ชมระบบสาธารณสุขไทย ไม่ทอดทิ้งคนชายขอบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643612

วันที่ 25 ม.ค. 2564 เวลา 17:35 น.ชมระบบสาธารณสุขไทย ไม่ทอดทิ้งคนชายขอบองค์การอ็อกแฟมยกไทยเป็นประเทศตัวอย่างที่มีระบบสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

รายงานซึ่งจัดทำโดยองค์การอ็อกแฟม (Oxfam) พูดถึงการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่สามารถนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม โดยระบุว่าหลายร้อยล้านคนทั่วโลกกำลังถูกบีบบังคับให้ต้องเผชิญกับความแร้นแค้น ขณะที่บุคคลหรือองค์กรที่ร่ำรวยมหาศาลกลับมีรายได้มากขึ้น

โดยส่วนหนึ่งของรายงานได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น พร้อมชูประเทศไทยเป็นหนึ่งในตัวอย่างประเทศที่มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสำหรับประชาชนในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

โดยการเปลี่ยนแปลงโลกให้ดียิ่งขึ้นของอ็อกแฟมประการแรกคือ “โลกที่ใส่ใจมนุษย์” ซึ่งระบุว่าเพศหรือเชื้อชาติไม่ได้เป็นตัวกำหนดสุขภาพหรือการศึกษาของประชาชน โดยรัฐบาลต้องทำให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิการรวมถึงการบริการสาธารณะอื่นๆ อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ไม่มีช่องว่างระหว่างคนรวย-คนจน และเพศหญิง-เพศชาย ยกระดับการดูแลกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มคนบริเวณชายขอบที่ถูกกดขี่ในอดีต โดยยกตัวอย่างประเทศไทยและคอสตาริกาที่มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

โดยอ็อกแฟมระบุว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญในการเพิ่มงบประมาณสาธารณะเพื่อใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและให้ประชาชนได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยผู้ที่อาศัยในชุมชนยากจนหรือชายขอบมักได้รับผลกระทบมากที่สุดเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล

แต่ประเทศไทยและคอสตาริกาได้พิสูจน์ว่าสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยประชาชนคอสตาริกาสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น 25% และสามารถลดความเหลื่อมล้ำในการรักษาพยาบาลในเวลาเพียง 10 ปี

ประการต่อมาคือ “โลกที่มีความเท่าเทียมกัน” โดยระบุว่าการลดความเหลื่อมล้ำยังเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลต้องกำหนดเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมและมีขอบเขตเวลาชัดเจน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญความพยายามในการช่วยเหลือและฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมถึงความเท่าเทียมทางเพศและเชื้อชาติ โดยยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ และเซียร์ราลีโอน ว่าเป็นประเทศที่มีความมุ่งมั่นในการลดความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งสำคัญระดับชาติ

“โลกที่ปราศจากการแสวงหาผลประโยชน์” ธุรกิจต่างๆ ควรออกแบบเพื่อป้องกันความไม่เท่าเทียม ควรมีการรับประกันรายได้และกำหนดค่าจ้างสูงสุด ซึ่งการแพร่ระบาดของโควิด-19 แสดงให้เห็นว่าการรับประกันรายได้เป็นสิ่งสำคัญ โดยตามรายงานระบุว่ามหาเศรษฐีคือสัญญาณของความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ และความร่ำรวยล้นฟ้าควรหมดไป

“โลกที่มหาเศรษฐีจ่ายภาษีอย่างยุติธรรม” โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสทำให้หลายฝ่ายเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการเรียกเก็บภาษีคนรวยและยุติการหลบเลี่ยงภาษี โดยอาร์เจนตินาแสดงให้เห็นว่าการเก็บภาษีคนรวยชั่วคราวสามารถสร้างรายได้กว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อใช้รับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

ประการสุดท้ายคือ “โลกแห่งความปลอดภัยของสภาพอากาศ” การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ และคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากโดยเฉพะอย่างยิ่งกลุ่มคนยากจนในชุมชนแร้นแค้น ซึ่งเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือต่างๆ และเพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้อ็อกแฟมระบุว่าเราจำเป็นต้องสร้าง “เศรษฐกิจสีเขียว” เพื่อไม่ให้เป็นการทำร้ายโลกไปมากกว่านี้ โดยยกตัวอย่างการยุติเชื้อเพลิงฟอสซิล และกล่าวว่ารัฐบาลควรดำเนินการจัดการกับปัญหาสภาพภูมิอากาศเช่นเดียวกับการจัดการกับไวรัส

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

โควิดทำเศรษฐีรวยหนัก คนไม่มีกินยิ่งจนกระจาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643593

วันที่ 25 ม.ค. 2564 เวลา 15:30 น.โควิดทำเศรษฐีรวยหนัก คนไม่มีกินยิ่งจนกระจายองค์การอ็อกแฟมชี้มหาเศรษฐี 10 อันดับแรกมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นรวมกันได้ถึงครึ่งล้านล้านเหรียญสหรัฐในช่วงโควิด-19 ขณะที่ผู้คนหลายร้อยล้านคนทั่วโลกกำลังตกงาน

ตามรายงานขององค์การอ็อกแฟม (Oxfam) เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ระบุว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในเกือบทุกประเทศ

ผลการสำรวจขององค์การอ็อกแฟมซึ่งจัดทำโดยนักเศรษฐศาสตร์ 295 คนจาก 79 ประเทศทั่วโลกพบว่า 87% ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะเกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในประเทศของตน “เพิ่มขึ้น” หรือ”เพิ่มขึ้นอย่างมาก” อันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโรค

นอกจากนี้ยังเผยว่านับตั้งแต่เกิดการระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 ชายที่ร่ำรวยที่สุด 10 อันดับแรกของโลกมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นรวมกันได้ถึงครึ่งล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ผู้คนหลายร้อยล้านคนต้องตกงาน

ซึ่งตามรายงานชี้ให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจที่มีหัวเรือใหญ่เอื้อให้กลุ่มคนที่ร่ำรวยมหาศาลสามารถรักษาความร่ำรวยไว้ได้ ท่ามกลางภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจอันเลวร้ายที่สุด

ขณะที่ผู้คนอีกหลายพันล้านคนรวมถึงผู้ที่อยู่แนวหน้าในการเผชิญกับโรคระบาด อาทิ พนักงานร้านค้า เจ้าหน้าที่สาธารณสุข พ่อค้าแม่ค้าในตลาด ยังคงต้องดิ้นรนอย่างหนัก และ 3 ใน 4 ของคนงานทั่วโลกไม่สามารถเข้าถึงความคุ้มครองทางสังคม เช่น เงินประกันเมื่อเจ็บป่วย หรือสวัสดิการว่างงาน

โดยขณะที่ 1,000 อันดับมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกสามารถชดเชยผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโรคได้ภายในระยะเวลาเพียง 9 เดือน แต่คนยากจนอาจต้องใช้เวลามากกว่านั้นถึง 14 เท่าหรือคิดเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปีในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอันเลวร้าย

ตามรายงานยังระบุว่าหากเก็บภาษีชั่วคราวสำหรับกำไรส่วนเกินจากบริษัทระดับโลก 32 แห่งที่ได้กำไรมากที่สุดในช่วงการแพร่ระบาดของโรคอาจได้เงินถึง 104,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 ซึ่งเป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับการจัดสวัสดิการให้แก่คนว่างงานทุกคน รวมทั้งเป็นเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่เด็กและผู้สูงอายุทุกคนในประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง

นอกจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้ว อ็อกแฟมระบุว่าการแพร่ระบาดของไวรัสยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติอีกด้วย โดยกลุ่มชาติพันธุ์บริเวณชายขอบกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งพวกเขามีแนวโน้มที่จะถูกผลักให้ต้องเผชิญกับความยากไร้ และถูกกีดกันออกจากการดูแลรักษาทางสาธารณสุข

กาบรีลา บุชเชอร์ ผู้อำนวยการบริหารองค์การอ็อกแฟมกล่าวว่า “ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดมีความรุนแรงไม่ต่างจากไวรัส ความเหลื่อมล้ำอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่นโยบายของรัฐสามารถสร้างทางเลือกได้ โดยรัฐบาลทั่วโลกต้องคว้าโอกาสนี้เพื่อสร้างให้เกิดความเท่าเทียมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”

“การต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำเป็นหัวใจสำคัญของการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดูแลให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเงินช่วยเหลือเยียวยา สวัสดิการต่างๆ รวมถึงวัคซีน และต้องมั่นใจว่าบุคคลหรือองค์กรที่ร่ำรวยที่สุดมีส่วนแบ่งภาษีอย่างยุติธรรมเพื่อประโยชน์ของทุกคนไม่ใช่แค่เฉพาะผู้มีสิทธิพิเศษเพียงไม่กี่คนเท่านั้น” บุชเชอร์กล่าว

Photo by ALEXIS HUGUET / AFP

จีนแซงสหรัฐคว้าแชมป์แหล่งลงทุนอันดับหนึ่งของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643581

วันที่ 25 ม.ค. 2564 เวลา 14:00 น.จีนแซงสหรัฐคว้าแชมป์แหล่งลงทุนอันดับหนึ่งของโลกประเทศจีนกลายเป็นจุดหมายของการลงทุนใหม่จากต่างชาติอันดับหนึ่งของโลกแซงหน้าสหรัฐเป็นที่เรียบร้อย

การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมาว่าประเทศจีนกลายเป็นจุดหมายของการลงทุนใหม่โดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นอันดับหนึ่งของโลกแซงหน้าสหรัฐเป็นที่เรียบร้อย

ขณะที่สหรัฐซึ่งเคยครองตำแหน่งแชมป์มีการลงทุน FDI กลุ่มใหม่ลดลงเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ในทางกลับกันการลงทุนในประเทศจีนเพิ่มขึ้น 4% แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของจีนที่เพิ่มขึ้นในเวทีเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจีนจะสามารถครองอันดับหนึ่งสำหรับการลงทุนครั้งใหม่โดยจากต่างประเทศ แต่สหรัฐยังคงเป็นแชมป์ในการลงทุนจากต่างประเทศในภาพรวมทั้งหมดทั้งใหม่และเก่า

ถึงกระนั้นตามข้อมูลของศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ (CEBR) ในสหราชอาณาจักร มีการคาดการณ์ว่าจีนอาจแซงสหรัฐได้ภายในปี 2028

ในขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐกำลังวิกฤตด้วยสถานการณ์การแพ่ระบาดของโควิด-19 แต่เศรษฐกิจของจีนกลับฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

โดยจีนมีเงินไหลเข้าประเทศถึง 163,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่สหรัฐมี 134,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศเศรษฐกิจหลักเพีงแห่งเดียวที่สามารถฟื้นตัวได้ในขณะที่เกิดวิกฤตโรคระบาด ส่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์หลายคนประหลาดใจกับความสามารถในการฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังเป็นช่วงที่มีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอีกด้วย

ในทางกลับกันเมื่อปี 2019 สหรัฐได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศถึง 251,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่จีนได้รับ 140,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยการลงทุนจากต่างประเทศในสหรัฐพุ่งสูงสุดในปี 2016 ด้วยเม็ดเงินจำนวน 472,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งขณะนั้นการลงทุนจากต่างประเทศในประเทศจีนอยู่ที่ 134,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แต่นับตั้งแต่นั้นมาการลงทุนในจีนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะที่การลงทุนในสหรัฐลดลงทุกปีตั้งแต่ปี 2017

ยุโรปเล็งคว่ำบาตรรัสเซียเหตุปราบม็อบรุนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643571

วันที่ 25 ม.ค. 2564 เวลา 12:30 น.ยุโรปเล็งคว่ำบาตรรัสเซียเหตุปราบม็อบรุนแรงหลายประเทศในยุโรปร่วมกดดันรัสเซียหลังละเมิดพันธสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องปล่อยตัวกลุ่มผู้ชุมนุม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเหตุประท้วงครั้งใหญ่ในรัสเซียเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมาซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คนทั่วประเทศและมีผู้ถูกจับกุมอีกกว่า 3,500 คน กำลังถูกจับตามองและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหลายประเทศทั่วโลก

ซึ่งนอกจากสหรัฐที่ออกมาประณามการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัสเซียในการปราบปราบและจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุมวานนี้แล้วยังมีอีกหลายประเทศที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อกรณีนี้เช่นกัน

โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรปมีกำหนดหารือกันในวันจันทร์ (25 ม.ค.) เพื่อเจรจาถึงแนวทางการดำเนินการร่วมกันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้แต่ละประเทศเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย

รวมทั้งอันด์แซย์ ดูดา ประธานาธิบดีโปแลนด์ยังเรียกร้องให้สหภาพยุโรปเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียในกรณีการจับกุมอะเล็กเซย์ นาวัลนีด้วย

เช่นเดียวกับสหราชอาณาจักรก็ได้แสดงความกังวลต่อการจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเผยว่ายังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลรัสเซียเคารพและปฏิบัติตามพันธสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ฌอง-อีฟว์ เลอ ดริยอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสก็ออกมาประณามการจับกุมผู้ประท้วงของเจ้าหน้าที่รัสเซีย โดยกล่าวว่าเป็นการกระทำอันนำไปสู่การปกครองแบบเผด็จการ และเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรรัสเซียต่อไป

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศของเอสโตเนีย, ลัตเวีย และลิทัวเนีย ก็กำลังเรียกร้องให้มีมาตรการที่เข้มงวดต่อเจ้าหน้าที่รัสเซียที่จับกุมกลุ่มผู้ชุมนุมเช่นกัน

Photo by Kirill KUDRYAVTSEV / AFP

สหรัฐหนุนม็อบต้านปูติน รัสเซียโต้กลับอย่าแทรกแซง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643566

วันที่ 25 ม.ค. 2564 เวลา 10:40 น.สหรัฐหนุนม็อบต้านปูติน รัสเซียโต้กลับอย่าแทรกแซงสหรัฐแถลงประณามการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัสเซียในการจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุมพร้อมเรียกร้องปล่อยตัว ด้านรัสเซียโต้กลับอย่ายุ่งเรื่องภายใน

สำนักข่าว AP รายงานว่าดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลินออกมาโต้กลับสหรัฐว่าแทรกแซงกิจการภายในประเทศ และสนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมายในรัสเซีย หลังจากที่สถานทูตสหรัฐแถลงการณ์ถึงเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงในรัสเซียซึ่งส่งผลให้มีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 3,500 คน

การประท้วงที่เกิดขึ้นหลังการจับกุมตัวอเล็กเซย์ นาวัลนี นักการเมืองและนักกิจกรรมต่อต้านการคอร์รัปชันชาวรัสเซียซึ่งเปิดโปงพฤติกรรมของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ส่งผลให้เกิดการประท้วงต่อต้านปูตินไปทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นขึ้นในภูมิภาคตะวันออกของรัสเซียและลุกลามไปทั่วประเทศซึ่งมีผู้เข้าร่วมราว 15,000 คนออกมารวมตัวกันในเมืองใหญ่หลายเมืองรวมถึงมอสโก

โดยเน็ต ไพรซ์ โฆษกประจำกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐได้ประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมรวมถึงผู้สื่อข่าว และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมทุกคนรวมถึงนาวัลนี อีกทั้งยังกล่าวว่ารัสเซียควรร่วมมือกับอค์กรสากลเพื่อตรวจสอบกรณีลอบวางยานาวัลนีด้วย

The U.S. strongly condemns the use of harsh tactics against peaceful protesters and journalists in Russia today. We call on Russia to release those detained for exercising their rights, including Aleksey Navalny, and to credibly investigate his poisoning. https://t.co/FnYRt3RAkQ

— Ned Price (@statedeptspox) January 23, 2021

เช่นเดียวกับรีเบคก้า รอสส์ โฆษกประจำสถานทูตสหรัฐกล่าวบนทวิตเตอร์ว่า “สหรัฐสนับสนุนสิทธิของทุกคนในการประท้วงอย่างสันติ และเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งสิ่งที่รัสเซียกำลังดำเนินการถือเป็นการปราบปรามสิทธิเหล่านั้น” ด้านสถานทูตยังได้ทวีตแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเรียกร้องให้รัสเซียปล่อยตัวนาวัลนี

We’re watching reports of protests in 38 Russian cities, arrests of 350+ peaceful protesters and journalists. The U.S. supports the right of all people to peaceful protest, freedom of expression. Steps being taken by Russian authorities are suppressing those rights.— Rebecca Ross (@USEmbRuPress) January 23, 2021

ขณะที่เปสคอฟกล่าวว่าแถลงการณ์จากสหรัฐเป็นการแทรกแซงกจการในประเทศทางอ้อม และยังเป็นการสนับสนุนผู้ที่กระทำความผิดและละเมิดกฎหมายของรัสเซีย

นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่าการชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เนื่องจากเป็นเพียงความพยายามจากคนกลุ่มน้อยไม่กี่คนในขณะที่ยังมีอีกหลายคนที่สนับสนุนประธานาธิบดีปูติน แม้ว่าจะมีผู้ชุมนุมประท้วงนับหมื่นคนออกมารวมตัวกันในเมืองใหญ่หลายเมืองก็ตาม

Photo by Kirill KUDRYAVTSEV / AFP

ฮ่องกงยกเลิกล็อกดาวน์เขตเกาลูน หลังลุยตรวจโควิดกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643556

วันที่ 25 ม.ค. 2564 เวลา 09:14 น.ฮ่องกงยกเลิกล็อกดาวน์เขตเกาลูน หลังลุยตรวจโควิดกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ทางการฮ่องกงประกาศยกเลิกคำสั่งล็อกดาวน์เขตเกาลูนแล้ว หลังรัฐบาลลุยตรวจประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่กว่า 7,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในย่านที่มีตลาดกลางคืน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการฮ่องกงได้ประกาศยกเลิกคำสั่งล็อกดาวน์เขตเกาลูนแล้วในวันที่ 25 ม.ค. 64 หลังจากรัฐบาลเสร็จสิ้นการตรวจหาโรคโควิด-19 กับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวประมาณ 7,000 ราย โดยพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพียง 13 ราย ซึ่งผู้ที่ได้รับการตรวจหาเชื้อนั้น ส่วนใหญ่อยู่ในย่านเหยาหม่าเต๋และจอร์แดน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีตลาดกลางคืน

การตรวจเชื้อในครั้งนี้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 3,000 ราย จาก 16 กรม โดยใช้ช่วงเวลาในการตรวจทั้งหมด 48 ชั่วโมง

แถลงการณ์จากรัฐบาลระบุว่า “รัฐบาลฮ่องกงหวังว่า ความไม่สะดวกสบายชั่วคราวนี้จะเข้ามาตัดวงจรการแพร่ระบาดในพื้นที่โดยสิ้นเชิง และคลายความกังวลและความหวาดกลัวของผู้อยู่อาศัย”

ก่อนหน้านี้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รัฐบาลฮ่องกงได้สั่งล็อกดาวน์เขตเกาลูน และบังคับให้ประชาชน 10,000 คนในเขตดังกล่าวต้องอยู่ที่บ้านจนกว่าจะได้รับการตรวจและรู้ผลการตรวจเชื้อโควิด-19

สำหรับเหตุผลที่พื้นที่ดังกล่าวถูกล็อกดาวน์เป็นเพราะพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 รวมกัน 162 รายนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ทางการฮ่องกงได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการดำเนินการในวันเสาร์นับเป็นการล็อกดาวน์ครั้งแรกในฮ่องกง

นางโซเฟีย ชาน รมว.สาธารณสุขของฮ่องกงเปิดเผยในการแถลงข่าวว่า ความเสี่ยงของการติดเชื้อในชุมชนอยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยหลังจากการประเมินแล้ว เราคิดว่า จำเป็นที่จะต้องประกาศล็อกดาวน์และบังคับตรวจเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการควบคุมการแพร่ระบาด

ขณะที่ นางแคร์รี ลัม ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เปิดเผยว่า รัฐบาลอาจมีการประกาศล็อกดาวน์พร้อมรุกตรวจหาโรคในลักษณะนี้อีกหากจำเป็น โดยรัฐบาลจะปรับปรุงวิธีการสื่อสารแผนงานให้ดีขึ้น ซึ่งรวมถึงเวลาประกาศคำสั่ง

เมื่อคนรุ่นใหม่ ไม่ทน “ปูติน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643534

วันที่ 24 ม.ค. 2564 เวลา 18:22 น.

เมื่อคนรุ่นใหม่ ไม่ทน "ปูติน"

The Expert เมื่อคนรุ่นใหม่ ไม่ทนปูติน

The Expert เมื่อคนรุ่นใหม่ ไม่ทนปูติน

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/971655157&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · เมื่อคนรุ่นใหม่ ไม่ทน “ปูติน”

เอเชียคุกรุ่น ไต้หวันโวยจีนส่งเครื่องบินรบรุกน่านฟ้าไม่หยุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643530

วันที่ 24 ม.ค. 2564 เวลา 17:23 น.เอเชียคุกรุ่น ไต้หวันโวยจีนส่งเครื่องบินรบรุกน่านฟ้าไม่หยุดสถานการณ์ในเอเชียตะวันออกตึงเครียดอย่างมากในช่วงสุดสัปดาห์นี้ หลังจากที่จีนส่งเครื่องบินล้ำไต้หวัน ส่วนสหรัฐประกาศประชับพันธมิตรกับญี่ปุ่นต้านจีน

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2020 กระทรวงกลาโหมของไต้หวันเปิดเผยว่าเครื่องบินของกองทัพอากาศจีนได้รุกล้ำน่านฟ้าของไต้หวันอีกครั้ง คราวนี้มีเครื่องบินถึง 15 ลำ ในจำนวนนี้ 12 ลำเป็นเครื่องบินขับไล่

เมื่อเสาร์ไต้หวันระบุว่ากองบินของจีน 13 ลำรวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิด H-6K จำนวน 8 ลำได้เข้าสู่เขตระบุตัวตนด้านการป้องกันทางอากาศของไต้หวัน เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นได้ชัดว่ามีการรุกคืบทางทหารของจีนต่อไต้หวันอย่างจงใจและต่อเนื่อง

ในวันอาทิตย์ก่อนหน้าไม่กี่ชั่วโมงที่ไต้หวันจะเปิดเผยว่าจีนส่งเครื่องบินล่วงล้ำเข้ามาอีก กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเรียกร้องให้จีนมีส่วนร่วมในการเจรจากับตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของไต้หวันและยุติการกดดันทางทหารการทูตและเศรษฐกิจต่อไต้หวัน

“เราจะยืนหยัดกับมิตรสหายและพันธมิตรเพื่อพัฒนาความรุ่งเรืองความมั่นคงและคุณค่าร่วมกันในภูมิภาคอินโด- แปซิฟิก และรวมถึงการกระชับความสัมพันธ์มากขึ้นกับไต้หวันที่เป็นประชาธิปไตย” กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวในแถลงการณ์

Photo by Sam Yeh / AFP

กู้ชีวิตชาวเหมืองสำเร็จ หลัง2สัปดาห์นรกใต้ดินลึกครึ่งกิโลเมตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643529

วันที่ 24 ม.ค. 2564 เวลา 17:03 น.กู้ชีวิตชาวเหมืองสำเร็จ หลัง2สัปดาห์นรกใต้ดินลึกครึ่งกิโลเมตรปฏิบัติการช่วยคนงานเหมืองสำเร็จ หลังติดอยู่ใต้ดิน2สัปดาห์

สถานีโทรทัศน์ CCTV ของทางการจีนรายงานว่าคนงาน 9 คนที่ติดอยู่ในเหมืองถ่านหินในมณฑลซานตงทางตะวันออกของจีนเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ถูกนำตัวขึ้นสู่พื้นดินอย่างปลอดภัยแล้ว หลังจากติดอยู่ใต้ดินลึกกว่าครึ่งกิโลเมตร

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังการระเบิดที่เหมืองเมื่อวันที่ 10 มกราคมทำให้คนงาน 22 คนติดอยู่ใต้ดินลึกประมาณ 600 เมตร หน่วยกู้ภัยได้ติดต่อกับพวกเขา 10 คนก่อนวันอาทิตย์และมีรายงานว่าพวกเขาอยู่ในสภาพร่างกายและจิตใจที่ดี อย่างไรกตามคนงานเหมืองคนหนึ่งเสียชีวิตในเวลาต่อมาหลังจากได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ

ทีมกู้ภัยเตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าความพยายามของพวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายในการพยายามเข้าถึงคนงานเหมืองเพราะต้องตัดผ่านหินแข็ง คนงานได้ขอโทรศัพท์เพิ่มเติมและอาหารเพิ่มเติม และรอคอยความช่วยเหลือนานหลายวันจนกระทั่งปฏิบัติการที่เหลือเชื่อนี้ประสบความสำเร็จในที่สุด

คนงานเหมืองคนแรกถูกนำตัวขึ้นสู่พื้นดินเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แล้งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในสภาพ “ร่างกายอ่อนแอมาก” จากการรายงานของ สถานีโทรทัศน์ CCTV โดยเขาถูกค้นพบในส่วนแยกของเหมือง

คนงานเหมืองที่ติดอยู่ชุดที่สองถูกช่วยได้สำเร็จปเมื่อเวลา 13.32 น. ซึ่งเป็นคนงานสามในสิบคนที่ติดอยู่ในส่วนตรงกลางที่ห้าซึ่ง (หน่วยกู้ภัย) ติดต่อไปแล้วหนึ่งในนั้นได้รับบาดเจ็บ คนงานกลุ่มที่สามจำนวน 3 คนคนถูกนำออกมาในเวลาประมาณ 14.00 น.

Photo by STR / various sources / AFP

กรุงเทพฯ รถติดที่สุดอันดับที่ 10 ของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643503

วันที่ 24 ม.ค. 2564 เวลา 16:00 น.กรุงเทพฯ รถติดที่สุดอันดับที่ 10 ของโลก การล็อคดาวน์ทำให้การจราจรติดขัดน้อยลง แต่ทันทีที่สถานการณ์เริ่มปกติกรุงเทพฯ ก็เริ่มรถติดอีกครั้ง

ดัชนีการจราจร TomTom Traffic Index ที่จัดขึ้นเป็นประจำปีพบว่าการจราจรติดขัดของโลกลดลง 19% ในปี 2020 ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการล็อคดาวน์ในช่วงการระบาดของโควิด-19 และยังพบด้วยว่า กรุงเทพฯ มีการจราจรที่ติดขัดน้อยลง แต่ยังติดระดับท็อป 10 ของโลก

จากการจัดอันดับพบว่ากรุงมอสโก ประเทศรัสเซียมีการจราจรที่ติดขัดที่สุดในโลก ระดับรถติดถึง 54% อยู่ในอันดับที่ 1 อันดับที่ 2 คือนครมุมไบ ประเทศอินเดียรถติดหนัก 53% อันดับที่ 3 คือกรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย รถติด 53% เท่ากัน

อันดับต่อๆ มาคือ มะนิลาที่ 4 อิสตันบูลที่ 5 เบงกาลูรูที่ 6 เคียฟที่ 7 นิวเดลีที่ 8 โนโวซิบริสก์ที่ 9 และกรุงเทพที่ 10 มีเอัตรารถติด 44% วันที่มีรถติดหนักๆ 44 วันใน 1 ปี

แต่อัตราการจรคาจรติดขัดเมื่อปีที่แล้วของกรุงเทพฯ ลดลง 9% และกรุงเทพฯ ยังติดอันดับเมืองที่มีวันที่รถติดน้อยที่สุดด้วย คือ 22 วันในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฒีการใช้มาตรการควบคุมการระบาดอย่างเข้มงวด

เมื่อมีการผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ลงหลังไม่พบผู้ติดเชื้่อในประเทศ การจราจรในกรุงเทพฯ เริ่มติดขัดหนักขึ้นในเดือนสิงหาคมจนถึงตุลาคม โดยในเดือนกันยายนสถานการณ์หนักที่สุดคือรถติดถึง 55%

Photo by Jack TAYLOR / AFP