เผยตราประทับล้ำค่าของจักรพรรดิจีนถูกนำออกประมูล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648888

วันที่ 28 มี.ค. 2564 เวลา 13:18 น.เผยตราประทับล้ำค่าของจักรพรรดิจีนถูกนำออกประมูลศิลปวัตถุที่หาชมได้ยากจากยุคราชวงศ์จีน บางชิ้นเป็นตราประทับของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์

นิโคลาส โจว (Nicolas Chow) ประธานสาขาเอเชียของ Sotheby ถือพระราชลัญจกร หรือตราประทับของหลวงในระหว่างการแสดงตัวอย่างให้สื่อได้ชมที่โชว์รูมของ Sotheby ในฮ่องกงในวันที่ 25 มีนาคม 2564 ก่อนการประมูลในวันที่ 22 เมษายน 

1

1. ตราประทับหยกขาวของจักรพรรดิสลักคำว่า “จี๋เอินถัง” ทำในสมัยเฉียนหลงของราชวงศ์ชิง ประมาณปีปิ่งซวี (ตรงกับปี 1766) และประมาณระหว่าง 16.1 ถึง 23.2 ล้านเหรียญสหรัฐ นำเสนอกับสื่อโดย Nicolas Chow ประธานเอเชียของ Sotheby ในระหว่างการดูตัวอย่างสื่อที่ โชว์รูมของ Sotheby ในฮ่องกงในวันที่ 25 มีนาคม 2564 ก่อนการประมูลในวันที่ 22 เมษายน (ภาพโดย Anthony WALLACE / AFP)

2

2. ตัวอักษรที่สลักด้านข้างของตราประทับหยกขาวของจักรพรรดิ ซึ่งด้านหน้าสลักคำว่า”จี๋เอินถัง”ด้านบนทำเป็นที่จับรูปมังกรหรือปี่เซี่ย ทำสมัยเฉียนหลงของราชวงศ์ชิง ประมาณปีปิ่งซวี (ตรงกับปี 1766) เฉียนหลงเป็นพระจักรพรรดิองค์ที่ 6 ของราชวงศ์ชิงทรงครองราชย์นานกว่า 60 ปีสร้างความเจริญมากมายให้บ้านเมืองโดยเฉพาะในด้านศิลปะกรรมและการขยายดินแดนปราบปรามชนกลุ่มน้อยต่างๆ (ภาพโดย Anthony WALLACE / AFP)

3

3. ตราประทับจักรพรรดิ ทำจากไม้ถานเซียงมู่ สลักคำว่า “จิ้งเทียน ชินหมิน” ทำขึ้นสมัยคังซีของราชวงศ์ชิงซึ่งมีมูลค่าประมาณ 10.3 ถึง 12.9 ล้านเหรียญสหรัฐจะแสดงระหว่างการแสดงตัวอย่างสื่อที่โชว์รูมของ Sotheby ในฮ่องกงในวันที่ 25 มีนาคม 2564 ก่อนการประมูลในวันที่ 22 เมษายน (ภาพโดย Anthony WALLACE / AFP)

4

4. ด้านบนซึ่งทำด้ามจับเป็นรูปปี่เซี่ย และด้านข้างของตราประทับจักรพรรดิทำจากไม้ถานเซียงมู่ สลักคำว่า “จิ้งเทียน ชินหมิน” ทำขึ้นสมัยคังซีของราชวงศ์ชิง จักรพรรดิคังซีเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์ชิงตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและราชวงศ์บ้านพลูหลวงของอาณาจักรอยุธยา ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 61 ปี นับเป็นจักรพรรดิที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดพระองค์หนึ่งในประวัติศาตร์จีน และถือเป็นยุคทองยุคหนึ่งของจีน (ภาพโดย Anthony WALLACE / AFP)

6

5. ตราประทับหยกสีเขียวของหลวงของจักรพรรดินีเหรินเซี่ยวเหวินในจักรพรรดิหย่งเล่อสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1424 ถึง ค.ศ. 1425) มูลค่าประมาณ 3.2 ถึง 3.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างการชมตัวอย่างสื่อที่โชว์รูมของ Sotheby ในฮ่องกง ในวันที่ 25 มีนาคม 2564 ก่อนการประมูลในวันที่ 22 เมษายน (ภาพโดย Anthony WALLACE / AFP)

5

6. ตราประทับหยกสีเขียวของหลวงของจักรพรรดินีเหรินเซี่ยวเหวินในจักรพรรดิหย่งเล่อสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1424 ถึง ค.ศ. 1425) เหลือเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่มีคุณค่ามหาศาลเนื่องจากตราประทับของจักรพรรดินีพบได้ไม่บ่อยนัก จักรพรรดินีเหรินเซี่ยวเหวินหรือเรียกตามนามสกุลว่าจักรพรรดินีสฺวี  เป็นธิดาคนโตของ สฺวี ต๋า ขุนพลคู่พระทัยของ จักรพรรดิหงอู่ ต่อมาพระนางได้เข้าพิธีอภิเษกกับ องค์ชายจูตี้ พระโอรสองค์ที่ 4 ในจักรพรรดิหงอู่ เมื่อพระราชสวามีได้ขึ้นสืบราชบัลลังก์เป็นจักรพรรดิหย่งเล่อใน พ.ศ. 1945 ก็ได้สถาปนาพระชายาสฺวีขึ้นเป็นจักรพรรดินีมีพระนามว่า จักรพรรดินีเหรินเซี่ยวเหวิน แต่ดำรงพระยศได้เพียง 5 ปีก็สิ้นพระชนม์เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 1950 (ภาพโดย Anthony WALLACE / AFP)

7

7. จากขวาไปซ้าย ตราประทับหยกสีเขียวของจักรพรรดินีเหรินเซี่ยวเหวินในจักรพรรดิหย่งเล่อ จากสมัยหงซี ของราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1424 ถึง ค.ศ. 1425) ,ตราประทับจักรพรรดิ ทำจากไม้ถานเซียงมู่ สลักคำว่า “จิ้งเทียน ชินหมิน” ทำขึ้นสมัยคังซีของราชวงศ์ชิง และตราประทับหยกขาวของจักรพรรดิสลักคำว่า “จี๋เอินถัง” ทำในสมัยเฉียนหลงของราชวงศ์ชิง แสดงระหว่างการแสดงตัวอย่างสื่อที่โชว์รูมของ Sotheby ในฮ่องกง ในวันที่ 25 มีนาคม 2564 ก่อนการประมูลในวันที่ 22 เมษายน (ภาพโดย Anthony WALLACE / AFP)

พวกเขาจะปลดล็อคเรือยักษ์ขวางคลองสุเอซด้วยวิธีไหน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649028

วันที่ 28 มี.ค. 2564 เวลา 12:07 น.พวกเขาจะปลดล็อคเรือยักษ์ขวางคลองสุเอซด้วยวิธีไหน?ในเวลาที่รายงานชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้น เป็นเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วหลังจากเรือ Ever Given เกยตื้นชนเข้ากับตลิ่งคลองสุเอซจนทำให้การขนส่งสินค้าทางเรือต้องหยุดชะงัก

1. เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่เรือ Ever Given ยังติดและขวางคลองสุเอซ ความพยายามที่จะปล่อยเรือจากการเกยตื้นยังไม่เป็นดอกเป็นผลชัดเจน นักวิเคราะห์ด้านการขนส่งคาดการณ์ว่าการจราจรติดขัดขนาดมหึมาทำให้การค้าโลกต้องพบกับความสูญเสียไปเกือบ 10,000 ล้านดอลลาร์ทุกวัน และคาดการณ์กันวามันอาจจะลากยาวนานหลายสัปดาห์

2. การแก้ปัญหาเรือติดเป็นคอขวดขวางคลองขึ้นอยู่กับความสามารถของทีมกู้ภัยในการดูด/ตักทราย โคลน และหินที่ Ever Given ติดอยู่และเพื่อแบ่งเบาภาระของเรือให้เพียงพอที่จะช่วยให้ลอยได้อีกครั้ง ในขณะที่เรือลากจูงพยายามผลักและดึงเรือให้เป็นอิสระ เบื้องต้นโมฮัมเหม็ด มอสเซลฮี เจ้าของบริษัท First Suez International ซึ่งเป็นบริษัทโลจิสติกส์ทางทะเลที่คลองกล่าวว่าทีมนักดำน้ำได้ตรวจสอบตัวเรือแล้วและยังไม่พบความเสียหาย

มุมมองทางอากาศที่ถ่ายจากช่องหน้าต่างของเครื่องบินพาณิชย์แสดงให้เห็นเรือที่ติดอยู่ในทะเลแดง (ภาพโดย Mahmoud KHALED / AFP)

3. เจ้าหน้าที่คลองสุเอซกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่าเรือขุดได้จัดการขุดด้านหลังของเรือในคืนวันศุกร์โดยปล่อยหางเสือและในบ่ายวันเสาร์ (27 มีนาคม) พวกเขาได้ขุดลงไป 18 เมตรลงไปในฝั่งตะวันออกของคลองซึ่งหัวเรือติดอยู่ แต่ทีมกู้สถานการณ์ต้องพบกับความล้มเหลวอีกครั้งในการปลดล็อคเรือจาการเกยตื้น

4. Bernhard Schulte Shipmanagement บริษัทที่ดูแลการปฏิบัติงานของเรือและลูกเรือกล่าวว่าเรือลากจูง 11 ลำกำลังให้ความช่วยเหลือโดยมีอีก 2 ลำจะมาช่วยในวันอาทิตย์ (28 มีนาคม) บริษัทกล่าวว่ามีเรือขุดหลายลำรวมถึงเรือขุดดูดแบบพิเศษที่สามารถดึงวัตถุได้ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงกำลังขุดรอบๆ หัวเรือของเรือ

มุมมองทางอากาศที่ถ่ายเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2564 จากช่องทางเครื่องบินของเครื่องบินพาณิชย์แสดงให้เห็นเรือที่เกยตื้นรอคิวในอ่าวสุเอซเพื่อข้ามคลองสุเอซที่ทางเข้าด้านใต้ใกล้กับท่าเรือทะเลแดงเมืองสุเอซเนื่องจากทางน้ำยังคงปิดกั้น โดยเรือคอนเทนเนอร์ที่ติดธงปานามา “MV Ever Given” (ภาพโดย Mahmoud KHALED / AFP)

5. อย่างไรก็ตาม ร.อ. นิค สโลน (Nick Sloane) ปรมาจารย์ด้านการกอบกู้ชาวแอฟริกาใต้และเป็นผู้นำปฏิบัติการเพื่อกู้เรือสำราญ Costa Concordia ที่ล่มในปี 2555 นอกชายฝั่งอิตาลีกล่าวกับ The New York Times ว่างานกู้เรือส่วนใหญ่มองไม่เห็นบนบก ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้เรือชาวดัตช์ 8 คนและสถาปนิกทหารเรือที่ดูแลปฏิบัติการจะต้องสำรวจเรือและก้นทะเลและสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยให้สามารถทำงานรอบเรือได้โดยไม่ทำให้เกิดความเสียหาย

6. นักวิเคราะห์และตัวแทนการขนส่งกล่าวโอกาสที่ดีที่สุดของพวกเขาอาจมาถึงในวันจันทร์เมื่อกระแสน้ำในฤดูใบไม้ผลิจะทำให้ระดับน้ำในคลองสูงขึ้นถึง 18 นิ้ว แต่เรื่องนี้ยังต้องลุ้นเช่นกัน เพราะปฏิบัติการก่อนหน้านี้ก็ใช้กระแสน้ำขึ้นเวลา 22.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

หัวเรือ Ever Given ที่เกยตื้น (ภาพโดย – / แหล่งข้อมูลต่างๆ / AFP)

7. หากความพยายามที่จะใช้การขุดลอกและเรือลากจูงเมื่อน้ำขึ้นสูงยังไม่สำเร็จอาจต้องขนย้ายตู้สินค้าออกไปเพื่อให้เรือมีน้ำหนักเบา ซึ่งมีหลายคน (รวมถึงคนที่นั่งติดตามสถานการณ์ตามหน้าจอ) ก็คิดว่าควรทำแบบนั้นแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีก

8. แต่ถึงที่สุดแล้วหากหากเรือลากจูงเรือขุดและเครื่องสูบน้ำไม่สามารถทำงานให้สำเร็จ ก็ต้องส่งเรือและเครื่องจักรเฉพาะทางที่ต้องใช้คนงานหลายร้อยคนมาช่วยกู้สถานการณ์ รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันขนาดเล็กเพื่อสูบจ่ายเชื้อเพลิงของเรือ ปั้นจั่นที่สูงที่สุดในโลกเพื่อขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ทีละตู้ และหากไม่มีเครนใดที่สูงพอหรือใกล้พอ ก็จะส่งเฮลิคอปเตอร์สำหรับงานหนักที่สามารถรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ถึง 20 ตันแม้ว่าจะยังไม่มีใครบอกว่าจะเอาตู้คอนเทนเนอร์ไปไว้ที่ไหน (ตู้ขนาด 40 ฟุตเต็มสามารถรับน้ำหนักได้ถึง 40 ตัน)

เรือคอนเทนเนอร์ MV ‘Ever Given’ ของไต้หวันซึ่งเป็นเรือยาว 400 เมตร และกว้าง 59 เมตร (ภาพโดย Ahmad HASSAN / AFP)

9. นอกจากจะต้องกู้เรือให้ลอยลำอีกครั้งแล้ว กัปตัน พอล ฟอรัน (Capt. Paul Foran) ที่ปรึกษาทางทะเลที่เคยทำงานเกี่ยวกับปฏิบัติการกู้เรืออื่นๆ กล่าวกับ The New York Times ว่าพวกเขาจะต้องเคลียร์เรือลำอื่นๆ ออกจากพื้นที่ด้วยซึ่งถือเป็นความพยายามในการประสานงานครั้งใหญ่ และพวกเขาจะต้องตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่การเกยตื้นของ Ever Given ทำให้ก้นทะเลเปลี่ยนรูปแบบไป และทำให้เรือลำอื่นผ่านพื้นที่ได้ยากขึ้นแม้Ever Given จะถูกเคลื่อนย้ายไปแล้วก็ตาม

Photo by – / Satellite image ©2021 Maxar Technologies / AFP

“ทหารอาชีพต้องไม่ทำร้ายประชาชน” ผบ. โลกประณามเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649023

วันที่ 28 มี.ค. 2564 เวลา 10:02 น."ทหารอาชีพต้องไม่ทำร้ายประชาชน" ผบ. โลกประณามเมียนมา ผู้บัญชาการทหารพันธมิตรสหรัฐประณามการสังหารประชาชนของกองทัพเมียนมา

ผู้นำทางทหารของหลายสิบประเทศรวมทั้งสหรัฐ, อังกฤษ, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ได้ร่วมกันประณามการใช้กำลังร้ายแรงของกองทัพเมียนมาต่อพลเรือนที่ไม่มีอาวุธ

การประณามร่วมครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากและผู้บัญชาการต่างๆ มีแถลงการณ์ร่วมกันหลังจากกองกำลังความมั่นคงของเมียนมาสังหารประชาชนไปถึง 114 คนในวันเสาร์ซึ่งรวมถึงเด็กด้วย ถือเป็นวันที่นองเลือดที่สุดนับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจ

การสังหารประชาชนยังเกิดขึ้นในวันที่รัฐบาลทหารจัดให้มีการแสดงแสนยานุภาพครั้งสำคัญเนื่องในวันกองทัพ (Armed Forces Day) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกวันที่ 27 มีนาคมของทุกปีเพื่อเป็นการรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของการต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่นในปี 1945 โดยกองทัพเมียนมา

“ในฐานะหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เราขอประณามการใช้กำลังร้ายแรงต่อผู้ที่ไม่มีอาวุธโดยกองทัพเมียนมาและหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง”

“ทหารอาชีพปฏิบัติตามมาตรฐานสากลในการปฏิบัติและมีหน้าที่ในการปกป้อง – ไม่ใช่ทำร้าย – ประชาชนที่กองทัพมีหน้าที่ต้องรับใช้ที่” เจ้าหน้าที่ทหารนานาประเทศกล่าวในแถลงการณ์ร่วม

“เราขอเรียกร้องให้กองกำลังเมียนมายุติความรุนแรงและลงมือทำงานเพื่อฟื้นคืนความเคารพและความน่าเชื่อถือในหมู่ประชาชนเมียนมาที่สูญเสียไปจากการกระทำของตน”

นอกเหนือจากสหรัฐ, อังกฤษ, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ยังมีประเทศอื่นๆ ที่ลงนาม ได้แก่ ออสเตรเลีย, แคนาดา, เยอรมนีกรีซ, อิตาลี, เดนมาร์ก, เนเธอร์แลนด์ และนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าเกือบทั้งหมดเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) โดย ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นพันธมิตรของสหรัฐ

แต่ในขณะที่พันธมิตรสหรัฐกับนาโตประณามกองทัพเมียนมา อเล็กซานเดอร์ โฟมิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของรัสเซียกลับไปพบปะหารือกับนายพลมินอ่องหล่ายผู้นำรัฐประหารเมียนมาในกรุงเนปยีดอ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการทหารกับกองทัพเมียนมา นับเป็นเจ้าหน้าที่ต่างประเทศระดับสูงคนแรกที่เดินทางเยือนเมียนมานับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

Photo by Handout / various sources / AFP

“วันแห่งความอัปยศ” ทหารฆ่าประชาชนวันเดียวนับร้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649022

วันที่ 28 มี.ค. 2564 เวลา 09:43 น."วันแห่งความอัปยศ" ทหารฆ่าประชาชนวันเดียวนับร้อยนักการเมืองจากการเลือกตั้งและทูตต่างประเทศชี้ “วันแห่งความหวาดกลัวและความอัปยศ”

ประชนเมียนมาร่วมกันในวันอาทิตย์ต่อประชาชนที่ลุกขึ้นต่อต้านกองทัพรวมถึงประชาชนที่ถูกลูกหลงจากการสังหารของกองทัและตำรวจเมียนมาเมื่อวันเสาร์ที่ 27 มีนาคม ซึ่งเป็นวันกองทัพของเมียนมา จนทำให้ประชาชนอย่างน้อย 114 คนต้องเสียชีวิตรวมถึงเด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ถือเป็นวันนองเลือดที่สุดนับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.

สื่อ Myanmar Now ระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 114 คนทั่วประเทศจากการปราบปรามการประท้วงเมื่อวันเสาร์ ผู้เสียชีวิตรวม 40 คนในเมืองมัณฑะเลย์เมืองใหญ่อันดับสองของเมียนมา หนึ่งในนั้นเป็นเด็กหญิงอายุ 13 ปี มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 คนในเมืองย่างกุ้ง และยังมีรายงานว่าเด็กอายุ 13 ปีอีกคนหนึ่งอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตในเขตสะกาย ตอนกลางของประเทศ

เมื่อวันเสาร์ มีการรายงานยอดผู้เสียชีวิตตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตั้งแต่พื้นที่รัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือไปจนถึงตะนาวศรีทางตอนใต้สุดริมทะเลอันดามัน รวมแล้วจำนวนพลเรือนโดยรวมที่ถูกรายงานว่าเสียชีวิตตั้งแต่การรัฐประหารมีมากกว่า 440 คน

นอกจากการสังหารประชาชนตามท้องถนนและบ้านเรือนแล้ว เมื่อวันเสาร์เครื่องบินไอพ่นของทหารได้สังหารผู้คนอย่างน้อย 3 คนในการโจมตีหมู่บ้านที่กลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงควบคุมไว้ โดยกลุ่มประชาสังคมเปิดเผยเรื่องนี้ในวันอาทิตย์หลังจากที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) กล่าวว่าได้บุกรุกฐานทัพของกองทัพเมียนมาใกล้ชายแดนไทย และฆ่าฝ่ายตรงข้ามไป 10 คน แต่การโจมตีทางอากาศโดยกองทัพเมียนมาทำใหชาวบ้านหนีเข้าไปในป่าเพื่อหาที่ปลอดภัย

“วันนี้เป็นวันแห่งความอัปยศของกองทัพ” ดร. ซาซา โฆษกคณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพ (CRPH) ซึ่งเป็นกลุ่มนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง กล่าวในแถลงการณ์

โทมัส วัชดา เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำเมียนมากล่าวในโซเชียลมีเดียว่า “การนองเลือดครั้งนี้น่าสยดสยองมาก” และกล่าวเสริมว่า “ประชาชนในเมียนมาได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของทหาร”

ด้านคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำเมียนมากล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า วันที่ 27 มีนาคมนั้น “จะคงตราตรึงตลอดไปในฐานะวันแห่งความหวาดกลัวและความอัปยศ”

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่ารัฐบาลสหรัฐ “สยดสยอง” กับการสังหารโดยน้ำมือของกองกำลังความมั่นคงของเมียนมา ปละประณามว่าเป็น “กองทัพแห่งความหวาดกลัว”

“พวกเราสยดสยองกับการนองเลือดโดยกองกำลังความมั่นคงของเมียนมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทหารจะสังเวยชีวิตผู้คนเพื่อรับใช้คนเพียงไม่กี่คน” บลิงเคนกล่าวในทวีต “ประชาชนที่กล้าหาญของเมียนมาปฏิเสธการปกครองของทหารที่น่าสะพรึงกลัว”

Photo by Handout / FACEBOOK / AFP

เสนอชื่อ ‘การอารยะขัดขืน’ เมียนมาชิงโนเบลสันติภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648990

วันที่ 27 มี.ค. 2564 เวลา 18:05 น.เสนอชื่อ ‘การอารยะขัดขืน’ เมียนมาชิงโนเบลสันติภาพกลุ่มข้าราชการและประชาชนชาวเมียนมาที่ทำอารยะขัดขืนต้านการประท้วงได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโนเบลสันติภาพ 

สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า นักวิชาการ 6 คนจากมหาวิทยาลัยออสโลของนอร์เวย์ เสนอชื่อให้กลุ่มเคลื่อนไหวอารยะขัดขืน (CDM) ของเมียนมาที่ต่อต้านการทำรัฐประหารโดยกองทัพเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2022  

หนังสือเสนอชื่อไปยังคณะกรรมการระบุว่า “CDM พยายามสร้างจุดยืนที่เป็นหนึ่งเดียวเพื่อต่อต้านการแบ่งแยกและการปกครองของกองทัพและเพื่อประชาธิปไตยของรัฐบาลกลาง หากประสบความสำเร็จสิ่งนี้ถือเป็นโอกาสในการยุติมรดกอันยาวนานของเมียนมาในเรื่องการปกครองทางทหารทั้งทางตรงและทางอ้อม และความขัดแย้งทางอาวุธภายในรัฐ” 

ด้าน คริสเตียน สโต๊กเก หนึ่งในผู้ร่วมเสนอชื่อระบุว่า ชาวเมียนมาที่เข้าร่วมการทำอารยะขัดขืนเสี่ยงถูกจับกุมตัว ถูกทรมาน และเสี่ยงชีวิต แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะต่อสู้เพื่อเสรีภาพผ่านการนัดหยุดงาน การรวมตัวกันอย่างสันติ และการต่อต้านที่ไร้ความรุนแรง  

ซาซา ทูตพิเศษประจำองค์การสหประชาชาติที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพ (CRPH) กล่าวว่า การได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโนเบลเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับประชาชนชาวเมียนมา และเป็นการมอบความหวังใหม่ให้ชาวเมียนมา และฉายภาพความเจ็บปวดที่ชาวเมียนมาได้รับจากการลุกขึ้นเรียกร้องความยุติธรรม เสรีภาพ และความสันติ แม้จะถูกกองทัพปราบปรามด้วยความรุนแรง

ไบเดนเล็งสร้างโครงการแข่งเส้นทางสายไหมจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648986

วันที่ 27 มี.ค. 2564 เวลา 16:05 น. ไบเดนเล็งสร้างโครงการแข่งเส้นทางสายไหมจีนโจ ไบเดน ชวนผู้นำอังกฤษก่อตั้งโครงการพัฒนาของฝั่งประชาธิปไตย แข่งกับโครงการเส้นทางสายไหมของจีน  

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ได้แนะนำนายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ของอังกฤษ ว่าประเทศประชาธิปไตยควรร่วมมือกันก่อตั้งโครงการโครงสร้างฟื้นฐานขึ้นมาแข่งกับโครงการเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 ของจีน (BRI) ระหว่างที่ยกหูโทรศัพท์คุยกันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

“ผมแนะนำว่าเราควรมีโครงการคล้ายกันนี้จากฝั่งประเทศประชาธิปไตย เพื่อช่วยเหลือชุมชนทั่วโลกที่ต้องการความช่วยเหลือ” ไบเดนกล่าว

คำบอกเล่าของผู้นำสหรัฐเกิดขึ้นหลังจากไบเดนประกาศว่าสหรัฐจะไม่ยอมให้จีนแซงหน้าขึ้นมาเป็นผู้นำโลก และจะลงทุนอย่างหนักเพื่อให้แน่ใจว่าสหรัฐจะชนะการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างจีนกับสหรัฐเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

Photo by Jim WATSON / AFP

รัสเซียไม่สนทั่วโลกประณาม เดินหน้ากระชับสัมพันธ์กองทัพเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648984

วันที่ 27 มี.ค. 2564 เวลา 14:05 น.รัสเซียไม่สนทั่วโลกประณาม เดินหน้ากระชับสัมพันธ์กองทัพเมียนมารัสเซีย-เมียนมากระชับสัมพันธ์ทางกองทัพ รมช.กลาโหมรัสเซียเยือนเมียนมาครั้งแรกหลังรัฐประหาร

อเล็กซานเดอร์ โฟมิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของรัสเซียพบปะหารือกับนายพลมินอ่องหล่ายผู้นำรัฐประหารเมียนมาในกรุงเนปยิดอว์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการทหารกับกองทัพเมียนมา นับเป็นเจ้าหน้าที่ต่างประเทศระดับสูงคนแรกที่เดินทางเยือนเมียนมานับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

โฟมินเผยว่า เมียนมาเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้และหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของรัสเซียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพรัสเซียและเมียนมาแน่นแฟ้นขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยรัสเซียเป็นฝ่ายช่วยฝึกทหารในกองทัพและจัดหาทุนการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยให้ทหารหลายพันนาย รวมทั้งจำหน่ายอาวุธให้กองทัพเมียนมาที่ถูกหลายประเทศตะวันตกคว่ำบาตร

ข้อมูลของสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์มเมื่อปี 2020 ระบุว่า รัสเซียจัดหาอาวุธอย่างน้อย 16% ของอาวุธที่กองทัพเมียนมาจัดหาในระหว่างปี 2014-2019

นอกจากนี้ รัสเซียยังปกป้องไม่ให้กองทัพเมียนมาถูกประณามจากที่ประชุมองค์การสหประชาชาติหลังจากกองทัพใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนที่ต่อต้านการทำรัฐประหาร และยังระบุว่าการทำรัฐประหารเป็นเรื่องภายในของเมียนมา

ดิมิทรี มอสยาคอฟ ศาสตราจารย์สถาบันตะวันออกศึกษาแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์รัสเซียมองว่า การเดินทางเยือนครั้งนี้เป็นการแสดงท่าทีว่ารัสเซียต้องการร่วมมือกับรัฐบาลรัฐประหาร ขณะที่ เนย์ ซัน ลวิง นักสิทธิมนุษชนเผยว่า การพบปะครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัสเซียสนับสนุนการใช้ความรุนแรงของกองทัพเมียนมา และเตือนว่ารัสเซียกำลังร่วมมือกับองค์กรที่ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

จีนไฟเขียวทดลองทางคลินิกวัคซีนโควิดชนิดสูดดม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648978

วันที่ 27 มี.ค. 2564 เวลา 12:05 น.จีนไฟเขียวทดลองทางคลินิกวัคซีนโควิดชนิดสูดดมจีนเตรียมทดสอบวัคซีนโควิดแบบที่ไม่ต้องฉีด แต่ใช้วิธีสูดดมเข้าไปแทน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าหน่วยงานกำกับดูแลยาของจีนอนุมัติการทดลองทางคลินิกแก่วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ชนิดสูดดม ซึ่งพัฒนาร่วมโดยแคนซิโน ไบโอโลจิกส์ (CanSino Biologics) บริษัทเภสัชภัณฑ์สัญชาติจีน

บริษัทฯ เปิดเผยในรายงานที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อวันอังคาร (23 มี.ค.) ว่าสำนักบริหารเวชภัณฑ์แห่งชาติจีน (NMPA) ได้อนุมัติการทดลองทางคลินิกของวัคซีนดังกล่าว ซึ่งเป็นฝีมือการพัฒนาของแคนซิโนกับสถาบันเทคโนโลยีชีวภาพปักกิ่งเมื่อวันจันทร์ (22 มี.ค.) ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันบริษัทฯ ระบุว่าความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีนชนิดสูดดมยังคง “อยู่ระหว่างการตรวจสอบยืนยัน”

ทั้งนี้ สำนักฯ อนุมัติการใช้งานวัคซีนโรคโควิด-19 ชนิดลูกผสมที่ผลิตโดยแคนซิโนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยจัดเป็นวัคซีนชนิดใช้อะดิโนไวรัสเป็นตัวนำพาตัวแรกที่ได้รับการอนุมัติ

อนึ่ง คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน (NHC) เปิดเผยว่าจีนดำเนินการฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 ให้ประชาชนทั่วประเทศมากกว่า 85.85 ล้านโดสแล้ว เมื่อนับถึงวันพุธ (24 มี.ค.)

Photo by Ernesto BENAVIDES / AFP

คลองสุเอซยังวิกฤต เรือสินค้าเกือบ 300 ลำรอผ่าน ติดเรือยักษ์ขวางทาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648977

วันที่ 27 มี.ค. 2564 เวลา 10:05 น.คลองสุเอซยังวิกฤต เรือสินค้าเกือบ 300 ลำรอผ่าน ติดเรือยักษ์ขวางทางเรือขนส่งสินค้า Ever Given เกยตื้นขวางคลองสุเอซเข้าสู่วันที่ 5 แต่ก็ยังไม่สามารถขยับเรือออกจากเส้นทางเดินเรือได้  

ข้อมูลการเดินเรือที่รวบรวมโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า วานนี้ (26 มี.ค.) มีเรือบรรทุกสินค้าตั้งแต่ปศุสัตว์ไปจนถึงเรือบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงลอยลำรอผ่านคลองสุเอซที่มีเรือ Ever Given เกยตื้นขวางอยู่ถึง 293 ลำ เพิ่มจากวันก่อนหน้าที่มีอยู่ 238 ลำ และวันแรกที่เรือเกยตื้นที่อยู่ที่ 100 ลำ

ด้านอัมริท ซิงห์ นักวิเคราะห์ด้านการเดินเรือจาก Refinitiv ในกรุงลอนดอนเผยว่า ในอีก 3 วันข้างหน้ามีกำหนดการที่เรือขนส่งสินค้าอีก 80 ลำจะเดินทางมาถึงคลองสุเอซ

ส่วน Bernhard Schulte Shipmanagement บริษัทจัดการด้านเทคนิคของเรือ Ever Given ออกแถลงการณ์แจ้งว่า ได้ยุติความพยายามในการทำให้เรือกลับมาลอยอีกครั้งเมื่อช่วงเที่ยงคืนของคืนวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น แต่เรือขุดลอกทรายจะเดินหน้าทำงานต่อไป และจะกลับมากู้เรืออีกครั้งในช่วงบ่ายของวันนี้ (27 มี.ค.) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น้ำขึ้น โดยจะมีเรือลากจูงมาเพิ่มอีก 2 ลำในวันอาทิตย์

ด้านสำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่กลาโหมว่า กองทัพเรือสหรัฐในตะวันออกกลางมีแผนจะส่งทีมประเมินสถานการณ์ที่เชี่ยวชาญด้านการขุดลอกคลองไปยังคลองสุเอซอย่างเร็วที่สุดในวันเสาร์นี้ เพื่อช่วยให้คำปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

Photo by – / Satellite image ©2021 Maxar Technologies / AFP

เรือยักษ์ขวางคลองสุเอซทำเศรษฐกิจทั้งโลกสะเทือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648962

วันที่ 26 มี.ค. 2564 เวลา 20:00 น.เรือยักษ์ขวางคลองสุเอซทำเศรษฐกิจทั้งโลกสะเทือนเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ Ever Given ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยความยาว 400 เมตร ที่เกยตื้นขวางคลองสุเอซมาตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ส่งแรงสั่นสะเทือนกับการค้าทางทะเลไปทั่วโลก

คลองสุเอซเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลก ข้อมูลของปีที่แล้วพบว่ามีเรือบรรทุกสินค้าแล่นผ่าน 19,000 ลำต่อปี เฉลี่ย 50 ลำต่อวัน หรือคิดเป็น 30% ของการเดินเรือทั้งโลก และยังเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 10% ของน้ำมันทั้งโลก

บลูมเบิร์กรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (25 มี.ค.) มีเรือบรรทุกสินค้าลำอื่นๆ ติดอยู่ที่คลองสุเอซแล้วถึง 238 ลำ เพิ่มจากวันก่อนหน้าที่มี 186 ลำ และจาก 100 ลำในวันแรกที่เรือ Ever Given เกยตื้น และข้อมูลของนิตยสาร Lloyd’s List ระบุว่าในแต่ละวันมีสินค้ามูลค่ากว่า 9,600 ล้านเหรียญสหรัฐผ่านเส้นทางนี้

อย่างไรก็ดี การประเมินความเสียหายเป็นตัวเลขที่แน่นอนทำได้ยาก เนื่องจากมีสินค้าหลากหลายประเภทผ่านเส้นทางนี้ แต่เอกสารของสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐ (NBER) ซึ่งจัดทำโดย เดวิด ฮัมเมลส์ และกีออร์ก ชาวเออร์ นักเศรษฐศาสตร์ คาดการณ์ว่าการขนส่งสินค้าล่าช้าในแต่ละวันมีต้นทุนเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.6-2.3% ของมูลค่าสินค้าที่อยู่บนเรือลำนั้นๆ

และเมื่อมีเรือกว่า 238 ลำรอให้เคลื่อนย้ายเรือ Ever Given ออกจากทางสัญจร ต้นทุนต่างๆ ย่อมเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวในแต่ละวัน ที่น่ากังวลก็คือ การเคลื่อนย้ายเรือ Ever Given น่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายวันหรืออาจเป็นสัปดาห์จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้เรือ

โจแอนนา โคนิงส์ นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทประกันภัย ING เผยว่า ความล่าช้าในการเคลื่อนย้ายเรือ Ever Given ออกจากเส้นทางเดินเรือจะมีผลกระทบทันทีกับการค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป ซึ่งเผชิญกับความล่าช้าอยู่แล้วจากปัญหาซัพพลายเชนที่ส่งผลกระทบกับน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการกลั่นน้ำมันดิบ

เหตุผลหนึ่งนั้นการขนส่งสินค้าจากระหว่างเอเชียและยุโรปไม่มีทางเลือกอื่นอย่าง รถไฟ หรือรถบรรทุก ดังนั้นความติดขัดที่คลองสุเอซจะทำให้เกิดความล่าช้าในการขนส่งวัตถุดิบจากเอเชียไปยังยุโรป เช่น ฝ้ายจากอินเดียสำหรับผลิตเสื้อผ้า ปิโตรเลียมจากตะวันออกกลางสำหรับผลิตพลาสติก และชิ้นส่วนรถยนต์จากจีน

นอกจากนี้ การขัดขวางคลองสุเอซยังบล็อกไม่ให้ตู้คอนเทนเนอร์เปล่าจากยุโรปเดินทางกลับเอเชีย เป็นการซ้ำเติมปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์จากความต้องการบริโภคสินค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ Covid-19 ระบาด ขณะนี้ความไม่สมดุลของการค้าส่งผลให้ทุกๆ ตู้คอนเทนเนอร์ 3 ตู้ที่ส่งสินค้าจากเอเชียไปยังสหรัฐ จะมีตู้คอนเทนเนอร์เพียงตู้เดียวที่เดินทางกลับเอเชีย

พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อเกิดความติดขัดขึ้นในจุดหนึ่ง ก็พานสะดุดไปทั้งระบบ

อย่างที่ทราบกันดีว่าคลองสุเอซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันเส้นหลักของโลก มีน้ำมันถูกขนส่งผ่านเส้นทางนี้ราว 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ข้อมูลของ Refinitiv ระบุว่านับตั้งแต่วันอังคาร (23 มี.ค.) ที่เรือ Ever Given เกยตื้นขวางคลอง เรือบรรทุกน้ำมันจอดรออยู่ทั้งสองฝั่งคลองเพื่อจะแล่นไปยังจุดหมายปลายทางกว่า 30 ลำ

ขณะที่เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐที่จะมุ่งหน้าเข้าตลาดเอเชียตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางขณะกำลังแล่นอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก โดยจะมุ่งหน้าไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮปในแอฟริกาเพื่อหลีกเลี่ยงการติดขัดที่คลองสุเอซ ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าเส้นทางคลองสุเอซราว 2 สัปดาห์

ทว่า จิม เบิร์กฮาร์ด หัวหน้าทีมวิจัยน้ำมันดิบของ IHS Markit มองว่า ผลกระทบกับตลาดน้ำมันโลกจะอยู่ในวงจำกัดหากสามารถลากเรือ Ever Given ออกจากช่องทางเดินเรือได้เร็ว และหากต้องใช้เวลาเป็นเดือนก็ยังมีทางเลือกอื่น แต่แน่นอนว่าต้นทุนจะต้องเพิ่มขึ้น

หลังจากเรือ Ever Given เกยตื้นส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกทะยานขึ้น แต่เมื่อวันพฤหัสบดี (25 มี.ค.) ก็กลับลงมา โดยนักวิเคราะห์มองว่าที่ราคาลดลงเป็นเพราะมีรายงานออกมาว่าน้ำมันสำรองของสหรัฐมีอยู่มาก และยังมีความกังวลว่าการล็อกดาวน์สกัด Covid-19 ในยุโรปจะทำให้ความต้องการใช้พลังงานลดลง ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องเรือขวางคลองสุเอซ

อีกหนึ่งปัญหาที่จะตามมาคือ ค่าขนส่งที่สูงขึ้น ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุตจากจีนไปยุโรปพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ราว 8,000 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเกือบ 4 เท่าของตัวเลขเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ขณะที่เรือขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ตามมาตราสุเอซแม็กซ์ซึ่งมักจะบรรทุกน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรล คิดค่าขนส่งวันละ 17,000 เหรียญสหรัฐต่อวัน ซึ่งนับว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว

เอียน วูดส์ นักกฎหมายด้านการขนส่งทางทะเลเผยว่า หากการลากเรือ Ever Given ออกจากช่องทางเดินเรือยืดเยื้อออกไป ผู้ขนส่งคงต้องเปลี่ยนเส้นทาง ซึ่งหมายความว่าจะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ตามมา สุดท้ายค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้จะไปตกอยู่ที่ผู้บริโภค

ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะมีแต่เสีย นักวิเคราะห์ของ JPMorgan เผยว่า ธุรกิจเดินเรือในเอเชียจะได้รับผลดีมากที่สุดจากเหตุการณ์นี้ แม้ว่าค่าระวางพิเศษเพื่อชดเชยความผันผวนของราคาน้ำมันจะสูงขึ้นเนื่องจากระยะทางที่เพิ่มขึ้น แต่ JPMorgan คาดว่าอัตราค่าระวางแบบผันผวนตามราคาตลาดปัจจุบันจะสูงกว่า ซึ่งจะเป็นผลดีกับผู้ประกอบการเดินเรือในเอเชีย