อังกฤษมีอัตราตายจากโควิดต่อจำนวนประชากรสูงสุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643078

วันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 16:00 น.อังกฤษมีอัตราตายจากโควิดต่อจำนวนประชากรสูงสุดในโลกข้อมูลล่าสุดชี้สหราชอาณาจักรมีมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในประเทศสูงที่สุดในโลก

ข้อมูลล่าสุดเปิดเผยว่าขณะนี้สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 สูงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในประเทศ โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 935 รายต่อวันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือเท่ากับว่าในทุกๆ 1 ล้านคนจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 มากกว่า 16 คนต่อวัน

โดยขณะนี้สหราชอาณาจักรยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 อยู่ที่ 89,261 ราย ซึ่งเป็นสถิติสูงที่สุดในยุโรปและอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา อินเดีย บราซิล และรัสเซีย ซึ่งทุกประเทศดังกล่าวมีจำนวนประชากรที่สูงกว่ามาก

อัตราผู้เสียชีวิตของสหราชอาณาจักรแซงหน้าสาธารณรัฐเช็กซึ่งครองตำแหน่งสูงสุดตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม หลังจากที่รัฐบาลเปิดเผยจำนวนผู้เสียชีวิตล่าสุดเมื่อคืนวันอาทิย์ (17 ม.ค.) ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามตัวเลขในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลงเนื่องจากความล่าช้าในการรายงาน ซึ่งหมายความว่าจำนวนผู้เสียชีวิตรายใหม่ในสหราชอาณาจักรจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อมีการประกาศตัวเลขครั้งต่อไป

ขณะนี้อัตราการเสียชีวิตในสหราชอาณาจักรสูงกว่าในช่วงที่มีการระบาดระลอกแรกในเดือนเมษายนปีก่อน ซึ่งมีจำนวนสูงสุดอยู่ที่ 13 ล้านรายต่อวัน

ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรมีผู้ป่วยโควิด-19 ยืนยันแล้วมากกว่า 3.4 ล้านรายซึ่งเทียบเท่ากับ 1 ใน 20 ราย

ตัวเลขล่าสุดของรัฐบาลยังเปิดเผยว่าจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในโรงพยาบาลนั้นสูงกว่าตอนที่ระบาดระลอกแรกอยู่มาก และชี้ให้เห็นว่าจำนวนผู้เสียชีวิตรายใหม่ก็จะยังคงเพิ่มขึ้น

เช่นเดียวกับศาสตราจารย์คริส วิตตี้ หัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์ของสหราชอาณาจักรที่คาดว่าจำนวนผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Photo by Dominic Lipinski / POOL / AFP

โลกเสี่ยงเจอ ‘หายนะทางศีลธรรม’ หากจน-รวยได้วัคซีนไม่เท่าเทียม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643077

วันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 14:30 น.โลกเสี่ยงเจอ ‘หายนะทางศีลธรรม’ หากจน-รวยได้วัคซีนไม่เท่าเทียมอนามัยโลกเตือนวัคซีนชาตินิยมทำโลกเสี่ยงเจอหายนะทางศีลธรรม

เทดรอส อัดฮานาม กรีเบเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวเปิดประชุมบิร์ดผู้บริหาร WHO ว่า โลกเสี่ยงตกอยู่ในวิกฤตความล้มเหลวทางศีลธรรม หากประเทศร่ำรวยพากันกักตุนวัคซีน Covid-19 ในขณะที่ประเทศยากจนไม่มีวัคซีน

“ผมต้องพูดตรงๆ โลกเสี่ยงตกอยู่ในวิกฤตความล้มเหลวทางศีลธรรม โดยชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกต้องรับผลกรรมจากความล้มเหลวนี้”

ปีที่แล้วมีการทำสัญญาซื้อขายวัคซีน 44 สัญญา และในปีนี้อีกอย่างน้อย 12 สัญญา

เทดรอสระบุว่ามีการฉีดวัคซีนมากกว่า 39 ล้านโดสในประเทศร่ำรวย 49 ประเทศ ในขณะที่มีเพียง 25 โดสเท่านั้นที่ฉีดในประเทศยากจน

ผู้อำนวยการ WHO ยังกล่าวอีกว่า วัคซีนชาตินิยมนี้ยังเป็นอุปสรรคต่อการแจกจ่ายวัคซีนของโครงการ COVAX ของ WHO และนำมาสู่สถานการณ์ที่ COVAX ไม่ต้องการให้เกิด อาทิ การกักตุนวัคซีน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วการกระทำเหล่านี้จะทำให้ไวรัสระบาดนานยิ่งขึ้น

เทดรอสยังตำหนิผู้ผลิตวัคซีนที่เดินหน้าขออนุมัติการใช้วัคซีนในประเทศร่ำรวยแทนที่จะส่งข้อมูลให้กับองค์การอนามัยโลกเพื่ออนุมัติให้ใช้วัคซีนในวงกว้าง

เตือนหยุดฉีดวัคซีน ‘โมเดอร์นา’ หลังพบอาการแพ้รุนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643074

วันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 13:00 น.เตือนหยุดฉีดวัคซีน 'โมเดอร์นา' หลังพบอาการแพ้รุนแรงเจ้าหน้าที่แคลิฟอร์เนียแนะนำหยุดฉีดวัคซีนโควิดของโมเดอร์นาเพื่อรอตรวจสอบก่อนหลังพบอาการแพ้รุนแรง

นักระบาดวิทยาของรัฐแคลิฟอร์เนียเรียกร้องให้หยุดฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของโมเดอร์นา (Moderna) เนื่องจากพบว่าผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนบางรายอาจเกิดอาการแพ้รุนแรง

ดร.เอริกา เอส. แพน แนะนำให้หยุดใช้วัคซีนล็อต 41L20A ของโมเดอร์นาและรอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมถึงบริษัทผู้ผลิตดำเนินการตรวจสอบวัคซีนเสร็จสิ้นเสียก่อน

ดร.แพนกล่าวว่า “ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งและตระหนักถึงการจัดหาวัคซีนที่มีอยู่อย่างจำกัด เราขอแนะนำให้ผู้ให้บริการฉีดวัคซีนใช้วัคซีนตัวอื่นๆ ที่มีอยู่ไปก่อน”

ทั้งนี้ แคลิฟอร์เนียได้รับวัคซีนของโมเดอร์นาแล้วกว่า 330,000 โดส ในระหว่างวันที่ 5 ถึง 12 มกราคม และได้แจกจ่ายให้กับผู้ให้บริการ 287 ราย

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในซานดิเอโก 6 รายมีอาการแพ้หลังได้รับการฉีดวัคซีนในวันที่ 14 มกราคม

ด้านโมเดอร์นากล่าวว่าทางบริษัทไม่ทราบถึงเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เทียบเคียงได้จากศูนย์ฉีดวัคซีนอื่นๆ ซึ่งอาจได้รับวัคซีนล็อตเดียวกัน

ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) กล่าวว่าวัคซีนต้านโรคโควิด-19 อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ภายใน 2 ถึง 3 วันหลังได้รับการฉีดวัคซีน อาทิ มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ บวม หรืออ่อนเพลีย ซึ่งเป็นสัญญาณปกติที่บ่งบอกว่าร่างกายของคุณกำลังสร้างภูมิคุ้มกัน

อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงที่รุนแรงนั้นพบได้ยากมาก ซึ่งดร.แพนกล่าวว่าอัตราการเกิดอาการแพ้รุนแรงที่เกิดจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันนั้นสามารถขัดขวางการหายใจและทำให้ความดันโลหิตลดลงอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 100,000

Photo by JOEL SAGET / AFP

‘ซิโนแวค’ ไขข้อข้องใจทำไมผลทดลองวัคซีนประสิทธิภาพต่ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643039

วันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 11:30 น.'ซิโนแวค' ไขข้อข้องใจทำไมผลทดลองวัคซีนประสิทธิภาพต่ำบริษัทซิโนแวค ไบโอเทค เจ้าของวัคซีนโคโรนาแวค ออกมาอธิบายถึงผลการทดลองประสิทธิภาพของวัคซีนหลังหลายฝ่ายเกิดคำถาม

บลูมเบิร์กรายงานว่าบริษัทซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech Ltd.) ของจีน ออกมาอธิบายถึงประสิทธิภาพของวัคซีนต้านโรคโควิด-19 โดยกล่าวว่าการที่ผลการทดลองประสิทธิภาพของวัคซีนที่ออกมาก่อนหน้านี้ไม่ตรงกันนั้น วัคซีนจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากมีการเว้นระยะในการฉีดวัคซีนโดสแรกและโดสที่ 2 นานขึ้น

อาสาสมัครเกือบ 1,400 คนจากทั้งหมด 13,000 คนที่เข้าร่วมการทดลองวัคซีน ‘โคโรนาแวค’ (CoronaVac) ของบริษัทซิโนแวคได้รับวัคซีน 2 โดสห่างกันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ขณะที่อาสาสมัครส่วนใหญ่ในบราซิลได้รับการฉีดวัคซีนโดสที่ 2 หลังจากโดสแรกเพียง 2 สัปดาห์ ผลการทดลองประสิทธิภาพของวัคซีนจากอาสาสมัครส่วนใหญ่จึงเหลือเพียง 50.4% เท่านั้น

นอกจากนี้อาสาสมัครในการทดลองวัคซีนขั้นที่ 3 ในบราซิลซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาการทดลองทั้งหมด เป็นบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อเนื่องจากต้องสัมผัสกับเชื้อโรคจำนวนมาก กล่าวคือประสิทธิภาพของวัคซีนต่ำเนื่องจากอาสาสมัครเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง

โดยซิโนแวคกล่าวว่าวัคซีนอาจมีประสิทธิภาพในการปกป้องบุคลากรทางการแพทย์เหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหากได้รับวัคซีนโดสที่ 2 ห่างจากโดสแรกเป็นเวลา 21 หรือ 28 วัน

ขณะที่ผลการทดลองวัคซีนในอินโดนีเซียและตุรกีออกมาเป็น 65% ถึงกว่า 90% อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถสรุปได้เนื่องจากมีอาสาสมัครจำนวนน้อยเกินไป

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกกำหนดให้ผลการทดลองต้องมีประสิทธิภาพอย่างน้อย 50% จึงจะสามารถอนุมัติใช้ได้ และแม้จะยังคงมีความสับสนในประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ผลการทดลองของโคโรนาแวคก็ยังเกิน 50% ซึ่งสามารถอนุมัติใช้ได้แล้ว โดยบราซิลเป็นประเทศล่าสุดที่มีการอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ขณะที่ตุรกีอนุมัติเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา

ทางบริษัทออกมาอธิบายต่อบลูมเบิร์กหลังเกิดคำถามจำนวนมากจากการที่ผลการทดลองทั้ง 4 แห่งมีผลออกมาไม่ตรงกัน จึงเกิดความกังวลว่าวัคซีนโคโรแวคจะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคหรือไม่ ขณะที่ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ของอินโดนีเซียได้รับการฉีดวัคซีนดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และบราซิลก็ได้อนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินแล้วเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่มีข้อตกลงจัดซื้อวัคซีนดังกล่าว อาทิ ชิลี ฟิลิปฟินส์ สิงคโปร์ ฮ่องกง รวมถึงไทย โดยหน่วยงานกำกับดูแลในฟิลิปปินส์และฮ่องกงได้ขอข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้นก่อนรับสินค้า ในขณะเดียวกันซิโนแวคกำลังส่งข้อมูลเพื่อตรวจสอบในประเทศจีน

Photo by SILVIO AVILA / AFP

นอร์เวย์ยันคนชราเสียชีวิตหลังฉีดไม่เกี่ยววัคซีนโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643065

วันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 09:58 น.นอร์เวย์ยันคนชราเสียชีวิตหลังฉีดไม่เกี่ยววัคซีนโควิดทางการนอร์เวย์ยืนยันความมั่นใจกรณีคนชราเสียชีวิต 33 รายหลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์ว่าไม่พบหลักฐานว่ามีความเกี่ยวข้องกัน

คามิลลา สโตลเทนเบิร์ก ผู้อำนวยการสถาบันสาธารณสุขนอร์เวย์เผยว่า จากการตรวจสอบไม่พบหลักฐานความเกี่ยวข้องกันระหว่างการเสียชีวิตของผู้สูงอายุหลังได้รับวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) ร่วมกับบริษัท ไบโอเอ็นเทค (BioNTech) และวัคซีนดังกล่าว

“จาก 13 เคสที่วิเคราะห์โดยละเอียดจนถึงขณะนี้ ล้วนเป็นผู้สูงอายุที่มีความเปราะบางและมีโรคประจำตัวร้ายแรงอยู่แล้ว และที่ต้องไม่ลืมคือบ้านพักผู้สูงอายุจะมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 45 รายอยู่แล้วในแต่ละวัน ดังนั้นตัวเลขนี้จึงไม่ได้บ่งชี้ถึงความผิดปกติ หรือเกี่ยวข้องกับวัคซีน” สโตลเทนเบิร์กเผย

อย่างไรก็ดี หลังข่าวการเสียชีวิตทางการนอร์เวย์เน้นย้ำให้แพทย์พิจารณาเป็นรายบุคคลว่าจะฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ให้กับผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางหรือมีอาการป่วยรุนแรงหรือไม่ เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติกันในประเทศอื่น เนื่องจากอาการเดิมของผู้ป่วยอาจหนักมากจนอาจมีอาการแย่ลงอีกจากผลข้างเคียงตามปกติของวัคซีนเนื่องจากร่างกายตอบสนองและสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา

ด้านไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทคเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ทางบริษัทจะร่วมมือกับสำนักงานยานอร์เวย์เพื่อรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

สัปดาห์ที่แล้วสำนักงานยานอร์เวย์ระบุว่า ผลข้างเคียงตามปกติของวัคซีนชนิด RNA เช่น เป็นไข้ คลื่นไส้ อาจทำให้อาการเดิมของผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางแย่ลง

ทั้งนี้ เพื่อนบ้านของนอร์เวย์อย่าง เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ และสวีเดน ก็พบการเวียชีวิตหลังฉีดวัคซีนเช่นกัน แต่การเสียชีวิตไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับวัควีนที่ได้รับ

Photo by Fredrik Hagen / NTB / AFP

เอกราชประเทศไทยในกำมือบริษัทโซเชียลมีเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643042

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 21:42 น.เอกราชประเทศไทยในกำมือบริษัทโซเชียลมีเดียประเด็นถกเถียงที่ร้อนแรง ไม่ไกลตัวคนไทย เพราะมันส่งผลกระทบต่อชีวิตเราไปเรียบร้อยแล้ว แต่เราสนใจมันน้อยเกินไปหรือไม่?

หลังจากจลาจลที่คองเกรสนำไปสู่การระงับบัญชีโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐ ด้วยข้อหาที่ว่าเขาปลุกระดมให้เกิดการจลาจลที่ขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศสหรัฐ

การปิดปากทรัมป์ทำให้ฝ่ายเสรีนิยม/เดโมแครตเห็นด้วยสุดลิ่มทิ่มประตู แต่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม/รีพับลิกันไม่พอใจอย่างแรง และเริ่มถอนตัวจากโซเชียลเน็ตเวิร์กที่แบนทรัมป์ โดยชี้ว่าการปิดปากทรัมป์เท่ากับขัดขวางเสรีภาพในการแสดงความเห็น

หลังจากนั้นผู้นำและรัฐบาลทั่วโลกบางส่วนที่ก็มีปฏิกริยาคล้ายๆ กัน เช่น อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีบอกว่าการแปิดปากทรัมป์ “เป็นปัญหา” เพราะ”เสรีภาพในการแสดงความเห็นคือความสำคัญพื้นฐาน” การแบนทรัมป์จึงเป็นปัญหาด้วยประการฉะนี้

แมร์เคิลเป็นผู้นำโลกตะวันตกที่น่านับถือคนหนึ่ง ไม่มีฝักฝ่าย และค่อนข้างสุขุม การที่แมร์เคิลแสดงความกังวลแบบนี้ออกมามันสะท้อนว่าโซเชียลมีเดียเป็นปัญหาจริงๆ

หลังจากเกิดการแบนทรัมป์ผู้คนเริ่มพูดกันมาถึงอิทธิพลของบริษัทโซเชียลเน็ตเวิร์กที่จะสั่งแบนใครก็ได้ ในกรณีรของทรัมป์พวกบริษัทเหล่านี้ไม่ใช่แค่พร้อมใจกันแบนทรัมป์ แต่แบนแพลทฟอร์มฝ่ายขวากันยกใหญ่ยิ่งทำให้เกิดความกังวลว่านายทุนโซเชียลมีเดียใดอำนาจปิดปากคนมากเกินไปหรือไม่?

แม้แต่บุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกอย่างทรัมป์ยังถูกปิดปาก ประสาอะไรกับตาสีตาสาธรรมดา หากวันหนึ่งพูดอะไรไม่ถูกใจแอดมินโซเชียลมีเดียขึ้นมาก็จะถูกปิดปากเอาง่ายๆ

แน่นอนว่าบริษัทโซเชียลมีเดียไม่ได้สร้างแพลตฟอร์มมาใช้กันฟรีๆ แต่พวกเขาทำขึ้นมาเพื่อหวังผลกำไร และก่อนจะใช้ผู้รับบริการจะต้องยอมรับเงื่อนไขการบริการเสียก่อน ซึ่งหมายความว่าถ้าไปขัดเงื่อนไขเข้าบริษัทพวกนี้ก็แบนได้

แต่เงื่อนไการรับบริการนี่แหละที่เป็นปัญหาเหมือนกัน เพราะถูกวิจารณ์ว่า “ยาวและซับซ้อนเกินไป” ทำให้ผู้ใช้บริการเลือกที่จะอ่านข้ามๆ แล้วกดยอมรับ เพียงพอที่จะถูกบริษัทพวกนี้ตักตวงข้อมูลส่วนตัวไปใช้หากิน และบางครั้งถึงกับได้รับอนุญาตให้ปิดปากพวกเขาด้วยซ้่ำหากทำผิด

บริษัทโซเชียลเน็ตเวิร์กจึงมีอำนาจเหมือน “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ที่รัฐบาลต่างๆ ทำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะประชาชนผู้ใช้งานยอมตามเงื่อนไขเอง

แต่ในระยะหลังเพื่อทวงคืน “อธิปไตย” ของตนเอง ประเทศต่างๆ เริ่มกดดันให้บริษัทโซเชียลมีเดียเขียนเงื่อนไขการใช้บริการที่ง่ายขึ้น และแจ้งให้ชัดตามกฎหมาย

บางประเทศใช้วิธีเรียกเก็บภาษีบริษัทพวกนี้ ทางหนึ่งเพื่อหยุดการตักตวงแบบข้ามพรมแดน และอีกทางหนึ่งอาจเป็นการบอกเป็นนัยๆ ว่า “พวกคุณหากินกับประเทศเรา ก็ต้องทำตามกฎของเรา

ด้วยความที่บริษัทโซเชียลเน็ตเวิร์กส่วนใหญ่ถือสัญชาติอเมริกัน เมื่อประเทศต่างๆ เก็บภาษีพวกนี้ รัฐบาลสหรัฐ (ยุคทรัมป์) จึงไม่พอใจและข่มขู่ต่างๆ นานา แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนการแบนทรัมป์ ไม่ว่าหลังจากแบนทรัมป์แล้ว คนในรัฐบาลทรัมป์คงนึกอยากจะจัดระเบียบพวกนายทุนโซเชียลบ้างแน่ๆ

แม้ว่าทรัมป์จะพ้นตำแหน่งไป แต่พลพรรครีพับลิกันไม่มีทางปล่อยนายทุนโซเชียลแน่ๆ เท็ด ครูซ แกนนำสำคัญของรีพับลิกันก็เคยเรียกเจ้าของบริษัทกลุ่มนี้มาให้การต่อสภาคองเกรสแล้ว และเมื่อเร็วๆ นี้เขายังบอกว่า “ผมคิดว่า Google เป็นบริษัทที่อันตรายที่สุดในโลก Google เป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดเนื่องจากมันใหญ่ที่สุด มันมีพลังมากที่สุด มันควบคุมการค้นหาส่วนใหญ่ของผู้คน” 

แม้แต่สหรัฐยังถูกล้วงลูก ประเทศอื่นๆ เห็นแล้วสันหลังวาบ เพราะไม่รู้วันไหนนายทุนโซเชียลมีเดียจะใช้อำนาจที่มีปิดปากพวกตนแล้วหันไปโปรโมทฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของตน

มันเป็นไปแล้วที่โซเชียลมีเดียที่เอียงเข้าข้างกลุ่มการเมืองหนึ่งๆ จะปิดการเข้าถึงหรือทำการลบบัญชีของกลุ่มการเมืองหนึ่ง เหมือที่แจ็ค ดอร์ซีย์ ผู้บริหารของ Twitter บอกกับพนักงานว่า การกวาดล้างหลังจากการแบนทรัมป์จะใหญ่กว่านี้ และจะดำเนินต่อไปหลังจากไบเดน สาบานตนรับตำแหน่งแล้ว โดยชี้ว่าการกวาดล้างเกี่ยวกับความรุนแรงในโลกความเป็นจริง

แต่ Twitter มีอำนาจในการตัดสินมากแค่ไหนกัน? แม้แต่ผู้พิพากษายังต้องขัดเกลาคุณสมบัติมากมายกว่าจะชี้ขาดคนๆ หนึ่งได้ พนักงานธรรมดาของ Twitter จะสามารถชี้ขาดบัญชีใดๆ ได้เลยหรือว่าเป็นภยันตรายโดยไม่มีอคติ คำถามต่อมาคือหากมันเป็นอันตรายจริง มันอันตรายต่อสาธารณชน หรืออันตรายเฉพาะกลุ่มที่พนักงาน Twitter เอนเอียงไปทางนั้น

แจ็ค ดอร์ซีย์ก็บอกว่าเองว่า “สหรัฐแตกแยกอย่างหนักมาก แพลตฟอร์มของเราแสดงให้เห็นถึงสิ่งนี้ทุกวัน และหน้าที่ของเราคือการปกป้อิงเอกภาพของการเสวนา และสิ่งที่เราทำคือทำให้แน่ใจว่าไม่มีใครตกอยู่ในอันตรายเพราะสิ่งนั้น”

ความกว้างใหญ่ไพศาลและซับซ้อนของโลกการเมืองใน Twitter นั้นแค่สหรัฐเองมันก็ทำให้แตกแยกอย่างหนักแล้วไม่อาจที่จะเยียวยาได้ง่ายๆ สิ่งที่ดอร์ซีย์ต้องยอมรับไม่ใช่การทำตัวเหมือนศาล แต่ยอมรับว่าโซเชียลมีเดียเองนั่นและที่ทำให้สังคมแตกแยกถึงขนาดนี้ และควรจะพัฒนาเทคโนโลยีอะไรสักอย่างที่ตรวจจับการคุกคามจริงๆ โดยเหมารวมไปหมด

เหมือนกับที่เท็ด ครูซ ที่เคยโต้เถียงกับแจ็ค ดอร์ซีย์อย่างเผ็ดร้อนระหว่างที่เรียกดอร์ซีย์มาให้การกับสภาคองเกรส ครูซบอกว่า “ผมถามคุณดอร์ซีย์ในการไต่สวนครั้งนั้นว่า ‘ใครกันที่เลือกคุณและให้คุณเป็นผู้รับผิดชอบในสิ่งที่เราต้องได้รับอนุญาตเสียก่อนถึงจะอ่านได้?”

โซเชียลมีเดียควรจะเป็น “มีเดีย” หรือสื่อกลาง แต่ตอนนี้พวกมันกับเจ้านายของพวกมันอาจจะกำลังใช้รสนิยมทางการเมืองมาชี้นำสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก

ต่อให้มีการข่มขู่จริงๆ แต่ไม่ใช่ที่สหรัฐ Twitter จะลงมือแก้ปัญหาให้ประเทศอื่นหรือไม่ นี่เป็นเรื่องที่น่าสงสัยอีก เช่นในกรณีของผู้ใช้ Twitter ในไทย จะขอยกตัวอย่างความเห็นที่เสนอให้ก่อความรุนแรงระหว่างการประท้วง เช่น

@srslypm (Oct 18, 2020) “ซักวันนึงมันต้องไปถึงขั้นทุบทำลาย, looting, พ่นสี, ล้มรูปปั้นอะ เลิกเอาคำว่าปัญญาชนมาใช้กับม็อบที หลายรอบแล้วที่คำนี้มัน excluded คนเกินครึ่ง ทั้งๆที่เขาก็อยากได้ประชาธิปไตยเหมือนพวกชนชั้นกลางที่ออกมาม็อบ”

@synxol (Oct 18, 2020) “แอคนี้สนับสนุน looting /graffiti/vandalism ค่า หมดเวลาที่จะประนีประนอม เลิกสู้ไปกราบไป ในเมื่อกฏหมายมันบิดเบี้ยวถึงขนาดยัดข้อหาให้คนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดได้ ต่อไปก็ไม่ต้องไปเคารพกฏหมายของพวกมัน” 

คำว่า looting หมายถึงการปล้นข้าวของเวลาก่อจลาจล vandalism คือการทำลายข้าวของ แน่นอนว่าหลายทวีตก็ค้างในแพลตฟอร์ม “มาเป็นชาติแล้ว” ทั้งๆ ที่เป็นภัยชัดเจน แต่ก็ไม่ถูกลบจากเจ้าของแพลตฟอร์ม

ขณะที่ข้อความสนับสนุนการ looting นี้ถ้าไปอยู่ในสหรัฐมันจะถูกลบออกไป ในฐานะที่เป็นภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตย เช่น กรณีของทรัมป์ทวีตของเขาถูกซ่อน (แล้วตามด้วยการแบนบัญชีแบบไม่มีกำหนด) สาเหตุก็เพราะ Twitter เห็นว่าทวีตของทรัมป์ “ทำให้ความรุนแรงเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง” (glorifying violence)

ประเด็นนี้ ทิม คุก ผู้บริหารของ Apple  ก็ออกมาชี้แจงเรื่องที่เขาแบนแพลตฟอร์ม Parler ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแหล่งชุมนุมของพวกฝ่ายขวาผู้ก่อความรุนแรงว่า “เรามองไปที่การยั่วยุให้เกิดความรุนแรงที่นั่นและเราไม่คิดว่าการพูดอย่างเสรีและการยั่วยุให้จะมีจุดร่วมกันได้”

หากใช้มาตรฐานเดียวกัน Twitter และ Apple ก็ต้องแบนบัญชีในไทย (ซึ่งไม่มีตัวตนด้วยซ้ำหรือที่เรียกว่า “แอคหลุม”) ฐานที่ทำให้ความรุนแรงดูเท่และเป็นเรื่องพึงกระทำ ควรจะเชือดมันทิ้งฐานที่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงด้วย

ถามว่ารัฐบาลไทยไปสั่งให้ Twitter ลบบัญชี้นี้ไหม? รัฐบาลไทยก็คงไม่สนใจนักเพราะแม้แต่ทวีตที่ “เป็นปัญหา” มากกว่านี้ก็ไม่ได้รับสนใจแต่อย่างใด

และถ้าหากไปขอให้ทำอะไรสักอย่าง Twitter จะยอมหรือไม่ เพราะถือว่าตนมีอำนาจการตัดสินใจของตนเอง หรือ “มีอำนาจนอกเหนืออาณาเขตของไทย” นั่นเอง

และการที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองปล่อยให้แพลตฟอร์มพวกนี้เป็นเวทีในการเสนอให้ก่อจลาจลทำลายข้าวของ โดยไม่ทำอะไร (หรือทำอะไรไม่ได้) หมายความว่าทางการบ้านเราไม่มีอำนาจอธิปไตยแล้วหรือ?

คำถามเหล่านี้คงไม่มีคำตอบ เพราะแม้ต่สถาการณ์ในสหรัฐ โซเชียลมีเดียพวกนี้ก็ตอบคำถามหลายๆ คำถามไม่ได้ จนทำให้ผู้นำหลายๆ ประเทศต้องมีแอกชั่น

เช่น รัฐบาลโปแลนด์เสนอกฎหมายที่ห้ามโซเชียลมีเดียลบเนื้อหาหรือสั่งแบนผู้ใช้งาน หากผู้ใช้งานนั้นๆ ไม่ได้ละเมิดกฎหมายของโปแลนด์ และกฎหมายที่เสนอจะมีการจัดตั้ง “สภาเสรีภาพในการแสดงความเห็น” เพื่อสั่งให้ Facebook หรือ Twitter ต้องกู้คืนบัญชีที่ลบไป หากโซเชียลมีเดียละเมิดข้อนี้จะถูกปรับเป็นเงินถึง 13.4 ล้านเหรียญสหรัฐ

การกระทำของโปแลนด์อาจเรียกได้ว่าเป็นการทำลายสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของนายทุนโซเชียล หรือเรียกว่าเป็นการกอบกู้อธิปไตยออนไลน์ของตนก็ได้ เพราะหากให้นายทุนโซเชียลฯ มีอำนาจเหนือกฎหมายโปแลนด์ไปเรื่อยๆ ก็จะสามารถชี้นำอนาคตของโปแลนด์ได้ในที่สุด

พูดง่ายๆ คือหากประเทศไหนปล่อยให้ทำแบบนั้น ก็เท่ากับตกเป็นเมืองขึ้นของบริษัทโซเชียลมีเดียไปแล้ว

หลังจากนั้นประธานาธิบดีเม็กซิโกก็มีแอกชั่นตามมาติดๆ อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ประกาศว่าจะเป็นผู้นำประเทศต่างๆ ในการต่อสู้กับการเซนเซอร์ของโซเชียลมีเดีย และหากมีการประชุม G20 เมื่อไรเขาจะเสนอเรื่องนี้ทันที

โอบราดอร์บอกว่า “ถูกต้อง ไม่ควรใช้โซเชียลมีเดียเพื่อปลุกระดมความรุนแรงและอื่นๆ แต่ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างในการระงับเสรีภาพในการแสดงออกได้ … บริษัทจะทำตัวราวกับว่ามันมีอำนาจ มีอิทธิพลทุกอย่างจนเหมือนกับศาลไต่สวนศาสนาของสเปนในสิ่งที่แสดงความคิดเห็นออกมาได้อย่างไร”

ศาลไต่สวนศาสนาของสเปน หรือ Spanish Inquisition เป็นศาลในศตวรรษที่ 15 ที่ตัดสินผู้ที่ถูกกล่าวหาว่านอกรีต มักจะลงโทษผู้เห็นต่างจากศาสนจักรอย่างรุนแรง และมีการใช้อำนาจตามอำเภอใจหลายครั้ง

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจลาจลคองเกรสและการแบนทรัมป์และการกวาดล้างบัญชีฝ่ายนิยมทรัมป์อย่างขนานใหญ่ มันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต่างๆ เริ่มเห็ฯภัยคุกคามจากนายทุนโซเชียลมากขึ้นเรื่อยๆ

ต่อจากนี้ มันไม่ใช่แค่สงครามระหว่าง “ไอโอ” (Information operation) ของกลุ่มการเมืองต่างๆ อีกต่อไป แต่ต่อจากนี้มันคือการประกาศให้โลกได้รู้ว่าใครคือผู้มีอำนาจตัวจริง

Photo by Olivier DOULIERY / AFP

จีนคุม ‘แรร์เอิร์ธ’ อาวุธเศรษฐกิจใช้ลงโทษคู่กรณี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643036

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 19:30 น.จีนคุม 'แรร์เอิร์ธ' อาวุธเศรษฐกิจใช้ลงโทษคู่กรณีจีดงัดไม้ตายควบคุมการส่งออก ‘แร่แรร์เอิร์ธ’ สินค้าสำคัญของสหรัฐ

1. แร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) เป็นสินแร่ชนิดโลหะธาตุ มีคุณสมบัติคล้ายโลหะแต่ไม่นิยมนำมาผลิตเป็นโลหะเนื่องจากเป็นการสกัดแร่ชนิดนี้ทำได้ยาก เนื่องจากแร่แรร์เอิร์ธไม่ได้รวมอยู่ในแหล่งเดียวกันแต่กระจัดกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ จึงยากที่จะสร้างเหมืองเพื่อขุดเจาะหาแร่ชนิดนี้

2. แร่แรร์เอิร์ธประกอบด้วยธาตุหายาก 17 ชนิด ได้แก่ สแกนเดียม (Sc), อิตเทรียม (Y), แลนทานัม (La), ซีเรียม (Ce), เพรซีโอดิเมียม (Pr), นีโอดิเมียม (Nd), โพรมีเทียม (Pm), ซาแมเรียม (Sm), ยูโรเพียม (Eu), แกโดลิเนียม (Gd), เทอร์เบียม (Tb), ดิสโพรเซียม (Dy), โฮลเมียม (Ho), เออร์เบียม (Er), ทูเลียม (Tm), อิตเตอร์เบียม (Yb) และลูทีเซียม (Lu) ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี ตลอดจนอุตสาหกรรมพลังงาน และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ

3. สหรัฐเป็นประเทศแรกๆ ที่ริเริ่มนำแรร์เอิร์ธมาใช้ในอุตสหกรรม แต่จีนเป็นประเทศที่มีแร่ชนิดดังกล่าวเป็นจำนวนมากจึงเป็นผู้ผลิตแร่แรร์เอิร์ธที่สำคัญของโลก ซึ่งสามารถผลิตได้ในสัดส่วนสูงถึง 90% ของกำลังการผลิตทั้งโลก

4. ด้วยความที่สหรัฐมีบริษัทจำนวนมากที่ต้องการใช้แร่ดังกล่าวเป็นส่วนประกอบในการผลิตจึงต้องนำเข้าจากจีนจนกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ และเป็นหนึ่งในสินค้าไม่กี่ชนิดที่สหรัฐไม่ขึ้นกำแพงภาษี โดยสหรัฐนำเข้าแรร์เอิร์ธจากจีนสูงถึง 80% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด

5. ล่าสุด Global Times สำนักข่าวของจีนรายงานว่ารัฐบาลจีนได้ร่างกฎหมายควบคุมแร่ดังกล่าวมากขึ้น โดยจัดโควตาการผลิตแร่แรร์เอิร์ธในประเทศรวมถึงการกำกับดูแลการลงทุนเพื่อสร้างมาตรฐานจัดการอุตสาหกรรมแร่แรร์เอิร์ธและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพสูง

6. นอกจากนี้ร่างกฎหมายใหม่ของจีนที่นำมาใช้ในเดือนธันวาคมจะจำกัดการส่งออกสินค้าควบคุมรวมถึงแรร์เอิร์ธ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าจะเพิ่มความผันผวนของอุปทานในตลาดผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีบางประเภท

7. ตามรายงานยังระบุว่าร่างกฎหมายใหม่ของจีนได้กำหนดข้อจำกัดหรือห้ามส่งออกผลิตภัณฑ์ทางทหารและนิวเคลียร์ ตลอดจนสินค้าอื่นๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ

8. การส่งออกแร่แรร์เอิร์ธของจีนลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในปี 2020 การส่งออกลดลงเหลือ 35,447.5 ตันหรือ 23.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015

9. ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจีนสามารถใช้แร่แรร์เอิร์ธเป็นข้อต่อรองที่สำคัญต่อสหรัฐ ขณะที่จีนเองก็พยายามที่จะลดการพึ่งพาเทคโนโลยีของสหรัฐมานานแล้ว

10. Japan Times ยังได้รายงานว่าในปี 2010 จีนได้จำกัดการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธไปยังญี่ปุ่นเมื่อทั้งสองประเทศมีความขัดแย้งกันในเรื่องดินแดนพิพาทในทะเลจีนตะวันออก

11. นักวิเคราะห์กล่าวว่าความเคลื่อนไหวล่าสุดของจีนอาจส่งผลกระทบต่อหลายบริษัทที่ผลิตสินค้าโดยการใช้แร่แรร์เอิร์ธจากประเทศจีนซึ่งรวมถึงบริษัทของสหรัฐด้วยเช่นกัน

คลื่นผู้อพยพจากฮอนดูรัส ตะลุยพันไมล์ฝ่า 3 ประเทศบุกสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643010

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 18:00 น.คลื่นผู้อพยพจากฮอนดูรัส ตะลุยพันไมล์ฝ่า 3 ประเทศบุกสหรัฐเพราะความยากจนและไม่มีงานทำ ทำให้ประเทศที่เกือบปลายสุดของอเมริกากลางต้องทิ้งบ้านเกิดฝ่าด่านสุดหินไปยังสหรัฐ

ผู้อพยพชาวฮอนดูรัสรวมตัวกันมากกว่า 8,000 คนเป็นกองคาราวานที่มุ่งหน้าไปยังสหรัฐ โดยพยายามฝ่านด่านพรมแดน 3 ประเทศ และประเทศแรกที่พยายามผลักดันผู้อพยพนี้ไม่ให้รุกเข้ามาคือกัวเตมาลา โดยตำรวจกัวเตมาลายิงแก๊สน้ำตาเมื่อวันอาทิตย์เพื่อสลายผู้อพยพชาวฮอนดูรัสหลายพันคนที่พยายามเดินเท้าเข้ามาในประเทศ ในขณะที่ทหารทุบตีผู้อพยพกลุ่มหนึ่งที่พยายามผลักดันสิ่งกีดขวางบุกข้ามพรมแดนเข้ามา

กลุ่มผู้อพยพเหล่านี้หนีความยากจนในประเทศรวมตัวกันไปแสวงหาโอกาสในสหรัฐ แต่พวกเขาต้องเดินเท้าผ่านประเทศเพื่อนบ้านคือกัวเตมาลา และยังต้องเดินข้ามเม็กซิโกที่มีความกว้างใหญ่ไพศาล รวมระยะทางแล้วไกลนับพันไมล์

ดาเนีย อิเนสโตรซา แม่บ้านวัย 23 ปีที่เดินทางมากับลูกสาวของเธอกล่าวว่าเธอทิ้งลูกสามคนไว้ข้างหลังอีกคนและฝาแฝดอายุสี่ขวบอีกคู่หนึ่ง เธอบอกว่า “เราไม่มีงานทำหรืออาหารดังนั้น ฉันจึงตัดสินใจไปสหรัฐ”

แต่กิลเยร์โม ดิอาซ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกัวเตมาลายืนยันเมื่อวันเสาร์ว่า ผู้อพยพกลุ่มนี้จะไม่สามารถผ่านไปได้และเรียกร้องให้ผู้อพยพหันหลังกลับไปยังประเทศตัวเอง

ส่วนรัฐบาลเม็กซิโกกล่าวว่าจะไม่อนุญาตให้มี “การเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย” ของคาราวานผู้อพยพใดๆ ทั้งสิ้น และได้ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง 500 คนไปยังชายแดนรัฐเชียปัสและตาบาสโกใกล้กับกัวเตมาลาแล้ว

ส่วนมาร์ก มอร์แกน รักษาการผู้บัญชาการกรมศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐเรียกร้องให้ผู้อพยพอย่าเสียเวลาและเงินไปเปล่าๆ เพราะสหรัฐยึดมั่นต่อหลักนิติธรรมและการสาธารณสุข แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลในขณะนี้ก็ตาม

(ภาพโดย Johan ORDONEZ / AFP)

ผู้นำศาสนาชาวยิวอ้าง ฉีดวัคซีนโควิดทำให้เป็นเกย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643014

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 16:30 น.ผู้นำศาสนาชาวยิวอ้าง ฉีดวัคซีนโควิดทำให้เป็นเกย์รับบีกลุ่ม “อัลตรา-ออร์โธดอกซ์” เตือนผู้ติดตามฉีดวัคซีนโควิด-19 อาจกลายเป็นเกย์

ดิ อินดิเพนเดนท์รายงานว่า ผู้สอนศาสนาหรือรับบีของกลุ่ม “อัลตรา-ออร์โธดอกซ์” (ultra-Orthodox) หรือกลุ่มชาวยิวออร์โธดอกซ์สุดโต่งกล่าวกับผู้ติดตามของเขาว่าให้หลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 เนื่องจากวัคซีนสามารถ “ทำให้พวกเขาเป็นเกย์” ได้

โดยสื่อของอิสราเอลรายงานว่า รับบีแดเนียล อาซอร์ ซึ่งมีผู้ติดตามบนโลกออนไลน์จำนวนมากอ้างว่าความพยายามในการฉีดวัคซีนของรัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งร้ายต่อโลกที่พยายามจะจัดระเบียบโลกใหม่

พร้อมกล่าวอ้างสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงว่า “กาฉีดวัคซีนมีแนวโน้มที่จะเชื่อมโยงกับการรักร่วมเพศเนื่องจากวัคซีนพัฒนาขึ้นโดยใช้สารตั้งต้นจากตัวอ่อน” 

ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนความหลากหลายทางเพศชาวยิวออกมาล้อเลียนแนวคิดดังกล่าวโดยกล่าวติดตลกว่า “เตรียมพร้อมต้อนรับสมาชิกใหม่ที่กำลังจะมาถึง”

ทั้งนี้ อิสราเอลตั้งเป้าที่จะฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรจำนวน 5 ล้านคนจากทั้งหมด 9 ล้านคนและเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งภายในกลางเดือนมีนาคม

โดยขณะนี้ชาวอิสราเอลกว่า 2 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรก รวมถึงประชากรอีกราว 225,000 คน ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่สองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้านเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอิสราเอลกล่าวว่าประเทศกำลังอยู่ใน “ขั้นตอนสุดท้าย” ของการรับมือกับโรคระบาดโควิด-19 และผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปจะได้รับวัคซีนตั้งแต่วันที่ 17 มกราคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอิสราเอลสามารถดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดยขณะนี้ประชากรมากกว่า 1 ใน 5 ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว 

Photo by JACK GUEZ / AFP

นายทุนโซเชียลมีอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาจัดระเบียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643017

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 15:54 น.

นายทุนโซเชียลมีอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาจัดระเบียบ

Posttoday Podcast The Expert : นายทุนโซเชียลมีอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาจัดระเบียบ

Posttoday Podcast The Expert : นายทุนโซเชียลมีอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาจัดระเบียบ

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/967758820&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · นายทุนโซเชียลมีอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาจัดระเบียบ