ไต้หวันขายเซมิคอนดักเตอร์จนรวย จีดีพีพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646137

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 16:00 น.ไต้หวันขายเซมิคอนดักเตอร์จนรวย จีดีพีพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปีจีดีพีไต้หวันโตเร็วสุดในรอบ 7 ปีเพราะได้อานิสงส์จากการขายเซมิคอนดักเตอร์ที่ทั่วโลกกำลังต้องการ  

สำนักงานสถิติไต้หวันเปิดเผยคาดการณ์จีดีพีของปี 2021 ว่า จีดีพีจะขยายตัว 4.64% เมื่อเทียบกับคาดการณ์ปีที่แล้วที่ 3.83% รวมทั้งยังปรับตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 4 ว่าชยายตัวถึง 5.09% และปรับคาดการณ์การส่งออกจาก 4.59% เป็น 9.58%

รัฐบาลไต้หวันยังเผยว่าปีนี้เศรษฐกิจขยายตัวเร็วที่สุดในรอบ 7 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์จากทั่วโลก อาทิ สหรัฐ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป  

ไปจนถึงความสำเร็จในการควบคุมการระบาดของ Covid-19 ที่ทำให้ไม่ต้องบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวด และการท่องเที่ยวในประเทศที่คึกคัก เนื่องจากชาวไต้หวันเลือกท่องเที่ยวอยู่ในบ้านตัวเองมากกว่าเที่ยวต่างประเทศ

ตะวันตกร่วมบีบรัฐบาลทหารเมียนมา ด้านสหรัฐแบนอีก 2 นายพล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646132

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 14:30 น.ตะวันตกร่วมบีบรัฐบาลทหารเมียนมา ด้านสหรัฐแบนอีก 2 นายพลสหรัฐประกาศขึ้นบัญชีดำนายพลเมียนมาเพิ่มอีก 2 นาย ขณะที่ชาติตะวันตกร่วมกดดัน

ประเทศตะวันตกกำลังพยายามกดดันรัฐบาลทหารเมียนมาให้หยุดใช้ความรุนแรงในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมหลังการชุมนุมประท้วงยืดเยื้อนานหลายสัปดาห์ โดยสหรัฐกำหนดมาตรการคว่ำบาตรนายพลระดับสูงของเมียนมาอีก 2 นายสืบเนื่องจากการรัฐประหาร ขณะที่สหภาพยุโรปเตือนว่ากำลังพิจารณามาตรการคว่ำบาตรประเทศเมียนมา

ทั้งนี้ สหรัฐกำหนดมาตรการคว่ำบาตร พลอากาศเอก หม่อง หม่อง จอ ผู้บัญชาการกองทัพอากาศ และพลโท โม มยินต์ ตุน โดยระงับการเข้าถึงทรัพย์สินในสหรัฐและห้ามเข้าประเทศ พร้อมระบุว่าอาจมีการดำเนินการเช่นเดียวกันต่อบุคคลอื่นๆ เพิ่มเติม

โดยแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยว่าสหรัฐไม่ลังเลที่จะดำเนินการต่อผู้ที่ใช้ความรุนแรงและปราบปรามเจตจำนงของประชาชน และไม่ลังเลที่จะสนับสนุนประชาชนชาวเมียนมา

พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารยุติการใช้ความรุนแรงและปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมทันที รวมถึงหยุดข่มขู่คุกคามนักเคลื่อนไหวและสื่อมวลชน ตลอดจนเร่งดำเนินการเพื่อให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

ก่อนหน้านี้ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพเมียนมาหลายนายรวมถึงรักษาการประธานาธิบดีเมียมาและบริษัทของกองทัพเมียนมาอีก 3 แห่ง

นอกจากนี้อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้กองทัพเมียนมายุติการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม รวมถึงสหราชอาณาจักรและเยอรมนีได้ออกมาประณามการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร่นกัน ขณะที่รัฐบาลเมียนมากล่าวว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ

นายกเกาหลีใต้เปิดเวที Clubhouse เข้าถึงประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646124

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 13:00 น.นายกเกาหลีใต้เปิดเวที Clubhouse เข้าถึงประชาชนนายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เชื่อ Clubhouse เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับพูดคุยแลกเปลี่ยนกับประชาชน

หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีโดนจี้ถามถึงโอกาสในการเข้าร่วมเล่นแอปพลิเคชัน Clubhouse ซึ่งก็ได้คำตอบว่ายังไม่เล่นเพราะไม่มีเวลา ทำให้หลายคนอาจสงสัยว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวมีดีอย่างไรและทำไมจึงต้องเล่น

แอปพลิเคชัน Clubhouse ยังคงได้รับความนิยมจากทั่วโลกด้วยยอดดาวน์โหลดทะลุ 10 ล้านครั้งรวมถึงคนดังในแวดวงต่างๆ ก็เข้าร่วมพูดคุยในแอปพลิเคชันดังกล่าวกันอย่างคับคั่ง ไม่นานมานี้สื่อท้องถิ่นเกาหลีใต้รายงานว่านายกรัฐมนตรีช็อง เซ-กยุน ของเกาหลีใต้ได้ร่วมพบปะพูดคุยกับประชาชนผ่าน Clubhouse ด้วยเช่นกัน

โดยนายกรัฐมนตรีช็อง เซ-กยุน เปิดบัญชีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมาภายใต้ชื่อผู้ใช้ @gyunvely ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดตามแล้วกว่า 800 คน โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่าเขาได้พูดคุยกับประชาชนกว่าชั่วโมงร่วมกับสมาชิกพรรคประชาธิปไตยแห่งเกาหลีคนอื่นๆ ในหลากหลายประเด็นไม่ว่าจะเป็นปัญหาการทำร้ายร่างกายไปจนถึงปัญหาราคาอสังหาริมทรัพย์

พร้อมเผยประสบการณ์หลังได้เข้าร่วมว่า “ผมตกใจเล็กน้อยกับคำถามต่างๆ ที่ไม่คาดคิด แต่ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ที่สนุก มันพูดคุยผ่านเสียงเท่านั้นและทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ ผมคิดว่ามันเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ดีกว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากปัจจุบันเราอยู่ในยุคของการสื่อสารแบบไม่เห็นหน้า”

นอกจากนี้ยังมีผู้นำจากอีกหลายประเทศที่เล่นแอปดังกล่าว อาทิ นาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และฟรานซิส เอ็กซ์. ซัวเรส นายกเทศมนตรีเมืองไมอามี

รวมถึงเมื่อคืนที่ผ่านมาอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ปรากฏตัวบน Clubhouse พร้อมเข้าในห้องสนทนา “ไทยรักไทย ใครเกิดทัน มากองกันตรงเน้” โดยมีการพูดคุยตอบคำถามในหลายประเด็นไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การศึกษา ตลอดจนการแก้รัฐธรรมนูญ

อาจกล่าวได้ว่า Clubhouse ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้ทุกคนสามารถพูดคุยถกเถียงในประเด็นต่างๆ อย่างเปิดกว้าง เสรี และเป็นกันเอง ทำให้ผู้คนจากหลากหลายแวดวงเลือกที่จะใช้พื้นที่นี้ในการแลกเปลี่ยนความคิดและทำความเข้าใจกันในประเด็นต่างๆ

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpeopleinside2012%2Fposts%2F5938105316215743&width=500&show_text=true&height=517&appId

ดูกันชัดๆ นาซาเผยคลิปวินาทีลงจอดดาวอังคาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646107

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 11:30 น.ดูกันชัดๆ นาซาเผยคลิปวินาทีลงจอดดาวอังคารครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นาซาเก็บทั้งภาพและเสียงขณะลงจอดบนดาวอังคาร

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือนาซาเผยคลิปวิดีโอขณะที่ยานสำรวจ “เพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance)” ลงจอดบนดาวอังคารภายใต้ภารกิจค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

คลิปวิดีโอดังกล่าวมีความยาวประมาณ 3 นาที 25 วินาที ถูกบันทึกไว้โดยกล้องและไมโครโฟนที่ติดอยู่กับยานสำรวจ แสดงให้เห็นขณะที่ยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ร่อนลงจากท้องฟ้าและก่อนที่จะสัมผัสพื้นผิวดาวอังคาร

ไมเคิล วัตคินส์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติเผยว่านี่เป็นครั้งแรกที่นาซาสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะยานสำรวจลงจอดบนดาวอังคาร

เดฟ กรูเอล หัวหน้าวิศวกรระบบกล้องและไมโครโฟนของยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ระบุว่าเสียงที่เราได้ยินในคลิปดังกล่าวเป็นเสียงที่เกิดขึ้นจริงบนพื้นผิวของดาวอังคารที่ไมโครโฟนสามารถบันทึกไว้ได้และส่งกลับมายังโลก

ทั้งนี้ ยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2020 และลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยนาซาเผยว่าในอนาคตประมาณ 10 ปีข้างหน้าจะพยายามในยานดังกล่าวรวบรวมตัวอย่างหินและดินบนดาวอังคารและส่งกลับมายังโลกเพื่อวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ

Photo by Lizabeth MENZIES / NASA / AFP

เวียดนามเสริมแนวป้องกันทะเลจีนใต้ตั้งรับจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646070

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 09:00 น.เวียดนามเสริมแนวป้องกันทะเลจีนใต้ตั้งรับจีนองค์กรสหรัฐเผยเวียดนามคุ้มกันหมู่เกาะสแปรตลีย์แน่นหนาตั้งรับภัยคุกคามจากจีน

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่าองค์กรริเริ่มเพื่อความโปร่งใสด้านการเดินเรือในเอเชียของสหรัฐอเมริกา (Asia Maritime Transparency Initiative หรือ AMTI) เผยว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเวียดนามได้สร้างแนวป้องกันในหมู่เกาะสแปรตลีย์เพื่อตั้งรับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากจีน

องค์กรดังกล่าวอ้างถึงภาพถ่ายทางดาวเทียมพร้อมชี้ว่าเมื่อปลายปีที่แล้วเวียดนามได้เสร็จสิ้นการติดตั้งระบบป้องกันทั้งทางอากาศและชายฝั่งบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์ หมู่เกาะพิพาทในทะเลจีนใต้ โดยมีการติดตั้งเสาสัญญาณและอาคารบริหารบนพื้นที่ 70 เอเคอร์บริเวณแนวปะการังทางตะวันตก และยังสร้างชุดป้องกันตามแนวชายฝั่งทางตอนเหนือของเกาะซินคาว บนพื้นที่ 26 เอเคอร์

นอกจากนี้รายงานยังระบุว่าเวียดนามได้ดำเนินการครั้งล่าสุดบริเวณแนวปะการังเพียร์สันและเกาะนามยิต โดยติดตั้งโดมเพื่อป้องกันเสาอากาศเรดาร์ และอาคารบริหารหลายแห่งบนแนวปะการังเกียร์สันและแนวปะการังกลาง รวมถึงติดตั้งระบบขีปนาวุธและปืนใหญ่ยิงจรวดที่ได้มาจากอิสราเอลบริเวณหน้าด่านของเวียดนาม

ข้อพิพาทด้านอาณาเขตระหว่างเวียดนามและจีนบนพื้นที่ทะเลจีนใต้มีมายาวนาน โดยก่อนหน้าที่ทั้ง 2 ประเทศมีการเผชิญหน้ากัน 2 ครั้งในปี 1974 และ 1988

ล่าสุดเวียดนามประท้วงต่อจีนเมื่อเดือนเมษายนโดยระบุว่าเรือยามฝั่งของจีนพุ่งชนเรือประมงของเวียดนามบริเวณหมู่เกาะพาราเซล ขณะที่จีนกล่าวว่าเรือประมงของเวียดนามเปลี่ยนเส้นทางกระทันหันจนชนกับเรือยามฝั่งของจีน

ทั้งนี้ เวียดนามและจีนต่างอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่หมู่เกาะสแปรตลีย์ในทะเลจีนใต้ และยังเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับอีกหลายประเทศอย่างฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน และไต้หวัน

โดยจีนอ้างสิทธิ์เกือบทั้งหมดในทะเลจีนใต้ประกอบกับการแสดงออกที่คุกคามมากขึ้นในภูมิภาคส่งผลให้ความตึงเครียดบริเวณพื้นที่ดังกล่าวกำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

Photo by TED ALJIBE / AFP

นโยบายแจกเงินเป็นเรื่องแย่เสมอไปหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646079

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 21:13 น.นโยบายแจกเงินเป็นเรื่องแย่เสมอไปหรือไม่? ในขณะที่รัฐบาลง่วนกับการแจกเงินให้ประชาชน และประชาชนสาละวนกับการไปรับเงินจากรัฐบาล มีคำถามว่านโยบายแบบนี้ยั่งยืนแค่ไหน และจะส่งผลที่น่ากลัวเหมือนที่บางคนเริ่มเตือนหรือไม่?

การแจกเงินให้ประชาชนโดยรัฐคือนโยบายเศรษฐกิจแบบประชานิยม (Populism) อย่างหนึ่ง เมื่อเอ่ยคำว่าประชานิยมขึ้นมาหลายๆ คนรู้สึกว่ามันเป็นคำที่ชวนแสลง ในประเทศไทยคำๆ นี้ถูกใช้โจมตีรัฐบาลทักษิณมาระยะหนึ่ง แต่ต่อมามันเริ่มเสื่อมมนต์ขลังเพราะรัฐบาลยุคหลังๆ ใช้นโยบายแนวเดียวกันหมด รวมถึงรัฐบาลของกลุ่มบุคคลที่ต่อต้านและโค่นล้มรัฐบาลทักษิณมาก่อนด้วย

รัฐบาลประยุทธ์ก็ใช้นโยบายประชานิยมหลายครั้ง ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทุกครั้งถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะในเวลานี้ที่มีการใช้นโยบายแจกเงิน “ช่วยเหลือประชาชน” โครงการต่างๆ เพื่อบรรเทาความลำบากในช่วงการระบาดของโควิด-19 เช่น “เราชนะ” “เป๋าตัง” “คนละครึ่ง” ฯลฯ บางโครงการแจกกันตรงๆ บางโครงการแจกทางอ้อม

โครงการเหล่านี้มีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงตำหนิ (ไม่นับเสียงบ่นเรื่องความล้มเหลวทางเทคนิคของระบบ)

เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ศูนย์ศึกษานโยบาย VoxEU มีบทความเรื่อง “ต้นทุนของประชานิยม: หลักฐานทางประวัติศาสตร์” ผู้เขียนบทความ (ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์) บอกว่าประชานิยมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมาเป็นร้อยปีแล้ว

พวกเขาสรุปสั้นๆ ว่า “หากประเทศต่างๆ ถูกครอบงำโดยประชานิยมไปสักครั้งหนึ่งแล้ว ประเทศเหล่านั้นก็มีแนวโน้มที่จะเห็นนโยบายประชานิยมเข้ามาครอบงำอีกในอนาคต” หากไม่เชื่อก็ลองสำรวจประวัติศาสตร์การเมืองระยะใกล้ๆ ของประเทศไทยดูก็แล้วกันว่ามีรัฐบาลไหนหลังยุคทักษิณบ้างที่ไม่ได้ใช้ประชานิยม?

อนึ่ง มีข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ งานวิจัยนี้ให้รัฐบาลทักษิณเป็น “ประชานิยมฝ่ายขวา” พรรคเพื่อไทยถูกนิยมใน Wikipedia ว่าเป็น “ประชานิยม มีอุดมการณ์ทางการเมืองสายกลาง” พรรคภูมิใจไทยก็ถูกนิยามในลักษณะเดียวกัน แต่กับพรรคพลังประชารัฐกลับไม่ได้ถูกนิยมว่าเป็นประชานิยม ทั้งๆ ที่รัฐบาลนี้ใช้ประชานิยมหนักพอสมควร

ผู้เขียนบทความยังสรุปว่า “ผู้นำในระบอบประชานิยมมีต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงมาก โดยมีการบริโภคและผลผลิตที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในระยะยาว” หมายความว่า ผู้นำรัฐบาลไหนที่ใช้นโยบายนี้เตรียมใจไว้ไดเลยว่าจะต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อนำมาแจกประชาชน (ซึ่งเงินบางส่วนก็มาจากภาษีประชาชนนั่นเอง) แต่ผลของการแจกเงินนั้นต่ำจนเรียกว่าไม่คุ้มเอาเลย เหมือนกับการลงทุนสูง แต่ผลที่ได้มาขาดทุน

นักวิจัยยกตัวอย่างเปรียบเทียบอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกับระยะเวลาการใช้นโยบายประชานิยมได้ข้อสรุปว่า ประเทศที่ใช้ประชานิยมจะมีตัวเลข GDP ต่ำลงประมาณ 1% ต่อปีหลังจากที่ประชานิยมเข้ามามีอำนาจเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตก่อนหน้านั้น โดยไม่ว่ารัฐบาลประชานิยมจะคงอยู่ในอำนาจระยะสั้น (5 ปี) หรือระยะยาว (15 ปี) ผลก็ออกมาเหมือนกัน

ในแง่การเมือง ประชานิยมยังทำให้ระบอบประชาธิปไตยสั่นคลอนและสถาบันหลักด้านการเมืองเสื่อมถอยลง การใช้นโยบายประชานิยมจะสั่นคลอนตัวผู้นำหรือรัฐบาลหรือฝ่ายตุลาการ ฯลฯ จนจะหารัฐบาลประชานิยมที่จบแบบสวยๆ ได้ยาก

จากการเปรียบเทียบสถิติรัฐบาลประชานิยม 41 รัฐบาลพบว่ามีแค่ 7 รัฐบาลเท่านั้นที่ครบเทอมแบบที่ไม่มีเรื่องอื้อฉาวหรือถูกขับไล่ ยังไม่นับการที่นโยบายประเภทนี้สเทือนไปยังการเมืองระหว่างประเทศด้วย เพราะนำไปสู่การกีดกันทางการค้ากับประเทศอื่น

พกวเขาทิ้งท้ายว่าประชานิยมยังส่งผลให้หนี้สาธารณะและอัตราเงินเฟ้พุงพรวด เรื่องนี้สอดคล้องกับหนี้สาธารณะของไทยที่พุ่งถึงกว่า 10% เมื่อเทียบปี 2563 กับปี 2562 (คิดเป็น 52.13% ของ GDP) แม้ว่าจะยังไม่มีการเปรียบเทียบให้ชัดเจนว่าหนี้ที่พอกพูนเกี่ยวข้องกับนโยบายลด แลก แจก แถมของรัฐบาลหรือไม่

แต่ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า หนี้สาธารณะของไทยยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ สถานะหหนี้ของไทยตอนนี้อยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับทั้งโลก ยิ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่สัดส่วนหนี้สูงถึง 223.8% ซึ่งญี่ปุ่นก็สูงแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

แต่ประเทศไทยควรระวังที่จะซ้ำรอยประเทศอย่างที่หนี้สาธารณะสูงอันดับสองของโลก คือ 180.0% อิตาลีที่ 131.2% และโปรตุเกสที่ 127.7% (ตัวเลขปี 2017) ประเทศเหล่านี้พังพินาศเพราะนโยบายประชานิยม และตอนนี้ก็ยังไม่เข็ด คือโปรตุเกสที่ประชาชนที่เทพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย แล้วมอบความนิยมให้กับพรรคการเมืองฝ่ายขวาประชานิยม

ทำไมถึงยังไม่เข็ด? เพราะประชาชนบางประเทศไม่ได้สนใจว่าพรรคการเมืองจะซ้าย จะขวา ก้าหน้า หรือยึดของเก่า แต่สนใจว่ารัฐบาลจะให้อะไรพวกเขาได้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคืองแบบที่ทำมาหากินอะไรไม่ได้ (ไม่ใช่หากินไม่ขึ้น แต่ไม่มีโอกาสทำมาหากินเพราะโรคระบาด)

แต่ประชานิยมในวยุโรปไม่มีแค่เรื่องเศรษฐกิจ ในระยะหลังมันพ่วงมากับกระแสคลั่งชาติและเหยียดเชื้อชาติ ในโปรตุเกสก็ไม่มีข้อยกเว้นในเรื่องนี้

หากจะนับว่าประชานิยมไทยยังพอมีข้อดีอยู่บ้าง ข้อดีนั้นก็คือมันยังไม่ผสมกับอุดมการณ์ทางการเมืองสุดโต่งที่แบบที่เกิดในยุโรป

มาถึงจุดนี้แล้วกับคำถามที่ว่า “นโยบายแจกเงินเป็นเรื่องแย่เสมอไปหรือไม่?”

ดานี รอดริก (Dani Rodrik) นักเศรษฐศาษสตร์ที่มีชื่อเสียงชาวตุรกีบอกว่าไม่เสมอไป ในบทความเรือง “ประชานิยมจำเป็นจะต้องเป็นเศรษฐศาสตร์ที่แย่เสมอไปหรือไม่?” เขาเริ่มต้นด้วยการบอกว่า “นักเศรษฐศาสตร์ไม่ชอบประชานิยม และไม่ชอบด้วยเหตุผลที่ดีด้วย คำๆ นี้ทำให้นึกถึงความไม่รับผิดชอบ ความไม่ยั่งยืน และมักจะจบลงด้วยหายนะและทำให้คนธรรมดาต้องเจ็บปวดทั้งๆ ที่เป็นคนกลุ่มที่นโยบายนี้มีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือ”

เขาเริ่มต้นด้วยทัศนะคติที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองเห็นและเชื่อว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยก็คิดเหมือนกัน (จากประสบการณ์ของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา) และยังบอกว่าสิ่งที่ทำให้ประชานิยมไม่พึงปรารถนา เพราะว่ามันทำลายระบอบประชาธิปไตยและกลไกทางการเมือง

เหมือนที่ที่บางคนวิจารณ์รัฐบาลว่าใช้นโยบายแจกเงินเพื่อหว่านคะแนนนิยม ในแง่หนึ่งมันก็เสี่ยงที่จะถูกเรียกว่าเป็นการซื้อเสียงในเชิงนโยบายได้จริงๆ เหมือนกัน

แต่ดานี รอดริกยกตัวอย่างยุคสมัยที่ประชานิยมได้ผล คือไม่เพียงช่วยประชาชนได้จริงๆ แต่ยังช่วยกอบกู้การเมืองไม่ให้ล่มสลายได้ด้วย เขายกตัวอย่างสมัยประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลท์ของสหรัฐ ซึ่งเป็นช่วงที่ทั่วโลกพบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ หรือ Great Depression

ก่อนเกิดวิกฤตรูสเวลท์ไม่มีวี่แววจะใช้ประชานิยม แต่เพราะ Great Depression ทำให้ธุรกิจพังพินาศ ตามด้วยคนตกงานหลายล้าน ผลคือเศรษฐกิจขับเคลื่อนไม่ได้ การแก้ปัญหาส่วนหนึ่งคือการใช้นโยบาย New Deal คือรัฐใช้จ่ายอย่างหนักในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นการจ้างงานเอง (เพราะภาคธุรกิจจ้างไม่ไหว) แต่นโยบายแบบนี้เป็นแบบเคนเซี่ยนยังไม่ใช่ประชานิยม

แต่เขาก็ใช้ประชานิยมด้วย เช่น The Social Security Act ที่ช่วยเหลือคนเฒ่าคนแก่ด้วยสวัสดิการรวมถึงคนที่ตกงานด้วย (คล้ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุกับเราชนะ) เขายังใช้ประชานิยมจนสะเทือนไปถึงเศรษฐกิจโลกด้วยการนำสหรัฐออกจากการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนด้วยมาตรฐานทองคำ เพื่อทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง (กระตุ้นส่งออก) และทำให้ดอกเบี้ยลดลง (กระตุ้นการลงทุน) ปรากฎว่าผลผลิตของประเทศเพิ่มขึ้นมาทันที

ถ้าเป็นประเทศอื่น การทำแบบนี้ระบบการเมืองคงจะเสื่อมถอยไปแล้ว (อย่างที่ยกตัวอย่างงานวิจัยข้างต้น) แต่เพราะว่าสหรัฐมีการถ่วงดุลที่แข็งแกร่ง ทำให้ฝ่ายตุลาการช่วยขวางนโยบายที่ประชานิยมจนกระทบต่อภาคธุรกิจ เช่น ขวางกฎหมายการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ

นอกจากนี้ การที่รูสเวลท์ใช้ประชานิยมด้วยตัวเอง ยังช่วยสกัดกั้นประชานิยมที่เป็นพิษภัยที่ปลุกระดมขึ้นมาโดยพวกเหยียดเชื้อชาติและพวกนิยมเผด็จการฟาสชิสม์ในสหรัฐยุคนั้น เราจะเห็นได้ว่าฟาสชิสม์ไม่เกิดขึ้นในสหรัฐ แต่ไปเบ่งบานในยุโรปกลายเป็นนาซีและพรรคฟาสชิสม์ในอิตาลี กระทั่งนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

ทุกวันนี้ยังเถียงกันไม่จบว่าพวกนาซีเป็นประชานิยมหรือไม่? แต่ฮันนาห์ อาเรนท์ (Hannah Arendt) นักทฤษฎีการเมืองชาวเยอรมัน-ยิว-อเมริกันที่มีประสบการณ์ตรงกับความเลวร้ายของพวกนาซีบอกว่า พวกนาซีเริ่มต้นมาจากประชานิยมในระดับหนึ่ง

ช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ใหม่ๆ มีความวิตกกันว่ามันจะนำไปสู่ภาวะ Great Depression เหมือนเมื่อ 90 ปีก่อน เพราะก่อนจะเกิด Great Depression ในทศวรรษที่ 1920 – 20 มันนำหน้าด้วยการระบาดของไข้หวัดสเปนที่คนช้มตายไปหลายล้านคนทั่วโลก ความกัลวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยจะเกิดมีขึ้นมา

ถึงตอนนี้โลกเรายังไม่เจอกับ Great Depression 2.0 แต่เศรษฐกิจสะบักสะบอมเต็มที และมันมีเงื่อนไขให้รัฐบาลต่างๆ ต้องใช้วิธีแจกเงินช่วยประชาชนกันถ้วนหน้า มันเป็นสถานการณ์ที่บังคับให้ต้องแจก

แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือมันควรจะแจกไปถึงเมื่อไร? ถึงจุดไหนที่เรียกได้ว่ารัฐบาลที่แจกเพื่อความจำเป็นจริงๆ หรือเพื่อซื้อเสียงเชิงนโยบาย? และรัฐบาลจะทำอย่างไรกับภาวะเสพติดประชานิยมของประชาชนในระยะยาว?

สิ่งเหล่านี้จะย้ำเตือนรัฐาลว่าประชานิยมคือการเล่นกับไฟอย่างหนึ่ง อย่างที่เกริ่นไปตั้งแต่แรกว่าประชานิยมไม่ได้ทำให้รัฐบาลพบหายนะเท่านั้น แต่ยังทำให้ศักยภาพที่จะเติบโตของประเทศต้องหมดสิ้นไปด้วย

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by BAY ISMOYO / AFP

โลกมีความหวังหรือยังต้องรอไป? เมื่อวัคซีนเริ่มสกัดการระบาดได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646067

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 19:32 น.โลกมีความหวังหรือยังต้องรอไป? เมื่อวัคซีนเริ่มสกัดการระบาดได้ จับตาวัคซีนไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคหลังอิสราเอลฉีดให้ประชาชนไปแล้วเกือบครึ่งประเทศ เผยได้ผลดีมากลดความเสี่ยงลงกว่า 95%

1. อิสราเอลซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนสูงที่สุดในโลก โดยได้เริ่มฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) ให้กับประชาชนไปแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมาเผยว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาอย่างมีนัยสำคัญ

2. โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลกล่าวว่าประชาชนมากกว่าร้อยละ 49 ของประชากรทั้งหมด 9 ล้านคนได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มแล้ว และความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 ลดลง 95.8% สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม นอกจากนี้วัคซีนยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาถึง 98.9%

3. ขณะที่ผลการศึกษาวิจัยในช่วงวันที่ 17 ม.ค. ถึง 6 ก.พ. ที่ผ่านมาชี้ว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัส 89.4% ด้านไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทคเผยว่ากำลังดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลการฉีดวัคซีนในอิสราเอลและจะเปิดเผยข้อมูลทันที่เมื่อการวิเคราะห์เสร็จสมบูรณ์แล้ว

4. อย่างไรก็ตามรองศาสตราจารย์โซอี้ แมคลาเรน จากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์บัลติมอร์เคาน์ตี้กล่าวว่าการศึกษาไม่ได้ออกแบบมาเพื่อวัดประสิทธิภาพในการยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างแม่นยำเนื่องจากใช้ข้อมูลการทดสอบระดับชาติโดยไม่ได้พิจารณาถึงความแตกต่างของอัตราการทดสอบระหว่างผู้ที่ได้รับวัคซีนและผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน หมายความว่าประสิทธิภาพในการยับยั้งการแพร่ระบาดที่แท้จริงของวัคซีนอาจต่ำกว่า 89.4% แต่จะเป็นเท่าไรนั้นจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

5. ทั้งนี้ ผลการทดลองวัคซีนในเฟส 3 เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วแสดงให้เห็นว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 95% เมื่อฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม นอกจากนี้ยังพบว่าได้ผลดีกับผู้สูงอายุด้วย

6. เช่นเดียวกับผลการศึกษาที่จัดทำโดยศูนย์การแพทย์ชีบาในอสราเอล ซึ่งตีพิมพ์ลงบนวารสารทางการแพทย์ เดอะแลนซิตระบุว่าจากการทดลองโดยมีผู้เข้าร่วมเป็นบุคลากรทางการแพทย์ราว 7,000 คนพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการต้านไวรัส 85% ภายใน 15 ถึง 28 วันหลังได้รับวัคซีนเข็มแรก และจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็น 95% เมื่อได้รับวัคซีนเข็มที่สองโดยเว้นระยะจากเข็มแรก 21 วัน

7. ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์จากสกอตแลนด์ได้เปิดเผยผลการศึกษาเปรียบเทียบประชาชนในประเทศที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกและประชาชนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน โดยพบว่าการฉีดวัคซีนช่วยลดอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและอาการเจ็บป่วยรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ

โดยภายใน 4 สัปดาห์หลังเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศพบว่าวัคซีนจากไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคและแอสตราเซเนกาสามารถลดความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคโควิด-19 ได้ถึง 85% และ 94% ตามลำดับ

8. อย่างไรก็ตามเมื่อปลายปีที่แล้วสำนักงานกำกับดูแลด้านการแพทย์และสาธารณสุขขององักฤษ (MHRA) เตือนว่าผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้รุนแรงไม่ควรฉีดวัคซีนดังกล่าวหลังพบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 รายมีผลข้างเคียงรุนแรง

9. นอกจากนี้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาองค์การยานอร์เวย์ (NoMA) แถลงว่าพบผลข้างเคียงหลังได้รับวัคซีนดังกล่าวเช่นกันซึ่งมีทั้งผลข้างเคียงรุนแรงและไม่รุนแรงตลอดจนมีผู้เสียชีวิต 33 ราย จากผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกทั้งหมด 55,000 ราย โดยผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว

10. ในเดือนเดียวกันนั้นศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งสหรัฐ (CDC) ชี้ว่าผู้เข้ารับวัคซีน 4,393 รายมีผลข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค โดย 175 รายอาจมีโอกาสเกิดอาการแพ้รุนแรง ซึ่ง CDC ระบุว่าอาการแพ้รุนแรงเป็นอาการที่รุนแรงถึงชีวิตแต่เกิดไม่บ่อยนักหลังการฉีดวัคซีน

11. ต่อมา CDC เปิดเผยข้อมูลใหม่อีกครั้งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาหลังฉีดวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค และโมเดอร์นาให้กับประชาชนรวมกว่า 13.7 ล้านโดส พบว่ามีผลข้างเคียงกับประชาชน 6,994 ราย โดย 640 รายมีผลข้างเคียงรุนแรงซึ่งรวมถึงผู้เสียชีวิต 113 ราย โดยผู้ที่มีอาการแพ้วัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทครุนแรงมีจำนวน 46 ราย

12. ด้านผู้ผลิตวัคซีนยอมรับว่าหลังการฉีดวัคซีนอาจเกิดผลข้างเเคียงคล้ายอาการของโรคโควิด-19 ที่ไม่รุนแรงอย่างเช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หรือหนาวสั่น แม้จะเป็นอาการไม่พึงประสงต์แต่เแพทย์ยืนยันว่าวัคซีนมีความปลอดภัย

13. อย่างไรก็ตามผลการศึกษาล่าสุดชี้ให้เห็นว่าวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคอาจมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในแอฟริกาใต้ (B.1.351) โดยสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต้านไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวลดลงราว 2 ใน 3 หรือกว่า 66% เมื่อเทียบกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์อื่น

14. ด้านไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคแถลงว่ากำลังพยายามหาแนวทางปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพวัคซีนเพื่อให้สามารถรับมือกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

15. ขณะนี้ประเทศที่อนุมัติวัคซีนดังกล่าวให้ใช้งานได้ทั่วไป ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย กรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ เซอร์เบีย ซาอุดิอาระเบีย หมู่เกาะแฟโร และสหภาพยุโรป และอีก 32 ประเทศอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน

Photo by STEVEN SAPHORE / AFP

ทำการค้าดีกว่ามารบ อินเดียเคลียร์ธุรกิจจีนลงทุนได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646062

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 18:02 น.ทำการค้าดีกว่ามารบ อินเดียเคลียร์ธุรกิจจีนลงทุนได้หลัง 2 ฝ่ายตกลงถอนทหารจากชายแดนสืบเนื่องจากการเผชิญหน้ากันเมื่อปีที่แล้วจนบาดเจ็บล้มตายทั้ง 2 ฝ่ายและหวิดจะกลายเป็นสงครามย่อยๆ

สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างแหล่งข่าวจากรัฐบาลและอุตสาหกรรมว่ารัฐบาลอินเดียเตรียมที่จะอนุมัติข้อเสนอการลงทุน 45 โครงการจากจีนซึ่งน่าจะรวมถึงข้อเสนอจากค่ายรถยนต์ชั้นนำของจีนอย่าง Great Wall Motor และ SAIC Motor Corp เนื่องจากความตึงเครียดทางทหารระหว่างสองประเทศคลี่คลายลง และสองฝ่ายเริ่มถอนกำลังทหารจากชายแดนที่เป็นปัญหา

ข้อเสนอดังกล่าวมีขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้วหลังจากที่อินเดียควบคุมการลงทุนของจีนในประเทศอย่างเข้มงวดเพื่อตอบโต้การปะทะกันกับกองทหารจีนในภูมิภาคหิมาลัยตะวันตก ซึ่งอินเดียชี้ว่าฝ่ายจีนเริ่มก่อน ส่วนจีนกล่าวโทษกองกำลังของอินเดียที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง

ข้อเสนอการลงทุนประมาณ 150 ข้อเสนอจากจีนมูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐต้องหยุดชะงักในอินเดียหลังความขัดแย้งดังกล่าว และยังทำให้บริษัทจากญี่ปุ่นและสหรัฐที่ลงทุนผ่านฮ่องกงก็ต้องชะงักไปด้วย เนื่องจากรัฐบาลจีนได้เพิ่มการตรวจสอบข้อเสนอด้านการลงทุนเข้มงวดขึ้นเพื่อคัดกรองว่าการลงทุนมาจากจีนหรือไม่

ความขัดแย้งเมื่อปีที่แล้วยังช่วยเร่งให้อินเดียแบนแอพลิเคชั่นจากจีนไปถึง 59 แอป รวมถึงแอปยอดนิยมอย่าง TikTok และ WeChat ซึ่งอินเดียยังคงแบนต่อไปจากข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม แต่ไม่แน่ชัดว่าหลังจากเคลียร์ปัญหาชายแดนได้แล้ว อินเดียจะเลิกแบนแอปเหล่านี้หรือไม่ เพราะส่วนหนึ่งของสาเหตุที่แบนก็คือความกังวลเรื่องความมั่นคง

Photo by Diptendu DUTTA / AFP

Xiaomi เล็งผลิตรถยนต์ของตัวเอง เกาะกระแส EV มาแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646049

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 16:40 น.Xiaomi เล็งผลิตรถยนต์ของตัวเอง เกาะกระแส EV มาแรงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสมาร์ทโฟนของจีนเริ่มมองหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจ หลังจากความนิยมใน EV เพิ่มมากขึ้น

รายงานของสำนักข่าว iFengNews ในจีนที่อ้างแหล่งข่าวหลายแห่งระบุเมื่อเร็วๆ นี้ว่า Xiaomi (เสียวหมี่) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนกำลังวางแผนที่จะสร้างรถยนต์ของตัวเอง ตามรอยบริษัทยักษ์ใหญ่จากจีนอีกรายคือ Huawei (หัวเหว่ย) ที่ขยายธุรกิจเข้ามาในอุตสาหกรรมรถยนต์เหมือนกัน

Xiaomi กำลังพิจารณาว่าการขยายธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์จะการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจใหม่ แต่ยังไม่มีการกำหนดรายละเอียดและแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แหล่งข่าวยังอ้างว่ามีตัวแปรมากมายและไม่มีอะไรที่ได้รับการตัดสินใจเป็นชิ้นเป็นอัน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่แหล่งข่าวระบุก็คือโครงการนี้จะนำโดย เหลยจวิน (Lei Jun) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัทโดยตรง แต่ทาง Xiaomi ยังไม่ได้ยืนยันอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

ส่วนข้อมูลจากการรายงานของสื่อจีนอีกรายหนึ่งคือ LatePost โดยอ้างแหล่งข่าววงในระบุว่าการตัดสินใจของ Xiaomi ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นหลังจากผ่านการพิจารณามานานหลายปี แหล่งข่าวยังกล่าวอีกว่าโครงการของบริษัท ยังคงเป็นแผนเริ่มต้นและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

ทั้งนี้ เหลยจวิน เคยไปพบปะกับเอลอน มัสก์ผู้ก่อตั้ง Tesla ถึงสองครั้งในปี 2013 ด้วยความสนใจในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งในเวลานี้บริษัทใหญ่ๆ ในจีนหลายแห่งทั้งในวงการและนอกวงการรถยนต์ต่างก็สนใจในการดัน EV ออกสู่ตลอดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่ายรถสัญชาติจีน Geely และ Baidu ยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตก็จับมือกับ Geely เพื่อลุยตลาดรถยนต์เช่นกัน

รายงานจากสื่อจีนระบุว่า บริษัท Xiaomi ต้องกระจายความเสี่ยเนื่องจากตลาดสมาร์ทโฟนเผชิญกับความซบเซา นอกจากนี้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

Photo by GREG BAKER / AFP

หญิงอเมริกันเสียชีวิตหลังปลูกถ่ายปอดติดโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646036

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 15:01 น.หญิงอเมริกันเสียชีวิตหลังปลูกถ่ายปอดติดโควิด-19นับเป็นผู้ป่วยรายแรกที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาจากการปลูกถ่ายอวัยวะ

สำนักข่าว NBC News รายงานว่าหญิงชาวอเมริกันคนหนึ่งในรัฐมิชิแกนเสียชีวิตหลังปลูกถ่ายปอดที่ปนเปื้อนไวรัสโคโรนา แม้จะไม่แสดงอาการเจ็บป่วยและการทดสอบในเบื้องต้นเป็นลบ

โดยดร. แดเนียล เคาล์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการโรคติดเชื้อจากการปลูกถ่ายของศูนย์การแพทย์มิชิแกนเขียนรายงานเกี่ยวกับกรณีนี้ไว้ในวารสารทางการแพทย์ American Journal of Transplantation ระบุว่าผู้ป่วยรายนี้เป็นเคสเดียวในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะทั้งหมดเกือบ 40,000 เคสในปี 2020

โดยผู้ป่วยรายนี้ได้รับปอดจากหญิงรายหนึ่งในเขตมิดเวสต์ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์และได้รับบาดเจ็บที่สมองอย่างรุนแรง โดยเธอได้บริจาคอวัยวะให้กับผู้ป่วยรายนี้ซึ่งเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง อย่างไรก็ตามการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากจมูกและลำคอของผู้บริจาคก็มีผลการทดสอบไวรัสโคโรนาเป็นลบ

รวมทั้งครอบครัวของผู้บริจาคก็กล่าวกับแพทย์ว่าเธอไม่มีประวัติการณ์เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงหรือมีอาการป่วยใดๆ และไม่ทราบว่ามีผู้ใกล้ชิดคนใดที่ป่วยเป็นโรคโควิด-19

ทว่า 3 วันหลังจากการผ่าตัดผู้ป่วยเริ่มมีไข้ ความดันโลหิตลดลง และมีอาการหายใจลำบาก จากการตรวจสอบพบว่าเธอติดเชื้อในปอด

อาการของเธอเริ่มแย่ลงจนมีอาการช็อกและการทำงานของหัวใจมีปัญหา แพทย์จึงตัดสินใจตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาและพบว่ามีผลเป็นบวก ต่อมาเธอเสียชีวิตลงใน 61 วันหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ

นอกจากนี้ 4 วันหลังจากการปลูกถ่ายศัลยแพทย์คนหนึ่งในทีมแพทย์ที่ทำการผ่าตัดก็มีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวกเช่นกัน การตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมพบว่าผู้ป่วยและศัลยแพทย์ได้รับเชื้อจากผู้บริจาคอวัยวะ ขณะที่ทีมแพทย์อีก 10 คนไม่ติดเชื้อ

เหตุการณ์นี้นำไปสู่การเรียกร้องให้มีการตรวจคัดกรองผู้บริจาคอวัยวะอย่างละเอียดมากขึ้น โดยดร. เคาล์กล่าวว่าทีมแพทย์จะไม่ใช้อวัยวะนั้นๆ อย่างแน่นอนหากมีผลตรวจไวรัสโคโรนาเป็นบวก

AFP PHOTO / RODGER BOSCH