นายกอาร์เมเนียอ้างทหารเตรียมรัฐประหาร ชวนฝ่ายหนุนลงถนนประท้วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646402

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 18:45 น.นายกอาร์เมเนียอ้างทหารเตรียมรัฐประหาร ชวนฝ่ายหนุนลงถนนประท้วงการเมืองอาร์เมเนียตึงเครียด ผู้นำอ้างทหารพยายามทำรัฐประหาร ชวนฝ่ายสนับสนุนลงถนนประท้วง

นายกรัฐมนตรี นิโคล ปาชินเนียน ของอาร์เมเนียประกาศผ่านเฟซบุ๊คโดยกล่าวหาว่า ผู้นำกองทัพพยายามทำรัฐประหาร และเรียกร้องให้ประชาชนที่สนับสนุนตนเองออกมารวมตัวกันที่จัตุรัสรีพับลิกในกรุงเยเรวาน เนื่องจากกก่อนหน้านี้ผู้นำกองทัพอาร์เมเนียได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ปาชินเนียนลาออกจากตำแหน่ง

“ผมถือว่าแถลงการณ์ของผู้นำกองทัพเป็นการพยายามทำรัฐประหารของกองทัพ ผมขอเชิญชวนให้ผู้สนับสนุนของเรามารวมตัวกันที่จัตุรัสรีพับลิกเดี๋ยวนี้” ปาชินเนียนระบุในเฟซบุ๊ค

ก่อนหน้านี้ปาชินเนียนสั่งปลดรองผู้บัญชาการกองทัพต่อด้วยปลดผู้บัญชาการกองทัพ ส่งผลให้กองทัพออกแถลงการณ์ให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง โดยแถลงการณ์ดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงร่วมลงนาม 40 ราย และระบุว่า ปาชินเนียนและรัฐบาลไม่มีความสามารถในการตัดสินใจที่เหมาะสมในช่วงเวลาวิกฤตที่ตัดสินชะตาของชาวอาร์เมเนีย

ทั้งนี้ มีกระแสเรียกร้องให้ปาชินเนียนลาออกจากตำแหน่งหลายครั้ง รวมทั้งจากประธานาธิบดี อาร์แมน ซาร์กซียัน นับตั้งแต่อาร์เมเนียลงนามในข้อตกลงสงบศึกกรณีพิพาทเหนือดินแดนนากอร์โน-คาราบัคกับอาเซอร์ไบจานเมื่อวันที่ 10 พ.ย.ปีที่แล้ว โดยอาร์เมเนียต้องเสียดินแดนส่วนหนึ่งให้อาเซอร์ไบจาน

ข้อตกลงดังกล่าวทำให้ชาวอาร์เมเนียรู้สึกว่าเสียหน้า จึงมีการรวมตัวกันในกรุงเยเรวานเพื่อปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวันเดียวกับที่มีการลงนามข้อตกลง

ด้าน ดิมิทริ เปซคอฟ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียเผยว่า รัสเซียกังวลกับสถานการณ์ในอาร์เมเนียและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบ

Photo by AFP

ส่องสเป็กรถ ‘ไทเกอร์ วูดส์’ ทำไมพังยับเยินแต่รอดชีวิตมาได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646395

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 18:30 น.ส่องสเป็กรถ 'ไทเกอร์ วูดส์' ทำไมพังยับเยินแต่รอดชีวิตมาได้นอกจากสติของคนขับรถแล้ว ระบบนิรภัยและความแข็งแรงของรถก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

ขณะนี้ไทเกอร์ วูดส์ อดีตนักกอล์ฟมือวางอันดับ 1 ของโลกรู้สึกตัวแล้วหลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยแพทย์เปิดเผยว่าเขาได้รับบาดเจ็บที่กระดูกและกล้ามเนื้อขาขวา โดยพบกระดูกหักหลายตำแหน่งรวมถึงกระดูกหักแบบเปิดหรือกระดูกหักทะลุผิวหนัง

ด้านสภาพรถของเขาอยู่ในสภาพพังยับเยินจากการพุ่งชนก่อนที่จะพลิกคว่ำกลิ้งลงเนินเขาหลายร้อยฟุต ซึ่งคาดว่าเกิดจากการขับรถเร็วโดยถนนในพื้นที่จำกัดความเร็วไว้ที่ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยชีวิตระบุว่าเขาโชคดีมากที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้ Genesis GV80 เอสยูวีสุดหรูจาก Hyundai ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักได้รับความสนใจขึ้นมาชั่วข้ามคืนเนื่องจากช่วยให้ไทเกอร์ วูดส์ รอดชีวิตมาได้

GV80 ได้รับการออกแบบโดยเน้นความแข็งแรงของตัวถัง ซึ่งผสมด้วยอะลูมิเนียมเพื่อลดการยุบตัวและสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างห้องโดยสาร ที่สำคัญคือมีระบบถุงลมนิรภัยถึง 10 จุด พร้อมถุงลมนิรภัยคั่นเบาะคู่หน้า

ทางแบรนด์เคลมว่ารถรุ่นนี้มีระบบเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง ช่วยหลีกเลี่ยงการชนด้วยระบบแจ้งเตือนยานพาหนะที่อาจมองไม่เห็นและตรวจจับรถที่ชะลอตัวหรือหยุดอยู่ข้างหน้ารวมถึงตรวจจับคนเดินถนนด้วย ซึ่งระบบจะแจ้งเตือนถึงการชนที่อาจเกิดขึ้นและเบรกโดยอัตโนมัติเมื่อจำเป็น นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ที่ช่วยชีวิตไทเกอร์ วูดส์ออกจากที่เกิดเหตุระบุว่าเขาคาดเข็มขัดนิรภัยซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ช่วยให้เขารอดชีวิตมาได้

ทั้งนี้ บริษัท Genesis ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Hyundai Motor เป็นผู้สนับสนุนหลักของรายการแข่งขันกอล์ฟ PGA Tour ที่ไทเกอร์ วูดส์ เป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในลอสแองเจลิส

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

อังกฤษเผย COVAX เริ่มแจกจ่ายวัคซีนให้กับประเทศกำลังพัฒนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646403

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 18:25 น.อังกฤษเผยCOVAXเริ่มแจกจ่ายวัคซีนให้กับประเทศกำลังพัฒนารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักรแถลงว่าวัคซีนจากโครงการ COVAX ได้เริ่มใช้แล้วในประเทศกำลังพัฒนา

เมื่อวานนี้ (24 ก.พ.) GAVI ซึ่งเป็นหน่วยงานพันธมิตรร่วมพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ประกาศเริ่มแจกจ่ายวัคซีนให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยวัคซีนชุดแรกได้ส่งไปถึงกรุงอัครา ประเทศกานาเมื่อเช้าวันที่ 24 ก.พ. ทั้งนี้สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในโครงการ COVAX โดยได้ให้เงินสนับสนุนจำนวน 548 ล้านปอนด์เพื่อให้ทั่วโลกได้เข้าถึงวัคซีนโควิด-19 อย่างทั่วถึง

นายโดมินิก ราบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักรกล่าวว่า

“วันนี้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้เริ่มแจกจ่ายให้กับประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบางที่สุด ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการยุติการแพร่ระบาดของโรค

“สหราชอาณาจักรในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ให้การสนับสนุนรายใหญ่ที่สุดในโครงการ COVAX ขอยืนยันว่าวัคซีนจำนวนกว่าพันล้านโดสจะถูกส่งไปยัง 92 ประเทศ เพื่อไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการต่อสู้กับโรคระบาดระดับโลกนี้

“เราจะรักษาชีวิตคนและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในอนาคตได้ก็ต่อเมื่อเราป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในประเทศกำลังพัฒนาด้วย”

Photo by Tolga Akmen / AFP

ผู้นำเกาหลีใต้ไม่ฉีดวัคซีนเป็นคนแรกยันคนเชื่อมั่นอยู่แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646383

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 17:30 น.ผู้นำเกาหลีใต้ไม่ฉีดวัคซีนเป็นคนแรกยันคนเชื่อมั่นอยู่แล้วเกาหลีใต้จะไม่ฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ให้นักการเมืองเป็นกลุ่มแรก ปธน.มุนแจอินยืนยันจะรอตามคิว

ทางการเกาหลีใต้ยืนยันจะไม่ฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ซึ่งจะเริ่มฉีดเข็มแรกพรุ่งนี้ (26 ก.พ.) แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องจากพรรคฝ่ายค้านให้ประธานาธิบดี มุนแจอิน ฉีดวัคซีนเป็นคนแรก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดานักการเมืองเกาหลีใต้ถกเถียงกันว่ามุนแจอินควรฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 เป็นคนแรกหรือไม่ จนนายกรัฐมนตรี ชุงเซคยุน กล่าวตำหนิผ่านเฟซบุ๊คว่า ไม่ควรนำวัคซีนมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้งทางการเมือง และย้ำให้เชื่อมั่นในรัฐบาล

ก่อนหน้านี้มุนแจอินและนักการเมืองจากทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านเผยว่ายินดีฉีดวัคซีนเป็นคนแรก ทว่าต่อมาทำเนียบประธานาธิบดีแจ้งว่ามุนแจอินจะรอให้ถึงคิวการฉีดวัคซีนของตัวเองก่อน เนื่องจากชาวเกาหลีใต้ไม่มีข้อกังวลเรื่องการฉีดวัคซีน จึงไม่ต้องฉีดโชว์

การสำรวจความคิดเห็นของรัฐบาลพบว่า ชาวเกาหลีใต้ที่มีสิทธิ์ได้รับวัคซีนกว่า 90% ต้องการฉีดวัคซีน

ด้านกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า จะเดินตามแผนการฉีดวัคซีนเดิมให้กับกลุ่มบุคลากรทางสาธารณสุขและกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากชาวเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เชื่อมั่นในวัคซีน

ทำไมสื่อนอกเคยเรียกตลาดนัดจตุจักรว่า “อู่ฮั่นสอง”? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646366

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 16:34 น.ทำไมสื่อนอกเคยเรียกตลาดนัดจตุจักรว่า "อู่ฮั่นสอง"?ไม่ใช่แค่ WHO แต่สื่อนอกยังเคยกล่าวหาว่าตลาดและค้างคาวไทยเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

หลังจากที่ เทอา โคลเซน ฟิเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสชาวเดนมาร์ก หนึ่งในทีมวิจัยขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ลงพื้นที่สำรวจหาต้นตอโควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่นระบุว่ามีโอกาสสูงที่จะมีการติดเชื้อข้ามสายพันธุ์จากสัตว์สู่สัตว์ หรือสัตว์สู่มนุษย์ในตลาดค้าสัตว์ป่าและสัตว์แปลกบางแห่งที่มีความแออัด อย่างที่เคยเกิดการแพร่ระบาดของโรคซาร์สเมื่อปี 2003 โดยยกตัวอย่างตลาดสัตว์เลี้ยงจตุจักร

แม้ว่าเธอจะออกมาแก้แล้วว่าไม่ได้กล่าวหาว่าไทยเป็นแหล่งแพร่เชื้อเพียงแค่ยกตัวอย่างเท่านั้น แต่หลายคนก็ยังมองว่านับว่าเป็นการยกตัวอย่างที่สร้างความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายต่อประเทศไทย

นอกจากนี้เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วในช่วงที่เพิ่มเริ่มมีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาได้ไม่นานเว็บไซต์ข่าวเดอะซันได้นำเสนอตลาดสัตว์เลี้ยงจตุจักรซึ่งนำโดยเลียม บาร์ทเล็ตต์ นักข่าวชาวออสเตรเลีย และสตีเวน กัลสเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ระบุว่าตลาดแห่งนี้มีการค้าสัตว์ป่าจำนวนมากรวมถึงการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายโดยเปรียบตลาดนัดจตุจักรว่าเป็น “อู่ฮั่นแห่งที่สอง”

โดยชี้ว่าตลาดดังกล่าวรองรับผู้คนหลายพันคนในแต่ละวันและบรรยากาศที่คับแคบแออัดจึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของไวรัส

อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่าผลการตรวจหาเชื้อไวรัสในตลาดไม่พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ต้นตอของโรคโควิด-19 ในสัตว์เลี้ยงแต่อย่างใด เช่นเดียวกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติฯ ชี้แจงว่าได้เก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อในสัตว์ทุกกลุ่มและไม่พบเชื้อไวรัสโคโรนา ดังนั้นข้อมูลที่ว่าไทยเป็นแหล่งแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาจึงไม่เป็นความจริง

นอกจากนี้สำนักกรุงเทพมหานครระบุว่าตลาดนัดจตุจักรไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้ามาจำหน่าย ส่วนตลาดค้าสัตว์ตามข่าวคือตลาดศรีสมรัตน์ เป็นตลาดเอกชนที่อยู่ในบริเวณข้างเคียง ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการเฝ้าระวังทำความสะอาดและขอความร่วมมือพ่อค้าแม่ค้าจัดระเบียบแผงค้าและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

สำหรับประเด็นค้างคาวเกือกม้าของไทยที่ก่อนหน้านี้วารสาร Nature Communications ตีพิมพ์งานวิจัยซึ่งนำโดยนักวิจัยจากประเทศไทยและสิงคโปร์ชี้ว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (Sars-CoV-2) อาจแพร่ระบาดในกลุ่มค้างคาวหลายพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย

โดยมีการพบไวรัสที่มีลักษณะทางพันธุกรรมใกล้เคียงกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 จากค้างคาวเกือกม้าหรือค้างคาวมงกุฎ 5 ตัวในประเทศไทย

ทางกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ชี้แจงว่าจากการตรวจสอบพบว่าเชื้อไวรัสที่พบในค้างคาวมีรหัสพันธุกรรมที่คล้ายคลึงกับเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ร้อยละ 91 แต่ยังไม่มีข้อมูลการติดต่อระหว่างค้างคาวมาสู่คนแต่อย่างใด ด้านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันว่าไม่สามารถก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ได้

รมว.ตปท.อินโดฯ-เมียนมาเยือนไทยทำไมไม่ต้องกักตัว? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646362

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 15:00 น.รมว.ตปท.อินโดฯ-เมียนมาเยือนไทยทำไมไม่ต้องกักตัว?รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียและเมียนมาเข้าพบ ดอน ปรมัตถ์วินัย วันเดียวกับที่เดินทางถึงไทย โดยไม่กัตัว

จากกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เมียนมา อินโดนีเซีย พบปะหารือกันที่ทำเนียบขาวเมื่อวานนี้ (24 ก.พ.) หลายคนอาจสังเกตว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมาและอินโดนีเซียเข้าหารือกันภายในวันเดียวกับที่เดินทางมาถึงประเทศไทย โดยไม่ผ่านการกักตัว 14 วันตามมาตรการควบคุม Covid-19

จากการติดต่อกระทรวงการต่างประเทศของไทยเพื่อสอบถามถึงประเด็นดังกล่าวพบว่าไม่สามารถติดต่อได้

อย่างไรก็ดี จากการรวบรวมข้อมูลของโพสต์ทูเดย์พบว่ามีประกาศราชกิจจานุเบกษา ฉบับลงวันที่ 30 มิ.ย. 2563 เรื่องข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหาราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2558 (ฉบับที่ 12) โดยมีรายละเอียดเกี่ยวการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรของบุคคล 11 กลุ่ม ที่ได้รับการยกเว้นให้เข้าประเทศไทยได้ในข้อ 1 โดยมีรายละเอียดดังนี้

(3) บุคคลในคณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้แทนรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐต่างประเทศซึ่งมาปฏิบัติงานในประเทศไทย หรือบุคคลในหน่วยงานระหว่างประเทศอื่นตามที่กระทรวงการต่างประเทศอนุญาตตามความจำเป็น ตลอดจนคู่สมรส บิดามารดา หรือบุตรของบุคคลดังกล่าว

ส่วนข้อ 2 มาตรป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อควบคุมดูแลให้ผู้ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรปฏิบัติตามเงื่อนไข เงื่อนเวลา และหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนดไว้โดยเคร่งครัด และให้ผู้ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานควบคุมโรคติดต่อสั่งหรือกำหนดหนดเป็นเงื่อนไขในการเดินทาง หรือการเข้ามาในราชอาณาจักร รับการแยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกต ณ สถานที่ที่และตามมระยะเวลา ซึ่งทางราชการกำหนด หรือปฏิบัติตามระบบการตรวจสอบการเดินทางในราชอาณาจักร หรือการใช้แอปพลิเคชันติดตามตัว เพื่อให้มาตรวจหาเชื้อเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการติดเชื้อก็ได้

สำหรับข้อสงสัยว่ากลุ่มข้อยกเว้นข้างต้นมีมาตรการในการควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 อย่างไร

จากคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 7/2563 เรื่องแนวปฏิบัติตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 6 ในข้อ 3 และ ข้อ 5 มีรายละเอียดดังนี้

ข้อ 3 บุคคลในคณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้แทนรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐต่างประเทศซึ่งมาปฏิบัติงานในประเทศไทย หรือบุคคลในหน่วยงานระหว่างประเทศอื่นตามที่กระทรวงการต่างประเทศอนุญาตตามความจำเป็น ตลอดจนคู่สมรส บิดามารดา หรือบุตรของบุคคลดังกล่าว แบ่งมาตรการดังนี้

มาตรการก่อนเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร

1)หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงหรือสถานที่ชุมชนไม่น้อยกว่า 14 วัน

2)ให้มีเอกสารที่ใช้ในการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ดังนี้

  • หนังสือที่รับรองว่าเป็นบุคคลที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้
  • ใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าผู้เดินทางมีสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทาง
  • ใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าผู้เดินทางดังกล่าวไม่มีเชื้อโรคโควิด-19 โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง
  • หน่วยงานต้นสังกัดมีหนังสือรับรองการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพหรือรักษาพยาบาล หรือเอกสารหลักฐาน ซึ่งแสดงถึงหลักประกันที่ผู้เดินทางดังกล่าวสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพหรือรักษาพยาบาล ซึ่งรวมถึงโรคโควิด-19 ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในราชอาณาจักร

3)ให้คัดกรองอาการทางเดินหายใจและวัดไข้ผู้เดินทาง ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศของประเทศต้นทางก่อนออกเดินทาง

มาตรการเมื่อเดินทางถึง/ระหว่างอยู่ในราชอาณาจักร

1)ให้คัดกอรงอาการทางเดินหายใจและวัดไข้ที่ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศก่อนเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร

2)ให้ยื่นเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ

3)ให้มีการตรวจหาเชื้อโรคโควิด-19 โดยวิธี RT-PCR ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ

4)ให้เข้ารับการกักกันในพำนักของบุคคลดังกล่าวภายใต้การควบคุมดูแลของหน่วยงานต้นสังกัด เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน

เมื่ออ่านกฎหมายทั้งสองฉบับพบว่า ข้อความในข้อ 2 ของประกาศราชกิจจานุเบกษา ฉบับลงวันที่ 30 มิ.ย. 2563 และ มาตรการป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แนบท้ายคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 7/2563 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 มีข้อความขัดแย้งกัน

มาตรการสำหรับบุคคลในคณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้แทนรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐต่างประเทศซึ่งมาปฏิบัติงานในประเทศไทย กำหนดให้บุคคลเหล่านี้ต้องเข้ารับการกักกันในที่พำนักของบุคคลดังกล่าว ภายใต้การควบคุมดูแลของหน่วยงานต้นสังกัด เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน

ทว่าข้อ 2 ของประกาศราชกิจจานุเบกษาฯ กลับเปิดช่องให้เลือกว่าจะแยกกักกันตัว หรือปฏิบัติตามระบบการตรวจสอบการเดินทางในราชอาณาจักร หรือการใช้แอปพลิเคชันติดตามตัว

ความขัดแย้งกันของกฎหมายทั้งสองฉบับนี้อาจนำมาสู่ความสับสนของสาธารณชน และอาจเกิดความลักลั่นในการนำมาปฏิบัติ

ญี่ปุ่นพร้อมจ่าย 12.5 ล้านบาทถ้าฉีดวัคซีนแล้วเสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646333

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 13:30 น.ญี่ปุ่นพร้อมจ่าย 12.5 ล้านบาทถ้าฉีดวัคซีนแล้วเสียชีวิตรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศจ่ายเงินชดเชย 12.5 ล้านบาท หากประชาชนฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 แล้วเสียชีวิต

โนริฮิสะ ทะมุระ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขประกาศว่า รัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยจำนวน 44,200,000 เยน หรือ 12,536,372 บาทให้แก่ครอบครัวหากฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 แล้วเสียชีวิต และจ่ายค่าทำศพอีกไม่เกิน 209,000 เยน หรือ 59,275 บาท หลังพบชาวญี่ปุ่นตไม่กล้าฉีดวัคซีน เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัย

ส่วนผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วมีอาการเจ็บป่วยหรือได้รับผลข้างเคียงระยะยาว อาทิ พิการ จะได้รับเงินชดเชยปีละ 5 ล้านเยน หรือ 1,417,096 บาท

อันที่จริง รัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายจ่ายเงินชดเชยผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนอยู่แล้ว แต่ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ

ทีม WHO ปัดโบ้ยไทยต้นตอโควิดแค่ยกตัวอย่างเฉยๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646325

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 12:00 น.ทีม WHO ปัดโบ้ยไทยต้นตอโควิดแค่ยกตัวอย่างเฉยๆผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์กชี้ข่าวบิดเบือนไม่ได้กล่าวหาไทยเป็นต้นตอโควิด-19

สืบเนื่องจากกรณีที่สื่อเดนมาร์กรายงานว่า เทอา โคลเซน ฟิเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสชาวเดนมาร์ก หนึ่งในทีมวิจัยขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ลงพื้นที่สำรวจหาต้นตอโควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่นระบุว่าตลาดนัดจตุจักรของไทยอาจเป็นต้นตอในการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาก่อนที่จะแพร่ไปยังเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงบนโลกออนไลน์

ภายหลังผู้เชี่ยวชาญรายนี้ได้ออกมาชี้แจงว่าตนไม่ได้กล่าวหาว่าตลาดนัดจตุจักรเป็นต้นตอของโควิด-19 เพียงแต่ระบุว่ามีโอกาสสูงที่จะมีการติดเชื้อข้ามสายพันธุ์จากสัตว์สู่สัตว์ หรือสัตว์สู่มนุษย์ในตลาดค้าสัตว์บางแห่งที่มีความแออัด อย่างที่เคยเกิดการแพร่ระบาดของโรคซาร์สเมื่อปี 2003 โดยยกตัวอย่างตลาดสัตว์เลี้ยงจตุจักร พร้อมตำหนิสื่อที่รายงานข่าวบิดเบือน

นอกจากนี้ยังได้ชี้แจงประเด็นที่มีสื่อรายหนึ่งรายงานว่าเธอกล่าวหาค้างคาวไทยอาจเป็นต้นตอของไวรัสโคโรนา โดยเธอได้ออกมาชี้แจงว่าเธอเพียงแค่รายงานการค้นพบล่าสุดเท่านั้นว่าทีมวิจัยค้นพบไวรัสซึ่งใกล้เคียงกับไวรัสโคโรนา (SARS-CoV-2) ในค้างคาวเกือกม้าในประเทศไทยแต่ไม่ได้กล่าวว่าค้างคาวไทยเป็นต้นตอของไวรัสแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเธอจะออกมาชี้แจงแล้วแต่ก็ยังคงมีชาวเน็ตจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติติติงคำพูดของเธอว่าเป็นคำพูดที่สร้างความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายต่อประเทศไทย

Enig i at overskriften og indledning i denne artikel desv er m til at forvrænge indhold og budskab: at disse markeder m levende (eksotiske/vilde) dyr tæt stablet i små bure kan være udgangspunkt for pandemiske virus, som vi har set det tidligere fx #SARS i 2003. @torshammer50 https://t.co/uIA69D7DAk— Thea K Fischer, Prof. i PH Virus Inf. og Epidemier (@TheaKFischer) February 23, 2021

Important notice: Im not pointing at that specific market only stating the there is a high chance that infections cross species animal to animal or animal to humans at such markets.— Thea K Fischer, Prof. i PH Virus Inf. og Epidemier (@TheaKFischer) February 23, 2021

Hmm…faktisk ikke helt korrekt citeret. Vi peger blot på seneste fund fra bl.a. Thailand hvor hesteskonæse flagermus også har vist sig at være værter for virus m høj lighed m SARS-CoV-2…. https://t.co/0nab1XJKBY— Thea K Fischer, Prof. i PH Virus Inf. og Epidemier (@TheaKFischer) February 23, 2021

สตาร์ทอัพคราฟต์เบียร์หน้าใหม่ผุดไอเดียหมักเบียร์ทางไกลโกยเงินทุนหลักสิบล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646306

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 10:30 น.สตาร์ทอัพคราฟต์เบียร์หน้าใหม่ผุดไอเดียหมักเบียร์ทางไกลโกยเงินทุนหลักสิบล้านZymoscope สตาร์ทอัพคราฟต์เบียร์หน้าใหม่ระดุมทุนได้กว่า 30 ล้านหลังเปิดตัวได้เพียงไม่กี่ปี

1. Zymoscope บริษัทคราฟต์เบียร์สัญชาติเดนมาร์ก สามารถระดมทุนจากนักลงทุนได้ถึง 960,000 ยูโร หรือราว 35 ล้านบาท แม้จะเพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2019 เท่านั้น และคาดว่าจะสูงถึง 414,000 ล้านยูโร หรือราว 15 ล้านล้านบาทภายในปี 2025 โดยมีอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ถึง 20%

2. Zymoscope เป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่จะใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เพื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการผลิตเบียร์และตรวจสอบการหมักเบียร์แบบเรียลไทม์ในระยะไกลทำให้ผู้ผลิตเบียร์สามารถควบคุมและปรับกระบวนการหมักได้ดีขึ้น รวมถึงสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้ง่ายและปรับขนาดได้ด้วยเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ที่ช่วยให้กระบวนการผลิตสิ้นเปลืองน้อยลง

3. Petros Venetopoulos ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Zymoscope เผยว่านี่คือความสำเร็จครั้งใหญ่และ Zymoscope บรรลุเป้าหมายแล้ว ด้วยแนวคิดที่แปลกใหม่และน่าสนใจของพวกเขาทำให้ดึงเงินลงทุนมหาศาลจากนักลงทุนรายใหญ่ อาทิ Rockstart, Vækstfonden และ Mads Heine

4. นอกจากนี้ Zymoscope กำลังทำงานร่วมกับโรงเบียร์ในเดนมาร์ก 6 แห่ง และมีเป้าหมายที่จะวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการในตลาดคราฟต์เบียร์ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยเงินทุนที่ได้รับจะนำไปขยายทีมที่แข็งแกร่ง รวมถึงพัฒนาซอฟต์แวร์และดึงผู้เชี่ยวชาญด้านการขาย

5. Mark Durno หุ้นส่วนผู้จัดการบริษัท Rockstart AgriFood หนึ่งในนักลงทุนกล่าวว่านวัตกรรมนี้จะช่วยให้เทคนิคการหมักเบียร์ที่มีมายาวนานหลายศตวรรษเป็นแบบดิจิทัล และสร้างปรากฏการณ์ให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มด้วยความหลงใหลในคราฟต์เบียร์ประกอบกับทีมงานที่มีทักษะจาก Zymoscope นั่นทำให้เขาตื่นเต้นที่จะได้ร่วมลงทุนด้วย

6. Mads Heine นักลงทุนรายใหญ่กล่าวว่าแม้จะมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาไม่นาน แต่ Zymoscope สร้างความประทับใจด้วยความสามารถที่แข็งแกร่งของทีม และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าความตั้งใจของพวกเขาจะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ นวัตกรรมและกระบวนการหมักเบียร์ที่ไม่รบกวนสิ่งแวดล้อมเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มอย่างยิ่ง

Photo by Michele Spatari / AFP

ชนเผ่านาคาอดีตนักล่าหัวที่ปั่นป่วนอินเดียกับเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646278

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 20:00 น.ชนเผ่านาคาอดีตนักล่าหัวที่ปั่นป่วนอินเดียกับเมียนมาชนเผ่านาคาอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้อินเดียไม่แสดงท่าทีชัดเจนกับการทำรัฐประหารในเมียนมา

ตอนนี้ในสายตาชาวเมียนมาส่วนใหญ่ จีนคือผู้สนุบสนุนการทำรัฐประหารของกองทัพเมียนมา และสถานการณ์ทางการเมืองของเมียนมายิ่งซับซ้อนขึ้นอีกเมื่อหลายชนเผ่าในเมียนมาได้รับการสนับสนุนจากทางการจีน หนึ่งในนั้นก็คือชนเผ่านาคาที่อยู่ติดกับพรมแดนอินเดีย ทำให้อินเดียซึ่งมีกรณีพิพาทกับจีน ยังนิ่งเฉยกับการทำรัฐประหารในเมียนมา

โพสต์ทูเดย์จะพาไปรู้จักชนเผ่านากาที่สร้างปัญหาให้เมียนมากับอินเดีย

ในเวลานี้มีกระแสต่อต้านจีนที่เพิ่มมากขึ้นในขบวนประท้วงต่อต้านการทำรัฐประหารในเมียนมาเพราะชาวเมียนมาเชื่อว่าจีนอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหารหรืออย่างน้อยก็ช่วยเหลือกองทัพเมียนมา

แต่ก็มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าจีนอาจให้ความช่วยเหลือกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่ต้องการอำนาจในการปกครองตนเองในเมียนมาและก่อเหตุปะทะอยู่เนืองๆ หนึ่งในนั้นคือ “สภาสังคมนิยมชาตินิยมแห่งนาคาแลนด์” (NSCN) ที่เคลื่อนไหวในอินเดียเป็นหลักและในเขตสะกายในเมียนมา และกลุ่ม NSCN (K) ที่เคลื่อนไหวในเมียนมาเป็นหลักและไม่ยอมที่จะเข้าร่วมกระบวนการเจรจาสันติภาพ

มีการกล่าวหาว่าจีน (ซึ่งมีเรื่องขัดแย้งกับอินเดีย) ให้เงินทุนอาวุธและกระสุนแก่ NSCN ในการต่อสู้เพื่อเอกราชกับรัฐบาลอินเดีย แต่ในขณะเดียวกันก่อนหน้านี้กลุ่มนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยข่าวกรองของอินเดียเพื่อบั่นทอนกำลังของกลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนนาคาในอินเดียด้วยกันเอง

อินเดียพยายามเจรจาหยุดยิงกับนาคาและเมียนมาก็มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ เพราะเมียนมาถือเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่กลุ่มติดอาวุธมาหลบซ่อนเพื่อเคลื่อนไหว และถึงแม้ว่าอินเดียจะพยายามเจรจากับนาคาแต่เมื่อปี 2019 มีรายงานว่าผู้บัญชาการ NSCN-IM ที่มีชื่อเสียงระดับสูงบางคนหลบหนีไปยังมณฑลยูนนานของจีนเพื่อขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลจีน จีนจึงมีบทบาทมากเกี่ยวกับความมั่นคงในที่ชายแดนเมียนมาและอินเดีย

อาจเป็นสาเหตุนี้ที่ทำให้รัฐบาลอินเดียค่อนข้างเงียบเรื่องการทำรัฐประหารเมียนมา เพราะระยะหลังอินเดียร่วมมือกับกองทัพเมียนมาถี่ขึ้นและกองทัพเมียนมาใช้อาวุธของอินเดียมากขึ้นส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะจีนสนับสนุนกลุ่มนาคา

ชนเผ่านาคาเป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของอินเดีย (รัฐนาคาแลนด์) ติดต่อกับตะวันตกเฉียงเหนือของเมียนมา (เขตปกครองตนเองนาคา) มีประชากรรวมกันราว 2 ล้านคน และมีเผ่าย่อยๆ กว่า 40 เผ่า โดยในฝั่งเมียนมามีประมาณ 10 เผ่า

เดิมทีเผ่านาคาทั้งสองฝั่งไม่มีพรมแดนแยกจากกันชัดเจนจนกระทั่งราวปี 1971 ที่ทหารเข้ามาขีดเส้นแบ่งพรมแดนบนพื้นดิน แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคิดว่าทั้งสองฝั่งต่างก็เป็นชาวนาคาเหมือนกัน บางคนยังใช้เงินรูปีของอินเดียซื้อข้าวของจากชาวนาคาฝั่งอินเดีย หรือส่งลูกหลานไปเรียนที่อินเดีย

ชนเผ่านี้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม ในอดีตหากนักรบนากาทำสงครามกับศัตรูไม่ว่าจะเป็นชนเผ่านาคาต่างเผ่า ทหารอังกฤษ หรือทหารอินเดีย เพื่อปกป้องดิแดนของตัวเอง นักรบนาคาจะตัดหัวศัตรูแล้วใส่ตะกร้าที่เตรียมมาเพื่อนำกลับหมู่บ้าน เป็นเสมือนถ้วยรางวัลแห่งชัยชนะ

ศีรษะศัตรูเหล่านี้จะถูกนำมาประดับกำแพงและประตูบ้านของนักรบ ส่วนตัวนักรบเองจะได้รับการสักที่ใบหน้าและหน้าอกเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการกระทำที่เป็นฮีโร่ โดยการสักนี้จะทำโดยภรรยาของหัวหน้าเผ่า

Wangnao อดีตนักรบชาวนาคาเผ่าคอนยัคในอินเดียเผยกับ National Geographic เมื่อปี 2015 ว่า การล่าศีรษะมนุษย์ไม่ใช่เพียงวิธีหนึ่งในการทำสงครามเท่านั้น แต่ตามความเชื่อเรื่องวิญญาณของชาวนากา ศีรษะมนุษย์มีพลังที่ช่วยให้พืชพรรณธัญญาหาร มังสาหาร และเผ่าพันธุ์อุดมสมบูรณ์

ชาวนาคาจะถ่ายถอดทักษะการใช้มีดตัดศีรษะด้ามยาวจากรุ่นสู่รุ่น และผู้ชายทุกคนจะมีปืนที่ทำกันเองติดตัว

Ngon Pok วัย 80 ปีเล่าเหตุการณ์ที่พ่อและปู่ของเขากลับบ้านมาพร้อมหัวมนุษย์อย่างภาคภูมิใจ พวกเขาแลกความเจ็บปวดกับรอยสักเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะ เขาเล่าพร้อมโชว์รอยสักที่หน้าอกของเขา

เช่นเดียวกับภรรยาของเขาซึ่งเผยว่าเธอก็สักบริเวณแขน ขา และใบหน้า มันเจ็บแต่เธอบอกตัวเองว่าถ้าแม่และป้าของเธอทำได้เธอก็ต้องทำได้

Ku Myo วัย 35 ปีกล่าวว่าพ่อแม่ของเธอรู้สึกประทับใจไม่น้อยหลังจากที่เธอกลับบ้านเมื่ออายุ 15 ปีพร้อมกับรอยสักบนใบหน้า

การล่าศีรษะมนุษย์ดำเนินมาจนกระทั่งช่วงทศวรรษที่ 1980 ที่คณะมิสชันนารีจากอินเดียเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายแบ๊บติสต์ (ปัจจุบันชาวนาคาราว 95% นับถือศาสนาคริสต์) ชาวนาคาจึงเริ่มหยุดล่าศีรษะมนุษย์ และนำกะโกลกมนุษย์ที่ประดับไว้ในหมู่บ้านไปฝัง

ปัจจุบันนี้ แม้ว่าชาวนาคาจะไม่ได้ล่าศีรษะมนุษย์แล้ว แต่บางเผ่ายังมีเทศกาลที่ระลึกถึงประเพณีดังกล่าวอยู่ โดยจะขุดกะโหลกที่ฝังไว้ออกมาตั้งโชว์ และมีการถือปืนถือมีดเต้นรำ 

Pete Oxford ช่างภาพชาวอังกฤษเดินทางไปถ่ายรูปและพูดคุยกับชาวนาคาในนาคาแลนด์เขาเล่าว่า “ชาวนาคากลับบ้านพร้อมหัวมนุษย์อย่างน้อยหนึ่งหัวที่ได้จากศัตรูระหว่างการต่อสู้”

“พวกเขาไม่ใช่มนุษย์กินคน แต่หัวพวกนี้นำมาเพื่อแสดงชัยชนะ แสดงถึงความกล้าหาญของเขา นักล่ามีสิทธิ์ได้รอยสักบริเวณใบหน้าและหน้าอกเปรียบเสมือนตราเกียรติยศ”

“แม้ว่าการล่าหัวครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นช่วงปี 1980 แต่พวกเขายังใช้ชีวิตแบบชนเผ่าตามประเพณีดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย พกอาวุธ ใช้แรงงานควาย ต้มชาในกระบอกไม้ไผ่”

อย่างไรก็ตามเขายืนยันว่า “ชาวนาคาเป็นมิตรและไม่ได้ทำให้คนนอกรู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด”