ชาวโปแลนด์ลุกฮือต้านกฎหมายห้ามทำแท้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643959

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 11:30 น.ชาวโปแลนด์ลุกฮือต้านกฎหมายห้ามทำแท้งรัฐบาลโปแลนด์ประกาศใช้กฎหมายห้ามทำแท้งในกรณีที่ตัวอ่อนมีความผิดปกติ ส่งผลให้การประท้วงที่ยืดเยื้อยาวนานถูกยกระดับขึ้นไปอีก

หลังจากที่รัฐบาลโปแลนด์บังคับใช้กฎหมาย “ห้ามทำแท้งในกรณีที่ตัวอ่อนมีความผิดปกติโดยกำเนิด” เมื่อคืนวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้ประชาชนรวมถึงกลุ่มนักเคลื่อนไหวสนับสนุนสิทธิสตรีต้องประกาศสงครามและยืนกรานว่าจะยกระดับการประท้วงขึ้นไปอีก โดยการประท้วงในกรณีดังกล่าวยืดเยื้อมานานหลายสัปดาห์นับตั้งแต่ที่ยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย

ในคืนวันที่ 28 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ประชาชนจำนวนมากรวมตัวกันในกรุงวอร์ซอ เมืองหลวงของโปแลนด์ รวมถึงเมืองอื่นๆ อีกประมาณ 50 แห่งทั่วประเทศ โดยกลุ่มผู้ประท้วงมองว่าการบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้เป็นความพยายามที่จะลิดรอนสิทธิมนุษยชน และเป็นการ “ก้าวถอยหลัง”

อีกทั้งยังมองว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้ป้องกันการทำแท้ง แต่เป็นการบังคับให้ผู้หญิงต้องให้กำเนิดลูกที่พิการหรือเป็นดาวน์ซินโดรม

ตามรายงานระบุว่าในแต่ละปีมีผู้หญิงทำแท้งถูกกฎหมายไม่ถึง 2,000 คน และประเมินว่าผู้หญิงอีก 200,000 คนเลือกทำแท้งเถื่อนหรือเดินทางไปทำแท้งต่างประเทศ

การเดินขบวนเริ่มตึงเครียดขึ้นในช่วงดึก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจขอให้กลุ่มผู้ประท้วงแสดงบัตรประจำตัวประชาชนก่อนออกจากพื้นที่ และมีรายงานการจับกุมหลายครั้งด้วยกัน

ทั้งนี้ มีการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวครั้งแรกในเดือนตุลาคม ซึ่งส่งผลให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโปแลนด์นับตั้งแต่การล่มสายของคอมมิวนิสต์ในปี 1989 และรัฐบาลต้องชะลอการดำเนินการตามคำตัดสินเป็นเวลาหลายเดือนหลังเผชิญกับการประท้วง แต่สุดท้ายก็บังคับใช้กฎหมายอย่างกระทันหันเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

โดยตามคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนุญระบุว่า “ชีวิตของมนุษย์มีค่าในทุกช่วงของวิวัฒนาการ และในฐานะที่มีค่านั้นจึงเป็นที่มาของกฎหมายและควรได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย”

อย่างไรก็ตามการทำแท้งจะได้รับอนุญาตต่อเมื่อในกรณีถูกข่มขืน และกรณีผู้ตั้งครรภ์มีปัญหาด้านสุขภาพซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต 

Photo by Wojtek RADWANSKI / AFP

เฟซบุ๊คเตรียมปรับลดการมองเห็นข่าวการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643957

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 10:18 น.เฟซบุ๊คเตรียมปรับลดการมองเห็นข่าวการเมืองเฟซบุ๊คจะไม่แนะนำเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองให้ผู้ใช้บริการอีกต่อไป

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊คเผยระหว่างการประชุมรายงานผลประกอบการรายไตรมาสว่า เฟซบุ๊คจะไม่แนะนำเฟซบุ๊คกรุ๊ปที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองอีกต่อไป รวมถึงจะลดปริมาณเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองใน News Feed ลงด้วย โดยนโยบายนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของบริษัทในปีนี้

“ผู้ใช้งานเฟซบุ๊คไม่ได้ต้องการให้การเมืองและการปะทะกันมาทำลายประสบการณ์การใช้งานบนแพลตฟอร์ม…เราจะเดินหน้าให้ความสำคัญกับการเป็นพลังในการทำให้ผู้ใช้งานใกล้ชิดกันมากขึ้น” ซักเคอร์เบิร์กกล่าว

เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้วเฟซบุ๊คประกาศว่าได้หยุดการแนะนำเฟซบุ๊คกรุ๊ปที่เกี่ยวข้องกับการเมืองให้ผู้ใช้ในสหรัฐชั่วคราวในช่วงการเลือกตั้งสหรัฐ แต่ล่าสุดนี้ซักเคอร์เบิรฺกระบุว่าจะนำมาใช้กับทั่งแพลตฟอร์มทั่วโลก

ที่ผ่านมาหลายฝ่ายพยายามเรียกร้องให้เฟซบุ๊คจำกัดการแนะนำเฟซบุ๊คกรุ๊ปของระบบอัลกอริทึม เนื่องจากบางกลุ่มถูกใช้เป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ  หรือนัดแนะกันจัดกิจกรรมที่มีความรุนแรง

ขณะที่รายรับของเฟซบุ๊คในไตรมาสที่ 4 ของปี 2020 อยู่ที่ 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

Photo by BERTRAND GUAY / AFP

ปิดโรงเรียน: ปัญหาระดับโลกอาจทำเด็กหลุดออกจากระบบถึง 24 ล้านคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643917

วันที่ 28 ม.ค. 2564 เวลา 20:30 น.ปิดโรงเรียน: ปัญหาระดับโลกอาจทำเด็กหลุดออกจากระบบถึง 24 ล้านคนการแพร่ระบาดของโควิด-19 สร้างผลกระทบอันเลวร้ายต่อทั่วโลก รวมถึงระบบการศึกษาซึ่งกระทบนักเรียนถึง 90% ทั่วโลก

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลกส่งผลให้หลายภาคส่วนต้องหลีกเลี่ยงการเดินทางหรืองดออกจากบ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค รวมไปถึง “โรงเรียน” ก็มีการปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้เป็นแบบ “ออนไลน์”

หลายคนคงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วนับตั้งแต่การแพร่ระบาดใหญ่เมื่อต้นปีที่แล้ว และสถานการณ์เหมือนจะเริ่มกลับสู่สภาวะปกติ แต่สุดท้ายการเรียนออนไลน์ก็กลับมาอีกครั้งท่ามกลางเสียงสะท้อนจากทั้งนักเรียน นักศึกษา และอาจารย์จำนวนมากที่ออกมาพูดถึงปัญหาที่เกิดจากการเรียนออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านประสิทธิภาพในการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ และปัญหาความเหลื่อมล้ำในเด็กที่เข้าไม่ถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเรียนในรูปแบบออนไลน์

รวมทั้งรศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ออกมาประท้วงและชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับนักเรียนอันเนื่องมาจากการปิดโรงเรียน

ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นแต่ปัญหานี้เกิดขึ้นทั่วโลกโดยเฮนเรียตตา โฟร์ ผู้อำนวยการบริหารองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ได้ออกแถลงการณ์ “เด็กๆ ไม่สามารถรับผลกระทบของการปิดโรงเรียนต่อไปได้อีกปี” ซึ่งระบุว่าโรงเรียนไม่ใช่สถานที่หลักของการแพร่เชื้อ และมีหลักฐานมากมายที่ชี้ให้เห็นถึงผลเสียของการปิดโรงเรียน

ซึ่งการปิดโรงเรียนในประเทศต่างๆ ส่งผลกระทบต่อนักเรียนร้อยละ 90 ทั่วโลก โดยเด็กนักเรียนกว่า 1 ใน 3 ไม่สามารถเรียนทางไกลได้ และมีการประมาณการณ์ว่าเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาจะเพิ่มขึ้นถึง 24 ล้านคน

หลายประเทศในโลกกำลังประสบปัญหาจากการเรียนออนไลน์เช่นกัน อาทิ สหราชอาณาจักรที่ได้ขยายเวลาในการปิดโรงเรียนไปอีก จากเดิมที่กำหนดสิ้นสุดเป็นเดือนก.พ. แต่ต้องเลื่อนออกไปอีกเป็นเดือนมี.ค. ซึ่งเด็กๆ พลาดการเรียนการสอนในห้องเรียนไปแล้วอย่างน้อย 111 วันจากทั้งหมด 190 วันนับตั้งแต่การล็อกดาวน์ครั้งแรกในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา

การประกาศดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลอย่างมาก หลายฝ่ายรวมถึงผู้ปกครองเรียกร้องให้กลับมาเรียนตามปกติให้ได้โดยเร็วที่สุด หรือย่างน้อยก็เริ่มจากเปิดเรียนให้เด็กประถมก่อน เนื่องจากนักรณรงค์เตือนว่าการอยู่แต่ในบ้านเป็นการทำลายโอกาสในการเรียนรู้ของเด็กๆ รวมถึงปัญหาด้านสุขภาพจิตและโรคอ้วน พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันเปิดโรงเรียนประถมโดยเร็วที่สุด

ด้านกรรมาธิการด้านเด็กและเยาวชนแห่งสหราชอาณาจักรยังรายงานว่า 1 ใน 6 ของนักเรียนทั้งหมดกำลังประสบปัญหาสุขภาพจิตอันเป็นผลมาจากการปิดโรงเรียน

เช่นเดียวกับมาเลเซียที่เริ่มมีการปิดโรงเรียนมาตั้งแต่เดือนมีนาคม รวมถึงการสอบใบรับรองระดับอุดมศึกษาของมาเลเซีย (STPM) ก็ถูกเลื่อนออกไป ซึ่งสร้างคามกังวลสับสนให้กับเด็กๆ เป็นอย่างยิ่ง

โรงเรียนในมาเลเซียต้องหันมาจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์เช่นกัน และแม้ว่ากระทรวงศึกษามาเลเซียจะจัดทำบทเรียนและออกอากาศทางช่องโทรทัศน์แต่ก็ถูกตั้งคำถามถึงคุณภาพของบทเรียนดังกล่าวและประสิทธิผลของการเรียนออนไลน์ นอกจากนี้การเรียนออนไลน์มาเลเซียก็เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำเช่นเดียวกันโดยนักเรียนบางส่วนเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีที่จำเป็น

รวมถึงเพิ่มภาระให้ผู้ปกครองในการดูแลการศึกษาออนไน์ของบุตรหลาน ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับความเครียดที่เกิดจากการแพร่ระบาด เด็กๆ เองก็ต้องปรับตัวจากการขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการไม่มีกิจกรรมอันเป็นผลมาจากการปิดโรงเรียน

ยูนิเซฟยังได้สรุปปัญหาที่เกิดจากการปิดโรงเรียนออกมาเป็นหลายประการด้วยกัน ได้แก่ การเรียนหยุดชะงักลง, เด็กในครอบครัวยากไร้จะขาดโภชนาการที่ดี, คามสับสนและความเครียดของคุณครู, ผู้ปกครองไม่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนออนไลน์ที่บ้าน, ความยากในการปรับปรุงการเรียนในรูปแบบออนไลน์, ช่องว่างในการดูแลเด็ก, ต้นทุนทางเศรษฐกิจสูง, เจ้าหน้าที่สาธารณสุขบางรายไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากต้องดูแลเด็ก, แรงกดดันต่อโรงเรียนที่ยังคงเปิดอยู่, อัตราการลาออกกลางคันเพิ่มขึ้น, กลุ่มแสวงหาประโยชน์จากเด็กเพิ่มขึ้น อาทิ ใช้แรงงานเด็ก, เกิดการแยกตัวออกจากสังคม และความยากในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ในแถลงการณ์ของยูนิเซฟยังระบุว่า “พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดรุนแรงและระบบสาธารณสุขกำลังแบกรับภาระอย่างหนัก ซึ่งอาจจำเป็นต้องปิดโรงเรียน ก็ควรมีมาตรการคุ้มครองและช่วยเหลือเพื่อให้เด็กบางกลุ่มสามารถเรียนต่อได้ในห้องเรียน เช่น กลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อความรุนแรงในบ้าน หรือเด็กที่ต้องพึ่งพิงอาหารที่โรงเรียน หรือเด็กที่พ่อแม่จำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้าน”

“นอกจากนี้ ควรจัดชั้นเรียนพิเศษเพื่อช่วยให้เด็กที่ไม่สามารถเรียนทางไกล สามารถเรียนตามทันได้ เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หากเด็กๆ ต้องเผชิญกับการปิดโรงเรียนต่อไปอีก 1 ปี ก็จะส่งผลกระทบต่อไปอีกหลายรุ่นอายุทีเดียว”

Photo by Hector RETAMAL / AFP

จีนดุ! เตือนไต้หวัน ‘เอกราชเท่ากับสงคราม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643922

วันที่ 28 ม.ค. 2564 เวลา 19:30 น.จีนดุ! เตือนไต้หวัน ‘เอกราชเท่ากับสงคราม’กลาโหมจีนใช้คำรุนแรงเตือนไต้หวันว่าการแยกตัวเป็นเอกราชเท่ากับการก่อสงคราม

ทางการจีนเริ่มแสดงท่าทีขึงขังกับไต้หวันมากขึ้น หลังจากเพิ่งยกระดับปฏิบัติการทางทหารด้วยการส่งเครื่องบินรบ 15 ลำบินป้วนเปี้ยนในเขตแสดงตนเพื่อป้องกันภัยทางอากาศ (ADIZ) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของไต้หวันเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และยังประกาศชัดว่ากองทัพจีนพร้อมตอบโต้การยั่วยุและการแทรกแซงจากต่างประเทศ

อู๋เชียน โฆษกกระทรวงกลาโหมจีนกล่าวระหว่างแถลงข่าวกิจการของกองทัพอากาศประจำเดือนว่า “การปฏิบัติการทางทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในช่องแคบไต้หวันถือเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อจัดการสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบันของช่องแคบไต้หวัน และเพื่อปกป้องความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ”

อู๋เชียนยังกล่าวอีกว่า “เราขอเตือนคนพวกที่ต้องการแยกตัวเป็นอิสระว่าพวกที่เล่นกับไฟจะถูกไฟนั้นเผาเอง และอิสรภาพของไต้หวันเท่ากับสงคราม”

ทั้งนี้ ทางการจีนเชื่อว่ารัฐบาลของไต้หวันกำลังนำพาไต้หวันไปสู่การประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ แต่ประธานาธิบดี ไช่อิงเหวิน ของไต้หวัน ย้ำมาตลอดว่า ไต้หวันเป็นประเทศเอกราชแล้วและมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐจีน

AFP PHOTO/Greg BAKER

ไทยรั้งที่ 4 ประเทศที่รับมือโควิดได้ดีที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643912

วันที่ 28 ม.ค. 2564 เวลา 18:30 น.ไทยรั้งที่ 4 ประเทศที่รับมือโควิดได้ดีที่สุดในโลกสถาบันวิชาการของออสเตรเลียยกให้ไทยอยู่ในท็อป 5 ประเทศที่จัดการกับ Covid-19 ได้ดีที่สุดในโลก  

สถาบันโลวี (Lowy Institute) ของออสเตรเลียเผยการจัดอันดับประเทศที่รับมือการแพร่ระบาดของ Covid-19 ได้ดีที่สุดในโลกจากประเทศที่สำรวจทั้งหมด 98 ประเทศ โดยนิวซีแลนด์เป็นประเทศที่รับมือได้ดีที่สุดในโลกด้วยคะแนน 94.4 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100  

อันดับสองเป็นของเวียดนาม 90.8 คะแนน ตามด้วยไต้หวัน 86.4 คะแนน และไทยในอันดับ 4 ที่ 84.2 คะแนน ส่วนอันดับ 5 ได้แก่ ไซปรัส 83.3 คะแนน 

ขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ออสเตรเลียในอันดับ 8 ด้วยคะแนน 77.9 เกาหลีใต้อยู่ในอันดับ 20 ได้ 69.4 คะแนน อังกฤษซึ่งจำนวนผู้เสียชีวิตเกิน 100,000 คน อยู่ในอันดับ 66 ด้วยคะแนน 37.5 และสหรัฐที่มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลกรั้งอันดับ 94 ด้วยคะแนน 17.3 และบราซิลอยู่ท้ายตารางที่คะแนน 4.3  

การจัดอันดับยังแสดงให้เห็นว่า ประเทศในเอเชียแปซิฟิกประสบความสำเร็จในการรับมือ Covid-19 มากที่สุด ในขณะที่ยุโรปและสหรัฐกลับเต็มไปด้วยผู้ติดเชื้อหลัง Covid-19 แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว  

ทางสถาบันโลวีใช้ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณชนในการประเมินและจัดอันดับประเทศต่างๆ ในรอบ 36 สัปดาห์หลังจากแต่ละประเทศยืนยันพบผู้ติดเชื้อ 100 คน โดยคำนวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 14 วันโดยใช้หลักเกณฑ์ 6 ข้อคือ จำนวนผู้ติดเชื้อ จำนวนผู้เสียชีวิต จำนวนผู้ติดเชื้อต่อประชากร 1 ล้านคน จำนวนผู้เสียชีวิตต่อประชากร 1 ล้านคน จำนวนผู้ติดเชื้อต่อสัดส่วนการตรวจหาเชื้อ และการตรวจหาเชื้อต่อประชากร 1,000 คน  

ทว่าประเทศจีนไม่ได้อยู่ในการจัดอันดับครั้งนี้ โดยสถาบันระบุว่าจีนไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณชน  

สถาบันโลวีระบุว่า โดยภาพรวมแล้วสถานะทางเศรษฐกิจมีผลกับการรับมือ Covid-19 ของแต่ละประเทศเพียงเล็กน้อย แต่ปัจจัยสำคัญกลับเป็นจำนวนประชากร โดยประเทศที่มีประชากรน้อยกว่า 10 ล้านคนรับมือกับ Covid-19 ได้ดีกว่าประเทศที่มีประชรกรมาก 

และแม้ประเทศที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูงจะมีทรัพยากรในการต่อสู้กับเชื้อโคโรนาไวรัสมากกว่า แต่ประเทศกำลังพัฒนาก็ได้เปรียบในเรื่องระยะเวลาในการบังคับใช้มาตรการป้องกันต่างๆ

“โดยสรุปแล้วประเทศที่มีประชากรน้อย สังคมมีความเหนียวแน่น และองค์กรที่มีศักยภาพจะได้เปรียบกว่าในการรับมือกับวิกฤตระดับโลก อาทิ โรคระบาด” สถาบันโลวีระบุ

จีนนำร่องตรวจโควิดทางทวารหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643899

วันที่ 28 ม.ค. 2564 เวลา 17:30 น.จีนนำร่องตรวจโควิดทางทวารหนักประเทศจีนเริ่ม Swab ทางทวารหนัก เชื่อตรวจโควิด-19 ผ่านอุจจาระได้ผลแม่นยำกว่าสารคัดหลั่งในทางเดินหายใจ

รอยเตอร์สรายงานว่าบางเมืองในประเทศจีนเริ่มใช้วิธีการ Swab หรือเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งทางทวารหนักกับประชาชนกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการส่งตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีผู้ติดเชื้อเล็ดรอดออกไปในช่วงเทศกาลตรุษจีน

โดยนายแพทย์หลี่ ถงเซิง แพทย์โรคทางเดินหายใจและโรคติดเชื้อในเมืองปักกิ่งยืนยันว่าการ Swab ทางทวารหนักเพื่อเก็บตัวอย่างอุจจาระจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจหาเชื้อและแม่นยำกว่าการตรวจสารคัดหลั่งที่นำมาจากทางเดินหายใจส่วนบน เพราะเชื้อไวรัสจะค้างอยู่ในอุจจาระนานกว่าสารคัดหลั่งในทางเดินหายใจ อาทิ น้ำมูก และน้ำลาย

การ Swab ทางทวารหนักจะนำก้านหุ้มสำลีสอดเข้าไปทางทวารหนักลึกประมาณ 3 ถึง 5 เซนติเมตร หรือ 1.2 ถึง 2 นิ้ว และหมุนเบาๆ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเจ้าหน้าที่เมืองปักกิ่งกล่าวว่าได้ทำการตรวจในลักษณะนี้ไปแล้วกว่า 1,000 ครั้ง

ยกตัวอย่างชายวัย 52 ปีคนหนึ่งในเมืองเว่ยหนาน มณฑลส่านซี มีอาการไอและเบื่ออาหารก่อนที่จะได้รับการตรวจหาเชื้อโดยการ Swab ในช่องคอแต่มีผลออกมาเป็นลบ ภายหลังจึงได้ทำการตรวจอีกครั้งทางจมูกและทวารหนักซึ่งให้ผลออกมาเป็นบวก

ทั้งนี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกงระบุว่าการตรวจอุจจาระอาจมีประสิทธิภาพมากกว่าการตรวจระบบทางเดินหายใจในเด็กและทารกเนื่องจากมีปริมาณไวรัสในอุจจาระมากกว่าผู้ใหญ่

Photo by Christof STACHE / AFP

เกิดอะไรขึ้นกับหุ้นธรรมดาๆ อย่าง GameStop ที่มูลค่าพุ่งถึง 1,700% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643891

วันที่ 28 ม.ค. 2564 เวลา 16:00 น.เกิดอะไรขึ้นกับหุ้นธรรมดาๆ อย่าง GameStop ที่มูลค่าพุ่งถึง 1,700%เปิดปรากฏการณ์ที่ทำให้หุ้นของร้านจำหน่ายวิดีโอเกมที่กำลังซบเซากลับมาทะยานขึ้นอีกครั้งราวกับได้ยาชุบชีวิต

ถือเป็นเรื่องที่ฮือฮาอย่างมากเมื่อจู่ๆ หุ้นของ GameStop ร้านจำหน่ายวิดีโอเกมชื่อดังในสหรัฐที่ไม่น่าจะเติบโตได้อีกแล้วในสายตาของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ กลับทะยานขึ้นถึง 1,700% ภายในเวลา 1-2 เดือน จากที่เคยมีมูลค่าเพียง 6 เหรียญสหรัฐ หรือ 180 บาทต่อหุ้น

วันนี้โพสต์ทูเดย์จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ให้อ่านกัน

1.GameStop เป็นบริษัทร้านขายวิดีโอเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันมีสาขากว่า 5,509 แห่งกระจายอยู่ในสหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และยุโรป บริษัท GameStop เคยมีมูลค่าสูงถึงเกือบ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 150,000 ล้านบาทในปี 2013  และในช่วงที่รุ่งเรืองเคยทำรายได้ทะยานขึ้นจาก 190 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2011 เป็น 600 ล้านเหรียญในปีต่อมา

2.ทว่าเมื่อยุคสมัยและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ไม่มีใครซื้อแผ่นเกม และปัจจุบันก็มีเกมออนไลน์สารพัด กิจการก็ซบเซาลงเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้บรรดานักลงทุนจากกองทุนเก็งกำไรเฮดจ์ฟันด์จึงพากันทำนายว่าบริษัทนี้ต้องล้มแน่นอน ซึ่งหมายความว่าหุ้นจะต้องตกลงด้วย กองทุนเฮดจ์ฟันจึงทำการชอร์ตเซลเพื่อทำกำไร

3.การชอร์ตเซลก็คือ การที่นักลงทุน A (ซึ่งคาดว่าราคาหุ้นจะตกลง) ยืมหุ้น GameStop จาก B มา 1 หุ้นในราคา 100 เหรียญสหรัฐ โดยสัญญาว่าจะคืนหุ้น GameStop 1 หุ้นที่ยืมมาในอีก 10 วันต่อมา เมื่อได้หุ้นมาแล้ว A ก็จัดการขายหุ้นนั้นทันทีในราคา 100 เหรียญสหรัฐในวันเดียวกัน

4.หากถึงกำหนดคืนหุ้นแล้วราคาหุ้น GameStop ตกลงจริงๆ อย่างที่คาดไว้ A ก็จะซื้อหุ้น GameStop ได้ในราคาต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐเพื่อนำมาคืนให้ B แล้วตัวเองจะได้ส่วนต่าง

5.แต่หากราคาหุ้นขึ้น A ก็จะขาดทุน ด้วยเหตุนี้ A จึงต้องรีบเข้าซื้อหุ้น GameStop เพื่อนำกลับไปคืน B ก่อนที่ราคาจะพุ่งสูงขึ้นจนขาดทุนหนัก จากนั้นก็เป็นไปตามกลไกตลาดคือ เมื่อหุ้นเป็นที่ต้องการ ราคาก็จะพุ่งสูงขึ้น คนที่ทำชอร์ตเซลไว้ก็ต้องรีบซื้อหุ้นอีก เพื่อตัดการขาดทุน

6.กลไกนี้แหละที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์กับหุ้น GameStop โดยมีเว็บบอร์ดยอดฮิตที่มีคนใช้มากที่สุดในโลกอย่าง Reddit ซึ่งมีบอร์ดย่อยเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นที่เรียกว่า WallStreetBets ที่มีสมาชิกกว่า 3 ล้านคน อยู่เบื้องหลัง

7.นักลงทุนรายย่อยที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้รวมตัวกันซื้อหุ้น GameStop เพื่อดัดหลังนักเก็งกำไรในวอลล์สตรีท จนราคาหุ้นพุ่งขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันนักเก็งกำไรก็ขาดทุนหนักขึ้น

8.สำนักข่าว CNBC รายงานว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าในตลาดของบริษัท GameStop ทะยานจาก 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐสู่ 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐในเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น และนับตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้วหุ้นของ GameStop พุ่งขึ้นกว่า 1,700% และระหว่างวันอังคารและวันพุธตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐ มูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

9.หากนับเฉพาะสัปดาห์นี้ หุ้น GameStop พุ่งกว่า 400% มาอยู่ที่ 347.51 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น ทั้งที่เมื่อ 4 เดือนที่แล้วราคายังอยู่ที่ 6 เหรียญสหรัฐต่อหุ้นอยู่เลย

10.นอกจากนี้ จิม รีด นักยุทธศาสตร์ของธนาคารดอยช์แบงก์ระบุว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา GameStop ยังสร้างสถิติใหม่ด้วยการเป็นหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายมากที่สุดในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐที่ราว 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แซงหน้า Tesla และ Apple ที่มูลค่าของบริษัทสูงกว่าถึง 81 และ 233 เท่าตามลำดับ

11.สำหรับวอลล์สตรีท นักลงทุนรายย่อยซึ่งมักจะถูกมองว่าเป็น dumb money หรือแมงเม่าตามที่คนไทยคุ้นชิน ไม่เคยชนะบรรดานักวิเคราะห์หรือนักลงทุนที่ซื้อขายหุ้นกันเป็นอาชีพหลัก แต่ครั้งนี้นักลงทุนรายย่อยจากชุมชน Reddit แสดงให้เห็นแล้วว่ายักษ์ก็ถูกมดล้มได้ถ้ามดรวมพลังกัน

12.พลังของมดในการดันราคาหุ้น GameStop ทำให้เฮดจ์ฟันด์รายใหญ่อย่าง Melvin Capital และ Citron Research ที่บอกว่า GameStop จะไปไม่รอด ขาดทุนเป็นหลักพันล้านเหรียญสหรัฐ โดย S3 Partners บริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงินระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน บรรดานักลงทุนที่ทำชอร์ตเซลหุ้น GameStop ขาดทุนรวมกันแล้วกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งขาดทุน 917 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อวันจันทร์ และ1,600 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

13.และที่ยิ่งทำให้ผู้คนหันมาสนใจ GameStop กันมากกว่าเดิมคือ อีลอน มัสก์ ที่ไม่ว่าจะพูดถึงบริษัทไหนหุ้นบริษัทนั้นก็พุ่งพรวดๆ รอยเตอร์สรายงานว่า มูลค่าหุ้นของ GameStop เพิ่มขึ้น 50% ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากมัสก์แชร์ลิงค์ของกลุ่ม WallStreetBets ใน Reddit บนทวิตเตอร์ส่วนตัว

14.อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายมองว่าในที่สุดแล้วหุ้นของ GameStop จะปรับลดลงตามประสิทธิภาพของบริษัทและผลประกอบการที่ขาดทุน

15.ขณะที่คณะกรรมการกำกับและดูแลตลาดหลักทรัพย์สหรัฐก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเผยว่า กำลังจับตาความผันผวนของตลาดที่เกิดขึ้นกับหุ้น GameStop อย่างใกล้ชิด

รัฐบาลไบเดนลั่นเคียงข้างประเทศอาเซียนสู้จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643889

วันที่ 28 ม.ค. 2564 เวลา 14:31 น.รัฐบาลไบเดนลั่นเคียงข้างประเทศอาเซียนสู้จีนรัฐบาลชุดใหม่ของไบเดนยังเดินหน้ากดดันจีนไม่ต่างจากทรัมป์ ด้านจีนขออย่ามองเป็น ‘คู่แข่งทางยุทธศาสตร์’

แอนโทนี บลินเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่าสหรัฐไม่เห็นด้วยกับการอ้างสิทธิ์ทางทะเลของจีนในทะเลจีนใต้ที่เกินขอบเขตภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และพร้อมจะยืดหยัดเคียงข้างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อเผชิญกับแรงกดดันจากจีน พร้อมเน้นย้ำถึงการพัฒนากลไกพหุภาคี

นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยังเผยว่าบลินเคนได้พูดคุยกับมาริส เพย์น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลีย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันยกระดับความร่วมมือในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

อีกทั้งยังต่อสายถึง ทิโอโดโร ล็อกซิน จูเนียร์ รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์เพื่อเน้นย้ำถึงการเป็นพันธมิตรทวิภาคีที่แข็งแกร่ง และให้ความสำคัญต่อเสรีภาพและการเปิดกว้างในอินโด-แปซิฟิก ท่ามกลางอิทธิพลของจีนที่กำลังแผ่ซ่านในภูมิภาคนี้

การดำเนินการดังกล่าวของฝ่ายบริหารชุดใหม่ที่นำโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดนยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้ต่อต้านการอ้างสิทธิ์ของจีนในทรัพยากรนอกชายฝั่งบริเวณน่านน้ำพิพาทดังกล่าวเช่นกัน

ทั้งนี้ ประเทศที่มีกรณีพิพาทในพื้นที่ทะเลจีนใต้ร่วมกับจีน ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไต้หวัน ซึ่งเชื่อกันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งก๊าซและน้ำมัน

ด้านชุย เทียนไข่ เอกอัคราชทูตจีนประจำสหรัฐได้ออกมากล่าวต่อฝ่ายบริหารของไบเดนว่าอย่ามองประเทศจีนเป็น “คู่แข่งทางยุทธศาสตร์” เช่นเดียวกับที่ทรัมป์เคยทำเพราะมันทำให้ทั้งสองประเทศมีการปะทะกันมาตลอด

อย่างไรก็ตามเขาคาดว่ารัฐบาลชุดใหม่ของไบเดนก็จะยังคงกดดันจีนต่อไป และนั่นเป็นทางเลือกที่ผิดอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวว่าจีนต้องการความร่วมมือไม่ใช่การเผชิญหน้าและเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเจรจา โดยเน้นย้ำว่าจีนจะไม่ยอมทำในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอำนาจอธิปไตยของแผ่นดิน

Photo by CARLOS BARRIA / POOL / AFP

รวบเภสัชอเมริกันแอบทำวัคซีนบูดก่อนฉีดให้ประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643871

วันที่ 28 ม.ค. 2564 เวลา 13:00 น.รวบเภสัชอเมริกันแอบทำวัคซีนบูดก่อนฉีดให้ประชาชนเภสัชกรชาวอเมริกันทำวัคซีนต้านโควิด-19 เสียหลายร้อยโดส ฉีดให้ประชาชนไปแล้วกว่า 50 คน

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐเผยว่าสตีเวน อาร์. บรันเดนเบิร์ก เภสัชกรในรัฐวิสคอนซิน วัย 46 ปี สารภาพผิดในข้อหาพยายามยุ่งเกี่ยวกับสินค้าอุปโภคบริโภคโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงที่บุคคลอื่นจะตกอยู่ในอันตรายถึงแก่ชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งสิ้น 2 กระทง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดกระทงละ 10 ปี หลังจากที่เขาพยายามทำลายวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของโมเดอร์นา (Modena) หลายร้อยโดส

เนื่องจากบรันเดนเบิร์กไม่เชื่อมั่นในวัคซีนและเขาแสดงจุดยืนนี้ต่อเพื่อนร่วมงานมานานกว่า 2 ปีแล้ว ทั้งยังเชื่อว่าวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ไม่ปลอดภัย และอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย รวมถึงส่งผลให้ดีเอ็นเอเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะวัคซีนของโมเดอร์นา แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาจะรับรองแล้วว่าวัคซีนของโมเดอร์นาปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ตามบันทึกของศาลระบุว่าบรันเดนเบิร์กทำงานเป็นเภสัชกรในศูนย์การแพทย์ออโรรา รัฐวิสคอนซิน โดยในช่วงสิ้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเขาจงใจแอบนำกล่องบรรจุวัคซีนต้านโควิด-19 ของโมเดอร์นาออกจากตู้เย็นถึง 2 ครั้ง โดยทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องนานหลายชั่วโมงจนมั่นใจว่าวัคซีนเสื่อมประสิทธิภาพแล้ว ก่อนที่จะนำกลับไปแช่ตู้เย็นอีกครั้งเพื่อให้ทางศูนย์การแพทย์นำไปใช้ในวันรุ่งขึ้น

ทั้งนี้ มีประชาชนอย่างน้อย 57 คนได้รับการฉีดวัคซีนเหล่านั้นไปแล้ว

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

นายกญี่ปุ่นขอโทษ หลังส.ส.แอบเทียวกลางคืนไม่แคร์มาตรการฉุกเฉิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643857

วันที่ 28 ม.ค. 2564 เวลา 11:30 น.นายกญี่ปุ่นขอโทษ หลังส.ส.แอบเทียวกลางคืนไม่แคร์มาตรการฉุกเฉินเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อนักการเมืองญี่ปุ่นออกท่องราตรีขณะที่ขอความร่วมมือประชาชนงดออกจากบ้าน

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานว่านายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซูกะ แถลงขอโทษประชาชนเมื่อวันพุธที่ผ่านมาหลังมีรายงานว่าส.ส. ของพรรคร่วมรัฐบาลออกไปสังสรรค์ที่ไนต์คลับในย่านกินซ่า ของกรุงโตเกียว แม้ว่ารัฐบาลจะขอความร่วมมือให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการพบปะสังสรรค์และงดออกจากบ้านโดยไม่จำเป็นเพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

ซูกะกล่าวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “เนื่องด้วยรัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้ประชาชนงดออกจากบ้าน และผมเสียใจอย่างยิ่ง”

อย่างไรก็ตามตัวเขาเองก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหลังจากที่ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำถึง 2 ครั้งเมื่อกลางเดือนธ.ค. ที่ผ่านมาในขณะที่รัฐบาลขอให้ประชาชนงดสังสรรค์และรับประทานอาหารเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อป้องกันการแร่ระบาด

ด้านจุน มัตสึโมโตะ สมาชิกรัฐสภาอาวุโสจากพรรคเสรีประชาธิปไตย และคิโยฮิโกะ โทยามะ รักษาการเลขาธิการพรรคโคเมอิโตะ ก็ออกมายอมรับว่าพวกเขาไปเที่ยวไนต์คลับจริงเมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่าเขาออกจากร้านอาหารในเวลาประมาณ 21.00 น. จากนั้นไปต่อที่ไบต์คลับจนถึง 23.00 น. ทั้งที่รัฐบาลให้ประชาชนงดออกจากบ้านและสั่งให้ร้านอาหารปิดในเวลา 20.00 น.

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 ม.ค. รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศภาวะฉุกเฉินในโตเกียวและอีก 3 จังหวัดใกล้เคียงก่อนที่จะขยายไปอีก 7 จังหวัดใน 6 วันต่อมา และกำลังพิจารณาขยายระยะเวลารวมถึงขอความร่วมมือให้ร้านอาหารและผับบาร์ลดเวลาเปิดทำการไปอีกประมาณ 1 เดือนนับตั้งแต่กำหนดเก่าจะสิ้นสุดลงในวันที่ 7 ก.พ.

โดยแหล่งข่าวเผยว่าภาวะฉุกเฉินอาจมีไปจนถึงสิ้นเดือนก.พ. ในพื้นที่ต่างๆ ที่ยังคงพบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก

Photo by Kiyoshi Ota / POOL / AFP