ดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นของไทยอันดับตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644068

วันที่ 30 ม.ค. 2564 เวลา 16:15 น.ดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นของไทยอันดับตกคะแนนความโปร่งใสของไทยน้อยกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลกและค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

องค์กรความโปร่งใสสากล (TI) เผยดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันประจำปี 2020 (Corruption Perception Index) โดยไทยได้ 36 จาก 100 คะแนน ไม่เปลี่ยนแปลงจากคะแนนปีก่อนหน้า แต่อันดับของไทยตกจาก 101 ในปี 2019 มาอยู่ที่ 104 ในปี 2020 จากที่สำรวจทั้งหมด 180 ประเทศ

ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 43 คะแนน ค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกซึ่งรวมถึงไทยอยู่ที่ 45 คะแนน และไทยยังอยู่ในกลุ่ม 2 ใน 3 ประเทศที่ได้คะแนนน้อยกว่า 50 คะแนนด้วย

เมื่อพิจารณาในกลุ่มประเทศอาเซียน ปรากฏว่าไทยอยู่ในอันดับและคะแนนเท่ากับเวียดนาม โดยคะแนนของเวียดนามลดลงจากปี 2019 1 คะแนน

ขณะที่สิงคโปร์ยังเป็นที่ 1 ของอาเซียนด้วยคะแนน 85 คะแนน และขยับขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลก ส่วนบรูไน มาเลเซีย และอินโดนีเซียอยู่ในอันดับเหนือไทย มีเพียงฟิลิปปินส์ ลาว เมียนมา และกัมพูชาที่ได้คะแนนน้อยกว่าไทย

ส่วนประเทศที่คอร์รัปชันน้อยที่สุดในโลก 10 ประเทศแรก ได้แก่ เดนมาร์กและนิวซีแลนด์ซึ่งได้ 88 คะแนนเท่ากัน ตามด้วยฟินแลนด์ สิงคโปร์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งได้ 85 คะแนนเท่ากัน นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และลักเซมเบิร์ก

หญิงญี่ปุ่นซุกศพแม่ในตู้แช่แข็ง10 ปีเพราะกลัวถูกไล่จากอพาร์ตเมนต์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644056

วันที่ 30 ม.ค. 2564 เวลา 14:15 น.หญิงญี่ปุ่นซุกศพแม่ในตู้แช่แข็ง10 ปีเพราะกลัวถูกไล่จากอพาร์ตเมนต์ ลูกสาวกลัวถูกไล่ออกจากอพาร์ตเมนต์เลยซ่อนศพแม่ในตู้แช่แข็งนาน 10 ปีโดยไม่มีใครรู้

สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานเรื่องสุดช็อกว่า ยูมิ โยชิโนะ หญิงวัย 48 ปีซ่อนศพแม่ของตัวเองไว้ในตู้แช่แข็งโดยที่ไม่ไม่ใครระแคะระคายเป็นเวลา 10 ปี เพราะกลัวว่าจะถูกไล่ออกจากอพาร์ตเมนต์ที่พักอยู่ด้วยกันกับแม่หากมีคนรู้ว่ามีการเสียชีวิตเกิดขึ้น

ตำรวจเปิดเผยว่าโยชิโนะถูกจับกุมในข้อหาละเลยและซ่อนศพแม้ซึ่งเจ้าหน้าที่เพิ่งพบเมื่อวันที่ 27 ที่ผ่านมาในตู้แช่แข็งที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว 

โยชิโนะสารภาพว่า เธอซ่อนศพแม่เมื่อ 10 ปีก่อนหลังจากเธอพบว่าแม่เสียชีวิต เนื่องจากไม่ต้องการย้ายออกจากอพาร์ตเมนต์ห้องนี้ เพราะแม่มีชื่ออยู่ในสัญญาเช่าอพาร์ตเมนต์

เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาโยชิโนะถูกไล่ออกจากอพาร์ตเมนต์ดังกล่าวหลังจากไม่ได้จ่ายค่าเช่า ก่อนที่พนักงานทำความสะอาดจะพบศพในตู้แช่แข็งที่ซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า โดยจากการชันสูตรไม่สามารถระบุเวลาและสาเหตุการเสียชีวิต

บิตคอยน์พุ่ง 20% หลัง อีลอน มัสก์ ติดแฮชแท็กในทวิตเตอร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644046

วันที่ 30 ม.ค. 2564 เวลา 12:15 น.บิตคอยน์พุ่ง 20% หลัง อีลอน มัสก์ ติดแฮชแท็กในทวิตเตอร์แค่ อีลอน มัสก์ ติดแฮชแท็ก #bitcoin มูลค่าบิตคอยน์ก็พุ่งไปถึง 20%  

อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของค่ายรถยนต์ไฟฟ้า Tesla สร้างปรากฏการณ์ในตลาดหุ้นอีกครั้งจากเจ้าตัวติดแฮชแท็ก #bitcoin ลงในประวัติส่วนตัวในทวิตเตอร์มื่อช่วงเช้าวันศุกร์ตามเวลาสหรัฐ หรือช่วงค่ำวันเดียวกันตามเวลาประเทศไทย

และไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นมูลค่าของสกุลเงินดิจิทัล บิตคอยน์ (Bitcoin) ก็เพิ่มขึ้นมาอีก 5,000 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 37,299 เหรียญสหรัฐ หรือพุ่งขึ้นถึง 20% ก่อนจะขยับไปอยู่ที่ $37,653 เหรียญสหรัฐ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การทวีตของมัสก์มีผลต่อราคาหุ้น อย่างในกรณีของหุ้นร้านจำหน่ายวิดีโอเกม GameStop ที่ราคาพุ่งขึ้นไปอีกหลังจากมัสก์แชร์ลิงค์ของกลุ่มย่อยที่คุยเรื่องหุ้น WallStreetBets ใน Reddit ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการดันราคาหุ้นให้ทะยานขึ้นถึง 1,700%

การเพิ่มบิตคอยน์ลงในประวัติส่วนตัวในทวิตเตอร์ของมัสก์เกิดขึ้นท่ามกลางการคาดเดาว่าซีอีโอของ Tesla อาจลงทุนซื้อบิตคอยน์หรืออาจเพิ่มสกุลเงินดิจิทัลนี้ในบัญชีงบดุลของ Tesla แม้จะยังไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติมจากเจ้าตัว แต่เท่านั้นก็เพียงพอให้มูลค่าบิตคอยน์เพิ่มขึ้นแล้ว

Photo by Britta Pedersen / POOL / AFP

อาร์เจนตินาเก็บภาษีคนรวยมาช่วยคนเดือดร้อนจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644042

วันที่ 30 ม.ค. 2564 เวลา 10:16 น.อาร์เจนตินาเก็บภาษีคนรวยมาช่วยคนเดือดร้อนจากโควิดCovid-19 ที่ระบาดหนักซ้ำเติมปัญหาความยากจนของอาร์เจนตินา

ทางการอาร์เจนตินาเริ่มบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีแบบครั้งเดียวที่เรียกว่า “ภาษีมหาเศรษฐี” จากกลุ่มคนที่มีฐานะมั่งคั่ง เพื่อนำเงินมาจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์และช่วยเหลือภาคธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 รวมถึงเป็นทุนการศึกษาและจัดหาอุปกรณ์บรรเทาทุกข์ให้ประชาชน

มาตรการนี้ใช้กับบุคคลที่มีทรัพย์สินตั้งแต่ 200 ล้านเปโซ หรือ 68.69 ล้านบาท ต้องจ่ายภาษี 3.5% ของทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศ และ 5.25% ของทรัพย์สินที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งมีบุคคลเข้าข่ายราว 12,000 คนจากประชากรทั้งหมด 44 ล้านคน

รัฐบาลของประธานาธิบดี อัลแบร์โต แฟร์นานเดซ คาดว่าจะได้เงินราว 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 89,601 ล้านบาท

มาตรการดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากสภาเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้วด้วยคะแนนเสียง 42 ต่อ 26 ทว่ามีเสียงคัดค้านจากฝ่ายค้านว่ามาตรการนี้เสมือนเป็นการยึดทรัพย์คนรวย และยังมีความกังวลจากสมาคมชนบทอาร์เจนตินาซึ่งเป็นปากเสียงของเกษตรกรในประเทศว่ามาตรการนี้อาจนำมาใช้แบบถาวร

ทั้งนี้ กว่า 40% ของประชากรอาร์เจนตินาอยู่ใต้เส้นแบ่งความยากจน คือมีรายได้วันละ 1.90 เหรียญสหรัฐ หรือ 56.75 บาท ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ 11

รวบคลินิกลวงโลกหลอกฉีดวัคซีนปลอมกว่า 7 หมื่นโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644007

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 19:00 น.รวบคลินิกลวงโลกหลอกฉีดวัคซีนปลอมกว่า 7 หมื่นโดสคลินิกแห่งหนึ่งในเอกวาดอร์หลอกฉีดวัคซีนปลอมในราคา 450 บาท อ้างจะมีภูมิคุ้มกันต้านโควิด-19 เมื่อฉีดครบ 3 ครั้ง

รัฐบาลท้องถิ่นเอกวาดอร์เผยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมคลินิกแห่งหนึ่งในเมืองกีโต เมืองหลวงของเอกวาดอร์ หลังสืบทราบว่าคลินิกแห่งนี้ทำการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ปลอมให้ประชาชนไปแล้วกว่า 70,000 โดส

หัวหน้าเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยของเมืองระบุว่าคลินิกดังกล่าวทำการฉีดสารไม่ทราบชื่อโดยคิดค่าบริการคนละ 15 เหรียญสหรัฐ หรือราว 450 บาท โดยหลอกว่าจะมีภูมิคุ้มกันต้านโควิด-19 เมื่อฉีดยาครบ 3 ครั้ง

ด้านเจ้าของคลินิกอ้างว่าไม่ได้ให้วัคซีนต้านโควิด-19 แต่เป็น “วิตามินและเซรั่ม” เพื่อกระตุ้มภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย และให้การรักษาพยาบาลอื่นๆ เพื่อรักษาโรค พร้อมเผยว่าได้ให้การรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ไปแล้วราว 20,000 คน

ทั้งนี้ เอกวาดอร์เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการระบาดของไวรัสโคโรนาในปีที่แล้ว และขณะนี้มีรายงานผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศกว่า 246,000 คน รักษาหายแล้ว 204,000 คน และมีผู้เสียชีวิต 14,766 คน

โดยเอกวาดอร์ได้อนุมัติวัคซีนต้านโรคโควิด-19 จากไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) และอ็อกซ์ฟอร์ด-แอสตราเซเนกา (Oxford–AstraZeneca) เรียบร้อยแล้ว โดยกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าจะจัดฉีดวัคซีนให้กับผู้ใหญ่ทุกคนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายภายในสิ้นปีนี้

Photo by Ishara S. KODIKARA / AFP

ล้ำไปอีกขั้น! ไต้หวันผลิตชิปรถยนต์แลกวัคซีนจากเยอรมนี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644001

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 18:00 น.ล้ำไปอีกขั้น! ไต้หวันผลิตชิปรถยนต์แลกวัคซีนจากเยอรมนี เยอรมนีต้องการชิปไปผลิตรถยนต์ ส่วนไต้หวันต้องการวัคซีน ข้อตกลงแลกเปลี่ยนจึงเกิดขึ้น 

หวังเหม่ยฮัว รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของไต้หวันยืนยันว่าได้พบกับ โธมัส พรินซ์ ผู้แทนเยอรมนีประจำไต้หวัน เพื่อหารือเกี่ยวกับการผลิตชิปรถยนต์ของไต้หวันและวัคซีนต้าน Covid-19 ของเยอรมนี  

ก่อนหน้านี้มีรายงานจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวันว่า ไต้หวันขอความช่วยเหลือจากเยอรมนีในการจัดซื้อวัคซีน โดยไต้หวันจะเร่งผลิตชิปสำหรับรถยนต์ให้เยอรมนีตามคำขอของ ปีเตอร์ ไอท์ไมเยอร์ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจเยอรมนี  

ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกเริ่มฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ให้ประชาชน แต่ดูเหมือนว่าการจัดหาวัคซีนของไต้หวันจะไม่เป็นไปตามแผน เนื่องจากยังต้องรอวัคซีนล็อตแรกที่คาดว่าจะมาถึงในเดือน มี.ค.

ขณะที่ฝั่งเยอรมนี สหรัฐ และญี่ปุ่นกำลังต้องการชิปรถยนต์จากไต้หวัน เนื่องจากสินค้าขาดตลาดไปทั่วโลก จึงนำมาสู่การเจรจาแลกเปลี่ยนระหว่างไต้หวันและเยอรมนีในครั้งนี้

Photo by Sam Yeh / AFP

การเมืองเมียนมาตึงเครียดจุดกระแสเกิดรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644010

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 17:12 น.การเมืองเมียนมาตึงเครียดจุดกระแสเกิดรัฐประหารกระแสรัฐประหารในเมียนมามาแรงหลังความสัมพันธ์รัฐบาลพลเรือนและกองทัพตึงเครียด

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ปีที่แล้วซึ่งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดีของอองซานซูจีชนะการเลือกตั้งและได้ที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้น ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลพลเรือนและกองทัพเมียนมาก็เกิดขึ้น

กองทัพไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง โดยอ้างว่าเกิดการโกงการเลือกตั้ง และประกาศว่าจะเคลื่อนไหวหากข้อร้องเรียนเรื่องการเลือกตั้งไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งยืนยันแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดโปร่งใส

อีกทั้งโฆษกของกองทัพยังไม่ยอมยืนยันว่าทหารจะไม่ทำรัฐประหาร ขณะที่ มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพเมียนมายังเสนอให้ล้มรัฐธรรมนูญ จนเกิดความวิตกว่ากองทัพจะทำรัฐประหาร

ล่าสุด อันโตนิโอ กูเตร์เรส แถลงการณ์ว่า กำลังจับตาดูสถานการณ์ในเมียนมาด้วยความกังวลอย่างยิ่ง และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายงดเว้นการกระทำใดๆ ที่จะเป็นการยั่วยุปลุกปั่น นำคนออกมาประท้วง ยึดมั่นต่อบรรทัดฐานประชาธิปไตย และเคารพผลการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน สถานทูตประเทศตะวันตกหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา สหภาพยุโรป และสหรัฐ ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้กองทัพและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยึดมั่นต่อบรรทัดฐานประชาธิปไตย ขอคัดค้านความพยายามใดๆ ในการเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งหรือขัดขวางการเปลี่ยนถ่ายประชาธิปไตยในเมียนมา

อินโดเปลี่ยนรถไฟเป็นรพ.สนาม หลังผู้ป่วยโควิดล้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643991

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 16:30 น.อินโดเปลี่ยนรถไฟเป็นรพ.สนาม หลังผู้ป่วยโควิดล้นยอดผู้ติดโควิด-19 ในอินโดนีเซียทะลุล้าน ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาลจนต้องพึ่งรถไฟ

ทางการท้องถิ่นในเมืองมาดิอัน จังหวัดชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย ทำการดัดแปลงตู้โดยสารทั้งสิ้น 24 ตู้บนรถไฟขบวนหนึ่งให้เป็นสถานพยาบาลฉุกเฉินและสถานที่กักตัวชั่วคราวสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มล้นโรงพยาบาล

นายกเทศมนตรีเมืองมาดิอันเผยว่าตู้โดยสารเหล่านี้สามารถรองรับผู้ป่วยได้กว่า 250 คน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นทางเลือกเดียวที่สามารถทำได้ในขณะนี้เนื่องจากสถานพยาบาลที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก

โดยเมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมาอินโดนีเซียเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันเฉียงใต้ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อทะลุ 1 ล้านคน ขณะที่ผู้ป่วยในห้องไอซียูทั่วประเทศอยู่ที่กว่า 70% ซึ่งใกล้ถึงขีดจำกัด และโรงพยาบาลหลายแห่งกำลังประสบปัญหาผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล

ขณะนี้ อินโดนีเซียมีผู้ป่วยสะสมยืนยันทั่วประเทศ 1.04 ล้านคน เป็นผู้ป่วยรายใหม่ทั้งสิ้น 13,695 คน และมียอดผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 29,331 คน

Photo by HENDRO / AFP

เปิดโทษคนปกปิดไทม์ไลน์-ไม่กักตัวโควิดในต่างประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643988

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 15:00 น.เปิดโทษคนปกปิดไทม์ไลน์-ไม่กักตัวโควิดในต่างประเทศเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ โทษประเทศไหนแรง-เบากว่าไทย

การปกปิดไทม์ไลน์หรือให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับ Covid-19 ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ประเทศไทยในกรณีของดีเจคนดังและบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น หลายประเทศทั่วโลกก็ต้องยุ่งยากกับการรับมือกับบุคคลที่ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวมไม่แพ้ไทย และมีบทลงโทษแตกต่างกันไปดังนี้

เริ่มต้นกันที่ประเทศที่มีกฎระเบียบเคร่งครัดอย่างสิงคโปร์ สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการติดตามเส้นทางของผู้ติดเชื้อมากถึงขั้นที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศว่าจะไม่ลังเลที่จะลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการนี้เลย ซึ่งเคยมีกรณีเกิดขึ้นกับสองสามีภรรยาชาวจีนคู่หนึ่งที่ให้ข้อมูลการเดินทางและสถานที่อยู่เท็จกับเจ้าหน้าที่ และภรรยายังให้ข้อมูลเท็จระหว่างที่กักตัวด้วย

ตามกฎหมายโรคติดต่อของสิงคโปร์ การให้ข้อมูลเท็จและขัดขวางการติดตามเส้นทางการติดเชื้อของเจ้าหน้าที่จะมีโทษปรับไม่เกินคนละ 10,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 225,233.40 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนอีกกรณีหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวโดมินิกันที่ให้ข้อมูลประวัติการเดินทางเท็จ 2 ครั้งต่างวาระกัน หากศาลตัดสินว่าผิดจริงในข้อหาจงใจให้ข้อมูลอันเป็นเท็จแก้เจ้าพนักงานอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี และปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ และเมื่อรับโทษครบแล้วต้องถูกเนรเทศและห้ามไม่ให้เดินทางเข้าสิงคโปร์อีก

ด้านไต้หวันซึ่งคุมการแพร่ระบาดของ Covid-19 ได้ดีมากประเทศหนึ่งและลงโทษคนฝ่าฝืนเคร่งครัดมาก อย่างล่าสุดสั่งปรับชายจากเมืองไถจงที่ฝ่าฝืนการกักตัวแอบออกจากที่พักอย่างน้อย 7 ครั้งภายในเวลา 3 วัน เป็นเงิน 1   ล้านเหรียญไต้หวัน หรือ 1.07 ล้านบาท ซึ่งเป็นโทษปรับสูงสุด ขณะที่อัตราโทษปรับต่ำสุดอยู่ที่ 100,000 เหรียญไต้หวัน

ก่อนหน้านี้ไต้หวันสั่งปรับพลเมือง 4 คนที่ฝ่าฝืนมาตรการกักตัวคนละ 1 ล้านเหรียญไต้หวันเช่นเดียวกัน และยังมีกรณีที่แรงงานไทยถูกปรับเช่นกัน

ส่วนในประเทศจีน เมื่อช่วงต้นปีที่แล้วหลายเมือง อาทิ กรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ประกาศว่า พลเมืองจีนที่กลับจากต่างประเทศแล้วไม่เปิดเผยอาการหรือประวัติการรักษาที่เกี่ยวข้องกับ Covid-19 จะถูกตัดคะแนนความน่าเชื่อถือทางสังคม

โทษดังกล่าวอาจฟังดูไม่ค่อยน่ากลัวสำหรับสายตาคนนอก แต่สำหรับชาวจีนมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันแน่นอน เพราะคนที่มีคะแนนความน่าเชื่อถือทางสังคมต่ำๆ อาจถูกขึ้นบัญชีดำไม่ให้เข้าสถานที่สาธารณะ จองตั๋วรถไฟ หรือห้ามไม่ให้ซื้ออสังหาริมทรัพย์

ทว่าล่าสุดทางการจีนเอาจริงสั่งลงโทษหนักกว่าหักคะแนน นั่นคือกรณีของนักชีวสถิติหญิงรายหนึ่งที่เริ่มมีอาการป่วยคล้าย Covid-19 แต่กลับทานยาลดไข้เพื่อให้ผ่านการตรวจอุณหภูมิร่างกายที่สนามบิน ก่อนจะบินกลับจากสหรัฐโดยที่ไม่รอผลตรวจ และสุดท้ายเธอติดเชื้อและทำให้ผู้โดยสารคนอื่นอีก 63 คนต้องถูกกักตัวดูอาการไปด้วย โดยศาลสั่งจำคุกเธอ 1 ปีในข้อหาขัดขวางการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อ โดยให้รอลงอาญาไว้ก่อน

ขยับไปที่เกาหลีใต้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ (KCDC) ประกาศชัดเจนว่า การให้ข้อมูลเท็จหรือปกปิดข้อมูลอันเป็นอุปสรรคต่อการควบคุม Covid-19 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 10 ล้านวอน หรือ 267,424 บาท นอกจากนี้การฝ่าฝืนคำสั่งกักตัวก็อาจได้รับโทษเช่นเดียวกันนี้ และทางการยังคาดโทษผู้ที่ทานยาเพื่อให้ผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิที่สนามบินว่าจะเจอโทษหนัก หลังจากวัยรุ่นรายหนึ่งทานยาลดไข้ปริมาณมากเพื่อให้เข้าสนามบินได้

ส่วนที่ญี่ปุ่น กระทรวงสาธารณสุขมีแผนจะลงโทษบุคคลที่โกหกหรือไม่ตอบคำถามเพื่อตามหาเส้นทางการติดเชื้อ โดยเสนอให้ลงโทษปรับไม่เกิน 500,000 เยน หรือ 143,523 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นเรื่องให้สภาพิจารณา นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังกำหนดโทษสำหรับผู้ที่หนีการกักตัวให้จำคุกพร้อมกับใช้แรงงานไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านเยน หรือ 286,953 บาท

ข้ามไปที่อังกฤษซึ่งตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันยังสูง ทั้งยังต้องเผชิญกับเชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธุ์ที่แพร่ระบาดได้ง่าย ที่อังกฤษพบการให้ข้อมูลเท็จเช่นกัน แต่เป็นข้อมูลของคนอื่น เช่น แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าคนที่ตัวเองไม่ชอบหน้าติดเชื้อ เพื่อกลั่นแกล้งให้คนคนนั้นต้องเข้ารับการกักตัว โดยผู้กระทำต้องถูกปรับ 1,000 ปอนด์ หรือ 41,092 บาท สำหรับความผิดครั้งแรก และหากทำผิดข้อหาเดียวกัน 4 ครั้ง โทษปรับจะเพิ่มเป็น 10,000 ปอนด์ หรือ 410,988 บาท และหากผู้ติดเชื้อปกปิดข้อมูลของตนเองก็ต้องระวางโทษเดียวกัน 

ขณะที่ออสเตรเลียยังไม่มีมาตรการลงโทษผู้ที่โกหกหรือปกปิดไทม์ไลน์ แม้ว่าจะเคยเกิดกรณีที่พนักงานร้านพิซซ่าที่ติดเชื้อรายหนึ่งในรัฐเซาท์ออสเตรเลียโกหกเกี่ยวกับการทำงานของตัวเองจนทางการต้องสั่งล็อกดาวน์พื้นที่ 6 วันมาแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะไม่มีมาตรการลงโทษคนที่ให้ข้อมูลเท็จ ในระดับรัฐมีคำสั่งของหน่วยงานสาธารณสุขให้ปรับคนที่ให้ข้อมูลเท็จหรือสร้างความเข้าใจผิดในการออกเอกสารการเดินทางข้ามรัฐ อาทิ รัฐนิวเซาท์เวลส์ หากให้ข้อมูลเท็จหรือปกปิดข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่อาจถูกปรับ 4,000 เหรียญออสเตรเลีย หรือ 91,864.84 บาท

นอกจากนี้ ยังมีชาวออสเตรเลียอีกหลายคนในรัฐควีนส์แลนด์ที่ต้องขึ้นศาล เนื่องจากเดินทางข้ามพรมแดนโดยไม่เปิดเผยว่าเคยไปอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดหนัก

สำหรับประเทศไทย มีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 17 ) ข้อ 4 เรื่องโทษ ระบุว่า ผู้ฝ่าฝืนข้อกำหนดซึ่งออกตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548  ย่อมเป็นความผิดซึ่งอาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ที่จงใจปกปิดข้อมูลการเดินทางหรือแจ้งข้อมูลเท็จต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนและควบคุมโรคเป็นผลให้เชื้อโรคแพร่ออกไป อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 มีโทษคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อเทียบกันแล้วถือว่าโทษปรับของไทยน้อยมาก แต่โทษจำคุกสูงสุดสูงกว่าประเทศอื่น ขณะที่ไต้หวันมีโทษปรับสูงที่สุดในจำนวนประเทศที่เอ่ยถึง

เกาหลีใต้เฮ! ศาลไฟเขียวนำเข้าตุ๊กตายางไม่ผิดศีลธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643965

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 13:00 น.เกาหลีใต้เฮ! ศาลไฟเขียวนำเข้าตุ๊กตายางไม่ผิดศีลธรรมศาลกรุงโซลไฟเขียวนำเข้าตุ๊กตายาง มองรัฐไม่ควรก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว

สำนักข่าวเกาหลีใต้ยอนฮับรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมาศาลกรุงโซลอนุญาตให้นำเข้าตุ๊กตายาง โดยระบุว่าเป็นของใช้ส่วนตัวไม่ได้ทำให้ศีลธรรมของประชาชนเสื่อมเสียแต่อย่างใด

จึงได้มีคำสั่งยกเลิกคำตัดสินของสำนักงานศุลกากรประจำสนามบินนานาชาติคิมโพในกรุงโซลที่ระงับการนำเข้าตุ๊กตายางจากต่างประเทศ

โดยในเดือนมกราคมปีที่แล้ว บริษัทท้องถิ่นแห่งหนึ่งพยายามนำเข้าตุ๊กตายางจากประเทศจีนโดยผ่านสนามบินนานาชาติคิมโพ แต่เจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำสนามบินสั่งระงับโดยกล่าวว่าสินค้าดังกล่าวบ่อนทำลายศีลธรรมอันดีของประชาชน

ทั้งนี้ คำตัดสินล่าสุดของศาลระบุว่า “สินค้าดังกล่าวไม่มีการแสดงส่วนต่างๆ ของร่างกายหรือจุดซ่อนเร้นอย่างโจ่งแจ้งที่สร้างความเสียหายร้ายแรงหรือขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่เป็นการทำลายศีลธรรมของประชาชน”

พร้อมระบุว่าเซ็กส์ทอยถูกใช้ในพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งรัฐไม่ควรก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวรวมถึงเคารพในเสรีภาพของประชาชน

อย่างไรก็ตามยังคงมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการนำเข้าตุ๊กตายางโดยมองว่าเป็นการล่วงละเมิดเพศมารดาและกระตุ้นอาชญากรรมทางเพศ

photo by AFP / Behrouz MEHRI