เชื้ออังกฤษกลายพันธุ์อีกหวั่นวัคซีนเอาไม่อยู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644496

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 13:11 น.

เชื้ออังกฤษกลายพันธุ์อีกหวั่นวัคซีนเอาไม่อยู่

อังกฤษใช้วิธีใหม่ใช้วัคซีนของสองบริษัทฉีดให้ประชาชนพร้อมๆ กัน

โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคโควิด-19 ได้กลายพันธุ์อีกครั้งแล้วในสหราชอาณาจักร โดยเรียกว่า Kent variant ซึ่งกลายพันธุ์จากสายพันธุ์ย่อย E484K และผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการกลายพันธุ์ในสหราชอาณาจักรอาจกระทบต่อการฉีดวัคซีน

รายงานจากสำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ (Public Health England) ระบุว่า การกลายพันธุ์อาจทำให้โควิด-19 เล็ดรอดจากการป้องกันร่างกายโดยแอนติบอดี จากการตรวจสอบตัวอย่างบางส่วน คาดว่าตัวอย่างเชื้อเหล่านี้อาจกลายพันธุ์นี้โดยอิสระแทนที่จะรับเชื้อมาจากแพร่กระจายจากกรณีเดียว

ลักษณะแบบนี้หมายความว่าเอกลายพันธุ์อาจจะแพร่เชื้อได้มากขึ้นนอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะดื้อต่อการป้องกันภูมิคุ้มกันร่างที่เกิดจากการได้รับจากวัคซีนหรือมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำในผู้ที่เคยติดเชื้อก่อนหน้านี้

สำนักข่าว CNN รายงานว่าผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ว่าการกลายพันธุ์ใหม่จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อแนซโน้มการระบาดของโควิด -19 ในสหราชอาณาจักรและทั่วโลกหรือไม่

อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยบางชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่า E484K อาจเป็นตัวการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังว่าทำไมวัคซีนบางชนิดจึงมีประสิทธิผลน้อยลงเมื่อใช้ในประเทศแอฟริกาใต้ซึ่งเป็นหนึ่งในสามประเทศที่พบการกลายพันธุ์ คือสหราชอาณาจักร บราซิล และแอฟริกาใต้

ล่าสุด มีรายงานว่า มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและรัฐบาลอังกฤษเตรียมที่จะทำการทดลองโดยนำเอาวัคซีนของ AstraZeneca กับ Pfizer มาใช้พร้อมกันโดยฉีดคนละช็อต เพื่อที่จะดูว่าการใช้ช็อตที่ผลิตจากต่างบริษัทกันจะให้ผลที่ดีกว่าหรือแย่กว่าการฉีดจากบริษัทเดียวกัน 2 ช็อต

นายพลมินอ่องหล่ายและความโหดร้ายของกองทัพเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644476

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 11:30 น.

นายพลมินอ่องหล่ายและความโหดร้ายของกองทัพเมียนมา

ชื่อของนายพล มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาและกองทัพเมียนมาได้รับความสนใจจากชาวโลกอีกครั้งหลังจากเขาทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

ต่อไปนี้คือเรื่องราวที่น่าสนใจของนายพล มินอ่องหล่าย และบทบาทการปราบปรามชาวโรฮีนจาอย่างทารุณโหดร้ายของกองทัพเมียนมาภายใต้การสั่งการของทหารรายนี้

อันที่จริงแล้วนายพลมินอ่องหล่ายมีกำหนดเกษียณในเดือน ก.ค. ที่จะถึงนี้ในวัย 65 ปีตามอายุราชการสำหรับผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่แทนที่จะเตรียมตัวอำลาตำแหน่งและมองหาผู้สืบทอด เขากลับยึดอำนาจรัฐบาลด้วยการก่อรัฐประหาร และมีแนวโน้มว่าจะยังไม่ยอมลงจากตำแหน่งง่ายๆ

แต่ย้อนไปในวัยหนุ่มนั้นแทบไม่มีใครคิดว่าเขาจะก้าวขึ้นมาถึงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด มินอ่องหล่ายไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเรียกร้องทางการเมืองที่แผ่กระจายเป็นวงกว้างในเมียนมาในขณะที่เขากำลังศึกษากฎหมายในย่างกุ้งช่วงปี 1972-1974 ขณะที่เพื่อนๆ ออกไปประท้วง ตัวเขากลับยื่นใบสมัครเข้าเรียนในวิทยาลัยป้องกันชาติแห่งประเทศพม่า (DSA) และพยายามอยู่ 3 ครั้งจึงได้เข้าเรียนในปี 1947

เรื่องราวในวัยรุ่นของเขาถูกบอกเล่าในหลากหลายมุมมอง เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งบอกกับรอยเตอร์สในปี 2016 ว่าเขาเป็นคนพูดน้อย ทำตัวติดดิน ส่วนคำบอกเล่าในนิวยอร์กไทม์สระบุว่าเขาเป็นอันธพาลที่ชอบระรานเพื่อนร่วมชั้นให้อับอายขายหน้า

ขณะที่ Hla Oo นักเขียนชาวเมียนมาที่ลี้ภัยไปอยู่ออสเตรเลียซึ่งรู้จักมินอ่องหล่ายตอนเด็กๆ บอกว่า เขาเป็นคนขยัน ตั้งใจเรียน ที่พาตัวเองไต่เต้าจนขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของกองทัพ ส่วนอดีตนายทหารในโรงเรียนเตรียมทหารบอกกับรอยเตอร์สว่า “เขาค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งอย่างมั่นคง” และเนกินเปา คิปเกน จากศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยการต่างประเทศจินดาลของอินเดียบอกว่า “เขาไม่ใช่คนที่โดดเด่นในกองทัพเมียนมา”

จุดเปลี่ยนชีวิตของมินอ่องหล่ายเริ่มหลังจากเขาเข้าร่วมกองพลทหารราบเบาที่ 88 ซึ่งตานฉ่วยอดีตผู้นำประเทศและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาเป็นผู้บังคับบัญชา

มินอ่องหล่ายได้รับความไว้วางใจจากตานฉ่วยและช่วยงานตานฉ่วยเรื่อยมาจนกระทั่งตานฉ่วยนั่งเก้าอี้ผู้นำรัฐบาลทหารในปี 1992

ปี 2011 ตานฉ่วยแต่งตั้งมินอ่องหล่ายเป็นทายาททางการททหารและผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนแรกของเมียนมาในยุคหลังจากรัฐบาลทหารปกครองประเทศและการเปลี่ยนผ่านเมียนมาสู่ประชาธิปไตยค่อยๆ เริ่มต้น

นักการทูตในเมืองย่างกุ้งเผยว่า ในช่วงที่อองซานซูจีเป็นรัฐบาลในปี 2016 มินอ่องหล่ายเริ่มปรับเปลี่ยนบทบาทจากทหารเงียบขรึมมาเป็นนักการเมืองและบุคคลสาธารณะ ทั้งการใช้เฟซบุ๊คทำการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ การพบปะกับบุคคลที่มีตำแหน่งสูง และการเข้าวัด

นอกจากนี้ ยังพยายามทำทุกอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่ากองทัพคือคนคุมเกมทางการเมืองตัวจริง ด้วยการเข้าร่วมการพบปะหารืออย่างเป็นทางการหลายครั้งโดยเฉพาะในจีนและญี่ปุ่น และยังได้ต้อนรับบุคคลสำคัญ อาทิ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ในปี 2017 โดยการพบปะหารือเหล่านี้ล้วนถูกบันทึกภาพและนำมาแชร์ในโลกโซเชียลเพื่อสร้างภาพลักษณ์

ต่อมาในปี 2016 มินอ่องหล่ายได้สร้างความประหลาดใจให้กับบรรดานักสังเกตการณ์ด้วยการต่ออายุราชการทหารของตัวเองออกไปอีก 5 ปี ซึ่งขณะนั้นใครๆ ต่างก็คาดว่าเขาจะลงจากตำแหน่งระหว่างที่มีการปรับตำแหน่งผู้นำในกองทัพ

ปี 2017 ชื่อเสียงของกองทัพเมียนมาเสื่อมเสียอย่างหนักในสายตาชาวโลก เมื่อกองทัพลงมือกวาดล้างชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่อย่างหนักจนชาวโรฮีนจากว่า 730,000 คนต้องเข้าบังกลาเทศซึ่งมีพรมแดนติดกัน

แม้จะมีข่าวออกมาเป็นระยะว่ากองทัพเมียนมาฏิบัติกับชาวโรฮีนจาด้วยความทารุณโหดร้ายต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นการฆ่า ข่มขืน รุมโทรม เผาหมู่บ้านจนราบเป็นหน้ากลอง แต่กองทัพเมียนมาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาตลอด อ้างว่าเป็นเพียงการตอบโต้ที่กลุ่มติดอาวุธโรฮีนจาโจมตีป้อมของทางการ

ทว่าเมื่อช่วงกลางปีที่แล้วสำนักข่าวนิวยอร์กไทม์สและองค์กรสิทธิมนุษยชน Fortify Rights ได้ร่วมกันเผยแพร่คลิปวิดีโอของทหาร 2 นายที่ให้การว่ามีการฆ่า ข่มขืน และขุดหลุมฝังศพชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่จริง และพวกเขาทั้งคู่ได้รับคำสั่งให้สังหารชาวโรฮีนจาทุกคนและทำลายหมู่บ้าน

ช่วงหนึ่งในคลิป Myo Win Tun เผยว่า “เรากราดยิงใส่ทุกคน เรายิงชายมุสลิมที่หน้าผากแล้วแตะร่างให้กลิ้งลงหลุม” และยังบอกว่าเขาข่มขืนหญิงรายหนึ่ง ฝังผู้หญิงอีก 8 คน เด็ก 7 คน ผู้ชาย 15 คนในหลุมเดียวกัน

ส่วน Zaw Naing Tun เล่าว่าเขาได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ฆ่าชาวโรฮีนจาให้หมด และเขายังเห็นทหารที่ยศสูงกว่าข่มขืนผู้หญิงชาวโรฮีนจาหลายคน

คำบอกเล่าของทั้งคู่ถือเป็นครั้งแรกที่ทหารเมียนมายอมรับว่ามีการกวาดล้างชาวโรฮีนจาตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเป็นการกระทำที่องค์การสหประชาชาติและองค์การสิทธิมนุษยชนประณามว่ากองทัพตั้งใจฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

คำให้การของทหาร 2 นายซึ่งหนีทหารแล้วข้ามมายังพรมแดนบังกลาเทศก่อนจะถูกจับกุมตัวโดยกองทัพอาระกัน สอดคล้องกับคำให้การของชาวโรฮีนจาที่หนีไปที่บังกลาเทศ และรายงานของคณะสืบสวนข้อเท็จจริงของสหประชาชาติในเมียนมาและองค์การนิรโทษกรรมสากล (AI)

รายงานเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงทางเพศกับคนกลุ่มน้อยในรัฐคะฉิ่น ฉาน และชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของคณะสืบสวนข้อเท็จจริงของสหประชาชาติในเมียนมาระบุว่า ทหารเมียนมาข่มขืน รุมโทรม และใช้กำลังอื่นๆ รวมทั้งบังคับให้ผู้หญิง เด็กหญิง เด็กชาย ผู้ชาย และคนรักร่วมเพศมีเพศสัมพันธ์ โดยเป็นประจำและทำอย่างเป็นระบบ

รายงานระบุอีกว่า ผู้หญิงและเด็กชาวโรฮีนจาหลายร้อยคนถูกข่มขืน โดย 80% ของการข่มขืนที่คณะสืบสวนฯ พบเป็นการรุมโทรม และในจำนวนนี้เป็นฝีมือทหารเมียนมา 82%

รายงานยังสรุปว่า เจตนาในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาของกองทัพเมียนมาแสดงให้เห็นผ่านวิธีการฆ่าผู้หญิงในชุมชนชาวโรฮีนจา ทำให้ผู้หญิงและเด็กหญิงได้รับอันตรายทั้งทางร่างกายและจิตใจ บังคับให้ผู้หญิงและเด็กหญิงโรฮีนจาทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ โดยมีจุดประสงค์เพื่อถอนรากถอนโคนชาวโรฮีนจาไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน รวมทั้งใช้มาตรการป้องกันไม่ให้มีการให้กำเนิดทารกรุ่นใหม่

ด้วยเหตุนี้ภาพลักษณ์ของมินอ่องหหล่ายในสายตาประชาคมโลกคือผู้อยู่เบื้องหลังการกวาดล้างชาวโรฮีนจาในเมียนมา

คิปเกนกล่าวว่า “แม้ว่าเขาจะไม่ได้เกี่ยวของโดยตรงหรือเป็นการส่วนตัว แต่ในทางทหารในฐานะที่เป็นผู้บัญชาการ เขาเป็นคนอนุมัติการกระทำนี้”

และแม้ว่าหลายประเทศจะใช้คำว่า “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในการเอ่ยถึงการกระทำของทหารเมียนมาต่อชาวโรฮีนจา แต่มินอ่องหล่ายกลับปกป้องกองทัพอย่างเปิดเผยทั้งในเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ อีกทั้งมินอ่องหล่ายยังยังเรียกชาวโรฮีนจาว่า เบงกาลี เพื่อจะบอกว่าชาวโรฮีนจาเป็นชาวต่างชาติ ไม่ใช่ชาวเมียนมา

และยังสร้างความชอบธรรมให้กองทัพด้วยการพูดย้ำๆ ว่า “ดินแดนของเราต้องเป็นของคนเมียนมา”

ทำไม ‘เวียตเจ็ทแอร์’ ยังโกยกำไรแม้ในช่วงโควิดระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644433

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 10:00 น.

ทำไม 'เวียตเจ็ทแอร์' ยังโกยกำไรแม้ในช่วงโควิดระบาด

สายการบินเวียตเจ็ทของเวียดนามรายงานผลประกอบการปีโควิด กำไรทะลุ 90 ล้านบาทแถมไม่ต้องไล่ออกพนักงาน

เวียตเจ็ทแอร์ สายการบินราคาประหยัดของเวียดนาม รายงานผลประกอบการล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มกราคมระบุว่าในปี 2020 ที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรหลังหักภาษีแล้วถึง 3 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นสายการบินเพียงไม่กี่แห่งบนโลกที่ไม่ได้ปรับลดพนักงานแม้ในช่วงที่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

เวียตเจ็ทกล่าวว่าในปีที่ผ่านมาได้ให้บริการเที่ยวบินทั้งหมด 78,462 เที่ยว ซึ่งลดลงจากปี 2019 ที่ให้บริการ 139,000 เที่ยว เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส ถึงกระนั้นเวียตเจ็ทก็ยังคงทำกำไรได้ถึง 3 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 90 ล้านบาท ขณะที่สายการบินอื่นๆ ตกอยู่ในภาวะขาดทุนหรือต้องปิดกิจการ

กุญแจสำคัญคือการหารายได้เสริม ซึ่งในปีที่ผ่านมารายได้เสริมของเวียตเจ็ทคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด “เวียตเจ็ทพยายามส่งเสริมบริการเสริมเพื่อชดเชยรายได้จากการใช้บริการเครื่องบินที่ลดลง” แถลงการณ์ของสายการบินระบุ

ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินขนส่งสินค้า โดยในปี 2020 ปริมาณสินค้าของสายการบินเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และไตรมาสที่แล้วรายได้จากการขนส่งสินค้าก็เพิ่มขึ้นถึง 75% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2019

เวียตเจ็ทไม่มีเครื่องบินบรรทุกสินค้าเป็นของตัวเองจึงต้องดัดแปลงเครื่องบินโดยสารเพื่อรองรับการขนส่งสินค้า โดยการถอดที่นั่งออกและยึดสินค้าด้วยตาข่าย นอกจากนี้ยังได้ทำข้อตกลงร่วมกับบริษัทอื่นๆ ทำให้สามารถขยายเครือข่ายการขนส่งสินค้าไปยังยุโรปและสหรัฐ อาทิ บริษัทขนส่งสินค้ายูพีเอส

นอกจากนี้รายได้เพิ่มเติมยังมาจากการเปิดศูนย์บริการพิเศษภาคพื้นดินที่สนามบินนานาชาติโหน่ยบายในฮานอย นอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้แล้วยังช่วยให้สายการบินจัดการต้นทุนการดำเนินงานได้ดีขึ้น ตลอดจนทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์และปรับปรุงคุณภาพการบริการ

อีกทั้งยังระบุว่าสายการบินไม่จำเป็นต้องปรับลดพนักงานแต่สามารถลดค่าใช้จ่ายในด้านอื่นๆ ได้ เช่นค่าใช้จ่ายในการใช้ยานพาหนะและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรายวันก็ลดลง 10%

ปัจจัยสนับสนุนอีกประการคือเวียดนามมีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ค่อนข้างน้อย ทำให้ไม่มีมาตรการที่ขัดขวางการเดินทางโดยเครื่องบินภายในประเทศ รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลด้วยการลดภาษี ขยายระยะเวลาการชำระภาษี ลดค่าธรรมเนียมการขึ้น-ลงเครื่องบินและค่าธรรมเนียมอื่นๆ ตลอดจนได้รับการพิจารณาข้อเสนอความช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลสำหรับสายการบินท้องถิ่น

AFP PHOTO / HOANG DINH Nam

ทหารเมียนมาสั่งบล็อค Facebook #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644483

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 08:57 น.

ทหารเมียนมาสั่งบล็อค Facebook

หลังจากที่ประชาชนเริ่มนัดแนะกันต่อต้านการยึดอำนาจผ่านโซเชียลมีเดีย

มีรายงานว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเกตเวย์ระหว่างประเทศและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในพม่าทั้งหมดได้รับคำสั่งเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 จากกระทรวงคมนาคมและการสื่อสารของเมียนมาร์ (MoTC) ให้บล็อกบริการโซเชียลมีเดีย Facebook ชั่วคราว จนถึงวันที่ 7 กันยายน

ข้อมูลนี้ปรากฎในเว็บไซต์ของบริษัท Telenor Group และบริษัทระบุว่า “แม้ว่าคำสั่งจะอิงพื้นฐานทางกฎหมายตามกฎหมายเมียนมา แต่ Telenor ไม่เชื่อว่าคำขอนั้นขึ้นอยู่กับความจำเป็นและสอดคล้องตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม Telenor Myanmar ได้ตัดสินใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 ในขณะที่แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน

ต่อมา Facebook ระบุว่าบริการในพม่า ‘หยุดชะงัก’ โดยบริการบางอย่างไม่สามารถใช้งานได้ในเมียนมาร์ หลายวันหลังจากที่กองทัพยึดอำนาจในการรัฐประหาร

“เราทราบดีว่าการเข้าถึง Facebook ของบางคนในตอนนี้ถูกรบกวน” โฆษกของบริษัทกล่าวกับ AFP “เราขอเรียกร้องให้ทางการฟื้นฟูการเชื่อมต่อเพื่อให้ผู้คนในเมียนมาสามารถสื่อสารกับครอบครัวและเพื่อนๆ และเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้”

Photo by STR / AFP

จีนเล่นเกมอันตราย “ซ่อนดาบในรอยยิ้ม” กับเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644323

วันที่ 03 ก.พ. 2564 เวลา 21:30 น.

จีนเล่นเกมอันตราย "ซ่อนดาบในรอยยิ้ม" กับเมียนมา

ขณะที่หลายประเทศออกมาต่อต้านเมียนมากรณีรัฐประหาร พันธมิตรอย่างจีนอาจใช้โอกาสนี้ขยายอิทธิพลในภูมิภาค แต่ด้วยกลยุทธ์ที่ค่อนข้างอันตรายต่อเสถียรภาพในเมียนมา

1. หลังเกิดเหตุรัฐประหารในเมียนมาก็ดูเหมือนว่าสหรัฐจะเริ่มตีตัวออกห่างด้วยเหตุที่ว่าเมียนมาสร้างความถดถอยในกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย หนำซ้ำโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐยังออกมาประกาศกร้าวเตือนเมียนมาว่าอาจนำมาตรการคว่ำบาตรมาใช้กับเมียนมาอีกครั้งด้วย

2. ถึงกระนั้นเมียนมาก็ยังมีพันธมิตรที่แน่นแฟ้นอย่างจีนที่ไม่ได้ออกมาประณามเหตุรัฐประหารในครั้งนี้อย่างที่นานาประเทศทำ เพียงแต่กล่าวว่ารับทราบและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพร้อมขอให้ทุกฝ่ายสามารถแก้ไขความขัดแย้งได้โดยเร็วเท่านั้น อีกทั้งสื่อจีนอย่างโกลบอลไทม์ยังเลี่ยงที่จะใช้คำว่า “รัฐประหาร” (coup) โดยเรียกว่า “ปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี” (cabinet reshuffle) แทน

3. ทั้งนี้ จีนเละเมียนมาได้จับมือเซ็นสัญญาโครงการระหว่างประเทศหลายโครงการด้วยกัน อีกทั้งเมียนมายังเป็นประเทศที่สำคัญของนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน (Belt and Road Initiative : BRI) ซึ่งรวมถึงการที่จีนสร้าง “ท่าเรือน้ำลึกเจาะพยู” ในรัฐยะไข่ของเมียนมาด้วย

4. ท่าเรือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC) ซึ่งจะกลายเป็นทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียของจีน และเอื้อให้จีนสามารถนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางและส่งออกสินค้าได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาซึ่งถูกปิดกั้นโดยสหรัฐ

5. นอกจากท่าเรือดังกล่าวแล้วจีนและเมียนมายังมีข้อตกลงร่วมกันภายใต้โครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC) อย่างการสร้างเส้นทางโครงการรถไฟความเร็วสูงซึ่งเชื่อมจากมณฑลยูนนานของจีนที่ไม่มีทางออกทางทะเลไปสู่ชายฝั่งทางฝั่งตะวันตกของเมียนมา ตลอดจนแผนการปรับปรุงและขยายเขตปริมณฑลของนครย่างกุ้งด้วย

6. การจับมือกันระหว่างจีนและเมียนมาในครั้งนั้นจะส่งผลให้จีนได้ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และสามารถแพร่กระจายอิทธิพลของตนไปได้ทั่วภูมิภาค

7. อย่างไรก็ตามหลังจากที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ประกาศว่าจะมีการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์รัฐประหารในเมียนมา ประเทศจีนก็ได้ใช้สิทธิออกเสียยับยั้งหรือวีโต้ หากที่ประชุมมีมติลงโทษเมียนมาในกรณีรัฐประหารซึ่งสวนทางกับท่าทีของประเทศอื่นๆ

8. อาจกล่าวได้ว่าการรัฐประหารในเมียนมาครั้งนี้ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มตีตัวออกห่างเมียนมา ในขณะที่จีนยังคงให้การสนับสนุนในฐานะพันธมิตรที่ดี อาจส่งผลให้จีนสามารถคว้าโอกาสในการใกล้ชิดกับเมียนมาครั้งนี้ขยายอิทธิพลของตนเพิ่มขึ้นไปอีก

9. เช่นเดียวกับยาสุฮิเดะ นากายามะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นที่มองว่าการรัฐประหารในเมียนมาอาจกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการเพิ่มอิทธิพลของจีนในภูมิภาค และญี่ปุ่นไม่ควรระงับความร่วมมือกับเมียนมาเพราะจะทำให้เมียนมาและจีนมีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นและกลายเป็นการสร้างโอกาสในการขยายอิทธิพลให้กับประเทศจีน

10. IANS สำนักข่าวของอินเดียยังรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่าการรัฐประหารโดยกองทัพของเมียนมาอาจเกี่ยวข้องกับการที่ประเทศจีนเข้ามาใกล้ชิดกับประเทศเมียนมา อย่างในช่วงปี 1990 ถึง 2000 ช่วงที่เมียนมาปกครองด้วยรัฐบาลทหารก็ได้รับการสนับสนุนโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน

11. พล.อ. มินอ่องหล่าย ผู้นำการยึดอำนาจยังค่อนข้างใกล้ชิดกับจีน โดยเขาเดินทางจีนบ่อยครั้งที่สุดรองจากไทย เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคมนี่เองที่หวางอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนเดินทางมาเยือนเมียนมาและได้เข้าพบกับมินอ่องหล่ายด้วย โดยย้ำว่าประเทศทั้งสองมีสัมพันธ์แบบ Paukphaw 

12. Paukphaw เป็นภาษาพม่าที่หมายถึง “พี่น้องท้องเดียวกัน”คนพม่าใช้เรียกคนจีนด้วยความสนิทสนม และแนวคิดเรื่องเมียนมา-จีนเป็นพี่น้องกัน หรือ Paukphaw ถูกย้ำหลายๆ ครั้ง เช่นตอนที่สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนเดินทางมาเยือนเมียนมาเมื่อปีที่แล้วก็เอ่ยถึงคำๆ นี้หลายครั้ง

13. เมื่อหวางอี้มาหยอดคำหวานเรื่องพี่เรื่องน้องแล้ว ก็เอ่ยว่าจีนหวังที่จะเห็นโครงการ CMEC เดินหน้าแบบเต็มสูบอีกครั้งหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว (โปรดสังเกตว่าตอนนั้นเมียนมาเพิ่งจะเลือกตั้งเสร็จมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2020 แต่มีปัญหาเรื่องพรรคของกองทัพไม่ยอมรับผลเลือกตั้งที่พรรคของอองซานซูจีชนะถล่มทลาย)

14. ตอนที่พบกับหวางอี้ รัฐบาลใหม่ยังไม่มี สมาชิกสภายังไม่สาบานตน มินอ่องหล่ายได้ตอบหวางอี้ไปว่ากองทัพเมียนมากสนับสนุนทั้งสองประเทศในการเร่งโครงการ CMEC แม้จะอยู่ในช่วงการระบาดก็ตาม ในเวลานี้มินอ่องหล่ายอำนาจในมือเต็มที่แล้ว เชื่อได้ว่าโครงการ CMEC เดินหน้าแน่ๆ

15. คำถามก็คือจีนจะใช้ประโยชน์จาก CMEC นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจหรือไม่? เพราะมีการพูดถึงกันมานานแล้วว่าจีนอาจใช้ประโยชน์จากท่าเรือท่าเรือน้ำลึกเจาะพยูด้วยเหตุผลอื่น เช่น อาจใช้เป็นฐานทัพเรือหรืออย่างน้อยก็ศูนย์กลางโลจิสติกของกองทัพจีน

16. เรื่องนี้ถูกวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญและไม่เชี่ยวชาญต่างของประเทศมาระยะหนึ่งว่าเป็นไปได้นั่นคือถูกใช้เป็นศูนย์โลจิสติกหรือจุดแวะของกองทัพจีน ซึ่งกองทัพจีนหรือ PLA นั้นเป็นทั้งกองทัพและยังมีธุรกิจในเครืออีกด้วยซึ่งธุรกิจเหล่านั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับการทหาร (ดังจะเห็นได้จากการที่สหัรฐขึ้นบัญชีดำบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ PLA ให้ถอนจากตลาดหุ้นสหรัฐ สาเหตุเพราะมีประเด็นเรื่องความมั่นคง)

17. แต่กองทัพเมียนมามีความเป็นตัวของตัวเองสูง ยึดมั่นในเอกราชและอธิปไตยของชาติ และในกองทัพเมียนมาเองก็มีการแบ่งฝักฝ่าย (factions) กลุ่มในกองทัพเหล่านี้เคยมีอิทธิพลต่อการชี้นำประเทศมาแล้ว เช่น หากเห็นว่ายังไม่ควรปฏิรูปบางกลุ่มในกองทัพก็จัดคัดค้านหรือแนะให้ชลอไปก่อน

18. เช่นเดียวกันในกองทัพมีทั้งกลุ่มที่นิยมจีนและกลุ่มต่อต้านจีน ความไม่พอใจจีนนั้นมีตั้งแต่การที่จีนสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อย เช่น พวกโกก้างในแถบรัฐฉาน กองทัพว้า กองทัพอาระกัน/กองทัพเอกราชกะฉิ่นที่ปฏิบัติการในแถบรัฐกะฉิ่น

19. ความระแวงจีนในกองทัพเมียนมาแสดงออกให้เห็นจากการที่กองทัพหันไปคบหากับอินเดียในกิจการด้านความมั่นคงมากขึ้น (เช่นฝึกร่วมและซื้ออาวุธ) ฝ่ายนำในกองทัพเมียนมายังเชื่อว่าจีนตีสองหน้า ทางหนึ่งก็พยายามจูบปากเมียนมาเพื่อหาทางออกทะเลอันดามัน-อ่าวเบงกอล ทางหนึ่งก็สนับสนุนชนกลุ่มน้อย หากเป็นเช่นนี้จริงจีนก็เหมือนเหยียบเรือสองแคม แต่ทางการจีนปฏิเสธมาโดยตลอด

20. ดังนั้นมินอ่องหล่ายจะยอมให้จีนมาพัฒนา CMEC หรือไม่? ก่อนอื่นต้องรับทราบก่อนว่ามินอ่องหล่ายค่อนข้างจะพอใจกับจีน เพราะจีนทำให้เขาพึงพอใจ ตัวเขาเองถูกกล่าวหาว่าบัญชาการการสังหารหมู่ชาวโรฮิงยาซึ่งอาจเข้าข่ายข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วยซ้ำ แต่มินอ่องหล่ายได้รับทราบว่าจีนยืนเคียงข้างเขาและขอบคุณ “จุดยืนที่ถูกต้องและยืนหยัดต่อประชาคมนานาชาติในประเด็นรัฐยะไข่”

21. มินอ่องหล่ายถึงกับบอกว่า “เมียนมาถือว่าจีนเป็นมิตรตลอดกาลและหุ้นส่วนด้านยุทธศาสตร์ของประเทศ” พูดกันถึงขนาดนี้แล้วย่อมจะคาดเดาได้ว่าเขาจะสนับสนุนโครงการ CMEC แต่จะถึงกับให้มามีปฏิบัติการทหารในแถวนั้นหรือไม่ยังเป็นเรื่องที่ต้องรอดูกันต่อไป แต่ขอให้สังเกตว่ามินอ่องหล่ายยกจีนเป็น “หุ้นส่วนด้านยุทธศาสตร์ของประเทศ”

20. ในช่วงสองสามปีมานี้ดูเหมือนกองทัพเมียนมาจะ “คล้อยตาม” จีนมากขึ้น เช่น กองทัพยอมหยุดยิงกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยแต่ฝ่ายเดียวระหว่างเดือนธันวาคม 2018 – เมษายน 2019 หลังจากที่มีการเจรจาที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายจีนซึ่งมีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังกองกำลังชนกลุ่มน้อยใกล้ชายแดนจีน

21. การเข้ามาเป็นผู้ช่วยไกล่เกลี่ยของจีนเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะความขัดแย้งในเมียนมากระทบต่อการลงทุนของจีนด้วย (มีการโจมตีพื้นที่ที่จีนจะสร้างทางบรถไฟตามโครงการ Belt and Road) การที่กองกำลังที่จีนสนับสนุนและไม่สนับสนุนมาโจมตีโครงการจีนเสียเอง ทำให้จีนหันมาสนิทกับกองทัพเมียนมามากขึ้น และบรรเทาความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อจีน

22. มีประเด็นน่าสังเกตเรื่องหนึ่ง เมื่อปีที่แล้วโฆษกของกองทัพเมียนมากล่าวว่ามีประเทศหนึ่งอยู่เบื้องหลังกองกำลังอาระกันหลังจากพบอาวุธที่ทันสมัยที่รัฐยะไข่ ในประเด็นนี้สื่อต่างประเทศชี้ไปที่จีน โดยเฉพาะสื่ออินเดีย (อย่าลืมว่าอินเดียมีความขัดแย้งถึงขั้นใช้กำลังทหารกับจีน) ส่วนเจ้าหน้าที่อินเดียเผยว่าจีนหนุนหลังกลุ่มติดอาวุธในเมียนมาที่เคลื่อนไหวแถบชายแดนอินเดีย-เมียนมา โดยกองทัพอาระกันทำหน้าที่เป็นคนกลางนำอาวุธจากจีนไปแจกจ่ายกลุ่มติดอาวุธเหล่านั้น

23. ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมา U Min Zaw Oo ชี้ว่ามีการซื้อขายอาวุธสองทาง ทางหนึ่งเจ้าหน้าที่ในมณฑลยูนนาน (ใกล้กับรัฐกะฉิ่นซึ่งกองทัพอาระกันเคยไปฝึกรบที่นั่น) ซึ่งกลุ่มติดอาวุธอาจมีสายสัมพันธ์ด้วยอาจแอบขายอาวุธให้ หรืออีกทางไปซื้อมาจากตลาดมืด ซึ่งมันเป็นไปได้ทั้งสองทาง แต่เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ทางการไทยที่แม่สอดจับอาวุธที่ผลิตจากจีนใหม่ๆ ได้ แห่ลงข่าวในกลุ่มติดอาวุธบอกกับสำนักข่าว The Irrawaddy ว่าอาวุธพวกนี้น่าจะนำไปขายให้กลุ่มกองทัพอาระกัน เพราะกลุ่มนี้ให้ราคาดี แต่คำถามที่ยังไม่ได้คำตอบคือ อาวุธพวกนี้จีนส่งมาขายหรือผ่านคนกลางในตลาดมืดมาโดยจีนไม่รู้?

24. เมื่อปีที่แล้ว ซุนกั๋วเซียงผู้แทนของจีนมาเข้าพบมินอ่องหล่ายและมีรายงานว่ามินอ่องหล่ายบอกกับฝ่ายจีนอาวุธที่กลุ่มติดอาวุธใช้นั้นมาจากทางจีน หลังการหารือเสร็จสิ้นแล้วมินอ่องหล่ายบอกกับ Yomiuri Shimbun ของญี่ปุ่นว่ากลุ่มติดอาวุธในเมียนมาได้รับอาวุธจากทางจีนทางอ้อม แต่ก็ไม่บอกอะไรมากกว่านั้น

25. พื้นที่ CMEC ที่จีนกำลังจะปั้นให้เป็นจุดแวะพักทางเศรษฐกิจและการทหาร ยังเป็นพื้นที่ของรัฐยะไข่ อันเป็นรัฐที่กองทัพอาระกันปฏิบัติการและเป็นพื้นที่ที่อันตรายมากแถบหนึ่งเพราะกองทัพอาระกันและกองทัพเมียนมารบกันอย่างหนักหน่วง แต่โปรดสังเกตว่ากองทัพอาระกันแม้จะถูกกล่าวหากว่ามีจีนเป็นแบ๊คอัพ แต่ไม่ได้ร่วมในข้อตกลงหยุดยิงที่จีนเป็นคนกลาง พวกเขาเพิ่งจะมาหยุดยิงเองแต่ฝ่ายเดียวเมื่อเดือนพฤศจิกายน

26. ดูเหมือนว่าคนยะไข่ (หรืออาระกัน) จะให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธนี้อย่างมาก ส่วนหนึ่งเพราะยะไข่/อาระกันมีอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์เป็นของตนเอง และที่สำคัญกองทัพเมียนมายังปฏิบัติต่อชาวบ้านและผู้ต้องสงสัยชาวยะไข่อย่างเหี้ยมโหด อย่างที่ พริสซิลลา แคลปป์ อดีตเจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐประจำเมียนมาบอกกับ Radio Free Asia ว่าความเหี้ยมเป็น “วัฒนธรรม” ของกองทัพเมียนมา และมันเป็นวัฒนธรรมที่เป็นพิษ (toxic) ซึ่งผู้ที่สร้างวัฒนธรรมเหล่านี้ขึ้นมาก็คือผู้นำกองทัพและฝึกให้ทหารเมียนมามีวัฒนธรรมการใช้ความรุนแรง

27. มีรายงานว่าความรุนแรงเริ่มจะเข้าไปถึงเมืองเจาะพยูที่ตั้งของท่าเรือน้ำลึกเจาะพยู เมื่อปีที่แล้วทหารเมียนมาเริ่มจับกุมพลเรือนในเมืองเพราะต้องสงสัยว่าพัวพันกับกองทัพอาระกัน หลายคนพยายามหนีออกไปบางคนต้องไปพึ่งใบบุญของวัดซึ่งมีมากมายในเมืองเจาะพยู แต่บางคนโชคไม่ดีถูกยิงและทุบตีเพื่อรีดข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่

28. อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่กองทัพอาระกันรบกับกองทัพเมียนมาเมื่อปีที่แล้ว พวกเขายังแยกออกไปโจมตีโครงการกาลาดัน ซึ่งเป็นโครงการเชื่อมต่อเมียนมากับอินเดียทางทะเล (จากท่าเรือซิตตเวในรัฐยะไข่) และทางบก (ปาเลตวาในรัฐชิน) พื้นที่นี้ชุกชุมไปด้วยกองกำลังติดอาวุธ แต่กลุ่มที่เล็งเป้าโครงการของอินเดียคือกองทัพอาระกัน

29. ไม่น่าแปลกใจที่อินเดียจะพยายามย้ำแล้วย้ำอีกว่าจีนมีส่วนบ่อนทำลายเมียนมาด้วยการ “สนับสนุน” อาวุธให้กลุ่มอย่างกองทัพอาระกัน (ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าได้อาวุธจากจีนโดยตรงหรือลักลอบมาจากตลาดมืด) ความพัวพันของอินเดียกระมังที่ทำให้กองทัพอาระกันที่ใช้อาวุธจีนหันมาโจมตีโครงการของอินเดียในรัฐยะไข่เสียเลย

30. จีนจึงไม่ใช่แค่คน “ฉวยโอกาส” ผ่านการรัฐประหารในเมียนมา แต่เป็นผู้มีส่วนชี้ชะตาว่าเมียนมาจะมีสันติภาพระหว่างกองทัพกับชนกลุ่มน้อยได้เลยทีเดียว จึงไม่แปลกที่มินอ่องหล่ายจะมองจีนเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ยิ่งหากชาติตะวันตกคว่ำบาตรเมียนมาด้วยแล้ว เมียนมาจะเหลือหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งที่สุดคือจีน สิ่งเดียวที่จีนจะต้องทำก็คือทำให้กลุ่มติดอาวุธภายใต้อิทธิพลจีนต้องรามือเพื่อรักษาผลประโยชน์ของจีนในเมียนมา ภายใต้ยุคเผด็จการทหารครั้งใหม่

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Nyein CHAN NAING / POOL / AFP

หรือว่า อีลอน มัสก์ คือเทพแห่งตลาดหุ้นคนใหม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644412

วันที่ 03 ก.พ. 2564 เวลา 20:00 น.หรือว่า อีลอน มัสก์ คือเทพแห่งตลาดหุ้นคนใหม่?ไม่ว่า อีลอน มัสก์ จะพูดถึงบริษัทไหน หุ้นบริษัทนั้นเป็นต้องขึ้นทุกครั้ง

ถ้าเอ่ยชื่อ อีลอน มัสก์ เชื่อว่าน้อยคนที่จะไม่รู้จักผู้ชายที่รวยที่สุดในโลก เป็นทั้งเจ้าของบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเทสลา (Tesla) และผู้ก่อตั้งบริษัทด้านการขนส่งทางอวกาศสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) และด้วยความสำเร็จของทั้งเทสลาและสเปซเอ็กซ์ แถมบางคนยังสนใจเรื่องรถไฟฟ้าและจรวดของทั้งสองบริษัทนี้ด้วย จึงไม่แปลกที่มัสก์จะดูเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ในสายตาของคนทั่วไปและบรรดาแฟนคลับของเขา

และตอนนี้เขายังมีอีกตำแหน่งเพิ่มมานั่นคือ “รุ่นใหญ่แห่งวอลล์สตรีท” ที่มีพลังในการขับเคลื่อนตลาด สามารถทำให้มูลค่าหุ้นพุ่งกระฉูดด้วยคำเพียงไม่กี่คำ

ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนนี้ โดยเฉพาะเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา การทวีตผ่านบัญชี @elonmusk ของมัสก์ซึ่งมีผู้ติดตามเกือบ 45 ล้านคนเพิ่มมูลค่าหุ้นให้บริษัทหลายแห่ง ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน

ปรากฏของมัสก์เริ่มตั้งแต่เดือน ก.ค.ปีที่แล้ว การทวีตว่าความสำเร็จของสกุลเงินดิจิทัลที่เรียกว่า Dogecoin เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ทำให้หุ้นขึ้นถึง 14% และขึ้นอีก 20% ในเดือน ธ.ค. หลังมัสก์ทวีตสั้นๆ ว่า “One word: Doge” ซึ่งหมายถึง Dogecoin ทำให้บรรดาผู้ติดตามต่างตีความกันไปว่ามัสก์สนับสนุนเงินดิจิทัลนี้แล้วพากันไปลงทุนตาม

พอเริ่มเดือนแรกของปี 2021 เจ้าของเทสลาก็สร้างปรากฏการณ์ราคาหุ้นอีกครั้งไม่ว่าเจ้าตัวจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คราวนี้เป็นคิวของ Etsy บริษัทอีคอมเมิร์ซจำหน่ายงานฝีมือสัญชาติญี่ปุ่น เพียงแค่มัสก์ทวีตว่า “I kinda love Etsy” หรือ รัก Etsy จัง หลังจากที่เจ้าตัวช็อปหมวกขนแกะที่ถักด้วยมือให้สุนัขตัวโปรดเท่านั้นแหละ พอตลาดหุ้นเปิดในวันรุ่งขึ้น หุ้น Etsy เปิดบวกไปถึง 9%

ตามมาติดๆ กับ Shopify อีคอมเมิร์ซสัญชาติแคนาดาที่เพียงแค่มัสก์ตอบคอมเม้นต์ของผู้ใช้ทวิตเตอร์คนหนึ่งว่าซอฟท์แวร์ของบริษัทนี้ดีมากก็เพียงพอให้หุ้นของ Shopify ขยับขึ้น 3.5%   

ยังไม่หมดแค่นั้น มัสก์ยังทำให้หุ้นของบริษัทวิดีโอเกมที่ใหญ่ที่สุดของโปแลนด์อย่าง CD Projekt พุ่งขึ้นกว่า 40% ในเวลาเพียง 4 วัน ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2015 และมูลค่าการซื้อขายยังเพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่าของมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 3 เดือน

เกม Cyberpunk 2077 ของบริษัทที่เปิดตัวเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้วมีปัญหาขัดข้องบางประการจนทำให้บริษัท Sony Corp. ตัดสินใจถอดเกมนี้ออกจากร้าน PlayStation กะทันหัน หลังจากข่าวนี้แพร่ออกไปก็ทำให้หุ้นของ CD Projekt ร่วงทันที 20% อย่างเลี่ยงไม่ได้

ทว่าหลังจากมัสก์ทวีตว่ารถยนต์เทสลารุ่น Plaid Model S ของเขาสามารถเล่นเกม Cyberpunk 2077 ได้ และเกมนี้ยอดเยี่ยมมากก็ทำให้หุ้นพุ่งขึ้นมาเหมือนกับที่เคยเกิดกับหุ้นตัวอื่นๆ ที่เจ้าตัวเอ่ยถึง

ไม่เพียงแค่การทวีตข้อความของมัสก์เท่านั้นที่ส่งผลสะเทือนตลาดหุ้น แม้แต่การเปลี่ยนประวัติบนหน้าโปร์ไฟล์ทวิตเตอร์โดยเพิ่มคำว่า #bitcoin คำเดียวยังทำให้มูลค่าบิตคอยน์ทะยานขึ้น 20% หรือเพิ่มขึ้น 5,000 เหรียญสหรัฐ

และกรณีที่สร้างความฮือฮาล่าสุดคือ หุ้นของ GameStop ร้านจำหน่ายวิดีโอเกมชื่อดังของสหรัฐที่อยู่ในช่วงขาลงเพราะผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรม บรรดานักลงทุนต่างฟันธงว่าหุ้นของ GameStop นับวันจะมีแต่ดิ่งลงจนกลายเป็นหุ้นที่เกิดการชอร์ตเซลมากที่สุดตัวหนึ่ง

ทว่าหลังจากมัสก์ทวีตลิงค์ของกลุ่มย่อยที่คุยกันเรื่องหุ้น WallAtreetBets ในชุมชน Reddit ซึ่งอยู่เบื้องหลังการดันราคาหุ้น GameStop เพื่อไล่ดัดหลังนักเก็งกำไรรายใหญ่พุ่งขึ้นไม่หยุดนอกเหนือจากพลังของนักลงทุนรายเล็กที่ช่วยกันดันราคา จนหุ้นของ GameStop ทะยานขึ้น 1,700% ในเวลาไม่นาน

จากปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้ชาวชุมชน Reddit ที่ชื่นชมในตัวมัสก์พากันเรียกเขาว่า “Papa Musk” หรือป๊ะป๋ามัสก์

นอกจากนี้ เมื่อช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มัสก์ได้ทวีตข้อความเชิญชวนผู้ติดตามหันมาใช้งานแอปแชต Signal ซึ่งเป็นขององค์การไม่แสวงหาผลกำไรที่มีจุดเด่นในด้านความปลอดภัยจากข้อความแชตที่จะถูกเข้ารหัสไว้ ทำให้นักลงทุนพากันซื้อหุ้นของ Signal  แต่กลับมีนักลงทุนบางส่วนที่เข้าใจผิดหลงไปซื้อหุ้นของ Signal Advance ที่ชื่อคล้ายกัน แต่บริษัทนี้เป็นบริษัทด้านวิศวกรรมและไม่เกี่ยวข้องกับ Signal ที่มัสก์บอก จนราคาทะยานขึ้นไป 1,100% เรียกว่าได้อานิสงส์จากมัสก์ไปแบบงงๆ

อย่างไรก็ดี มัสก์ไม่ใช่คนแรกที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้น อัสวาธ ดาโมดารัน ศาสตราจารย์ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กเผยว่า การที่คนคนหนึ่งจะมีอิทธิพลกับหุ้นของบริษัทไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย ความเห็นของนายธนาคาร จอห์น เพียร์ปอนท์ มอร์แกน เมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว หรือของ ลี เอียคอคคา ของไครส์เลอร์ ก็มีพลังในการขับเคลื่อนตลาดทำนองเดียวกัน

เช่นเดียวกับความคิดเห็นของกูรูด้านการลงทุนอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ยังสร้างความฮือฮาให้กับนักลงทุนตลอดจนเขาได้รับฉายาว่า “เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา” ซึ่งโอมาฮาเป็นชื่อเมืองบ้านเกิดของบัฟเฟตต์

ด้วยเหตุนี้สำนักข่าวเอเอฟพีจึงตั้งคำถามว่า หรือว่า อีลอน มัสก์ จะเป็น “เทพพยากรณ์แห่งวอลสตรีท” คนใหม่

คริสโตเฟอร์ สมิธ ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียมองว่า มัสก์รู้จักศิลปะในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความตื่นเต้น

และเทคโนโลยีที่ว่าก็คือ ทวิตเตอร์ที่เจ้าตัวมักจะใช้แจ้งข่าวเกี่ยวกับบริษัทต่างๆ รวมทั้งของบริษัทตัวเอง แต่การทวีตก็เคยทำให้มัสก์มีปัญหากับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) เมื่อปี 2018 หลังจากเจ้าตัวทวีตว่าจะถอนเทสลาออกจากตลาดหุ้น แล้วเปิดระดมทุนจากเอกชนโดยจะขายหุ้นหุ้นละ 420 เหรียญสหรัฐ แม้ว่าบางคนจะมองเป็นเรื่องตลก แต่ก็มีนักลงทุนพากันไปซื้อหุ้นจนหุ้นเทสลาพุ่งขึ้น 11%

เหตุการณ์นี้ทำให้ SEC ลงดาบด้วยการปรับมัสก์และเทสลา 20 ล้านเหรียญสหรัฐ และมัสก์ต้องลาออกจากตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารของเทสลา

และอาจเพราะกลัวว่าจะมีปัญหากับ SEC อีกครั้งหรือเปล่า เพราะทวีตของเจ้าตัวยังสร้างแรงสั่นสะเทือนในตลาดหุ้นได้ไม่หยุด ล่าสุดมัสก์จึงเลือกที่จะใช้ทวิตเตอร์นั่นแหละประกาศว่า “Off Twitter for a while”

ขอพักจากโลกทวิตเตอร์สักพัก สั้นๆ ตามสไตล์

Photo by Britta Pedersen / POOL / AFP

ประชาธิปไตยไทยทรุด ดัชนีชี้วัดจัดอันดับไทยปี 2020 ร่วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644443

วันที่ 03 ก.พ. 2564 เวลา 19:00 น.ประชาธิปไตยไทยทรุด ดัชนีชี้วัดจัดอันดับไทยปี 2020 ร่วงคะแนนความเป็นประชาธิปไตยของไทยปี 20202 ลดลงจากปีก่อนหน้า

หน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ Economist Intelligence Unit (EIU) ของนิตยสารระดับโลก The Economist เผยแพร่ดัชนีประชาธิปไตยประจำปี 2020 โดยระบุว่าไทยได้คะแนนความเป็นประชาธิปไตย 6.04 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 อยู่ในอันดับที่ 73 เมื่อเทียบกันแล้วคะแนนของไทยลดลงจากปีก่อนหน้าที่ได้ 6.32 คะแนน

รายงานฉบับดังกล่าวจัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยแบบไม่สมบูรณ์ (Flawed democracy) ซึ่งอธิบายไว้ว่า ประเทศเหล่านี้มีการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม แต่อาจมีปัญหาบ้างเล็กน้อย เช่น เรื่องเสรีภาพของสื่อ ส่วนประชาชนมีเสรีภาพในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดีมีข้อด้อยในส่วนต่างๆ ของระบอบประชาธิปไตย เช่น หลักธรรมาภิบาล วัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือการมีส่วนร่วมประชาธิปไตยในระดับต่ำ”

ขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยแบบไม่สมบูรณ์ มีเพียงเมียนมา ลาว เวียดนาม กัมพูชา ที่อยู่ในกลุ่มประเทศอำนาจนิยม (Authoritarian regime)

และที่น่าสังเกตคือ สหรัฐประเทศต้นแบบประชาธิปไตยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยแบบไม่สมบูรณ์เช่นเดียวกับไทย แต่สหรัฐได้คะแนน7.92 มากกว่าไทย และอยู่ในอันดับที่ 25

ส่วนในภาพรวมทั่วโลกพบว่า การแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำให้เสรีภาพลดลงอย่างที่ไม่เคยเกดขึ้นมาก่อน เนื่องจากในปี 2020 มาตรการที่รัฐบาลใช้ในการจัดการกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่เกิดจากการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสทำให้เกิดการจำกัดเสรีภาพของประชาชนเป็นระยะเวลานาน 

ด้วยเหตุนี้คะแนนเฉลี่ยของทั้ง 167 ประเทศที่ทำการสำรวจจึงลดลงจาก 5.44 คะแนนในปีก่อนหน้าเหลือ 5.37 ในปี 2020 ซึ่งเป็นคะแนนเฉลี่ยที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่จัดทำดัชนีนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2006  

ขณะที่ประเทศในแถบยุโรปเหนือมีความเป็นประชาธิปไตยสูงที่สุดในโลก โดยนอร์เวย์อยู่ในอันดับ 1 (9.81 คะแนน) ตามด้วยไอซ์แลนด์ สวีเดน นิวซีแลนด์ และแคนาดา  

ทั้งนี้ ดัชนีประชาธิปไตยมีการจัดอันดับตั้งแต่ 0 ถึง 10 คะแนนใน 60 คำถาม โดยแบ่งเป็น 5 ประเภท ได้แก่ กระบวนการเลือกตั้งและพหุนิยม เสรีภาพพลเมือง การทำงานของรัฐบาล การมีส่วนร่วมทางการเมือง และวัฒนธรรมทางการเมือง และแบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับประชาธิปไตยสมบูรณ์ ระดับประชาธิปไตยบกพร่อง ระดับกึ่งอำนาจนิยม และระดับอำนาจนิยม

ฟ้องอองซานซูจีละเมิดกฎหมายนำเข้า-ส่งออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644459

วันที่ 03 ก.พ. 2564 เวลา 17:56 น.ฟ้องอองซานซูจีละเมิดกฎหมายนำเข้า-ส่งออกรัฐบาลเมียนมาฟ้องอองซานซูจีพร้อมอดีตประธานาธิบดีวิน มินต์

บลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างสื่อท้องถิ่นเมียนมา Mizzima News ว่าทางการเมียนมาฟ้องออง ซาน ซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา เพียงไม่กี่วันหลังถูกรัฐประหารในข้อหาละเมิดกฎหมายนำเข้าและส่งออก โดยข้อหาดังกล่าวอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดนานถึง 3 ปีหากถูกตัดสินว่ามีความผิด

ภายหลังโฆษกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของซูจีประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่า “เราได้รับข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่าศาลให้โทษจำคุก 14 วันตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ถึง 15 กุมภาพันธ์ต่อนางอองซานซูจีภายใต้ข้อหาละเมิดกฎหมายการนำเข้าและส่งออก”

ตามรายงานระบุว่าศาลกล่าวว่ามีการพบวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ อย่างน้อย 10 เครื่องที่นำเข้าอย่างผิดกฎหมายและใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาตในบ้านพักของเธอที่กรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของเมียนมา

สมาชิกคนหนึ่งของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของซูจียืนยันว่า ด้านอดีตประธานาธิบดีวิน มินต์ ถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายการจัดการภัยธรรมชาติซึ่งข้อหาดังกล่าวมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปีเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ซูจีเรียกร้องให้กลุ่มผู้สนับสนุนชองเธอออกมาต่อต้านการรัฐประหารโดยกองทัพเทียนมาที่เข้ายึดอำนาจโดยอ้างว่าพรรคของเธอชนะการเลือกตั้งมาอย่างไม่โปร่งใส

ขณะที่ประชาชนเองก็เริ่มออกมาประท้วงในหลายภาคส่วน อาทิ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์จากกว่า 70 โรงพยาบาลทั่วประเทศก็ประกาศหยุดงานและขู่ว่าจะปิดโรงพยาบาลทั่วประเทศ หรือกลุ่มประชาชนที่พร้อมใจกันบีบแตรรถเสียงดังสนั่นทั่วท้องถนนพร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่ยอมรับรัฐบาลทหารชุดนี้

Photo by RONNY HARTMANN / AFP

หมอ-คนดังเมียนมาชูสามนิ้วต้านรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644448

วันที่ 03 ก.พ. 2564 เวลา 17:00 น.หมอ-คนดังเมียนมาชูสามนิ้วต้านรัฐประหารบุคลากรทางการแพทย์และคนดังชาวเมียนมาร่วมแสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้วต่อต้านรัฐประหาร

บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศเมียนมารวมกันติดโบว์สีแดงซึ่งเป็นสีประจำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของออง ซาน ซูจี และชูสามนิ้วเพื่อประท้วงการรัฐประหาร

รวมถึงพากันนัดหยุดงานโดยแพทย์รายหนึ่งกล่าวต่อสำนักข่าวเอเอฟพีว่าพวกเขาไม่ต้องการทำงานภายใต้การปกครองของเผด็จการทหาร

ทั้งนี้ กลุ่มนักเคลื่อนไหวกำลังประกาศแคมเปญของพวกเขาผ่านทางเฟซบุ๊ก “Civil Disobedience Movement” ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดตามแล้วเกือบ 200,000 คน หลังเปิดตัวได้เพียง 1 วัน

ด้านนายแบบชื่อดังชาวเมียนมา “ไป่ ทาคน” ก็ร่วมโพสต์ภาพชูสามนิ้วแสดงจุดยืนด้วย โดยขณะนี้มียอดไลก์แล้วเกือบ 4 แสนครั้ง ท่ามกลางคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นอีกจำนวนมาก

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPaingTakhonFanPage%2Fposts%2F3123163147967809%3A0&width=500&show_text=true&height=533&appId

Photo by STR / AFP

ชาวเมียนมาเคาะกะละมังไล่เผด็จการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644445

วันที่ 03 ก.พ. 2564 เวลา 16:53 น.ชาวเมียนมาเคาะกะละมังไล่เผด็จการ ชาวเมียนมาเริ่มแสดงพลังเพื่อต่อต้านการยึดอำนาจของกองทัพกันแล้วด้วยวิธีการสันติ

ชาวเมียนมาร่วมกันเคาะหม้อรามชามไหไปจนถึงกะละมังและกล่องโลหะให้เกิดเสียงดังลั่นไปทั่วชุมนุมต่างๆ เพื่อแสดงพลังประท้วงการทำรัฐประหารของกองทัพ หลังจากที่มีการรณรงค์ทางโซเชียลมีเดียเพื่อให้ประชาชนร่วมกันต่อต้านการยึดอำนาจด้วยวิธีการนี้ โดยในภาพเป็นการแสดงพลังด้านเผด็จการของชาวเมียนมาในเมืองย่างกุ้งเมื่อค่ำวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2020

(ภาพโดย STR / AFP)

ทั้งนี้ มีผู้บันทึกภาพและเสียงของเหตุการณ์นี้ไว้และเผยแพร่ทางทวิตเตอร์

Yangon is banging devils out. People in downtown Yangon banging pots and honking to against the coup. #Myanmarcoup pic.twitter.com/j2fSl5PxYn— Aung Naing Soe (@AungNaingSoeAns) February 2, 2021

ขณะนี้ยังไม่มีการกวาดล้างผู้ต่อต้านการทำรัฐประหารอย่างขนาดใหญ่ แต่กองทัพยังคงการจัดกำลังพลติดอาวุธมีให้เห็นบนท้องถนนในเมืองมั ณฑะเลย์เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2020 มีรายงานว่ามีการปล่อยตัวผู้ที่ถูกกองทัพจับกุมมาแล้ว 400 คน แต่อองซานซูจีและแกนนำพรรค NLD ยังคงถูกควบคุมตัวในบ้านพัก (ภาพโดย STR / AFP)