เร่งไขคดีฆาตกรรมหญิงไทย ตำรวจลอนดอนตามล่าหาชายเปลือยกาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644421

วันที่ 03 ก.พ. 2564 เวลา 16:24 น.เร่งไขคดีฆาตกรรมหญิงไทย ตำรวจลอนดอนตามล่าหาชายเปลือยกายเจ้าหน้าที่ตำรวจในสหราชอาณาจักรเร่งสอบหลังพบหญิงไทยเสียชีวิตในลอนดอน เชื่อเกี่ยวข้องกับชายเปลือยกาย

เว็บไซต์ข่าวสหราชอาณาจักรเดลีเมลรายงานว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสหราชอาณาจักรกำลังเร่งไขคดีและขอความร่วมมือจากประชาชนร่วมกันให้เบาะแสกรณีหญิงไทยรายหนึ่งเสียชีวิตในกรุงลอนดอน

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจพบหญิงไทยเสียชีวิตอยู่ในที่พักแห่งหนึ่งในถนนเอลเลน ย่านไวต์ชาเปล กรุงลอนดอน ในช่วงเช้าวันที่ 24 มกราคม โดยมีร่องรอยบาดเจ็บบริเวณคอและศีรษะ

ขณะที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่ามีชายคนหนึ่งกำลังเดินเปลือยกายในพื้นที่เดียวกัน ช่วงเวลาประมาณ 4.00 น. ถึง 9.00 น. ในเช้าวันที่เกิดเหตุ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวและขอความร่วมมือประชาชนผู้พบเห็นชายคนดังกล่าวหรือพบเสื้อผ้าถูกทิ้งไว้บริเวณที่เกิดเหตุร่วมกันให้เบาะแสเพิ่มเติม

ตามเอกสารระบุว่าหญิงไทยรายนี้ชื่อ “Tiparat Argatu” อายุ 43 ปี ย้ายไปอาศัยอยู่ในลอนดอนกับสามีเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว

ทั้งนี้ ตำรวจได้จับกุมเดวิด เชอเรส วัย 19 ปี และตั้งข้อหาฆาตกรรมหลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีเนื่องจากคาดว่ารู้จักกับผู้ตาย โดยชายรายนี้ได้ปราปฏตัวต่อศาลเมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมาและมีกำหนดนัดไต่สวนครั้งต่อไปในวันที่ 16 เมษายน

ในช่วงเร็วๆ นี้ก็ยังมีคนไทยถูกทำร้ายจนเสียชีวิตอีก 1 รายที่ซานฟรานซิสโก ลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นชายชราวัย 84 ปี ถูกผลักล้มกระแทกพื้นจนอาการสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุมาจากพฤติกรรมเหยียดชาวเอเชีย

Photo by Ben STANSALL / AFP

รู้จัก ‘แอนดี แจสซี’ ซีอีโอคนใหม่แอมะซอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644405

วันที่ 03 ก.พ. 2564 เวลา 14:30 น.รู้จัก 'แอนดี แจสซี' ซีอีโอคนใหม่แอมะซอนทำความรู้จักแอนดี แจสซี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเงาของ เจฟฟ์ เบซอส

1. เจฟฟ์ เบซอส ซีอีโอแอมะซอน (Amazon) บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ร่อนจดหมายถึงพนักงานว่าเขาจะสละเก้าอี้ให้กับ แอนดี แจสซี ว่าที่ซีอีโอคนต่อไป เพื่อแบ่งเวลาไปโฟกัสกับธุรกิจอื่นๆ ในมือ

2. แอนดี แจสซี วัย 53 ปี เติบโตในครอบครัวนักธุรกิจ และจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมจากโรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ด (Harvard Business School) ก่อนที่จะเริ่มทำงานที่แอมะซอนในปี 1997 ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด

3. ในตอนแรกแอมะซอนเป็นก่อตั้งขึ้นเพื่อขายหนังสือทางช่องทางออนไลน์ แลแจสซีมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้บริษัททำธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือจากการขายหนังสือออนไลน์

4. แจสซีได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยด้านเทคนิคคนแรกของเบซอส และเป็นผู้ก่อตั้งบริการประมวลผลบนระบบคลาวด์ของแอมะซอน (Amazon Web Services : AWS) ในปี 2003 จนกระทั่งปี 2016 เขาได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้าหน้าที่บริหารของ AWS

5. แจสซีเป็นคนมุ่งมั่นตั้งใจทำงานจนได้รับความไว้วางใจจากเบซอสให้สืบทอดตำแหน่งซีอีโอของบริษัทคนต่อไป “แอนดีเป็นที่รู้จักกันดีในบริษัทและเขาจะเป็นผู้นำที่โดดเด่นและมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม” เบซอสกล่าว

6. ทัศนคติในการยอมรับการเปลี่ยนแปลงของเขาทำให้เขาเป็นที่ชื่นชอบของบริษัท อีกทั้งยังเป็นคนกล้าคิดกล้าทำ โดยแจสซีกล่าวในที่ประชุมบริษัทเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า “คุณต้องเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นและไม่หยุดยั้ง คุณต้องรู้ว่าอะไรได้ผลและอะไรไม่ได้ผล”

โดยอ้างถึงการตัดสินใจของเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ในการยกเลิกธุรกิจให้เช่าดีวีดีและหันมาให้บริการแบบสตรีมมิ่ง “มันยากที่จะทำให้ธุรกิจยั่งยืนยาวนาน คุณต้องรู้จักปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ และการแพร่ระบาดของโควิด-19 กระตุ้นให้ธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบคลาวด์” แจสซีกล่าว

7. เพื่อนร่วมงานพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแจสซีมีความคล้ายกับเบซอสอย่างไม่น่าเชื่อ จนเรียกได้ว่าเป็น “เงา” ของเบซอส นอกจากนี้สิ่งที่โดดเด่นในตัวแจสซีคือความแม่นยำ และจดจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จากการประชุมที่ผ่านมาได้

8. หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของเขาในฐานะเจ้าหน้าที่บริหารของ AWS คือการสูญเสียสัญญาบริการระบบคลาวด์คิมพิวติ้งของเพนตากอนมูลค่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐให้กับไมโครซอฟท์ โดยแจสซีออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาเชื่อว่ามีการแทรกแซงทางการเมืองโดยรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ และตัดสินใจยื่นฟ้องเพนตากอน

9. นอกจากแอมะซอนแล้วแจสซียังเป็นแฟนกีฬาตัวยง และเป็นหุ้นส่วนแฟรนไชส์ลีกฮอกกี้แห่งชาติซีแอตเทิล “Kraken” ซึ่งจะเข้าร่วมลีกในฤดูกาลปี 2021-2022 อีกด้วย

เจาะเบื้องหลัง เจฟฟ์ เบซอส ทิ้งเก้าอี้ Amazon #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644378

วันที่ 03 ก.พ. 2564 เวลา 13:10 น.เจาะเบื้องหลัง เจฟฟ์ เบซอส ทิ้งเก้าอี้ Amazonเจฟฟ์ เบซอส สละเก้าอี้ซีอีโอ พร้อมเผยความในใจต่อพนักงานและแอมะซอน

เจฟฟ์ เบซอส ซีอีโอและผู้ก่อตั้งแอมะซอน (Amazon) บริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่สัญชาติอเมริกันกำลังจพก้าวลงจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป โดยจะส่งมอบตำแหน่งให้กับแอนดี แจสซี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่บริหารด้านเว็บไซต์เข้ามาดำรงตำแหน่งซีอีโอต่อไป

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกา

เบซอสเขียนจดหมายถึงพนักงานว่าการก้าวลงจากเก้าอี้จะทำให้เขามีเวลาและพลังงานในการโฟกัสกับธุรกิจอื่นๆ ของเขามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเดย์ 1, กองทุนเบซอสเพื่อโลก, บลูออริจิน และหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ รวมถึงความสนใจในเรื่องอื่นๆ ของเขา เนื่องจากการเป็นซีอีโอของแอมะซอนต้องแบกรับความรับผิดชอบที่หนักมาก และมันยากที่จะเอาเวลาไปให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นๆ

“ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะประกาศว่าในไตรมาสที่ 3 ผมจะเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารของแอมะซอน และแอนดี แจสซี จะขึ้นมาเป็นซีอีโอแทน แอนดีเป็นที่รู้จักกันดีในบริษัทและเขาจะเป็นผู้นำที่โดดเด่นและมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม

การเดินทางของผมเริ่มขึ้นมา 27 ปีแล้ว ตั้งแต่แอมะซอนเป็นเพียงบริษัทโนเนม จนกระทั่งวันนี้เราสามารถจ้างงานได้ถึง 1.3 ล้านคน ให้บริการลูกค้าและธุรกิจอีกหลายร้อยล้านคน และได้รับการยอมรับเป็นหนึ่งในบริษัทที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก” เบซอสกล่าวในส่วนหนึ่งของจดหมาย

ด้าน ไบรอัน ไอลซาฟสกี ประธานฝ่ายการเงินย้ำว่าเบซอสยังไม่ได้จากไปไหน และจะยังคงมีบทบาทสำคัญในบริษัทแอมะซอน

อย่างไรก็ตามข่าวดังกล่าวไม่ได้ส่งผลต่อผลประกอบการของแอมะซอนแต่อย่างใด โดยรายงานล่าสุดยังพบว่าแอมะซอนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงยอดขายสุทธิเพิ่มขึ้น 38% จากปี 2019 ซึ่งทำให้บริษัทมีรายได้สุทธิ 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งคิดเป็นเกือบสองเท่าจากปีก่อน และเหมือนว่านักลงทุนจะไม่ได้ตื่นตกใจสังเกตได้จากการที่ราคาหุ้นของแอมะซอนเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5% หลังการประกาศสละตำแหน่งของเบซอส

Photo by Mandel Ngan / AFP

เมียนมาตามรอยไทย-ฮ่องกงแห่โหลดแอปแชทไม่ง้อเน็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644380

วันที่ 03 ก.พ. 2564 เวลา 11:37 น.เมียนมาตามรอยไทย-ฮ่องกงแห่โหลดแอปแชทไม่ง้อเน็ตชาวเมียนมากว่า 6 แสนคนหันไปดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Bridgefy เพื่อสื่อสารกันแบบออฟไลน์เมื่อถูกตัดอินเทอร์เน็ต

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่าชาวเมียนมากว่า 6 แสนคนหันไปดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Bridgefy เพื่อส่งข้อความออฟไลน์หลังกองทัพทำการรัฐประหารและตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ของประเทศรวมถึงในเมืองย่างกุ้งและเนปิดอว์

สตาร์ทอัพในเม็กซิโกเจ้าของแอปพลิเคชัน Bridgefy โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์หลังทราบเรื่องดังกล่าวระบุว่า “หวังว่าชาวเมียนมาจะพบว่าแอปพลิเคชันนี้มีประโยชน์ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก” ซึ่งแอปพลิเคชันดังกล่าวเคยในรับความนิยมในประเทศไทยและฮ่องกงช่วงที่เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลเช่นกัน

แม้ว่าสัญญาณจะได้รับการกู้คืนแล้วในวันจันทร์ที่ผ่านมาแต่กลุ่มนักเคลื่อนไหวในเมียนมาออกมาสนับสนุนให้ดาวน์โหลด Bridgefy เพื่อใช้สื่อสารกันหากมีการตัดสัญญาณอีกครั้ง

ทั้งนี้ Bridgefy ได้รับการสนับสนุนโดยบิซ สโตน ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์ เป็นแอปพลิเคชันสำหรับส่งข้อความโดยใช้บลูทูธ ซึ่งผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้แอปพลิเคชันดังกล่าวได้รับความนิยมโดยเฉพาะในกรณีที่มีข้อจำกัดบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ต ซึ่งคล้ายคลึงกับแอปพลิเคชัน Firechat ที่ถูกใช้ขณะเกิดการประท้วงในอิหร่านและอิรัก

Photo by Sai Aung Main / AFP

ถึงเวลาแมงเม่าเข้ากองไฟ? เฮดจ์ฟันด์ตลบหลัง GameStop #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644338

วันที่ 03 ก.พ. 2564 เวลา 09:35 น.ถึงเวลาแมงเม่าเข้ากองไฟ? เฮดจ์ฟันด์ตลบหลัง GameStop แต่ว่าใครเป็นคนปั่นการลงทุนที่นำโดยนักลงทุนรายย่อยสมาชิกในฟอรัมของ Reddit?

หลังจากกองทัพนักลงทุนรายย่อย หรือ “แมงเม่า” ที่ทรงพลังเข้าไปลงทุนใน GameStop จนทำให้นักลงทุนเฮดจ์ฟันด์หงายหลังกันไปตามๆ กัน ล่าสุด พวกเขายังไม่หยุดอยู่แค่นั้น มีรายงานว่ากองทัพนักลงทุนเหล่านี้หมายตาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเช่นแร่เงิน (Silver) จนก่อนหน้านี้ราคาแร่เงินพุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 8 ปี ก่อนที่ราคาจะลดลง

คาดว่านักลงทุนเหล่านี้เป็นกลุ่มสมาชิกของโซเชียลมีเดีย Reddit ที่เป็นตัวการทำให้เกิดปรากฎการณ์ GameStop ก่อนหน้านี้ โดยก่อนที่ราคาแร่เงินจะพุ่งขึ้นมา มีผู้เขียนโพสต์ใน Reddit จำนวน 2 โพสต์ที่ทำให้กองทัพแมงเม่าแห่กันไปลงทุนในกองทุน iShares Silver Trust เพื่อทำการชอร์ตเซล

แต่เรื่องนี้มีกลิ่นแปลกๆ สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าผู้ใช้ Reddit บางคนคาดเดาว่าสมาชิกที่อยู่เบื้องหลังโพสต์ปั่นอาจเพียงแค่พยายามเล่นเกมในตลาด ส่วนคนอื่นๆ สงสัยว่าผู้โพสต์อาจเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการแทรกซึมของเฮดจ์ฟันด์ที่เข้ามาปั่นในฟอรัม WallStreetBets ซึ่งเป็นห้องสนทนานักลงทุนและเป็นแหล่งชุมนุมของ “แมงเม่า Reddit” ที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์สะเทือนตลาดทุน

ข้อสงสัยยังมาจากรายงานของสถานีโทรทัศน์ CBS ว่าผู้ดูแลฟอรัม WallStreetBets ได้ตรวจพบ “กิจกรรมบอท” จำนวนมากในช่วงเวลาเร็วๆ นี้ และผู้ดูแลฟอรัมกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อลบโพสต์ที่สร้างโดยคอมพิวเตอร์

จากความสงสัยเรื่องนี้ ไท่ หว่อง ผู้อำนวยการฝ่ายการค้าโลหะของ BMO Capital Markets กล่าวกับ Bloomberg ว่าเขาคิดว่ากองทัพ Reddit นั่นเองที่ทำให้เกิดการลงทุนที่แรงผิดปกติ แต่เขาสงสัยเล็กน้อยว่าอาจมีผู้สมคบคิดวางแผนอะไรลึกๆ อยู่เบื้องหลัง และหากเป็นการวางแผนปั่นโดยเฮดจ์ฟันด์ (ซึ่งอาจจะฉวยโอาสนี้สวนกลับ Reddit ที่ถล่มพวกเขาจนเละ) ก็จะเป็นคำอธิบายที่เข้าทางว่าเฮดจ์ฟันด์เป็นพวกนักเก็งกำไรที่ชั่วร้าย

กระแสการลงทุนแร่เงินเริ่มเมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากแร่เงินพุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 8 ปีราคาก็ผ่อยคลายลงมา และเริ่มมีเสียงเตือนให้ระวังการลงทุนเพราะกระแสขาขึ้นอาจจะอยู่ไม่ยืด ซึ่งก็เป็นอย่านั้นจริงๆ เมื่อราคาแร่เงินลดลงกว่า 5% ในดัชนี Comex เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ส่วนราคาหุ้นของ GameStop ลดลงรวมแล้ว 31%

ส่งผลให้นายหน้าออนไลน์รวมถึงแอพซื้อขายหุ้น Robinhood ต้องออกข้อจำกัดในการซื้อขายเนื่องจากความกังวลในความผันผวนของตลาดทำให้เกิดเสียงโวยวายอย่างรุนแรงในหมู่นักลงทุนรายย่อย

เกวิน เว็นดต์ นักวิเคราะห์ทรัพยากรอาวุโสจาก MineLife Pty ชี้ว่ากระแสตีกลับนี้ไม่น่าแปลกใจเพราะราคาที่สูงขึ้นเนื่องจากการขับเคลื่อนโดยโซเชียลมีเดียและทฤษฎีสมคบคิดนั้นมักจะไม่ยั่งยืน

หลังจากที่ก่อนหน้านี้นักลงทุนจากทั่วโลกแห่แหนกันมาลงทุนกับ GameStop อาทินักลงทุนชาวเกาหลีก็ได้แห่ซื้อหุ้นรวม 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนมกราคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นตัวเลขที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 โดยเป็นการลงทุนใน GameStop ไปแล้วประมาณ 557 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยโกฮุน ควอน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Goldman Sachs ประจำภูมิภาคเอเชียกล่าวในบันทึกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่าหุ้นสหรัฐคิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของนักลงทุนรายย่อยชาวเกาหลี ด้วยกำลังการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างหนักท่ามกลางการปรับตัวขึ้นของหุ้นทั่วโลกในช่วงปลายปี 2020 แต่ความผันผวนอาจทำให้ 1 ใน 3 ของหุ้นในมือของพวกเขากลายเป็นสีแดง

ทั้งนี้ หน่วยงานกำกับดูแลในกรุงโซลได้ออกมาเตือนกลุ่มนักลงทุนรายย่อยก่อนหน้านี้แล้วว่าให้ระมัดระวังการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่ลงทุนโดยประมาท

รวมถึงหน่วยงานในสิงคโปร์ก็กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบถึงการซื้อขายที่ผิดปกติ และเตือนนักลงทุนถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการซื้อขายทางโซเชียลมีเดียรวมถึงกลุ่มแชท

โดยเตือนประชาชนให้ระมัดระวังบุคคลที่อาจแสวงหาผลประโยชน์โดยการดำเนินกิจกรรมซื้อขายหุ้นอย่างไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (SFA)

พร้อมเสริมว่าการกระทำใดๆ ที่จงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดลักษณะที่เป็นเท็จหรือทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับการซื้อขายหรือราคาของหลักทรัพย์เป็นสิ่งต้องห้ามภายใต้ SFA

ด้านสมาชิกรัฐสภาสหรัฐก็ได้เรียกร้องให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับนักลงทุนรายย่อย อาทิ บริษัทที่ให้บริการซื้อขายหุ้นโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม และการสร้างกระแสบนโซเชียลมีเดียซึ่งส่งผลให้มีปริมาณเงินหมุนเวียนสูงผิดปกติ

ฮีโร่ในวันนั้นกลายเป็นนางมารร้ายในวันนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644324

วันที่ 02 ก.พ. 2564 เวลา 18:34 น.ฮีโร่ในวันนั้นกลายเป็นนางมารร้ายในวันนี้ครั้งหนึ่งอองซานซูจีเคยถูกยกให้เป็นฮีโร่ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่ในวันที่เธอถูกทหารควบคุมตัวอีกครั้งกลับไม่หลงเหลือความสงสารเห็นใจเลย เพราะการเพิกเฉยต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา  

อองซานซูจีใช้เวลาหลายทศวรรษในการเรียกร้องประชาธิปไตยให้กับเมียนมาที่ถูกปกครองโดยกองทัพมายาวนาน ระหว่างนี้ตัวเธอเองถูกทหารควบคุมตัวไว้ในบ้านพักรวมกันนานถึง 15 ปีในฐานะนักโทษทางการเมืองในช่วงระยะเวลา 20 ปี ตั้งแต่ปี 1990-2010

การต่อสู้ของอองซานซูจีทำให้เธอมีชื่อเสียงไปทั่วโลก และยังเป็นแรงบันดาลใจในการเรียกร้องความยุติธรรมและต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษชนเป็นวงกว้าง จนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1991 ในขณะที่ยังถูกคุมขังอยู่ภายในบ้านพักชานเมืองย่างกุ้ง และยังถูกยกย่องว่าเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของพลังของผู้ที่ไร้อำนาจ และในเมียนมาเองเธอยังมีสถานะของ “มารดาแห่งประชาธิปไตยสมัยใหม่ของเมียนมา”

ทว่า ชื่อเสียงของอองซานซูจีเริ่มมีมลทินหลังจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2015 เนื่องจากท่าทีนิ่งเฉยของอองซานซูจีในฐานะมุขมนตรีแห่งเมียนมาต่อการกวาดล้างชาวมุสลิมโรฮีนจาอย่างหนักของกองทัพ ซึ่งส่งผลให้ชาวโรฮีนจากว่า 740,000 คนต้องลี้ภัยไปยังบังกลาเทศ

อองซานซูจีปฏิเสธมาตลอดว่าความป่าเถื่อนที่กองทัพเมียนมาทำกับชาวโรฮีนจา ทั้งการฆ่า ทรมาน ข่มขืน เผาหมู่บ้านในรัฐยะไข่จนราบเป็นหน้ากลองเป็นเรื่องเข้าใจผิด ทำให้เธอถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ทว่าจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ภาพลักษณ์ความเป็นฮีโร่ของซูจีไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปในสายตาชาวโลกคือ การที่เธอเป็นตัวแทนเมียนมาในการขึ้นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ต้jอสู้คดีที่กล่าวหาว่ากองทัพเมียนมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาเมื่อปี 2017

แม้จะมีหลักฐานชัดเจนว่ากองทัพเมียนมาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮีนจา แต่ระหว่างขึ้นศาลอองซานซูจีก็ยังปฏิเสธหัวชนฝาว่าทหารที่ครั้งหนึ่งเคยจับเธอขังไว้ในบ้านไม่ได้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เป็นเพียงการตอบโต้ที่เหมาะสมต่อความไม่สงบภายในประเทศที่จุดชนวนขึ้นจากกลุ่มติดอาวุธชาวโรฮีนจาที่โจมตีป้อมของทางการก่อน โดยไม่มีการเอ่ยถึงการข่มขืนชาวโรฮีนจาแต่อย่างใด

หลังการขึ้นศาลจึงเกิดการเรียกร้องให้ยึดรางวัลโนเบล (แต่ทางผู้ให้รางวัลแจ้งว่าไม่สามารถยึดคืนได้ เนื่องจากกฎไม่ได้ระบุไว้) ตามมาด้วยเสียงวิจารณ์หนาหูขึ้น รวมทั้งจากบาทหลวง เดสมอนด์ ตูตู ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเช่นกันว่า “หากราคาทางการเมืองจากการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในเมียนมาคือความเงียบของคุณ ราคานี้คงสูงมาก”

ต่อมาสภาท้องถิ่นเมืองออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษยังมีมติยึดคืนรางวัลเสีภาพแห่งเมืองออกซ์ฟอร์ดคืนจากอองซานซูจี เนื่องจากไม่พอใจท่าทีของเธอต่อการกดขี่ชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ และบ็อบ เกลดอฟ นักร้อง นักดนตรี และนักเคลื่อนไหวชาวไอริชได้คืนรางวัลเสรีภาพแห่งเมืองดับลินเพื่อประท้วงท่าทีของอองซานซูจี  เพราะเธอก็ได้รับรางวัลนี้เช่นกัน ทำให้ต่อมาสภาเมืองดับลินมีมติถอดถอนรางวัลนี้จากอองซานซูจีในที่สุด

นอกจากนี้ หลังจากอองซานซูจีถูกทหารเมียนมาควบคุมตัวอีกครั้งหลังจากการก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา เสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีโรฮีนจาก็กลับมาหลอกหลอนเธออีกครั้ง อาทิ ในเฟซบุ๊คของสำนักข่าวรอยเตอร์สที่รายงานข่าวดังกล่าว

เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊คที่ใช้ชื่อว่า Sandra Edobor บอกว่า “พาดหัวของคุณควรเปลี่ยนเป็นผู้หญิงที่ใครๆ มองว่าเป็นนักบุญกลายเป็นปีศาจสำหรับชาวโรฮีนจา ขอให้หล่อนเน่าตายในคุกหรืออะไรก็ตามแต่ที่พวกเขาจัดการกับหล่อน”

ส่วน Sanjay Rah บอกว่า “เธอไม่ควรได้รับความสงสารเห็นใจใดๆ เพราะเธอต้องรับผิดชอบกับชะตากรรมของชาวโรฮีนจาด้วย”

Tima Starr บอกว่า “ดี ขอให้เธอถูกทรมานเหมือนกับที่เธอก่ออาชญากรรมกับมนุษยชาตินะ”

Mahmoud Ali คอมเม้นต์ว่า “หวังว่าเธอจะได้รับรู้รสชาติของความเจ็บปวดที่เธอทำไว้กับมุสลิมโรฮีนจานะ”

Arman Saify บอกว่า “อย่าลืมว่าตอนอยู่ในอำนาจ เธอไม่แม้แต่จะยกนิ้วเพื่อหยุดยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา นั่นคือการตอบแทนที่ร่วมมือกับนายพลที่คอร์รัปชั่นและเป็นฆาตกร”

Simon Knowles Winnard บอกว่า “เธอนำพาประชาธิปไตยมาด้วยวิธีการเดียวกับที่รัสเซียนำพาการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมมา เธอมันขยะในร่างมนุษย์ เธอเป็นอาชญากรสงครามกับสิ่งที่ทำไว้กับชาวโรฮีนจา เธอไม่เคยแม้แต่จะควบคุมกองทัพ เธอขอร้องให้ยูเอ็นเข้ามาช่วยควบคุมสถานการณ์ได้หลายครั้งแต่ก็ไม่ทำ เธอปฏิเสธว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอยู่ในคุกใหม่ให้สนุกนะ”

Wagdy Mansour บอกว่า “ก็สมควรแล้วแหละหลังจากที่ได้เห็นหนึ่งในการสังหารหมู่ที่เขย่าขวัญที่สุดในยุคสมัยใหม่ คนได้รางวัลโนเบลไม่เกี่ยวข้องกับสันติภาพอยู่ละ และมันน่าผิดหวังที่เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลนี้และยังได้รางวัลด้วย แต่ก็นั่นแหละ คณะกรรมการโนเบลมอบรางวัลเดียวกันนี้ให้นายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย แม้ว่าเขาจะพยายามขัดขวางสันติภาพในแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือก็ตาม โลกกับบรรดาสถาบันต่างๆ จริงๆ แล้วก็เป็นแค่เรื่องตลกนั่นแหละ”

Faheem Nazeem  คอมเม้นต์ว่า “ครั้งหนึ่งผมเคยเขียนคำร้องให้ปล่อยตัวเธอครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ตอนนี้ไม่รู้สึกสงสารซูจีที่เป็นปากเสียงต่อสู่เรื่องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ให้ทหารเลย นี่คือยาขมที่ต้องกลืนสำหรับเจ้าของรางวัลโนเบลที่ก่ออาชญากรรมกับมนุษยชาติ”

ส่วนในเฟซบุ๊คของสำนักข่าวบีบีซีก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน อาทิ Olungboyega Olausanya บอกว่า “ผมคิดว่าเธอสมควรได้รับมันแล้ว การเป็นผู้ร่วมรู้เห็นต่อกรณีของชาวโรฮีนจาของเธอทำให้ผมไม่ค่อยโอเค มันน่าตกใจมากที่ได้รู้ว่าคนพวกนั้นต้องผ่านอะไรมาบ้าง และยังต้องเจอกับอะไรอยู่ในตอนนี้ที่โรคกำลังระบาด”

Kamil Abdul-Rahaman บอกว่า “ถูกกักตัวยังดีกว่าถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เธอเป็นหนึ่งในคนที่ปฏิเสธว่าไม่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา”

Faisal Akhtar บอกว่า “สมควรละ เธอเสียเครดิตไปตั้งแต่ที่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจาทั้งๆ ที่มันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเธอแล้ว กงกรรมกงเวียนจ้ะที่รัก”

Photo by Christophe ARCHAMBAULT / AFP

สื่อทางการจีนชี้ เมียนมาแค่เปลี่ยน ครม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644322

วันที่ 02 ก.พ. 2564 เวลา 16:31 น.สื่อทางการจีนชี้ เมียนมาแค่เปลี่ยน ครม.สื่อของรัฐจีนระบุรัฐประหารเมียนมาเป็นเพียง ‘การสับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี’

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าสื่อของจีนที่ใช้ถ้อยคำสละสลวยเพื่อหลีกเลี่ยงการเรียกรัฐประหารในประเทศเมียนมา โดยระบุว่าการยึดอำนาจทางทหารในเมียนมาและการควบคุมตัวอองซานซูจีถือเป็นการ “สับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่”

ขณะที่ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยทั่วโลกโจมตีกองทัพพม่า แต่ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนใช้แนวทางที่นุ่มนวลโดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในเมียนมา “แก้ไขปัญหาความแตกต่าง” และสำนักข่าวซินหัวของทางการจีนระบุว่าการที่กองทัพแทนเข้าที่รัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งหลังการรัฐประหาร ถือเป็นการ “สับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่”

ขณะเดียวกัน Global Times สื่อภาษาอังกฤษของทางการจีนเช่นกันอ้างคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เปิดเผยชื่อว่าการยึดอำนาจของนายพลในเมียนมาอาจพิจารณาได้ว่าเป็น “การปรับโครงสร้างอำนาจที่ผิดปกติของประเทศ”

Global Times ยังใช้โอกาสนี้ในการแสดงความคิดเห็นโยงไปถึงอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ โดยระบุว่า “ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่า … ทรัมป์ซึ่งปฏิเสธที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งและมีรายงานว่าได้ปลุกระดมให้เกิดการจลาจลของสภาคองเกรส อาจเป็นแรงบันดาลใจของทหารเมียนมา”

ที่ผ่านมารัฐบาลจีนปฏิเสธที่จะวิจารณ์เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยชี้ว่าเป็นการแทรกแซง “กิจการภายใน” แม้ว่ากรณีนั้นๆ จะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตาม และทางการจีนมีจุดยืนที่เป็นกลางเช่นเดียวกันกับการต่างประเทศ

ทั้งนี้ เมียนมายังเป็นส่วนสำคัญของการริเริ่มโครงสร้างพื้นฐาน Belt and Road ที่ผลักดันโดยรัฐบาลจีน

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเดินทางเยือนประเทศเมียนมาเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้วและสัญญาว่าจะสนับสนุนรัฐบาลเมียนมาในเส้นทางการพัฒนาที่ “เหมาะสมกับเงื่อนไขของเมียนมาเอง” ซึ่งคำพูดนี้สะท้อนว่าจีนไม่แทรกแซงกิจการภายในเมียนมา โดยปล่อยให้เมียนมาทำตามที่พิจารณาว่าเหมาสมกับตน

ขณะที่ไบเดนเรียกร้องให้มีการฟื้นฟูประชาธิปไตยในเมียนมาโดยเร็ว ส่วนอันโตนิโอ กูเตร์เรสเลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงสหภาพยุโรปและออสเตรเลียต่างร่วมประณามการรัฐประหาร

กองทัพเมียนมาแสดงความชอบธรรมในการยึดอำนาจโดยกล่าวหาว่ามีการฉ้อโกงอย่างกว้างขวางในการเลือกตั้งที่จัดขึ้นเมื่อ 3 เดือนก่อนซึ่งพรรค NLD ของอองซานซูจีชนะอย่างถล่มทลาย หลังจากนั้นได้กำหนดภาวะฉุกเฉินเป็นเวลาหนึ่งปีและอ้างว่าจะจัดการเลือกตั้งใหม่

Photo by Ye Aung THU / AFP

แจ็ค หม่าไม่พึงปรารถนา? สื่อของรัฐไม่เอ่ยชื่อในกลุ่มเศรษฐีคนดัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644303

วันที่ 02 ก.พ. 2564 เวลา 15:00 น.แจ็ค หม่าไม่พึงปรารถนา? สื่อของรัฐไม่เอ่ยชื่อในกลุ่มเศรษฐีคนดัง ผู้ก่อตั้ง Alibaba อาจจะถูกกีดกันจากทางการจีน หลังจากที่ไม่มีชื่อของเขาในฐานะนักธุรกิจชั้นนำของประเทศในสื่อสำคัญทางธุรกิจ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าแจ็ค หม่าไม่อยู่ในรายชื่อของผู้ประกอบการของจีนผู้ยิ่งใหญ่ที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐเมื่อวันอังคาร ยิ่งตอกย้ำว่าเขาอาจะถูกทางการจีนหมายหัวเข้าแล้วจริงๆ แม้ว่าจะเพิ่งปรากฎตัวอีกครั้งหลังจากเกือบ 3 เดือนที่เขาไปพร้อมๆ กับที่ทางการจีนสืบสวนการผูกขาดทางธุรกิจของบริษัท Alibaba และสั่งขวางการขายหุ้นครั้งแรกของ Ant Group

แต่ไหนแต่ไรมาแจ็ค หม่าจะได้รับการยกย่องในประเทศจีนในฐานะที่สร้างบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ แต่คราวนี้่เขาไม่ได้ปรากฎชื่อในบทความแสดงทัศนะในหน้าแรกของเว็บไซต์ข่าวของตลาดหลักทรัพย์ Shanghai Securities News

โดยบทความนี้ยกย่องความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีโดยเอ่ยถึงนักธุรกิจคนสำคัญอื่นๆ รวมถึงโพนี่ หม่า แห่ง Tencent Holdings Ltd. ผู้เป็นคู่ปรับของแจ็ค หม่า ซึ่งถูกเอ่ยถึงในฐานะ “ผู้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของมือถือ” นอกจากนี้ในรายชื่อยังมีหวางเฉวียนฝู ประธาน BYD Co. เหลยจวิน ผู้ร่วมก่อตั้ง Xiaomi Corp.และ เหรินเจิ้งเฟย บอสใหญ่แห่ง Huawei Technologies Co.

บทบรรณาธิการสั้นๆ นี้เผยแพร่ในวันเดียวกับที่ Alibaba Group Holding Ltd. มีกำหนดเปิดเผยรายได้ และการที่บทความนี้ไม่ได้เอ่ยถึงแจ็ค หม่าซึ่งบริษัทของเขาถูกทางการจีนตรวจสอบ แต่บทความกลับเอ่ยถึงโพ นี่หม่า อาจช่วยลดความกังวลของนักลงทุนลงที่วิตกมาตลอดว่า Tencent อาจเจอกับสถานการณ์เดียวกับ Alibaba และ Ant Group ปรากฎว่าหลังจากที่บทความออกไปหุ้นของ Tencent และ Xiaomi เพิ่มขึ้นมากกว่า 2% เมื่อวันอังคาร

การไร้ซึ่งชื่อของแจ็ค หม่าเป็นสิ่งที่มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะ Shanghai Securities News เป็นสิ่งพิมพ์ทางธุรกิจที่สำคัญรายหนึ่ง และได้รับการสนับสนุนจากสำนักข่าวซินหัวซึ่งเป็นสื่อของทางการจีน

Photo by Philippe LOPEZ / AFP

จีนทลายแก๊งผลิตวัคซีนโควิดปลอมพร้อมของกลางกว่า 3 พันโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644276

วันที่ 02 ก.พ. 2564 เวลา 13:30 น.จีนทลายแก๊งผลิตวัคซีนโควิดปลอมพร้อมของกลางกว่า 3 พันโดสจีนกวาดล้างแก๊งผลิตวัคซีนโควิด-19 ปลอมได้กว่า 80 ชีวิต ขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งฉีดวัคซีนรับเทศกาลตรุษจีน

เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนเข้าตรวจค้นหลายพื้นที่ทั้งในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และมณฑลซานตงทางตะวันออก ก่อนที่จะจับกุมชาวจีนได้กว่า 80 คนหลังสืบทราบว่ามีการผลิตและจำหน่ายวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ปลอม ซึ่งยึดของกลางได้มากกว่า 3,000 โดสขณะที่รัฐบาลจีนกำลังเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชนก่อนเทศกาลตรุษจีนจะมาถึง

ตามรายงานของสำนักข่าวซินหัวระบุว่าพวกเขากระทำการมาตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้วโดยการวางขายน้ำเกลือบรรจุขวดวัคซีนซึ่งอ้างว่าเป็นวัคซีนต้านโรคโควิด-19 อย่างไรก็ตามยังไม่มีการเปิดเผยว่าได้จำหน่ายวัคซีนปลอมไปเป็นจำนวนเท่าใดแล้ว

ขณะที่โกลบอลไทมส์ระบุว่าผู้ต้องสงสัยอาจจงใจผลิตและส่งออกวัคซีนไปยังต่างประเทศ โดยอ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของจีน

ทั้งนี้ จีนกำลังเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชนโดยตั้งเป้าว่าจะฉีดให้ได้ 50 ล้านคนก่อนที่จะถึงเทศกาลตรุษจีนในวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ โดยขณะนี้ได้ฉีดวัคซีนจากซิโนแวค (Sinovac) และซิโนฟาร์ม (Sinopharm) ให้กับประชาชนไปแล้ว 24 ล้านโดสนับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา

Photo by Ozan KOSE / AFP

รัฐประหารทำเมียนมาหมดอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644270

วันที่ 02 ก.พ. 2564 เวลา 12:00 น.รัฐประหารทำเมียนมาหมดอนาคตนักวิเคราะห์หลายคนมองว่าหลังรัฐประหาร เศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศของเมียนมาจะถอยหลังเข้าคลองไปอีกหลายปี

แม้ว่าหลังจากนายพล มินอ่องหล่ายทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมาจะยังไม่มีเหตุการณ์ไม่สงบหรือการประท้วงใหญ่ตามมา แต่ความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและความไม่แน่นอนทางธุรกิจย่อมนำมาสู่การชะลอการลงทุน และส่งผลต่อการพัฒนาของเมียนมาในที่สุด

ในระยะสั้นการรัฐประหารย่อมทำให้เกิดความชะงักงันกับบริษัทต่างๆ ที่ดำเนินธุรกิจในเมียนมา เบื้องต้นมีรายงานว่าธนาคารหลายแห่งปิดทำการซึ่งจะทำให้การไหลเวียนของเงินลงทุนระหว่างธุรกิจท้องถิ่นและบริษัทแม่นอกเมียนมาหยุดชะงัก และแน่นอนว่าบริษัทต่างๆ ย่อมกังวลเรื่องความปลอดภัยของพนักงาน

ล่าสุดบริษัท ซูซุกิ มอเตอร์ คอร์ป ของญี่ปุ่นสั่งหยุดการผลิตรถยนต์ของโรงงาน 2 แห่งในมืองย่างกุ้งซึ่งมีพนักงานรวมกันกว่า 400 คน เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน โดยยังมีไม่กำหนดว่าจะกลับมาเดินเครื่องการผลิตอีกครั้งเมื่อใด

ด้านธนาคารโลก (World Bank) เตือนว่า การเข้ายึดอำนาจของทหารอาจทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยและการพัฒนาประเทศของเมียนมาถอยหลังเข้าคลอง

ธนาคารโลกซึ่งปล่อยเงินกู้ยืมให้เมียนมา 616 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017 และอีก 900 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 ระบุว่า นับตั้งแต่เมียนมาเปิดประเทศในปี 2011 สวัสดิการสังคมของเมียนมามีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือ ความยากจนลดลงเหลือ 25% ในปี 2017 จาก 48% ในปี 2005

เมื่อเกิดการรัฐประหารบวกกับการแพร่ระบาดของ Covid-19 ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจของเมียนมาจะหดตัวราว 2.5%

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าการลงทุนมองว่า สถานการณ์นี้อาจทำให้บริษัทสัญชาติอเมริกันรายใหญ่ๆ ย้ายออกจากเมียนมา โดย วิลเลียม ไรนช์ จากศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศเผยว่า บริษัทจากหสหรัฐอาจถอนตัวออกจากเมียนมา เนื่องจากรัฐบาล โจ ไบเดน อาจประกาศมาตรการคว่ำบาตรเมียนมารอบใหม่ และสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ทหารยึดอำนาจ

ขณะที่ข้อสรุปของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจออกซ์ฟอร์ดระบุว่า ความเสี่ยงที่เกิดจากสถานการณ์ทางการเมืองและความไม่แน่นอนทางธุรกิจทำให้การฟื้นตัวของการลงทุนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศช้าลง โดยกว่าจะฟื้นตัวก็ต้องรอจนถึงปี 2022 เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะคว่ำบาตรเมียนมา

ออกซ์ฟอร์ดยังระบุอีกว่า ความเสี่ยงสำคัญคือ ทหารเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากกำหนดเดิม ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง แม้แต่ข้อได้เปรียบด้านค่าแรงที่ต่ำกว่าประเทศอื่นก็ช่วยเมียนมาไม่ได้ และจีดีพีของประเทศอาจต่ำไปอีกอย่างน้อย 10 ปี

Photo by Ye Aung Thu / AFP