นักวิทย์จีนพบวิธีชะลอความแก่ ยืดอายุขัยด้วยยีนบำบัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643183

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 15:00 น.นักวิทย์จีนพบวิธีชะลอความแก่ ยืดอายุขัยด้วยยีนบำบัดนักวิทยาศาสตร์ในปักกิ่งได้พัฒนาการรักษาด้วยยีนบำบัดซึ่งช่วยยืดอายุของหนูทดลองได้

รอยเตอร์สเผยนักวิทยาศาสตร์ในปักกิ่งได้พัฒนาการรักษาด้วยยีนบำบัด (gene therapy) แบบใหม่ซึ่งอาจช่วยชะลอวัยได้ โดยผลการทดลองในหนูทดลองพบว่าสามารถยืดอายุของหนูเหล่านั้นได้

รายละเอียดวิธีการรักษาด้วยยีนบำบัดดังกล่าวถูกตีพิมพ์ลงบนวารสาร Science Translational Medicine เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการยับยั้งยีนที่เรียกว่า “kat7” ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่าเป็นตัวการสำคัญของความเสื่อมหรือความชราของเซลล์ (cellular ageing)

โดยหัวหน้าโครงการนี้คือศาสตราจารย์ ชี จิง อายุ 40 ปี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน เวชศาสตร์ชะลอวัยและการฟื้นฟูสุขภาพ จากสถาบันสัตววิทยาแห่งสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences: CAS)

ศาสตราจารย์ชีเผยว่าการบำบัดครั้งนี้ใช้เทคนิคเฉพาะและผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นครั้งแรกของโลก โดยผลการทดลองในหนูทดลองแสดงให้เห็นว่าลักษณะโดยรวมและความแข็งแรงของหนูทดลองดีขึ้น และที่สำคัญคือพวกมันมีอายุยืนขึ้นประมาณ 25% หลังจาก 6-8 เดือนที่ทำการบำบัดยีน

ทีมนักชีววิทยาจาก CAS ใช้วิธีที่เรียกว่า CRISPR/Cas9 เพื่อคัดกรองยีนจำนวนมากที่เป็นตัวขับเคลื่อนของความชราของเซลล์ ซึ่งพบว่าประมาณ 100 จากทั้งหมด 10,000 ยีนรวมถึง kat7 มีประสิทธิภาพในการทำให้เกิดความชราของเซลล์อย่างยิ่ง

โดยชีอธิบายว่าทีมได้ทำการทดสอบการทำงานของยีนในเซลล์ประเภทต่างๆ ในเซลล์ต้นกำเนิด (stem cell) ของมนุษย์ และโปรเจนิเตอร์เซลล์ (mesenchymal progenitor cells) ในเซลล์ตับของมนุษย์และหนูซึ่งไม่พบความผิดปกติใดๆ และยังไม่พบผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับหนูทดลอง

แต่ยังจำเป็นต้องทดสอบกับเซลล์ประเภทอื่นๆ ของมนุษย์ รวมทั้งอวัยวะอื่นๆ ของหนู นอกจากนี้ยังหวังว่าจะสามารถทดลองกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชิดอื่นๆ ก่อนที่จะเริ่มใช้การบำบัดด้วยยีนวิธีนี้เพื่อชะลอวัยของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยยีนบำบัดวิธีนี้ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่จะพร้อมทดลองในมนุษย์ แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์ตั้งความหวังว่าจะสามารถค้นพบวิธีการชะลอวัยของมนุษย์ได้ในอนาคต

Photo by FETHI BELAID / AFP

สหรัฐถอด 12 เจ้าหน้าที่ทีมคุ้มกันพิธีสาบานตนหวั่นเกลือเป็นหนอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643175

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 13:30 น.สหรัฐถอด 12 เจ้าหน้าที่ทีมคุ้มกันพิธีสาบานตนหวั่นเกลือเป็นหนอนสหรัฐสั่งถอดเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 12 นายจากทีมคุ้มกันพิธีสาบานตนหลังพบมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

แดเนียล ฮอคันสัน ผู้อำนวยการกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เผยว่า กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิถอดเจ้าหน้าที่ 12 นายออกจากทีมคุ้มกันพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีของ โจ ไบเดน หลังตรวจสอบประวัติพบว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

เจ้าหน้าที่ 2 นายในจำนวนนี้ถูกถอดเนื่องจากโพสต์ข้อความข่มขู่นักการเมืองในโลกออนไลน์ โดยคนหนึ่งนั้นโพสต์สนับสนุนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ รวมทั้งแสดงความคิดเห็นในเชิงคุกคามอื่นๆ

ส่วนเจ้าหน้าที่อีก 10 นายที่เหลือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมระหว่างการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับพิธีสาบานตน อาทิ มีประวัติอาชญากร ใช้ความรุนแรงในครอบครัว

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ทั้ง 12 นายถูกถอดเนื่องจากพบว่ามีความเกี่ยวข้องกัลกลุ่มขวาจัด หรือเคยโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นแบบสุดโต่งในโลกออนไลน์

การถอดเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐเดินหน้าตรวจสอบหาเจ้าหน้าที่ที่มีแนวคิดขวาจัดหรือชาตินิยมผิวขาว รวมทั้งการหาตัวเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนร่วมในการบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 ม.ค.

ทั้งนี้ ทางการสหรัฐสั่งตรวจสอบประวัติและความพร้อมของร่างกาย ไปจนถึงรอยสักทหารทุกนาย รวมทั้งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิที่จะปฏิบัติหน้าที่ในวันสาบานตน เพื่อป้องกัน “ภัยคุกคามจากคนใน” เนื่องจากกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ข่มขู่ว่าจะป่วนพิธีสาบานตนของไบเดน

Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP

แจ็ค หม่าโผล่แล้ว ปรากฏตัวครั้งแรกหลังเจอวิกฤต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643176

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 12:13 น.แจ็ค หม่าโผล่แล้ว ปรากฏตัวครั้งแรกหลังเจอวิกฤตหลังจากเก็บตัวเงียบมานานเกือบ 3 เดือนในที่สุดหม่าก็เผยตัวต่อสาธารณชนในที่สุด

แจ็ค หม่าผู้ก่อตั้ง Alibaba Group ปรากฏตัวครั้งแรกต่อสาธารณะตั้งแต่เดือนตุลาคม ได้มีการเผยแพร่คลิปของเขาระหว่างพบกับครูในชนบท 100 คนในประเทศจีนผ่านการประชุมทางวิดีโอเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

สื่อที่เปิดเผยเรื่องนี้แหงแรกคือ Tianmu News ซึ่งเป็นพอร์ทัลข่าวภายใต้ Zhejiang Online ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

การเผยตัวครั้งนี้นับเป็นการปัดข่าวการหายตัวของเขาที่สร้างความกังขาให้ชาวโลกมาระยะหนึ่งแล้ว หลังจากที่บริษัท Ant Group ของเขาถูกรัฐบาลสกัดไม่ให้เปิดขายหุ้นครั้งแรกหลังจากที่เขากล่าวท้าทายระบบควบคุมการเงิน และต่อจากกรณี Ant Group ถูกสกัดแล้ว Alibaba Group ยังถูกสอบสวนการกระทำอันเป็นการผูกขาดตลาดด้วย

ในคลิป แจ็ค หม่า บอกกับบรรดาคุณครูว่า “โปรดรอให้การระบาดสิ้นสุดลงแล้วเราค่อยพบกัน!” หลังจากมีรายงานข่าวนี้แล้วมูลนิธิสวัสดิการสาธารณะของแจ็ค หม่าได้ยืนยันข่าวนี้โดยเผยว่าเป็นกิจกรรมตามปกติที่แจ็ค หม่าจะมอบรางวัลให้กับครูชนบท แต่ครั้งนี้เปลี่ยนเป็นการมอบรางวัลออนไลน์เป็นครั้งแรก

ทรัมป์ขู่ส่งท้าย ‘นี่เพิ่งเริ่มต้น’ ก่อนอำลาทำเนียบขาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643161

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 12:05 น.ทรัมป์ขู่ส่งท้าย 'นี่เพิ่งเริ่มต้น' ก่อนอำลาทำเนียบขาวโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงอำลาตำแหน่งประธานาธิบดี เตรียมส่งไม้ต่อให้โจ ไบเดน พร้อมทิ้งท้าย ‘นี่เพิ่งเริ่มต้น’

บีบีซีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงอำลาตำหน่งผ่านคลิปวิดีโอซึ่งเผยแพร่โดยรัฐบาลก่อนที่จะต้องส่งมอบตำแหน่งประธานาธิบดีให้กับโจ ไบเดน ซึ่งมีกำหนดเข้าพิธีสาบานตนในวันที่ 20 มกราคม

อย่างไรก็ตามทรัมป์ยังคงไม่เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาซึ่งพ่ายแพ้ให้แก่ไบเดน โดยกล่าวว่าการเคลื่อนไหวของเขาในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐ “เพิ่งเริ่มต้น” เท่านั้น

ในขณะเดียวกันก็ได้ขอให้ชาวอเมริกันร่วมกันอวยพรให้รัฐบาลชุดใหม่โชคดีและประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศต่อไป โดยไม่ได้มีการเอ่ยชื่อไบเดนแต่อย่างใด

ตามคำแถลงการณ์ของทรัมป์ยังได้กล่าวว่าฝ่ายบริหารของตนได้สร้างเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก พร้อมกล่าวถึงสิ่งที่ตนและฝ่ายบริหารได้ทำมาตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ดำรงตำแหน่ง อาทิ การต่อกรกับจีน ข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลาง และเขายังเป็นประธานาธิบดีคนแรกในรอบหลายสิบปีที่ไม่ได้เริ่มต้นสงครามครั้งใหม่

“ผมได้ต่อสู้อย่างยากลำบาก เป็นการต่อสู้ที่ยากที่สุด และนั่นคือสิ่งที่พวกคุณได้เลือกให้ผมเข้ามาทำ”

“เป้าหมายของเราไม่เกี่ยวกับฝ่ายขวาหรือซ้าย พรรครีพับลิกันหรือเดโมแครต แต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ของชาติและนั่นหมายถึงคนทั้งประเทศ” ทรัมป์กล่าว

พร้อมกล่าวถึงเหตุจลาจลบริเวณรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมาว่าความรุนแรงทางการเมืองได้ทำลายทุกสิ่งที่ชาวอเมริกันรัก และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทนได้

ทรัมป์เองก็ถูกฟ้องในข้อหายุยงให้เกิดการจลาจล และจะถูกพิจารณาคดีในวุฒิสภาหลังพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งหากถูกตัดสินว่ามีความผิด ทรัมป์อาจถูกตัดสิทธิ์ในการลงเล่นการเมืองในอนาคต

ทั้งนี้ ทรัมป์พ้นจากตำแหน่งด้วยคะแนนความนิยมเพียง 34% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ประธานาธิบดีสหรัฐ

AFP PHOTO / Don EMMERT

นักลงทุนแห่ทิ้งหุ้นหลังอาลีบาบาถูกรัฐบาลจีนตรวจสอบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643155

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 10:40 น.นักลงทุนแห่ทิ้งหุ้นหลังอาลีบาบาถูกรัฐบาลจีนตรวจสอบบรรดานักลงทุนพากันทิ้งหุ้นอาลีบาบาหลังอาณาจักร แจ็ก หม่า ถูกทางการจีนไล่ตรวจสอบการผูกขาดการค้า

รายงานของ Citi Private Bank ในเครือซิตี กรุ๊ปที่เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาระบุว่า บรรดานักลงทุนกระเป๋าหนักที่เป็นลูกค้าของธนาคารพากันเทขายหรือลดการถือหุ้นของบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป (Alibaba Group) หลังจากมีรายงานก่อนหน้านี้ว่าทางการจีนกำลังตรวจสอบอาลีบาบาในข้อหาผูกขาดทางการค้า  

รายงานยังระบุอีกว่า ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นจีนสามารถดึงเงินลงทุนจากนักลงทุนกระเป๋าหนักที่เป็นลูกค้าของซิตี กรุ๊ปได้จำนวนมหาศาลในช่วงครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว

อาลีบาบา รวมทั้งคู่แข่งอย่างเท็นเซนต์ (Tencent) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นตัวขับเคลื่อนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและเป็นสัญลักษณ์ทางความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของจีน กำลังถูกทางการจีนกดดันอย่างหนัก หลังจากบริการของทั้งสองบริษัทมีผู้ใช้งานนับร้อยล้านคน ทั้งยังมีอิทธิพลกับชีวิตประจำวันของชาวจีนแทบจะทุกด้าน

คำสั่งระงับการเสนอขายหุ้นแก่บุคคลทั่วไปครั้งแรก (IPO) ของแอนท์ กรุ๊ป (Ant Group) ในเครือของอาลีบาบา ซึ่งหากสำเร็จจะมีมูลค่า 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังส่งผลให้มูลค่าของตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ของอาลีบาบาในสหรัฐลดลงกว่า  1 ใน 5 นับตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

สัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารแห่งชาติจีนเผยว่า แอนท กรุ๊ปกำลังดำเนินจัดตารางเวลาเพื่อยกเครื่องธุรกิจ ซึ่งเป็นการย้ำว่าทางการจีนต้องการเข้ามาควบคุมอาณาจักรธุรกิจของ แจ็ก หม่า

ทั้งนี้ จากข้อมูลการจัดอันดับมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์กพบว่า จากทรัพย์สินทั้งหมดของหม่าที่มีมูลค่า 52,900 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นรายได้จากแอนท์ กรุ๊ปมากกว่า 1 ใน 4

AFP PHOTO / FABRICE COFFRINI

ศรีลังกาแห่กิน ‘ยาวิเศษ’ สุดท้ายติดโควิดระนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643113

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 09:00 น.ศรีลังกาแห่กิน 'ยาวิเศษ' สุดท้ายติดโควิดระนาวชายศรีลังกาอวดอ้างยาวิเศษช่วยป้องกันโควิดได้ สุดท้ายป่วยกันเป็นแถว

เอเอฟพีรายงานว่า ธรรมมิกะ บันดารา (Dhammika Bandara) ชายชาวศรีลังกาอ้างว่ายาวิเศษที่เขาปรุงขึ้นมีสรรพคุณสามารถป้องกันโควิด-19 ได้จนทำให้ผู้คนหลั่งไหลมาขอยาจากเขา แต่บันดาราถึงกับอึ้งเมื่อพบว่าผู้ที่ดื่มยาวิเศษของตนสุดท้ายป่วยเป็นโรคโควิด-19 

หลังจากที่เขาอ้างว่ามียาวิเศษซึ่งสามารถป้องกันโควิด-19 ได้ ส่งผลให้ชาวบ้านนับพันคนฝ่าฝืนมาตรการควบคุมโรคโดยแห่แหนไปรวมตัวกันที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในภาคกลางของศรีลังกา เพื่อรับยาวิเศษของเขาเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

โดย ปิยัล นิชันทา เด ซิลวา (Piyal Nishantha de Silva) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาเด็กและสตรี ก็เป็นหนึ่งในนักการเมืองหลายคนที่ร่วมดื่มยาวิเศษนั้นเช่นเดียวกัน ก่อนที่จะเข้ารับการตรวจหาเชื้อและพบว่าติดโควิด-19 ในเวลาต่อมา

รวมทั้งสมาชิกในครอบครัวของนักการเมืองคนหนึ่งก็ติดเชื้อเช่นเดียวกันแม้ว่าจะดื่มยาวิเศษดังกล่าวแล้วก็ตาม

สำนักข่าวท้องถิ่นศรีลังการะบุว่าบันดาราอ้างว่าเขาได้รับสูตรนี้มาจากพระแม่กาลี เทพีในศาสนาฮินดู โดยเปิดเผยว่าส่วนผสมของยาวิเศษประกอบด้วยน้ำผึ้งและลูกจันทน์เทศ และได้รับการรับรองให้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยหน่วยงานยาพื้นเมือง

อย่างไรก็ตาม เคเฮลียา รัมบุคเวลลา (Keheliya Rambukwella) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารมวลชนกล่าวว่าแม้จะมีสมาชิกรัฐสภาบางคนได้ดื่มยาดังกล่าวแล้วแต่รัฐบาลยังคงไม่รับรอง

ขณะนี้ศรีลังกามีผู้ป่วยรวมทั้งสิ้น 53,750 รายและเสียชีวิต 270 ราย ซึ่งเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาศรีลังกามีผู้ป่วยเพียง 3,300 รายและเสียชีวิตเพียง 13 รายเท่านั้น

Photo by Ishara S. KODIKARA / AFP

เจาะความจริง วัคซีนโควิดขายไม่เอากำไรจริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643114

วันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 22:00 น.เจาะความจริง วัคซีนโควิดขายไม่เอากำไรจริงหรือ? ทำไมบางบริษัทถึงไม่รีบเร่งผลิตทั้งๆ ที่เป็นเจ้าธุรกิจ แล้วทำไมบางบริษัทถึงยอมไม่เอากำไรในช่วงวิกฤต? ที่นี่มีคำตอบ

ตอนนี้ชื่อของบริษัทต่างๆ เหล่านี้คงเข้าหูเข้าตาชาวโลกทุกวันในฐานะความหวังการผลิตวัคซีนโควิด-19

ไม่ว่าจะเป็น Pfizer-BioNTech หรือ Oxford-AstraZeneca หรือ Moderna จะเป็น Sinovac และ Sinopharm หรือ Gamaleya รวมถึงบริษัท Johnson & Johnson ที่เราคุ้นกันในฐานะผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่า แต่ก็เป็นเจ้าใหญ่ในด้านอุตสาหกรรมยากับเครื่องมือแพทย์ด้วย

แต่บริษัทต่างๆ ที่เราได้ยินชื่อกันบ่อยมากในฐานะผู้พัฒนาวัคซีนโควิด-19 ไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ในวงการวัคซีนเลยยกเว้น Pfizer

บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านวัคซีน วัดกันที่รายได้ (ตัวเลขจากปี 2019) บริษัทอันดับ 1 ของวงการนี้คือ GSK อันดับที่ 2 คือ Merck อันดับที่ 3 คือ Sanofi อันดับที่ 4 คือ Pfizer อันดับที่ 5 คือ Novavax ส่วนที่เหลือจนถึงอันที่ 10 แทบไม่มีชื่อของบริษัท “หน้าใหม่” ที่ผลิตวัคซีนโควิด-19 อยู่เลย เว้นแต่ Sinovac ในอันดับที่ 8

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าก่อนที่จะมีโควิด-19 การผลิตวัคซีนไม่ใช่รายได้หลักของบริษัทยายักษ์ใหญ่ แต่รายได้หลักมาจากการผลิตยารักษาโรคต่างๆ มากกว่า

เช่น ราคายารักษามะเร็งตกเดือนละ 5,454 – 45,004 เหรียญสหรัฐ (ข้อมูลจากรอยเตอร์ส) เทียบกับราคาวัคซีนซึ่งมีราคาสูงสุดคือ Pneumococcal 13-valent อยู่ที่ 202 เหรียญสหรัฐต่อโดส (ข้อมูลขององค์การอาหารและยาสหรัฐ) ราคาต่ำสุดคือวัคซีนไข้หวัดใหญ่แค่โดสละหลักสิบเหรียญฯ

อีกตัวอย่างคือ ยอดขายยา Sovaldi ที่ใช้รักษาไวรัสตับอักเสบซีโดยบริษัทแห่งหนึ่ง ขายเฉพาะในสหรัฐเท่านั้น รายได้ก็สูงกว่า 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีเข้าไปแล้ว เทียบกับยอดขายวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ทั่วโลกโดยบริษัทยาทั้งหมดมีรายได้รวมกันแค่ 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อไป

เทียบเป็นตัวเลขรายได้แล้วยอดขายวัคซีนมีสัดส่วนแค่ 2% – 3% ของรายได้หลายล้านล้านของอุตสาหกรรมยา

พูดกันตามตรงแล้ววัคซีนไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลกำไร ทำให้ผู้ผลิตวัคซีนมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ จากปี 1967 ซึ่งเป็นยุคที่มนุษยชาติเริ่มใช้วัคซีนป้องกันโรคต่างๆ มีผู้ผลิตวัคซีน 26 ราย แต่เมื่อถึงปี 1980 เหลือ 17 ราย

นีล ฮอลซีย์ ศาสตราจารย์ด้านโรคติดเชื้อในเด็กและสุขภาพระหว่างประเทศที่ Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health บอกกับ The Atlantic ว่า “ตามประวัติศาสตร์แล้ววัคซีนถูกผลิตด้วยราคาที่ต่ำและขายเอากำไรที่ต่ำมาก”

นี่เป็นสถานการณ์ก่อนการเกิดโควิด-19 หากเป็นหลังจากนี้ล่ะ?

มีกรณีศึกษาของบริษัท Novavax ซึ่งไม่กี่เดือนก่อนที่โลกจะพบกับการระบาดใหญ่ บริษัทเล็กๆ แห่งนี้เกือบจะล่มสลายเพราะการทดลองวัคซีนที่ผิดพลาดทำให้ราคาหุ้นตกลงต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐติดต่อกัน 30 วัน

แต่หลังจากเกิดการระบาดใหญ่ ทำให้เกิดการพัฒนาวัคซีนอีกตัวหนึ่งเพื่อสู้กับโควิด-19 บริษัทได้รับเงินจากรัฐบาลกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐและองค์การไม่หวังผลกำไรอื่นๆ เพื่อพัฒนาวัคซีน ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 178 เหรียญสหรัฐเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2020 (ราคาวันที่ 15 มกราคม 2021 อยู่ที่ 127 เหรียญสหรัฐ)

กรณีของ Novavax เท่ากับว่าวัคซีนโควิด-19 มาช่วยต่อลมหายใจของบริษัทโดยแท้ซึ่งเป็นกรณีพิเศษจริงๆ แต่กับบริษัทอื่นๆ ที่ปกติมีรายได้หลักจากการขายยาทั่วไป การผลิตวัคซีนจะช่วยให้มีกำไรมากขึ้นหรือไม่?

นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley บอกว่า สองบริษัทที่จับมือกันผลิตวัคซีน Pfizer-BioNTech จะมีรายได้จากการขายวัคซีนโควิดทั่วโลกที่ 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เทียบกับรายได้ของ Pfizer ตลอดทั้งปี 2019 แล้วอยู่ที่ 16,273 ล้านเหรียญสหรัฐหรือถ้า Pfizer จะแบ่งรายได้ครึ่งๆ กับ BioNTech รายได้จากการขายวัคซีนโควิดก็ยังถือว่ามากเกือบจะครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดอยู่ดี ดังนั้นวิกฤตครั้งนี้จึงเป็นโอกาสทำเงินของ Pfizer

แต่บริษัทอื่นๆ ไม่เหมือน Pfizer บางบริษัทประกาศว่าจะไม่แสวงหากำไรจากการฉีดวัคซีนโควิด เช่น AstraZeneca ที่ประกาศจะไม่แสวงหากำไรในช่วงที่เกิดการระบาดใหญ่ตามสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทผลิตวัคซีนของบราซิลที่ดีลกัน (ซึ่ง AstraZeneca ยังดีลกับ Siam Bioscience ของไทยด้วย)

AstraZeneca ยังจะขายในราคา 3 เหรียญสหรัฐถึง 4 เหรียญสหรัฐต่อโดสซึ่งเป็นราคาถูกเพียง 1 ใน 5 ถึง 1 ใน 10 ของราคาวัคซีนบริษัทอื่นๆ เว้นแต่เมื่อการระบาดใหญ่สิ้นสุดลงแล้วบริษัทจะขายในราคาที่สูงขึ้น หมายว่าจะทำกำไรจากมันนั่นเอง เพียงแต่การระบาดสิ้นสุดแล้ว การทำกำไรก็คงน้อยลงไปด้วย

ดังนั้นเราจึงมีกรณีศึกษา 3 กรณีคือ Novavax ที่ธุรกิจรอดตายเพราะวัคซีนโควิด Pfizer ที่จะทำรายได้เป็นกอบเป็นกำเพราะวัคซีนตัวนี้ และ AstraZeneca ที่ยอมขาดรายได้เพื่อมนุษยธรรม

มาถึงคำถามว่าทำไมบริษัทใหญ่ๆ ที่เป็นเจ้าธุรกิจวัคซีนมาแต่เดิมถึงเชื่องช้านักในการผลิตวัคซีนโควิด-19? เป็นเพราะจริงๆ แล้ววัคซีนเป็นธุรกิจไม่ทำกำไรจริงหรือไม่?

GSK กับ Sanofi เริ่มการพัฒนาวัคซีนแล้วแต่เมื่อต้นเดือนธันวาคมผลกาครทดสอบให้ผลไม่น่าพอใจจึงต้องชะลอการจำหน่ายออกไปก่อน

แต่ประเด็นนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหานัก เพราะโทมัส บรอยเออร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ผลิตวัคซีนของ GSK บอกว่าบริษัทเน้นแนวทางช้าแคต่ชัวร์ เน้นไปที่เทคโนโลยีที่มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มประชากรไม่กว้างขวางที่สุด

เขาบอกกับรอยเตอร์ว่า “เราต้องการเป็นที่หนึ่งในกลุ่ม” บริษัทอื่นผลิตได้ก่อนก็ยินดีด้วย เพราะต้องใช้ฉุกเฉินกับบุคลกรทางการแพทย์ในบางประเทศ แต่โลกต้องการวัคซีนหลายพันล้านโดส และ GSK จะเน้นจุดนี้

Merck เริ่มค่อนข้างช้ากว่ารายอื่นและยังวิจารณ์เทคโนโลยีใหม่ของ Pfizer ด้วย แต่ยักษ์ยังไงก็เป็นยักษ์ Merck ใช้วิธีไปลงทุนในรายย่อยอื่นๆ เช่น Moderna และยังซื้อบริษัทเล็กๆ ที่พัฒนาวัคซีน และบริษัทเองก็ผลิตวัคซีนกับเขาด้วย แต่ไม่เร่งรีบเหมือนกับ GSK กับ Sanofi

บริษัทใหญ่พวกนี้ถูกเปรียบเทียบว่าเหมือนนิทานเต่ากับกระต่าย สุดท้ายแล้วเต่าช้าแต่ชนะชัวร์กว่า

อย่างไรก็ตาม บริษัทใหญ่ก็ย่อมต้องหวังผลกำไร การจะแสดงน้ำใจแบบ AstraZeneca คงเป็นเรื่องยาก

บริษัทยาใหญ่ๆ มีภาพลักษณ์ไม่ดีในสายตาชาวตะวันตก จากการสำรวจความเห็นของ Gallup เมื่อปี 2019 พบว่าชาวอเมริกัน 58% มีทัศนะคติด้านลบกับบริษัทในกลุ่มนี้ และไม่มีองค์กรไหนที่จะถูกชิงชังมากไปกว่านี้อีกแล้ว (ยังมากกว่าหน่วยงานของรัฐบาลกลางเสียอีกที่ชาวอเมริกัน 52% รู้สึกไม่ดี ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนในประเทศหนึ่งๆ ไม่ค่อยจะชอบใจรัฐบาล/ราชการของตัวเอง)

มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นโอกาสให้บริษัทยาล้างภาพลักษณ์ไม่ดีออกไป เราจะเห็นว่า AstraZeneca ได้โอกาสนั้น แม้แต่บริษัทใหญ่ๆ เองก็พยายามจะไม่ทำให้ราคาวัคซีนสูงเกินไป แต่ในเวลาเดียวบริษัทยาบางแห่งก็ถูกลากเข้าไปพัวพันกับประเด็นการเมืองด้วย 

Photo by Jacob King / POOL / AFP

ถั่งเช่ากินแล้วอาจตาย แล้วยังทำลายโลกด้วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643112

วันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 20:30 น.ถั่งเช่ากินแล้วอาจตาย แล้วยังทำลายโลกด้วย ความต้องการบริโภคถั่งเช่าทำให้สมุนไพรชนิดนี้ตกอยู่ในสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ 

จากกรณีที่มีผู้ใช้โซเชียลรายหนึ่งโพสต์เป็นอุทาหรณ์ว่า พ่อทานอาหารเสริมถั่งเช่าแล้วแน่นหน้าอก หายใจลำบากต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน จากนั้นมีอาการน้ำท่วมปอด ค่าไตต่ำ ไตวายระยะสุดท้าย และในเวลาไล่เลี่ยกันยังมีคำเตือนจากนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคบอกว่า ทานถั่งเช่าสกัดต่อเนื่องเสี่ยงไตวาย ทำให้เกิดการถกเถียงถึงประโยชน์โทษของถั่งเช่ากันอีกครั้ง 

1.ถั่งเช่า หรือหญ้าหนอน หรือที่เรียกในภาษาจีนกลางว่า ตงถงเซี่ยเฉ่า ที่แปลว่า ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้าเป็นสมุนไพรจีนที่เป็นส่วนผสมของเห็ดราและสัตว์ เกิดจากหนอนผีเสื้อกลางคืนแถบที่ราบสูงทิเบตที่จำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว ถูกสปอร์ของเห็ดราที่ไม่ก่อให้เกิดโรคในคนในสกุล Ophiocordyceps อาศัยเป็นปรสิตและเติบโตสร้างเส้นใยออกมาทางส่วนหัวของตัวหนอนในฤดูร้อน 

2.ถั่งเช่าพบได้เฉพาะในทุ่งหญ้าที่มีความสูงตั้งแต่ 3,500 เมตรขึ้นไป และจะเติบโตได้เฉพาะในที่ที่มีสภาพอากาศเฉพาะเจาะจงคือ อุณหภูมิในฤดูหนาวต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง แต่พื้นดินต้องไม่กลายเป็นน้ำแข็ง ในพื้นที่ทิเบต มณฑลชิงไห่ มณฑลเสฉวน มณฑลกานซู มณฑลยูนนาน และแถบเทือกเขาหิมาลัยในอินเดีย ภูฏาน และเนปาล 

3.ฤดูเก็บเกี่ยวถั่งเช่าอยู่ระหว่างเดือน เม.ย.-มิ.ย. เท่านั้น 

4.ด้านสรรพคุณนั้น แม้จะไม่มีงานวิจัยขั้นสุดท้ายรับรองคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ของถั่งเช่า แต่ชาวจีนเชื่อกันว่าจะช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ ถั่งเช่าจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไวอะกร้าแห่งหิมาลัย” และยังเชื่อว่าช่วยรักษาสารพัดอาการ ไม่ว่าจะเป็นความเหนื่อยล้า ไปจนถึงรักษามะเร็ง โรคไต โรคปอด

5.อย่างไรก็ดี ถั่งเช่าที่เก็บเกี่ยวในธรรมชาติมักมีสารหนูและโลหะหนักอื่นๆ ปนเปื้อนในปริมาณสูง จึงอาจเป็นพิษได้ ดังนั้นตั้งแต่ พ.ศ. 2559 เป็นต้นมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของจีน (CFDA) ได้ควบคุมการจำหน่ายถั่งเช่าอย่างเข้มงวด  และนำถั่งเช่าออกจากประเภทอาหารเพื่อสุขภาพ รวมทั้งออกคำแนะนำในการบริโภคผลิตภัณฑ์ถั่งเช่า โดยระบุว่า “ในถั่งเช่าแห้งและแคปซูลผงถั่งเช่าบริสุทธิ์มีปริมาณสารหนู 4.4 – 9.9 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม” และ “มีความเสี่ยงสูงในการบริโภค” 

6.แต่ด้วยความที่เชื่อตั้งแต่สมัยก่อนของคนจีนว่าถั่งเช่ามีสรรพคุณทางยามากมาย จึงทำให้มีความต้องการเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงทศวรรษที่ 1990 โดยเมื่อเทียบน้ำหนักกันออนซ์ต่อออนซ์แล้ว ถั่งเช่าแพงกว่าทองคำถึง 3 เท่า ดังนั้นการเก็บเกี่ยวถั่งเช่าจึงทำรายได้อย่างงามให้ชาวบ้านในท้องที่  

7.ทว่า เมื่อต้นเดือน ก.ค.ปีที่แล้วสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ประกาศให้ถั่งเช่าอยู่ในบัญชีแดงพืชหรือสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ประเภทเกือบอยู่ในข่ายใกล้สูญพันธุ์ (VU) โดยระบุว่า การเก็บเกี่ยวถั่งเช่ามากเกินไปทำให้จำนวนถั่งเช่าลดลงอย่างน้อย 30% ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา   

8.นั่นหมายความว่านอกจากถั่งเช่าจะมีผลเสียต่อร่างกายมนุษย์แล้ว การบริโภคถั่งเช่ายังส่งผลกระทบกับโลกด้วย 

9.นอกจากนี้ อาร์เอส ราวาล จากสถาบันสิ่งแวดล้อมหิมาลัยแห่งชาติของอินเดียเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลอีกอย่างหนึ่งคือ แรงกดอัดที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ระหว่างที่ชาวบ้านเข้าไปตั้งแคมป์เก็บถั่งเช่ายังทำให้เนินเขาที่ถั่งเช่าเติบโตยุบตัวลงด้วย ซึ่งในที่สุดเนินเขาอาจต่ำลงจนไม่เหมาะกับการเติบโตของถั่งเช่า เนื่องจากถั่งเช่าเติบโตได้ที่ความสูงไม่ต่ำกว่า 3,500 เมตรเท่านั้น

ไม่ใช่แค่ไทย ‘แอสตราเซเนกา’ ร่วมมือกับใครบ้าง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643105

วันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 19:00 น.ไม่ใช่แค่ไทย 'แอสตราเซเนกา' ร่วมมือกับใครบ้าง?นอกจากบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ของไทยแล้วยังมีอีกหลายบริษัททั่วโลกที่ร่วมมือกับแอสตราเซเนกา

หลังจากที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าออกมาตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ที่ผลิตโดยบริษัทแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด (Oxford) โดยมีการแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน : ใครได้ใครเสีย?”

โดยเนื้อหาในไลฟ์มีการตั้งคำถามว่าเหตุใดคนไทยจึงได้รับการฉีดวัคซีนช้าและปริมาณวัคซีนที่จะได้รับไม่ครอบคลุมจำนวนประชากรในประเทศ ในขณะที่หลายประเทศเริ่มมีการฉีดวัคซีนไปแล้ว

นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามถึงการที่วัคซีนอยู่ในมือของบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงแห่งเดียวว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทรายใดรายหนึ่งหรือไม่ และรัฐบาลจะรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้หรือไม่เมื่ออนาคตของประเทศไทยฝากไว้กับบริษัทแห่งเดียว

ดร.ทรงพล ดีจงกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์โดยปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในคำวิจารณ์ดังกล่าว

“เราต้องการมุ่งเน้นไปที่ความรับผิดชอบของเราในการผลิตวัคซีนให้ทันเวลามีคุณภาพด้วยปริมาณที่เหมาะสม” ดร.ทรงพลกล่าวกับรอยเตอร์

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ตกลงที่จะจัดซื้อจัดหาวัคซีนจากแอสตราเซเนกาซึ่งร่วมมือกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ในการผลิตวัคซีนสำหรับแจกจ่ายในประเทศผ่านการประสานงานของเอสซีจี ซึ่งเป็นเพียงบริษัทเดียวที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลไทยในการจัดซื้อจัดหาวัคซีนด้วยวงเงิน 6 พันล้านบาท

โดยรัฐบาลไทยมีการสั่งซื้อวัคซีนล่วงหน้าจำนวน 26 ล้านโดส ซึ่งคาดว่าจะได้รับในเดือนมิ.ย. และครม.ยังมีมติให้พิจารณาสั่งซื้อเพิ่มอีก 35 ล้านโดส

ขณะเดียวกันแอสตราเซเนกายังได้ร่วมมือกับอีกหลายประเทศในการผลิตและจัดจำหน่ายวัคซีนต้านโรคโควิด-19 อาทิ ในเดือนสิงหาคม อาร์เจนตินาและเม็กซิโกแถลงว่าจะร่วมมือกันผลิตวัคซีนที่คิดค้นโดยแอสตราเซเนกาเพื่อแจกจ่ายให้กับประชากรในแถบละตินอเมริกา

โดยมีการลงนามในข้อตกลงระหว่างบริษัทแอสตราเซนกาและบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ mAbxience of the INSUD Group เพื่อถ่ายทอดเทคโลโลยีสำหรับผลิตวัคซีนจำนวน 150 ล้านโดส

แอสตราเซเนกายังมีการลงนามในข้อตกลงร่วมกับมูลนิธิของการ์ลอส สลิม มหาเศรษฐีของเม็กซิโกในการผลิตวัคซีน ซึ่งคาดว่าจะจัดส่งได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021

รวมถึงสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย (Serum Institute of India) ก็ได้ตกลงที่จะผลิตวัคซีนที่พัฒนาโดยแอสตราเซเนกาในประเทศอินเดียด้วยเช่นกัน ซึ่งมีข้อตกลงที่จะผลิตวัคซีนให้ได้อย่างน้อย 1 พันล้านโดส

นอกจากนี้แอสตราเซเนกายังได้ลงนามร่วมกับสถาบันวิจัยกามาเลยา (Gamaleya Research Institute) ของรัสเซียซึ่งเป็นสถาบันที่พัฒนาวัคซีนสปุตนิก วี (Sputnik V) เพื่อร่วมแบ่งปันข้อมูล และทดลองใช้วัคซีนของแอสตราเซเนการ่วมกับสปุตนิก วี หลังได้รับคำแนะนำจากนักวิทยาศาสตร์ว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีนได้

ทั้งนี้ เป็นการร่วมมือกับบริษัทยาอาร์-ฟาร์ม (R-Farm) และกองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (Russian Direct Investment Fund : RDIF) ด้วย

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

โควิดทำพิษ! ยอดฆ่าตัวตายญี่ปุ่นพุ่งช่วงระบาดระลอกสอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643093

วันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 17:30 น.โควิดทำพิษ! ยอดฆ่าตัวตายญี่ปุ่นพุ่งช่วงระบาดระลอกสองยอดฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นพุ่งช่วงโควิดระบาดระลอกสองโดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงกับเด็ก

ผลการศึกษาของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงและสถาบันชราภาพวิทยาโตเกียวซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Human Behaviour พบว่า ช่วงเดือนก.ค.-ต.ค.ปีที่แล้ว ชาวญี่ปุ่นฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งที่ช่วงเดือน ก.พ.-มิ.ย. อัตราการฆ่าตัวตายลดลงถึง 14%

“การระบาดครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็ก วัยรุ่น และผู้หญิงโดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่บ้านอย่างแรง ต่างจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั่วไป” งานวิจัยระบุ

ผลการศึกษาที่อ้างอิงข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขระหว่างเดือน พ.ย. 2016-ต.ค. พบว่า อัตราการฆ่าตัวตายช่วงเดือน ก.พ.-มิ.ย.ลดลง เกิดจากหลายปัจจัย อาทิ เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล การลดชั่วโมงการทำงาน และการปิดโรงเรียน

ขณะที่อัตราการปลิดชีวิตตัวเองกลับเพิ่มขึ้นมาช่วงเดือนก.ค.-ต.ค. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้หญิงที่เพิ่มขึ้น 37% หรือเกือบ 5 เท่าของผู้ชาย เนื่องจากการระบาดของ Covid-19 ที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่แรงงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ผู้หญิงที่เป็นแม่ที่ทำงานนนอกบ้านมีภาระเพิ่มขึ้น และเกิดความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การศึกษายังพบอีกว่า อัตราการฆ่าตัวตายของเด็กเพิ่มขึ้น 49% ในช่วงที่ Covid-19 ระบาดระลอกที่สองในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศ

Photo by Philip FONG / AFP