ไบเดนขู่คว่ำบาตรเมียนมาหลังเกิดรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644266

วันที่ 02 ก.พ. 2564 เวลา 10:30 น.ไบเดนขู่คว่ำบาตรเมียนมาหลังเกิดรัฐประหารประธานาธิบดีโจ ไบเดน ขู่ฟื้นมาตรการคว่ำบาตรเมียนมาอีกครั้งพร้อมเรียกร้องกองทัพเมียนมาสละอำนาจทันที

ประธานาธิบดีโจ ไบเดนเตือนว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเมียนมาอีกครั้งหลังเกิดการรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมาโดยกล่าวว่าเนื่องจากความถดถอยในกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องมีการทบทวนกฎหมายและดำเนินการที่เหมาะสมทันที

การรับมือต่อกรณีดัวกล่าวในเมียนมาของไบเดนถูกจับตามองจากทั่วโลกเนื่องจากไบเดนแสดงจุดยืนที่จะฟื้นฟูสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนที่แล้ว

โดยไบเดนกล่าวว่า “ประชาคมระหว่างประเทศกำลังรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อกดดันให้กองทัพเมียนมาสละอำนาจและปล่อยตัวผู้นำและนักการเมืองคนอื่นๆ ที่ถูกควบคุมไปทันที”

“สหรัฐจะทำงานร่วมกับพันธมิตรทั่วทั้งภูมิภาคและทั่วโลกเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูประชาธิปไตยและนำตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายประชาธิปไตยมารับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น”

ด้านเจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวแถลงว่าสหรัฐมีการเจรจาหารือกับพันธมิตรทั่วโลกเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในเมียนมาแต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด

ทั้งนี้ ภายใต้การบริหารของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรหลายประการต่อเมียนมา โดยเฉพาะหลังจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของออง ซาน ซูจีชนะการเลือกตั้งในปี 2015

ขณะเดียวกันฝ่ายบริหารของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ทหารเมียนมารวมถึงพลเอก อาวุโส มินอ่องหล่าย เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวมุสลิมโรฮิงญาและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ

Photo by MANDEL NGAN / AFP

แทคติกรัฐประหารเมียนมา ยึดน้อยๆ แต่อยู่นานๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644237

วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 20:36 น.แทคติกรัฐประหารเมียนมา ยึดน้อยๆ แต่อยู่นานๆ ไม่ใช่ครั้งแรกที่กองทัพเมียนมายึดอำนาจ พวกเขาไม่ทำบ่อยเท่ากองทัพไทย แต่ทำไมถึงกุมอำนาจได้นาน?

เมียนมาต่างจากไทยตรงที่เมียนมามีการทำรัฐประหารแค่ 3 ครั้งเท่านั้นนับตั้งแต่ได้รับเอกราชมาเมื่อปี พ.ศ. 2491 ขณะที่ไทยผ่านการรัฐประหารมาถึง 13 ครั้งนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

ย้ำอีกครั้งว่าเมียนมาเคยผ่านรัฐประหารแค่ 3 ครั้งในช่วง 73 ปีประวัติศาสตร์ยุคใหม่

แต่ไม่ได้หมายความว่ากองทัพเมียนมาไม่เก๋าเท่ากองทัพไทย มันหมายความว่าการเมืองไทยยังมีโอกาสให้ประชาชนและประชาธิปไตยได้ต่อต้านและโค่นล้มระบอบทหาร สลับกันไปสลับกันมา ส่วนเมียนมาทำรัฐประหารครั้งหนึ่งทหารจะอยู่ยาวจนลูกบวช!

ตัวอย่างเช่น การทำรัฐประหารครั้งแรกของเมียนมาคือปี 1962 (พ.ศ. 2505) เมื่อนายพลเนวินยึดอำนาจเปลี่ยนประเทศมาอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารผสมกับแนวคิดสังคมนิยม เชิดชูแนวคิดวิถีพม่าสู่สังคมนิยมทำการยึดกิจการเอกชนมาเป็นของรัฐ ปกครองประเทศด้วยกฎอัยการศึกนานถึง 12 ปี หลังจากนั้นจึงคลายกฎอัยการศึกแต่ยังปกครองด้วยทหารอยู่ดี

หลังการรัฐประหารแล้วเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอย่างมากจนกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนา แต่ในทศวรรษที่ 80 เศรษฐกิจเริ่มจะลืมตาอ้าปากได้แต่ในปี พ.ศ. 2530 จู่ๆ เนวินก็ตัดสินใจยกเลิกธนบัตรบางประเภททำให้เศรษฐกิจที่เริ่มจะดีขึ้นมาทรุดลงไปอีกทำให้เกิดการประท้วงในกลุ่มนักศึกษา กลายเป็นการชุมนุมและการวินาศกรรมที่ท้าทายอำนาจรัฐครั้งใหญ่ครั้งแรกนับแต่รัฐประหารเมื่อ 25 ปีก่อน

การประท้วงทวีความรุนแรงขึ้นจนในวันที่ 8 สิงหาคม 1988 (เหตุการณ์ 8888) การประท้วงถึงขีดสุด เนวินสั่งให้สลายการชุมนุมด้วยการใช้ปืนยิงผู้ชุมนุมบอกว่า “เมื่อทหารยิง ทหารจะยิงเพื่อฆ่า” ทหารยังบุกเข้าไปฆ่าหมอและพยาบาลที่รักษาผู้บาดเจ็บจากการประท้วงอีกด้วย

ถึงแม้ว่าเนวินจะลาออกไปและกระแสการเมืองแบบประชาธิปไตยจะเริ่มก่อตัวขึ้น มีการหารือเพื่อตั้งรัฐบาลร่วมหลายพรรค และยังมีผู้เล่านหน้าใหม่เข้ามาคือ อองซาน ซูจี ที่กระโจนเข้าสู่วงการเมืองครั้งแรกด้วยการปราศรัยกับผู้ชุมนุมและกลายเป็นสัญลัษณ์ของขบวนการประชาธิปไตยในเมียนมานับแต่นั้น

แต่การปะท้วงก็ยังลุกลามจนถึงเดือนกันยายน กองทัพก็บดขยี้ความพยายามของฝ่ายประชาธิปไตย ผู้นำกองทัพที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจคือพลเอกอาวุโส ซอมอง ทำการ “ยึดอำนาจ” จากฝ่ายเนวินและตั้วสภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ หรือสลอร์ก (SLORC) ทำการควบคุมสถานการณ์ด้วยการใช้มาตรการที่เข้มงวด ปราบผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรง และอ้างว่ากองทัพอำนาจก็เพื่อ “นำความเรียบร้อยและหยุดสถานการณ์ที่เลวร้ายลงที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายทั่วประเทศ”

แต่ในทางปฏิบัติทำการปราบปรามอย่างหนักกว่ายุคเนวินเสียอีก ในภายในเวลาแค่สัปดาห์เดียวที่สลอร์กยึดอำนาจมีนักศึกษา พระสงฆ์ นักเรียนถูกฆ่าถึง 1,000 คน และอีก 500 คนถูกฆ่าขณะประท้วงที่สถานทูตสหรัฐในย่างกุ้ง รวมแล้ววิกฤตการณ์ 8888 ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปลายเดือนกันยายนมีผู้สังเวยชีวิตไปถึง 10,000 คน อีกหลายพันคนหนีเข้ามาลี้ภัยในประเทศไทย

แม้จะใช้ไม้แข็งขนาดนี้แล้ว สลอร์กยังพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบโดยได้ให้คำสัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งในปีหน้า (1989) แต่อองซานซูจีและนักการเมืองคนอื่นๆ ไม่เชื่อว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่เสรีถ้าทหารยังมีอำนาจ

โปรดสังเกตว่าทหารเมียนมาให้สัญญิงสัญญาว่าขอเวลา 1 ปีแล้วจะจัดการเลือกตั้งเหมือนการทำรัฐประหารคราวนี้ (ปี 2020) ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายประชาธิปไตยก็คงไม่ยอมรับอีกเช่นเคย แต่ให้รับรู้ไว้ว่านี่คือแอกชั่นของกองทัพเมียนมาที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยแม้ว่าเวลาจะผ่านมาถึง 33 ปีแล้ว

ปรากฎว่าสลอร์กจัดการเลือกตั้งจริงๆ แต่เป็นปี 1990 แต่ก่อนที่จะจัดเลือกตั้งก็จัดการจับอองซานซูจีควบคุมตัวในบ้านพักเอาไว้ โดยตั้งเงื่อนไขว่าเธอจะเป็นอิสระถ้าเดินทางออกจากประเทศไป แต่ซูจีไม่ยอมทำตามจึงถูกควบคุมตัวไปเรื่อยๆ แม้แต่ในช่วงที่จัดเลือกตั้งปี 1990 ซึ่งปรากฎว่าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ที่เธอร่วมก่อตั้งขึ้นหลังกรณี 8888 ชนะแบบถล่มทลาย

แล้วก็เป็นเหมือนการเลือกตั้งปี 2020 ที่พรรคของซูจีชนะแบบถล่มทลายแล้วก็ถูกกองทัพกล่าวหาว่าโกงและหาเรื่องยึดอำนาจไป ย้อนกลับไปเมื่อปี 1990 ก็เช่นกัน หลังจากที่กองทัพจัดเลือกตั้งแล้วฝ่ายประชาธิปไตยชนะพรรคสายทหาร ฝ่ายทหารก็ไม่ยอมเปิดสภา (เหมือนกับคราวนี้ที่ทำการยึดอำนาจในวันเปิดสภาพอดี)

ในปี 1992 ผู้นำของสลอร์กก็เปลี่ยนตัวจากพลเอก ซอมองมาเป็นพลเอกอาวุโส ต้านชเว ในด้านเศรษฐกิจแล้วสลอร์กดีกว่าระบอบเผด็จการทหารยุคเนวินต้องที่ใช้ระบบทุนนิยมขึ้นมาบ้างไม่ใช่สังคมนิยมที่ล้มเหลวจนประเทศยากจน แต่ในทางการเมืองสลอร์กกดขี่ประชาชนอย่างเลวร้าย

จากข้อกล่าวหาของ Amnesty International ระบุว่าภายใต้การปกครองของต้านชเว มีชาวพม่าจำนวนมากถึงหนึ่งล้านคนถูกส่งไปยังค่ายแรงงานทาสในป่าหรือค่ายแรงงานทาสในชนบทและถูกบังคับให้ใช้แรง รัฐบาลยังกดขี่เสรีภาพในการแสดงความเห็น

มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลทหารพม่ากวาดต้อนเด็กซึ่งบางคนอายุน้อยกว่า 10 ขวบมารับการเกณฑ์เป็นทหารในกองทัพ มีรายงานว่ากองทัพเมียนมาข่มขืนสตรีชนกลุ่มน้อยใมนปฏิบัติการโจมตีกองทัพของชนกลุ่มน้อยที่ก่อการในภูมิภาคต่างๆ

การใช้ไม้แข็งเหล่านี้ทำให้เมียนมามีการทำรัฐประหารน้อย แต่ทำแล้วอยู่นาน เพราะใช้การปกครองที่น่าหวาดกลัวทำให้ประชาชนไม่กล้าท้าทายอำนาจของทหารโดยตรงแต่ก็เก็บความไม่พอใจลึกๆ ไว้

นอกจากนี้กองทัพมักสัญญาว่ายึดอำนาจแล้วจะจัดเลือกตั้งเพื่อสถาปนารัฐบาลพลเรือนอีกครั้ง แต่ก็เป็นแค่สัญญาปากเปล่า เพราะประชาธิปไตยที่ทหารประเคนให้นั้นจะต้องมีที่ทางให้ทหารกุมอำนาจต่อไปด้วย และตราบใดที่พรรคของกองทัพไม่ชนะ กองทัพจะไม่มีวันปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามมีอำนาจอยู่ได้นาน

ตัวอย่างเช่น เมื่อปี 1993 ต้านชเวอนุญาตให้มีการประชุมแห่งชาติในเดือนมกราคม แต่ย้ำว่าสภาจะต้องมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลในอนาคตและสามารถระงับการประชุมเป็นครั้งคราว

ปรากฎว่าพอทำแบบนี้พรรค NLD ก็เบื่อหน่ายกับการแทรกแซงจึงวอล์กเอาท์จากสภาไปในปลายปี 1995 และในที่สุดสภาก็ถูกยุบในเดือนมีนาคม 1996 โดยกองทัพมีเหตุผลที่ไม่ต้องร่างรัฐธรรมนูญ และตามมาด้วยการกวาดล้าง NLD อย่างหนักช่วง 2 – 3 ปีหลังจากนั้น

ต่อมาในปี 2005 ทหารเมียนมาทำท่าจะให้ประชาธิปไตยอีกโดย เปิดสภาแห่งชาติขึ้นใหม่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1993 เพื่อพยายามเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ แต่องค์กรและพรรคที่สนับสนุนประชาธิปไตยที่สำคัญรวมถึงสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมโดยทหารอนุญาตให้เลือกเฉพาะพรรคเล็กๆ เท่านั้น สุดท้ายการเปิดสภาถูกปิดไปอีกในปีถัดมา

อองซานซูจีนั้นถูกจับแล้วก็ปล่อย จับแล้วปล่อยอยู่เนืองๆ เช่นเดียวกับท่าทีต่อพรรค NLD เดี๋ยวก็เชิญร่วมตั้งสภาเดี๋ยวก็กีดกัน รวมถึงการสัญญิงสัญญาเรื่องกระบวนการประชาธิปไตย ประเดี๋ยวก็จริงจัง ประเดี๋ยวก็เลิก ท่าทีของกองทัพเมียนมาแบบนี้ทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่าการทำรัฐประหารครั้งล่าสุด ฝ่ายประชาธิปไตยจะโดนลูกไม้แบบเดิมอีก

เช่นเดียวกับการใช้แท็กติก “การปกครองอันน่าสยดสยอง” กองทัพเมียนมามักใช้วิธีการปราบปรามที่รุนแรงกว่ากองทัพไทยหลายขุม เรียกได้ว่าประท้วงใหญ่ๆ แต่ละครั้งต้องมีเสียชีวิตจากการปราบปราม

เช่น การประท้วงเพื่อต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าที่นำโดยคณะพระภิกษุสงฆ์ แม่ชี นักศึกษาและประชาชนปี 2007 มีผู้เสียชีวิต 13 – 138 คน (ตัวเลขไม่แน่นอน) และไม่มีการปรานีกระทั่งพระภิกษุซึ่งถูกจับกุมและจำคุกบางองค์นานถึง 68 ปี คือ อู คัมภีระ แต่ถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมาหลังการนิรโทษกรรมครั้งใหญ่ปี 2012 เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ากองทัพเมียนมาพร้อมที่จะบดขยี้ใครก็ตามที่ขวางทางไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์ ซึ่งได้รับความเคารพอย่างสูงในสังคมเมียนมา

ในการประท้วงทหารปี 2007 ยังมีเหตุการณ์คล้ายๆ การรัฐประหารในปีนี้ คือรัฐบาลทหารพยายามตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน – 6 ตุลาคม 2007 แต่ไม่สำเร็จมากนักและยังล่าช้าเพราะการประท้วงเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม ทำให้มีข่าวการกวาดล้างเล็ดรอดออกมาสู่โลกภายนอกเป็นจำนวนมาก

แต่ในการทำรัฐประหารครั้งนี้ สิ่งที่กองทัพเมียนมาทำอย่างแรกๆ คือลดความเร็วสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้หลังจากที่มีการรายงานข่าวโดยรอยเตอร์ซึ่งเป็นสำนักข่าวแรกที่เปิดเผยข่างการทำรัฐประหาร เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวออกมาอย่างขนานใหญ่ มีเพียงข้อมูลที่ถูกปล่อยออกมาแบบกระปริบกระปรอย

หากมีการตัดสัญญาณระยะยาวและมีการกวาดล้างฝ่ายต่อต้าน โลกจะแทบไม่มีทางรู้ขอบเขตความเสียหายแบบชัวร์ๆ ได้เลย และจะเป็นการวางรากฐานการครองอำนาจของกองทัพให้นานขึ้นไปอีก

แต่สิ่งที่จะทำให้กองทัพอยู่นาน คือการแสร้งว่ากองทัพยอมสละอำนาจแล้วมอบประชาธิปไตยให้จริงๆ อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วระหว่างปี 2016–2021 ซึ่งดูยังไงก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย อย่างแรกคือรัฐธรรมนูญถูกทหารเขียนเอาไว้เพื่อรักษาอำนาจตัวเอง (เช่น กำหนดสัดส่วนคนของตนในสภาในอัตราที่สามารถวีโต้มติของสมาชิกสภาพรรคอื่นๆ ได้)

การเขียนกฎหมายของประเทศเพื่อรักษาอำนาจตัวเองแบบเนียนๆ แล้วเรียกว่าเป็นการปฏิรูปประชาธิปไตย “ดูยังไงก็ปลอม” และท้ายที่สุดแล้วของปลอมก็ทนไม่ไหว ต้องออกมาทำรัฐประหารในที่สุดเพราะรัฐธรรมนูญที่ตัวเองเขียนไม่ช่วยอุดช่องโหว่เมื่อพรรคฝ่ายทหารแพ้พรรคพลเรือนอยู่ร่ำไป

ไม่แน่ว่าในระยะ 1 ปีหลังจากนี้จะมีการร่างรัฐธรรนูญขึ้นมาใหม่ แบบที่ว่าพรรคพลเรือนชนะได้ก็ชนะไป แต่พรรคฝ่ายทหารจะมีอำนาจเท่าเทียมกัน

แทคติกการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมาจึงอิงกับหลักการ “ทำน้อยๆ แต่ยึดนานๆ” ต่างกับกองทัพไทยที่ “ทำบ่อยๆ แต่อยู่ไม่ยืด”

ถามว่าการยึดอำนาจของเมียนมาครั้งนี้เลียนแบบการรัฐประหารของไทยปี 2557 หรือไม่เพราะคล้ายคลึงกันตรงที่คำสัญญา “ขอเวลา 1 ปี” (หรือขอเวลาอีกไม่นาน) ตอบว่านี่ไม่ใช่แท็กติกของไทย แต่เป็นสิ่งที่กองทัพเมียนมาเคยสัญญามาแล้วก่อนจะจับซูจีขังนานถึง 15 กว่าปี แล้วก็ผิดคำสัญญา

ถามว่ากองทัพเมียนมาจะทำตามสัญญาหรือไม่? ถ้ายกเอาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาซึ่งกองทัพเมียนมาเคยตระบัดสัตย์มาหรือไม่ก็วางเกมตลบหลังเอาไว้แล้ว สามารถคาดการณ์ได้เลยว่ายากที่จะทำตามสัญญา

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ชาวเน็ตไทยรวมพลังทั่วโลกต่อต้านรัฐประหารเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644224

วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 17:15 น.ชาวเน็ตไทยรวมพลังทั่วโลกต่อต้านรัฐประหารเมียนมากระแสต่อต้านรัฐประหารในเมียนมาบนโลกออนไลน์ก็ร้อนระอุไม่แพ้กัน

นอกจากผู้นำจากหลายประเทศทั่วโลกที่ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อกรณีรัฐประหารในเมียนมาแล้ว ยังมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจากหลายประเทศทั่วโลกร่วมกันกระจายข่าวสารต่อต้านรัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมาวันนี้ (1 ก.พ.) ผ่านแฮชแท็ก #SaveMyanmar รวมถึงคนไทยเองก็ร่วมกันติดแฮชแท็กนี้จนติดเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทยอันดับที่ 4 ด้วยจำนวนการพูดถึงกว่า 330,000 ครั้ง

นอกจากนี้ยังใช้เพื่อนัดหมายรวมตัวกันของกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่สถานทูตเมียนมา ประจำประเทศไทยในวันเดียวกันนี้ด้วย

We Volunteers, a Thai pro-democracy activists group called for a protest against a military coup in Myanmar The demonstration will be in front of the Myanmar Embassy on Sathorn Road (Bangkok) at 3.30 pm Come and join us.#รัฐประหาร#SaveMyanmar#Myanmar pic.twitter.com/m53I7x32GM— Lookkate – Chonthicha Jangrew (@LookkateChonth1) February 1, 2021

ขณะที่สหภาพยุโรปก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อกรณีรัฐประหารที่เกิดขึ้นในเมียนมาเช่นกัน โดยเดวิด แซสโซลี ประธานรัฐสภายุโรป ระบุว่า “เราพร้อมใจกันประณามการรัฐประหารในเมียนมา และเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมดในทันที ผลการเลือกตั้งต้องได้รับการเคารพ และประชาธิปไตยต้องได้รับการฟื้นฟู”

I strongly condemn the coup carried out by the #Myanmar military and call for the immediate release of those detained. Election results and constitution must be respected. Myanmar’s people want democracy. The EU stands with them.— Josep Borrell Fontelles (@JosepBorrellF) February 1, 2021

เช่นเดียวกับโจเซฟ บอร์เรล ฟอนเทลส์ ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรป, อัวร์ซูลา ฟ็อน แดร์ ไลเอิน นักการเมืองชาวเยอรมันผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และชาร์ลส์ มิเชล ประธานคณะมนตรีสหภาพยุโรปชาวเบลเยียม

I strongly condemn the coup carried out by the #Myanmar military and call for the immediate release of those detained. Election results and constitution must be respected. Myanmar’s people want democracy. The EU stands with them.— Josep Borrell Fontelles (@JosepBorrellF) February 1, 2021

I strongly condemn the coup in Myanmar. The legitimate civilian government must be restored, in line with the country’s constitution & the November elections. I call for the immediate & unconditional release of all those detained. https://t.co/YbIkxLZlve

— Ursula von der Leyen (@vonderleyen) February 1, 2021

I strongly condemn the coup in #Myanmar and call on the military to release all who have been unlawfully detained in raids across the country. The outcome of the elections has to be respected and democratic process needs to be restored.— Charles Michel (@eucopresident) February 1, 2021

ด้านวิเจย์ เจ. ดาร์ดา นักเคลื่อนไหวและการเมืองชาวอินเดียก็ได้ออกมาทวีตลงบนทวิตเตอร์ส่วนตัวความว่า “ประชาธิบปไตยต้องไม่ถูกทำลายในเมียนมา ประชาชนและนักการเมืองต้องต่อต้านการปกครองของทหารซึ่งทำลายสิทธิของพลเมืองรวมถึงชนกลุ่มน้อยโรฮิงญา หวังว่ายูเอ็นจะเข้ามาแทรกแซงและฟื้นฟูสันติภาพและประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด”

Democracy must not be muzzled in #Myanmar. Progressive citizens and political outfits must oppose military rule which undermines the rights of citizens and minority #Rohingyas. Hope @UN intervenes and restores peace & democracy at the earliest. #Myanmarcoup— Vijay Darda (@vijayjdarda) February 1, 2021

รวมถึงอาดิล นาจาม นักวิชาการชาวปากีสถานและคณบดี Pardee School of Global Studies มหาวิทยาลัยบอสตัน ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวในกรณีนี้เช่นเดียวกัน

There are no heroesin #Myanmar today.No giants. No stars.No surprises, either.Only a tragedy foretold,now unfolding.An injustice anew,in the shadowof a genocide ignored. pic.twitter.com/U9s0aTLgQo— Adil Najam (@AdilNajam) February 1, 2021

สำหรับชาวเมียนมาเองซึ่งกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวก็ได้ใช้แฮชแท็กดังกล่าวเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศ พร้อมขอให้นานาประเทศช่วยกันกระจายข่าว โดยชาวเมียนมาระบุว่า กองทัพเมียนมาได้ทำการรัฐประหารและประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นเวลา 1 ปี พร้อมกักตัวออง ซาน ซูจี และผู้นำคนอื่นๆ ซึ่งขณะนี้สัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตกว่า 70% ในประเทศถูกตัดขาด

Myanmar military declares one-year state of emergency, detains our leader Aung San Suu Kyi, other leaders. We need the world to know what is happening in Myanmar .The telephone line and wifi are 70% cut off in Myanmar.Pls help us and spread the news #SaveMyanmar #Myanmar pic.twitter.com/Rx9IXfeCHr— Uju (@Naddy_WH) February 1, 2021

Today Our Country Myanmar.Please help us. All the phone connections were cut off. Please spread the news and help us retweeting!!!We need justice #JusticeForMyanmar #SaveMyanmar pic.twitter.com/xXwMMqRru4— Mii2_Myanmar_FC (@Mii2mmfc) February 1, 2021

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

กองทัพเมียนมาสัญญาพร้อมเลือกตั้งใหม่อีกไม่นาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644207

วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 15:00 น.กองทัพเมียนมาสัญญาพร้อมเลือกตั้งใหม่อีกไม่นานกองทัพเมียนมาแถลงพร้อมจัดเลือกตั้งใหม่หลังพ้นกำหนดระยะเวลาภาวะฉุกเฉิน 1 ปี ชี้ซูจีชนะเลือกตั้งมาอย่างไม่โปร่งใส

เอเอฟพีรายงานว่ากองทัพเมียนมาแถลงผ่านเฟซบุ๊กว่าจะจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่พร้อมส่งมอบอำนาจให้กับพรรคที่ชนะเมื่อพ้นภาวะฉุกเฉินที่กำหนดไว้เป็นระยะเวลา 1 ปีไปแล้ว

ในแถลงการณ์ของกองทัพยังระบุว่า “เราจะดำเนินการตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ด้วยความสมดุลและเป็นธรรม” พร้อมเสริมว่า “จะถ่ายโอนอำนาจหลังจากจัดการเลือกตั้งทั่วไปอย่างเสรีและเป็นธรรม และหลังจากระยะเวลาการประกาศภาวะฉุกเฉินเสร็จสมบูรณ์”

กองทัพอ้างว่าการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วซึ่งเห็นว่าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของออง ซาน ซูจีได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายนั้นเต็มไปด้วยการทุจริตจำนวนมาก และไม่สามารถยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ได้

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ออง ซาน ซูจีได้เรียกร้องให้ประชาชนออกมาต่อต้านการรัฐประหาร โดยย้ำถึงชัยชนะของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

โดยโพสต์บนเฟซบุ๊กของพรรคระบุว่าการกระทำของทหารอาจเป็นอันตรายต่อความพยายามของประเทศในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดเชื้อกว่า 140,000 ราย และเสียชีวิตอีกกว่า 3,000 ราย

ทั้งยังบอกว่าซูจีและพรรคพยายามต่อสู้กับรัฐธรรมนูญปี 2008 มาอย่างยาวนาน ซึ่งระบุว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้บทบาททางการเมืองอันทรงพลังแก่กองทัพ และทำให้พวกเขาสามารถควบคุมหน่วยงานภายในที่สำคัญ ทั้งกระทรวงมหาดไทย ชายแดน และกลาโหม อีกทั้งยังปิดกั้นที่นั่งในรัฐสภา

Photo by STR / AFP

“แอมเนสตี้” จี้กองทัพเมียนมาชี้แจงข้อกฎหมายคุมตัว “อองซาน ซูจี” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644210

วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 14:56 น."แอมเนสตี้"จี้กองทัพเมียนมาชี้แจงข้อกฎหมายคุมตัว "อองซาน ซูจี"แอมเนสตี้แถลงเรียกร้องกองทัพเมียนมาชี้แจงข้อกฎหมายที่ใช้ในการคุมตัว “อองซาน ซูจี” และนักการเมือง ชี้หากไม่มีการตั้งข้อหาที่ยอมรับในกฎหมายระหว่างประเทศ ต้องปล่อยตัวทันที

มิงยู ฮาห์ รองผู้อำนวยการภูมิภาคฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การจับกุมอองซาน ซูจี เจ้าหน้าที่ระดับสูงและนักการเมืองคนอื่น ๆ ของเมียนมา เป็นเรื่องน่าตกใจอย่างยิ่ง ซึ่งหากไม่มีการตั้งข้อหาต่อผู้ถูกควบคุมตัวตามความผิดอาญาอันเป็นที่ยอมรับในกฎหมายระหว่างประเทศ จะต้องปล่อยตัวบุคคลเหล่านั้นโดยทันที

“กองทัพเมียนมาต้องชี้แจงว่ามีการใช้ข้อกฎหมายใดในการควบคุมตัวพวกเขา ทั้งยังต้องประกันให้มีการเคารพสิทธิของผู้ถูกจับกุมอย่างเต็มที่ รวมทั้งไม่ให้มีการปฏิบัติที่โหดร้าย ให้พวกเขาสามารถติดต่อครอบครัวและเข้าถึงทนายความที่ตนเลือกทนายความที่ตนเลือกได้ ต้องสามารถยืนยันว่าอยู่ในที่ใด และต้องได้รับการรักษาพยาบาล”

“นับเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายสำหรับประชาชนในเมียนมา และจะยิ่งทำให้การปราบปรามและการลอยนวลพ้นผิดของกองทัพเลวร้ายยิ่งขึ้น การจับกุมนักกิจกรรมทางการเมืองและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนพร้อมกันหลายๆ คน ส่งสัญญาณที่น่ากลัวว่ากองทัพจะไม่ยอมให้บุคคลแสดงความเห็นต่าง ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้”

“การทำรัฐประหารและการปราบปรามครั้งก่อนในเมียนมาส่งผลให้เกิดความรุนแรงในวงกว้างและการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เราจึงขอเรียกร้องให้กองทัพใช้ความยับยั้งชั่งใจ ปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายโดยเร็วสุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“อีกทั้งมีรายงานว่ามีการสั่งปิดกั้นการสื่อสาร ซึ่งการกระทำดังกล่าวยิ่งเป็นภัยคุกคามมากขึ้นต่อประชาชนในช่วงเวลาที่อ่อนไหว โดยเฉพาะในระหว่างการต่อสู้กับโรคระบาดในเมียนมา และในขณะที่ยังมีการทำสงครามในประเทศกับกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงต่อพลเรือนในทุกส่วนของประเทศ ดังนั้นทางการจำเป็นต้องมีการเปิดให้บริการโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตอย่างเต็มที่อีกครั้งโดยทันที”

ทำไมสิงคโปร์คอร์รัปชั่นน้อยกว่าไทย? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644195

วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 13:13 น.

ทำไมสิงคโปร์คอร์รัปชั่นน้อยกว่าไทย?

The Expert ทำไมสิงคโปร์คอร์รัปชั่นน้อยกว่าไทย

The Expert ทำไมสิงคโปร์คอร์รัปชั่นน้อยกว่าไทย

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/976735513&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · ทำไมสิงคโปร์คอร์รัปชั่นน้อยกว่าไทย

ซูจีปลุกประชาชนต่อต้านการทำรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644193

วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 13:05 น.ซูจีปลุกประชาชนต่อต้านการทำรัฐประหารพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยแถลงว่าซูจีออกมาเรียกร้องให้ประชาชนต่อต้านการรัฐประหาร ด้านยูเอ็นร่วมประณามกองทัพด้วย

พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของเมียนมากล่าวว่าออง ซาน ซูจี เรียกร้องให้ประชาชนออกมาต่อสู้เพื่อแสดงจุดยืนไม่ยอมรับในการรัฐประหารโดยกองทัพที่เกิดขึ้น

แถลงการณ์ของพรรค NLD ระบุว่า “การกระทำของทหารเป็นการกระทำเพื่อทำให้ประเทศกลับมาอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการ และซูจีขอเรียกร้องให้ประชาชนไม่ยอมรับสิ่งนี้ และออกมาตอบสนองโดยการประท้วงเพื่อต่อต้านการรัฐประหารโดยกองทัพ”

ขณะที่อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติหรือยูเอ็นได้ประณามการก่อรัฐประหารในเมียนมารวมถึงการจับตัวนางออง ซาน ซูจี ผู้นำประเทศด้วย

โดยแถลงการณ์ระบุว่า “เลขาธิการขอประณามอย่างรุนแรงต่อการควบคุมตัวนางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ รวมถึงประธานาธิบดีอู วิน มยิน และนักการเมืองคนอื่นๆ ในวันนี้ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะทำลายประชาธิปไตย”

“การเลือกตั้งในเมียนมาเมื่อเดือนพฤศจิกายนทำให้พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของซูจีมีอำนาจและสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนชาวเมียนมาต้องการเดินต่อไปบนเส้นทางของประชาธิปไตย”

ตามแถลงการณ์ยังได้เรียกร้องให้ทหาร “เคารพเจตจำนงของประชาชน” และ “ยึดมั่นในบรรทัดฐานของประชาธิปไตย”

พร้อมเสริมว่า “ผู้นำทุกคนต้องดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ของการปฏิรูปประชาธิปไตยของเมียนมา มีส่วนร่วมในการเจรจา ละเว้นจากความรุนแรง และเคารพสิทธิมนุษยชนตลอดจนเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างเต็มที่”

ทั้งนี้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้วางแผนที่จะจัดการประชุมในวันพฤหัสบดีที่เมียนมาร่วมกับคริสติน ชแรนเนอร์ บูร์เกเนอร์ ทูตพิเศษของสหประชาชาติประจำเมียนมา

Photo by Ye Aung THU / AFP

ย้อนรอยยึดอำนาจ ซูจีสกัดอิทธิพลกองทัพไม่สำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644179

วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 11:49 น.ย้อนรอยยึดอำนาจ ซูจีสกัดอิทธิพลกองทัพไม่สำเร็จ ก่อนที่จะถูกรัฐประหารในวันนี้ อองซานซูจีพยายามที่จะลดบทบาทของทหารในทางการเมืองมานานแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ

ออง ซาน ซูจีผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถูกกดดันให้แสดงความคืบหน้าในการปฏิรูปรัฐธรรมนูญก่อนที่การเลือกตั้งทั่วไปจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญของความหวังในระบอบประชาธิปไตย

ซูจีเคยกล่าวไว้ว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเป้าหมายหนึ่งของรัฐบาลของเรา ความสมบูรณ์ของการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยของเราจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับความสมบูรณ์ของรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

ด้านโค นี ที่ปรึกษาของซูจีซึ่งเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้มีการปฏิรูปเพื่อลดบทบาทของกองทัพก็ถูกยิงเสียชีวิตในเวลากลางวันแสกๆ ที่สนามบินนานาชาติย่างกุ้งเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2017

นอกจากนี้ที่ผ่านมาสมาชิกบางคนในพรรคของซูจีแสดงความปรารถนาที่จะแก้ไขมาตรา 436 ที่เอื้อให้กองทัพสามารถยับยั้งการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ

ขณะที่กองทัพมองว่าตนเป็นสถาบันเดียวที่สามารถป้องกันการแตกสลายของประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติมานานหลายทศวรรษและเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำกับดูแลระบบการเมืองตามรัฐธรรมนูญ

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ออง ซาน ซูจีพยายามที่จะลดบทบาทของทหารในทางการเมืองโดยการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2008 ซึ่งถูกร่างโดยอดีตรัฐบาลทหาร โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ซูจีเสนอนั้นจะส่งผลให้จำนวนสมาชิกสภาที่เป็นทหารลดลง

สุดท้ายข้อเสนอดังกล่าวของซูจีก็ถูกรัฐสภาเมียนมาปักตกไปได้เนื่องจากมีสมาชิกรัฐสภาลงคะแนนเสียงคัดค้าน

ทั้งนี้สมาชิกรัฐสภาเมียนมาประกอบด้วยทหารคิดเป็น 1 ใน 4 ของที่นั่งในสภาทั้งหมด และการเปลี่ยนแปลงกฎบัตรใดๆ จะต้องได้รับการอนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติมากกว่า 3 ใน 4 หรือใช้คะแนนเสียง 75% ขึ้นไป ส่งผลให้กองทัพสามารถยับยั้งความพยายามของซูจีไปได้อย่างง่ายดาย

โดยมีสมาชิกสภาเพียง 404 คนจาก 633 คนเท่านั้นที่โหวตให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ถึง 75% และไม่เพียงพอต่อการอนุมัติข้อเสนอของซูจี

สมาชิกพรรค NLD ของซูจีระบุว่าพรรคของเขาได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่จำเป็นต้องทำเพื่อปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

“เราอยากให้ทุกคนรู้ว่าเราพยายามแล้ว” สมาชิกพรรคกล่าว

Photo by Phyo Hein Kyaw / AFP

สหรัฐจี้กองทัพเมียนมาปล่อยตัวอองซานซูจี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644168

วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 09:44 น.สหรัฐจี้กองทัพเมียนมาปล่อยตัวอองซานซูจีต่างประเทศเริ่มกดดันกองทัพเมียนมาให้ปล่อยตัวอองซานซูจึโดยด่วน

สหรัฐเคลื่อนไหวหลังกรณีอองซานซูจีถูกกองทัพเมียนควบคุมตัว โดยเจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวระบุว่า “สหรัฐคัดค้านความพยายามใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงผลของการเลือกตั้งเมื่อเร็วๆ นี้หรือขัดขวางการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยของเมียนมา และจะดำเนินการกับผู้ที่รับผิดชอบหากขั้นตอนเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข”

“เราขอเรียกร้องให้ทหารและทุกฝ่ายยึดมั่นในบรรทัดฐานประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมและปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวในวันนี้” เธอกล่าวเสริม

ด้านออสเตรเลียก็เรียกร้องให้กองทัพเมียนมาปล่อยตัวผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งทันทีโดยระวุว่ากองทัพเมียนมากำลังพยายามยึดอำนาจ

โดยมาริส เพย์น รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวในแถลงการณ์ว่า “เราของเรียกร้องมห้ทหารเคารพหลักนิติธรรมเพื่อยุติข้อพิพาทผ่านกลไกที่ชอบด้วยกฎหมาย และปล่อยตัวผู้นำรวมถึงคนอื่นๆ ที่ถูกควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทันที”

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นเปิดเผยว่ายังไม่มีแผนที่จะส่งตัวประชาชนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในประเทศเมียนมาราว 3,500 คนเดินทางกลับประเทศ แต่กำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตือนให้ประชาชนระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอก

เช่นเดียวกับกระทรวงต่างประเทศของสิงคโปร์ที่ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจและทำงานเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นบวกและสันติ

กระทรวงการต่างประเทศของอินเดียก็ได้กล่าวในแถลงการณ์ว่า “เราสังเกตการณ์สถานการณ์ในเมียนมาด้วยความกังวลอย่างยิ่ง อินเดียมีความแน่วแน่ในการสนับสนุนกระบวนการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยในเมียนมามาโดยตลอด เราเชื่อว่าหลักนิติธรรมและกระบวนการประชาธิปไตยจะต้องได้รับการสนับสนุน”

มาเลเซียก็ได้ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในเมียนมาแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างสันติ โดยแถลงว่า “มาเลเซียสนับสนุนการหารือร่วมกันระหว่างผู้นำเมียนมาเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ต่อประชาชนและรัฐเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยากลำบากในปัจจุบัน”

ด้านอินโดนีเซียออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในเมียนมายึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยและรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน

บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก็ได้กล่าวบนทวิตเตอร์ว่า “ผมขอประณามการรัฐประหารและการจับตัวพลเรือนโดยมิชอบด้วยกฎหมายรวมถึงออง ซาน ซูจีในเมียนมา การลงคะแนนเสียงของประชาชนต้องได้รับความเคารพและผู้นำต้องได้รับการปล่อยตัว”

รวมถึงกระทรวงต่างประเทศจีนก็ได้แถลงว่า “จีนซึ่งเป็นพันธมิตรของเมียนมาหวังว่าฝ่ายต่างๆ ในเมียนมาจะแก้ไขความแตกต่างของตนอย่างเหมาะสมภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายเพื่อปกป้องเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม”

กองทัพเมียนมาขอยึดอำนาจ 1 ปี มินอ่องหล่ายคุมประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644169

วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 09:31 น.กองทัพเมียนมาขอยึดอำนาจ 1 ปี มินอ่องหล่ายคุมประเทศเป็นที่แน่ชัดแล้วว่ากองทัพเมียนมาก่อรัฐประหาร หลังควบคุมตัวนักการเมืองคนสำคัญและยึดสถานที่สำคัญไว้

กองทัพเมียนมาประกาศภาวะฉุกเฉินในประเทศและประกาศว่าอำนาจทั้งหมดอยู่ในมือผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเอก อาวุโส มินอ่องหลาย และประกาศว่าจะยึดอำนาจเป็นเวลา 1 ปีโดยอ้างกระบวนการการประกาศภาวะฉุกเฉินที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศ 

พร้อมกับเผยว่าได้ดำเนินการควบคุมตัวผู้นำระดับสูงของรัฐบาลเพื่อตอบโต้การฉ้อโกงระหว่างการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปีที่แล้ว

กองทัพประกาศทางสถานีโทรทัศน์ Myawaddy TV  ของกองทัพเองโดยระบุว่าจำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหวเพื่อรักษา “เสถียรภาพ” ของรัฐโดยกล่าวหาว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งของประเทศไม่สามารถจัดการกับ “ความผิดปกติครั้งใหญ่” ในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายนปี 2020 ได้

โปรดติดตามความคืบหน้าต่อไป