปแล้ว ทำไมล่ะ? เพราะมีเกมคุณภาพแย่มาก และพวกเขาไม่สนใจ พวกเขามีแพลตฟอร์มอื่นที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเอง”

ทำเพื่อกอบกู้จากขาดทุนยับ

เปเรซบอกต่อไปว่า “ถ้าเราอยู่กับ Super League ลีกต่อไปก็จะมีแต่ความสนใจที่น้อยลงเรื่อย ๆ และมันก็จบลงแล้ว” เขากล่าว “ รูปแบบใหม่ซึ่งจะเริ่มในปี 2024 นั้นไร้สาระ…ในปี 2024 เราทุกคนตายกันไปหมดแล้ว” และว่า “เราสูญเสียร่วมกันไป 5,000 ล้าน (ยูโร)” เขากล่าวถึงการสูญเสียที่ถูกกล่าวหาของสโมสรชั้นนำ “ ในสองฤดูกาลมาดริดเสียเงิน 400 ล้าน”

“เมื่อคุณไม่มีรายได้นอกเหนือจากโทรทัศน์ ต้องบอกว่าทางออกคือการสร้างการแข่งขันที่น่าดึงดูดมากขึ้นซึ่งแฟนๆ จากทั่วโลกสามารถชมสโมสรใหญ่ๆ ทั้งหมด และเราก็ได้ข้อสรุปว่าถ้าแทนที่จะมี Champions League แล้วเรามี Super League เราก็จะสามารถบรรเทาสิ่งที่เราสูญเสียไปได้”

Photo by AFP

สีจิ้นผิงลั่นอย่าให้ประเทศเดียวมาชี้นิ้วสั่งชาติอื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650794

วันที่ 20 เม.ย. 2564 เวลา 10:12 น.สีจิ้นผิงลั่นอย่าให้ประเทศเดียวมาชี้นิ้วสั่งชาติอื่น ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลทั่วโลกที่เท่าเทียมกันมากขึ้น ส่งสัญญาณไปถึงสหรัฐที่กำลังฟอร์มพันธมิตรเพื่อเล่นงานจีนและฝ่ายตรงข้าม

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนกล่าวเมื่อวันอังคารว่าระบบการปกครองทั่วโลกควรมีความเท่าเทียมและยุติธรรมมากขึ้นและกฎเกณฑ์ที่กำหนดโดยประเทศใดประเทศหนึ่งหรือบางประเทศไม่สามารถบังคับใช้กับประเทศอื่นได้

สีจิ้นผิงกล่าวในปาฐกถาพิเศษของเขาในงาน Boao Forum for Asia ประจำปีซึ่งจัดขึ้นที่เมืองปั๋วอ๋าว มณฑลไห่หนาน เทียบเท่ากับการประชุม WEF ที่ดาวอสในเวอร์ชั่นของจีน โดยเขายังชี้ว่าการสร้างอุปสรรคและการผลักดันให้มีการสลัดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเป็นอันตรายต่อผู้อื่นและไม่มีประโยชน์ต่อผู้ใด

“กิจการระหว่างประเทศควรดำเนินการโดยวิธีการเจรจาและการพูดคุยและทุกประเทศควรตัดสินชะตากรรมของโลกในอนาคต” สีกล่าวโดยไม่ได้ตั้งชื่อสหรัฐเป็นพิเศษ “ประเทศใดประเทศหนึ่งหรือสองสามประเทศไม่ควรกำหนดกฎเกณฑ์ของตนแก่ผู้อื่น และโลกไม่ควรถูกนำโดยแนวคิดแต่ฝ่ายเดียวของไม่กี่ประเทศ”

“โลกต้องการความยุติธรรมไม่ใช่อำนาจ” สีจิ้นผิงกล่าว “ประเทศใหญ่ควรมีลักษณะเหมือนประเทศใหญ่โดยแสดงให้เห็นว่ามีความรับผิดชอบมากกว่านี้” เขากล่าวโดยไม่ได้ระบุชาติใด ๆ

“สิ่งที่เราต้องการในโลกปัจจุบันคือความยุติธรรมไม่ใช่ความเป็นเจ้าโลก” สีกล่าวและเสริมว่าจีนจะไม่เข้าร่วมการแข่งขันด้านอาวุธ “การบังคับบัญชาผู้อื่นหรือการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของผู้อื่นจะไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ ทั้งสิ้น”

จีนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการปกครองทั่วโลกมานานแล้ว โดยให้ระเบียบโลกต้องสะท้อนมุมมองและค่านิยมของหลายๆ ประเทศรวมทั้งของจีนแทนที่จะอิงกับประเทศใหญ่เพียงไม่กี่ประเทศ และการเอ่ยถึงการสลัดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็สะท้อนถึงการกระทำของสนรัฐที่เปิดสงครามการค้าโดยทำให้คู่ค้ากลายเป็นศัตรู

ที่ผ่านมารัฐบาลจีนได้ปะทะกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ใหญ่ที่สุดที่กุมระเบียบโลกเอาไว้หลายครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสหรัฐในประเด็นต่างๆตั้งแต่สิทธิมนุษยชนไปจนถึงอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนที่มีต่อประเทศอื่น ๆ

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

ภูเบี้ยดินแดน (เคย) ต้องห้ามของลาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650573

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 20:14 น.ภูเบี้ยดินแดน (เคย) ต้องห้ามของลาว จากยุคพระวิภาคภูวดลถึงกองกำลังม้ง ภูเขาที่สูงที่สุดในลาวมีความน่ามหัศจรรย์หลายๆ เรื่อง แต่มันยังเป็นที่ที่อันตรายที่สุดเช่นกัน

เจมส์ แมคคาร์ที (James F. McCarthy) เป็นนักสำรวจรังวัดและนักทำแผนที่ชาวไอริช เขามีโอกาสเดินทางมายังประเทศสยามครั้งแรกในปี พ.ศ. 2423 เมื่อรัฐบาลอังกฤษได้ขออนุญาตจากรัฐบาลสนามให้กองแผนที่กรมสำรวจของอินเดีย (ขณะนั้นเป็นอาณานิคมอังกฤษ) เข้ามาในประเทศสยาม ซึ่งหัวหน้ากลุ่มนักสำรวจทำแผนที่คือกัปตัน เอช ฮิลล์ (Captain H.Hill) พร้อมด้วยเจมส์ เอฟ แมคคาร์ธีผู้ช่วย

จากประวัติของกรมแผนที่ทหารระบุว่า “การสำรวจของนายช่างเซอร์เวย์อังกฤษในครั้งนั้นข้าราชการไทยหวั่นวิตกเป็นอันมาก เนื่องจากได้สังเกตเห็นมาแล้วว่าประเทศนักล่าอาณานิคมมักขอเข้าสำรวจก่อนแล้วจึงถือโอกาสเข้ายึดครองในภายหลัง อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาโดยรอบคอบแล้ว จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยินยอมตามคำขอของรัฐบาลอังกฤษ ทั้งทรงเห็นชอบด้วยกับการที่จะเจรจาทาบทามตัวพนักงานทำแผนที่อังกฤษเข้ามารับราชการเพื่อเป็นการวางรากฐานการทำแผนที่ของไทยเองด้วย”

“ผลที่สุดปรากฎว่าเจมส์ เอฟ แมคคาร์ธี ตกลงยินยอมเข้ารับราชการสยามนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2424 “ภารกิจของเจมส์ แมคคาร์ธี ในระยะแรกได้แก่ การทำแผนที่เฉพาะกิจตามความต้องการของหน่วยราชการต่างๆ เช่น แผนที่ทางโทรเลขระหว่างระแหงถึงมะละแหม่ง แผนที่วิวาทชายแดนระหว่างอำเภอรามันปัตตานี กับเขตติดต่อแม่น้ำเประของอังกฤษ และแผนที่แม่น้ำแม่ติ่น แดนตากต่อเชียงใหม่ เพื่อประกอบกรณีพิพาทเรื่องเก็บค่าตอ เป็นต้น เจ้าหน้าที่กองสำรวจและทำแผนที่ระยะนี้ ก็ได้แก่ ข้าราชการในกรมทหารมหาดเล็กนั้นเอง”

ผลงานของการช่วยรัฐบาลสยามของเจมส์ แมคคาร์ที ทำให้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระวิภาคภูวดล” และเจมส์ แมคคาร์ทีได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งบันทึกการสำรวจทำแผนที่ประเทศสยามในครั้งนั้นคือ Surveying and exploring in Siam ซึ่งไม่ใช่แค่บันทึกสภาพภูมิศาสตร์ ความเป็นอยู่ สถานการณ์บ้านเมืองของสยามเท่านั้นแต่รวมถึงประทเศราชของสยามด้วย

ชาวสยามในกองทัพสยามที่ขึ้นไปปราบฮ่อในเมืองลาว ภาพจาก Surveying and exploring in Siam

ในตอนท้ายๆ ของหนังสือ Surveying and exploring in Siam ของพระวิภาคภูวดล คุณพระชาวบริติชท่านเล่าถึงการสำรวจภูเขาที่สูงที่สุดในอินโดจีน คือ ภูเบี้ย ในประเทศลาว ซึ่งขณะนั้นเป็นประเทศราชของสยาม

ที่ขึ้นไปก็เพื่อที่จะรังวัดทำแผนที่ประเทศสยามและแว่นแคว้นใกล้เคียง อย่างที่บางคนบอกว่าเป็นการสร้างประเทศสยามจากการทำแผนที่เพราะยุคโบราณประเทศสยามไม่มีการทำแผนที่เป็นหลักแหล่งมีแต่หลักหมุดแบบโบราณไม่กี่หลัก เมื่อชาติยุโรปเข้ามายึดเพื่อนบ้านและเฉือนดินแดนของสยามไป รัฐบาลจึงต้องรีบกำหนดเขตแดนให้ชัดเจน

การขึ้นไปภูเบี้ยเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นพอสมควร เพราะยอดล้อมด้วยเขาหินปูนแหลม มีผาสูงชันแทบไต่ขึ้นไม่ได้ ปกคลุมด้วยป่าหนาทึบ

วันที่คณะของคุณพระเริ่มการเดินทางที่เชียงขวาง อุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส มีน้ำค้างแข็งเกาะตามพื้นดิน เมื่อถึงตีนภู ก็จ้างชาวม้งนำทางขึ้นไปช่วงเช้าตรู่ พื้นดินมีน้ำแข็งเกาะ แอ่งน้ำบนเขาแข็งเป็นแผ่นประมาณ 1 ใน 4 นิ้ว พวกเด็กลูกหาบชาวกัมมุสนุกสนานกันใหญ่ พากันแกะน้ำแข็งมาแทะเล่น

เมื่อถึงยอดภูเบี้ย เป็นหินชนวนสลับกับหินปูน ต้นไม้บนยอดมีขนาดเล็กมาก พื้นปกคลุมด้วยมอสหนา ด้านทิศเหนือเป็นผาหินปูนสูง ปีนขึ้นมาไม่ได้

คืนวันที่ 20 ธ.ค. 1892 อุณหภูมิลดลงเหลือ -2 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำกลายเป็นน้ำแข็งหนาประมาณ 1 ใน 4 นิ้ว ในคืนต่อๆ มาจนถึงวันที่ 23 ธ.ค. มีลมแรง และเกิดน้ำแข็งอีก เมื่อตั้งเสารังวัดแล้วก็กลับลงมา ด้วยความยินดีปรีดา เพราะว่าหมดทรมานเสียที

หมู่บ้านชาวม้งในตอนที่ว่าด้วยภูเบี้ย ในหนังสือ Surveying and exploring in Siam

บันทึกความหนาวของพระวิภาคฯ

เนื้อหาของบันทึกมีอยู่ว่า “และเราหันมาสนใจภูเบี้ย (Pu Bia) ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในบรรดายอดเขาทั้งหมด เนินเขานี้จากจุดที่เรายืนอยู่ดูเหมือนถูกล้อมรอบด้วยยอดแหลมของหินปูนซึ่งจะทำให้การขึ้นลงยากมาก แต่โชคดีที่ในกลุ่มบางคนของเรารู้จักภูมิประเทศและสามารถนำทางเราไปสู่เส้นทางที่ง่ายกว่า” (Surveying and exploring in Siam หน้า 182)

“ด้วยคนนำทางชาวแม้ว (ชาวม้ง) เราเริ่มขึ้นและนอนที่ด้านข้างของเนินเขา เมื่อออกเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้นเราพบว่าพื้นดินเปียกเป็นน้ำแข็งและสูงขึ้นไปเราเห็นสระว่ายน้ำบนพื้นผิวมีน้ำแข็ง หนาหนึ่งในสี่ของนิ้ว น้ำแข็งสร้างความสนุกให้กับกุลีตัวน้อยๆ ซึ่งแต่ละคนหยิบมัน (น้ำแข็ง) มาเคี้ยวเล่น ยอดเขาประกอบด้วยแผ่นหินชนวนซ้อนทับหินปูนและต้นไม้ทั้งหมดมีขนาดเล็กมากเป็นพันธุ์พุ่ม (boxwood) ไม้ชนิดหนึ่ง มอสมีมากและมีการเตรียมการสำหรับการตั้งกระท่อมเล็กๆ ขึ้นในทันทีซึ่งมีมอสหนาเป็นชั้น ๆ ทำให้ค่อนข้างสบาย เช่นเดียวกับชาวเขาส่วนใหญ่ (Surveying and exploring in Siam หน้า 183)

“ชาวกัมมุซึ่งเป็นกุลีของเราสวมเสื้อผ้าให้น้อยชิ้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บางครั้งก็เป็นเพียงผ้าผืนใหญ่พอที่จะใช้งานได้และไม่มีสถานการณ์เพียงพอที่จะป้องกันความหนาวเย็นได้” (Surveying and exploring in Siam หน้า 184)

“คืนวันที่ 20 ธันวาคม 1892 (พ.ศ. 2435) ฟ้าเปิดมากและในเช้าวันรุ่งขึ้นเทอร์โมมิเตอร์อยู่ที่ 27 ฟาเรนไฮต์ น้ำแข็งก่อตัวขึ้นความหนากว่าหนึ่งในสี่ของนิ้ว และพ่อครัวที่เก็บมันรู้สึกประหลาดใจมากที่พบว่าเมื่อละลายแล้วมันก็กลายเป็นสีของกาแฟที่เขาตั้งใจจะทำมันขึ้นมา มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำเนื่องจากสามารถจัดหาได้จากคูน้ำเท่านั้น แต่ความไม่สะดวกนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ตลอดทั้งคืนของวันที่ 21 มีลมแรงมาก แต่เทอร์โมมิเตอร์ไม่ได้ตกลงไปที่จุดเยือกแข็งและในตอนเช้ามันอยู่ที่ 37 องศา คืนวันที่ 22 เรามีน้ำแข็งอีกครั้ง ในวันที่ 23 หลังจากสร้างเสาสัญญาณแล้วเราก็ออกจากเนินเขาซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นจุดที่น่าพอใจที่สุดสำหรับการตั้งจุดสังเกต บางส่วนของแม่น้ำโขงสามารถมองเห็นได้ ความสูงของภูเบี้ยคือ 9,355 ฟุตและจะต้องเป็นที่หนึ่งในบรรดาภูเขาทางใต้ของเส้นขนานที่ 23 องศา ภูเขาที่สูงที่สุดในคาบสมุทรมาเลย์ที่ต้นแม่น้ำปาหังมีความสูงต่ำกว่า 9,000 ฟุตแม้ว่าจะมีบางคนที่กำหนดให้มีความสูง 12,000 ก็ตาม” (Surveying and exploring in Siam หน้า 184)

พระวิภาคภูวดลบันทึกเรื่องน้ำแข็งบนภูเบี้ยไว้เท่านี้ แล้วตั้งข้อสังเกตว่า ภูเบี้ยเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในแหลมมลายูและอินโดจีน (2,820 เมตร) ซึ่งในภายหลังเราทราบว่าที่เวียดนามยังมียอดเขาที่สูงกว่า คือ ฟานซีปังซึ่งมีหิมะแน่นอนตอนหน้าหนาว

แต่ผู้เขียนคิดว่าภูเบี้ยเป็นความน่าอัศจรรย์ทางธรรมชาติมากกว่า ภูเขาฟานซีปัง (รวมถึงพงสาลีของลาว) อยู่ในเขตภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้น ซึ่งเป็นอากาศแบบจีนตอนใต้ ไม่แปลกที่จะมีหิมะ แต่ภูเบี้ยอยู่ในภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าสะวันนา ซึ่งร้อนเป็นหลัก หากจะมีหิมะหรือน้ำแข็งบนยอด ก็นับว่าเป็นของขวัญอันพิเศษสุด สำหรับคนขี้ร้อนที่แสวงหาความหนาวแถวๆ นี้

ส่วนยอดเขาในเมียนมาเป็นเขตหิมาลัยแล้ว ดูไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่ แถมยังเที่ยวจากฝั่งจีนง่ายกว่าด้วย

ชาวไทลื้อเมืองน้ำอู ตอนเหนือของลาว จากหนังสือ Surveying and exploring in Siam

ดินแดนสนธยาที่เปิดแล้วแต่เข้าไม่ได้

นอกจากบันทึกของพระวิภาคภูวดล ยังมีบันทึกอื่นๆ เล่าว่าเมื่อศตวรรษที่แล้ว ภูเบี้ยมีหิมะปกคลุมในบางครั้ง (บางแห่งก็ว่าคลุมตลอด) แต่ในศตวรรษนี้ไม่มีแล้ว คงเพราะปัญหาโลกร้อนเป็นเหตุ บางแหล่งข้อมูลอ้างว่า ทุกวันนี้อุณหภูมิเฉลี่ยบนยอดภูเบี้ยประมาณ -5 องศา แต่เรื่องนี้ผู้เขียนยังสงสัย เพราะเดือน ธ.ค.เมื่อ 100 กว่าปีก่อนอุณหภูมิแค่ -2

แต่ที่น่ากังวลพอๆ กับปัญหาโลกร้อนคือปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่

ภูเบี้ยเป็นเขตหวงห้ามหลายสิบปีแล้ว เพราะความขัดแย้งช่วงสงครามเย็น ด้วยความที่เป็นพื้นที่ห่างไกลปกคลุมไปด้วยป่าจึงถูกใช้โดยทหารกองกำลังม้ง มีข้อมูลว่าในปี 1970 มี ชาวม้ง 60,000 คนที่สนับสนุนการปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการปะเทดลาวและกองทัพประชาชนเวียดนาม (ฝ่ายนิยมคอมมิวนิสต์ของทั้งสองประเทศ) คือปฏิบัติการ Raven Forward Air Controllers ของสหรัฐในช่วงสงครามเวียดนามมาหลบภัยที่เทือกเขาภูเบี้ย

หลังสงครามเวียดนาม ม้งในลาวอพยพออกมาและนับแสนคนลี้ภัยในไทยและในสหรัฐ แต่ยังมีกองกำลังเหล่านี้เหลืออยู่เรียกว่า “ม้งเจ้าฟ้า” กบดานในพื้นที่ภูเบี้ยและยังก่อเหตุโจมตีทางการลาวเป็นครั้งคราว ขณะที่ทางการลาวก็พยายามกำราบกลุ่มนี้ ช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์ลาวยึดครองประเทศได้ใหม่ๆ รัฐบาลสหรัฐอ้างว่าอาจมีการใช้สารเคมีจนชาวม้งแถบภูเบี้ยตายไปถึง 5,000 คนซึ่งเรื่องนี้ไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัด และใน Haig Report ระบุว่ากองทัพปลดแอกประชาชนลาวและกองกำลังกองทัพเวียดนาม กองพลที่ 51 อ้างว่ามีชาวม้ง 200 คนเสียชีวิตจากการโจมตีด้วยสารเคมีในบริเวณภูเบี้ยระหว่างปี 1975 – 1981

จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ยังมีสื่อต่างประเทศเล็ดรอดเข้าไปถึงแหล่งกบดานแล้วรายงานวิถีชีวิตของกองกำลังม้งเหล่านี้ซึ่งปัจจุบันเหลือหลักร้อยถึงหลักสิบคน

รายงานของ UNPO ระบุว่านับตั้งแต่ปี 2016 ทางการลาวเริ่มโจมตีหนัก มีการใช้อาวุธสงครามหนักๆ เช่น รถถังและปืนใหญ่เข้าโจมตีพวกม้งเจ้าฟ้าแถบภูเบี้ย หลายคนทนไม่ไหวจึงยอมวางอาวุธแต่หลายคนก็หนีไปพึ่งประเทศเพื่อนบ้านแต่ก็ต้องถูกประเทศเพื่อนบ้านส่งกลับมาให้ลาวอีก 

นอกจากนี้ยังมีกับระเบิดอีกเพียบซึ่งยากที่จะเก็บกู้ แล้วยังได้ข่าวว่าทางการลาวพยายามศึกษาเรื่องภูเบี้ย เพราะข้อมูลกระท่อนกระแท่นเหลือเกิน

ดังนั้นเมื่อไม่กี่ปีก่อนโอกาสที่จะสำรวจภูเบี้ย น่าจะเท่ากับศูนย์เพราะปัญหาความมั่นคง อย่าว่าแต่ภูเบี้ยเลยแม้แต่เหมืองทองโดยรอบภูเบี้ยก็ยังยากจะเข้าไป และโครงการจะเปลี่ยนภูเบี้ยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวจะเปิดรับคนนอกเข้าไปจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะอาณาบริเวณนั้นเปราะบางพอสมควร

ภูเบี้ยจึงเคยเป็นอีกหนึ่งดินแดนสนธยาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในแง่ภูมิศาสตร์และในแง่รัฐศาสตร์

ตลาดเมืองหลวงพระบางปี 1885 ภาพจากหนังสือ Surveying and exploring in Siam

จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ทางการลาวได้จัดการเปิดภูเบี้ยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเรียบร้อยแล้ว Vientiane Times รายงานเมื่อเดือนมกราคม 2021 ว่า พล.ต.คำเลียง อุทะไกสอน ที่ผู้ว่าราชการแขวงไซสมบูนซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของภูเบี้ย ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมพรรคที่ 11 ระบุว่าเจ้าหน้าที่ในแขวงไซสมบูน ได้ทำงานอย่างหนักในการติดตามและปราบปรามเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในพื้นที่ รายงานระบุว่าขณะนี้สถานการณ์สงบโดยไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ

พล.ต.คำเลียงยังรายงานว่าได้มีการนำธงชาติลาวไปปักไว้บนยอดเขาภูเบี้ย (หรือจอมภูเบี้ย) เพื่อแสดงถึงความสามัคคี และทางการแขวงไซสมบูนยังได้อนุมัติให้พัฒนาภูเขาภูเบี้ยเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ

เบื้องต้นได้มีการตัดถนนขึ้นไปเพื่อเปิดทางไปถึงจอมภูเบี้ยและมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของลาวบางส่วนได้ขึ้นไปชมภูเบี้ย “ยุคสันติภาพ” แล้วเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2020 ส่วนหนึ่งเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองการสถาปนา สปป. ลาว ครบรอบ 45 ปี

แต่ยังอีกนานกว่าคนภายนอกประเทศลาวจะได้มีโอกาสเข้าไปเยือน เพราะต่อให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของลาวยกขบวนกันขึ้นไปปักธงแล้ว แต่พื้นที่โดยรอบก็ยังมีกองกำลังม้งอยู่ ในเดือนเมษายน 2021 นี่เอง Radio Free Asia ยังรายงานว่า กองกำลังของรัฐบาลลาวได้เปิดการโจมตีใหม่ต่อกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่อาศัยอยู่ในป่าใกล้ภูเขาภูเบี้ย ซึ่ง Radio Free Asia อ้างแหล่งข่าวชาวม้งและกลุ่มสิทธิว่าเป็นความพยายามของทางการที่จะนำคนพวกนี้เขาออกจากพื้นที่เป้าหมายสำหรับการพัฒนาและแผนการลงทุนจากต่างประเทศ (โดยจะมีการให้สัมปะทาน 99 ปี)

การปะทะครั้งนี้เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2021 หรือไม่ถึง 3 เดือนหลังจากทางแขวงไซสมบูนระบุว่า “ขณะนี้สถานการณ์สงบ” แต่กลางเดือนมีนาคมทางการแขวงสั่งห้ามพลเรือนเข้าไปในพื้นที่ป่าโดยรอบภูเบี้ย

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม สมาชิกของกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ทราบฝ่ายถูกสังหารจากการปะทะกับกองกำลังของรัฐบาลลาว ทางการลาวระบุว่าเป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซึ่งน่าจะหมายถึงกองกำลังม้งในพื้นที่ ย้อนไป 20 มิถุนายน 2020 ทหารรัฐบาลถูกยิงเสียชีวิตขณะลาดตระเวนตรวจสอบการปลูกฝิ่น ในเดือนมกราคม 2016 รถที่บรรทุกคนงานเหมืองชาวจีนถูกซุ่มโจมตีในจังหวัดทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คนและบาดเจ็บ 1 คนและในเดือนพฤศจิกายน 2015 มีการปะทะระหว่างกลุ่มติดอาวุธและกองกำลังทหารในพื้นที่ทำให้ทหาร 3 นายและพลเรือนเสียชีวิต 4 คน

การปะทะกันล่าสุดคาดว่าคงเป็นสาเหตุให้เมื่อ 14 มีนาคม ทางการในแขวงไซสมบูนได้ออกคำสั่งโดยมีการส่งจดหมายไปยังหมู่บ้าน 26 แห่งในพื้นที่โดย จำกัดการเข้าถึงป่าในพื้นที่ภูเบี้ยกับพลเรือนทุกคน หนังสือดังกล่าวระบุว่าอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ทหารจากแขวงไซสมบูนและทหารของเขตท่าโทมเท่านั้น โดยจะปิดถนนทุกสายตั้งแต่วันที่ 14 – 30 มีนาคม (ต่อมาขยายเวลาออกไป)

แผนที่มณฑลปักษ์ใต้และแหลมมลายู พร้อมด้วยแผนผังกรุงเทพฯ และเมืองหลวงพระบาง ในหนังสือ Surveying and exploring in Siam

แผนที่ของพระวิภาคฯ

อนึ่ง ผู้เขียนยังมีของฝากนักอ่าน จากหนังสือ Surveying and exploring in Siam ของพระวิภาคภูวดลเป็นแผนที่ประเทศสยาม ในแบบมณฑลเทศาภิบาล อันเป็นระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นกึ่งรวมศูนย์ เกิดขึ้นมาเพื่อสร้างความรัฐชาติ (Nation state) เพื่อยุติความหละหลวมของระบอบจตุสดมภ์ และป้องกันรัฐชาติที่แข็งแกร่งจากตะวันตกมากลืนกินแผ่นดิน โดยอ้างว่านี่เป็นแผ่นดินที่ขึ้นกับกรุงเทพฯ แบบหลวมๆ ไม่ใช่ของรัฐบาลกรุงเทพฯ แบบ 100%

นี่เองเป็นเหตุให้เกิดการปกครองแบบใหม่ และการเร่งทำแผนที่แบบตะวันตก โดยคุณพระฝรั่ง

ปกติแล้วเราคงไม่ค่อยได้เห็นแผนที่มณฑลเทศาภิบาลกันเท่าไร เพราะหาดูได้ยาก แต่ในโลกดิจิทัลอะไรก็เป็นไปได้ แม้ว่าในไทยจะไม่มีให้ดูกันง่ายๆ แต่ที่อื่นๆ เช่น Cornell University Library ใช่ว่าจะไม่มี ในเมื่อเจอแล้ว ผู้เขียนเลยนำภาพมาให้ดู

การเรียกชื่อมณฑลนี้อาจจะไม่คุ้นกันนัก เพราะเป็นการจัดการปกครองยุคแรก และเรียกตามสภาพภูมิศาสตร์แบบไทยๆ เช่น มณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ หมายถึงล้านนา มณฑลพิษณุโลกยังกินพื้นที่ถึงแขวงไชยบุรี/ไซยะบูลีของลาวทุกวันนี้ เมืองไชยบุรีนี้พระวิภาคภูวดลไปเจอ “ภูเขาไฟ” เข้า แต่ทุกวันนี้เราทราบว่ามันคือแหล่งถ่านหินนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีมณฑลเขมร คือเมืองพระตะบอง เสียมราฐ (แน่นอนว่านครวัด นครธมอยู่ในนั้นด้วย) ยังมีมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือกินพื้นที่จากฝั่งตรงข้ามเมืองสตึงแตรง จนถึงเมืองมุกดาหาร ส่วนมณฑลอุดรตอนนั้นเรียกมณฑลเหนือ มณฑลตะวันตก หมายถึงระนองจนถึงเมืองไทรบุรี ตรงข้ามมณฑลตะวันตกคือมณฑลนครศรีธรรมราช ล่างไปคือมณฑลมลายู

ปัจจุบันเราไม่ได้ปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลอีกต่อไป และหลายส่วนของดินแดนกลายเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังรักกันปานจะกลืนกินแต่บางครั้งก็เคืองกันจนมองหน้าไม่ติด

โดย กรกิจ ดิษฐาน

ภาพประกอบหลักโดย Boroli ทำการปรับแต่งตามลิขสิทธิ์  Attribution-Share Alike 4.0 International

NASA สร้างประวัติศาสตร์ส่งเฮลิคอปเตอร์บินบนดาวอังคารได้สำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650776

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 19:05 น.NASA สร้างประวัติศาสตร์ส่งเฮลิคอปเตอร์บินบนดาวอังคารได้สำเร็จเฮลิคอปเตอร์บนดาวอังคารของ NASA สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการบินที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกบนดาวเคราะห์สีแดง

Ingenuity เฮลิคอปเตอร์หุ่นยนต์ขนาดเล็กของ NASA ทำการบินขึ้นและลงจอดบนดาวอังคารได้สำเร็จในช่วงต้นวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ นับเป็นการการขับเคลื่อนและควบคุมการบินครั้งแรกเหนือพื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงอื่นที่ไม่ใช่โลก

ผู้จัดการภารกิจที่ห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory (JPL) ของ NASA ใกล้กับลอสแองเจลิสส่งเสียงปรบมือและส่งเสียงเชียร์เมื่อข้อมูลทางวิศวกรรมที่ส่งกลับมาจากดาวอังคารยืนยันว่าเฮลิคอปเตอร์ใบพัดคู่ขนาด 4 ปอนด์ (1.8 กิโลกรัม) ทำการบินครั้งแรก 40 วินาทีตามแผนที่วางไว้ ก่อนหน้านี้ประมาณสามชั่วโมง

Photo by Handout / NASA/JPL-CALTECH / AFP

โรเตอร์คราฟต์ของหุ่นยนต์ได้รับการตั้งโปรแกรมให้ขึ้นไปตรงๆ 3 เมตร จากนั้นเลื่อนและหมุนในตำแหน่งเหนือพื้นผิวดาวอังคารเป็นเวลาครึ่งนาทีก่อนที่จะจอดลงบนขาทั้งสี่ข้าง เจ้าหน้าที่ของ JPL กล่าวว่าข้อมูลที่ส่งกลับมาจากดาวอังคารแสดงให้เห็นว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง

ในระหว่างการรายงานข่าวของ NASA เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถ่ายทอดสดจากสำนักงานใหญ่ JPL NASA ได้แสดงภาพแรกจากเที่ยวบินด้วย โดยภาพขาวดำที่ถ่ายโดยกล้องออนบอร์ดแบบชี้ลงขณะที่เฮลิคอปเตอร์บินอยู่นั้นแสดงให้เห็นเงาของ Ingenuity ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบบนดาวอังคารบนพื้นด้านล่าง

Photo by Handout / NASA/JPL-CALTECH / AFP

ตัวอย่างวิดีโอสีที่ถ่ายโดยกล้องแยกที่ติดตั้งบนยานสำรวจดาวอังคารของ NASA ซึ่งจอดอยู่ห่างออกไปประมาณ 200 ฟุตแสดงให้เห็นว่าเฮลิคอปเตอร์กำลังบินเทียบกับภูมิทัศน์สีส้มโดยรอบ

“ตอนนี้เราสามารถพูดได้แล้วว่ามนุษย์ได้บินเครื่องบินไปบนดาวดวงอื่น” MiMi Aung ผู้จัดการโครงการ Ingenuity ของ JPL กล่าว

สำหรับ NASA การบินยานอวกาศพลังงานแสงอาทิตย์บนดาวเคราะห์สีแดงถือเหตุการณ์ที่เทียบเท่ากับการบินของพี่น้องตระกูลไรท์ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 พวกเขากล่าวว่าความสำเร็จสามารถปูทางไปสู่รูปแบบใหม่ของการสำรวจบนดาวอังคารและจุดหมายปลายทางอื่นๆ ในระบบสุริยะ เช่น ดาวศุกร์และดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์

จีนกระตุ้นญี่ปุ่น ‘มีสำนึกรับผิดชอบ’ กรณีทิ้งน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีลงทะเล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650761

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 16:25 น.จีนกระตุ้นญี่ปุ่น ‘มีสำนึกรับผิดชอบ’ กรณีทิ้งน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีลงทะเลเมื่อ 13 เม.ย.โยชิฮิเดะ สุงะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยว่ารัฐบาลของเขาได้ตัดสินใจจะปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีในจังหวัดฟุกุชิมะลงสู่ทะเล ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากทั้งในและนอกประเทศ

ปักกิ่ง, 19 เม.ย. (ซินหัว) — กระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมของจีนเปิดเผยว่าจีนแสดงความกังวลยิ่งยวดต่อการตัดสินใจทิ้งน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีลงสู่ทะเลของรัฐบาลญี่ปุ่น พร้อมเรียกร้องรัฐบาลญี่ปุ่นมีสำนึกรับผิดชอบต่อประชาชนและประชาคมระหว่างประเทศ

กระทรวงฯ ระบุว่าแม้เกิดเสียงคัดค้านจากประชาชนชาวญี่ปุ่นและข้อสงสัยจากประชาคมระหว่างประเทศ รัฐบาลญี่ปุ่นกลับตัดสินใจเรื่องดังกล่าวเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านการปรึกษาหารือกับประเทศเพื่อนบ้านและประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงปราศจากการใช้วิธีกำจัดอย่างปลอดภัย

“ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เรามีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจครั้งนี้” โฆษกของกระทรวงฯ กล่าว พร้อมแสดงความคาดหวังว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะทำการศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติมและพิจารณาวิธีกำจัดน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีอย่างปลอดภัย เผยแพร่ข้อมูลอย่างครอบคลุมทันท่วงที และทำการตัดสินใจหลังจากการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแล้ว

กระทรวงฯ ระบุด้วยว่ามีความแตกต่างขั้นพื้นฐานระหว่างน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะหลังเกิดอุบัติเหตุ และของเหลวที่ถูกปล่อยออกมาจากการปฏิบัติงานปกติของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ในแง่ของแหล่งที่มา ประเภทนิวไคลด์กัมมันตรังสี และความยากของกระบวนการปล่อย

ทั้งนี้ กระทรวงฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระบบนิเวศทางทะเลอย่างรอบคอบ เสริมสร้างการเฝ้าระวังกัมมันตภาพรังสีในทะเล และรับรองความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมทางทะเลของจีน

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวและภาพโดยสำนักข่าวซินหัว

การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอียิปต์ Khufu ship เรือโบราณอายุ 4,500 ปีที่ยังลอยน้ำได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650632

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 14:00 น.การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอียิปต์ Khufu ship เรือโบราณอายุ 4,500 ปีที่ยังลอยน้ำได้หนึ่งในการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการโบราณคดีอียิปต์คือเรือไม้โบราณที่ยังคงทนผ่านกาลเวลามาได้หลายพันปี

มันถูกค้นพบเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2497 (1954) โดยนักโบราณคดีคามัล เอล-มัลลัค (Kamal el-Mallakh)นักโบราณคดีที่มีชื่อเสียงของอียิปต์ เมื่อเขาขุดใต้กำแพงหินทางด้านใต้ของมหาพีระมิดแห่งกีซ่า จากนั้นเขาก็ขุดพบบล็อกหินแถวหนึ่งที่ปิดหลุมอยู่บนพื้นดินซึ่งมีแผ่นไม้ซีดาร์ที่กองไว้อย่างเป็นระเบียบวึ่งมันคือชิ้นส่วนของเรือโบราณที่ถูกถอดเป็นชิ้นๆ นั่นเอง

พร้อมด้วยส่วนประกอบของเรือยังมีเชือกและชิ้นส่วนอื่นๆ ที่จำเป็นในการต่อเรือขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ตามไม่มีใครรู้ว่าชาวอียิปต์โบราณสร้างเรือของตนได้อย่างไร ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงต้องลองผิดลองถูก (บวกกับความรู้จากการศึกษาเรือโบราณตามบันทึกที่สลักไว้ในโบราณสถานต่างๆ) เพื่อประกอบตัวเรือขึ้นมาใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น

พวกเขาใช้เวลากว่าทศวรรษต่อมาผู้เชี่ยวชาญค่อยๆ ประกอบชิ้นส่วน 1,224 ชิ้นจนสามารถต่อเรือโบราณยาว 44 เมตรได้สำเร็จ

Photo by Ovedc (This file is licensed under the Creative Commons Attribution-Share Alike 4.0 International)

เรือลำนี้ถูกสร้างขึ้นสำหรับฟาโรห์คูฟู (Khufu) หรือที่ชาวกรีกเรียกว่า เคออปส์ (Cheops) ซึ่งเป็นฟาโรห์องค์ที่ 2 ของราชวงศ์ที่ 4 ของอาณาจักรอียิปต์เก่าทรงมีช่วงชีวิตระหว่าง 2,589–2,566 ปีก่อนคริสตกาล (ประมาร 4,500 ปีก่อน) และเป็นผู้สั่งให้สร้างมหาพีระมิดแห่งกีซาอันเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ แต่ราวของพระองค์รวมถึงสิ่งที่รำลึกอื่นๆ เกี่ยวกับคูฟูหลงเหลืออยู่น้อยมาก เช่น ภาพเหมือนของพระองค์ที่สมบูรณ์ที่สุดเหลืออยู่คือคือรูปแกะสลักงาช้างสูง 3 นิ้วที่พบในซากวิหารในยุคต่อมาที่เมืองอาบีดอสในปี 1903

รุปแกะสลักแค่ 3 นิ้วอาจจะดูเล็กน้อยมาก แต่ในที่สุดนักโบราณคดีก็พบสิ่งที่รำลึกพระองค์ที่ใหญ่กว่านั้นมันคือเรือที่ทำจากไม้ที่หลงเหลือมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

Photo by Ovedc (This file is licensed under the Creative Commons Attribution-Share Alike 4.0 International)

ประวัติการสร้างและวัตถุประสงค์ของเรือไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มันเป็นเรือประเภทที่เรียกว่า “เรือสุริยะ” (Solar barque) ซึ่งเป็นเรือที่ใช้ประกอบพิธีกรรมเพื่อนำดวงพระวิญญาณกษัตริย์ที่ฟื้นคืนพระชนม์ในภายหลังตามความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณเดินทางไปพร้อมกับ “รา” หรือ “เร” เทพเจ้าดวงอาทิตย์เพื่อข้ามฟากฟ้า และด้วยเหตุที่ฟาโรห์เป็นตัวแทนของเทพแห่งดวงอาทิตย์บนโลกมนุษย์ เมื่อสวรรคตแล้วดวงวิญญาณของพระองค์จะใช้เรือที่คล้ายกันเพื่อเดินทางผ่านยมโลกในการเดินทางไปสู่ดินแดนแห่งชีวิตหลังความตาย

อย่างไรก็ตาม เรือของคูฟูมีร่องรอยของการใช้ลอยในน้ำและมีความเป็นไปได้ว่าเรือลำนี้เป็น “เรือพระราชพิธี” ที่ใช้อัญเชิญพระศพของกษัตริย์จากเมืองเมมฟิสซึ่งเป็นเมืองหลวงไปยังกิซาวึ่งเป็นที่ตั้งของมหาพีระมิดที่เชื่อว่าเป็นสุสานของพระองค์ หรือคูฟูอาจใช้เรือนี้เป็นเรือแสวงบุญเพื่อเยี่ยมชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และจากนั้นมันก็ถูกฝังไว้ให้พระองค์ใช้ในชีวิตหลังความตาย

Photo by Ovedc (This file is licensed under the Creative Commons Attribution-Share Alike 4.0 International)

เรือของคูฟูเป็นหนึ่งในเรือที่เก่าแก่ที่สุดใหญ่ที่สุดและได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีที่สุดจากสมัยโบราณ มีขนาดยาว 43.6 ม. และกว้าง 5.9 ม. กล่าวกันว่าเป็นเรือที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและยกย่องกันว่า “งานไม้ชิ้นเอก” แม้จะเก่าแก่เกือบ 5,000 ปี แต่มันก็ยังสามารถแล่นได้ในปัจจุบันหากยกลงไปลอยลงในทะเลสาบหรือแม่น้ำ

ปัจจุบันเรือของคูฟูเก็บรักษาไว้ที่ Giza Solar boat museum ซึ่งพิพิธภัณฑ์อยู่ห่างจากจุดที่พบทางด้านใต้ของพีระมิดเพียงไม่กี่เมตร

ภาพโดย 1. Ovedc 2. Ovedc 3. Ovedc 4. Ovedc

คิดแก้วิกฤต อาเซียนต้องเชิญรัฐบาลแห่งชาติเมียนมาร่วมประชุม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650726

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 11:50 น.คิดแก้วิกฤต อาเซียนต้องเชิญรัฐบาลแห่งชาติเมียนมาร่วมประชุมผู้แทนรัฐบาลแห่งชาติชี้ถ้าอยากแก้ปัญหาของเมียนมา อาเซียนต้องคิดให้รอบคอบ และต้องเชิญรัฐบาลแห่งชาติเข้าร่วมด้วย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมารัฐบาลแห่งชาติ (หรือรัฐบาลเงา) ของเมียนมาเรียกร้องให้ผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เชิญไปนั่งร่วมโต๊ะระหว่างการเจรจาวิกฤตในสัปดาห์หน้าและอาเซียนต้องแสดงจุดยืนไม่ยอมรับระบอบทหารที่ยึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อเดือนก. พ.

มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาคาดว่าจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนรอบพิเศษเกี่ยวกับวิกฤตในเมียนมาในวันเสาร์ที่ 24 เมษายน ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นการเดินทางไปต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่การทำรัฐประหารขับไล่อองซานซูจีผู้นำพลเรือน

การเชิญ มิน อ่อง หล่าย เข้าร่วมการประชุมอาเซียนถูกโจมตีจากจากนักเคลื่อนไหวในเมทียนมาและในต่างประเทศที่เรียกร้องให้ผู้นำประเทศต่างๆ ไม่ยอมรับรัฐบาลทหารอย่างเป็นทางการ

โม ซอ อู (Moe Zaw Oo) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ “รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ” อาเซียนไม่ได้ติดต่อกับพวกเขา (รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา หรือ NUG คือรัฐบาลคู่ขนานซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันศุกร์โดยฝ่ายนิติบัญญัติเมียนมาที่ถูกชิงอำนาจโดยทหารและส่วนใหญ่มาจากพรรคของซูจีรวมถึงนักการเมืองที่เป็นชนกลุ่มน้อย )

“หากอาเซียนต้องการช่วยแก้ไขสถานการณ์เมียนมา พวกเขาจะไม่ประสบความสำเร็จใดๆ หากไม่ปรึกษาและเจรจากับ NUG ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและมีความชอบธรรมอย่างเต็มที่” โม ซอ อู กล่าวกับบริการภาษาพม่าของสำนักข่าวVoice of America

“เป็นเรื่องสำคัญที่สภาทหารนี้จะไม่ได้รับการยอมรับ เรื่องนี้ต้องได้รับการจัดการอย่างรอบคอบ” โม ซอ อู กล่าวย้ำ

ในขณะเดียวกันรัฐบาลทหารยังคงกำหนดเป้าหมายไปที่สื่อในวันอาทิตย์โดยจับกุมนักข่าวอิสระชาวญี่ปุ่น ยูกิ คิตะซุมิ (Yuki Kitazumi) โดยผู้ช่วยของเขาเผยว่า นักข่าวญี่ปุ่นรายนี้ถูกจับที่บ้านในย่างกุ้งเมื่อเย็นวันอาทิตย์

ในเดือนกุมภาพันธ์คิตะซุมิ ถูกทำร้ายร่างกายและถูกควบคุมตัวในช่วงสั้นๆ ระหว่างการปราบปรามผู้ประท้วง แต่ได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา

ขณะนี้จำนวนผู้สื่อข่าวที่ถูกจับกุมมีทั้งหมดมากกว่า 65 คนและอย่างน้อย 34 คนยังคงถูกควบคุมตัวตามรายงานของกลุ่ม Reporting ASEAN

เจ้าหน้าที่ประกาศเมื่อคืนวันอาทิตย์ทางโทรทัศน์ของรัฐว่ามีคนดังอีก 20 คนและแพทย์อีก 20 คนจะถูกเพิ่มในรายชื่อหมายจับของบุคคลที่มีชื่อเสียงรวม 420 คน

ก่อนหน้านี้เกิดความไม่สงบทั่วประเทศในวันอาทิตย์โดยผู้ประท้วงชุมนุมกันในเมืองมัณฑะเลย์ เมืองมิตทิลา เขตมะกเว และมยิงยันเพื่อแสดงการสนับสนุนรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ผู้ประท้วงรุ่นเยาว์ยังจัดแสดงการชุมนุมด้วยมอเตอร์ไซค์ขณะถือธงในเมืองพะกันต์และเมืองสะกาย

ที่ปะลอทางตอนใต้ของประเทศผู้ประท้วงติดป้ายประกาศว่า “เผด็จการทหารไม่ควรได้รับอนุญาตให้ปกครอง ระบอบเผด็จการจะถูกถอนออกไป ขอสนับสนุนรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ”

คืนที่ผ่านมามีการปะทะกันอย่างดุเดือดในเมืองโมกกซึ่งเป็นแหล่งผลิตอัญมณีตอนกลางเมื่อกองกำลังความมั่นคงปราบปรามผู้ประท้วง ตามวิดีโอที่ตรวจสอบโดย AFP ซึ่งถ่ายโดยผู้อยู่อาศัยในเมือง พบว่าทหารหมอบคลานอยู่บนถนนขณะที่ผู้บังคับบัญชาของพวกเขาตะโกนว่าเขาต้องการฆ่าให้ตาย ต่อมาสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (AAPP) ตรวจสอบพบว่ามีผู้เสียชีวิต 2 รายที่เมืองโมกก

ชาวเมียนมาส่วนใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้เคอร์ฟิวที่กำหนดไว้ไม่นานหลังการรัฐประหารโดยเริ่มตั้งแต่ 20.00 น. ถึง 04.00 น. ทุกคืน และเมื่อช่วงสายของวันเสาร์ชายหนุ่มคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตในเมืองจอกเมทางตอนเหนือของรัฐฉานขณะขี่มอเตอร์ไซค์ในช่วงเคอร์ฟิว

“เขาถูกเจ้าหน้าที่ยิงตอนที่เขาและเพื่อนคนอื่นๆ ขับรถมอเตอร์ไซด์ประมาณ 21.00 น. เขาถูกยิงที่ศีรษะ” เจ้าหน้าที่กู้ภัยกล่าวกับ AFP และเสริมว่างานศพของเขาจะมีขึ้นในวันอาทิตย์

Photo by Handout / ANONYMOUS / AFP