ปธน.พักทำเนียบขาว แล้วรอง ปธน. พักที่ไหน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643297

วันที่ 21 ม.ค. 2564 เวลา 15:40 น.ปธน.พักทำเนียบขาว แล้วรอง ปธน. พักที่ไหน?เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าประธานาธิบดีของสหรัฐใช้ทำเนียบขาวเป็นที่พำนัก แต่ส่วนใหญ่อาจยังไม่รู้ว่าอีกหนึ่งบุคคลสำคัญอย่างรองประธานาธิบดีพักอยู่แห่งหนใด

1.บ้านพักของรองประธานาธิบดีสหรัฐอยู่ที่บ้านเลขที่ 1 ออบเซิฟเวทอรีเซอร์เคิล ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงวอชิงตันดี.ซี. ห่างจากทำเนียบขาวประมาณ 3.2 กิโลเมตร และยังอยู่ใกล้กับสถานทูตอีกหลายแห่ง

2.บ้านหลังนี้ออกแบบโดย ลีออน เอมิล เดสเซซ สถาปนิกชาวอเมริกัน และสร้างขึ้นเมื่อปี 1893 หรือเมื่อ 128 ปีที่แล้วในรูปแบบสถาปัตยกรรมบาโรกแบบอังกฤษ ตัวบ้านเป็นสีขาวขนาด 836 ตารางเมตร ปลูกอยู่บนที่ดินขนาด 291,373.7 ตารางเมตรของหอดูดาวกองทัพเรือสหรัฐ (USNO) ภายในมีทั้งห้องสมุด ห้องครัวใต้ดิน และห้องนอนอีกหลายห้อง

3.เดิมทีบ้านหลังนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักของผู้อำนวยการหอดูดาวกองทัพเรือสหรัฐ ทว่าในปี 1923 เสนาธิการทหารเรือ (CNO) ชอบบ้านหลังนี้มากจึงสั่งให้ผู้อำนวยการหอดูดาวกองทัพเรือสหรัฐย้ายออกแล้วเข้ามาพักเสียเอง บ้านหลังนี้จึงกลายเป็นที่พักของเสนาธิการทหารเรือคนต่อๆ มาจนถึงปี 1974

4.ก่อนหน้านี้รองประธานาธิบดีและครอบครัวพำนักอยู่ที่บ้านของตัวเองหรือใช้บริการโรงแรม แต่ก็มีเสียงเรียกร้องให้จัดหาที่พักอาศัยสำหรับรองประธานาธิบดี โดยคาลวิน คูลิดจ์ ที่ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีตั้งแต่ปี 1921-1923 ซึ่งใช้โรงแรมเป็นที่พำนักระหว่างอยู่ในตำแหน่ง เผยภายหลังในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองว่า “ควรจัดหาที่อยู่อาศัยอย่างเป็นทางการซึ่งมีการบำรุงรักษาที่เหมาะสมสำหรับรองประธานาธิบดี” และตำแหน่งนั้น “ควรมีที่อยู่อาศัยถาวรโดยไม่ต้องคำนึงถึงความสามารถทางการเงินของเจ้าของบ้านชั่วคราวนั้น”

5.ส่วน ชาร์ลส์  เดนเยอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยทางไซเบอร์เผยว่า การที่รองประธานาธิบดีไม่มีที่พักอย่างเป็นทางการทำให้เจ้าหน้าที่ทีมคุ้มกันทำงานยาก เนื่องจากไม่สามารถวางระบบความปลอดภัยได้หากที่พักของรองประธานาธิบดีต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

6.เมื่อบวกกับค่าใช้จ่ายในการรักษาความปลอดภัยส่วนตัวที่ค่อนข้างสูงและเพิ่มขึ้นทุกปี ในที่สุดสภาคองเกรสจึงมีมติให้เปลี่ยนบ้านหลังนี้เป็นที่พำนักของรองประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการและอนุมัติงบประมาณในการตกแต่งใหม่ในปี 1974 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐที่มีการจัดหาที่พักสำหรับรองประธานาธิบดี

7.ทว่า กว่ารองประธานาธิบดีจะได้ย้ายเข้าไปอยู่จริงๆ ก็ผ่านไปถึง 3 ปี เนื่องจากรองประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด ต้องรับตำแหน่งประธานาธิบดีก่อนได้ย้ายเข้าออบเซิฟเวทอรีเซอร์เคิล ส่วนรองประธานาธิบดี เนลสัน ร็อกกีเฟลเลอร์ ก็ใช้บ้านนี้เพื่อความบันเทิง อาทิ จัดงานเลี้ยงเท่านั้น

8.รองประธานาธิบดีคนแรกที่ได้ย้ายเข้ามาอยู่คือ วอลเตอร์ มอนเดล และนับจากนั้นมาบ้านเลขที่ 1 ก็กลายเป็นที่พำนักของรองประธานาธิบดี โดยผ่านมาแล้ว 7 คนได้แก่ รองประธานาธิบดี จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช, เจมส์ แดนฟอร์ธ เควล, อัล กอร์, ดิก เชนีย์, โจ ไบเดน, ไมค์ เพนซ์ และกำลังจะได้ต้อนรับรองประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐอย่าง คามาลา แฮร์ริส และดั๊ก เอ็มฮอฟฟ์ สามีในเร็วๆ นี้

9.ที่ผ่านมากองทัพเรือยังคงทำหน้าที่บำรุงรักษาบ้านเลขที่ 1 หลังนี้ โดยใช้เงินจากมูลนิธิที่อยู่อาศัยของรองประธานาธิบดีเพื่อตกแต่งและอัพเกรดตัวบ้าน

10.รองประธานาธิบดีแต่ละคนล้วนบริจาคเงินในการปรับปรุงต่อเติมตัวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช สร้างสนามเล่นเกมโยนเกือกม้าและทางเดินยาวราว 500 เมตร หรือเจมส์ แดนฟอร์ธ เควลที่สร้างสระว่ายน้ำ ส่วนไมค์ เพนซ์และภรรยามักจะจัดงานเลี้ยงอาหารเย็นแก่บรรดาผู้บริจาคและผู้บริการบริษัทที่บ้านหลังนี้ ทว่าไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงตัวบ้านเท่าไร

บ้านเลขที่ 1 ออบเซิฟเวทอรีเซอร์เคิล ถ่ายเมื่อปี 2017
รองประธานาธิบดี ดิก เชนีย์ พบกับว่าที่รองประธานาธิบดี โจ ไบเดน ภายในตัวบ้านเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2008
การตกแต่งบ้านต้อนรับเทศกาลฮาโลวีนของอดีตรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ เมื่อปี 2019

ภาพ : wikipedia 

สาวกทรัมป์เซ็ง! ไม่มีจลาจลในพิธีสาบานตน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643292

วันที่ 21 ม.ค. 2564 เวลา 14:10 น.สาวกทรัมป์เซ็ง! ไม่มีจลาจลในพิธีสาบานตนสาวกทรัมป์ถึงกับผิดหวังเมื่อพบว่าพิธีสาบานตนเป็นไปอย่างราบรื่น และเสียความรู้สึกที่ถูกหลอกให้เชื่อว่าจะมีเหตุจลาจล

เว็บไซต์ข่าว Daily Mail เผยว่าสาวกคลั่งทรัมป์ QAnon รับไม่ได้เมื่อเห็นโจ ไบเดนสาบานตนเป็นประธานาธิบดี และความเชื่อของพวกเขาที่ว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะยึดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและจะเกิดเหตุจลาจลขึ้นเพื่อขัดขวางพิธีสาบานตนของไบเดนนั้นไม่เกิดขึ้นจริง

เมื่อไบเดนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีและทรัมป์ก็เดินทางออกจากทำเนียบขาวไปเมื่อวานนี้ (20 มกราคม) ส่งผลให้สาวก QAnon ต้องผิดหวังไปตามๆ กันและเกิดคำถามตามมาอีกมากมาย

หลายคนถึงกับอึ้งเมื่อทราบว่าความเชื่อที่มีมายาวนานว่าสมาชิกพรรคเดโมแครตจะถูกจับในข้อหาค้ามนุษย์ในธุรกิจทางเพศในวันสาบานตนนั้นไม่เป็นความจริง หนำซ้ำทรัมป์ยังไม่ขัดขวางพิธีสาบานตนหรือสร้างความวุ่นวายอย่างที่พวกเขาคาดหวัง

พวกเขายังเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนรวมถึงฮิลลารี คลินตัน จะถูกจับกุม และจะเกิดเหตุจลาจลที่พวกเราเรียกว่าเป็น “พายุ” ในพิธีสาบานตนของไบเดน

ในกลุ่มแชทของสาวก QAnon มีการตั้งคำถามว่า “ไหนการจลาจล? ทรัมป์อยู่ไหน? ทหารอยู่ไหน?” “มันไม่สมเหตุสมผลเลยที่พวกเราโดนเล่นกับความรู้สึก” โดยสมาชิกบางคนโกรธมากเนื่องจากรู้สึกเหมือนถูกหลอกให้เชื่อว่าจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้นในพิธีสาบานตน

ผู้สนับสนุนทรัมป์บางคนเดินทางไปถึงศาลาว่าการรัฐนิวยอร์กเพื่อแสดงสัญลักษณ์โดยการโบกธงทรัมป์ โดยคิดว่าจะได้ประท้วงร่วมกับผู้สนับสนุนคนอื่นๆ อีกหลายพันคนแต่ก็ไม่มีวี่แวว และยังมีผู้สนับสนุนทรัมป์อีกบางส่วนบริเวณอาคารรัฐสภาของรัฐยูทาห์และแอริโซนา แต่ก็เป็นจำนวนน้อยตรงข้ามกับเหตุจลาจลเมื่อวันที่ 6 มกราคมอย่างสิ้นเชิง

ขณะที่รอน วัตคินส์ แอดมินประจำกลุ่มแชทกล่าวว่า “เราได้ให้ทุกอย่างไปแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาเชิดและกลับไปใช้ชีวิตของพวกเราให้ดีที่สุด ตอนนี้เรามีประธานาธิบดีคนใหม่แล้วไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อเข้าสู่รัฐบาลชุดใหม่ โปรดเก็บมิตรภาพและความทรงจำที่มีความสุขของพวกเราไว้”

“Been played like fools””It’s over” pic.twitter.com/kwoRutrIOd— Kevin Roose (@kevinroose) January 20, 2021

Photo by Saul LOEB / AFP

พิธีสาบานตนย้ำสังคมอเมริกันแตกแยกเกินเยียวยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643268

วันที่ 21 ม.ค. 2564 เวลา 11:15 น.พิธีสาบานตนย้ำสังคมอเมริกันแตกแยกเกินเยียวยาชาวอเมริกันยังคงไม่ยอมกัน แม้ทรัมป์จะยอมถอยออกจากทำเนียบขาวแล้วก็ตาม

พิธีสาบานตนของไบเดนเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมานี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าสังคมอเมริกันกำลังแตกแยกและมีการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด จากกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีคนใหม่อย่างโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต และกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พรรครีพับลิกัน

แม้ว่าพิธีสาบานตนวานนี้จะเสร็จสิ้นไปอย่างเรียบร้อยโดยไม่ได้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวลก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชาวอเมริกันทุกคนจะเห็นด้วยกับการที่ไบเดนได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่แต่อย่างใด

ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดอาจเป็นคลิปวิดีโอเผยแพร่ภาพสดพิธีสาบานตนบนเฟซบุ๊กของสำนักข่าว Fox News ซึ่งมีจำนวนการกดถูกใจ 6,600 ครั้ง ขณะที่มีการกดสัญลักษณ์โกรธแสดงความไม่พอใจถึง 13,000 ครั้ง หรือเกือบเท่าตัวของผู้ที่กดถูกใจเลยทีเดียว

รวมถึงมีผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนมากออกมาแสดงความคิดเห็นต่อต้านไบเดน อาทิ “ดูเหมือนเป็นงานศพมากกว่าพิธีสาบานตน งานศพของรัฐธรรมนูญอเมริกัน และจุดจบของประชาธิปไตย และจุดเริ่มต้นของเผด็จการ” “ไม่เห็นจะมีอะไรเลย นี่ไม่ใช่ประธานาธิบดีของฉัน เป็นแค่คดีอาญาที่ผิดกฎหมาย” “ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็รักทรัมป์ เขาคือประธานาธิบดีที่ดีที่สุดตลอดกาล” และ “ช่างเป็นวันที่น่าเศร้าอย่างไม่น่าเชื่อบนโลกใบนี้ คำพูดที่พูดออกจากปากอาชญากรช่างน่าอับอาย” เป็นต้น

ชาวอเมริกันยังคงถกเถียงกันในประเด็นเห็นต่างทางการเมืองขณะที่ฝ่ายหนึ่งมองว่าทรัมป์เป็นประธานาธิบดีที่หัวรุนแรงและโกหก อีกฝ่ายก็มองว่าไบเดนเชื่อถือไม่ได้และยังทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงแม้ว่าทรัมป์จะยอมถอยออกจากทำเนียบขาวแล้วก็ตาม

รวมถึงก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 มกราคม ยังเกิดเหตุจลาจลโดยมีกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์รวมตัวกันเดินขบวนและบุกรุกอาคารรัฐสภาเพื่อพยายามระงับการนับคะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งซึ่งลงมติให้ไบเดนเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง

กลุ่มผู้ชุมนุมพร้อมอาวุธครบมือก่อให้เกิดจลาจลรุนแรงชนิดที่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 5 รายรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ท่ามกลางคำวิพากษ์วิจารณ์จากนานาประเทศว่าประเทศที่เป็นต้นแบบของประชาธิปไตยไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไปแล้ว

ไบเดนลุยล้างบางคำสั่งทรัมป์ทันทีหลังครองตำแหน่งผู้นำคนใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643258

วันที่ 21 ม.ค. 2564 เวลา 09:30 น.ไบเดนลุยล้างบางคำสั่งทรัมป์ทันทีหลังครองตำแหน่งผู้นำคนใหม่เผยแผนการทำงานของไบเดนและฝ่ายบริหารชุดใหม่ ลุยทำงานอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

หลังจากเข้าพิธีสาบานตนดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไบเดนก็ได้เริ่มทำงานหลังจากนั้นไม่นาน โดยลงนามในคำสั่งพิเศษถึง 15 ฉบับรวมถึงมาตรการรับมือกับโควิด-19 และสภาพภูมิอากาศ โดยไบเดนกล่าวว่าวิกฤตโควิด-19 วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตสภาพภูมิอากาศเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับฝ่ายบริหารของเขา

โดยคำสั่งฉบับแรกของไบเดนเรียกร้องให้ชาวอเมริกันทุกคนสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 และอีกหนึ่งฉบับที่สำคัญคือให้สหรัฐกลับเข้าร่วมข้อตกลงสภาพภูมิอากาศของปารีสอีกครั้ง

ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศเผยว่าคำสั่งที่ไบเดนได้ลงนามไปทั้งหมดนั้น ดำเนินการไปด้วยความเร็วชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจากประธานาธิบดีคนอื่นๆ ขณะที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่ง 8 ฉบับหลังเข้ารับตำแหน่งได้ 2 สัปดาห์ และบารัค โอบามา ลงนามได้ 9 ฉบับ

นอกจากนี้ไบเดนยังได้เผยถึงจดหมายที่ทรัมป์ทิ้งไว้ให้ในฐานะอดีตประธานาธิบดีคนก่อนหน้าโดยไม่ได้มีการเปิดเผยถึงรายละเอียดของเนื้อหาในจดหมายแต่อย่างใด บอกแต่เพียงว่า “จดหมายฉบับนี้แสดงถึงความใจกว้างและมีน้ำใจเป็นอย่างยิ่ง”

เจ็น ปคากิ เลขานุการสื่อมวลชนประจำทำเนียบขาวคนใหม่ก็ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก โดยกล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานของฝ่ายบริหารชุดใหม่ ซึ่งเน้นย้ำถึง “การสร้างความไว้วางใจใหม่ให้กับชาวอเมริกัน”

พร้อมกล่าวว่าเธอและฝ่ายบริหารทุกคนจะร่วมกันทำงานกับไบเดนเพื่อนำ “ความโปร่งใสและความจริงกลับมาสู่รัฐบาล”

เธอยังเผยว่า “ไบเดนดูมีความสุขและกระตือรือร้นที่จะทำงาน อีกทั้งเขายังรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเมื่อเข้าไปในทำเนียบขาว” เนื่องจากไบเดนเคยใช้เวลาถึง 8 ปีในนั้นในฐานะรองประธานาธิบดีของบารัค โอบามา

นอกจากนี้ยังได้เผยถึงแนวทางการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศโดยกล่าวว่าไบเดนจะเริ่มติดต่อผู้นำต่างประเทศตั้งแต่วันศุกร์ โดยเริ่มจาก จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา

โดยการติดต่อจะลำดับความสำคัญประเทศที่เป็นคู้ค่าและพันธมิตรก่อนซึ่งไบเดนกล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์เหล่านั้นขึ้นมาใหม่ และรับมือกับความท้าทายและภัยคุกคามจากทั่วโลกที่กำลังเผชิญอยู่

อย่างไรก็ตามปคากิเผยว่าขณะนี้ไบเดนยังไม่มีแผนที่จะพูดคุยกับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย

ภาพวินาที ‘ไบเดน’ ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสหรัฐอย่างเป็นทางการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643248

วันที่ 21 ม.ค. 2564 เวลา 07:00 น.ภาพวินาที 'ไบเดน' ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสหรัฐอย่างเป็นทางการชมภาพบรรยากาศพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของไบเดน

เมื่อวันที่ 20 มกราคม โจ ไบเดน เข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยกมลา แฮร์ริส เข้ารับตำแหน่งรองประธานาธิบดี ณ อาคารรัฐสภา กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งมีการจัดพิธีแบบเล็กๆ เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาและความกังวลด้านความปลอดภัยหลังเกิดเหตุจลาจลเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา

พิธีสาบานตนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างที่หลายฝ่ายกังวลก่อนหน้านี้แต่อย่างใด ไบเดนยังได้กล่าวสุนทรพจน์สั้นๆ เป็นครั้งแรกในฐานะผู้นำสหรัฐหลังจากเข้าพิธีสาบานตน โดยเน้นย้ำถึงความสามัคคีของชาวอเมริกัน

Photo by Brendan SMIALOWSKI / AFP

สุนทรพจน์ครั้งแรกไบเดนย้ำอเมริกันต้องสามัคคี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643246

วันที่ 21 ม.ค. 2564 เวลา 00:44 น.สุนทรพจน์ครั้งแรกไบเดนย้ำอเมริกันต้องสามัคคีโจ ไบเดน กล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกหลังรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ย้ำอเมริกันต้องสามัคคีกัน

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน กล่าวสุนทรพจน์เป็นครั้งแรกในฐานะผู้นำสหรัฐหลังจากเข้าพิธีสาบานตนโดยเริ่มต้นด้วย “วันนี้คือวันของอเมริกา วันนี้คือวันของประชาธิปไตย”

ตามด้วยการเอ่ยถึงการบุกยึดอาคารรัฐสภาเมื่อสองสัปดาห์ก่อนว่าเป็นการทำลายประชาธิปไตยของสหรัฐ ทั้งยังเรียกร้องให้คนทั้งชาติเผชิญหน้ากับแนวคิดคนผิวขาวเป็นใหญ่ (white supremacy)

ไบเดนยังขอให้คนในชาติเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกันหลังเกิดความแตกแยกในช่วง 4 ปีที่อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่ง โดยย้ำว่าความสามัคคีคือเส้นทางเดินไปข้างหน้าสำหรับประเทศ

ไบเดนเอ่ยถึง คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีว่าเป็นตัวชี้วัดว่าการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกของประเทศสามารถบรรลุผลได้มากนเพียงใด “อย่าพูดว่าไม่มีอะไรสามารถเปลี่ยนแปลง”

นอกจากนี้ ยังประณามบุคคลที่บุกอาคารรัฐสภาที่พยายามคว่ำเจตจำนงของคนส่วนใหญ่ด้วยการขัดขวางการรับรองชัยชนะของไบเดนของสภาคองเกรสว่า “มันไม่ได้เกิดขึ้น มันจะไม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะวันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันไหนๆ”

ประธานาธิบดีคนใหม่ยังให้คำมั่นว่าจะเป็นประธานาธิบดีของชาวอเมริกันทุกคน รวมทั้งคนที่ไม่ได้สนับสนุนเขาด้วย พร้อมทั้งเรียกร้องให้คนในชาติเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่วันนี้

ไบเดนกล่าวดยังใช้โอกาสนี้ส่งข้อความไปถึงพันธมิตรของสหรัฐ หลังจากสหรัฐต้องอยู่ภายใต้นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์ว่า “เราจะฟื้นฟูพันธมิตรของเรา และจะกลับไปมีส่วนร่วมกับโลกอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อเผชิญกับความท้าทายของวันวาน แต่เพื่อความท้าทายของวันนี้และพรุ่งนี้”

ส่วนในเรื่องความท้าทายที่รออยู่ขณะที่สหรัฐต้องต่อสู้กับ Covid-19 ไบเดนเผยว่า “พี่น้อง นี่คือช่วงเวลาแห่งการทดสอบ เราจะถูกตัดสิน ทั้งคุณและผม ว่าเราแก้วิกฤตในยุคของเราอย่างไร เราจะลุกขึ้นคว้าโอกาสหรือไม่ เราจัดการช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ได้หรือไม่”

สุนทรพจน์ของไบเดนครั้งนี้กินเวลาราว 21 นาที ซึ่งถือว่าไม่ยาวนานมาก ใกล้เคียงกับสุนทรพจน์ของทรัมป์เมื่อปี 2016 ที่ใช้เวลาราว 16 นาที

ไบเดน-แฮร์ริสสาบานตนอย่างเป็นทางการแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643245

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 23:51 น.ไบเดน-แฮร์ริสสาบานตนอย่างเป็นทางการแล้วพิธีสาบานตนของไบเดนและแฮร์ริสเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุไม่คาดฝันอย่างที่กังวล

ไบเดนสาบานตัวอย่างเป็นทางการ ย้ำ โจ ไบเดน และคามาลา แฮร์ริส สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 46 และรองประธานาธิบดีของสหรัฐอย่างเป็นทางการที่อาคารรัฐสภา ในกรุงวอชิงตันดี.ซี. เมื่อเวลา 11.47 น.ของวันพุธที่ 20 ม.ค. หรือ 23.47 น.ของวันเดียวกันตามเวลาในประเทศไทย โดยแฮร์ริสเริ่มสาบานตนก่อน ท่ามกลางงานพิธีที่ต่างจากครั้งที่ผ่านๆ มา ทั้งจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 และการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดหลังกลุ่มผู้สนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ บุกอาคารรัฐสภาเมื่อต้นเดือน 

ข้อความของคำสัตย์ปฏิญาณเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญคือ “ข้าพเจ้าขอให้คำสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะบริหารงานในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐด้วยความซื่อสัตย์ และจะพิทักษ์ รักษา และปกป้องรัฐธรรมนูญของสหรัฐอย่างสุดความสามารถ”

พิธีสาบานตนครั้งนี้มีอดีตประธานาธิบดีและอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเข้าร่วม 3 คู่ ได้แก่ บิล-ฮิลลารี คลินตัน, จอร์จ ดับเบิลยู-ลอรา บุช และบารัก-มิเชลล์ โอบามา

ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เข้าร่วมพิธีดังกล่าว ซึ่งนับเป็นประธานาธิบดีคนแรกในรอบ 152 ปีนับตั้งแต่อดีตประธานาธิบดี แอนดรูว์ จอห์นสัน ที่ตัดสินใจไม่เข้าร่วมพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีคนใหม่ และเป็นประธานาธิบดีคนที่ 4 ที่ไม่เข้าร่วมพิธีสาบานตนของผู้นำคนใหม่ต่อจาก จอห์น อดัมส์, จอห์น ควินซี อดัมส์ และแอนดรูว์ จอห์นสัน โดยทั้งสามคนนี้อยู่ในตำแหน่งสมัยเดียวเช่นกัน

ทำไมไบเดนถึงไม่สนใจไทย? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643233

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 21:00 น.ทำไมไบเดนถึงไม่สนใจไทย?ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐจะมีจุดยืนต่อไทยเช่นไร แล้วเขาจะมองไทยสำคัญแค่ไหน

ว่ากันตามสภาพทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดที่เปราะบางที่สุดแห่งหนึ่ง ขนาบโดยจีนและอินเดียและมหาสมุทรทั้งสองแห่ง ไทยยังเป็นผู้นำประเทศหนึ่งในอาเซียน มีพลังทางเศรษฐกิจพอสมควรและเป็น “มหามิตร” กับสหรัฐมานาน

แต่ในระยะหลังดูเหมือนว่าไทยจะอยู่นอกสายตาสหรัฐ เช่นในเอกสาร “เค้าโครงยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก” ที่ได้รับการอนุมัติจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ก็เอ่ยถึงไทยแค่นิดเดียวโดยไม่มีเนื้อหาสาระอะไร

แม้แต่โจ ไบเดนก็แทบไม่ได้พูดอะไรถึงไทยเลย เช่น ในบทความเรื่อง “ทำไมอเมริกาต้องเป็นผู้นำอีกครั้ง?” เขาพูดถึงการสานพันธมิตรเดิมๆ (เพื่อต้านจีนกับรัสเซีย) อันเป็นแกนหลักนโยบายต่างประเทศของเขา แต่ไบเดนพูดถึง “เสริมความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจากอินเดียถึงอินโดนีเซียเพื่อพัฒนาคุณค่าร่วมกันในภูมิภาคที่จะกำหนดอนาคตของสหรัฐ”

ข้อความนี้ตีความได้ว่าไบเดนจะให้ความสำคัญกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกอย่างมาก เพราะมันจะชี้เป็นชี้ตายอนาคตของสหรัฐ และประเทศที่เป็นแกนหลักคืออินเดียซึ่งเป็นคู่กรณีกับจีน และอินโดนีเซียซึ่งเป็นหนึ่งในพี่ใหญ่ของอาเซียน

ไบเดนมีจุดยืนแบบเดโมแครตคลาสสิก คือสนใจเรื่องอุดมการณ์การเมืองแบบประชาธิปไตยเสรีนิยม ในเว็บไซต์แคมเปญเลือกตั้งของเขาเผยภารกิจสำคัญคือ “ฟื้นฟูการปกครอง (ตามระบอบประชาธิปไตย) ของเราเองและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพันธมิตรที่เป็นประชาธิปไตยที่ยืนเคียงข้างเรากับเรา” และย้ำคำว่า “ประเทศโลกเสรี” (Free World) หลายครั้ง

และยังมีอีกหลายครั้งที่ไบเดนย้ำถึงระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นเราอาจจะวิเคราะห์ได้ว่าเขาจะให้ความสำคัญกับ “ประเทศโลกเสรี” ก่อนประเทศไม่เสรี

เรายังไม่อาจรู้ว่าไบเดนจะใช้นิยามแบบไหนที่จะกำหนดว่าประเทศใดเสรีหรือไม่เสรี ดังนั้นเราจึงอาจใช้มาตรฐานของ Freedom House ซึ่งเป็นเอ็นจีโอทรงอิทธิพลในด้านส่งเสริมประชาธิปไตยและได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ

ในกลุ่มประเทศอาเซียน Freedom House กำหนดให้ไทยเป็นกลุ่มประเทศ “ไม่เสรี” กลุ่มเดียวกับบรูไน กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ส่วนที่เหลือคือ “เสรีบ้าง” คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์

หากใช้มาตรฐานนี้ไบเดนควรจะให้ความสำคัญกับอินโดนีเซียมากกว่าไทย เพราะไทยมีรัฐบาลที่ถูกนิยามไม่เสรีแถมตอนนี้ยังมีภาพลักษณ์ทางการเมืองไม่ดีนักจากเรื่องการชุมนุมประท้วงและอื่นๆ

ย้อนกลับไปในยุคโอบามา (ซึ่งไบเดนเป็นรองประธานาธิบดี) ไทยมีการทำรัฐประหารและรัฐบาลสหรัฐตัดสินใจลดความร่วมมือด้านการทหารกับไทย แต่เมื่อทรัมป์เป็นประธานาธิบดีเขาไม่เพียงแต่ฟื้นความสัมพันธ์กับไทยให้เป็นปกติเท่านั้น แต่พลเอกประยุทธิ์ จันทร์โอชายังมีโอกาสพบปะกับทรัมป์ที่ทำเนียบขาวด้วย

แสดงให้เห็นว่าทรัมป์ไม่สนใจว่าไทยจะปกครองในระบอบไหน ขอให้ใช้ประโยชน์ไทยได้ก็พอ

ไบเดนดูเหมือนจะไม่ใช่คนแบบทรัมป์ แต่หากเขายอมหักไม่ยอมงอในหลักการจนละเลยประเทศไทย ความฝันของเขาที่จะต่อต้านอิทธิพลจีนและทำให้อเมริกากลับมาเป็นผู้นำอีกครั้งย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะไทยมีความสำคัญเกินกว่าที่จะละเลยได้เพียงแค่มีสถานะ “ไม่เสรี”

และหากจะวัดกันจริงๆ จังๆ แล้วแม้แต่อินโดนีเซียก็มีสถานะเสรีภาพแย่ลงจากการประเมินเมื่อปี 2020 ดังนั้นหากจะใช้มาตรฐานเสรีภาพ 100% ไบเดนคงไม่เหลือพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย

ถ้าอย่างนั้นไบเดนจะทำอย่างไรกับไทย?

บางทีผู้ที่จะเข้าหาไทยได้ง่ายที่สุดอาจเป็น “แอนโทนี บลินเคน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

บลินเคนเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในสมัยรัฐบาลโอบามา เขาเคยพบกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระหว่างการประชุมนอกรอบที่สมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อปี 2015 (หรือหนึ่งปีหลังรัฐประหาร)

ในขณะที่รัฐบาลโอบามาลดระดับความสัมพันธ์กับไทย โฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงผลการหารือครั้งนั้นว่า สหรัฐต้องการไทย ในฐานะพันธมิตรเก่าแก่ และบลินเคนยังเอ่ยถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดการประชุมยุทธศาสตร์ไทย-สหรัฐครั้งที่ 5 ซึ่งไม่ได้จัดมานานถึง 3 ปีแล้ว

ปรากฎว่าในเดือนธันวาคมปี 2015 ไทยกับสหรัฐก็จัดประชุมนี้จริงๆ และตกลงกันสั้นๆ และง่ายๆ เรื่องการเมืองในไทยราวกับว่าไม่ได้สลักสำคัญอะไรโดยสหรัฐรับทราบว่ารัฐบาล (คสช.) จะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยต่อไป ส่วนที่สำคัญกว่านั้นและมีเนื้อหายืดยาวกว่ามากคือการตกลงสถานะของไทยในฐานะพันธมิตรสำคัญของสหรัฐต่อไป

ต่อมามีการประชุมครั้งที่ 6 ในสมัยของทรัมป์เพื่อย้ำจุดยืนเดิมและเตรียมการให้พลเอกประยุทธ์เดินทางไปเยือนสหรัฐเพื่อพบปะกับทรัมป์ สิ่งที่ต่างจากครั้งที่ 5 คือครั้งที่ 6 สหรัฐเน้นความร่วมมือกับไทยเรื่องการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้มากขึ้น

หลังจากนั้นไม่มีการประชุมอีกเลยและทรัมป์ยังลดความสำคัญกับอาเซียนโดยไม่ส่งผู้แทนมาประชุม

ข้ามมาถึงปี 2020 ช่วงเดือนกรกฎาคมก่อนที่แอนโทนี บลินเคนจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการประทรวงการต่างประเทศ บลินเคนให้สัมภาษณ์กับสถาบัน Hudson Institute ต่อข้อซักถามที่ว่าถ้าสหรัฐต้องการให้ประเทศไทย (และประเทศไม่เสรีอื่นๆ) ทำงานร่วมกันแม้ว่าจะมีอุดมการณ์ต่างกัน แต่จำเป็นต้องร่วมมือเพราะจะทำให้สหรัฐได้เปรียบ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายที่จะสร้างพันธมิตรในเอเชีย เขาจะทำอย่างไร?

บลินเคนตอบว่า “ผมจะพูดถึงเอเชียเฉพาะเจาะจงมากขึ้น แต่เอาล่ะถ้าโจ ไบเดนชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี เขาจะได้รับมรดกสองอย่าง คือ ประเทศที่แตกแยกและโลกกำลังระส่ำระสายมากขึ้น ผมคิดว่าเขาจะยืนยันว่าคำตอบที่ดีที่สุด คำตอบพื้นฐานที่ดีที่สุดสำหรับความท้าทายเหล่านั้นคือประชาธิปไตย เพราะเมื่อมันทำงานเป็นรากฐานของความแข็งแกร่งของเราในบ้าน และในต่างประเทศด้วย”

บลินเคนจากนั้นก็กล่าวเสริมคำตอบนี้ยืดยาวโดยสรุปก็คือสหรัฐในยุคไบเดนจะต้องสร้างประชาธิปไตยก่อนทั้งในและต่างประเทศและอ้างการจัดอันดับประชาธิปไตยของ Freedom House พร้อมชี้ว่าประชาธิปไตยเป็นแหล่งพลังของสหรัฐด้วยในเรื่องต่างประเทศ แต่ตอนนี้มันถดถอยลงและเป็นโอกาสให้ประเทศอำนาจนิยมอย่างจีนและรัสเซียฉวยโอกาสให้เป็นประโยชน์กับตน

นี่คือท่าทีแบบเดโมแครตคลาสสิกคือเน้นฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยก่อน “ถ้าไม่ใช่ประชาธิปไตยจะคุยด้วยยาก” หากมารูปการณ์นี้ไทยจะโดนสหรัฐเพ่งเล็งเป็นพิเศษฐานอยู่ในกลุ่ม “ไม่เสรี”

อย่างไรก็ตาม คงเพราะสถานการณ์ที่คับขันขึ้นจากความท้าทายของจีนกับรัสเซีย บลินเคนยังแทงกั๊กว่าหากจะทุ่มเทสรรพกำลังของสหรัฐไปยังเอเชียซึ่งมีความสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใดต่ออนาคตของสหรัฐ “นั่นหมายถึงการทำงานร่วมกับประเทศที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ภายใต้มาตรฐานที่ผมและคุณใช้พิจารณา เห็นได้ชัดว่าเราจำเป็นต้องทำในสิ่งนั้น”

หมายความว่าถึงจะใช้แนวทางแบบโอบามา-ไบเดนและเน้นประชาธิปไตยมาก่อน แต่เมื่อถึงคราวจำเป็นต้องไปผูกมิตรกับประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย สหรัฐในยุคไบเดนก็ต้องทำ ซึ่งหหมายถึงประเทศที่ถูกมองว่าไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบแบบไทยด้วย

ถามว่าสถานการณ์แบบไหนถึงจะจำเป็น? คำตอบคือเมื่อสหรัฐเห็นว่าไทยและอาเซียนจำเป็นในการสกัดกั้นจีน อย่างที่เราเคยวิเคราะห์ไว้แล้วว่า “ไบเดนเป็นอันตรายต่อดุลอำนาจโลกมากกว่าทรัมป์” เพราะเขาจะเล่นงานจีนหนักมือ และเพียงวันเดียวก่อนที่เขาจะสาบานตนรับตำแหน่ง บลินเคนบอกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของทรัมป์อย่างขนานใหญ่ ยกเว้นเรื่องจีน

บลินเคนถึงขนาดบอกว่าทรัมป์ทำถูกแล้วที่แข็งกร้าวกับจีน!

การที่ไบเดนไม่เอ่ยถึงไทยทั้งๆ ที่ไทยสำคัญอย่างมากต่อยุทธศาสตร์นี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะสถานะการเมืองของไทยเองที่จะเสรีก็ไม่ใช่ เผด็จการก็ไม่เชิง การเอ่ยถึงไทยกับผู้สนับสนุนเขาที่ชอบประชาธิปไตยแบบเต็มร้อยจึงไม่ค่อยจะปลอดภัยนัก

แต่คนที่จะพูดถึงไทยและดีลกับไทยแทนไบเดน คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั่นเอง

Photo by JIM WATSON / AFP

ส่องพิธีสาบานตนไบเดน แปลกสุดในประวัติศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643229

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 19:00 น.ส่องพิธีสาบานตนไบเดน แปลกสุดในประวัติศาสตร์ใกล้เข้ามาทุกทีสำหรับพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของไบเดน มาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในพิธีนี้และแตกต่างจากปีก่อนๆ อย่างไร?

1. การพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 ของโจ ไบเดน มีกำหนดการณ์เริ่มต้นในเวลาเที่ยงวัน ของวันที่ 20 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่น ณ อาคารรัฐสภา กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

2. นอกจากไบเดนว่าที่ประธานาธิบดีซึ่งเป็นตัวเอกของงานนี้แล้ว ยังมีกมลา แฮร์ริส ที่จะเข้ารับตำแหน่งรองประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการในพิธีนี้ด้วย ซึ่งความพิเศษของแฮร์ริสคือเธอเป็นรองประธานาธิบดีหญิงคนแรก เป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และเอเชียน-อเมริกันคนแรกในตำแหน่งนี้

3. คณะกรรมการร่วมในพิธีประจำปีนี้ประกอบด้วย รอย บลันท์ วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกันทำหน้าที่เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยมิทช์ แมคคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมาก และเควิน แมคคาร์ธี ผู้นำเสียงข้างน้อยจากพรรครีพับลิกัน ด้านพรรคเดโมแครตประกอบด้วย แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยสเตนี โฮเยอร์ และเอมี โคลบูชาร์ ซึ่งคณะกรรมการเหล่านี้อยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมาธิการด้านกฎระเบียบและการบริหารของวุฒิสภา

4. คณะกรรมการได้กำหนดธีมงานครั้งนี้ในชื่อว่า “ประชาธิปไตยที่มั่นคงของพวกเรา : สร้างความเป็นปึกแผ่นที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น” (Our Determined Democracy: Forging a More Perfect Union) เพื่อเน้นย้ำถึงจุดเด่นของการปกครองและประชาธิปไตยของอเมริกัน รวมถึงการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ

5. เมื่อเปรียบเทียบกับพิธีในปีก่อนๆ ที่ผ่านมาคาดว่าในปีนี้จะใช้งบประมาณน้อยลงเนื่องจากมีการลดจำนวนผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งโดยปกติแล้วพิธีสาบานตนจะใช้งบประมาณราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในเดือนกันยายนทีผ่านมาได้คาดการณ์งบประมาณไว้อย่างน้อย 44.9 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตามเหตุจลาจลเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาส่งผลให้ต้องใช้งบประมาณในการรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

6. โดยปกติแล้วพื้นที่ด้านนอกบริเวณอาคารรัฐสภาซึ่งเรียกว่าเนชันแนลมอลล์ จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมรับชมพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีคนใหม่ได้ แต่ในปีนี้เนื่องด้วยสถาการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงข้อกังวลด้านความปลอดภัยหลังเกิดเหตุจลาจลเมื่อต้นเดือน พื้นที่ตรงนั้นจึงปิดไม่อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วม

7. ในคืนวันที่ 19 มกราคม ไบเดนและจิล ภรรยาของเขาจะพักที่แบลร์เฮาส์ ซึ่งเป็นบ้านพักของของประธานาธิบดีหรือแขกคนพิเศษของสหรัฐ โดยตามธรรมเนียมแล้วในช่วงเช้าของวันที่จะเข้ารับตำแหน่ง ว่าที่ประธานาธิบดีจะต้องพบกับประธานาธิบดีคนก่อนหน้าหลังจากเข้าร่วมพิธีมิสซาที่โบสถ์ แต่ในปีนี้โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เข้าร่วมพิธีด้วย

8. อย่างไรก็ตามไบเดนได้ส่งคำเชิญไปยังผู้นำสภาคองเกรส 4 คนจากทั้ง 2 พรรค ได้แก่ มิทช์ แมคคอนแนล และเควิน แมคคาร์ธี จากพรรครีพับลิกัน แนนซี เพโลซี และชัค ชูเมอร์ จากพรรคเดโมแครต

9. เมื่อเสร็จสิ้นงานในโบสถ์ก็จะเดินทางมายังอาคารรัฐสภาเพื่อเริ่มพิธีสาบานตน โดยในปีก่อนๆ สมาชิกสภาคองเกรสจะได้รับบัตรเข้าร่วมงานจำนวน 200,000 ใบ เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าร่วมงาน แต่ในปีนี้สมาชิกสภาแต่ละคนจะได้รับบัตรเพียง 1 ใบ โดยจะมีประชาชนเพียง 3,000 คนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่รอบนอกอาคาร และอีก 1,000 คนที่ได้เข้าชมในงาน

10. คณะกรรมการตัดสินใจกำจัดการเข้าร่วมงานโดยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ส่งผลให้พิธีในปีนี้เป็นครั้งที่ “เล็กที่สุด” นับตั้งแต่พิธีสาบานตนของแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ในปี 1945 ที่มีผู้ชมเพียงพันคนเนื่องจากปัญหาสุขภาพและสงครามโลก

11. แม้ทรัมป์จะไม่ได้มาร่วมในพิธีแต่ไมก์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีของเขาจะมาร่วมงาน รวมถึงอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตันจอร์จ ดับเบิลยู บุช และบารัค โอบามาด้วย ขณะที่อดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ และอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งโรซาลินน์ คาร์เตอร์ ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้

12. รอย บลันท์ จะทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงาน ขณะที่แอนเดรีย ฮอลล์ จะเป็นผู้นำในการปฏิญาณตน อีกทั้งยังมีเลดี้ กาก้าเจนนิเฟอร์ โลเปซ และการ์ธ บรูกส์ เหล่าศิลปินชื่อดังมาร่วมแสดงในพิธีด้วย รวมถึงวงดนตรีของกองทัพสหรัฐก็จะร่วมบรรเลงเพลงเปิดงานด้วยเช่นกัน ก่อนที่ไบเดนและแฮร์ริสจะเริ่มสาบานตน

Photo by Angela Weiss / AFP

เปิดวังปูติน ใหญ่กว่าประเทศโมนาโก 39 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643209

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 17:00 น.เปิดวังปูติน ใหญ่กว่าประเทศโมนาโก 39 เท่าเปิดวังสุดหรูมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านที่ลือว่าเป็นของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

มูลนิธิต่อต้านการทุจริตของอะเลกเซย์ นาวัลนืย (Alexei Navalny) นักการเมืองฝ่ายค้านของรัสเซียรายงานข่าวเชิงสอบสวนเกี่ยวกับคฤหาสน์หลังใหญ่แห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 19 มกราคม ซึ่งคาดว่าว่าเป็นของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน หลังจากที่นาวัลนีเพิ่งจะถูกจับกุมตัวเมื่อเดินทางกลับไปยังรัสเซีย ภายหลังจากที่เขาถูกวางยาพิษและต้องไปรักษาตัวที่เยอรมนีและคาดว่าถูกทำร้ายโดยคำสั่งของปูติน 

จากการสอบสวนพบว่าพระราชวังสุดหรูบนอ่าวกิลเลนไซค์ มีมูลค่าอย่างน้อย 1 แสนล้านรูเบิล หรือกว่า 4 หมื่นล้านบาท ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี 2005-2010

ตามรายงานระบุว่าวังดัวกล่าวมีพื้นที่ 17,691 ตารางเมตร ภายในมีการประดับตกแต่งอย่างหรูหรา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ โฮมเธียร์เตอร์ ล็อบบี้พร้อมบาร์ คาสิโน ห้องโถงพร้อมเครื่องสล็อต สระว่ายน้ำ อาคารที่อยู่อาศัยหลายแห่ง รวมถึงโบสถ์ และอุโมงค์ลับ

จากการตรวจสอบพบว่าวังแห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าประเทศโมนาโกถึง 39 เท่า และถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ไม่สามารถเข้าใกล้ได้ทั้งทางบก ทางทะเล หรือทางอากาศ พนักงานหลายพันคนยังไม่ได้รับอนุญาตให้พกโทรศัพท์มือถือที่มีกล้องถ่ายรูป และรถทุกคันที่มาถึงบริเวณนั้นจะถูกตรวจสอบที่จุดตรวจหลายจุด

รายงานยังกล่าวอีกว่า “นี่คือสถานที่ที่ได้รับการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมากที่สุดในรัสเซีย เปรียบเสมือนเป็นรัฐหนึ่ง และนี่ยังเป็นความลับสุดยอดที่สุดของปูติน ซึ่งได้รับการคุ้มครองโดยผู้คนหลายร้อยถึงหลายพันคน ตั้งแต่ยาม คนสวน และช่างก่อสร้าง ไปจนถึงบุคคลที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียงที่สุดในรัสเซีย”

วังแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันมานานในชื่อ “พระราชวังของปูติน” แม้ว่าผู้นำรัสเซียจะออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการคอร์รัปชั่นที่ใหญ่ที่สุดในสายตาของฝ่ายค้านในรัสเซีย

การสืบสวนระบุว่าตอนนี้วังดังกล่าวเป็นของบริษัท Binom และได้รับการจัดการโดยบุคคลที่อ้างว่ามีความเกี่ยวข้องกับมิคาอิล เชโลมอฟ หลานชายของปูติน และตามการสืบสวนกล่าวหาว่าเจ้าของที่แท้จริงของวังแห่งนี้ก็คือปูติน

ขณะที่ ดิมิทรี เพสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกรัฐบาลรัสเซียออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันว่าปูตินไม่ใช่เจ้าของวังดังกล่าว พร้อมกล่าวว่านี่เป็นบันทึกเก่าและทางรัฐบาลได้เคยอธิบายไว้แล้วเมื่อหลายปีก่อนว่าปูตินไม่ได้เป็นเจ้าของวังใดๆ ในกิลเลนไซค์

ภาพโดย palace.navalny.com