เมื่อดอลลาร์ระแวงหยวนดิจิทัล เปิดศึกชิงความเป็นเจ้าสกุลเงิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650949

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 22:31 น.

เมื่อดอลลาร์ระแวงหยวนดิจิทัล เปิดศึกชิงความเป็นเจ้าสกุลเงินหลายคนพูดกันมานานหลายปีว่าอีกไม่ช้าเงินหยวนจะโค่นเงินเหรียญสหรัฐหรือเงินดอลลาร์ขึ้นมาเป็นสกุลเงินหลักของโลก

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าตั้งแต่ปี 2014 ธนาคารกลางของจีนได้ดำเนินโครงการที่เรียกว่า DCEP (Digital Currency Electronic Payment) มักเรียกกันว่า “หยวนดิจิทัล” (ภาษาจีนเรียกว่า ซู่จื้อ เหรินหมินปี้) เนื่องจากจะได้รับการสนับสนุนจากเงินหยวนและเริ่มรวบรวมธนาคารที่จะเข้าโครงการพัฒนา จนกระทั่งในปี 2020 ก็เริ่มใช้เมืองในใหญ่ 4 เมืองคือเซินเจิ้น, เฉิงตู, สยงอัน และซูโจว โดยจีนตั้งเป้าที่จะใช้ สกุลเงินใช้ DCEP ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2022

จนถึงตอนนี้เรายังไม่รู้ชัดว่าหยวนดิจิทัลใช้เทคโนโลยีอะไร แต่มันไม่เหมือนเงินคริปโตเคอร์เรนซี่อยาง Bitcoin ที่ใช้เทคโนโลยีบล็อคเชน และที่ต่างออกไปอีกอย่างคือคริปโตฯ เป็นเงินดิจิทัลที่ “กระจายอำนาจ” คือผลิตขึ้นมาโดยกิจกรรมของปัจเจกบุคล แต่เงินดิจิทัลหยวนเป็นเงินดิจิทัลที่ “รวมศูนย์” เพราะออกโดยธนาคากลางของจีน และที่กำลังเป็นประเด็นก็คือคริปโตฯ ทั่วๆ ไปปกปิดความลับเรื่องตัวตนผู้ใช้ได้รัดกุม ส่วนหยวนดิจิทัลทางการจีนอ้าว่าจะปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลเช่นกัน แต่ฝ่ายที่วิจารณ์จีนชี้ว่าจีนจะใช้เทคโนโลยีนี้แกะรอยธุรกรรมอยาวละเอียด

แต่ประเด็นที่ใหญ่ที่สุดสำหรับประเทศคู่กรณีของจีนคือกลัวกันว่าหยวนดิจิทัลจะมาแทนที่เงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินหลักของโลก มันมีความเป็นไปได้แค่ไหนกัน?

1. เมื่อวันที่ 16 เมษายน เจ้าหน้าที่อาวุโสของธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) แสดงทัศนะว่าเงินหยวนดิจิทัลของจีนไม่มีศักยภาพที่จะคุกคามสถานะของเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองหลักของโลก และสกุลเงินดิจิทัลต้องการการสนับสนุนจากสาธารณะเป็นอันดับแรก

2. “สถานะของเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินหลักทั่วโลกจะไม่เปลี่ยนไปอย่างง่ายดาย” คาซึชิเงะ คามิยามะหัวหน้าแผนกระบบการชำระเงินของ BOJ และผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบสกุลเงินดิจิทัลของญี่ปุ่นกล่าว “ในความเป็นจริง ความได้เปรียบของเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นอีกหากสหรัฐก้าวไปพร้อ มกับกระบวนการทำให้เป็นดิจิทัล”

3. ธนาคารกลางแห่งประเทศจีน (PBOC) เริ่มลงมือผลักดันสกุลเงินดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2014 และตอนนี้เริ่มขยับเข้าใกล้การเป็นธนาคารกลางรายใหญ่แห่งแรกที่เปิดตัวสกุลเงินเสมือนจริงโดยเปิดให้ทดลองใช้กับผู้บริโภคและธุรกิจในเมืองต่างๆทั่วประเทศ นั่นแสดงว่าจีนเริ่มแสวงหาการสนับสนุนจากสาธารณะแล้ว

4. อย่างไรก็ตาม อีก 1 วันหลังจากที่เจ้าหน้าที่ BOJ บอกว่าหยวนดิจิทัลจะยังไม่มีโอกาสแซงเงินดอลลาร์ โจวเสี่ยวชวน อดีตผู้ว่าการ PBOC ระหว่างปี 2002 – 2018 (เขาคือผู้ผลักดันคนสำคัญของจีนในการทำให้หยวนเป็นสากล) กล่าวในงาน Boao Forum ที่ประชุมด้านเศรษฐกิจที่เมืองปั๋วอ๋าว มณฑลไห่หนานทางตอนใต้ของจีนว่า แผนเริ่มต้นของจีนที่ริเริ่มสกุลเงินดิจิทัลไม่ได้มีแรงจูงใจที่จะใช้ข้ามพรมแดนและจะมุ่งเน้นไปที่การใช้สกุลเงินดังกล่าวในประเทศเป็นอันดับแรก

5. ต่อมาวันที่ 18 เมษายน หลี่ปั๋ว รองผู้ว่าการ PBOC คนปัจจุบันก็ย้ำอีกว่า เป้าหมายของจีนในการทำให้สกุลเงินหยวนเป็นสากลมากขึ้นไม่ใช่การแทนที่ดอลลาร์ และความพยายามในการสร้างหยวนดิจิทัลก็มีเป้าหมายเพื่อใช้ในประเทศ เขายังบอกด้วยว่าขณะนี้ธนาคารกลางของจีนกำลังทดสอบการใช้หยวนดิจิทัลในโครงการนำร่องต่างๆทั่วประเทศ ไม่มีไทม์ไลน์สำหรับการเปิดตัวทั่วประเทศ แต่ PBOC ตั้งใจที่จะเพิ่มขอบเขตของการทดสอบ

6. “ในส่วนของการทำให้เงินเหรินหมินปี้ (เงินหยวน) มีความเป็นสากลนั้น เราได้กล่าวหลายครั้งแล้วว่าเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ และเป้าหมายของเราไม่ใช่การแทนที่ดอลลาร์สหรัฐหรือสกุลเงินระหว่างประเทศอื่นๆ ผมคิดว่าเป้าหมายของเราคือการให้ตลาดมีตัวเลือก เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ”

7. หลี่ปั๋วกล่าวในงาน Boao Forum เช่นกันว่าแรงจูงใจสำหรับ e-Yuan ในตอนนี้อย่างน้อยก็มุ่งเน้นไปที่การใช้ภายในประเทศเป็นหลัก แต่ความสามารถในการใช้งานระหว่างประเทศเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมากและทางจีนยังไม่รีบเร่งที่จะหาทางแก้ไขใดๆ โดยเฉพาะ

8. แต่หลี่ปั๋วแย้มว่าถึงตอนนี้จะยังต้องใช้ในประเทศแต่อาจจะมีการใช้ข้ามพรมแดน “ในระยะยาว” การแย้มพรายออกมานี้สอดคล้องกับการที่มีรายงานของทางการสหรัฐเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้วมาแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไบเดนกำลังเพิ่มการตรวจสอบความคืบหน้าของจีนเกี่ยวกับเงินหยวนดิจิทัลท่ามกลางความกังวลว่าจีนอาจเริ่มต้นความพยายามในระยะยาวเพื่อแทนที่ดอลลาร์

9. มาถึงวันที่ 21 เมษายน โจวเสี่ยวชวนออกมาย้ำอีกครั้งใน Boao Forum เช่นกันอีกว่า เงินหยวนดิจิทัลซึ่งส่วนใหญ่จะใช้สำหรับการชำระเงินเพื่อการค้าปลีกในประเทศ แต่คราวนี้เขาแย้มพรายออกมา (เหมือนหลี่ปั๋ว) ว่าหยวนดิจิทัลมีแนวโน้มที่จะนำใช้สำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดนเหมือนกัน แต่การทำแบบนั้นต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนเช่นข้อจำกัดเพราะมันอาจไปพัวพันกับการฟอกเงินและการระดมทุนของผู้ก่อการร้ายและการพนัน (แต่โปรดสังเกตว่าเมื่อปีก่อนๆ PBOC กลับอ้างว่าสามารถใช้เงินหยวนดิจิทัลเพื่อลดการฟอกเงิน, การพนัน, การทุจริต และการจัดหาเงินทุนเพื่อการก่อการร้าย)

10. โจวเสี่ยวชวนย้ำว่าการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่านเงินหยวนดิจิทัลไม่ใช่เรื่องง่ายเขากล่าว “เราไม่สามารถเร่งมันได้” และเงินหยวนดิจิทัลจะขึ้นอยู่กับสถานะการยอมรับในระดับสากลของเงินหยวน (หมายถึงเงินจริง หรือ Fiat money) สถานะนี้ก็ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของจีน, เสถียรภาพของสกุลเงิน และความสามารถในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของเงินหยวน

11. โจวเสี่ยวชวนตอบเรื่องความกังวลจากต่างประเทศว่าเงินหยวนดิจิทัลอาจเป็นภัยคุกคามต่อระบบการเงินโลกที่มีอยู่ มีบางส่วนในสหรัฐได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับท่าทีของจีนที่จะหวังโค่นเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินหลักของโลก แต่โจวเสี่ยวชวนบอกว่า “ในความเป็นจริงมันจะไม่ร้ายแรงขนาดนั้น” เขากล่าวว่าเงินหยวนยังคงตามหลังดอลลาร์ในแง่ของการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

12. การออกมาพูดพร้อมๆ กันของระดับบริหารของธนาคารกลางจีนเป็นสิ่งที่น่าสังเกตมาก เหมือนเป็นการออกตัวว่า “เงินหยวนไม่ใช่ศัตรูของดอลลาร์” ซึ่งเราอาจวิเคราะห์ได้ว่าเป็นการสงวนท่าทีเพื่อหลีกเลี่ยงอะไรบางอย่าง เมื่อเทียบกับท่าทีของจีนก่อนหน้านี้แล้วเรียกว่าตรงกันข้ามเลย โดยเฉพะในยุคของโจวเสี่ยวชวนที่ผลักดันให้เงินหยวนเป็นสากลมากขึ้น

13. “อะไรบางอย่าง” อาจมาจากรายงานของ Bloomberg อ้างถึงคนที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ว่ารัฐบาลสหรัฐเพิ่มการตรวจสอบหยวนดิจิทัลของจีน เจ้าหน้าที่รัฐบาลบางคนกังวลว่าสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางจีน “อาจเริ่มต้นการแผนการระยะยาวเพื่อโค่นเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองที่โดดเด่นของโลก”

14. นอกจากกลัวว่าจะถูกโค่นจากเบอร์หนึ่งแล้ว ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลัง, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงกลาโหม และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐกำลังเพิ่มความพยายามในการทำความเข้าใจผลกระทบต่อสหรัฐที่อาจเกิดขึ้นจากสกุลเงินดิจิทัลของจีน เช่นว่าเงินหยวนดิจิทัลจะถูกแจกจ่ายอย่างไร และสามารถใช้เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐได้หรือไม่ ในขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ประสานด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะออก “ดอลลาร์ดิจิทัล” แต่ก็ถือว่าช้ากว่าธนาคารกลางอื่นๆ เป็นอยางมากยิ่งไม่ต้องไปเทียบกับจีน

15. ท่าทีของจีนต้องถ่อมตนเข้าไว้เพราะเอาแค่ในปีนี้สหรัฐพูดถึงหยวนดิจิทัลบ่อยครั้งจนน่ากลัวทั้งภาครัฐและภาคเอ็นจีโอที่ทำงานประสานกับภาครัฐของสหรัฐ เช่นศูนย์ Center for New American Security (CNAS) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐและการผงาดของเอเชียในฐานะศูนย์กลางอำนาจระดับโลก พวกเขาออกรายงานเล่มหนึ่งคือ “สกุลเงินดิจิทัลของจีน: เพิ่มข้อมูลทางการเงินให้กับเผด็จการดิจิทัล” ซึ่งวิเคราะห์การถือกำเนิดของหยวนดิจิทัลไว้หลายแง่มุม ด้วยทัศนะที่ตั้งธงไว้ว่าจีนต้องใช้งานมันเพื่อเสริมการปกครองแบบอำนาจนิยมแน่นอน 

16. โปรดสังเกตว่าก่อนหน้าที่หยวนดิจิทัลจะแรงๆ ขึ้นมาจนถูกจับตา “กูรู” ไปจับตากันที่เงินหยวนจริงๆ ว่าจะเป็นเงินสกุลหลักของโลกบางคนที่เชียร์จีนหนักๆ ถึงกับคิดว่าหยวนจะแทนที่ดอลลาร์ในที่สุด ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นไปยากมาก แม้แต่รัฐบาลสหรัฐเองก็ไม่ยี่หระกับการวิเคราะห์ทำนองนี้ แต่กับหยวนดิจิทัล หรือ DCEP แล้วสหรัฐมีปฏิกิริยาตรงกันข้ามเลยทีเดียว เพราะมันเอี่ยวกับการเมืองและมันยังดูมีอนาคตมากทีเดียว

17. ในเวลานี้ดูเหมือนว่าจีนเล็งเป้าไว้ที่การใช้ภายในประเทศ และไม่น่าจะเป็นการสับขาหลอกสหรัฐ เพราะจีนมีความจำเป็นที่จะต้องรวมศูนย์เศรษฐกิจให้อยู่ในกำมือรัฐบาลมากขึ้น เราเห็นการเบรกฟินเทคและเล่นงานบริษัทใหญ่ด้วยข้อหาผูกขาดตลา นั่นไม่ใช่การตั้งข้อหาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่น่าจะมีเหตุมาจากจีนต้องการรวบอำนาจธุรกิจการเงินก่อนที่มันจะคุมได้ยากเกินไป เพราะที่ผ่านมาหลายปีบริษัทใหญ่ เช่น Alibaba และ Tencent มีอิทธิพลในชีวิตของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะระบบเพย์เมนต์

18. อย่างรายงานของ CNAS ระบุว่า “กลยุทธ์ DCEP ของ PBOC ได้รับแรงจูงใจจากหลายปัจจัย การครอบงำของบริษัทชำระเงินมือถือส่วนตัวในจีนทำให้บริษัทเหล่านั้นมีบทบาทในการค้าปลีก ทำให้บริษัทเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในระบบเศรษฐกิจ PBOC กำลังมองหาสกุลเงินดิจิทัลเพื่อควบคุมส่วนแบ่งการตลาดและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีของบริษัทการเงินเอกชนและเพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเงินของผู้บริโภคชาวจีนได้ดีขึ้น”

19. ทางการจีนจะไม่เข้าไปขวางระบบเพย์เมนต์ เพียงแต่จะเป็นผู้ผลิตเงินในระบบดิจิทัล แล้วเวลาใช้งานประชาชนจะมีสิทธิ์เลือกระบบเพย์เมนต์หรือกระเป็าเงินดิจิทัลของบริษัทต่างๆ ได้ การที่ธนาคารกลางเป็นผู้กำหนดเงินดิจิทัลด้วยตัวเองจะยิ่งทำให้ระบบเพย์เมนต์ถูกผูกขาดน้อยลง และบริษัทอื่นๆ เขามาเป็นตัวเล่นใหม่ๆ ในธุรกิจนี้มากขึ้น และธนาคารกลางจะไม่เข้าไปแทรกแซง ณ จุดนี้ แต่จะพัฒนาให้มันก้าวหน้ายิ่งขึ้น เช่น ทำให้มันเป็นระบบเพย์เมนต์ที่ทำงานออฟไลน์ได้เพียงแค่แตะสมาร์ทโฟนก็จ่ายเงินได้แล้ว

20. จะเห็นได้ว่าแม้ว่าจีนจะย้ำว่าหยวนดิจิทัลเอามาใช้ในประเทศในระยะเฉพาะหน้า แต่มันมีความเย้ายวนใจมากในแง่เทคโนโลยีจนในระยะยาวมันอาจจะเป็นสกุลเงินหลักของโลกได้จริงๆ และความที่สหรัฐต้วมเตี้ยมมากในเรื่องนี้ สหรัฐก็จะหาวิธีการสกัดหยวนดิจิทัลด้วยการประโคมว่ามันไม่ปลอดภัยในแง่ความเป็นส่วนตัว เพราะระบบบงการโดยรัฐบาลจีน ไม่ว่าจีนจะย้ำว่าหยวนดิจิทัลรักษาความเป็นส่วนตัวแค่ไหนก็ตาม มันก็ยังเป็นจุดอ่อนอยู่ดี

21. รายงานของ CNAS ระบุว่า “การผลักดันสกุลเงินดิจิทัลนี้เป็นก้าวสำคัญในการขยายอำนาจเผด็จการทางดิจิทัลของพรรคโดยเพิ่มข้อมูลทางการเงินแบบเรียลไทม์ลงในกลยุทธ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนสำหรับการกำกับดูแลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความก้าวหน้าของ PBOC กับ DCEP จะช่วยเสริมและน่าจะช่วยหนุน – ความพยายามของปักกิ่งในการใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการเฝ้าระวังภายในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น สิ่งที่จะยากขึ้นสำหรับปักกิ่งคือการโน้มน้าวคนอื่น ๆ ทั่วโลกว่าเงินหยวนดิจิทัลใหม่ทำให้สกุลเงินจีนน่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับการเงินทั่วโลก”

22. ดังนั้นเราจึงเห็นว่าสหรัฐย้ำจุดอ่อนเรื่องนี้ให้คนเคลือบแคลงหยวนดิจิทัลมาตลอดและเร่งขึ้นในปีนี้ว่ามันจะเป็นเครื่องมือทางการเมืองของพรรคคิมมิวนิสต์จีน (เราจะเห็นได้ว่าระยะหลังสหรัฐปลุกผีคอมมิวนิสต์มาโจมตีจีนบ่อยๆ เหมือนสมัยสงครามเย็น) หากจีนไม่หวังจะแทนที่ดอลลาร์จริงๆ ก็คงจะไม่ต้องกังวลกับการโจมตีนี้ แต่ถ้าระบบของจีนดีจริงต่อให้มีจุดน่ากังวลแค่ไหนหากชาวโลกรับได้ ในที่สุดมันก็มีโอกาสท้าทายดอลลาร์ได้เหมือนกัน

23. โอกาสที่มันจะถูกทำให้หยวนดิจิทัลเป็นสากลก็คือมันอาจจะถูกใช้โดยประเทศที่ต้องการหลีกเลี่ยงเงินดอลลาร์ เช่นประเทศที่เป็นคู่กรณีกับสหรัฐหรือถูกสหรัฐคว่ำบาตรทางการค้า ที่ผ่านมาสหรัฐใช้เงินดอลลาร์เป็นอาวุธมาโดยตลอด แม้ว่ามันจะเป็นเงินสกุลหลักของโลกและเป็นทุนสำรองหลัก แต่ประเทศต่างๆ ทั้วที่เป็นศัตรูและเป็นพันธมิตรล้วนกังวลกับการถือดอลลาร์มากเกินไป – เพราะไม่รู้ว่าวันไหนมันจะถูกสหรัฐใช้เป็นอาวุธโจมตี

24. หากมองในแง่การปกครองแบบรวมศูนย์ที่จีนใช้อยู่การควบคุม Big data เป็นสิ่งที่ต้องทำและหยวนดิจิทัลจะช่วยสร้างคลังข้อมูลมหาศาลในการจับตาความเคลื่อนไหวของประชาชน แต่ระบบแบบนี้ใช้กับที่อื่นได้ยากโดยเฉพาะประเทศประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ให้ค่าความเป็นส่วนตัวสูง นี่เป็นค่านิยมการเมืองที่ต่างกันของสองโลกคือ โลกของจีนที่นิยม Collectivism และโลกตะวันตกที่เป็น Individualism และสะท้อนมาที่ระบบการเงินแห่งอนาคตด้วย บางทีในอนาคต การเมืองและเศรษฐกิจโลกอาจจะแยกกันด้วยสองแนวคิดนี้ก็เป็นได้

AFP PHOTO / Fred DUFOUR

รู้หรือไม่อังกฤษยังมีบรรดาศักดิ์ขุนนางแห่งพม่า? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/6509

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 18:30 น.

รู้หรือไม่อังกฤษยังมีบรรดาศักดิ์ขุนนางแห่งพม่า?ตระกูล “เมานต์แบตเทน” อาจไม่คุ้นหูใครหลายคนแต่หากบอกว่าเป็นตระกูลของเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระราชสวามีของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ทุกคนคงร้องอ๋อทันที

ในงานพระศพของเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ มีบุคคลหนึ่งที่สื่อให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ เพเนโลพี แนทช์บูล หรือเพนนี (Penelope Knatchbull) เคาน์เตสเมานต์แบตเทนวัย 68 ปีซึ่งเป็นพระสหายขับรถของเจ้าชายฟิลิปและเป็นหนึ่งในพระสหายคนสนิทของพระองค์

เพนนี เป็นภรรยาของ นอร์ตัน แนทช์บูล บุตรของแพทริเซีย แนทชบูลล์ซึ่งดำรงยศเอิร์ลที่ 3 เมานต์แบตเทนแห่งพม่า (Earl Mountbatten of Burma)

ตระกูล “เมานต์แบตเทน” (Mountbatten) แรกเริ่มเดิมทีต้นตระกูลนี้มีต้นกำเนิดมาจากชนชั้นสูงชาวเยอรมัน โดยลูทวิช อเล็คซันเดอร์ แห่งบัทเทินแบร์ค (Ludwig Alexander von Battenberg) อดีตขุนนางชาวเยอรมันได้เสกสมรสกับเจ้าหญิงวิกตอเรีย พระราชนัดดาในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย และทรงมีบุตรธิดาทั้งสิ้น 4 พระองค์ ได้แก่ เจ้าหญิงอลิซ (พระมารดาในเจ้าชายฟิลิป), เจ้าหญิงลูอีเซอ, เจ้าชายจอร์จ และเจ้าชายหลุยส์ แห่งบัทเทินแบร์ค

จุดเริ่มต้นของยศขุนนางครองพม่า

เจ้าชายหลุยส์ แห่งบัทเทินแบร์ค ทรงเข้ามารับราชการในอังกฤษและเสกสมรสกับเจ้าหญิงวิคโทรีอาแห่งเฮ็สเซินและริมไรน์ พระราชธิดาองค์เล็กในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ในปี 1917 พระเจ้าจอร์จที่ห้าได้ถอดฐานันดรเยอรมัน ทำให้ทรงเป็นที่รู้จักกันในนาม “ลอร์ด หลุยส์ เมานต์แบตเทน

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองเรือสัมพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 1943–1946 และทรงปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการยึดอาณานิคมของพม่าและสิงคโปร์คืนมาจากญี่ปุ่น

และทรงดำรงตำแหน่งเป็นอุปราชแห่งอินเดียในปี 1947 ต่อมาทรงดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงต่างพระองค์ประจำอาณานิคมอินเดียในปี 1947–1948 และทรงรับราชการในตำแหน่งสุดท้ายที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ซึ่งในช่วงปี 1946 นี้เองที่ทำให้มีการสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์เป็น “ไวเคาน์เมานต์แบตเทนแห่งพม่า” (Viscount Mountbatten of Burma) และในปีถัดมาเลื่อนขึ้นเป็น “เอิร์ลเมานต์แบตเทนแห่งพม่า” (Earl Mountbatten of Burma) การตั้งให้ลอร์ด หลุยส์ เมานต์แบตเทนเป็น “ขุนนางแห่งพม่า” เป็นการกำหนดบรรดาศักดิ์ตามแผ่นดินที่ตั้ง (Territorial designation) ของระบบขุนนางอังกฤษ คาดว่าเพราะท่านลอร์ดเคยเป็นผู้บัญชาการที่รับหน้าที่ปลดปล่อยพม่า (เมียนมา) จากการยึดครองของญี่ปุ่นและนำกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักรในฐานะอาณานิคมดังเดิม

หากเป็นไปตามเหตุผลนี้การตั้งบรรดาศักดิ์ในกรณีของท่านลอร์ดจะเข้าข่ายการตั้งบรรดาศักดิ์ตามสถานที่ที่มีชัยชนะในศึกสงคราม (Victory title) ซึ่งโดยปกติจะอยู่นอกสหราชอาณาจักร 

เอิร์ลเมานต์แบตเทนแห่งพม่าเป็นตำแหน่งเกียรติยศไม่ได้มีอำนาจปกครองจริงๆ และเมื่อมีการอวยยศได้เพียง 1 ปี พม่า/เมียนก็ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1948

ผู้สืบทอดตำแหน่งขุนนางแห่งพม่า

เอิร์ลเมานต์แบตเทนแห่งพม่าท่านแรกถูกลอบปลงพระชนม์ในปี 1979 ต่อมาสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จึงทรงแต่งตั้ง แพทริเซีย แนทช์บูล ซึ่งเป็นธิดาในลอร์ดเมานต์แบตเทน ให้ดำรงยศเคาน์เตสที่ 2 เมานต์แบตเทนแห่งพม่า (Countess Mountbatten of Burma) แทนในปีเดียวกัน

แพทริเซีย แนทช์บูล นอกจากจะมีสถานะเป็นทายาทตำแหน่งเป็นเคาน์เตสเมานต์แบตเทนแห่งพม่าแล้ว การที่เธอสมรสกับจอห์น แนทช์บูล บารอนบราบอร์นลำดับที่ 7 ทำให้เธอเคยมีสถานะเป็นเลดี้บราบอร์นมาก่อน

ช่วงที่บิดาของเลดี้บราบอร์นยังมีชีวิตอยู่ครอบครัวของเธอก็มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในการพิจารณาหาพระชายาในอนาคตให้กับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เจ้าชายแห่งเวลส์ ในช่วงต้นปี 1974 ลอร์ดเมานต์แบตเทนเริ่มเลียบๆ เคียงๆ เสนอลูกสาวของเลดี้บราบอร์นที่ชื่อ อะแมนดา (Amanda Knatchbull) ให้เป็นพระชายา ซึ่งเจ้าชายชาร์ลส์ยังเขียนถึงเลดี้บราบอร์น (ซึ่งเป็นแม่ทูนหัวของพระองค์ด้วย) เกี่ยวกับความสนใจของพระองค์ในบุตรสาวของเลดี้ซึ่งเธอตอบอย่างเห็นด้วยแต่แนะว่ายังเร็วเกินไปที่จะไปเกี้ยวพาราสีกันก่อนเวลาอันควร

แต่สุดท้ายอะแมนดาปฏิเสธข้อเสนอการแต่งงานของของเจ้าชายชาร์ลส์ในปี 1980 หลังจากการลอบสังหารปู่ของเธอหรือลอร์ดเมานต์แบตเทน และหลังจากนั้นเจ้าชายชาร์ลส์ก็ทรงเสกสมรสกับไดอานา สเปนเซอร์ ในปี 1981 ซึ่งต่อมาคือไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ผู้โด่งดัง

เคาน์เตสที่ 2 เมานต์แบตเทนแห่งพม่าเสียชีวิตในปี 2017 จากนั้นตั้งแต่ปี 2017 นอร์ตัน แนทช์บูล บุตรของแพทริเซีย แนทช์บูลดำรงยศเอิร์ลที่ 3 เมานต์แบตเทนแห่งพม่า โดยมีภริยาคือ เพเนโลพี แนทช์บูล

เจ้าชายหลุยส์และเจ้าชายฟิลิป

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าเจ้าชายหลุยส์ หรือเอิร์ลเมานต์แบตเทนแห่งพม่าท่านแรก ทรงเป็นพระมาตุลา (น้าชาย) ในเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ และทั้งสองพระองค์ทรงมีความความสัมพันธ์แน่นแฟ้น โดยลอร์ดเมานต์แบตเทนทรงเป็นผู้สั่งสอนวิธีการทางทหารเรือให้แก่เจ้าชายฟิลิป และการพบกันระหว่างเจ้าชายฟิลิปและควีนเอลิซาเบธที่ 2 ก็เกิดขึ้นโดยลอร์ดเมานต์แบตเทน

ถึงกระนั้นลอร์ดเมานต์แบตเทนทรงผลักดันให้ทายาทของควีนใช้นามสกุล “เมานต์แบตเทน” ของตนแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ทว่าเมื่อปี 2019 เจ้าชายแฮร์รีและพระชายาทรงเผยพระนามพระโอรสของพระองค์ว่า “อาร์ชี แฮร์ริสัน เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์” คือใช้นามสกุลจากทั้งฝั่งของเจ้าชายฟิลิปและควีนเอลิซาเบธที่ 2 นั่นเอง

เหตุการณ์ปลงพระชนม์เอิร์ลเมานต์แบตเทนแห่งพม่า

เอิร์ลเมานต์แบตเทนแห่งพม่าท่านแรกถูกลอบปลงพระชนม์โดยกลุ่มกบฎแบ่งแยกดินแดนในไอร์แลนด์เหนือ ในคืนวันที่ 27 ส.ค. 1979 โดยนายธอมัส แม็กแมฮอน สมาชิกกลุ่มกบฎได้แอบปีนเข้าไปบนเรือและทำการวางระเบิดควบคุมโดยวิทยุน้ำหนักราว 20 กิโลกรัม เมื่อเกิดการระเบิดขึ้น เอิร์ลเมานต์แบตเทนร่วงลงไปในน้ำและถูกช่วยไว้ได้โดยชาวประมงใกล้เคียงในลักษณะขาขวาเกือบขาดแต่ก็สิ้นพระชนม์ด้วยทนพิษบาดแผลไม่ไหว

แม้เหตุการณ์จะผ่านมานานแล้วแต่ก็ยังถูกพูดถึงจนถึงปัจจุบัน โดยเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมาแมรี ลู แมคโดนัลด์ นักการเมืองจากพรรค Sinn Féin ของไอร์แลนด์ได้กล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่า “ฉันมีความรับผิดชอบอย่างแท้จริงที่จะทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีครอบครัวใดเผชิญกับสิ่งนั้นอีก”

Photo by Glyn KIRK / AFP

โอกาส 1 ใน 140 ล้าน คนอังกฤษดวงเฮงถูกแจ็กพอต 2,500 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650935

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 17:08 น.

โอกาส 1 ใน 140 ล้าน คนอังกฤษดวงเฮงถูกแจ็กพอต 2,500 ล้านบาทคนดวงเฮงจากอังกฤษถูกแจ็กพอตก้อนโตกว่า 2,500 ล้านบาท 

กองสลากยูโรมิลเลียนส์ (EuroMillions) เผยว่า การออกรางวัลงวดล่าสุด 20 เม.ย.มีชาวอังกฤษผู้โชคดีรายหนึ่งถูกรางวัลแจ็กพอต EuroMillions มูลค่า 59 ล้านปอนด์ หรือ 2,575.61 ล้านบาท โดยสลากที่ถูกรางวัลแจ็กพอตได้แก่หมายเลข 5, 17, 28, 41 และ 46 และเลขลัคกีสตาร์ 10 และ 11  

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ที่ถูกรางวัล  

แจ็กพอตนี้เป็นรางวัลแจ็กพอตครั้งที่ 2 ของเดือน นี้ หลังจากเพิ่งมีผู้ถูกแจ็กพอตมูลค่า 122 ล้านปอนด์ หรือ 5,323.66 ล้านบาทในงวดวันที่ 2 เม.ย. 

ผู้โชคดีคนล่าสุดนี้กลายเป็นผู้ถูกรางวัลสูงที่สุดเป็นอันดับ 5 ของอังกฤษ และยังทำให้เจ้าตัวติดอยู่ในรายชื่อ 1 ใน 1,000 คนร่ำรวยประจำปี 2020 ของ  Sunday Times

ส่วนแจ็กพอตก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ EuroMillions มีมูลค่า 180 ล้านปอนด์ หรือ 7,852.75 ล้านบาท เป็นของชาวสวิสคนหนึ่ง แตกเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ ลอตเตอรี EuroMillions จำหน่ายใน 9 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน ออสเตรีย เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสวิตเซอร์แลนด์ และออกรางวัลทุกสัปดาห์ โดยมีโอกาสถูกรางวัลแจ็กพอต 1 ใน 139,838,160

รัฐบาลไบเดนเล็งออกกฎหมายควบคุมคริปโต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650924

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 15:30 น.

รัฐบาลไบเดนเล็งออกกฎหมายควบคุมคริปโตวงในเผย โจ ไบเดน เตรียมออกกฎหมายควบคุมตลาดสกุลเงินดิจิทัล

ชาร์ลส์ กัสปาริโน ผู้สื่อข่าวสายธุรกิจของสำนักข่าว Fox News ทวีตโดยอ้างแหล่งข่าววงในในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทว่า รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ กำลังเตรียมออกกฎหมายควบคุมตลาดสกุลเงินดิจิทัล (cryptocurrency markets) รวมทั้งบิตคอยน์ (Bitcoin) โดยขณะนี้อยู่ในขั้นเริ่มแรก

กัสปาริโนระบุว่า แกรี เก็นสเลอร์ ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งกำลังรอการกำหนดทิศทางเกี่ยวกับนโยบายโดยรวมในการออกกฎควบคุมสกุลเงินดิจิทัลจาก เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง

กัสปาริโนแสดงความเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปราบปราม ออกกฎควบคุม หรือการประกาศให้สกุลเงินดิจิทัลผิดกฎหมายว่า “เราไม่รู้ว่าพวกเขาจะเอายังไงกับเรื่องนี้ เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” และกล่าวอีกว่า “ผมไม่คิดว่ามัน (การไม่รับรองสกุลเงินดิจิทัล) จะเกิดที่นี่ (สหรัฐ) ขณะนี้นักลงทุนอเมริกันหลายคนอยู่ในตลาดนี้”

กัสปาริโนเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่กำหนดให้สกุลเงินดิจิทัลเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่อาจมีกฎระเบียบควบคุมมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทำเนียบขาวหรือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ทว่ากัสปาริโนอ้างว่ากฎใหม่อาจได้รับการอนุมัติภายใน 4 สัปดาห์ ซึ่งอาจตรงกับการเปิดตัว ETF บิตคอยน์ตัวแรกของสหรัฐ

ทั้งนี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมามีรายงานข่าวว่ารัฐบาลไบเดนกำลังกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดสกุลเงินดิจิทัล รวมทั้งการเข้ามาของเงินหยวนดิจิทัล ขณะที่ เจเน็ต เยลเลน เคยเอ่ยหลายครั้งว่าอาจมีการใช้สกุลเงินดิจิทัลในการฟอกเงินหรือธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย

Photo by JACK GUEZ / AFP

อินเดียวิกฤตขาดออกซิเจน วันเดียวตายทะลุ 2,000 คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650907

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 14:01 น. | รอบโลก

อินเดียวิกฤตขาดออกซิเจน วันเดียวตายทะลุ 2,000 คนอินเดียทุบสถิติเสียชีวิตพุ่งเกิน 2,000 คนในรอบ 24 ชั่วโมง ออกซิเจนสำรองเหลือ 2-3 ชั่วโมง

กระทรวงสาธารณสุขอินเดียเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ในรอบ 24 ชัวโมงอยู่ที่ 2,023 ราย ติดเชื้อรายใหม่อีก 295,000 ราย ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของอินเดีย และมีตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันรวมสูงสุดในโลกเท่ากับตัวเลขของสหรัฐในช่วงที่พบการติดเชื้อหนักสุดเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

ขณะนี้อินเดียกำลังเผชิญการแพร่ระบาดระลอก 2 อย่างหนักหน่วง เนื่องจากความหละหลวมของรัฐบาลและเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ เฉพาะเดือนนี้เดือนเดียวมีผู้ติดเชื้อรวมเกือบ 3.5 ล้านคน

นายกรัฐมนตรี นเรนทระ โมดี เผยว่า อินเดียต้องสู้กับศึกใหญ่อีกครั้ง “สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน แล้วระลอกสองก็มาราวกับพายุ”

ตัวเลขที่พุงทุบสถิติส่งผลให้โรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงนิวเดลีขาดแคลนออกซิเจนรักษาผู้ป่วย เช่นเดียวกับโรงพยาบาลในรัฐมหาราษฏระ โดยเฉพาะในเมืองมุมไบซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาด

อาร์วินด์ เคจีวาล มุขมนตรีกรุงนิวเดลีเผยว่า โรงพยาบาลบางแห่งในนิวเดลีมีออกซิเจนใช้เพียงพออีก 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น

ด้านญาติของผู้ป่วยจำใจต้องซื้อออกซิเจนรวมทั้งยาในราคาสูงขึ้นในตลาดมืด ขณะที่แอพพลิเคชัน WhatsApp เต็มไปด้วยข้อความขอความช่วยเหลือ

Photo by SANJAY KANOJIA / AFP

แฉรัสเซียซุ่มส่งอาวุธหนุนรัฐบาลทหารเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650888

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 12:30 น.

แฉรัสเซียซุ่มส่งอาวุธหนุนรัฐบาลทหารเมียนมาสื่อรัสเซียเผยทั้ง 2 ประเทศตกลงจัดหาอาวุธก่อนเกิดรัฐประหารในเมียนมา และเมื่อเดือนก.พ. เมียนมานำเข้าอุปกรณ์เรดาร์มูลค่าเกือบ 15 ล้านเหรียญสหรัฐจากรัสเซีย

The Moscow Times ของรัสเซียรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลที่เปิดเผยโดยกรมศุลกากรของรัสเซีย (FCS) เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ว่ารัฐบาลทหารเมียนมานำเข้าอุปกรณ์เรดาร์มูลค่า 14.7 ล้านเหรียญสหรัฐจากรัสเซียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่รัสเซียยังคงให้การสนับสนุนกองทัพเมียนมาหลังการรัฐประหารและจับกุมนางออง ซาน ซูจี

รายงานระบุว่า เซียร์เกย์ ชอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียตกลงกับเมียนมาระหว่างการเยือนเนปิดอว์เมื่อเดือนมกราคมว่าจะจัดหาระบบขีปนาวุธแพนท์เซอร์ เอส 1, อากาศยานไร้คนขับ ออร์ลัน-10 อี และอุปกรณ์เรดาร์ให้แก่เมียนมา ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหนึ่งสัปดาห์ก่อนการรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมา

อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่าอุปกรณ์เรดาร์ของรัสเซียที่เมียนมานำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงดังกล่าวด้วยหรือไม่ ขณะที่ FCS ไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็น

รายงานยังระบุว่ารัสเซียยังคงให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมามากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกล่าวถึงการเยือนย่างกุ้งของรัฐบาลรัสเซียเมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมาเนื่องในโอกาสวันกองทัพเมียนมา

โดยพลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมายังแถลงว่ารัสเซียเป็นมิตรแท้ เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ต่างประเทศเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมพิธีดังกล่าว

โดยอเล็กซานเดอร์ โฟมิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของรัสเซียซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนแรกที่เดินทางเยือนประเทศหลังการรัฐประหารได้ให้คำมั่นว่าจะกระชับความร่วมมือทางทหารระหว่างทั้งสองประเทศให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

จากข้อมูลของสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศแห่งสตอกโฮล์มในปี 2019 ระบุว่าการใช้จ่ายของเมียนมาในการนำเข้าอาวุธจากรัสเซียมีมูลค่ารวมประมาณ 807 ล้านดอลลาร์ในรอบทศวรรษ ทำให้รัสเซียเป็นผู้ส่งออกทางทหารไปยังเมียนมาเป็นอันดับสองรองจากจีน

ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปได้ออกมาตรการคว่ำบาตรอีกครั้งต่อกองทัพเมียนมา โดยก่อนหน้านี้ยังได้กล่าวหารัสเซียว่าไม่ให้ความร่วมมือในการตอบโต้การรัฐประหารในเมียนมา

AFP PHOTO / Myanmar Radio and Television via AFPTV

วิกฤตขาดแคลนชิปส่อยืดเยื้อจนถึงปีหน้า เจอน้ำแล้งซ้ำเติมหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650883

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 11:40 น.

วิกฤตขาดแคลนชิปส่อยืดเยื้อจนถึงปีหน้า เจอน้ำแล้งซ้ำเติมหนักภาวะแห้งแล้งรุนแรงสุดในรอบ 50 ปีในไต้หวันยิ่งซ้ำเติมภาวะขาดแคลนชิป

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เว่ยเจ๋อเจีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. หรือ TSMC ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดในโลกเผยว่า วิกฤตขาดแคลนชิปจะยืดเยื้อไปจนถึงปีหน้า โดยทาง TSMC จะทำทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและลดการขาดแคลนชิปทั่วโลก เพื่อไม่ให้ราคาสูงเกินไป

“เราซื้อที่ดินและอุปกรณ์ และเริ่มสร้างโรงงานแห่งใหม่หลายแห่ง เรารับสมัครพนักงานเพิ่มอีกหลายพันคน และเพิ่มกำลังการผลิตในหลายโรงงาน” เว่ยกล่าวระหว่างแถลงผลประกอบการบริษัททางออนไลน์

สอดคล้องกับการคาดการณ์ของ แพท เกลซิงเจอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Intel ที่เผยกันสำนักข่าว วอชิงตัน โพสต์ว่า การขาดแคลนชิปจะกินเวลา 2-3 ปีกว่าจะสิ้นสุด

การแสดงความคิดเห็นของ TSMC มีขึ้นหลังจากทางบริษัทรายงานผลกำไรเพิ่มขึ้น 19.4% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งสูงกว่าที่หลายสำนักคาดการณ์ไว้ เนื่องจากได้อานิสงส์ของความต้องการชิปทั่วโลก โดยได้กำไรสุทธิ 139,700 ล้านเหรียญไต้หวัน

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ TSMC เผยว่าจะลงทุนเพิ่มอีกกว่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายใน 3 ปีข้างหน้าเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต

อย่างไรก็ดี ภาวะแห้งแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปีอันเนื่องมาจากพายุฝนที่น้อยลงกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักกับอุตสาหกรรมผลิตชิปของไต้หวันซึ่งต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาล  

จากรายงานเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมของ TSMC ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่แล้วระบุว่า เมื่อปี 2019 โรงงานผลิตชิป 3 แห่งในสวนอุตสาหกรรมในไต้หวันใช้น้ำในการผลิตชิปวันละ 156,000 เมตริกตัน หรือเท่ากับน้ำที่สามารถเติมสระน้ำขนาดโอลิมปิกได้กว่า 60 สระ

ขณะที่ทางบริษัทผู้ผลิตยืนยันจะลดการกักเก็บน้ำแม้ว่ารัฐบาลจะมีข้อยกเว้นให้บริษัทผลิตชิปทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ TSMC, Micron Technology และ United Microelectronics Corp ยังใช้น้ำได้ เพื่อลดความขัดแย้ง โดย 2 บริษัทแรกหันมาใช้วิธีใช้รถบรรทุกขนน้ำเข้ามาส่งเพิ่มเติม และ TSMC กำลังเจรจากับหลายบริษัทเพื่อนำน้ำใต้ดินมาใช้

ส่วน Micron Technology Inc. ผู้ผลิตชิปจากสหรัฐในเมืองไถจงและเถาหยวนเผยว่า การจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมและการเพิ่มการกักเก็บน้ำจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต

Photo by Kazuhiro NOGI / AFP

อียูเผยภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีนโควิดกว่า 300 เคสทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650882

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 11:04 น.

อียูเผยภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีนโควิดกว่า 300 เคสทั่วโลกอย่างไรก็ตามยังคงเป็นอัตราส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับวัคซีนโควิดที่ถูกฉีดไปแล้วเกือบ 900 ล้านโดสทั่วโลก

หลังจากที่มีรายงานการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันซึ่งเป็นอาการไม่พึงประสงค์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นหลังได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 จากผู้ผลิตวัคซีน 4 แห่ง ได้แก่ แอสตราเซเนกา (AstraZeneca), จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson), ไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna)

ล่าสุด องค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) เผยสถิติการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากผู้ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ทั่วโลก โดยระบุว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนจากแอสตราเซเนกาพบอาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าว 287 ราย, ผู้ที่ได้รับวัคซีนจากจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันพบ 8 ราย, ผู้ที่ได้รับวัคซีนจากไฟเซอร์ 25 ราย และผู้ที่ได้รับวัคซีนจากโมเดอร์นาพบ 5 ราย

ทั้งนี้ วัคซีนจากแอสตราเซเนกาเป็นรายแรกที่ถูกหลายประเทศเพ่งเล็งและกังวลกับอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นจนทำให้นานาประเทศต้องระงับการฉีดวัคซีนตัวนี้เป็นการชั่วคราว

แม้ว่าในตอนแรกองค์การยาแห่งสหภาพยุโรปจะยืนยันว่าไม่พบข้อบ่งชี้ว่าวัคซีนดังกล่าวเชื่อมโยงกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในผู้ที่ได้รับวัคซีน แต่ล่าสุดก็ออกมาประกาศใหม่อีกครั้งว่ามีความเป็นไปได้ที่วัคซีนดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

นอกจากนี้องค์การยาแห่งสหภาพยุโรปได้แถลงเมื่อวานนี้ว่าพบความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนที่พัฒนาโดยจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน และภาวะลิ่มเลือดอุดตัน พร้อมกล่าวว่าควรมีคำเตือนเกี่ยวกับอาการลิ่มเลือดอุดตันระบุไว้ในเอกสารกำกับยา แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดถึงสาเหตุของอาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตามองค์การยาแห่งสหภาพยุโรปยืนยันว่าประโยชน์ของวัคซีนต้านโควิด-19 ยังคงมีมากว่าความเสี่ยง ซึ่งอัตราของผู้ที่เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับวัคซีนทั้งหมดทั่วโลก

Photo by Tiziana FABI / AFP

ทั่วโลกตายจากโควิดกว่า 3 ล้าน “WHO” ห่วงยิ่งระบาดเร็วยิ่งดับพุ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650867

วันที่ 20 เม.ย. 2564 เวลา 20:23 น.

ทั่วโลกตายจากโควิดกว่า3ล้าน "WHO"ห่วงยิ่งระบาดเร็วยิ่งดับพุ่งผู้อำนวยการใหญ่ WHO ห่วงจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากผู้ป่วยในช่วงอายุ 25-59 ปีที่รักษาตัวในรพ.มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายแพทย์ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 8สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมียอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 5.2 ล้านราย โดยอัตราการเพิ่มขึ้นที่ต้องเฝ้าระวังอยู่ในกลุ่มวัยหนุ่มสาว

ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกันตลอดห้าสัปดาห์ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมทั่วโลกสูงกว่า 3 ล้านคน

“การระบาดในระยะหลังมีอัตราที่เร็วขึ้น โดยผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 หนึ่งล้านรายแรกใช้เวลา 9 เดือน สองล้านรายใช้เวลา 4 เดือน ก่อนจะแตะสามล้านรายในเวลา 3 เดือน”ผู้อำนวยการใหญ่ WHO กล่าว

เขาระบุด้วยว่า ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาล ในช่วงอายุ 25-59 ปี กลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลจากการติดเชื้อโควิดกลายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้รวดเร็ว และการรวมกลุ่มทางสังคมที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มคนวัยหนุ่มสาว

ทั้งนี้ WHO ได้ออกเอกสารแสดงเจตจำนงความร่วมมือกัน เพื่อจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ชนิด mRNA เพื่อให้ทันต่อความต้องการใช้วัคซีนที่เร่งด่วนทั่วโลก โดยหวังว่าจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตวัคซีนดังกล่าวในกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง

นอกจากนี้ WHO ยังเรียกร้องให้ผู้ผลิตวัคซีน mRNA รายแรกๆ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้แก่ศูนย์ดังกล่าว รวมถึงเรียกร้องให้ผู้ผลิตวัคซีนในประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลางแสดงความสนใจเพื่อขอรับเทคโนโลยีดังกล่าวด้วย

วันแห่ง Dogecoin พุ่ง 20% ขึ้นคริปโตอันดับ 4 มูลค่าสูงกว่าบริษัทใหญ่ๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650863

วันที่ 20 เม.ย. 2564 เวลา 19:04 น.วันแห่ง Dogecoin พุ่ง 20% ขึ้นคริปโตอันดับ 4 มูลค่าสูงกว่าบริษัทใหญ่ๆ ในขณะที่ Bitcoin ถอยลงมา แต่ Dogecoin ยังแรงไม่หยุดรับวัน Dogeday

ราคาของ Dogecoin เพียงง 1 เหรียญเพิ่มขึ้นมากถึง 20% ในวันอังคารที่ 42 เซนต์ใกล้แตะระดับสูงสุดตลอดกาล 45 เซนต์ในวันศุกร์ตามข้อมูลของ CoinDesk หลังจากการเพิ่มขึ้น 400% ในสัปดาห์ที่ผ่านมามูลค่ารวมของ Dogecoins ที่หมุนเวียนทั้งหมดในโลกอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านจากการระบุของผู้ให้บริการข้อมูล CoinMarketCap.com

มูลค่าของมันในตอนนี้ใหญ่กว่าส่วนแบ่งการตลาดของบริษัท Ford Motor Co. และบริษัท Kraft Heinz Co. และเกือบจะเท่ากับ Twitter Inc. ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เอลอน มัสก์ (Elon Musk) และมรร์ก คิวบัน (Mark Cuban) สองนักธุรกิจชื่อดังใช้โปรโมตเหรียญมีมนี้จนฮิตทะลุฟ้ามุ่งไปหาดวงจันทร์ (ซึ่งเป็นคำกล่าวที่มัสก์มักจะใช้เชียร์เหรียญนี้)

ความแรงของมันทำให้ก้าวขึ้นมาแทนที่ XRP ในช่วงสั้นๆ เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเมื่อราคาพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดใหม่

วันที่ 20 เมษายน หรือ 4/20 ชาวเน็ตถือเป็นวัน Dogeday โดยใน Twitter และ Reddit ผู้ที่ชื่นชอบคริปโตฯ ได้โพสต์มส์ที่มีโลโก้ Dogecoin ซึ่งเป็นสุนัขพันธุ์ชิบะอินุพร้อมแฮชแท็ก #DogeDay และ # Doge420 และนักลงทุนบางคนเชื่อว่าหรียญจะแตะ 69 เซนต์ในวันที่ 4/20

สาเหตุที่วันนี้เป็นวันของ Dogecoin ก็เพราะ 4/20 เป็นวันโปรดของเอลอน มัสก์ และได้รับการขนานนามว่า Elon Musk Day อย่างไม่เป็นทางการ ชาวเน็ตและแฟนคริปโตฯ จึงหันมาเรียกว่าวันนี้ว่า Dogeday ไปด้วยเพราะ Dogecoin คือคริปโตที่มัสก์โปรดปรานและเชียร์อยู่บ่อยๆ

ทั้งนี้ Dogecoin มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 13,000% ในปีที่ผ่านมา