ทับทิมที่ซื้อได้ทั้งประเทศ อัญมณีคู่บัลลังก์เมียนมาหายไปไหน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646269

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 19:00 น.ทับทิมที่ซื้อได้ทั้งประเทศ อัญมณีคู่บัลลังก์เมียนมาหายไปไหนย้อนตำนานทับทิมหงามุก อัญมณีคู่บัลลังก์เมียนมาที่ทุกวันนี้ก็ยังคงไม่กระจ่าง

ทับทิมหงาเม่าก์/หงามุก (Padamyar Ngamauk) หรือ Royal Ruby เป็นทับทิมสีแดงสดงดงามขนาดประมาณ 82 กะรัตหรือเทียบเท่ากับไข่นกพิราบถูกค้นพบที่เมืองโมก๊อก ประเทศเมียนมา โดยนาย “หงามุกคยี” คหบดีในเมืองแปร ต่อมาได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระเจ้าแผ่นดินในเวลานั้นจนกลายเป็นอัญมณีคู่บัลลังก์นับตั้งแต่นั้นมา

ทับทิมดังกล่าวตกทอดมาจนถึงราชวงศ์คองบอง ในรัชสมัยพระเจ้ามินดง พระองค์ได้นำทับทิมหงามุกให้คณะทูตการค้าชาวฝรั่งเศสตีราคา ซึ่งได้คำตอบว่าทับทิมเม็ดนี้มีค่าควรเมืองหรือมูลค่าเทียบเท่า “ประเทศหนึ่งประเทศ” เลยทีเดียว

และนั่นเหมือนจะเป็นเรื่องจริง ทับทิมหงามุกอยู่คู่บัลลังก์พม่ามาจนถึงสมัยพระเจ้าสีป่อ จนกระทั่งปี 1885 พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ พระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัต พระมเหสี ถูกเนรเทศไปยังประเทศอินเดีย

ขณะที่ทุกคนกำลังสาละวนอยู่กับการเก็บสมบัติข้าวของที่จะนำไปอินเดีย พันเอกสลาเดน นายทหารชาวอังกฤษทำทีเข้ามาขอดูทับทิมหงามุกและอาสาดูแลพระราชทรัพย์ให้ เมื่อเดินทางไปถึงอินเดียทั้งสองพระองค์ก็พบว่าเครื่องเพชรต่างๆ รวมถึงทับทิมหงามุกหายไป

พระเจ้าสีป่อไม่ได้นิ่งนอนใจ พระองค์ทรงร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่อังกฤษครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็เหมือนจะไม่มีหวัง แม้กระทั่งในปี 1911 พระเจ้าสีป่อทรงเขียนพระราชหัตเลขาไปถึงสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 ที่เพิ่งเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์อังกฤษพระองค์ใหมว่าทับทิมหงามุกของราชวงศ์พม่าหายไปโดยกล่าวหาพันเอกสลาเดนว่ามีส่วนกับเรื่องนี้

พระเจ้าสีป่อทรงทำสำเนา 5 ฉบับและส่งให้พระเจ้าจอร์จที่ 5 ราชเลขาส่วนพระองค์ สภาสูงและสภาล่างของอังกฤษ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ของอินเดีย) จดหมายต้นฉบับของพระเจ้าสีป่อไม่สามารถหาพบได้ในขณะนี้แต่ข้อมูลย่อสามารถดูได้ในบันทึกของ อู ซาน ชเวซึ่งบันทึกไว้ว่าพระเจ้าสีป่อเสียพระทัยไม่ได้รับอนุญาตให้พบกับพระเจ้าจอร์จที่ 5 และพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องทับทิมหงามุกและต่างหูเพชรเต็มสองกล่องใหญ่ที่ฝากไว้ให้สลาเดนดูแลยังไม่ได้ส่งคืนให้พระองค์ ซึ่งสลาเดนรับปากว่าหลังจากสรุปข้อตกลงที่จำเป็นแล้วจะส่งคืนไปให้

พระเจ้าสีป่อทรงไม่รู้ว่า พ.อ. สลาเดนเสียชีวิตไปแล้วเมื่อพระองค์เขียนจดหมาย และจดหมายดังกล่าวยังไม่ได้ถึงมือจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง สุดท้ายก็ได้รับคำตอบเพียงว่า “พ.อ. เอ็ดเวิร์ด สลาเดน ถึงแก่กรรมตั้งแต่ปี 1890 แล้ว”

ประมาณ 26 ปีหลังจากการเสียชีวิตของสลาเดน พระเจ้าสีป่อสวรรคตถึงแก่กรรมในปี 1916 พระราชินีศุภยาลัตและพระธิดาทั้งสองกลับไปเมียนมาและประทับที่เลขที่ 24 ถนนโคมินโคชิน ในกรุงย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 14 กันยายน1924 นักข่าวจาก Bandoola Journal ไปถามพระราชินีกับพระธิดาเกี่ยวกับทับทิมหงามุก ราชินีตอบว่าไม่ได้นำทับทิมไปอินเดียด้วย แต่มอบให้สลาเดน และทรงไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เก็บรักษาไว้

ตั้งแต่นั้นมารัชทายาทแห่งราชวงศ์พม่ายังคงไม่ลดละความพยายามที่จะตามหาทับทิมหงามุกแต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าพม่าจะได้ทับทิมหงามุกกลับคืน

อย่างไรก็ตามมีข่าวลือว่าสลาเดนอาจถวายหงามุกแด่สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย และทุกวันนี้หงามุกอาจกลายเป็นทับทิมเม็ดเล็กเม็ดน้อยที่ประดับตกแต่งอยู่บนมงกุฎของราชวงศ์อังกฤษก็เป็นได้

นอกจากนี้ยังมีคนตั้งข้อสังเกตถึงมงกุฎของจักรพรรดิแห่งอินเดียซึ่งขณะนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์หอคอยแห่งลอนดอน มงกุฎแพรวพราวด้วยอัญมณีไม่แพ้ของราชวงศ์อังกฤษ ประดับด้วยเพชรกว่า 6,100 เม็ด แล้วยังมีอัญมณีอื่นๆ อีกจำนวนมากรวมถึงทับทิม ซึ่งระบุเพียงแต่ว่าเป็น “ทับทิมอินเดียน้ำงาม” ไม่ปรากฏชื่อหรือแหล่งที่มาแต่อย่างใด ผิดกับอัญมณีสำคัญอื่นๆ ของโลกที่มักมีชื่อเรียกขานและระบุแหล่งที่มาของอัญมณี

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 1925 พระราชินีศุภยาลัตสวรรคต พระราชธิดาองค์ที่ 4 ของพระเจ้าสีป่อส่งจดหมายถึงรัฐบาลอังกฤษลงวันที่ 15 ธันวาคม 1931 ขอส่งคืนอัญมณีของราชวงศ์แต่ไม่เป็นผล แถมพระองค์ยังถูกส่งไปควบคุมตัวที่เมืองมะละแหม่ง พระธิดาสิ้นพระชนม์ในเมืองมะละแหม่งในปี 1936 ต่อมาโอรสของพระธิดายังคงขอให้อังกฤษคืนทับทิมและเครื่องเพชรพลอยจนถึง 1959 

สุดท้ายแต่เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำเมียนมาในนั้นคือ อาณ์. เอช. แอลเลน ตอบในจดหมายลงวันที่ 9 พฤษภาคม 1959  ว่ารู้สึกเสียใจที่ต้องแจ้งว่าไม่สามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน

ปัจจุบันยังคงไม่มีคำตอบว่าทับทิมหงามุกอยู่ที่ใด ขณะที่รัชทายาทและชาวเมียนมายังคงตามหาทับทิมเม็ดนั้นและหวังลึกๆ ว่าจะสามารถนำกลับคืนมาได้ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วอาจไม่เหลือร่องรอยของหงามุกอยู่บนโลกนี้แล้วก็ตาม

จากประเทศที่เคยเป็นเจ้าของอัญมณีที่ทั่วโลกจับตามองมาวันนี้ธุรกิจอัญมณีของเมียนมากลับถูกแบนจากต่างประเทศ โดยนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาส่งผลให้นานาประเทศออกมาตรการคว่ำบาตรกองทัพเมียนมาและการลงทุนที่อาจนำเงินไปสู่กองทัพเมียนมา

ล่าสุดสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ของกระทรวงการคลังสหรัฐกำหนดมาตรการคว่ำบาตรและห้ามนำเข้าทับทิมจาก 3 บริษทเมียนมา ได้แก่ Myanmar Ruby Enterprise, Myanmar Imperial Jade Co. และ Cancri (Gems and Jewellery) Co.

บิล เกตส์ทิ้งหุ้น Alibaba หมด ซื้อหุ้นซอฟแวร์ยาอนาคตไกล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646267

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 18:03 น.บิล เกตส์ทิ้งหุ้น Alibaba หมด ซื้อหุ้นซอฟแวร์ยาอนาคตไกลบริษัทซอฟแวร์แห่งนี้ออกแบบยาและกำลังมีอนาคตไหลจนถูกมองว่าเป็น Tesla รายที่สองของวงการธุรกิจ

จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) ระบุว่ามูลนิธิของบิล เกตส์และภรรยาของ คือ Bill and Melinda Gates Foundation ได้ขายหุ้นของบริษัท Alibaba ที่ก่อตั้งโดยแจ็ค หม่าทั้งหมดมูลค่าหุ้นละ 232.73 เหรียญสหรัฐ รวมทั้งหมด 128.56 ล้านเหรียญสหรัฐ

การขายหุ้นทำให้มูลนิธิของตระกูลเกตส์รวยขึ้น 21.13 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2020 แต่ยังไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมถึงขายทิ้งหุ้น Alibaba ทั้งหมด

กรณีนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บริษัท Alibaba และแจ็ค หม่ากำลังประสบกับปัญหาอย่างหนัก จากการถูกรัฐบาลตรวจสอบการทำธุรกิจว่าเป็นการผูกขาดหรือไม่ และการที่แจ็ค หม่าหายหน้าหายตาจากวงการเป็นเวลานานหลังจากที่บริษัทที่เขาปั้นขึ้นมาคือ Ant Group ถูกรัฐบาลขวางไม่ให้เปิดขายหุ้นครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว

สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นจีนยังมีบรรยากาศไม่ดีนักในวันพุธเนื่องจากนักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลอาจใช้มาตรการควบคุมภาคธุรกิจมากขึ้น

นอกจากหุ้นของ Alibaba ที่ถูกขายทั้งหมดแล้ว มูบลนิธิของเกตส์ยังขายหุ้นของ Uber และลดการถือหุ้นของ Apple และ Amazon แต่หันมาซื้อหุ้นของบริษัท Schrodinger ซึ่งเป็นผู้พัฒนาซอฟแวร์ผลิตยาและเป็นบริษัทที่มาแรงมากโดยมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 40 เท่าแล้วในปีงบประมาณ 2021

ธุรกิจของ Schrodinger คือการขายซอฟต์แวร์ที่จะช่วยบริษัทเวชภัณฑ์และนักวิจัยด้านวิชาการสามารถพัฒนายาต่างๆ ขึ้นมาได้ และยังร่วมในการคิดค้นตัวยาใหม่ๆ ด้วย ทำให้บริษัทชีวเวชภัณฑ์ส่วนใหญ่ในตอนนี้เป็นลูกค้าของ Schrodinger

อาจเป็นเพราะอนาคตที่สดใสของ Schrodinger และด้วยโมเดลทางธุรกิจที่น่าสนใจทำให้บริษัทนี้ถูกขนานนามว่าเป็น Tesla หมายเลขสอง และมูลนิธิของเกตส์ซื้อหุ้นของบริษัทนี้ถึง 40.15% รวมแล้วมูลค่า 316.13 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by Ludovic MARIN / AFP

แม่บ้านจีนใจกล้าฟ้องหย่าสามีเรียกค่าทำงานบ้านเหยียบแสน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646243

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 17:00 น.แม่บ้านจีนใจกล้าฟ้องหย่าสามีเรียกค่าทำงานบ้านเหยียบแสนจีนออกกฎหมายให้คู่สมรสจ่ายค่าชดเชยหากปล่อยให้อีกฝ่ายทำงานบ้านอยู่คนเดียว

ประเทศจีนบังคับใช้กฎหมายใหม่ระบุว่าภรรยาหรือสามีเมื่อหย่าร้างมีสิทธิฟ้องร้องขอค่าชดเชยจากคู่สมรสได้หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องรับผิดชอบในการทำงานในบ้านอยู่ฝ่ายเดียวไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน การเลี้ยงดูบุตรหรือญาติผู้สูงอายุ เพื่อลดการกดขี่และเอารัดเอาเปรียบช้างเท้าหลังซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมจีน

โดย China Women’s News เปิดเผยเรื่องราวของ “หวัง” ซึ่งฟ้องหย่าต่อสามี “เฉิน” เมื่อปีที่แล้ว เธอระบุว่าสามีของเธอไม่เคยสนใจหรือให้ความช่วยเหลืองานบ้านใดๆ เลยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และเธอต้องอยู่บ้านดูแลลูกทุกวันขณะที่สามีออกไปทำงานข้างนอก

ศาลเขตฝางซานในกรุงปักกิ่งติดสินให้เฉินจ่ายเงินชดเชยให้ภรรยาจำนวน 50,000 หยวน หรือประมาณ 232,000 บาทฐานละเลยการทำหน้าที่ในบ้าน ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์และยังไม่ชัดเจนว่าจะมีฝ่ายใดคัดค้านคำตัดสินหรือไม่

เมื่อเรื่องราวนี้ถูกเปิดเผยก็มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยส่วนหนึ่งเห็นด้วยกับกฎหมายนี้และมองว่าจะช่วยให้คู่สามีภรรยาตระหนักถึงหน้าที่ภายในบ้าน ขณะที่ส่วนหนึ่งมองว่าค่าชดเชยจำนวนนั้นน้อยเกินไปสำหรับการทำงานบ้านคนเดียวมาตลอด 5 ปี

ด้าน จาง เหยียน เลขาธิการคณะกรรมการกฎหมายการแต่งงานและครอบครัวของสมาคมทนายความเสิ่นหยาง ชี้ว่ากฎหมายนี้จะช่วยปกป้องสิทธิของแม่บ้านได้ดีขึ้น พวกเขาไม่เพียงแต่ต้องทำงานบ้านมากมาย แต่การเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านทำให้พวกเขาขาดการติดต่อกับสังคมภายนอก

แม้จะเห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าวแต่จางมองว่ายังมีช่องโหว่ในการคำนวณค่าชดเชย เพราะไม่มีการระบุว่าควรคำนวณเงินอย่างไร และคู่สมรสจะสามารถแสดงหลักฐานเป็นปริมาณของงานบ้านได้อย่างไร

ระยะหลังมานี้บทบาทของแม่บ้านเป็นประเด็นถกเถียงอย่างมากในโซเชียลมีเดียของจีน จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศในเจนีวาพบว่าอัตราการจ้างงานหญิงในจีนลดน้อยลงจาก 63.9% ในปี 2010 เหลือ 59.8% ในปีที่แล้ว

ในขณะเดียวกันการวิจัยจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนชี้ให้เห็นว่าในปี 2018 ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วทำงานบ้านวันละ 3 ชั่วโมง 20 นาทีโดยเฉลี่ยมากกว่าสามี 1 ชั่วโมงครึ่ง

ส่งผลให้ผู้หญิงชาวจีนสมัยใหม่นิยมอยู่เป็นโสดมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องการแต่งงานมีลูกและก้าวสู่บทบาทของการเป็นช้างเท้าหลัง

Photo by Joaquin SARMIENTO / AFP

แค่หนึ่งทวีตทำให้เอลอน มัสก์สูญเงิน 1.5 หมื่นล้านในวันเดียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646258

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 16:00 น.แค่หนึ่งทวีตทำให้เอลอน มัสก์สูญเงิน1.5หมื่นล้านในวันเดียวขณะที่สถานการณ์ของ Bitcoin ยังไม่น่าไว้ใจค่อนข้างที่จะขึ้นแรงและลงแรงจนนักลงทุนเริ่มหวั่น

หุ้นของ Tesla Inc. สูญเสียอย่างหนักจนหักลบผลกำไรตลอดท้ังปี จากการซื้อขายเมื่อวันองัคารตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ โดยหุ้นลดลงมากถึง 13% สู่ระดับ 619 เหรียญสหรัฐในตลาดนิวยอร์กซึ่งเป็นการลดลงระหว่างวันที่มากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2020

หุ้น Tesla ได้รับผลกระทบจากจากความเห็นของประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทคือ เอลอน มัสก์เมื่อในช่วงสุดสัปดาห์ที่ว่าราคาของคริปโตเคอเรนซี่ยอดนิยมคือ Bitcoin และ Ether ที่เป็นคู่แข่งกันนั้นดูเหมือนว่าจะสูงเกินไป (ทวีตบอกว่า That said, BTC & ETH do seem high lol)

มีช่วงหนึ่งของการซื้อขายหุ้นของ Tesla ที่ตกหนักจนมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของเอลอน มัสก์หายไปถึง 15,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

ยังไม่นับผลกระทบจากทวีตของเขาที่ทำให้ราคาของ Bitcoin ปรับลดลงมาต่ำกว่าระดับ 50,000 เหรียญสหรัฐเมื่อวันอังคาร

โดยสกุลเงินดิจิทัลนี้ดิ่งมากถึง 18% ในวันอังคารและมีการซื้อขายที่ประมาณ 47,145 เหรียญสหรัฐ ณ เวลา 15:37 น. ในนิวยอร์ก การเทขายทำให้ราคา Bitcoin มีมูลค่าต่ำสุดในรอบสองสัปดาห์ มีช่วงหนึ่งที่ราคาตกลงเหลือ 45,000 เหรียญสหรัฐ

นักลงทุนเริ่มสงสัยว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของการถดถอยถอยครั้งใหญ่ของ Bitcoin หรือเป็นเพียงแค่ความผันผวนในตลาดที่ยังไม่สามารถคาดเดาได้

ผลของความสูญเสียที่เกิดขึ้นทำให้มัสก์หล่นลงจากตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกมาอยู่อันดับที่ 2 แล้วปล่อยให้เจฟ เบสซอส แห่ง Amazon.com, Inc กลับมาครองเจ้ายุทธภพเจ้าสัวชั้นแนวหน้าของโลกอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ในวันพุธมูลค่าของ Bitcoin กระเตื้องขึ้นมามากถึง 7.2% เป็นประมาณ 51,393 เหรียญสหรัฐในการซื้อขายในเอเชียวันพุธ เมื่อวานนี้ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความทนทานของการเพิ่มขึ้นห้าเท่าที่น่าทึ่งและผันผวนในปีที่ผ่านมา

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยรวมได้รับแรงหนุนจากความคิดเห็นเมื่อวันอังคารจากเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ซึ่งส่งสัญญาณว่าเฟดยังคลายนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งคริปโตฯ ได้รับแรงหนุนส่วนหนึ่งจากนโบายการเงินแบบผ่นคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

Photo by Odd ANDERSEN / AFP

สิงคโปร์เล็งใช้วัคซีนพาสปอร์ตกับประเทศอื่นฟื้นท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646235

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 15:10 น.สิงคโปร์เล็งใช้วัคซีนพาสปอร์ตกับประเทศอื่นฟื้นท่องเที่ยวสิงคโปร์กำลังหารือการใช้ใบรับรองการฉีดวัคซีน Covid-19 กับประเทศอื่นๆ เพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยว

นายกรัฐมนตรี ลีเซียนลุงของสิงคโปร์เผยในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊คว่า แม้ว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วสามารถซื้อวัคซีนต้าน Covid-19 ได้เพียงพอ แต่เรายังต้องร่วมมือกันในระดับนานาชาติ เพื่อให้ทุกประเทศ รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงวัคซีน

นอกจากนี้ ยังกล่าวอีกว่า สิงคโปร์กำลังหารือเรื่องการยอมรับใบรับรองการฉีดวัคซีน Covid-19 หรือวัคซีนพาสปอร์ตกับประเทศอื่นๆ แต่ไม่ได้ระบุว่าหารือกับประเทศใดบ้าง และเอ่ยว่าวัคซีนพาสปอร์ตเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวของโลก

นอกจากสิงคโปร์ กรีซ สเปน และอังกฤษ เป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ให้ความสนใจกับวัคซีนพาสปอร์ตเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ แม้ว่าสิงคโปร์จะเริ่มฉีดวัคซีนทั้งจากไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค (Pfizer/BioNTech) และโมเดอร์นา (Moderna) ไปเมื่อราว 2 เดือนก่อน แต่เศรษฐกิจของสิงคโปร์ก็ยังไม่ฟื้นตัวจากการถดถอยหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นการกลับมาดำเนินธุรกิจและเปิดการท่องเที่ยวจึงถือเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจของสิงคโปร์

รมว.ต่างประเทศเมียนมาเยือนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646242

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 13:35 น.รมว.ต่างประเทศเมียนมาเยือนไทยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาหารือทางการทูตกับไทยหลังรัฐประหาร  

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลไทยว่า วัณณะ หม่อง ลวิง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา เดินทางมาถึงไทยในวันนี้ เพื่อหารือความพยายามที่จะร่วมมือกับประชาคมอาเซียนเพื่อหาทางแก้ไขผลพวงของการรัฐประหาร

การเยือนไทยครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังนายพลมินอ่องหล่ายยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

คาดว่า ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของไทยจะเข้าหารือกับ วัณณะ หม่อง ลวิง 

แหล่งข่าวยังเผยอีกว่า เรตโน มาร์ซูดิ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ในประเทศไทยด้วย อาจพบกับ วัณณะ หม่อง ลวิง ด้วย

Sinovac ปลอดภัยแต่ทำไมไม่แนะนำให้หมอฉีด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646229

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 12:10 น.Sinovac ปลอดภัยแต่ทำไมไม่แนะนำให้หมอฉีดฟิลิปปินส์ยังไม่แนะนำให้ใช้ Sinovac กับบุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่ไทยประเดิมล็อตแรกกับบุคลากรแพทย์ด่านหน้า

ย้อนกลับไปในช่วงสัปดาห์ก่อนโรดริโก ดูแตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ออกมายืนยันว่าวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของซิโนแวคที่ผลิตโดยจีนนั้น “ปลอดภัย ไร้กังวล และเชื่อถือได้” เทียบเท่ากับวัคซีนที่ผลิตโดยสหรัฐและยุโรป พร้อมแสดงความไว้วางใจในวัคซีนดังกล่าว

แต่เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมาเอริก โดมิงโก ผู้อำนวยการองค์การอาหารและยาของฟิลิปปินส์เผยว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคโควิด-19 และสามารถใช้ได้กับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงอายุ 18 ถึง 59 ปี แต่ไม่แนะนำให้ใช้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องสัมผัสกับเชื้อไวรัสจำนวนมาก เนื่องจากตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ที่ 50.4% เท่านั้น

แฮร์รี โรกค์ โฆษกรัฐบาลระบุว่าประชาชนกลุ่มแรกที่จะได้รับวัคซีนคือทหารและบุคลากรแนวหน้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ อาทิ พนักงานประจำซูเปอร์มาร์เก็ต

เช่นเดียวกับเฮเลน หยาง ผู้จัดการบริษัทซิโนแวค ไบโอเทคเผยว่าวัคซีนดังกล่าวไม่เหมาะกับบุคลากรทางการแพทย์และผู้สูงอายุ แต่เคารพรัฐบาลในการตัดสินใจว่าจะใช้วัคซีนอย่างไร

ทั้งนี้ องค์การอาหารและยาของฟิลิปปินส์อนุมัติวัคซีนต้านโควิด-19 ของซิโนแวค (Sinovac) จากจีนเป็นกรณีฉุกเฉินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้สั่งซื้อวัคซีนทั้งหมด 25 ล้านโดสจากซิโนแวค และตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้กับประชาชน 70% ภายในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะได้รับวัคซีนล็อตแรกจำนวน 600,000 โดสภายในไม่กี่วันข้างหน้า

การประกาศดังกล่าวของฟิลิปปินส์ทำให้เป็นที่ถกเถียงเมื่อกระทรวงสาธารณสุขของไทยเผยว่าจะทดลองฉีดวัคซีนซิโนแวคล็อตแรกซึ่งมาถึงไทยแล้วเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (24 ก.พ.) ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า เช่น แพทย์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ภาคสนามในพื้นที่ความเสี่ยงสูง

โดยได้รวบรวมบุคลากรที่สมัครใจทดลองฉีดวัคซีนล็อตแรกราว 3.2 หมื่นคน ซึ่งจะจัดฉีดวัคซีนในวันที่ 28 ก.พ. นี้

รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยส่วนที่เหลือก็จะได้รับวัคซีนดังกล่าวในล็อตต่อๆ ไปเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ วัคซีนซิโนแวคใช้ได้กับผู้ที่มีอายุ 18 ถึง 59 ปี เท่านั้น สำหรับสตรีมีครรภ์และผู้ที่มีประวัติการแพ้วัคซีนห้ามฉีด

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

รัฐบาลต้องนั่งไม่ติดเพราะ Clubhouse #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646162

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 21:00 น.รัฐบาลต้องนั่งไม่ติดเพราะ Clubhouse Clubhouse ได้สร้างสังคมแห่งการพูดคุยที่สร้างสรรค์แบบใหม่ขึ้นมา แต่ก็ไปไม่รอดเมื่อรัฐบาลจีนสั่งแบนแอปยอดนิยมไปแล้วเพราะอาจเกี่ยวข้องกับการที่คนจีนไปคุยเรื่องหมิ่นเหม่ จะถึงคิวของประเทศไทยหรือไม่ที่รัฐบาลจะไม่ทนกับ Clubhouse?

ตอนนี้ชื่อของ Clubhouse คงเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างแล้ว แม้แต่นายกรัฐมนตรีพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาก็เอ่ยถึง รวมถึงนายกรัฐมนตรีของเกาหลีใต้ก็เพิ่งจะหันมาใช้แอพนี้เพื่อเข้าถึงประชาชน หรือแม้กระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย คือทักษิณ ชินวัตรก็ปรากฎตัวในแอปนี้ในชื่อ Tony จนเป็นที่ฮือฮา

“ความกังวล” ของรัฐบาลไทยเหมือนกับอาการของรัฐบาลจีนที่สั่งแบน Clubhouse หลังจากที่มันเฟื่องฟูในหมู่คนจีนแผ่นดินใหญ่ในช่วงเวลาสั้นๆ

เป็นที่รู้กันว่าตั้งแต่ปี 2019 ความสัมพันธ์ระหว่างคนจีนแผ่นดินใหญ่ คนฮ่องกง และคนไต้หวันเลวร้ายลงมาก เพราะความขัดแย้งพัวพันดินแดนทั้งสาม ไม่ว่าจะเป็นท่าทีคุกคามของจีนต่อไต้หวัน (หรือที่ฝ่ายจีนโทษว่าไต้หวันแสดงท่าทีจะเป็นเอกราช) ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ซึ่งผู้ร้ายตัวการเป็นชาวไต้หวัน) เพราะกลัวว่ารัฐบาลจีนจะใช้กฎหมายนี้ล้ำเส้นสิทธิเสรีภาพของชาวฮ่องกง การประท้วงนี้ลุกลามเป็นการต่อต้านคนจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนคนจีนแผ่นดินใหญ่ก็ตอบโต้ด้วยการไม่ไปเที่ยวฮ่องกงและแบนสินค้าฮ่องกง

ที่ร่ายยาวมาทั้งหมดก็เพื่อแสดงให้เห็นทั้งสามดินแดนไม่ถูกกันอย่างแรง ไม่ใช่แค่รัฐบาลไม่ถูกกันแต่ยังลามไปถึงประชาชคนทั่วไป คนจีนแผ่นดินใหญ่ที่รักชาติจนเลือดขึ้นหน้ายิ่งชิงชังฮ่องกงบางคนที่เรียกร้องให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง มันคือสถานการณ์ที่ “คนพูดภาษาจีน” คุยด้วยกันไม่รู้เรื่อง

จนกระทั่ง Clubhouse ถือกำเนิดขึ้นมา

ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ คนจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มเข้ารมาร่วม Clubhouse กับคนไต้หวันและฮ่องกง ทั้ง 3 ฝ่ายพูดคุยกันหลากหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องความเห็นต่างทางการเมือง เรื่องกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่ใช้ในฮ่องกง ประเด็นเปราะบางอย่างกรณีซินเจียง เรื่องทิเบต และเรื่องเอกราชของไต้หวัน ซึ่งห้ามพูดถึงเด็ดขาดในจีน

แหล่งข่าวเปิดเผยว่าแทนที่คนจีนแผ่นดินใหญ่ คนไต้หวัน และคนฮ่องกงจะเชือดเฉือนและตอบโต้กัน ทั้งสามฝ่ายกลับโอภาปราศัยกัน ทำให้ Clubhouse เต็มไปด้วยบรรยากาศที่คนสามฝ่ายแทบไม่เคยพบมาก่อน (อย่างน้อยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา) หลายคนเชื่อว่า Clubhouse ทำให้ผู้คนที่เห็นต่างมาเชื่อมโยงเข้าหากัน

นักเขียนขององค์กรสื่ออิสระฮ่องกง คือ Hilton Yip ที่ทำงานทั้งในปักกิ่งและไทเปและฮ่องบอกว่า Clubhouse ทำให้เกิดภาวะ detente ซึ่งเป็นศัพท์แสงทางการเมืองระหว่างประเทศที่แปลว่า “การผ่อนคลายความตึงเครียด” เป็นสถานการณ์ที่ปรเะทศที่ขัดแย้งกันจนหวิดจะก่อสงครามกัน เริ่มหันเข้าหากันและหาทางประนีประนอมกัน แอปนี้ก็ทำหน้าที่แบบเดียวกัน

เขาเขียนว่าแอปนี้ทำให้คนจีนแผนดินใหญ่ “ดูเป็นมนุษย์มนา” (humanised) ในสายตาคนไต้หวันและฮ่องกง ไม่ได้หมายความคนแผนดินใหญ่ไม่ใช่มนุษย์ แต่เพราะความขัดแย้งทำให้แต่ละฝ่ายต่างมองไม่เห้นความเป็นคนของกันและกัน และโอกาสนี้ยังช่วยให้คนจีนเข้าใจว่าคนไต้หวันและคนฮ่องกงมีความคิดอย่างไร ไม่ใช่ว่าฟังแต่ข่าวของรัฐบาลจนหัวร้อน

แชทรูมที่ได้รับความนิยมเช่น “แชทรูมคนรุ่นใหม่ข้ามฝั่งช่องแคบ” (Cross-strait youth chat) ซึ่งเป็นห้องที่ใช้แชร์เรื่องราวของคนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันที่ถูกแบ่งแยกด้วยช่องแคบไต้หวัน ห้องนี้แต่แรกมีคไม่กี่สิบคนมาแบ่งปันเรื่องราววิถีชีวิตที่แตกต่างของพวกเขา แต่มันป๊อปปูลาร์จนกระทั่งมีคนมาเข้ารวมถึง 4,000 คน (ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์) และคุยกันหลากหลายมากขึ้นรวมไปถึงเรื่องเกี่ยวกับฮ่องกง

แน่นอนว่าเมื่อมันป๊อปปูลาร์ความต้องการที่จะเข้าร่วมก็สูงตามไปด้วย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีการขายคำเชิญ (Invitation) ในแพลตฟอร์มค้าขายของจีนในราคา 50 – 400 หยวน (ราวๆ 250 – 2,000 บาท)

Apple Daily สื่อของฮ่องกงที่ต่อต้านรัฐบาลจีนรายงานเรื่องนี้และอ้างว่ามีชาวเน็ตจีนที่เรียก Clubhouse ว่าเป็น “เศษเสี้ยวหนึ่งของดินแดนสุขาวดี” มันเหมือนแดนสวรรค์ที่ผู้คนจากดินแดนที่ขัดแย้งกันมาพูดคุย แลกเปลี่ยน หารืออย่างเป็นอารยะ และไม่ต้องกังวลเพราะมันไม่เหลือหลักฐานเอาไว้ให้รัฐบาลมาตามแกะรอยในตอนหลัง

Apple Daily (ซึ่งไม่ชอบพวกชาตินิยมจีน) ยังบอกด้วยว่า Clubhouse ช่วยกันไม่ให้พวกคลั่งชาติชาวจีนแผ่นดินใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า “พวกยุวชนชมพู” (ภาษาจีนเรียกว่า เสียวเฝิ่นหง) เข้ามามีปากมีเสียงได้

พวก “พวกยุวชนชมพู” เป็นคำที่ใช้เรียกคนหนุ่มสาวแผ่นดินใหญ่ที่จะโจมตีใครก็ตามที่พูดถึงประเทศจีนในทางไม่ได้ เป็นการเรียกที่เลียนแบบพวก “ยุวชนทหารแดง” (ภาษาจีนเรียกว่า หงเว่ยปิง) ที่ออกอาละวาดพวกที่ต่อต้านเหมาเจ๋อตงในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม แต่ในยุคนี้ยุวชนหัวร้อนลดกรีลงจาก “แดง” เหลือเพียง “ชมพู”

รายงานของ Apple Daily ยังมีน้ำเสียงของการ “เหยียด” พวกที่เห็นต่างอยู่บ้างต่างจากทัศนะของ Hilton Yip ที่บอกว่าแอปนี้ช่วยทำให้แต่ละฝ่ายเห็นกันและกันเป็นมนุษย์มากขึ้น มันอาจเป็นช่องทางที่ทำให้สามฝ่ายเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้นก็เป็นได้ แทนที่จะถูกปั่นหัวโดยชาตินิยและความเห็นต่างทางการเมือง

หลังจากที่คนหนุ่มสาวคุยกันอย่างอารยะได้ช่วงสั้นๆ รัฐบาลจีนก็สั่งแบน Clubhouse ตามคาด ยุติช่วงเวลาอันชื่นมื่นของสามฝ่ายในดินแดนสุขาวดีที่พวกเขาสร้างขึ้นมา

นอกจากจะแบนแล้ว สื่อของทางการจีนอย่าง Global Times ยังมี “รายงานเชิงลึก” แต่ออกมาในทำนองวิจารณ์ Clubhouse โดยอ้างว่า “ผู้ใช้ชาวจีนแผ่นดินใหญ่หลายคนกล่าวว่าการอภิปรายทางการเมืองบน Clubhouse มักจะเป็นการพูดฝ่ายเดียวและเสียงสนับสนุนจีนมักจะถูกแบนได้อย่างง่ายดาย” พร้อมกับยกตัวอย่างชาวจีนที่ใช้แอปนี้แล้วบ่นอุบ

เช่น คนจีนที่ชื่อจ้าวบอกว่าเรื่องการเมืองน่าเบื่อ เพราะแต่ละฝ่ายได้แต่ตอกย้ำความเชื่อของตัวเองโดยไม่หารือหรือดีเบตกันอย่างจริงจัง ส่วนสาวจีนที่ชื่อจางบอกว่าไปเข้าแชทรูมเรื่องซินเจียงแล้วออกมาเพราะรับไม่ได้กับความเห็นฝ่ายเดียวและไม่เชื่อข่าวลือเรื่องซินเจียงที่พูดกันในห้องแชท

เรื่องนี้เป็นประเด็นปัญหาที่น่าจับตาเหมือนกันว่า Clubhouse มีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหนเพราะเป็นแอปที่เน้นพูด แม้ว่าจะมีการอ้างอิงได้แต่ก็คงไม่สะดวกเท่ากับการเขียน และยังมีความกังวลว่าแชทรูมบางห้องอาจจะพูดสิ่งที่หมิ่นเหม่ทางกฎหมาย จนเปิดทางให้รัฐบาลสั่งแบนเหมือนกรณีจีน

ความสนใจเรื่อง Clubhouse ในไทยมีมาระยะหนึ่งแล้ว จนกระทั่งรัฐบาลเริ่มที่จะขยับเมื่อเห็นว่าแชทรูมบางห้องพูดประเด็นหมิ่นเหม่แต่ก็ยังทำได้แค่ “เตือน” (หรือขู่) โดยก่อนหน้านี้นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ก็ออกมาเตือนว่าการแสดงความคิดเห็นหรือให้ข้อมูลที่เข้าข่ายบิดเบือน สร้างความเสียหาย และละเมิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่พร้อมดำเนินการตามกฎหมายทันทีเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ

จนกระทั่งคนระดับนายกรัฐมนตรีต้องออกมาขยับเองหลังจากการปรากฎตัวของ “Tony”

เมื่อคืนวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ปรากฏตัวในห้องสนทนา “ไทยรักไทย ใครเกิดทัน มากองกันตรงเน้!” ในชื่อ Tony บนแอปพลิเคชัน Clubhouse ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่ม CARE คิด เคลื่อนไทย พร้อมด้วยนพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาสนั่นโซเชียล

โดยนายทักษิณได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้ประชาชนตั้งคำถามในหลากหลายประเด็น โดยเริ่มจากการพูดถึงนโยบายในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย อาทิ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค, 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ (OTOP), 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOS), นโยบายแจกแล็ปท็อปให้แก่เด็กนักเรียน และอาจสามารถโมเดล เป็นต้น โดยภาพรวมแล้วนายทักษิณได้แสดงวิสัยทัศน์โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นเศรษฐกิจของประเทศและการศึกษา

เมื่อถูกตั้งคำถามถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมกรือเซะ-ตากใบ นายทักษิณระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในความควบคุมของทหาร ตนเองก็จำไม่ค่อยได้แต่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

พร้อมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคนรุ่นใหม่ว่าเด็กรุ่นใหม่เกิดมาพร้อมเทคโนโลยี โลกเปลี่ยนไปมาก เมื่อเขามองไม่เห็นอนาคตเขาก็ต้องหา โดยชี้ว่าตนไม่ได้มองในทางการเมืองแต่มองเรื่องความก้าวหน้าของชีวิต ทุกคนต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตามนายทักษิณมองว่าต้องแก้ปัญหาโดยการพูดคุยกัน การเมืองจะดีหรือไม่อยู่ที่รัฐธรรมนูญ การปรับแก้กฎหมายให้ทันสมัยเป็นเรื่องสมควร แต่สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับประเทศไทยมายาวนานและเราต้องเคารพ โดยเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา 112

การปรากฏตัวของนายทักษิณครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะสร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลไม่มากก็น้อย โดยล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเผยว่าได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามแอปพลิแคชันดังกล่าวเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการกระทำผิดกฎหมาย

การที่แอปพลิเคชันดังกล่าวเปิดพื้นที่เสรี (Free Speech) ให้ผู้ใช้ได้ถกเถียงกันอย่างเปิดกว้างและตรงไปตรงมาจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากจะมีการพูดถึงประเด็นอ่อนไหวบางประเด็น ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งอย่างที่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมไม่ได้ฟัง คนผิดกฎหมายอยู่ต่างประเทศจะฟังทำไม ชอบฟังนักนะคนผิดกฎหมายเนี่ย ทำลายกฎหมาย ให้เครดิตกันอยู่ได้”

คำพูดของนายกฯ ส่งผลให้ผู้ใช้แอปพลิเคชันหลายคนเริ่มกังวลว่าในอนาคตรัฐบาลจะแบนแอปพลิเคชันดังกล่าวเหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศจีนหรือไม่

อย่างไรก็ดีในทางกลับกันแอปดังกล่าวเป็นเหมือนตัวช่วยประสานให้คนที่มีความเห็นต่างกันมีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจกัน อย่างกรณีการสนทนาบน Clubhouse ระหว่างนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ และวู้ดดี้ วุฒิธร ซึ่งหลายคนไม่เชื่อว่าจะเกิดภาพนี้ขึ้นได้เนื่องจากทั้งคู่มีจุดยืนที่ไม่เหมือนกัน

แต่เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาทั้งคู่ได้มีโอกาสพูดคุยกันประเด็นต่างๆตั้งแต่การเมือง งานอดิเรก ไปจนถึงเรื่องความรัก โดยนายปวินเล่าถึงประสบการณ์ครั้งนั้นว่า “มันก็เป็นอะไรที่พอผ่านไปได้ ในเรื่องการเปิดการสนทนากับคนที่อยู่คนละขั้วทางการเมือง ดิชั้นไม่เคยตั้งเป้าไปไกลว่า ดิชั้นจะต้องเอาคนเห็นต่างมาเป็นพวก ดิชั้นมิบังอาจ แต่อย่างน้อย การเปิดให้มีการพูดคุยกันอย่างมนุษย์มีอารยะ ดิชั้นคิดว่า เท่านั้น สังคมเรามันอาจจะเดินหน้าต่อไปได้บ้าง และการพูดคุยกับวู้ดดี้เช้านี้ ดิชั้นคิดว่า ดิชั้นได้บรรลุเป้าหมายนั้นแล้ว”

กรณีที่เกิดขึ้นปวินและวู้ดดี้เป็นสิ่งที่คล้ายกับปรากฎการณ์ “แชทรูมคนรุ่นใหม่ข้ามฝั่งช่องแคบ” ที่เกิดขึ้นระหว่างคนจีนแผ่นดินใหญ่ คนไต้หวัน และคนฮ่องกง ซึ่ง Clubhouse ทำหน้าที่เหมือนสะพานเชื่อมโยงกลุ่มที่เห็นต่างให้มาพูดคุยกันอย่างมีอารยะ ไม่บูลลี่ และไม่มีเฮทสปีช เหมือนกับที่บางคนยกให้มันเป็นแดนสุขาวดีที่ทุกคนใช้พื้นที่พูดคุยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

ในแง่หนึ่งหาก Clubhouse ทำให้คนอย่างปวินและวู้ดดี้หันมาคุยกันได้ มันก็ช่วยทำลาย Echo chamber หรือการที่แต่ละฝ่ายสุมหัวคบหากันเอง สนใจแต่ข้อมูลพวกเดียวกันเอง จนเหมือนถูกขังในห้องที่ได้ยินแต่เสียงพวกเดียวกันเองก้องไปก้องมา ผลของมันคือการดื้อรั้นไม่ยอมฟังเสียงของคนอื่น

แต่สิ่งที่จะทำลาย “แดนสุขาวดีของกลุ่มคนเห็นต่าง” หรือ “พื้นที่เสรีในการแสดงความเห็น” คือการเปิดพื้นที่ให้เฟคนิวส์

ตัวเฟคนิวส์เองมีพลังในตัวมันเองในการทำลายบรรยากาศการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์อยู่แล้ว แต่มันยังอาจเป็นเหตุผลให้รัฐบาลสั่งแบน Clubhouse ไปทั้งหมดด้วยข้อหาเป็นสถานที่ยุยงปลุกปั่น

ตอนนี้รัฐบาลเริ่มที่แสดงอาการฮึ่มๆ ออกมาแล้ว แต่นิสัยคนไทยยิ่งขู่ยิ่งไม่กลัว ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ เราต้องจับตากันต่อไปว่ารัฐบาลจะเล่นงานแอปนี้หรือไม่ และผู้ใช้ชาวไทยจะสามารถพัฒนามันจนกลายเป็นสถานที่ศิวิไลซ์ในการพูดคุยเหมือนที่เกิดขึ้นกับคนจีน ไต้หวัน และฮ่องกงหรือไม่

หมายเหตุ – การสนทนาบน Clubhouse เป็นการสนทนารูปแบบเรียลไทม์ ไม่สามารถย้อนกลับมาฟังซ้ำได้ และไม่มีการบันทึกเก็บไว้ ส่งผลให้ผู้ใช้ในห้องสนทนาบางรายแอบบันทึกเสียงเหล่านั้นไว้สำหรับผู้ใช้ที่เข้าฟังไม่ทันหรือผู้ที่ไม่ได้ใช้แอปพลิเคชัน Clubhouse

โดยอันที่จริงแล้วผู้ใช้สามารถบันทึกได้แต่ต้องได้รับอนุญาตจากทุกคนในห้องสนทนา การแอบบันทึกเสียงโดยผู้ร่วมสนทนาไม่ทราบถือเป็นการละเมิดข้อกำหนดในการให้บริการของ Clubhouse

เปิดประวัติ 2 หนุ่มผู้ก่อตั้ง Clubhouse แอพยอดฮิตแห่งปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646172

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 20:00 น.เปิดประวัติ 2 หนุ่มผู้ก่อตั้ง Clubhouse แอพยอดฮิตแห่งปีClubhouse ดังชั่วข้ามคืน แต่ความสำเร็จของสองผู้ก่อตั้งไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน

เพียงชั่วข้ามคืนหลังจาก อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งเทสลาและสเปซเอ็กซ์ เปิดห้องใน Clubhouse พูดคุยกับ วลาด เทเนฟ ซีอีโอแอพพลิเคชั่นซื้อขายหุ้นชื่อดัง Robinhood แอพพลิเคชั่นที่มีผู้ใช้งานเพียง 1,500 คน ก็มียอดดาวน์โหลดพุ่งไปถึง 2 ล้านคน ส่วนตัวบริษัทมีมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ กลายเป็นยูนิคอร์นสตาร์ทอัพไปอีก 1 บริษัท

แต่ความสำเร็จของสองผู้ร่วมก่อตั้งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ชั่วข้ามคืน โรฮาน เซ็ธ และพอล เดวิสัน ผ่านการพัฒนาแอพพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียมากว่า 10 ปี

โรฮาน เซ็ธ หนุ่มเชื้อสายอินเดียจบปริญญาโทสาขาวิทยาการจัดการและวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐเมื่อปี 2008

ข้อมูลในเว็บไซต์ LinkedIn ระบุว่า ก่อนจบการศึกษา 2 ปี เซ็ธได้เริ่มอาชีพวิศวกรที่กูเกิลและอยู่ที่นั่น 5 ปี 9 เดือน โดยระหว่างนั้นเขารับผิดชอบทีม machine learning และโทรศัพท์มือถือ และยังมีส่วนในการก่อตั้งแพลตฟอร์ม Google Location ที่บอกให้ทราบว่าใครอยู่ที่ไหนผ่านสมาร์ทโฟนในเวอร์ชั่นแอนดรอยด์

หลังออกจากกูเกิลเซ็ธก่อตั้งสตาร์ทอัพเทคโนโลยีชื่อ Memry Labs ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มช่วยบันทึกความจำคล้ายการเขียนไดอะรีในปี 2014 ก่อนที่ Open Doors จะขอซื้อกิจการในปี 2017 โดยเซ็ธยังทำงานอยู่ที่ Memry Labs ไปอีก 2 ปีจนถึงปี 2019 ระหว่างนั้นเขาระดมทุนให้ Memry Labs ได้ถึง 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากจะสนใจเรื่องเทคโนโลยีแล้ว เซ็ธยังเป็นแฟนคลัตัวยงของ บรูซ สปริงทีน นักร้องนักแต่งเพลงชื่อดังชาวอเมริกัน ในทวิตเตอร์ของเจ้าตัวมีการทวีตเพลง หรือหน้าปกนิตยสารที่นักร้องคนดังกล่าวขึ้นปก ไปจนถึงการแต่งตัวเป็นสปริงทีนในวันฮัลโลวีน

ส่วน พอล เดวิสัน ถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งในซิลิคอนวัลเลย์ เดวิสันจบปริญญาตรีคณะวิศวกรรมอุตสาหกรรม และปริญญาโทสาขาการบริหารธุรกิจจากกมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเช่นเดียวกับเซ็ธ

เดวิสันเริ่มงานแรกด้วยการเป็นผู้ช่วยที่ปรึกษาระดับสูงของบริษัท Bain & Company ในบอสตัน เมื่อปี 2007 หลังจากนั้นจึงเข้าฝึกงานในแผนกปฏิบัติการกับกูเกิล ก่อนลาออกและเข้าทำงานที่ Metaweb Technologies ที่ถูกกูเกิลซื้อไปเมื่อปี 2010

เดวิสันยังร่วมลงทุนกับบริษัทกู้ยืมสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพและก่อตั้ง Highlight ขึ้นในปี 2012 พร้อมด้วยไอเดียการสร้างพื้นที่โซเชียลที่เชื่อมโยงกับโลเคชั่นของผู้ใช้งานเข้ากับผู้ใช้งานคนอื่นๆ และทำให้ผู้ใช้ค้นหาและสนทนากับผู้คนที่อยู่รอบๆ ได้ 

ต่อมาในปี 2016 Pinterest ซื้อ Highlight ทำให้เดวิสันได้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการเนื้อหาและฟีเจอร์ต่างๆ บน Pinterest ด้วย

หลังจากนั้น 2 ปีเดวิสันเบนเข็มไปทางสกุลเงินดิจิทัลที่เรียกว่า Crypto coins และเริ่มงานในฐานะผู้บริหาร Coinlist เมื่อปี 2018 

ทั้งเดวิสันและเซ็ธเคยร่วมกันพัฒนาแอพพลิเคชั่น Talkshow สำหรับสตรีมมิ่งรายการที่คล้ายกับการจัดรายการวิทยุมาก่อนก่อนที่จะเริ่ม Clubhouse ด้วยกัน

เดวิสันและเซ็ธเริ่มก่อตั้งบริษัท Alpha Exploration เมื่อเดือน มี.ค. ปีที่แล้ว  อีก 1 เดือนหลังจากนั้นมีผู้ใช้งานเพียง 1,500 คน  แต่หลังจากที่ อีลอน มัสก์ เข้าไปใช้งาน ผู้คนทั่วโลกก็ให้ความสนใจ Clubhouse เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงเมื่อเดือนที่แล้ว ตัวเลขผู้ดาวน์โหลดอยู่ที่กว่า 4 ล้านคน และล่าสุดในเดือนนี้ผู้ใช้เพิ่มเป็นกว่า 10.1 ล้านคน

มูลค่าบริษัทปัจจุบันอยู่ที่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากเดือน พ.ค.ปีที่แล้วที่อยู่ที่ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยระดมทุนได้กว่า 12 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว

เฟซบุ๊คอย่างไวพัฒนาแอพคล้าย Clubhouse มาแข่งแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646154

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 18:21 น.เฟซบุ๊คอย่างไวพัฒนาแอพคล้าย Clubhouse มาแข่งแล้ว เฟซบุ๊คกำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่นคล้ายกับ Clubhouse หลัง Clubhouse ฮิตไปทั่วโลก 

สำนักข่าว The New York Times รายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงใน 2 คนที่มีความรู้ในเรื่องนี้เผยว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก สนใจแพลตฟอร์มการพูดคุยแบบเสียง และเฟซบุ๊คกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มแชทด้วยเสียงที่คล้ายคลึงกับแอพพลิเคชั่น Clubhouse ที่เป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้   

แหล่งข่าวยังเผยอีกว่า ผู้บริหารเฟซบุ๊คมีคำสั่งให้พนักงานคิดค้นแพลตฟอร์มที่คล้ายคลึงกับ Clubhouse โดยขณะนี้การพัฒนาของเฟซบุ๊คอยู่ในขั้นเริ่มแรก  

ขณะที่ตัวซักเคอร์เบิร์กเองเข้าร่วมแอพพลิเคชั่น Clubhouse เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (AR) และความเป็นจริงเสมือน (VR)   

The New York Time ระบุว่า ที่ผ่านมาเฟซบุ๊คพยายามเจาะเข้าไปในเทคโนโลยีใหม่ๆ และไล่ตามแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ดึงดูดผู้ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ อาทิ การซื้อแอพพลิเคชั่นอินสตาแกรม วอทส์แอพ และบริษัทเทคโนโลยี VR โอคิวลัส ตั้งแต่บริษัทสตาร์ทอัพเหล่านี้ยังมีขนาดเล็ก

นอกจากนี้ เฟซบุ๊คยังขึ้นชื่อเรื่องการลอกเลียนแบบคู่แข่ง โดยเมื่อปี 2016 อินสตาแกรมเพิ่มฟีเจอร์ Story ที่คล้ายกับของ สแนปแชทที่ให้ผู้ใช้แชร์คลิปวิดีโอและภาพที่จะคงอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง หรือเมื่อปีที่แล้วที่อินสตาแกรมออกฟีเจอร์ Reels ซึ่งคล้ายกับคลิปของติ๊กต๊อก

และเมื่อแพลตฟอร์มประชุมทางไกลซูมเป็นที่นิยมเมื่อปีที่แล้ว เฟซบุ๊คก็รีบปล่อย Rooms และล่าสุดเฟซบุ๊คกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มขึ้นมาแข่งกับแพลตฟอร์มจดหมายข่าวทางอีเมล Substack

ขณะที่ทวิตเตอร์ก็กำลังทดสอบแพลตฟอร์มที่เรียกว่า Spaces ที่คล้ายคลึงกับ Clubhouse เช่นกัน