สหรัฐชี้มกุฎราชกุมารซาอุฯ สั่งฆ่านักข่าวฝ่ายตรงข้าม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646514

วันที่ 27 ก.พ. 2564 เวลา 11:30 น.สหรัฐชี้มกุฎราชกุมารซาอุฯ สั่งฆ่านักข่าวฝ่ายตรงข้ามรายงานของสหรัฐระบุมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียสั่งฆ่านักข่าวในสถานกงสุล

สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐ (DNI) เผยแพร่รายงานการสวบสวนการเสียชีวิตของ ญะมาล คาชุกญี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบียของสำนักข่าววอชิงตันโพสต์ ว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงอนุมัติให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษจับตัวและสังหารนักข่าวคนดังกล่าว

รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2017 เจ้าชายโมฮัมเหม็ดทรงมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินพระทัยเกี่ยวกับกิจการทั้งหมดในซาอุดีอาระเบีย ทั้งยังควบคุมหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยข่าวกรองด้วย จึงเป็นไปได้ยากที่ทีมสังหารจะลงมือโดยปราศจากการสั่งการจากมกุฎราชกุมาร

นอกจากนี้ รูปแบบการสังหารยังสอดคล้องกับรูปแบบของมกุฎราชกุมารที่สนับสนุนการใช้มาตรการรุนแรงเพื่อปิดปากผู้ไม่เห็นด้วย อีกทั้งคาชอกญีมักเขียนบทความวิจารณ์ราชวงศ์และรัฐบาลซาอุดีอาระเบียบ่อยครั้ง ทำให้เจ้าชายโมฮัมเหม็ดมองว่านักข่าวรายนี้เป็นภัยคุกคาม

วันเดียวกันทางการสหรัฐสั่งขึ้นบัญชีดำบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ รวมทั้งที่เกี่ยวข้องกับการสังหารคาชอกญี 76 คน รวมทั้ง อาห์เหม็ด อัล อาสิริ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองและหน่วยรบพิเศษของซาอุดีอาระเบีย

ในเวลาต่อมา กระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์ว่า “รัฐบาลซาอุดีอาระเบียปฏิเสธการประเมินเชิงลบ เป็นเท็จ และฟังไม่ขึ้นของรายงานที่เกี่ยวข้องกับผู้นำของซาอุดีอาระเบีย” และยังระบุอีกว่ารายงานของสหรัฐเป็นการวิเคราะห์และประเมินที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง เนื่องจากมีข้อมูลคลาดเคลื่อนในหลายประเด็น

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2018 คาชอกญีเดินทางไปที่สถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในเมืองอิสตันบูลของตุรกี เพื่อขอรับเอกสารรับรองการหย่าร้าง แต่กลับถูกทีมสังหาร 15 คนซึ่งมีอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองเป็นหัวหน้าทีมสังหารและแยกชิ้นส่วนภายในสถานกงสุลในวันเดียวกัน

ทูตเมียนมาชู 3 นิ้วกลางที่ประชุมยูเอ็นประณามรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646513

วันที่ 27 ก.พ. 2564 เวลา 09:45 น.ทูตเมียนมาชู 3 นิ้วกลางที่ประชุมยูเอ็นประณามรัฐประหารทูตเมียนมาชู 3 นิ้วระหว่างกล่าวถึงการทำรัฐประหารในเมียนมาในที่ประชุมยูเอ็น  

จอโมตุน (Kyaw Moe Tun) เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรเมียนมาประจำสหประชาชาติ กล่าวในการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของทูตพิเศษเลขาธิการสหประชาชาติเพื่อรายงานสรุปสถานการณ์ในเมียนมาต่อสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ โดยเรียกร้องให้ประชาคมโลกดำเนินมาตรการที่รุนแรงที่สุดเพื่อยุติการปกครองของรัฐบาลทหารในเมียนมา

“เราต้องการ…ให้ประชาคมโลกดำเนินมาตรการที่รุนแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อยุติการทำรัฐประหารโดยทันที เพื่อยุติการกดขี่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพื่อคืนอำนาจรัฐให้ประชาชน และเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตย” จอโมตุนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

นอกจากนี้ จอโมตุนยังเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกออกแถลงการณ์ประณามการทำรัฐประหาร ไม่ให้การรับรองหรือร่วมมือกับรัฐบาลรัฐประหาร รวมทั้งขอให้ประเทศสมาชิกช่วยกันเรียกร้องให้รัฐบาลรัฐประหารเคารพผลการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว

หลังจากสรุปการแถลงแล้ว เอกอัครราชทูตเมียนมารายนี้ยังชู 3 นิ้ว ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงออกถึงการต่อต้านรัฐประหารและเรียกร้องประชาธิปไตย ในที่ประชุมด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นที่ตัวแทนจะแตกหักกับรัฐบาลของประเทศที่ตนเป็นตัวแทนในระหว่างการปราศรัยในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ 

ครั้งล่าสุดที่เอกอัครราชทูตแสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเกิดขึ้นเมื่อปี 2011 เมื่อตัวแทนจากลิเบียประณาม มูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำเผด็จการของตัวเอง

เจ้าชายแฮร์รีเผยสาเหตุถอยห่างราชวงศ์อังกฤษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646491

วันที่ 26 ก.พ. 2564 เวลา 19:30 น.เจ้าชายแฮร์รีเผยสาเหตุถอยห่างราชวงศ์อังกฤษเจ้าชายแฮร์รีสุดเอือมสื่อท็อกซิกทำเสียสุขภาพจิต

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. รอยเตอร์สรายงานว่าเจ้าชายแฮร์รี ดยุคแห่งซัสเซกซ์ ทรงให้เหตุผลหลังลดบทบาทราชวงศ์ชั้นสูงและประกาศจะไม่กลับมาทรงงานของราชวงศ์อังกฤษว่าเป็นเพราะสื่ออังกฤษที่เป็นพิษ (toxic) ทำลายสุขภาพจิตของพระองค์

โดยพระองค์ตรัสในรายการเดอะเลท เลท โชว์ ของสหรัฐว่า “มันเป็นสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก เราคิดว่าหลายคนก็เห็น ทุกคนรู้กันดีว่าสื่ออังกฤษเป็นอย่างไร มันเป็นพิษและมันกำลังทำลายสุขภาพจิตของเรา เราจึงอยากทำสิ่งที่คนเป็นสามีและพ่อควรทำก็คือพาครอบครัวออกไปจากที่นี่”

เจ้าชายแฮร์รียังทรงเปรียบเทียบกับซีรีส์ “เดอะคราวน์” ที่ว่าด้วยเรื่องราวของราชวงศ์อังกฤษว่า “เราสบายใจกับซีรีส์นั้นมากกว่าเพราะมันชัดเจนว่าเป็นเรื่องแต่ง แต่การรายงานข่าวมันถูกมองเป็นเรื่องจริงเพราะมันคือข่าว”

ก่อนที่พระองค์และเมแกน มาร์เคิล ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์จะย้ายไปยังแคลิฟอร์เนีย ทั้งสองพระองค์ทรงวิพากษ์วิจารณ์หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์อังกฤษเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเมแกนไม่ว่าจะเป็นการกลั่นแกล้งล้อเลียนหรือเหยียดเชื้อชาติ

ก่อนหน้านี้เมแกนได้ฟ้องร้องแท็บลอยด์ฉบับหนึ่งในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัวโดยการเผยแพร่จดหมายที่เธอเขียนถึงพ่อของเธอ และเมื่อเดือนที่แล้วสื่อเดียวกันนี้ก็ถูกเจ้าชายแฮร์รีฟ้องร้องในคดีหมิ่นประมาทหลังกล่าวหาว่าเจ้าชายแฮร์รีตัดสัมพันธ์กับราชนาวิกโยธินอังกฤษ

Photo by Ben STANSALL / AFP

อดีตกษัตริย์สเปนยอมจ่ายภาษีย้อนหลัง 147 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646492

วันที่ 26 ก.พ. 2564 เวลา 18:30 น.อดีตกษัตริย์สเปนยอมจ่ายภาษีย้อนหลัง 147 ล้านสื่อสเปนเผยอดีตกษัตริย์ยอมจ่ายภาษีย้อนหลังกว่า 147 ล้านบาทท่ามกลางข่าวพัวพันคอร์รัปชั่น

หนังสือพิมพ์ El Pais และ El Mundo ของสเปนรายงานว่า อดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส ของสเปน ซึ่งเดินทางออกจากสเปนไปพำนักที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตั้งแต่เดือน ส.ค.ปีที่แล้ว ท่ามกลางข่าวพัวพันคดีคอร์รัปชั่น ยอมชำระภาษีย้อนหลัง 4 ล้านยูโร หรือราว 147,088,011 บาท นับเป็นการชำระภาษีย้อนหลังครั้งที่สองของอดีตกษัตริย์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ภาษีจำนวน 4 ล้านยูโรคำนวณจากสินค้าและบริการที่อดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอสได้รับมูลค่ารวมกันราว 8 ล้านยูโร โดยภาษีก้อนนี้เป็นการชดเชยค่าการเดินทางโดยเครื่องบินส่วนตัวที่ทรงได้ประโยชน์

ทนายความส่วนตัวของอดีตกษัตริย์ยังไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่สำนักพระราชวังสเปนปฏิเสธแสดงความเห็นต่อกรณีคอร์รัปชั่น

เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว อดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอสพยายามยุติข้อกล่าวหาว่าทรงทำธุรกรรมทางการเงินผ่านบัตรเครดิตผิดกฎหมาย ด้วยการชำระภาษีย้อนหลังรวมทั้งค่าดอกเบี้ยและค่าปรับมูลค่า 678,000 ยูโร หรือราว 24,957,373 บาท เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีและเพื่อให้เดินทางกลับเข้าสเปนได้

ศาลฎีกาของสเปนเปิดการสอบสวนเกี่ยวกับการติดต่อธุรกิจของอดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอสหลายครั้ง รวมทั้งข้อกล่าวหาว่าทรงพัวพันการทุจริตสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงในซาอุดีอาระเบีย โดยได้รับการถวายเงินจากซาอุดีอาระเบีย 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เข้าบัญชีลับของพระองค์ซึ่งเป็นบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์

ทั้งนี้ อดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส มีบทบาทสำคัญในการนำพาสเปนไปสู่ประชาธิปไตยหลังการเสียชีวิตของผู้นำเผด็จการ ฟรานซิสโก ฟรังโก เมื่อปี 1975 แต่ความนิยมในตัวพระองค์เสื่อมลงหลังมีข่าวอื้อฉาวเรื่องการเงินและปัญหาภายในราชวงศ์ จนนำมาสู่การสละบัลลังก์

Photo by Pierre-Philippe MARCOU / AFP

2 มหาเศรษฐีเกาหลีใต้ยกทรัพย์สินครึ่งหนึ่งให้การกุศล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646476

วันที่ 26 ก.พ. 2564 เวลา 17:15 น.2 มหาเศรษฐีเกาหลีใต้ยกทรัพย์สินครึ่งหนึ่งให้การกุศลมหาเศรษฐีชาวเกาหลีใต้ 2 คนประกาศบริจาคทรัพย์สินครึ่งหนึ่งให้การกุศลเพื่อแก้ปัญหาสังคม

เมื่อเร็วๆ นี้ 2 มหาเศรษฐีชาวเกาหลีที่ประสบความสำเร็จด้วยสองมือของตัวเอง ทำสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในเกาหลีใต้ อย่างการประกาศยกทรัพย์สินของตัวเองให้กับการกุศล

คนแรกคือ คิมบอมซู ผู้ก่อตั้ง KakaoTalk แอพพลิเคชั่นแชทที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ เขาประกาศว่าจะบริจาคทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของตัวเองที่มีอยู่ราว 9,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดคร่าวๆ ก็คือจะบริจาคราว 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำไปแก้ปัญหาสังคมต่างๆ

หลังจากนั้น คิมบองจิน เจ้าของแอพพลิเคชั่นเดลิเวอรีอาหาร Woowa Brothers และโบมิซุล ภรรยา ก็ลงนามเข้าร่วมแคมเปญ Giving Pledge เพื่อบริจาคทรัพย์สินของตัวเองเช่นกัน โดยเจ้าตัวบอกว่า “ความร่ำรวยจะมีค่าก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับคนที่ด้อยโอกาสที่สุดในสังคม”

แคมเปญ Giving Pledge ก่อตั้งโดยมหาเศรษฐีชื่อก้องโลกอย่าง บิล เกตส์ ร่วมกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ก่อตั้งขึ้นเพื่อชักชวนให้บรรดามหาเศรษฐีทั่วโลกบริจาคทรัพย์สินอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง โดยมีมหาเศรษฐีกว่า 200 คนเข้าร่วม แต่ยังไม่เคยมีคนรวยจากเกาหลีใต้เข้าร่วมมาก่อนเลย

การบริจาคทรัพย์สินของทั้งสองคิมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเกาหลีใต้ที่ธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในรูปกิจการของครอบครัว หรือแจบล และการบริจาคเงินเพื่อทำการกุศลก็มักจะไปลงเอยอยู่ที่มูลนิธิของตัวเอง

ยกตัวอย่าง ชุงมงคู ประธานกิตติมศักดิ์ของฮุนได มอเตอร์ บริจาคให้มูลนิธิชุงมงคู หรือในกรณีของเครือซัมซุงที่ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะลีอุมซัมซุงในกรุงโซล

แต่กรณีของทั้งสองคิม นอกจากจะสร้างความมั่งคั่งมาด้วยสองมือของตัวเองแล้ว ยังบริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลที่ไม่ได้ก่อตั้งด้วยตัวเองและบริจาคไปยังสาธารณะด้วย

วลาดิมีร์ ทิโคนอฟ จากศูนย์เกาหลีศึกษามหาวิทยาลัยออสโลเผยว่า การบริจาคของทั้งสองคิมเป็นการแสดงจิตสาธารณะในส่วนของคนรวยที่สร้างตัวเอง

“มหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จด้วยตัวเองมีบางอย่างที่ทายาทคนร่ำรวยไม่มี”

Photo by – / Dong-A Ilbo / AFP

สตาร์ทอัพยุคโควิดดึงหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อรับความเสี่ยงแทนแม่บ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646475

วันที่ 26 ก.พ. 2564 เวลา 15:45 น.สตาร์ทอัพยุคโควิดดึงหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อรับความเสี่ยงแทนแม่บ้านเมื่อไม่มีใครอยากสัมผัสเชื้อโรค สตาร์ทอัพออสเตรเลียผุดไอเดียหุ่นยนต์ทำความสะอาดสถานที่กักตัว

แน่นอนว่าสถานที่กักตัวซึ่งเป็นสถานที่สำหรับผู้ที่มากจากพื้นที่เสี่ยงหรือกลุ่มเสี่ยงติดโควิด-19 จึงเป็นสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะสัมผัสกับเชื้อโรคมากมายรวมถึงเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใครต้องการสัมผัสกับเชื้อโรค รวมถึงพนักงานทำความสะอาดแต่พวกเขาไม่มีทางเลือก

ด้วยแนวคิดที่ว่า “จะดีแค่ไหนหากไม่ต้องมีใครสัมผัสกับเชื้อโรคเหล่านั้น” August Robotics สตาร์ทอัพสัญชาติออสเตรเลียจึงได้เปิดตัว “Diego” หุ่นยนต์ฆ่าเชื้อเพื่อทำความสะอาดสถานที่กักตัว

สิ่งที่น่าสนใจคือหุ่นยนต์ตัวนี้ไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ดูดฝุ่นหรือหุ่นยนต์ถูพื้นธรรมดา แต่อเล็กซ์ ไวแอ็ตต์ วัย 44 ปี ผู้ต่อตั้งและผู้บริหาร August Robotics เผยว่าหุ่นยนต์ดังกล่าวสามารถทำความสะอาดโรงแรมหรือสถานที่กักตัวอื่นๆ ได้อย่างมีมาตรฐาน

ด้วยแสงอัลตราไวโอเลตความเข้มสูงซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ใช้ในโรงพยาบาลปฏิบัติการ นอกจากนี้มันยังสามารถจำกัดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้อย่างหมดจดทุกซอกทุกมุมไม่ว่าจะเป็น โซฟา พรม หมอน และอื่นๆ รวมถึงอากาศ

ไวแอ็ตต์กล่าวว่า Diego จะช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่อาจรั่วไหลออกจากสถานที่กักตัวผ่านพนักงานทำความสะอาดที่สัมผัสกับไวรัส ซึ่งหากเราสามารถปกป้องพนักงานทำความสะอาดได้เราก็สามารถปกป้องชุมชนภายนอกได้เช่นกัน

โดยได้เคลมคุณสมบัติของหุ่นยนต์ตัวนี้ไว้ว่าสามารถฆ่าเชื้อในห้องขนาด 30 ตร.ม. ภายในเวลา 5-10 นาที, มีการนำทางแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบพร้อมการตรวจจับสิ่งกีดขวางขั้นสูง, แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานและความคล่องแคล่วในระดับสูง, หน้าจอสัมผัสที่ใช้งานได้สะดวก, มีระบบติดตามและรายงานการฆ่าเชื้อโรค, ระบบความปลอดภัยหลายชั้นเพื่อให้แน่ใจว่าแสงยูวีจะดับลงต่อหน้าผู้คน, ใช้ได้กับห้องทุกขนาด และการสนับสนุนบริการอย่างเต็มรูปแบบ

August Robotics ได้เปิดตัวหุ่นยนต์รุ่นล่าสุดไปแล้วที่ฮ่องกงเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา และคาดว่าจะเปิดตัวในออสเตรเลียในอีก 2 เดือนข้างหน้า โดยไวแอ็ตต์เผยว่าในฐานะเด็กเมลเบิร์นเขาต้องการนำหุ่นยนต์นี้ไปเผยแพร่ในออสเตรเลียโดยเร็วที่สุดรวมถึงพูดคุยกับหน่วยงานของรัฐด้วย

ความสำเร็จครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทชั้นนำมากมาย อาทิ Skip Capital, Blackbird Ventures, Atlassian, และ Grok Ventures ด้วยความประทับใจในตัวไวแอ็ตต์และความตื่นเต้นในศักยภาพของหุ่นยนต์ Diego

ทั้งนี้ August Robotics เปิดตัวในปี 2018 โดยการแสดงสินค้าของ “Lionel” หุ่นยนต์ตัวแรกกำลังหยุดชะงักลงเมื่อเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ไวแอ็ตต์กล่าวว่าเมื่อภาคธุรกิตฟื้นตัวแล้วเขาจะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่

ครั้งแรกของรัฐบาลไบเดน สหรัฐโจมตีทางอากาศล้างแค้นในซีเรีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646450

วันที่ 26 ก.พ. 2564 เวลา 14:00 น.ครั้งแรกของรัฐบาลไบเดน สหรัฐโจมตีทางอากาศล้างแค้นในซีเรียไบเดนสั่งโจมตีทางอากาศในซีเรียถล่มกบฏที่อิหร่านหนุนหลัง ล้างแค้นที่ถูกถล่มฐานทัพในอิรัก

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน สั่งการให้กองทัพสหรัฐปฏิบัติการโจมตีทางอากาศทางภาคตะวันออกของซีเรียติดกับพรมแดนอิรัก ถล่มสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่เป็นของกลุ่มกบฏคาตาอิบฮิซบุลลอห์ (KH) และกลุ่มคาตาอิบ ซาอิด อัล ชูฮาดา (KSS) ซึ่งเป็น 2 กองกำลังอิรักที่อิหร่านหนุนหลัง เพื่อตอบโต้ที่ฐานทัพของสหรัฐในอิรักถูกโจมตีก่อนหน้านี้

จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุในแถลงการณ์ว่า “ตามคำสั่งของประธานาธิบดีไบเดน เมื่อช่วงเย็นกองทัพสหรัฐได้ปฏิบัติการทางอากาศโจมตีสิ่งปลูกสร้างของกลุ่มกบฏที่อิหร่านหนุนหลังในตะวันออกของซีเรีย”

เคอร์บีไม่ได้ระบุว่าการโจมตีครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตกี่ราย ทว่าองค์กรสังเกตการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนซีเรียเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 17 รายหลังจากรถบรรทุก 3 คันที่บรรทุกอาวุธที่ขับมาจากอิรักใกล้กับเมืองบุคามาลของซีเรียถูกถล่ม โดยผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นกองกำลังฮาช อัล ชาบีที่ทางการอิรักหนุนหลังและเป็นกลุ่มที่คุมกลุ่มกบฏเล็กๆ ที่มีสายสัมพันธ์กับอิหร่าน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการโจมตีกลุ่มกบฏที่อิหร่านหนุนหลังครั้งแรกภายใต้รัฐบาลไบเดน และเกิดขึ้นหลังจากฐานของสหรัฐและพันธมิตรในอิรักถูกถล่ม 3 ครั้งเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา

ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งเผยว่า การโจมตีทางอากาศของสหรัฐเป็นการส่งสัญญาณว่าแม้สหรัฐต้องการจะลงโทษกลุ่มกบฏ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการทำให้สถานการณ์บานปลาย

Photo by SAUL LOEB / AFP

‘บิล เกตส์’ เตือนไม่รวยเท่า ‘อีลอน มัสก์’ อย่าเล่นบิตคอยน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646448

วันที่ 26 ก.พ. 2564 เวลา 12:30 น.'บิล เกตส์' เตือนไม่รวยเท่า 'อีลอน มัสก์' อย่าเล่นบิตคอยน์บิล เกตส์ เผยสาเหตุไม่ลงทุนบิตคอยน์ เตือนระวังความเสี่ยง

บีบีซีเผยสาเหตุที่บิล เกตส์ นักธุรกิจชื่อดังชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ (Microsoft) ไม่ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้กันทั่วโลกอย่างบิตคอยน์ (Bitcoin) โดยเขาได้กล่าวระหว่างการสนทนาในคลับเฮาส์ว่าเขาชอบลงทุนในบริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์มากกว่า โดยยกตัวอย่างบริษัทผลิตวัคซีน

ซึ่งก่อนหน้านี้บิล เกตส์ ก็เพิ่งทิ้งหุ้นอาลีบาบา (Alibaba) ของแจ็ค หม่า และหันไปลงทุนในบริษัทชเรอดิงเงอร์ (Schrödinger) บริษัทวิทยาศาสตร์ชีวภาพผู้พัฒนาซอฟแวร์ผลิตยาไปหมาดๆ ขณะที่อาลีบาบาและแจ็ค หม่ากำลังประสบปัญหาอย่างหนักจากการถูกรัฐบาลตรวจสอบกรณีผูกขาด

นอกจากนี้บิล เกตส์ เคยให้สัมภาษณ์ต่อบลูมเบิร์กถึงความตื่นตัวของอีลอน มัสก์ ในการลงทุนบิตคอยน์ว่า “ผมมองว่าถ้าคุณมีเงินน้อยกว่าอีลอน มัสก์ คุณก็ควรระวัง (การลงทุนในบิตคอยน์)”

“อีลอน มัสก์มีเงินมหาศาลและเขามีความซับซ้อนสุดๆ ไม่ต้องแปลกใจเลยถ้าบิตคอยน์ขึ้นๆ ลงๆ อย่างไม่สามารถคาดเดาได้” บิล เกตส์กล่าว

เช่นเดียวกับ เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการลงทุนในบิตคอยน์ว่าเป็นการทำธุรกรรมที่ไม่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ มูลค่าของบิตคอยน์เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวหลังจากที่บริษัทเทสลาของอีลอน มัสก์ ประกาศว่าจะลงทุน 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และวางแผนจะรับชำระเงินเป็นบิตคอยน์ด้วย แต่จากนั้นไม่นานมูลค่าของบิตคอยน์ก็ดิ่งลงถึง 20%

Photo by Alex Wong/Getty Images/AFP

จีนเล็งยิงจรวดสู่อวกาศมากกว่า 40 ครั้งในปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646432

วันที่ 26 ก.พ. 2564 เวลา 10:55 น.จีนเล็งยิงจรวดสู่อวกาศมากกว่า 40 ครั้งในปีนี้บริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศจีนคาดปีนี้จีนยิงจรวดสู่อวกาศกว่า 40 ครั้ง

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมารายงานฉบับหนึ่งจากบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศแห่งประเทศจีน (CASTC) คาดการณ์ว่าจีนจะยิงจรวดขึ้นสู่อวกาศมากกว่า 40 ครั้งในปี 2021

รายงานข้างต้นระบุว่า ในปี 2021 โครงการก่อสร้างสถานีอวกาศจีนจะเข้าสู่ระยะสำคัญ และยานสำรวจดาวอังคารเทียนเวิ่น-1 (Tianwen-1) ของจีนมีกำหนดเสร็จสิ้นภารกิจการโคจร ลงจอด และเดินทางบนพื้นผิวดาวอังคารในปีเดียวกัน โดยจีนจะยิงดาวเทียมหลายดวงเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางบนอวกาศที่ใช้ในงานพลเรือน

จรวดลองมาร์ช-5บี วาย2 (Long March-5B Y2) มีกำหนดการยิงโมดูลหลักของสถานีอวกาศจีนขึ้นสู่อวกาศในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และจีนได้วางภารกิจก่อสร้างสถานีอวกาศจีนทั้งหมด 11 ภารกิจ ในปี 2021 และ 2022

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า ในปี 2020 จีนได้ยิงจรวดขึ้นสู่อวกาศ 39 ครั้ง ขนส่งยานอวกาศขึ้นสู่อวกาศรวม 89 ลำ

รัฐบาลช่วยทหารเมียนมา? ความคลุมเครือที่จะทำให้ไทยลำบาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646396

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 21:00 น.รัฐบาลช่วยทหารเมียนมา? อาการลับๆ ล่อๆ ที่จะทำให้ไทยลำบากสถานะของรัฐบาลไทยตอนนี้ถึงแม้ว่าอยากจะช่วยชาวเมียนมาด้วยการคุยกับกองทัพเมียนมา แต่ทำแล้วมีผลเสียมากกว่าผลดีต่อไทยเอง

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ รัฐมนตรีต่างประเทศที่คณะรัฐประหารเมียนมาแต่งตั้งขึ้นมา คือ “วัณณะ มอง ลวิง” เดินทางมายังประเทศไทยด้วยจุดประสงค์ที่ไม่ได้ถูกเปิดเผยและเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังการรัฐประหาร เรื่องนี้เปิดเผยผ่านแหล่งข่าวในรัฐบาลไทยให้กับสื่อต่างประเทศคือรอยเตอร์สั้นๆ เท่านั้น

หากได้ข้อมูลแค่นี้บางคนอาจจะคิดว่าทหารเมียนมาส่งตัวแทนมาหารืออะไรสักอย่างกับรัฐบาลไทย ทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่ายๆ ว่ารัฐบาลไทยสนับสนุนการทำรัฐประหารในเมียนมา

แต่ในเวลาไม่นานนักมีความเคลื่อนไหวที่อินโดนีเซีย ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ารัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย คือ “เรตโน มาร์ซูดี” จะเดินทางเยือนเมียนมา แต่จากรายงานเมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ปรากฏว่ากระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียบอกว่ารัฐมนตรีจะไม่ไปเมียนมาแล้ว

“หลังจากคำนึงถึงการพัฒนาในปัจจุบันและข้อมูลของประเทศอื่นๆ ในอาเซียนแล้วนี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสำหรับการเยือนเมียนมา” เตอูกู ไฟซาชาห์โฆษกกระทรวงการต่างประเทศชาวอินโดนีเซียกล่าวกับการบรรยายสรุปข่าว

ทางกระทรวงให้เหตุผลว่าเพราะ “มีสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่”

เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. มีรายงานข่าวว่ารัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาเดินทางมายังไทยเพื่อหารือและพยายามทำงานร่วมกับอาเซียนเพื่อหาทางแก้ไขผลพวงของการยึดอำนาจทางทหาร โดยเรื่องนี้แหล่งข่าวในรัฐบาลไทยกล่าวกับรอยเตอร์

ในเวลาประมาณ 16.30 น. ชัดเจนในที่สุดว่ารัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียเดินทางมาไทยแบบกะทันหันเพื่อหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา และหลังจากนั้นไม่นานก็มีรายงานข่าวว่านายธานี แสงรัตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยืนยันกับผู้สื่อข่าวเรื่องนี้แต่ไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ดูเผินๆ เหมือนปัญหาของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ไทย แต่อยู่ที่เมียนมากับอินโดนีเซีย

ความหมายของประโยคที่ว่า “มีสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่” ต้องย้อนกลับไปไม่กี่วันก่อน มีเอกสารหลุดมาจากฝั่งเมียนมาว่ารัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียจะเดินทางเยือนเมียนมา

ปรากฏว่าชาวเมียนมาแสดงความไม่พอใจอินโดนีเซียที่แสดงอาการเหมือนจะเอียงเข้าข้างทหาร จนมีการชุมนุมประท้วงที่ด้านนอกสถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียในเมืองย่างกุ้ง โดยชาวเมียนมาคิดว่าอินโดนเซียพยายามเจรจากับกองทัพ

คนเมียนมาบอกไปถึงรัฐบาลอินโดนีเซียว่า “Please respect our votes and do hear our voices.” (โปรดเคารพการเลือกตั้งของเรา และรับฟังเสียงของเรา)

นี่อาจเป็นสาเหตุที่รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียเลือกที่จะไม่บินไปเมียนมาเพราะจะต้องเจอกับแรงต้านแน่ๆ และเลือกที่จะใช้ไทยเป็นคนกลางในการคุยกับเมียนมา

แต่แหล่งข่าวในรัฐบาลไทยเผยกับเอเอฟพีว่า “การประชุมไตรภาคีระหว่างรัฐมนตรีอินโดนีเซีย ไทย และเมียนมาเสนอโดยฝ่ายไทย” แต่เอเอฟพีอ้างข้อเขียนคำตอบของนายธานี แสงรัตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศว่า “We didn’t plan on it but yes,” (เราไม่ได้วางแผนเรื่องนี้ แต่ก็ใช่”) ซึ่งเป็นการยืนยันว่ารัฐมนตรีเมียนมากับอินโดนีเซียพบกันจริงแต่ไทยไม่ได้วางแผน

ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมบอกว่าเป็นเรื่องที่ทางเมียนมาขอมาเยี่ยมคารวะ แต่ไม่ได้หมายถึงว่าไปรับรองอะไรทั้งสิ้น ทางรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียก็ได้ขอเข้าพบทางรัฐมนตรีเมียนมาก่อนด้วย ในส่วนของเราเป็นเรื่องที่เมียนมามาขอคุยและขอเยี่ยมคารวะตน

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียอธิบายเรื่องราวในเว็บไซต์ของกระทรวงว่า “ระหว่างการเดินทางไปกรุงเทพฯ ระยะสั้นดิฉันได้หารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นทวิภาคี” ซึ่งเรื่องนี้ตรงกับข่าวของกรมสารนิเทศ เรตโน มาร์ซูดี ยังบอกว่า “ในการประชุมกับรัฐมนตรีดอน (ปรมัตถ์วินัย) เรายังได้หารือเกี่ยวกับพัฒนาการในเมียนมาร์รวมถึงการเตรียมการสำหรับการประชุมอาเซียนที่เสนอ”

เรตโน มาร์ซูดีบอกว่าที่จริงจะต้องเดินทางไปยังเนปยีดอเมืองหลวงของเมียนมาหลังจากมาเยือนไทยแต่ทริปนี้ถูกเลื่อนไป (เรื่องนี้ตรงกับการแถลงของกระทรวง) แต่มาร์ซูดีบอกว่า “ระหว่างที่ดิฉันพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย ดิฉันได้รับข้อมูลว่า อู  วัณณะ มอง ลวิง อยู่ในกรุงเทพฯ ด้วย ในที่สุดการประชุมกับ อู วัณณะ ก็ได้ดำเนินการที่สนามบินดอนเมืองซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยก็อยู่ที่นั่นด้วย”

เราจึงมีข้อมูลสองชุดในตอนนี้คือชุดที่บอกว่ารัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพกับที่บอกว่าเราไม่ได้วางแผนในเรื่องนี้ และจากปากคำของรัฐมนตรีอินโดนีเซียทุกอย่างเหมือน “เรื่องบังเอิญ”

อะไรจะบังเอิญได้ลงตัวขนาดนี้!

ปัญหาจึงตกอยู่ที่รัฐบาลไทยที่จะต้องทำให้ชัดเจนว่าทำไปทำไมและเพื่ออะไร เพราะในประเทศเรามีเสียงตำหนิว่าไทยต้อนรับรัฐมนตรีเมียนมาเท่ากับยอมรับการทำรัฐประหาร ซึ่งเสียงตำหนินี้ไม่ถูกต้องนักเพราะไทย “อาจจะ” ไม่ได้เป็นคู่หารือโดยตรง แต่น่าจะเป็นการเคลียร์กันระหว่างอินโดนีเซียกับเมียนมา

หลังการหารือนานแค่ 20 นาที รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียเคลียร์จุดยืนตัวเองเรียบร้อยว่า “ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเมียนมาจะต้องได้รับความเคารพ” ซึ่งการพูดแบบนี้เหมือนกับที่ประชาชนเมียนมาเรียกร้องให้อินโดนีเซียทำเพราะเข้าใจว่าอินโดนีเซียกำลังเหยียบย่ำหัวใจประชาชนเมียนมาและหันไปคบกับกองทัพ

รัฐมนตรีอินโดนีเซียยังบอกว่าจะหารืออย่างเข้มข้นกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะฝ่ายกองทัพหรือฝ่ายต่อต้าน เพื่อที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาในเมียนมา

อินโดนีเซียแสดงท่าทีแบบนี้ก็ชัดเจนขึ้นว่าไม่ได้เชียร์กองทัพและยังห่วงประชาชน แต่รัฐบาลไทยเองกลับยังถูกคนในประเทศโจมตีแบบเข้าใจผิดว่ากำลังยอมรับกองทัพเมียนมา ยิ่งหนักเข้าไปอีกเมื่อพล.อ. ประยุทธ์บอกว่ารัฐมนตรีเมียนมามาคารวะเท่านั้น ก็เท่ากับยอมรับฝ่ายนั้นนั่นเอง

บอกไปเลยว่าเป็นคนกลางหารือยังจะดูดีเสียกว่า 

เพราะสื่อของทางการเมียนมาคือ Global New Light of Myanmar บอกว่า “ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรี พล. อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาร์ อู วัณณะ มอง ลวิง เดินทางมาเยือนประเทศไทยโดยเที่ยวบินพิเศษเวลา 7.00 น. และเดินทางกลับเนปยีดอ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2020”

ดูท่าจะไม่บังเอิญเสียแล้ว

นี่คือปัญหาของรัฐบาลมาโดยตลอดนั่นคือความล้มเหลวในการประชาสัมพันธ์และชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ แต่ปรากฏว่าพลังของการชี้แจงของรัฐบาลยังอ่อนด้อยกว่าทฤษฎีสมคบคิดและข่าวปลอมแบบไม่เห็นฝุ่น

ข่าวจากกรมสารนิเทศของไทยมีแต่เรื่องอื่นเสียอย่างนั้นคือข่าว “รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกระชับความร่วมมือไทย-อินโดนีเซีย จากกลไกทวิภาคี และส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคโดยมีอาเซียนเป็นแกนกลางกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย”

พูดกันตามตรงแล้วนอกจากจะเป็นข่าวที่ไม่มีคนสนใจ มันยังทำให้คนยิ่งสงสัยว่ากระทรวงการต่างประเทศปกปิดอะไรหรือไม่? เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่ารัฐมนตรีอินโดนีเซียมาไทยเพื่ออะไร และยังไม่เอ่ยถึงฝ่ายเมียนมาด้วยซ้ำ

เรื่องนี้ไปตกที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยเต็มๆ เพราะนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาบอกเองว่าเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ

แน่นอนว่ามันไม่ใช่ความผิดของใครและเป็นการเริ่มเริ่มที่ดีสมควรแก่ฐานะของอาเซียน เพียงแต่มันลึกลับซับซ้อนเกินไป หากคนเมียนมาเข้าใจผิดขึ้นมาไทยอาจจะลงเอยแบบอินโดนีเซียได้

ปรากฏว่ามันเป็นไปแล้ว จากการรายงานของ 7Day TV พบว่ามีชาวเมียนมาจำนวนหนึ่งไปชุมนุมประท้วงที่ด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูตไทยในเมืองย่างกุ้ง บางคนถือแผ่นป้ายบอกว่า “เราไม่ยอมรับ วัณณะ มอง ลวิง” ซึ่งสะท้อนไปถึงรัฐบาลไทยว่าคนเมียนมาไม่เห็นด้วยที่ไทยต้อนรับคนที่กองทัพแต่งตั้งมา

ตอนนี้ยังมีการติดแฮชแท็ก #rejectASEANResolution (ไม่เอามติอาเซียน) ในหมู่ผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กในเมียนมาเพราะเข้าใจว่าจีนอยู่เบื้องหลังผลักดันให้อาเซียนหาทางช่วยกองทัพเมียนมาให้คงในอำนาจ

ในแฮชแท็กนี้มีการเผยแพร่ข้อความในวงกว้างที่เรียกร้องให้ไทยและอาเซียนเคารพสิทธิของคนเมียนมาที่จะไม่เอาการเลือกตั้งใหม่ และพวกเขาเข้าใจว่าการประชุมไตรภาคีที่กรุงเทพฯ คือการสุมหัวเพื่อเปิดทางให้กองทัพจัดการเลือกตั้งใหม่

ข้อความที่แชร์กันส่วนหนึ่งบอกว่า “เรียนคนไทยที่รักและชาวเมียนมาร์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาซึ่งมาจากฝ่ายทหารและไม่ได้รับการเลือกตั้งจากพลเรือนจะเดินทางมากรุงเทพฯ ในวันนี้ (วันที่ 24 กุมภาพันธ์) เพื่อพบกับรัฐมนตรีอินโดนีเซียพร้อมกับรัฐมนตรีไทย แหล่งข่าวในพื้นที่ระบุว่าพวกเขากำลังจะมีการประชุมที่กรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งใหม่จากฝ่ายทหาร เราไม่ยอมรับสิ่งนั้น เราได้โหวตแล้วว่าเราต้องการใครและพวกเขาต้องเคารพการโหวตของเรา”

ข้อความนี้พร้อมแฮชแท็กไม่เอาอาเซียนที่มากกว่า 330,000 แฮชแท็ก (นับเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์)

นี่คือผลของการทำอะไรที่คลุมเครือในหมู่ประเทศอาเซียน ผลเสียที่หนักที่สุดคือการถูกเข้าใจว่าอาเซียนถูกจีนบงการ (ตอนนี้ยังมีการกระจายข่าวลือด้วยว่าจีนดันให้อินโดนีเซียมาคุยกับเมียนมา)

อาเซียนเองก็สงวนท่าทีจนเกินไปด้วยการไม่ยอมบอกให้กองทัพเมียนมาถอนตัวออกไปแต่บอกให้กองทัพต้องรักษาคำพูดด้วยการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเมียนมายอมรับไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่คิดว่าการเลือกตั้งเมื่อปลายปีที่แล้วมีปัญหา

พวกเขาไม่ได้ต้องการการเลือกตั้งใหม่ แต่ต้องการให้อองซานซูจีเป็นผู้นำตามที่ผลการเลือกตั้งปรากฏให้เห็น

หลังจากเจอคนเมียนมาไปประท้วง ต่อมากระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียจึงต้องแสดงท่าทีชัดขึ้นว่าไม่ต้องการการเลือกตั้งใหม่ และเมื่อมาคุยที่ไทยยังย้ำว่า “ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเมียนมาจะต้องได้รับความเคารพ”

แต่ไทยจะทำแบบเดียวกันหรือไม่ หรือจะยังหาทางรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางต่อไป ซึ่งเป็นแนวทางการทูตที่ไม่ได้เสียหายอะไรหากเป็นผลดีต่อประเทศ ประเด็นก็คือจะทำให้ชาวเมียนมาและประชาคมโลกเข้าใจว่าไทยได้ไม่ได้ช่วยทหารเมียนมายึดอำนาจเอาไว้?

บอกกันตรงๆ ว่ารัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์นั้นไม่อยู่ในฐานะที่จะไปประสานงานเรื่องเมียนมา เพราะในประเทศก็มีกลุ่มที่ไม่พอใจรัฐบาลและตั้งคำถามกับความชอบธรรมของรัฐบาลมาโดยตลอด การไปนั่งตรงกลางจะยิ่งทำให้คนเข้าใจว่า รัฐบาลไทยที่เริ่มต้นจากการทำรัฐประหารและหลังจากเลือกตั้งแล้วทหารก็ยังคุมในหลายๆ ด้าน จะเข้าข้างกองทัพเมียนมาเป็นแน่

เหมือนกับข้อความที่ชาวเมียนมาแชร์กันในวันประชุมไตรภาคีที่กรุงเทพฯ ที่ตอนท้ายบอกว่า “ตอนนี้เราเชื่อว่าเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกันเพื่อต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงในเมียนมาและไทย” ข้อความนี้สะท้อนว่านอกจากพวกเขาจะไม่ไว้ใจรัฐบาลไทยแล้ว คนเมียนมายังมองว่าคนไทยอยู่ในฐานะเดียวกับพวกเขาด้วยในอันที่จะต้องสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย

คงไม่ต้องถามว่าคนเมียนมาคิดว่าคนไทยต้องสู้กับใคร

Photo by STR / AFP