อินโดเร่งค้นหาเรือดำน้ำก่อนออกซิเจนจะหมดลงในวันพรุ่งนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651058

วันที่ 23 เม.ย. 2564 เวลา 10:16 น.อินโดเร่งค้นหาเรือดำน้ำก่อนออกซิเจนจะหมดลงในวันพรุ่งนี้เรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 ของอินโดนีเซียหายไปเป็นวันที่ 3 แล้วขณะที่ออกซิเจนภายในเรือกำลังจะหมดลง

รอยเตอร์สรายงานว่าโจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียสั่งให้ทุกฝ่ายใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการค้นหาเรือดำน้ำที่สูญหายไปพร้อมแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิตลูกเรือ 53 ชีวิตที่ติดอยู่ในนั้น ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าออกซิเจนภายในเรือจะหมดลงในวันพรุ่งนี้ (23 เม.ย.) เวลาประมาณ 3.00 น.

โดยรายงานล่าสุดระบุว่าอินโดนีเซียได้ส่งเฮลิคอปเตอร์และเรือ 5 ลำไปลาดตระเวนค้นหาบริเวณน่านน้ำทางตอนเหนือของเกาะบาหลีแต่ก็ยังไม่พบสัญญาณของ KRI Nanggala-402 เรือดำน้ำที่สูญหายระหว่างการฝึกยึงตอร์ปิโดนอกชายฝั่งเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 21 เม.ย.

ประธานาธิบดีวิโดโดระบุว่าได้มอบหมายให้ผู้บัญชาการและเสนาธิการทหารเรือรวมถึงหน่วยงานต่างๆ จัดกำลังทั้งหมดเพื่อพยายามค้นหาเรือดำน้ำดังกล่าวและช่วยชีวิตลูกเรืออย่างสุดความสามารถ โดยความสำคัญอันดับแรกคือความปลอดภัยของลูกเรือทั้ง 53 คน พร้อมหวังว่าจะสามารถพบเรือดำน้ำก่อนที่ออกซิเจนในเรือจะหมดลง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ฮาดี จายานโต ผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโดนีเซียระบุว่าเรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 อยู่ระหว่างการซ้อมรบทางเรือนอกชายฝั่งเกาะบาหลี และขาดการติดต่อราว 04.30 น.

โดยกองทัพเรือแถลงว่าเป็นไปได้ว่าระหว่างกำลังดำน้ำ กระแสไฟฟ้าอาจขัดข้องจึงทำให้เรือเสียการควบคุม และระบบฉุกเฉินไม่ทำงาน เรือจึงดิ่งลงไปที่ความลึก 600-700 เมตร ซึ่งเกินความสามารถของเรือ และแม้ว่าทะเลในบริเวณที่เรือดำน้ำซ้อมรบจะตื้นกว่าบริเวณอื่นของเกาะ แต่ก็อาจลึกกว่า 1,500 เมตร

Photo by Handout / INDONESIA MILITARY / AFP

เอกชนนำเข้าวัคซีนเองอาจทำให้ของปลอมระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651020

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 21:00 น.

เอกชนนำเข้าวัคซีนเองอาจทำให้ของปลอมระบาดการเปิดโอกาสให้เอกชนนำเข้าวัคซีน Covid-19 ของไทย เสี่ยงผู้ไม่หวังดีแอบอ้างชื่อบริษัทขายวัคซีนปลอม

การระบาดระลอกใหม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและธุรกิจมหาศาล เกิดเสียงวิจารณ์รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาเรื่องการจัดหาวัคซีนต้าน Covid-19 ซึ่งตามปกติเสียงตำหนิทำนองนี้ก็มีอยุ่แล้ว แต่ในช่วง “เวฟที่สาม” มันรุนแรงขึ้น 

จนในที่สุดภาคเอกชนของไทยก็ขยับตัว มีการรวมกันกว่า 40 บริษัทเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาช่วยเจรจาจัดหาวัคซีนและเร่งฉีดให้ประชาชน เพื่อจะได้รีบกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง

นอกจากนี้ ในเวลาไล่เลี่ยกัน เจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนนท์ ก็คงทนไม่ไหวเหมือนกันจึงออกมาฝากข้อความแบบตรงไปตรงมาถึงรัฐบาลว่า ให้ส่งเสริมและสนับสนุนเอกชนนำเข้าวัคซีน โดยอย่างน้อยก็ให้แต่ละบริษัทนำเข้ามาฉีดให้พนักงานของตัวเอง เพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐบาล

จนถึงวันนี้คนไทยได้รับการฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ไม่ถึง 1% ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ฉีดได้ตัวเลข 2 หลัก อาทิ สิงคโปร์ ที่ฉีดโดสแรกให้ประชาชนไปแล้วเกือบ 20% และอีก 10% ได้รับครบทั้งสองโดสแล้ว ส่วนในอิสราเอลฉีดแล้วกว่า 60% จนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยแล้ว

เพราะฉะนั้นการแก้ตัวว่ารัฐบาลไทยไม่สามารถซื้อวัคซีนให้เพียงพอ ในขณะที่ประเทศอื่นรวมทั้งเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียจัดหาวัคซีนนมาฉีดให้ประชาชนได้ ก็ไม่ต่างกับการยอมรับความไร้ประสิทธิภาพของตัวเอง จนเอกชนต้องออกหน้ากันเอง

การจัดหาวัคซีนถือเป็นการทดสอบภาวะผู้นำของไทย เพราะในช่วงเกิดโรคระบาด 1 วันที่ฉีดวัคซีนล่าช้าคือ 1 วันแห่งการเสียโอกาส และ 1 วันแห่งความสิ้นหวัง

ทว่า กว่ารัฐบาลไทยจะตัดสินใจสั่งวัคซีน 61 ล้านโดสจาก AstraZeneca (แอสตราเซเนกา) ผ่านบริษัท Siam Bioscience (สยามไบโอไซแอนซ์) ก็ปลายเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ขณะที่สหรัฐ สหราชอาณาจักร และอิสราเอล ทำสัญญาตั้งแต่เดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ส่วนเวียดนาม อินโดนีเซียเป็น 2 ประเทศแรกในอาเซียนที่สั่งวัคซีนตั้งแต่เดือน ส.ค.ปีที่แล้ว

เพราะเหตุนี้เอกชนจึงเสนอตัวเข้ามาช่วยจัดหาวัคซีนเองเพราะรอรัฐบาลไม่ไหวแล้ว

อย่างไรก็ดี การเปิดโอกาสให้เอกชนสั่งวัคซีนต้าน Covid-19 นอกจากจะติดข้อจำกัดที่ผู้ผลิตต้องการจำหน่ายให้รัฐบาลเท่านั้น เพราะมีข้อตกลงยกเว้นความรับผิดของบริษัทผู้ผลิต (indemnity) ในกรณีเกิดผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน โดยให้รัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบแทน เนื่องจากเป็นการอนุมัติวัคซีนแบบฉุกเฉิน ยังอาจมีปัญหาเรื่องวัคซีนปลอม

เมื่อเอกชนได้วัคซีน อาจมีคนฉวยโอกาสในช่วงที่คนกำลังต้องการวัคซีนทำวัคซีนปลอมขึ้นมาแล้วแอบอ้างว่าได้มาจากบริษัทต่างๆ แล้วนำออกมาขายเองฉีดเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองไทยที่เราก็ทราบกันดีว่ามีปัญหาเรื่องการขายยาปลอม ครีมปลอม ฉีดยาปลอมไม่น้อย

ความกังวลนี้มีตัวอย่างให้ดูที่ฟิลิปปินส์ที่ไฟเขียวให้เอกชนนำเข้าวัคซีนต้าน Covid-19 โดยตรงจากบริษัทผู้ผลิตเพื่อฉีดให้พนักงานของตัวเองแล้ว

ประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตร์เต ถึงกับเตือนบริษัทเอกชนให้ระวังว่าจะได้วัคซีนปลอมหากซื้อจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ และขู่จะดำเนินคดีกับคนที่ผลิตวัคซีนปลอม

เช่นเดียวกับที่อินโดนีเซียที่มีเสียงคัดค้านการเปิดโอกาสให้เอกชนนำเข้าวัคซีน ดิกกี บูดิแมน นักระบาดวิทยาของอินโดนีเซียเผยว่า “วัคซีนคือสินค้าสาธารณะซึ่งไม่สามารถใช้กลไกราคาจากอุปสงค์และอุปทานเข้ามาทำหน้าที่จัดสินค้าและบริการได้ เราทราบดีว่ามีความต้องการวัคซีนจำนวนมาก และมีโอกาสที่จะเกิดวัคซีนปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน”

และล่าสุด บริษัท Pfizer (ไฟเซอร์) ตรวจพบการใช้วัคซีนต้าน Covid-19 ปลอมของบริษัทที่เม็กซิโกและโปแลนด์ โดยที่เม็กซิโกพบ 80 โดสในคลินิกแห่งหนึ่งที่รัฐนวยโวเลออง ซึ่งตัวเลขล็อตแตกต่างจากล็อตที่ส่งไปที่รัฐดังกล่าว ส่วนที่โปแลนด์พบว่าวัคซีนที่ยึดมาจากอพาร์ทเม้นต์ของชายรายหนึ่งเป็นทรีทเม้นต์ต่อต้านริ้วรอยแทนที่จะเป็นวัคซีนต้าน Covid-19

จริงอยู่ว่าภาคเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดหาวัคซีนให้คนไทยเพื่อชดเชยความล่าช้าของรัฐบาล แต่การกระจายวัคซีนของเอกชนก็ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของนโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เพราะจุดประสงค์หลักของวัคซีนคือการลดอัตราการเสียชีวิตให้กับกลุ่มเสี่ยงเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ผู้สูงอายุ

แต่หากเอกชนนำเข้าวัคซีนได้ คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการฉีดจะขึ้นอยู่กับว่าคนคนนั้นเป็นพนักงานของบริษัทที่นำเข้าหรือเปล่า ซึ่งไม่ใช่นโยบายทางสาธารณสุข แต่เป็นนโยบายทางเศรษฐกิจ

บูดิแมนยังมองว่า การเปิดโอกาสให้เอกชนนำเข้ายังมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในสังคม นอกจากผู้คนส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์จากการฉีดวัคซีนแล้ว แนวทางนี้ยังทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และยังเผยว่า “ข่าวลือเรื่องพลเมืองชั้น 1 พลเมืองชั้น 2 จะผุดขึ้นทันทีที่โครงการนี้เริ่มขึ้น”

เมื่อพูดถึง “ข่าวลือ” ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องกังวล เพราะข่าวลือเป็นศัตรูที่ร้ายกาจของความพยายามให้ความรู้มที่ถูกต้องเรื่องวัคซีน ในสถานการณ์กระแสต่อต้านวัคซีน (Antivax) มีให้เห็นอยู่ทั่วไปเพราะการปล่อยข่าวลือ/ข่าวปลอมผิดๆ เรื่องผลกระทบของวัคซีน แต่ในสถานการณ์ตอนนี้มีคนต้องการวัคซีนมากกว่าจนกลบกระแสต่อต้าน ยิ่งความต้องการมากแค่ไหน ยิ่งมีพวกหัวหมอในทางไม่ดีใช้ประโยชน์จากข่าวลือเพื่อขายของปลอมมากเท่านั้น

รัฐบาลหลายประเทศต้องรับศึกสองด้าน คือศึกต้านไวรัสและศึกข่าวปลอมที่เกี่ยวกับโควิด-19 จากการประเมินของเรา รัฐบาลทำหน้าที่ให้ความรู้แก่ประชาชนได้ดี แต่ยังขาดการทำงานในเชิงรุก คือการกำจัดข่าวปลอมหรือแม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการระบาดด้วยข้อมูลที่ผิด เมื่อข้อมูลผิดๆ แพร่กระจายไป มันจะเป็นการปูทางให้สังคมเกิดความสับสนและชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 

เช่น การให้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจนหรือปล่อยให้ข้อมูลผิดๆ เกี่ยวกับโครงการวัคซีนค้างคาในอินเทอร์เน็ต จะทำให้ประชาชนไม่มั่นใจวัคซีนของรัฐ ไปเรียกร้องเอาจากภาคเอกชน เมื่อเรียกร้องเอาจากเอกชนไม่ได้ ก็จะเสาะแสวงหาเอาเองในตลาดมืด ซึ่งหลายๆ ประเทศเกิดเรื่องพวกนี้ขึ้นแล้ว

ดังนั้น รัฐบาลจะต้อง “ผูกขาด” การกระจายวัคซีนเอาไว้ก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องโหว่ที่ทำให้ประชาชนคิดไปเองว่า “หาวัคซีนจากไหนก็ได้” แต่ไม่ได้หมายความว่าจะห้ามเอกชนนำเข้า สิ่งที่จะต้องระวังคือการนำเข้าของเอกชนจะไปทำให้เกิดปัญหาที่เอ่ยมาหรือไม่ และจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร? 

ที่สำคัญที่สุดก็คือ “เอกชน” ที่เสนอตัวจัดหาวัคซีนเป็นธุรกิจที่แสวงหาผลกำไร สิ่งแรกที่ธุรกิจะคิดถึงคือผลกำไร ไม่ใช่การกุศล (แน่นอนว่าพวกเขาย่อมทำการกุศลด้วย แต่ถ้าเอาการกุศลนำหน้าพวกเขาก็คงไม่ถือเป็นบริษัทอีกต่อไป) 

ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้ารัฐบาลไทยมีประสิทธิภาพและมองการณ์ไกลมากพอ รีบจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยให้ได้มากที่สุดเร็วที่สุด งานนี้คงไม่ต้องถึงมือเอกชน 

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

เมื่อเจ้ามหาอุปราชแห่งราชอาณาจักรลาว “ปราบผี” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651033

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 19:30 น.

 เมื่อเจ้ามหาอุปราชแห่งราชอาณาจักรลาว "ปราบผี"บุคคลสำคัญที่มีส่วนในการสร้างเอกราชของลาว เป็นผู้มีบารมีและราศีของผู้นำ ผู้คนยังเคารพบูชาท่านจนถึงทุกวันนี้

เจ้ามหาอุปราชเพ็ชร์ราช รัตนวงศา (หรือเจ้าเพชรราช รัตนวงศา) เป็นเจ้าวังหน้าของพระราชอาณาจักรลาว มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับฝรั่งเพื่อกอบกู้เอกราช ทรงมีความห้าวหาญ เด็ดเดี่ยว ได้สมญานามว่า “บุรุษเหล็กแห่งราชอาณาจักรลาว” ปรีชาสามารถทั้งบู๊และบุ๋น นับเป็นพหูสูตท่านหนึ่งแห่งยุคสมัย

เล่ากันว่า เจ้าเพ็ชร์ราชทรงมีวิทยาคมแก่กล้า คงกระพันชาตรีปืนยิงไม่ระคาย สามารถแปลงร่างเป็นสรรพสิ่งต่างๆ เช่นครั้งหนึ่งทรงแปลงเป็นแมลงหนีพวกเวียดนามที่ลอบเข้ามาปองร้ายพระองค์ ทรงเคยว่ายน้ำทวนแม่น้ำโขงไปโผล่ยังจุดหนึ่งที่ห่างไกลมาก จนคนลือกันว่าพระองค์สามารถแปลงกายเป็นปลาแล้วว่ายน้ำอย่างสะดวกไปตามลำน้ำเชี่ยวกราก และยังลือกันว่า พวกฝรั่งไม่เชื่อในเรื่องเหล่านี้ จึงทรงแปลงเป็นแมลงต่อหน้าพวกนั้น จนเกิดความเกรงกลัวไปตามๆ กัน เรื่องนี้บันทึกไว้โดย โจล เอม. เฮพเพิร์น (Joel M. Halpern) นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกิจการในลาวในยุคพระราชอาณาจักร

โจล เอม. เฮพเพิร์น เล่าเหตุการณ์ตอนหนึ่งระหว่างติดตามเจ้าเพ็ชร์ราชเสด็จเยี่ยมราษฎรในแถบหลวงพระบางเมื่อปี 1959 ไว้ว่า ชาวบ้านคนหนึ่งมาขอให้พระองค์ช่วยไล่ผีที่เข้าสิงลูกสาว เจ้าเพ็ชร์ราชทรงขึ้นไปบนเรือนโดยไม่ถอดรองพระบาทนัยว่าเพื่อแสดงพระองค์ในฐานะเจ้าผู้ปกครอง เมื่อทอดพระเนตรเห็นเด็กสาวแล้ววินิจฉัยว่าป่วยเป็นไข้ป่า จึงทรงมอบยาควินินให้ แต่ขณะเดียวกันก็ทรงเจรจากับผีผ่านคนทรง ซึ่งเป็นข้าราชการเก่าผู้หนึ่ง ครั้นแล้วก็ทรงไล่ผีจากครัวเรือนนั้น

คราวนี้วันต่อมา ผู้หลักผู้ใหญ่หมู่บ้านนั้นถึงกับขอให้พระองค์ช่วยไล่ผีจากหมู่บ้าน เพราะกลัวผีจะทำร้าย หลังจากได้รับคำสั่งจากพระองค์ให้ถางป่ารอบๆ เพื่อทำลายแหล่งเพาะยุงป้องกันไข้ป่า แต่ชาวบ้านเกรงว่าผีจะโกรธ เจ้าเพ็ชร์ราชจึงทรงประกอบพิธีอีก อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจเจ้าบ้านเจ้าเมืองของพระองค์ขับไล่ผีไป พวกทหารติดตามยิงปืนไล่เข้าไปในป่า แล้วทำการเผาหอผี หรือศาลปู่ตาจนวอดวาย จากนั้นถึงจะถางป่ากันได้

มหาสิลา วีระวงส์ ปราชญ์ชาวลาวที่เคยติดตามเจ้าเพ็ชร์ราช ก็เล่าว่า “ถ้ามีที่ใดราษฎรว่าเข็ดขวาง หนองใด ห้วยใด แม่น้ำใด ที่เขาว่ามีผีร้าย ประชาชนลงหากินไม่ได้ พระองค์ก็ไปเที่ยวปราบให้เสมอ”

นอกจากผีแล้วพระองค์ยังปราบสัตว์ร้ายในป่าที่คอยทำร้ายผู้คนทั้งเสือ จระเข้ และช้างร้าย

ในช่วงที่ฝรั่งเศสกลับมามีอิทธิพลในลาวอีกครั้ง เจ้าเพ็ชร์ราชได้ลี้ภัยมาอยู่ในไทย นอกจากจะให้ความช่วยเหลือขบวนการกู้ชาติสายต่างๆ แล้ว พระองค์ยังทรงร่วมกลุ่มนักนิยมไพรในไทย ที่นำโดย นพ.บุญส่ง เลขะกุล เจ้าเพ็ชร์ราชทรงเดินทางไปทั่วพงไพรในไทยเพื่อล่าสัตว์ นัยหนึ่งก็เพื่อทรงปลีกตัวจากความวุ่นวายทางการเมืองในบ้านเกิดเมืองนอน

โดย กรกิจ ดิษฐาน

หมายเหตุประวัติ – เจ้าเพชรราช รัตนวงศา (ชาตะ 19 มกราคม พ.ศ. 2443 – มรณะ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2502) วีรบุรุษของชาวลาว ผู้ทรงจัดตั้งรัฐบาลลาวอิสระเพื่อปลดแอกจากการปกครองของฝรั่งเศส และรวมแผ่นดินลาวทั้งหมดให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงเป็นพระมหาอุปราชพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์ของประเทศลาวในสมัยประเทศลาวยังเป็นพระราชอาณาจักรลาว และทรงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของลาวในช่วง พ.ศ. 2485 – 2488 ทรงได้รับการนับถือจากชาวลาวเป็นอย่างมากตราบจนถึงทุกวันนี้ (ข้อมูลจาก เจ้าเพชรราช รัตนวงศา)

Luminar สตาร์ทอัพดาวรุ่งที่เกิดจากคนจบมัธยม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651021

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 18:00 น.

Luminar สตาร์ทอัพดาวรุ่งที่เกิดจากคนจบมัธยมLuminar Technologies สตาร์ทอัพยานยนต์ไร้คนขับจากเด็ก 17 กำลังมาแรงหลังได้อดีตพนักงานตัวท็อปจาก Tesla มาร่วมงานด้วย

Luminar Technologies บริษัทสตาร์ทอัพยานยนต์ไร้คนขับกำลังถูกพูดถึงอย่างหนักในแวดวงด้วยหุ้นที่พุ่งกระฉุดหลังจากที่สามารถดึงตัว Alan Prescott อดีตรองประธานฝ่ายกฎหมายและรักษาการที่ปรึกษาทั่วไปจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Tesla มาได้

การได้หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายคนใหม่ครั้งนี้ส่งผลให้หุ้นของ Luminar Technologies ปรับตัวขึ้นถึง 18.1% นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือสตาร์ทอัพรายนี้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี LiDAR (การวัดระยะด้วยแสงเลเซอร์) ซึ่ง Elon Musk ซีอีโอของ Tesla ยืนกรานมาตลอดว่ามีราคาแพงเกินไปและไม่จำเป็นต่อการพัฒนายานยนต์ไร้คนขับ แต่ก็ดูเหมือนว่า Prescott จะให้การรับรองเทคโนโลยีดังกล่าว

ขณะนี้ Luminar Technologies สามารถระดมทุนได้รวมทั้งสิ้น 9.94 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐแม้ว่าจะเพิ่งก่อตั้งมาได้เพียง 9 ปีเท่านั้น และเพิ่งจะเปิดตัวในตลาดหุ้นไปหมาดๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว ส่งผลให้ Austin Russell ซีอีโอหนุ่มผู้ก่อตั้งบริษัทกลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านด้วยวัยเพียง 25 ปีเท่านั้น จนทำให้นิตยสารฟอร์บส์เรียกเขาว่าเป็นมหาเศรษฐีผู้สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตนเองที่อายุน้อยที่สุดในโลก

ความสำเร็จจากเด็กม.ปลาย

มหาเศรษฐีพันล้านวัยเพียง 25 ปีคงฟังดูน่าทึ่งแล้ว แต่ทุกคนจะทึ่งกว่านั้นเมื่อทราบว่าเส้นทางความสำเร็จนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ Austin Russell ยังไม่จบมัธยมปลายเลยเสียด้วยซ้ำ

Russell เคยให้สัมภาษณ์อัจฉรืยะของตนว่า ตนนั้นท่องจำตำแหน่งของธาตุในตารางธาตุได้ตั้งแต่อายุประมาณ 2 ขวบ และเริ่มเขียนซอฟต์แวร์ด้วยตนเองตั้งแต่ 11 ขวบ จากนั้น 2 ปีต่อมาเขาก็ยื่นจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ของตนเองเป็นครั้งแรก

ไม่นานหลังจากนั้น Russell เริ่มศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยี LiDAR ซึ่งเป็นที่ถูกพูดถึงกันอย่างมากในขณะนี้ แต่ในตอนนั้นแทบจะยังไม่มีใครสนใจเลยเสียด้วยซ้ำ

เขาศึกษาจนรู้สึกว่าอยากนำไปต่อยอดจึงตัดสินใจก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพเกี่ยวกับยานยนต์ไร้คนขับโดยใช้เทคโนโลยี LiDAR จึงเกิดเป็น บริษัท Luminar Technologies ขึ้นมาด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปีในตอนนั้น

จากเงินแสนสู่ร้อยล้าน

Russell ก่อตั้ง Luminar ด้วยเงินทุน 100,000 เหรียญสหรัฐ ผ่านมา 9 ปีขณะนี้บริษัทสามารถระดมทุนได้ถึง 9.94 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐโดยการเปิดระดมทุนครั้งล่าสุดเพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ Luminar ยังร่วมมือกับบริษัทยานยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกโดยการพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี LiDAR ให้แก่หลายบริษัทด้วยกันรวมถึง Toyota และ Volvo

Luminar เคลมว่าเทคโนโลยี LiDAR ของตนเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพสูง และได้รับการยอมรับจากค่ายยานยนต์ยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ทั้งยังสามารถจับภาพได้ชัดกว่าคู่แข่งถึง 50 เท่า

ภาพโดย Collision Conf/Wikipedia

Bitcoin กำลังแสดงอาการขาลงหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651022

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 16:30 น.

Bitcoin กำลังแสดงอาการขาลงหรือไม่?นักวิเคราะห์และสื่อธุรกิจเริ่มจับตาแนวโน้มของ Bitcoin ที่อาจจะหมดแรงลง กลายสภาพจากจากตลาดกระทิงกลายเป็นตลาดหมี

เริ่มจากสำนักข่าว Bloomberg ที่รายงานว่าจนถึงกางสัปดาห์นี้ Bitcoin ก็ยังไม่ฟื้นตัวจากความสับสนในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาวะที่ยังไม่สามารถอธิบายได้และตอนนี้นักลงทุนต่างก็จับตาดูความเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของมันที่มีความผันผวน

ก่อนหน้านี้นักยุทธศาสตร์ของ JPMorgan Chase & Co. นำโดย Nikolaos Panigirtzoglou กล่าวว่าสองสามครั้งที่ผ่านมาพวกเขาเห็นการเคลื่อนไหวของราคาใน Bitcoin ในเชิงลบ แต่ผู้ซื้อกลับมากอบกู้สถานการณ์ทันเวลาเพื่อป้องกันการตกต่ำที่ลึกลงไป แต่คราวนี้พวกเขากลับกังวล เพราะหาก Bitcoin ไม่สามารถกลับมาสูงกว่า 60,000 ดอลลาร์ในไม่ช้าสัญญาณ โมเมนตัมจะพังทลายลง

ด้าน Michael Purves จาก Tallbacken Capital Advisors ทำการวิเคราะห์ทางเทคนิคเกี่ยวกับรูปแบบการซื้อขายของ Bitcoin พบว่าจุดสูงสุดล่าสุดของ Bitcoin ไม่ได้อิงกับดัชนีกำลังสัมพัทธ์ (Relative strength index – คือตัวบ่งชี้ทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์ตลาดการเงิน มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแผนภูมิจุดแข็งหรือจุดอ่อนในปัจจุบันและในอดีตของหุ้นหรือตลาดโดยพิจารณาจากราคาปิดของช่วงเวลาการซื้อขายล่าสุด) และเหนือสิ่งอื่นใดและโมเมนตัมที่พุ่งสูงของมันกำลังจางหายไป

เว็บไซต์ของ Fortune ก็ตั้งข้อสังเกตในทำนองเดียวกันโดยตั้งคำถามว่าตอนนี้ตลาดกระทิงของ Bitcoin สิ้นสุดลงแล้วหรือยังหลังจากพุ่งขึ้นมาถึง 700% นับตั้งแต่เดือนเมษายปีที่แล้ว? คำตอบก็คือ “อาจจะเป็นอย่างนั้น” David Z. Morris นักเขียนของ Fortune ให้เหตุผลว่า Bitcoin เป็นจำพวกหุ้นยุคการระบาดใหญ่ หรือ pandemic stock

ตัวอย่างของ pandemic stock เช่น Netflix ซึ่งเพิ่งจะประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกปรากฎว่ามีลูกค้าใหม่มีจำนวนทั้งสิ้น 3.98 ล้านคนหลุกจากเป้าคาดการณ์ 6.29 ล้านคนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ นอกจากนี้ยังมี Zoom ซึ่งตอนนี้ราคาหุ้นลดลง 45% จากระดับสูงสุดตลอดกาลถึงปลายปีที่แล้ว บริษัทเหล่านี้บูมในช่วงการระบาดใหญ่เพระาเป้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการล็อคดาวน์หรือติดอยู่กับบ้าน และตอนนี้ถึงช่วงขาลงของพวกมัน

David Z. Morris ชี้ว่า Bitcoin ก็เข้าข่ายธุรกิจที่บูทในช่วงการระบาดใหญ่ เพราะมีหลักฐานวาชาวอเมริกันใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไปซื้อ Bitcoin และนักลงทุนยังเข้ามาเล่นคริปโตเพราะติดอยู่กับล็อคดาวน์และเป็นการลงทุนมาแบบมาราธอนเพ 24 ชั่วโมงต่อวัน

Scott Minerd ซีไอโอของบริษัท Guggenheim ยังได้เตือนถึง“การปรับฐานครั้งใหญ่” ของ Bitcoin ในระยะเวลาอันใกล้นี้ โดยอ้างว่า Bitcoin นั้น “มีฟองมาก” และเขาคาดการณ์ว่าราคาของสกุลเงินดิจิทัลจะลดลง 50%

เขาบอกกับ CNBC ว่า Bitcoin ไปไกลเกินไปเร็วเกินไป “ผมคิดว่าเราสามารถดึง Bitcoin กลับมาที่ 20,000 ถึง 30,000 ดอลลาร์ซึ่งจะลดลง 50% แต่สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Bitcoin คือเราเคยเห็นการลดลงประเภทนี้มาก่อน”

อย่างไรก็ตาม Minerd ตั้งข้อสังเกตว่าเขาคิดว่าการปรับฐานครั้งใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของ “วิวัฒนาการตามปกติของตลาดกระทิงในระยะยาว”

Photo by JACK GUEZ / AFP

เพราะค่าแรงต่ำติดดิน คนอเมริกันจึงพึ่งพาทิป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650948

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 15:00 น.

เพราะค่าแรงต่ำติดดิน คนอเมริกันจึงพึ่งพาทิป เมื่อค่าจ้างพนักงานโดนหักแทบไม่เหลือ จึงเป็นหน้าที่ของลูกค้าที่ต้องให้ทิป?

การให้ทิปโดยทั่วไปแล้วอาจเป็นทางเลือกของผู้บริโภคว่าจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ แต่ในสหรัฐอเมริกาแล้วการให้ทิปนั้นถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ผู้บริโภคเหมือนจะถูกบังคับให้ต้องจ่ายทิป และการที่พนักงานเรียกทิปเพิ่มหรือต่อว่าหากลูกค้าไม่จ่ายทิปหรือจ่ายไม่ครบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก

ฟังดูอาจขัดใจใครหลายคนแต่หากได้ฟังเรื่องราวของผู้ที่ประกอบอาชีพบริการในสหรัฐแล้วคงเข้าใจมากขึ้น

ช่วงเวลาที่บรรดาร้านอาหาร บาร์ และร้านตัดผมเปิดให้บริการอีกครั้ง พนักงานหลายคนตั้งเผชิญกับเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19

Aaliyah Cortez คือหนึ่งในพนักงานเหล่านั้น เธอถ่ายใบเสร็จเงินเดือนของเธอลงในติ๊กต็อกเพื่อบอกเล่าความยากลำบากของอาชีพของเธอ เธอได้รับค่าจ้างอยู่ที่เพียง 2.13 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่เธอจะทำงาน 70.80 ชั่วโมง เธอควรจะได้ค่าจ้างทั้งหมด 150.81 เหรียญสหรัฐ แต่เมื่อหักภาษีและประกันสังคมไปแล้วเธอได้รับเงินเพียง 9.28 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

หรือกล่าวคือเธอทำงานกว่า 70 ชั่วโมงแต่ได้ค่าจ้างเพียง 290.96 บาท

ในทางกลับกันรายได้หลักของเธอกลับมาจากทิปที่ได้จากลูกค้า การถ่ายวิดีโอครั้งนี้ของเธอเพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการให้ทิปพนักงานบริการทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพนักงานร้านอาหาร บาร์เทนเดอร์ ช่างตัดผม เป็นต้น

แม้ว่าเธอจะทำเงินได้จากทิปที่ลูกค้าให้มาแต่ลูกค้าก็ไม่ได้ให้ทิปเสมอไป อย่างไรก็ตามเธอกล่าวว่าเธอไม่เห็นด้วยเลยที่รัฐกำหนดค่าแรงขั้นต่ำไว้น้อยเกินไปและคาดหวังว่าลูกค้าจะต้องให้ทิปพนักงานเพิ่ม

ขณะนี้ค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลกลางถูกกำหนดไว้ที่ 7.25 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง แต่ก็จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ โดยสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 12 ถึง 14 เหรียญสหรัฐอย่างเช่นรัฐแอริโซนา โคโลราโด แคลิฟอร์เนีย และวอชิงตัน ขณะที่ค่าครองชีพเฉลี่ยของชาวอเมริกันอยู่ที่ 5,000 เหรียญสหรัฐต่อเดือน

เมื่อเร็วๆ นี้วุฒิสภาได้ปฏิเสธความพยายามที่จะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลกลางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเยียวยาโควิด-19 โดยฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งตั้งเป้าที่จะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 15 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง

การออกมาตีแผ่ค่าแรงของเธอในครั้งนี้ทำให้เกิดความคิดเห็นแตกออกเป็น 2 เสียง บางฝ่ายก็มองว่าในโลกที่ค่าแรงขั้นต่ำเป็นเรื่องนั้นสร้างความทุกข์ทรมาน การให้ทิปก็เป็นสิ่งดีๆ ที่เราจะมอบให้กันเพื่อแสดงความมีน้ำใจและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

ขณะที่อีกฝ่ายตั้งคำถามว่าเป็นหน้าที่ของลูกค้าจะต้องให้ทิป หรือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องแก้ไขปัญหาค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่มีการปรับขึ้นมาหลายปีแล้ว

AP Photo/Don Ryan

แกะรอยเรือดำน้ำอินโดนีเซีย สูญหายพร้อมลูกเรือ 53 คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650987

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 14:00 น.

แกะรอยเรือดำน้ำอินโดนีเซีย สูญหายพร้อมลูกเรือ 53 คนเปิดประวัติความเป็นมาเรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 ของอินโดนีเซีย พบเคยยกเครื่องใหม่มาแล้ว 1 ครั้ง

ภารกิจค้นหาเรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 ของอินโดนีเซียที่ขาดการติดต่อพร้อมลูกเรือ 53 คน ระหว่างฝึกซ้อมทางทะเลนอกชายฝั่งเกาะบาหลี เข้าสู่วันที่ 2 โดยล่าสุดการค้นหาทางอากาศพบคราบน้ำมันที่ใกล้กับจุดที่เรือดำน้ำดำลงทะเล ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างออสเตรเลีย สิงคโปร์ และอินเดีย เตรียมส่งทีมช่วย  ต่อไปนี้คือประวัติความเป็นมาของเรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 

เรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 อยู่ในชั้น Cakra ของอินโดนีเซีย ต่อขึ้นในปี 1977 ที่เยอรมนี และเข้าประจำการในกองทัพอินโดนีเซียเมื่อปี 1981 ปัจจุบันเป็น 1 ใน 5 เรือดำน้ำที่ประจำการในกองทัพอินโดนีเซีย

เรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 เข้ารับการประกอบใหม่ที่เกาหลีใต้เป็นเวลา 2 ปี แล้วเสร็จเมื่อปี 2012 สำนักข่าว Antara ของอินโดนีเซียรายงานในขณะนั้นว่า การประกอบใหม่นี้เป็นการยกเครื่องโครงสร้าง ระบบนำทาง และอาวุธใต้น้ำและระบบโซนาร์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

Antara ระบุอีกว่า เรือดำน้ำลำนี้สามารถบรรทุกน้ำหนัก (deadweight) 1,395 ตัน มีความเร็วเดินทาง (cruising speed) อยู่ที่ 21.5 น็อต หรือ 39.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นเรือดำน้ำพลังดีเซลที่สามารถสลับมาใช้พลังงานจากแบตเตอรีไฟฟ้าขณะอยู่ใต้น้ำ บรรทุกลูกเรือได้ 34 คน และทนแรงบีบอัดของน้ำได้ที่ความลึกไม่เกิน 250 เมตร

ฮาดี จายานโต ผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโดนีเซียเผยกับรอยเตอร์สว่า เรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 อยู่ระหว่างการซ้อมรบทางเรือนอกชายฝั่งเกาะบาหลี และขาดการติดต่อราว 04.30 น.

แถลงการณ์ของกองทัพเรือระบุว่า เป็นไปได้ว่าระหว่างกำลังดำน้ำ กระแสไฟฟ้าอาจขัดข้องจึงทำให้เรือเสียการควบคุม และระบบฉุกเฉินก็ไม่ทำงาน จากนั้นเรือจึงดิ่งลงไปที่ความลึก 600-700 เมตร ซึ่งเกินจากความสามารถของเรือ ทั้งยังระบุอีกว่าทะเลในบริเวณที่เรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 ซ้อมรบตื้นกว่าบริเวณอื่นของเกาะ แต่ก็อาจลึกกว่า 1,500 เมตร

ทางกองทัพเรือคาดว่าคราบน้ำมันที่ลอยออกมาอาจเป็นสัญญาณว่าเรือได้รับความเสียหาย หรืออาจเป็นการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือมาจากลูกเรือ

Photo by Handout / INDONESIA MILITARY / AFP

นาซาสกัดออกซิเจนจากบรรยากาศดาวอังคารสำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650990

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 12:30 น.

นาซาสกัดออกซิเจนจากบรรยากาศดาวอังคารสำเร็จหลังจากที่ปล่อยเฮลิคอปเตอร์บินบนดาวอังคารสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลกแล้วล่าสุดนาซาทำความสำเร็จต่อเนื่องด้วยการผลิตออกซิเจนเพื่อหายใจได้บนดาวอังคาร

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) เผยเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ในภารกิจสำรวจดาวอังคารว่าสามารถเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศของดาวอังคารให้เป็นออกซิเจนบริสุทธิ์ซึ่งสามารถหายใจได้ผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า “MOXIE” (Mars Oxygen In-Situ Resource Utilization Experiment) ซึ่งอยู่ภายในตัวถังของยานสำรวจ Perseverance ที่ลงจอดบนดาวอังคารเมื่อวันที่ 19 ก.พ.

อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถผลิตออกซิเจนออกมาได้ประมาณ 5 กรัมหรือเทียบเท่ากับการหายใจของนักบินอวกาศประมาณ 10 นาที

โดยนาซากล่าวว่าแม้จะเป็นปริมาณที่ไม่มากนักแต่นี่เป็นความสำเร็จแรกในการทดลองสกัดทรัพยากรธรรมชาติจากสิ่งแวดล้อมของดาวเคราะห์ดวงอื่นเพื่อให้มนุษย์ใช้โดยตรง

MOXIE ได้รับการออกแบบมาเพื่อผลิตออกซิเจนได้มากถึง 10 กรัมต่อชั่วโมง เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันนักวิทยาศาสตร์วางแผนที่จะใช้อุปกรณ์นี้อีกอย่างน้อย 9 ครั้งในช่วง 2 ปีข้างหน้าภายใต้เงื่อนไขและความเร็วที่แตกต่างกัน

ทรูดี กอร์เตส ผู้อำนวยการสาธิตเทคโนโลยีจากคณะกรรมการภารกิจด้านเทคโนโลยีอวกาศของนาซาระบุว่า MOXIE ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือแรกที่สามารถผลิตออกซิเจนบนดาวดวงอื่นเท่านั้น แต่เป็นเทคโนโลยีแรกที่เอื้อต่อภารกิจอาศัยบนดาวเคราะห์ดวงอื่นในอนาคต

MOXIE ทำงานผ่านกระแสไฟฟ้าซึ่งใช้ความร้อนสูงในการแยกอะตอมของออกซิเจนออกจากโมเลกุลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งคิดเป็นประมาณ 95% ของบรรยากาศบนดาวอังคาร โดยอีก 5% ประกอบด้วยโมเลกุลไนโตรเจนและอาร์กอนเป็นหลัก

ขณะที่ปริมาณออกซิเจนบนดาวอังคารมีอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสำรวจดาวอังคาร ทั้งใช้เพื่อการหายใจของนักบินอวกาศและยังเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับเชื้อเพลิงยานอวกาศซึ่งจำเป็นต้องใช้ในปริมาณมาก

จากข้อมูลของนาซาระบุว่าการส่งนักบินอวกาศ 4 คนขึ้นจากพื้นผิวดาวอังคารจะใช้เชื้อเพลิงจรวดประมาณ 15,000 ปอนด์ (7 เมตริกตัน) รวมกับออกซิเจน 55,000 ปอนด์ (25 เมตริกตัน)

Photo by Ryan LANNOM / NASA/JPL-CALTECH / AFP

สหรัฐจ่อตอบโต้ไทยทุ่มตลาดฟูกที่นอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650982

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 11:30 น.

สหรัฐจ่อตอบโต้ไทยทุ่มตลาดฟูกที่นอนคณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐพิจารณาตอบโต้ไทยและอีก 6 ประเทศทุ่มตลาดฟูกที่นอนกระทบอุตสาหกรรมในประเทศ

คณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (USITC) ประกาศเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ว่าอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการนำเข้าฟูกที่นอนจากประเทศไทยและอีก 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เวียดนาม, เซอร์เบีย และตุรกี ที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐกำหนดให้ซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม

โดยผลจากการพิจารณาของ USITC ล่าสุดนี้ไต่สวนแล้วพบว่ามีการทุ่มตลาดสินค้าดังกล่าวที่นำเข้าจากไทยและอีก 6 ประเทศข้างต้น คณะกรรมการทั้ง 5 คนลงมติเป็นเอกฉันท์ว่ากระทรวงพาณิชย์จะต้องออกคำสั่งต่อต้านการทุ่มตลาดสำหรับการนำเข้าฟูกที่นอนจากไทยและอีก 6 ประเทศ ตลอดจนออกคำสั่งเรียกเก็บภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากประเทศจีน

หลังจากที่เมื่อปีที่ผ่านมาบรรดาผู้ผลิตและภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมและบริการพันธมิตรระหว่างประเทศในสหรัฐได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการโดยระบุว่าอุตสาหกรรมในสหรัฐได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาดในราคาต่ำกว่าราคาที่ขายในประเทศ

ส่งผลให้คณะกรรมการต้องเปิดการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าประเภทฟูกที่นอนที่นำเข้าจากไทยและอีก 6 ประเทศข้างต้น รวมถึงเปิดไต่สวนการใช้มาตรการอุดหนุน (CVD) สินค้าดังกล่าวที่นำเข้าจากประเทศจีน

ทั้งนี้ USITC มีกำหนดประกาศผลการพิจารณาความเสียหายขั้นสุดท้ายในวันที่ 24 พ.ค.

ภาพโดย Yahquinn/Wikipedia

สหรัฐกดดันหนักแบล็กลิสต์ธุรกิจซุง-ไข่มุกกองทัพเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650973

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 10:35 น.

สหรัฐกดดันหนักแบล็กลิสต์ธุรกิจซุง-ไข่มุกกองทัพเมียนมาสหรัฐเดินหน้าลงดาบต่อขึ้นบัญชีดำธุรกิจกองทัพเมียนมาเพิ่มอีก 2 แห่ง  

กระทรวงการคลังสหรัฐขึ้นบัญชีดำบริษัทของกองทัพเมียนมาเพิ่มเติมอีก 2 แห่งคือ Myanma Timber Enterprise (MTE) และ Myanmar Pearl Enterprise (MPE) บริษัททำไม้และไข่มุกซึ่งเป็นธุรกิจส่งออกที่เป็นแหล่งรายได้ของกองทัพเมียนมา

การขึ้นบัญชีดำนี้ส่งผลให้เอกชนและบริษัทสัญชาติสหรัฐ รวมทั้งธนาคารไม่สามารถติดต่อทำธุรกิจกับสองบริษัทนี้ เพื่อเป็นการจำกัดไม่ให้บริษัทดังกล่าวเข้าถึงการค้าในระดับโลกและระบบการเงิน

นอกจากนี้ ทางการสหรัฐยังอายัดทรัพย์สินของทั้งสองบริษัทข้างต้นที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของสหรัฐ

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยว่า “การกระทำของเราวันนี้เป็นการเน้นย้ำสารไปยังกองทัพเมียนมาว่า สหรัฐจะเดินหน้าเล่นงานช่องทางการหาเงินของกองทัพและทำให้กองทัพต้องรับผิดชอบกับการทำรัฐประหารและการใช้ความรุนแรง”

บลิงเคนกล่าวต่อว่า “เราจะเดินหน้าสนับสนุนชาวเมียนมาในการต่อต้านการทำรัฐประหารนี้ และเราเรียกร้องให้กองทัพยุติการใช้ความรุนแรง ปล่อยคนที่ถูกคุมขังโดยไม่เป็นธรรม และฟื้นฟูเส้นทางสู่ประชาธิปไตยของเมียนมา”

Environmental Investigation Agency ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับสากลที่ติดตามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าในเมียนมาและที่อื่นๆ เผยว่า กองทัพเมียนมาทำกำไรจากการส่งออกไม้สักผ่านบริษัท MTE

Photo by Thet AUNG / AFP