อังกฤษเผยโลกกำลังเผชิญโควิดถึง 4,000 สายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644603

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 17:00 น.อังกฤษเผยโลกกำลังเผชิญโควิดถึง 4,000 สายพันธุ์ขณะนี้ไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ไปแล้วประมาณ 4,000 สายพันธุ์แต่เชื่อวัคซีนจะยังคงต้านไวรัสได้

นาดิม ซาฮาวี รัฐมนตรีกำกับดูแลด้านวัคซีนจากสหราชอาณาจักรระบุว่าขณะนี้ไวรัสโคโรนาได้กลายพันธุ์ไปแล้วประมาณ 4,000 สายพันธุ์ทั่วโลก อาทิ สายพันธุ์อังกฤษ แอฟริกาใต้ และบราซิล ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีอัตราการแพร่ระบาดรวดเร็วกว่าสายพันธุ์อื่นๆ พร้อมกระตุ้นบรรดาผู้ผลิตวัคซีนให้พยายามพัฒนาวัคซีนของพวกเขา

ซาฮาวี กล่าวว่า “แม้จะมีโอกาสน้อยที่วัคซีนในปัจจุบันจะไม่ได้ผลกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ แต่บรรดาผู้ผลิตวัคซีนไม่ว่าจะเป็นไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech), โมเดอร์นา (Moderna), อ็อกซ์ฟอร์ด-แอสตราเซเนกา (Oxford-AstraZeneca) และอื่นๆ กำลังพิจารณาแนวทางการพัฒนาวัคซีนของพวกเขาเพื่อให้มั่นใจว่าจะพร้อมรับมือกับไวรัสทุกสายพันธุ์ ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นแล้วประมาณ 4,000 สายพันธุ์ทั่วโลก”

เช่นเดียวกับวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษซึ่งระบุว่าแม้จะมีไวรัสกลายพันธุ์หลายสายพันธุ์แต่มีโอกาสน้อยมากที่ไวรัสจะเปลี่ยนแปลงไปจนมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของวัคซีน

ขณะที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้เปิดการทดลองครั้งใหม่เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันของวัคซีนจาก 2 บริษัทคือ ไฟเซอร์และแอสตราเซเนกาเมื่อใช้ร่วมกัน

โดยนักวิจัยชาวอังกฤษที่อยู่เบื้องหลังการทดลองนี้กล่าวว่าหากการทดลองสำเร็จการฉีดวัคซีนทั่วโลกจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเนื่องจากสามารถนำวัคซีนของสองบริษัทที่ต่างกันมาฉีดร่วมกันได้ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะทราบผลการทดลองภายในเดือนมิถุนายนนี้

นอกจากนี้ยังได้มีการจับมือกับรัสเซียในการทดสอบวัคซีนสปุตนิกวี (Sputnik V) ร่วมกับแอสตราเซเนกาเพื่อทดลองว่าการรวมกันของวัคซีนทั้งสองจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านไวรัสหรือไม่

Photo by Mark RALSTON / AFP

ไบเดนยกเครื่องนโยบายต่างประเทศ ชวนนานาชาติต้านเผด็จการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644599

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 15:30 น.ไบเดนยกเครื่องนโยบายต่างประเทศ ชวนนานาชาติต้านเผด็จการ‘อเมริกากลับมาแล้ว’ ไบเดนประกาศนโยบายครั้งใหญ่ครั้งแรกหลังรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศจากกระทรวงการต่างประเทศว่า “อเมริกากลับมาแล้ว” โดยรัฐบาลของเขาจะให้ความสำคัญกับการทูตในนโยบายต่างประเทศ และหนึ่งในนั้นคือ ยุติการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของซาอุดีอาระเบียในเยเมน นับเป็นการประกาศนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่ไบเดนเข้ารับตำแหน่ง 

ไบเดนยังกล่าวอีกว่า ความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ รวมทั้งการต่อต้านเผด็จการที่กำลังขยายตัว จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อนานาชาติร่วมมือกัน 

“เราไม่สามารถทำได้โดยลำพัง เราต้องเริ่มต้นจากการทูตที่มีรากฐานมาจากคุณค่าประชาธิปไตยที่คนอเมริกันหวงแหน…ปกป้องเสรีภาพ สร้างโอกาส รักษาสิทธิ์สากล เคารพหลักกฎหมาย และปฏิบัติต่อทุกคนด้วยศักดิ์ศรี”

ผู้นำสหรัฐยังย้ำว่าสหรัฐต้องฟื้นฟูจุดยืนของสหรัฐหลังจาก 4 ปีที่อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผลักไสพันธมิตรและไม่เคารพบรรทัดฐานของประชาธิปไตย

“เราจะแข่งขันจากตำแหน่งที่แข็งแกร่งด้วยการทำให้บ้านของเราดีขึ้น ร่วมมือกับพันธมิตรและหุ้นส่วน กลับเข้าร่วมกับสถาบันระหว่างประเทศ เรียกคืนความน่าเชื่อถือที่เคยหายไป”

นอกจากนี้ ไบเดนยังเอ่ยถึงเมียนมาเป็นการเฉพาะ โดยเรียกร้องให้กองทัพเมียนมาสละอำนาจที่ยึดไป รวมทั้งปล่อยตัวเจ้าหน้าที่และนักเคลื่อนไหวที่ควบคุมตัวไว้ ยกเลิกการควบคุมการติดต่อสื่อสาร และไม่ใช่ความรุนแรง

ขณะที่พูดถึงจีนแบบทั่วไปว่า สหรัฐจะเผชิญหน้ากับการเล่นแง่ทางเศรษฐกิจ ตอบโต้ความกร้าวร้าว ปฏิบัติการบีบบังคับเพื่อตอบโต้การละเมิดสิทธิมนุษยชน ทรัพย์สินทางปัญญา และธรรมาภิบาลโลกของจีน

ทว่าไม่ได้กล่าวถึงประเด็นซับซ้อน อาทิ การเจรจานิวเคลยร์กับอิหร่าน และความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์

Photo by SAUL LOEB / AFP

อังกฤษ-จีนเปิดสงครามสื่อ แบนกันไปแบนกันมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644587

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 14:00 น.อังกฤษ-จีนเปิดสงครามสื่อ แบนกันไปแบนกันมาทางการอังกฤษยกเลิกใบอนุญาตออกอากาศของสถานีจีน ส่วนจีนโต้ว่าบีบีซีรายงานเฟคนิวส์

สำนักงานตรวจสอบสื่อของอังกฤษ (Ofcom) สั่งเพิกถอนใบอนุญาตออกอากาศภายในประเทศของไชนา โกลบอล เทเลวิชัน เน็ตเวิร์ก (CGTN) ซึ่งเป็นภาคภาษาอังกฤษของสถานีโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CCTV) เนื่องจากอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทำให้การนำเสนอข่าวไม่เป็นอิสระ และบริษัทสตาร์ ไชนา มีเดีย ลิมิเต็ด (SCML) ซึ่งเป็นเจ้าของใบอนุญาตออกอากาศของ CGTN ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวจึงผิดกฎของอังกฤษ

Ofcom ระบุว่าทางการได้ให้เวลา CGTN ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎพอสมควรแล้ว แต่ทาง CGTN ไม่ปฏิบัติตามจึงต้องเพิกถอบใบอนุญาต

ในเวลาต่อมากระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ว่า ได้ยื่นเรื่องไปยังสำนักงานใหญ่บริษัทแพร่ภาพและกระจายเสียงของอังกฤษ (BBC) เพื่อประท้วงที่ BBC นำเสนอเฟคนิวส์ระหว่างการรายงานข่าวเกี่ยวกับ Covid-19 ในจีน และเรียกร้องให้ BBC ขอโทษอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ การเพิกถอนใบอนุญาตของ CGTN เกิดขึ้น 7 เดือนหลังจาก Ofcom พบว่า CGTN ละเมิดข้อตกลงการออกอากาศหลังจากเผยแพร่ภาพพลเมืองอังกฤษถูกบังคับให้รับสารภาพในจีน รวมทั้งรายงานข่าวการประท้วงในฮ่องกงโดยไม่เป็นกลาง

ตร.เมียนมาบุกรวบมือขวาซูจีถึงบ้านพัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644586

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 12:30 น.ตร.เมียนมาบุกรวบมือขวาซูจีถึงบ้านพัก นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวในเมียนมาอย่างน้อย 147 คนถูกจับกุมหลังการรัฐประหาร ล่าสุดคือวิน เต็ง มือขวาออง ซาน ซูจี

เมื่อวันที่ 5 ก.พ. วิน เต็ง ผู้ช่วยอาวุโสของออง ซาน ซูจี และโฆษกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกจับกุมภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารเมียนมา

ก่อนที่จะถูกจับกุมวิน เต็ง ได้แสดงจุดยืนต่อต้านการรัฐประหารโดยกล่าวกับสื่อว่า “การกระทำของกองทัพเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด และผู้นำกำลังจะพาประเทศไปในทางที่ผิด ทุกคนในประเทศควรต่อต้านการกระทำของพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

วิน เต็ง ให้สัมภาษณ์ต่อรอยเตอร์สทางโทรศัพท์ว่าเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวจากบ้านพักในย่างกุ้งไปยังเนปิดอว์ แต่ไม่ได้ระบุว่าถูกจับกุมด้วยข้อหาอะไร

“เราได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดีอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ผมไม่เคยกลัวพวกเขาเลยเพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิดตลอดชีวิตที่ผ่านมา” วิน เต็ง กล่าว

โดยสำนักข่าวต่างประเทศเผยว่าเขาถูกจับกุมด้วยข้อหาปลุกระดมยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกและวิพากษ์วิจารณ์พลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย

ทั้งนี้ สมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองของเมียนมา (AAPP) ระบุว่านับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารมีนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวถูกจับกุมตัวไปแล้วอย่างน้อย 147 คน รวมถึงซูจี ซึ่งถูกจับกุมภายใต้ข้อหาละเมิดกฎหมายนำเข้าและส่งออก จากการตรวจพบวิทยุสื่อสารที่นำเข้าโดยผิดกฎหมายในบ้านพักของเธอ

ด้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติรวมถึงองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในหลายประเทศยังคงแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในเมียนมาอย่างต่อเนื่องพร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมโดยด่วน

Photo by STR / AFP

กองทัพเมียนมาโดนเท! บริษัทญี่ปุ่นประกาศตัดสัมพันธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644574

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 11:15 น.กองทัพเมียนมาโดนเท! บริษัทญี่ปุ่นประกาศตัดสัมพันธ์บริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นประกาศตัดสัมพันธ์การค้าบริษัทของกองทัพเมียนมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คิริน (Kirin) บริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นประกาศว่าจะยุติการร่วมทุนกับกลุ่มบริษัทที่เป็นของกองทัพเมียนมาหลังเกิดการรัฐประหารในประเทศเมียนมา

โดยทางบริษัทเผยว่า “มีความกังวลอย่างยิ่งกับการกระทำครั้งล่าสุดของทหารในเมียนมา จากสถานการณ์ปัจจุบันเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อยุติการเป็นหุ้นส่วนกับบริษัท Myanmar Economic Holdings Public Company Limited (MEHL)” ซึ่งเป็นบริษัทของกองทัพเมียนมา

ทั้งนี้ คิรินมีสัดส่วนในการถือหุ้นใหญ่ร่วมกับ MEHL ในบริษัทเบียร์ชั้นนำของเมียนมา Myanmar Brewery Limited ด้วยการลงทุนกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2015

และต่อยอดการลงทุนกับบริษัท Mandalay Brewery Limited บริษัทเบียร์จากมัณฑะเลย์ โดยถือหุ้นมูลค่า 4.3 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017

ด้านองค์องค์สนับสนุนสิทธิมนุษยชนในญี่ปุ่นก็ได้แสดงความคิดเห็นต่อการตัดสินใจดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดีและพวกเขารอคอยเวลานี้มานาน รวมถึงบริษัทต่างชาติอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับกองทัพเมียนมาก็ควรดำเนินการตามคิรินอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตามหน่วยงานตรวจสอบสิทธิมนุษยชนได้กดดันให้คิรินถอนทุนที่ทำร่วมกับบริษัท MEHL มานานแล้ว โดยในปี 2019 องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาเตือนบริษัทที่ทำธุรกิจร่วมกับกองทันเมียนมาว่าเงินเหล่านั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกนำไปใช้ในการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เจ้าหน้าที่สืบสวนของ UN ยังเคยกล่าวว่า “กองทัพดำเนินการสังหารและข่มขืนชาวโรฮิงญาด้วยเจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งควรถูกดำเนินคดีในข้อหาก่ออาชญากรรมร้ายแรงตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

Photo by Sai Aung MAIN / AFP

ชาวเอเชียร่วมต้านเหยียดเชื้อชาติหลังชาวไทยถูกทำร้ายเสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644542

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 09:00 น.ชาวเอเชียร่วมต้านเหยียดเชื้อชาติหลังชาวไทยถูกทำร้ายเสียชีวิตชาวเน็ตโดยเฉพาะชาวเอเชียร่วมกันเปลี่ยนรูปโปร์ไฟล์เพื่อไว้อาลัยคุณตาชาวไทยถูกทำร้ายจนเสียชีวิต พร้อมร่วมต้านการเหยียดเชื้อชาติ

ชาวเอเชียรวมถึงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในหลายประเทศร่วมกันเปลี่ยนภาพโปร์ไฟล์บนบัญชีโซเชียลมีเดียของพวกเขาเป็นภาพวาดนายวิชา รัตนภักดี หลังจากที่เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาโจนาธาน ดี. ชาง นักออกแบบและวาดภาพประกอบจากลอสแองเจอริสได้เผยแพร่ภาพวาดการ์ตูนที่เขาได้วาดจากภาพถ่ายของนายวิชา เพื่อร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของเขา

“ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของคุณวิชา รัตนภักดี ผมหวังว่าพวกคุณจะได้รับความยุติธรรม” ชางกล่าวบนคำบรรยายภาพ

รวมถึงเฟซบุ๊ก Asians Never Die ก็ร่วมเผยแพร่ข่าวสารดังกล่าว จากนั้นไม่นานชาวเน็ตโดยเฉพาะคนเอเชียก็ร่วมใช้รูปดังกล่าวมาตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ทั้งบนเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ เพื่อแสดงความอาลัยและร่วมเรียกร้องให้เกิดความยุติธรรมต่อต้านการเหยียดผิวและเชื้อชาติ

ท่ามกลางคอมเมนต์แสดงความเสียใจและสนับสนุนการต่อต้านการเหยียดผิวและเชื้อชาติ อาทิ “ขอทวงคืนความยุติธรรม ขอให้เขาไปสู่สุขคติ เขาไม่ควรต้องมาเสียชีวิต ไม่มีใครควรได้รับสิ่งนี้ทั้งนั้น” “นี่มันแย่มาก ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของเขา” “ขอบคุณที่ออกมาสู้เพื่อชาวเอเชียนอเมริกัน” และ “พวกเราชาวเอเชียควรออกมาพูดถึงสิ่งเลวร้ายที่พวกเราต้องเจอ การเหยียดเริ่มเลวร้ายขึ้นเพราะพวกเราเฉยชาเกินไป ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของเขาด้วย”

รวมถึงบนโลกออนไลน์ยังเกิดกระแสแฮชแท็ก #AsiansAreHuman และ #JusticeForVicha

ทั้งนี้ นายวิชา รัตนภักดี วัย 84 ปี เป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกทำร้ายร่างกายในวันที่ 28 มกราคมจนเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งทางครอบครัวเชื่อว่าเหตุเกิดจากพฤติกรรมเหยียดชาวเอเชีย

อีริก ลอว์สัน ลูกเขยของนายวิชากล่าวว่า “เป็นอีกครั้งที่การเหยียดเชื้อชาตินำมาซึ่งความรุนแรง พฤติกรรมเหยียดชาวเอเชียเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซานฟรานซิสโก มันถึงเวลาแล้วที่ผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการอย่างจริงจัง”

ด้านลูกสาวยังเปิดเผยด้วยว่าพ่อของเธอเพิ่งได้รับการผ่าตัดหัวใจเมื่อไม่นานมานี้

ทั้งนี้ พวกเขาได้จัดระดมทุนบนเว็บไซต์ GoFundMe ซึ่งขณะนี้สามารถระดมทุนได้แล้วกว่า 35,000 เหรียญสหรัฐ

‘เหมืองหยกเลือด’ ธุรกิจในมือทหารที่คร่าชีวิตประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644538

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 20:10 น.

'เหมืองหยกเลือด' ธุรกิจในมือทหารที่คร่าชีวิตประชาชน

เปิดขุมทรัพย์กองทัพเมียนมามูลค่ามหาศาลแต่ไม่ตกถึงมือประชาชน

เหมืองหยกในเมืองพะกาน รัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือของประเทศเมียนมานับว่าเป็นแหล่งหยกที่มีค่าและใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีมูลค่ามหาศาลเกือบเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของ GDP ทั้งประเทศตามรายงานขององค์กรเอ็นจีโอ Global Witness หรือสร้างมูลค่ามากกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 9 แสนล้านบาท) ต่อปี แต่เงินเหล่านั้นแทบจะไม่ถึงมือคนธรรมดาหรือกองทุนของรัฐเลย

ตามรายงานขององค์กรข้างต้นยังกล่าวอีกว่าการค้าหยกถูกควบคุมโดยกลุ่มชนชั้นนำของกองทัพเมียนมาและพวกพ้อง พวกเขากอบโกยผลกำไรมากมายบนความทุกข์ยากของแรงงานเหมือง

ขณะที่ประชาชนในรัฐคะฉิ่นต้องทุกข์ทรมานจากการสูญเสียวิถีชีวิตและภูมิทัศน์ มรดกทางธรรมชาติที่มีค่าที่สุดของพวกเขาถูกแย่งชิงไปต่อหน้าต่อตา

“ต้นไม้อยู่ในสวนของเราแต่เราไม่ได้รับอนุญาตให้กินผลไม้” 

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่หยกของเมียนมาเหมือนอยู่ในความลับ คนธรรมดาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของบริษัทเจ้าของที่แท้จริงของขุมทรัพย์นี้ได้ ใครเป็นเจ้าของใบอนุญาต? ได้มาอย่างไร? เงื่อนไขของสัญญาคืออะไร? ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กับรัฐบาล? ปริมาณในการผลิต? ทุกอย่างยังคงถูกตั้งคำถาม

ในปี 2015 Global Witness เผยว่ามีนายทหารชั้นผู้ใหญ่จำนวนมากมีผลประโยชน์ในธุรกิจหยกพร้อมเปิดเผยรายชื่อผู้เกี่ยวข้องบางส่วน ได้แก่ พลเอกอาวุโส ตัน ชเว (Than Shwe) อดีตผู้นำเผด็จการรัฐบาลทหารเมียนมา, หม่อง หม่อง เต็ง (Maung Maung Thein) อดีตเลขาธิการพรรคร่วมรัฐบาล และ อุน มยินต์ (Ohn Myint) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงปศุสัตว์การประมงและการพัฒนาชนบทซึ่งเป็นอดีตนายพลระดับสูงในรัฐคะฉิ่น

รวมถึงกองทัพเมียนมายังได้ถือหุ้นในอุตสาหกรรมหยกผ่านบริษัท Myanma Economic Holdings Limited และ Myanmar Economic Corporation

หลายคนในรัฐคะฉิ่นเชื่อว่ารายได้จากหยกจะช่วยสนับสนุนกองทัพในการทำสงครามกับกองทัพเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Army : KIA) และองค์การเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Organisation : KIO)

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว เกิดเหตุฝนตกดินถล่มที่เหมืองหยกซึ่งคร่าชีวิตประชาชนในพื้นที่ไปกว่าร้อยราย แรงงานเหมืองถูกทับฝังอยู่ในนั้น ทำให้อุตสาหกรรมหยกในเมียนมาถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งและถูกประณามถึงการไม่ดูแลสวัสดิภาพของแรงงานตลอดจนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในเหมือง

เหตุการณ์เดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2015 และ 2019 ซึ่งคร่าชีวิตแรงงานไปเกือบร้อยรายเช่นกัน แต่อุตสาหกรรมเหมืองก็ยังคงดำเนินต่อไปได้จนประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเพราะไม่มีผู้มีอำนาจคนใดมีอำนาจมากพอที่จะตรวจสอบและปฏิรูปการทำเหมืองนี้

ส่วนหนึ่งของบทความบนเว็บไซต์ ASEAN Today ยังระบุว่า “ตราบใดที่ททหารยังคงยึดครองเหมืองหยกในเมียนมาและพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นโดยรอบ แรงงานเหมืองที่ถูกกดขี่จะยังคงต้องเผชิญกับอันตรายในอุตสาหกรรมขณะที่บรรดานายพลระดับสูงกอบโกยกำไร”

เว็บไซต์ Justice for Myanmar ระบุว่าเหมืองดังกล่าวเป็นของทหารและพวกพ้อง ดำเนินการโดยไม่มีการควบคุมและไม่โปร่งใสสร้างความขัดแย้งและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง พร้อมเผยว่าผู้ที่รับผิดชอบในกรณีเหมืองถล่มเมื่อปีที่แล้วคือบริษัท Jade Land ซึ่งเป็นของ ยุป ซอ ควาง (Yup Zaw Hkwang) และครอบครัว

ยุป ซอ ควางเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของทหารเมียนมาและเป็นชายที่ร่ำรวยที่สุดในรัฐคะฉิ่น ขณะที่ Jade Land ของเขาก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นบริษัทหยกที่ใหญ่ที่สุดในเมียนมา

กองทัพเมียนมาเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมหยกผ่านบริษัทย่อยและบริษัทแนวหน้าที่มีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างบริษัท Myanma Economic Holdings Limited ของกองทัพก็ดำเนินการในอุตสาหกรรมหยกผ่านบริษัทในเครือคือ Myanmar Imperial Jade และเป็นที่ชัดเจนว่าผลกำไรมหาศาลย่อมไหลสู่บรรดาทหารชั้นนายพล นอกจากนี้กองทัพยังจัดหาใบอนุญาตในการขุดหยกให้กับพวกพ้อง เช่น KBZ Group

ตามรายงานยังได้ระบุรายชื่อบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ Jade Leaf ซึ่งถูกตำรวจตั้งข้อหาในเดือนมีนาคม 2020 ในข้อหาขุดหยกผิดกฎหมาย

นิตยสารธุรกิจ Frontier Myanmar เผยว่าแม้ว่าเมียนมาจะมีการเปิดเผยข้อมูลการจดทะเบียนและงบประมาณของบริษัทต่างๆ ในประเทศ แต่ก็ยังคงมีธุรกิจบางส่วนที่ถูกเก็บไว้ในกล่องดำ (black box) ซึ่งกล่องดำที่ใหญ่และมีกำไรมากที่สุดคือผลประโยชน์ทางธุรกิจของแวดวงทหาร

หลายบริษัทไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของผลประโยชน์ได้อย่างชัดเจนรวมถึงบริษัทของกองทัพเมียนมาอย่าง Myanmar Economic Holdings และ Myanmar Economic Corporation ด้วย

ก่อนหน้านี้กองทัพอ้างว่าบริษัทเหล่านี้มีส่วนช่วยในการแบ่งเบาภาระงบประมาณของรัฐ แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นความจริงหรือไม่ และผลประกอบการของบริษัทเหล่านั้นไปจบลงที่ใดและถูกใช้เพื่ออะไร

นอกเหนือจากความล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎกรรมสิทธิ์ที่เป็นประโยชน์อย่างถูกต้องแล้วยังมีกรณีอื่นๆ ที่บ่งชี้ว่ากองทัพกำลังเล่นนอกเกม อย่างการมีส่วนได้ส่วนเสียในท่าเรือสำคัญหลายแห่งในย่างกุ้งซึ่งสร้างความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (conflict of interest)

ยังมีกรณีที่ นี อ่อง (Ni Aung) กรรมการผู้จัดการการท่าเรือเมียนมาลงนามในสัญญานำเข้าก๊าซธรรมชาติบนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวาซึ่งถูกเช่าโดยบริษัท Myanmar Economic Holdings ของกองทัพซึ่งอัยการระบุว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ผิดกฎหมาย

เมื่อทหารเข้าสู่เวทีธุรกิจก็จำเป็นที่จะต้องเล่นตามกฎเดียวกับคนอื่นๆ จนท้ายที่สุดทั้งสองบริษัทข้างต้นของกองทัพก็ได้จดทะเบียนภายใต้กฎหมายและกำลังลงแข่งขันในภาคเอกชน

จัดอันดับนวัตกรรมโลกไทยพุ่ง 4 ขั้นสะท้อนการรับมือโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644531

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 18:02 น.

จัดอันดับนวัตกรรมโลกไทยพุ่ง 4 ขั้นสะท้อนการรับมือโควิด

อันดับในเอเชียไทยอยู่ที่ 6 ของภูมิภาคซึ่งถือว่าดีทีเดียว และสะท้อนถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบรับกับการระบาดและใช้โครงสร้างดิจิทัลรองรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

จากการจัดอันดับเขตเศรษฐกิจ/ประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านนวัจกรรมมากที่สุด หรือ Bloomberg Innovation Index 2021 ปรากฎว่าในปีนี้ประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นจากเดิมถึง 4 อันดับขึ้นมาอยู่ที่ 36 จากเดิมเมื่อปี 2020 อยู่ในอันดับที่ 40

สำหรับประเทศที่มีนวัตกรรมก้าวหน้าที่สุดคือ 1. เกาหลีใต้ 2. สิงคโปร์ 3. สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งการจัดอันดับในปีนี้ยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่าแต่ละประเทศนำเอานวัตกรรมมาใช้ในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 อย่างไรไปจนถึงคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นเอาตัวรอดจากการระบาดได้

ประเทศไทยมีอันดับความเข้มข้นด้านการวิจัยและพัฒนาซึ่งเป็นหัวใจของนวัตกรรมอยู่ที่ 36 มีความเข้มข้นของเทคโนโลยีระดับสูงที่ 33 แต่ประสิทธิภาพด้านผลผลิตอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างต่ำคือ 55

ในส่วนของเอเชีย ไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 6 โดยรองจาก 1. เกาหลีใต้ 2. สิงคโปร์ 3. ญี่ปุ่น (อันดับโลกที่ 12) 4. จีน (อันดับโลกที่ 16) 5. มาเลเซีย (อันดับโลกที่ 29) โดยในส่วนของมาเลเซียอันดับตกลงมา 2 ขั้น

ประเทศที่น่าจับตาคือเวียดนามก้าวขึ้นมา 2 อันดับมาอยู่ที่ 55 จากเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 57 เป็นที่น่าสังเกตว่าอินโดนีเซียซึ่งเป็นหนึ่งในมหาอำนาจอาเซียนและมีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคไม่ติดอยู่ในการจัดอันดับครั้งนี้

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

นักวิจัยเร่งศึกษา ‘โพรไบโอติกส์’ อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสู้โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644506

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 16:00 น.

นักวิจัยเร่งศึกษา 'โพรไบโอติกส์' อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสู้โควิด

แม้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนแต่นักวิจัยส่วนหนึ่งเชื่อว่าจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์สามารถสู้กับไวรัสโคโรนาได้

งานวิจัยหลายฉบับจากทั่วโลกได้ตั้งคำถามถึงความเกี่ยวข้องของ “โพรไบโอติกส์” ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ดีหรือมีประโยชน์ต่อร่างกาย และเชื้อไวรัสโคโรนาหรือ SARS-CoV-2 รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้โพรไบโอติกส์เพื่อป้องกันหรือรักษาโรคโควิด-19

ส่วนหนึ่งจากงานวิจัยที่จัดทำโดยวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ ภาควิชาพฤกษศาสตร์และจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยคิงซาอุด ประเทศซาอุดีอาระเบียได้ระบุว่าจุลินทรีย์ที่มีชีวิต (โพรไบโอติกส์) มีฤทธิ์ในการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ รวมถึงปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ นักวิจัยจึงกำลังพยายามศึกษาการใช้โพรไบโอติกส์เพื่อต่อสู้กับโควิด-19

งานวิจัยจำนวนมากศึกษาความเกี่ยวข้องของโพรไบโอติกส์ในลำไส้และความผิดปกติของปอด ซึ่งรวมถึงโรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบ มะเร็งปอด ปอดบวม และน้ำในเยื้อหุ้มปอด โดยระบุว่าการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจทำให้เกิดการรบกวนจุลินทรีย์ในลำไส้ อาทิ L. casei, L. gasseri, B. longum, B. bifidum, L. rhamnosus, L. plantarum, B. breve, Pediococcus pentosaceus และ Leuconostoc mesenteroides

ผลการศึกษาล่าสุดในประเทศจีนยังยืนยันว่าการติดเชื้อโควิด-19 ส่งผลต่อความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ของมนุษย์ โดยสังเกตจากผู้ป่วยโควิด-19 พบว่ามีจุลินทรีย์ Bifidobacterium spp. และ Lactobacillus spp. ในลำไส้ลดลง รวมถึงสัดส่วนของผู้ป่วยโควิด-19 ที่เป็นโรคอุจจาระร่วงสูงถึง 36%

ทีมนักวิจัยจากประเทศจีนจึงได้ทดลองให้ผู้ป่วยโควิด-19 รับประทานโพรไบโอติกส์บางตัว และพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับภูมิคุ้มกันจากโพรไบโอติกส์มีอาการทุเลาลงมากกว่า รวมถึงการติดเชื้อในกระแสเลือดลดลง ปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในอุจจาระมากขึ้น และสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันมีความเป็นกลางต่อเชื้อไวรัสได้ อย่างไรก็ตามบทบาทในการต้านเชื้อไวรัสโคโรนาของโพรไบโอติกส์ยังคงต้องได้รับการศึกษาและทดลองต่อไป

งานวิจัยอีกฉบับจากซาอุดีอาระเบียก็ได้สรุปว่าโพรไบโอติกส์จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของโฮสต์ซึ่งอาจรวมถึงช่วยบรรเทาอาการจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ กล่าวคือโพรไบโอติกส์เป็นสารกระตุ้มภูมิคุ้มกันและมีแนวโน้มที่จะรักษาการติดเชื้อโควิด-19 ในกรณีที่ไม่มีวัคซีน

ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับงานวิจัยจากเวียดนามที่ระบุว่าควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจกลไกของการสร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19 ต่อไปเพื่อสามารถพัฒนายาหรือวัคซีนชนิดใหม่สำหรับต้านไวรัสโคโรนา

ดร. พอล วิชเมเยอร์ ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยดุ๊ก นอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ระบุว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงศักยภาพของโพรไบโอติกส์ในการลดความรุนแรงของโรคติดเชื้อ ซึ่งเขาและทีมเชื่อว่าโพรไบโอติกส์สามารถนำไปใช้กับโรคโควิด-19 ได้เช่นเดียวกับการติดเชื้ออื่นๆ

“เรามีข้อมูลที่ศึกษาประโยชน์ของโพรไบโอติกส์พบว่ามีความสามารถในการบรรเทาอาการติดเชื้อและลดการแพร่กระจายของเชื้อเหล่านั้นในร่างกาย เราพบว่าโพรไบโอติกส์สามารถกำจัดไวรัสและแบคทีเรียรวมถึงควบคุมการอักเสบ และเราก็ทราบกันดีว่าโรคโควิด-19 นำไปสู้ภาวะอักเสบซึ่งโพรไบโอติกส์อาจช่วยได้ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าโพรไบโอติกส์สามารถลดการติดเชื้อทางเดินหายใจในผู้ใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ 30-50%” ดร. วิชเมเยอร์กล่าว

รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขบางส่วนก็ออกมาผลักดันให้ใช้โพรไบโอติกส์ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งออกมาโต้แย้งและไม่แนะนำให้ใช้โพรไบโอติกส์กับผู้ป่วยโควิด-19 จนกว่าจะมีหลักฐานที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม แคร์รี เด็นเน็ตต์ นักโภชนาการและผู้เขียนบทความด้านสุขภาพระบุว่า แม้ว่าจะมีหลักฐานว่าโพรไบโอติกส์สามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจส่วนบนอย่างเช่นโรคไข้หวัด แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่จะสามารถสรุปได้ว่าโพรไบโอติกส์จะป้องกันหรือรักษาโควิด-19 ได้

ด้านสมาคมวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศสำหรับโพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ (ISAPP) ก็ระบุว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาทดลองเพิ่มเติมเพื่อยืนยันคำถามนี้อย่างแน่ชัด และย้ำว่าปัจจุบันยังไม่มีการใช้โพรไบโอติกส์หรือพรีไบโอติกส์ในการป้องกันหรือรักษาโรคโควิด-19

ประชาธิปไตยของอาเซียนกำลังล้มลุกคลุกคลาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644521

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 14:00 น.

ประชาธิปไตยของอาเซียนกำลังล้มลุกคลุกคลาน

บทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กชี้ว่าภูมิภาคอาเซียนต้องสร้างเสรีภาพทั้งในการแสดงความคิดเห็นทั้งการศึกษาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

การทำรัฐประหารในเมียนมาอาจทำให้หลายคนรู้สึกผิดหวัง แต่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้สึกตกใจ เพราะการยึดอำนาจและจับกุมตัวอองซานซูจีก็คือการกลับไปสู่พฤติกรรมเดิมของบรรดานายพลในประเทศที่ยากจนที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อ 10 ปีที่แล้วขณะที่การปกครองโดยทหารสิ้นสุดลง พวกเขาเพลี่ยงพล้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และตอนนี้ก็หวนกลับมาทวงคืนอีกครั้งหลังจากพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งทหารหนุนหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย.

เหตุการณ์นี้นับเป็นความขมขื่นสำหรับเสรีภาพที่เพิ่งเริ่มขึ้นของเมียนมา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมองว่าการเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการทหารเป็นความสำเร็จ และยังเป็นสัญญาณร้านสำหรับทั้งภูมิภาคซึ่งความก้าวหน้าทางประชาธิปไตยเกิดความตะกุกตะกัก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเนปิดอว์ซึ่งอองซานซูจีถูกควบคุมตัวไว้อยู่ในจุดปลายสุดของความล้มเหลวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นการย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่มืดมนของเมียนมาภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติและเศรษฐกิจที่ชะงักงัน ในระหว่างนั้นบุตรสาวของนายพลอองซานถูกคุมขังอยู่ในบ้านพักเป็นเวลา 15 ปีในช่วงกว่า 20 ปี

แต่การเข้าควบคุมหนือยึดอำนาจกำลังเป็นกระแสในประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมา ซึ่งเสรีภาพและความโปร่งใสของรัฐบาลถูกละเลย บลูมเบิร์กยกตัวอย่างประเทศไทยซึ่งกำลังเผชิญกับกระแสการเรียกร้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทางการไทยไม่สนใจการประท้วงและยังปิดปากผู้เห็นต่างด้วยข้อหาหมิ่นสถาบันกับคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์

ส่วนมาเลเซีย บรรดานักปฏิรูปถูกกีดกัน ความหวังที่ประชาธิปไตยจะก้าวหน้าพังทลายหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2018 ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจครั้งแรกนับตั้งแต่มาเลเซียประกาศเอกราช

ขณะที่ในอินโดนีเซีย ซึ่งโค่นทหารสำเร็จเมื่อช่วงอายุคนที่ผ่านมา เริ่มสูญเสียความเป็นเสรีภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี โจโก วิโดโด หรือแม้แต่เวียดนามที่เปลี่ยนจากระบบการจำกัดอำนาจที่จะกระจายเฉพาะผู้มีอำนาจระดับสูงไปสู่การรวมอำนาจสู่ศูนย์กลางภายใต้การกุมบังเหียนของประธานาธิบดี เหงียนฟู่จ่อง

ส่วนหนึ่งนั้น เกือบทุกประเทศมีความตึงเครียดหรือความรุนแรงเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยหรือศาสนา ดังนั้นประชาธิปไตยจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง

นอกจากนี้ ชาติตะวันตกยังผิดหวังกับอองซานซูจีที่ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1991 และกลายเป็นผู้ชี้ทางสว่างสู่ประชาธิปไตย ขณะอยู่ในอำนาจเธอไม่สามารถสร้างความปรองดองในประเทศ ล้มเหลวในการยุติความขัดแย้ง หรือควบคุมกองทัพ ซ้ำยังปิดปากเงียบเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในขณะที่นักข่าวถูกจับกุมโดยไร้เหตุผล และแก้ตัวแทนกองทัพเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่

ความจริงก็คือ ประชาธิปไตยไม่เคยเกิดขึ้นในเมียนมาอย่างแท้จริง มีเพียงการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลพลเรือน จากการที่ประชาชนเริ่มมีสิทธิ์ทางการเมืองและมีเสรีภาพอันนำมาสู่การชนะการเลือกตั้งของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของอองซานซูจีในปี 2015

ในขณะนั้นเมียนมาเริ่มเปิดเศรษฐกิจซึ่งอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่เป็นผู้นำสหรัฐคนแรกที่เดินทางเยือนเมียนมาเมื่อปี 2012 ยกให้เป็นความสำเร็จด้านนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่ จนนำมาสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

ทว่า กองทัพยังคงควบคุมทุกอย่างไว้ ไม่ว่าจะเป็นการยึดกระทรวงสำคัญ การกันที่นั่งในสภาไว้ 25% ซึ่งเพียงพอต่อการขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ และยังมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ลี มอร์เกนเบสเซอร์ จากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธเผยกับบลูมเบิร์กว่า ทหารมีอำนาจในการตัดสินใจและชี้เป็นชี้ตาย ทุกอย่างต้องผ่านการเห็นชอบจากทหาร

เมื่อทหารเริ่มกังวลว่าการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วจะไม่สามารถโค่นพรรค NLD และเกรงว่าแรงกดดันให้เกิดการปฏิรูปจะทำให้ตัวเองสูญเสียอำนาจ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจึงชิงตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นและไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบอกได้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ขึ้นอยู่กับว่าความสามารถของทหารในการกำหนดการเลือกตั้งและผลลัพธ์อื่นๆ และการควบคุมแรงต่อต้านในยุคของสมาร์ทโฟน

ขณะนี้ชาวเมียนมาต่างพากันเคาะหม้อเคาะกระทะ ส่วนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็พากันหยุดงานเพื่อปรท้วงการทำรัฐประหาร

แอรอน คอนเนลลี จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์บอกกับบลูมเบิร์กว่า การประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีหน้าเดิมๆ บวกกับความพยายามที่จะวางกลเม็ดทั้งหมดไว้ที่รัฐธรรมนูญที่เขียนโดยทหาร เป็นหลักฐานว่าหลังจากผ่านพ้น 1 ปีของประกาศภาวะฉุกเฉินไปแล้ว ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมก่อนเกิดรัฐประหาร เพียงแต่จะไม่มีพรรค NLD

อีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่คอนเนลลีมองไว้คือ ทหารยึดอำนาจแบบยาวๆ รัฐบาลทหารที่สลายการประท้วงที่นำโดยนักเรียนนักศึกษาในปี 1988 อนุญาตให้มีการเลือกตั้งในอีก 2 ปีต่อมา และเมื่อชัดเจนแล้วว่าพรรคของอองซานซูจีชนะ ทหารก็ไม่เคยยอมรับผลการเลือกตั้ง ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งต่อไปอาจใช้เวลาถึงชั่วอายุคน

แนวทางนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

เบน แบลนด์ จากสถาบันวิชาการโลวีของออสเตรเลียเผยว่า การเปลี่ยนผ่านไม่ได้ชัดเจนเสมอไป และไม่ใช่การถอยหลังทุกครั้งจะเหมือนกัน โดยยกตัวอย่างอินโดนีเซียว่า ภายใต้รัฐบาลโจโกวีมีการประนีประนอมด้วยการเลือกอดีตนายพลที่เคยถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหม แต่ทหารก็ไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ

หรืออย่างกรณีของ โรดริโก ดูเตร์เต ของฟิลิปปินส์ ที่มักจะโจมตีหรือจับกุมฝ่ายตรงข้าม และปล่อยให้ตำรวจมีอำนาจล้นเหลือ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเขาต้องลงจากตำแหน่งหลังครบวาระ 6 ปีในปี 2022 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอะไรๆ จะกลับไปเป็นเมือนช่วงก่อนเกิดเรื่องเหล่านี้อย่างรวดเร็ว

แล้วชาติตะวันตกช่วยได้ไหม?

สำหรับเมียนมา แม้แต่การคว่ำบาตรยังต้องใช้เวลาระยะหนึ่งจึงจะเกิดผลอย่างที่ต้องการ ไหนจะจีนที่อาจทำให้มาตรการเหล่านี้สูญเปล่าอีก

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ต้องการขยายอำนาจมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บวกกับการที่จีนเคยช่วยเหลืออองซานซูจีในอดีต ครั้งนี้จีนคงไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือด้านการเงินหรือการลงทุนแก่เมียนมาหากจีนจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการช่วยเหลือนี้

ส่วนไทยซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ากับเมียนมาคงไม่ขัดขวางกองทัพเมียนมา

ดังนั้นจุดอ่อนก็คือเศรษฐกิจ กองทัพเมียนมาต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติภายใต้สถานการณ์รัฐประหาร และเพื่อสร้างความเจริญเติบโตทุกประเทศในภูมิภาคต้องปล่อยให้เกิดเสรีภาพ สร้างเสรีภาพทางการศึกษาเพื่อสร้างเจ้าของกิจการที่มีคุณภาพ สร้างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อดึงดูดเงินลงทุน

Photo by STR / AFP