WHO เข้าจีนเรียบร้อย เดินหน้าหาต้นตอโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642720

วันที่ 14 ม.ค. 2564 เวลา 14:00 น.WHO เข้าจีนเรียบร้อย เดินหน้าหาต้นตอโควิดทีมงานขององค์การอนามัยโลกถึงอู่ฮั่น เตรียมสืบหาต้นตอโควิดหลังกักตัวครบ 14 วัน

บีบีซีรายงานว่าทีมงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) เดินทางถึงเมืองอู่ฮั่นประเทศจีนเป็นที่่เรียบร้อย เพื่อเริ่มตรวจสอบต้นตอของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา หลังจากที่มีการเจรจากับทางการจีนมาเป็นเวลาหลายเดือน

โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลกเผยว่าทีมนักวิจัยถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศจีน ขณะที่จีนกล่าวว่าเกิดจากการสื่อสารคลาดเคลื่อนและการเตรียมการสำหรับการสอบสวนโรคยังอยู่ในระหว่างการหารือ

การวิจัยดังกล่าวจะดำเนินการโดยกลุ่มนักวิจัยทั้งหมด 10 คน เข้าสัมภาษณ์ผู้คนในสถาบันวิจัย โรงพยาบาล และตลาดอาหารทะเล ที่เชื่อมโยงกับการระบาดครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่นเมื่อปลายปี 2019 แม้ว่าจีนจะออกมาย้ำหลายครั้งว่าการระบาดไม่ได้เกิดขึ้นที่นั่น

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์เดล ฟิชเชอร์ ประธานหน่วยป้องกันและรับมือกับการแพร่ระบาดทั่วโลกขององค์การอนามัยโลกกล่าวกับบีบีซีโดยหวังว่าผู้คนทั่วโลกจะมองว่านี่คือการดำเนินการทางวิทยาศาสตร์ และไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองหรือการตำหนิกัน แต่เป็นการหาต้นตอเพื่อตอบคำถามทางวิทยาศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ล้วนมองว่าไวรัสคือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

อย่างไรก็ตามทีมนักวิจัยจากองค์การอนามัยโลกจะต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัวเป็นเวลา 14 วันก่อนที่จะเริ่มการวิจัยในอู่ฮั่น

ในวันนี้ (14 ม.ค.) จีนยังได้รายงานผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 รายแรกของประเทศในรอบ 8 เดือน และพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 138 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขรายวันที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

ลูกสาวหัวเว่ยโร่ฟ้องศาลเจอส่งกระสุนปืนขู่ถึงบ้านพัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642715

วันที่ 14 ม.ค. 2564 เวลา 12:45 น.ลูกสาวหัวเว่ยโร่ฟ้องศาลเจอส่งกระสุนปืนขู่ถึงบ้านพักเมิ่งหว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินของหัวเว่ยได้รับจดหมายข่มขู่หลายครั้งขณะถูกกักบริเวณในแวนคูเวอร์

บีบีซีรายงานเมื่อวันที่ 14 มกราคมว่า เมิ่งหว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินของหัวเว่ยไดรับจดหมายข่มขู่หลายครั้งรวมถึงกระสุนปืนทางไปรษณีย์ขณะที่กำลังถูกกักบริเวณอยู่ในแวนคูเวอร์หลังได้รับการประกันตัว

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกเปิดเผยที่ศาลสูงสุดของบริติชโคลัมเบีย โดย ดั๊ก เมย์นาร์ด ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยของบริษัท ไลออน เกต ริกส์ เมเนจเมนท์ (Lion Gate Risk Management) ซึ่งเป็นบริษัทที่รักษาความปลอดภัยให้กับเมิ่งให้การว่า

“เมิ่งได้รับจดหมายข่มขู่ 5 หรือ 6 ฉบับที่บ้านพักของเธอในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2020 และบางครั้งก็มีกระสุนอยู่ภายในซองจดหมาย”

อย่างไรก็ตามไม่มีการเปิดเผยตัวตนของผู้ส่งจดหมายและยังไม่ทราบถึงแรงจูงใจที่เป็นไปได้ในการส่งจดหมายข่มขู่เหล่านั้น

เมิ่งและทนายความเรียกร้องให้ศาลผ่อนคลายเงื่อนไขการประกันตัวของเธอรวมทั้งรายละเอียดรักษาความปลอดภัยที่ติดตามเธอตลอด 24 ชั่วโมง

เนื่องจากเธอมีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามหลังได้รับการประกันตัว อาทิ ได้รับอนุญาตให้ออกจากที่พักได้ระหว่างเวลา 6.00 น. ถึง 23.00 น. เท่านั้น และสวม GPS ที่ข้อเท้าติดตามเธอตลอดเวลา

อย่างไรก็ตามขณะนี้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้อนุญาตให้สมาชิกครอบครัวของเธอเดินทางเข้าแคนาดาแล้ว

ทั้งนี้ เมิ่งถูกควบคุมตัวในเดือนธันวาคม 2018 ที่สนามบินนานาชาติแวนคูเวอร์โดยมีหมายจับจากสหรัฐอเมริกาในข้อหาฉ้อโกงธนาคารด้วยการทำให้ธนาคาร HSBC เข้าใจผิดเกี่ยวกับการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐ

คดีดังกล่าวสร้างความแตกแยกระหว่างจีนและแคนาดา โดยทางการจีนเรียกร้องให้แคนาดาปล่อยเธอหลายครั้งและเธอได้รับการประกันตัวไม่นานหลังถูกจับกุมแต่ต้องถูกกักบริเวณในแวนคูเวอร์ตั้งแต่นั้นมา

Photo by Don MacKinnon / AFP

วอชิงตันคุมเข้มตรึงกองกำลัง 2 หมื่นนาย หวั่นม็อบบานปลาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642699

วันที่ 14 ม.ค. 2564 เวลา 10:45 น.วอชิงตันคุมเข้มตรึงกองกำลัง 2 หมื่นนาย หวั่นม็อบบานปลายคาดว่าจะมีกองกำลังติดอาวุธราว 2 หมื่นนายในวอชิงตันดี.ซี. ซึ่งมากกว่าทหารสหรัฐในอิรักและอัฟกานิสถาน

เอเอฟพีรายงานว่า ขณะนี้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คุมเข้มมาตรการรักษาความปลอดภัยโดยตรึงกองกำลังติดอาวุธจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าจะมีทหารจากกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิราว 20,000 นายในวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อดูแลความปลอดภัยในช่วงพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งมากกว่าจำนวนทหารสหรัฐในอิรักและอัฟกานิสถานเสียอีก

โดยบริเวณอาคารรัฐสภาถูกล้อมรอบด้วยรั้วรักษาความปลอดภัยคล้ายกับที่เคยสกัดกั้นบริเวณทำเนียบขาวในช่วงหลายเดือนก่อนที่มีการประท้วงทั่วประเทศเพื่อต่อต้านกรณีที่ตำรวจสังหารจอร์จ ฟลอยด์ ชายชาวแอฟริกันอเมริกัน

ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดเหตุจลลาจลรุนแรงอีกครั้งเพื่อคัดค้านการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของไบเดน ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 20 มกราคมนี้หลังจากที่เกิดเหตุอลหม่านไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย

การระดมกำลังทหารเกิดขึ้นไม่นานก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติรับรองให้ดำเนินการถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐที่ถูกยื่นถอดถอนถึง 2 ครั้ง

โดยสภาผู้แทนราษฎรมีมติ 232-197 เพื่อถอดถอนทรัมป์ โดยมี 10 เสียงมาจากสมาชิกพรรครีพับลิกันและ 222 เสียงจากพรรคเดโมแครต

ทั้งนี้ สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ยังคงเดินหน้าดำเนินคดีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุจลาจลาที่รัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

Photo by Brendan Smialowski / AFP

เพื่อนบ้านเร่งตุนวัคซีน ไทยควรรีบตามหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642670

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 21:39 น.เพื่อนบ้านเร่งตุนวัคซีน ไทยควรรีบตามหรือไม่? ในบรรดาประเทศอาเซียน อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รุนแรงที่สุด

อินโดนีเซียยังมีประชากรที่หนาแน่น และมีจำนวนประชากรมากที่สุดอันดับ 4 ของโลก อินโดนีเซียจึงถูกบีบให้เร่งกว้านวัคซีนมาฉีดให้ประชาชน วัคซีนที่ได้มาคือ CoronaVac จากบริษัท Sinovac ของจีน

สำนักงานควบคุมอาหารและยาของอินโดนีเซียบอกว่าจากข้อมูลเฉพาะกาลหลังการทดสอบกับมนุษย์พบว่า CoronaVac มีประสิทธิภาพ 65.3% แต่หนึ่งวันหลังจากนั้นบราซิลซึ่งทดสอบใช้ CoronaVac เช่นกันบอกว่าประสิทธิภาพของมันแค่ 50.4% ต่ำกว่าตัวเลขที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ว่ามีประสิทธิภาพถึง 78%

50% อาจจะดูน่ากังขาอย่างมาก แต่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้วัคซีนมีประสิทธิภาพไม่ต่ำกว่า 50% จึงจะสามารถอนุมัติใช้วัคซีนได้ หมายความว่ามันก็ใช้ได้ แต่ต้องเผื่อใจไว้ด้วย

พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ฉีดวัคซีนไป 100 คนจะมีแค่ 50 คนที่จะไม่ติดโรค ส่วนที่เหลือก็ต้องลุ้นกันไป

แต่ถึงจะไม่เต็มร้อยและช่วยได้แบบ 50/50 แต่ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย สำหรับประเทศที่ระบบสาธารณสุขแบกรับไม่ไหวแล้ว การที่มีคนติดโรคลดลงไปกว่าครึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่มองเห็นแง่มุมนี้ หลายคนรู้สึกว่าหากวัคซีนมีประสิทธิภาพไม่เต็มร้อยก็ไม่ควรฉีดมัน ลักษณะแบบนี้จะทำให้การป้องกันการระบาดมีปัญหาขึ้นมา และอาจจะเข้าข่าย “กลุ่มต่อต้านวัคซีน” (anti-vaccination) เอาง่ายๆ

แต่ก็มีผู้เถียงว่าการไม่ไว้ใจวัคซีนโควิด-19 ไม่ได้หมายความว่าเป็นการต่อต้านมัน เพียงแค่รู้สึกว่ามันยังมีข้อมูลไม่ชัดเจน และยังไม่อุ่นใจกับว่าประสิทธิภาพ ประเด็นนี้จึงเป็นหน้าที่ของแต่ละรัฐบาลจะต้องไปให้ความรู้ประชาชนกันเอง ประเทศไหนทำไม่สำเร็จ การหยุดยั้งการระบาดอาจจะยากสักหน่อย

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าอินโดนีเซียจะมีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วแพทย์ในอินโดนีเซีย เช่น สมาคมแพทย์แห่งอินโดนีเซีย (IDI) เตือนรัฐบาลว่าอย่ารีบร้อนผลักดันโครงการฉีดวัคซีนโควิด-19 และขอให้อดทนรอผลการทดสอบไปก่อน และชี้ว่ามีประเทศที่รอดูผลการทดสอบที่พิมพ์เผยแพร่แล้วเหมือนกัน

สำนักข่าวรอยเตอร์ยังสัมภาษณ์แพทย์ชาวอินโดนีเซียคนหนึ่งที่ชื่อยุสเดนี ลานาซักตี (Yusdeny Lanasakti) ที่บอกว่า “ผมไม่ได้ปฏิเสธวัคซีน แต่ผมปฏิเสธวัคซีนของ Sinovac” และแพทย์บางคนบอกกับรอยเตอร์สว่าเขาพร้อมจะฉีดวัคซีน แต่มันยังมีประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำตอบ เช่น ภูมิคุ้มกันจะยาวนานแค่ไหน และมันจะเสื่อมประสิทธิภาพในลักษณะไหน

ความกังขานี้ทำให้ดิกกี้ บูดิแมน (Dicky Budiman) นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธในออสเตรเลียบอกว่า “ถ้ายังมีความกังขาในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุข ก็หมายความว่ามันมีปัญหาที่ระดับรากเหง้า”

นักวิทยาศาสตร์ที่ออสเตรเลียก็มีปัญหากับวัคซีนเช่นกัน รอยเตอร์สรายงานว่านักวิทยาศาสตร์ที่นั่นกังขากับประสิทธิภาพของวัคซีนของ AstraZeneca ในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เพราะมีประสิทธิภาพ 62% เทียบกับของ Pfizer-BioNtech ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า 90%

ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าออสเตรเลียจะมีปัญหากับวัคซีนจีนหรือไม่ เพราะแค่วัคซีนของตะวันตกที่เปอร์เซ็นต์น้อยพวกเขาก็ยังไม่ยอมรับ

ข้ามมาที่มาเลเซีย เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางเดือนมกราคมสถานการณ์ก็เลวร้ายถึงขีดสุดถึงกับรัฐบาลต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน แต่ก่อนหน้าที่จะประกาศภาวะฉุกเฉินมาเลเซียที่ละล้าละลังมาระยะหนึ่งก็รีบไปดีลวัคซีนจากหลายๆ

มาเลเซียใช้สูตรคล้ายๆ ไทย คือรับทั้งวัคซีนตะวันตก คือ Pfizer/BioNTech โดยสั่งเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า และสั่งจาก AstraZeneca ด้วย นอกจากนั้นยังดีลกับ Sinovac และ CanSino Biologics ของจีน แต่ที่ไม่เหมือนไทยคือไปเอาวัคซีนรัสเซียคือ Sputnik V มาด้วย

เป้าหมายของมาเลเซียก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ด้วยการฉีดวัคซีนให้ประชากร 60% – 70%

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีข่าวจากบราซิลว่าวัคซีน CoronaVac มีประสิทธิภาพ 50.4% ทางการมาเลเซียก็ตอบรับในวันเดียวกันว่าจะศึกษาข้อมูลทางคลินิกของวัคซีนตัวนี้ก่อนจะอนุมัติการใช้งาน

แต่ถึงจะมีความจำเป็นเร่งด่วน มาเลเซียก็มีกลุ่มที่ติงเรื่องการใช้วัคซีนคือ Covid Research Centre ในกัวลาลัมเปอร์ที่บอกว่าวัคซีนของ Pfizer ไม่เหมาะกับมาเลซียและ “เป็นประเด็นถกเถียงมากที่สุดในขณะที่อีกสองวัคซีนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากสาธารณชน เพียงแต่จำเป็นต้องมีความโปร่งใสและข้อมูลมากกว่านี้”

กลายเป็นว่ากลุ่มนี้กังขากับวัคซีนตะวันตก แต่อ้างว่าชาวมาเลเซียยอมรับวัคซีนอีก 2 สูตรจากจีน

หากเป็นในเมืองไทยคาดเดาได้เลยว่าคนไทยจะต้องเชื่อใจวัคซีนตะวันตกมากว่าวัคซีนจากประเทศจีน

กลุ่มนี้มีจดหมายเปิดผนึกออกมาก่อนที่จะมีการเปิดเผยผลการทดสอบจากบราซิลว่าหนึ่งในวัคซีนจีนให้ผลแค่ 50.4% แต่ดูเหมือนว่าประเด็นของทางกลุ่มไม่ได้ที่ประสิทธิภาพของวัคซีน แต่อยู่กระบวนการผลิตมากกว่า

ทางกลุ่มชี้ว่า Pfizer/BioNTech ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการผลิตวัคซีนคือเทคโนโลยี mRNA ที่ใช้วิธีการฉีด RNA สังเคราะห์เข้าไปในร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างวัคซีนของตัวเองขึ้นมา เทคโนโลยีใหม่นี้ทางกลุ่มยังไม่มั่นใจ ขณะที่วัคซีนของจีนใช้เทคโนโลยีแบบเดิมในการผลิตวัคซีนที่เรียกว่าวัคซีนเชื้อตาย (Inactivated vaccine) คือวัคซีนที่ประกอบขึ้นจากตัวไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อก่อโรคอื่นที่ถูกเพาะขึ้นแล้วทำให้ตายหรือไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ และไม่สามารถทำให้เกิดโรคได้

ที่น่าสนใจก็คือในระหว่างที่บริษัทต่างๆ เร่งผลิตวัคซีนกันเอาเป็นเอาตาย แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Merck กลับเงียบกริบ

ใครที่อยู่ในวงการธุรกิจยาย่อมทราบดีว่า Merck เป็นเจ้าตลาดโดยเฉพาะในเรื่องวัคซีน แต่คราวนี้ Merck กลับไม่มีผลงานอะไรเด่นชัด ปล่อยให้บริษัทอื่นซึ่งบางรายเป็นบริษัทระดับรองๆ ด้วยซ้ำลงมาเล่นในตลาดวัคซีนโควิด-19 คำถามก็คือทำไม?

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2020 เคน เฟรเซียร์ (Ken Frazier) ซีอีโอของ Merck และผู้ทรงอิทธิพลชั้นนำระดับโลกด้านการพัฒนาวัคซีนได้เตือนถึงอันตรายจากการเร่งกระบวนการพัฒนาวัคซีนในปัจจุบัน เขาบอกว่า “ก่อนอื่น (การพัฒนาวัคซีน) ต้องใช้เวลามาก…ทำไมน่ะหรือ? (เพราะ) ต้องมีการประเมินทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มงวด”

ส่วนโรเจอร์ เพิร์ลมัตเตอร์ (Dr. Roger Perlmutter) หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ Merck บอกว่าเขากังวลกับการลงไปเสี่ยงดวงกับเทคโนโลยีวัคซีนที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์

อย่างไรก็ตาม ในที่สุด Merck ก็พัฒนาวัคซีนแข่งกับรายอื่นๆ ในที่สุด แต่ก็ยังไม่วายที่เคน เฟรเซียร์จะบอกว่ายาและวัคซีนสำหรับโควิด-19 ไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดยั้งการการระบาด เราจะยังคงต้องสวมหน้ากากป้องกันกันต่อไปในปีนี้

สำหรับประเทศไทย ช่วงก่อนปลายปีก่อนการระบาดอีกรอบ รัฐบาลได้ประกาศดีลกับบางบริษัทผู้ผลิตวัคซีน และเผยว่าวัคซีนบางตัวจะนำมาใช้ได้ช่วงปลางปี 2021 โดยที่ไม่ได้มีบรรยากาศของความจำเป็นเร่งด่วนนัก เพราะในเวลานั้นไทยค่อนข้างที่จะคุมอยู่ จนกระทั่งสถานการณ์เปลี่ยนไปช่วงปลายปี

หลังจากที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆ บวกกับการได้ยินข่าวคราวว่าเพื่อนบ้านได้รับวัคซีนจากจีนและรัสเซีย ทำให้สาธารณชนเริ่มตั้งคำถามว่า “ทำไมรัฐบาลถึงเชื่องช้านักในการซื้อวัคซีน”

แรงกดดันนี้ทำให้รัฐบาลต้องรีบขยับด้วยการเร่งไปดีลกับผู้ผลิตวัคซีนรายอื่นๆ เพิ่มเติม ในช่วงแรกๆ ไทยเน้นดีลกับบริษัทตะวันตก จนกระทั่งไปดีลกับบริษัทจีนมาด้วย

แต่หลังจากนั้นสาธารณชนก็เริ่มตั้งคำถาม (อีกครั้งว่า) วัคซีนจีนมีประสิทธิภาพจริงหรือ? และบางคนยังตั้งคำถามเรื่องประเด็นการเมืองและผลประโยชน์ทางธุรกิจเบื้องหลังการดีลกับจีนด้วย

แต่ในเมืองไทยยังถกเถียงกันน้อยเรื่องที่ว่าเราควรรอผลการทดสอบก่อนหรือไม่ ส่วนหนึ่งเพราะความรู้สึกว่าเราไม่สามารถแบกรับการล็อคดาวน์ได้อีกต่อไปแล้ว (แม้ว่ารัฐบาลจะเลี่ยงใช้คำว่าล็อคดาวน์ก็ตาม) เพราะผลกระทบทางเศรษฐกิจหนักหน่วงเกินไป ถึงขนาดบอกกันว่า “ยอมติดโควิดดีกว่าอดตาย” และวัคซีนจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เราต้องล็อคดาวน์อีก

ลองดูที่ออสเตรเลีย แม้ว่ารัฐบาลจะถูกดดันอย่างหนักเหมือนที่รัฐบาลไทยกำลังเจอ แต่นายกรัฐมนตรีสก็อต มอร์ริสันบอกว่าจะไม่ยอมเสี่ยงโดยไม่จำเป็นเพราะ “ออสเตรเลียไม่ได้อยู่ภาวะฉุกเฉินเหมือนสหราชอาณาจักร ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องใช้ทางลัด”

บางทีหากรัฐบาลไทยสามารถควบคุมการระบาดครั้งล่าสุดไว้ได้ เราควรจะรอดูผลการใช้ในประเทศอื่นก่อนหรือไม่? แทนที่จะเร่งรีบไล่ตามเพื่อนบ้านให้ทัน ทั้งๆ ที่มันไม่ควรเป็นการแข่งขัน และหากเป็นการแข่งขัน มันก็เป็นการแข่งขันที่สุ่มเสี่ยงอย่างมาก

Photo by Gent SHKULLAKU / AFP

จีนอวดโฉมต้นแบบ ‘รถไฟแมกเลฟ’ ความเร็วสูง 620 กม./ชม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642665

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 20:30 น.จีนอวดโฉมต้นแบบ 'รถไฟแมกเลฟ' ความเร็วสูง 620 กม./ชม.จีนเปิดตัวหัวรถจักรพลังงานแม่เหล็กความเร็วสูง 620 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ซินหัวรายงานเมื่อวันที่ 13 มกราคม นครเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เปิดตัวต้นแบบรถหัวรถจักรที่ใช้เทคโนโลยีแมกเลฟชนิดตัวนำยิ่งยวดของอุณหภูมิสูง (HTS) โดยมหาวิทยาลัยซีหนานเจียวทง หนึ่งในผู้ออกแบบหัวรถจักรรุ่นดังกล่าว ระบุว่ารถไฟพลังงานแม่เหล็กหรือรถไฟแมกเลฟ (maglev) ที่จีนพัฒนาขึ้นเองนี้ มาพร้อมความเร็วออกแบบ 620 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นอกจากนั้นยังมีการเปิดตัวเส้นทางทสอบรถไฟรุ่นใหม่ความยาว 165 เมตร ซึ่งมีหัวรถจักรของรถไฟแมกเลฟความยาว 21 เมตร วิ่งลอยเหนือรางอย่างช้าๆ ระหว่างพิธีเปิดตัว โดยคณะผู้เชี่ยวชาญยกย่องการพัฒนาเทคโนโลยีตัวนำยิ่งยวดอุณหภูมิสูง ซึ่งเกิดจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการจีน

“แม้ตัวนำยิ่งยวดอุณหภูมิสูงจะฟังดูยอดเยี่ยม แต่ในอดีตทุกคนมองมันเป็นเพียงของเล่นในห้องทดลองและไม่มีใครลองทดสอบในสถานการณ์จริง” เติ้งจื้อกัง รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการขนส่งแมกเลฟความเร็วสูงมากในท่อแรงดันต่ำประจำมหาวิทยาลัยฯ กล่าว

คณะผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีแมกเลฟรูปแบบอื่น เทคโนโลยีชนิดตัวนำยิ่งยวดอุณหภูมิสูงจะเหมาะสำหรับการขนส่งความเร็วสูงมากในท่อสุญญากาศ ซึ่งรถไฟสามารถวิ่งด้วยความเร็วมากกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวใช้เงินลงทุน 60 ล้านหยวน (ประมาณ 278 ล้านบาท) โดยเป็นการพัฒนาร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยซีหนานเจียวทง การรถไฟแห่งประเทศจีน และบริษัท ซีอาร์อาร์ซี คอร์เปอเรชั่น ลิมิเต็ด (CRRC Corporation Limited)

Photo by STR / AFP

ฟินเทคเวียดนามเนื้อหอม ดึงทั่วโลกลงทุนทะลุ 100 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642661

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 19:30 น.ฟินเทคเวียดนามเนื้อหอม ดึงทั่วโลกลงทุนทะลุ 100 ล้านMoMo บริษัทอีวอลเล็ทรายใหญ่ที่สุดของเวียดนามดึงนักลทุนทะลุ 100 ล้านหรียญสหรัฐ จ่อเสนอขายหุ้น IPO

เมื่อวันที่ 13 มกราคม รอยเตอร์สรายงานว่า บริษัทอีวอลเล็ทรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม MoMo ได้ระดมทุนอย่างน้อย 100 ล้านเหรียญสหรัฐจากนักลงทุนทั่วโลก โดยตั้งเป้าที่จะเป็นแอปพลิเคชันที่ครอบคลุมทุกบริการ (super-app) และเสนอขายหุ้น IPO ภายในปี 2025

เทคโนโลยีด้านการเงินของเวียดนามได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกมากขึ้นในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากการค้าขายออนไลน์เป็นที่นิยมมากขึ้น และผู้คนมองหาตัวเลือกในการชำระเงินโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัส

ฝ่าม ทัญ ดุ๊ก (Pham Thanh Duc) ประธานกรรมการบริหารเผยว่า “จำนวนเงินไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากข้อตกลงที่ทำร่วมกับนักลงทุน แต่ครั้งนี้มากขึ้นกว่าการระดมทุนครั้งก่อนที่ทำไว้ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ” พร้อมหวังว่าทางบริษัทตั้งเป้าที่จะเสนอขายหุ้น IPO ในช่วงปี 2021-2025 และมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 2 เท่าเป็น 50 ล้านคนภายใน 2 ปีข้างหน้า

การระดมทุนครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของ MoMo ในฐานะแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนแบบออล-อิน-วัน ที่ให้การบริการหลากหลายครบวงจร ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จในประเทศจีนและอินโดนีเซีย

สำหรับบริษัท 6 รายทั่วโลกที่ลงทุนด้วย ได้แก่ Warburg Pincus, Goodwater Capital, Affirma Capital Singapore, Kora Management, Macquarie Capital และ Tybourne Capital Management

ทั้งนี้ แม้ว่าชาวเวียดนามจะชำระเงินสดเป็นหลักแต่จำนวนการชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟนก็สูงเกือบ 700 ล้านภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2020 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 980% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2019

ญี่ปุ่นปิดประเทศ 100% ไม่รับชาวต่างชาติทุกกรณี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642666

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 18:40 น.ญี่ปุ่นปิดประเทศ 100% ไม่รับชาวต่างชาติทุกกรณี  ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นเคยยกเว้นให้นักธุรกิจและนักเรียนจากอาเซียนและไต้หวันเข้าได้ 

นายกรัฐมนตรี โยชิฮิเดะ สุงะ ของญี่ปุ่นประกาศปิดประเทศ ห้ามชาวต่างชาติที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในญี่ปุ่นทุกคนเดินทางเข้าประเทศ ไม่เว้นแม้แต่นักธุรกิจหรือนักเรียนจากไต้หวันและประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศรวมทั้งไทย ที่ได้รับการยกเว้นก่อนหน้านี้   

มาตรการนี้จะบังคับใช้จนถึงวันที่ 7 ก.พ.นี้ ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดของประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงโตเกียวและพื้นที่อื่นๆ ที่พบ Covid-19 ระบาดหนัก  

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันผู้นำญี่ปุ่นยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า จะอนุญาตให้นักธุรกิจและนักเรียนจากไต้หวันและอาเซียนเดินทางเข้าญี่ปุ่นต่อไปตราบใดที่ยังไม่พบเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์กลายพันธุ์จากอังกฤษในประเทศต้นทางเหล่านั้น  

ทว่า บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของสุงะพยายามผลักดันให้ยกเลิกข้อยกเว้นพิเศษดังกล่าว โดยระบุว่าคงเป็นการย้อนแย้งหากทางการญี่ปุ่นสั่งให้ประชาชนหยุดอยู่บ้านภายใต้ประกาศภาวะฉุกเฉิน แต่ยังคงเปิดรับชาวต่างชาติเข้าประเทศ 

ไขข้อข้องใจทำไมปีนี้หนาวจัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642658

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 18:00 น.ไขข้อข้องใจทำไมปีนี้หนาวจัง   ปีนี้ประเทศไทยได้สัมผัสอากาศหนาวเย็นกว่าปกติ ขณะที่อีกหลายประเทศในยุโรปและเอเชียเจออุณหภูมิติดลบและหิมะตกหนักผิดปกติ  

ฤดูหนาวปีนี้ หลายประเทศทั้งในยุโรปและเอเชียต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่ลดต่ำกว่าปกติและจะคงอยู่นานจนถึงราวปลายเดือน ม.ค. ไม่ว่าจะเป็นสเปนที่เจอพายุหิมะจนอุณหภูมิแถบเทือกเขาลดฮวบติดลบ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งหนาวที่สุดในรอบ 20 ปี ในกรุงมาดริดเจอหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 50 ปี หรือในกรุงปักกิ่งของจีนที่อุณหภูมิติดลบ 19.6 องศาเซลเซียส ซึ่งต่ำสุดในรอบ 55 ปี

เช่นเดียวกับกรุงโซลของเกาหลีใต้ที่หนาวที่สุดนับตั้งแต่ปี 1986 ส่วนฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่นก็มีปริมาณหิมะมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในจังหวัดนีงะตะที่หิมะมากกว่าปกติถึง 10 เท่า ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยที่อาจจะหนาวที่สุดในรอบหลายปีและยังหนาวนานด้วย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมปีนี้จึงหนาวกว่าปีที่ผ่านๆ มา แม้แต่ในกรุงเทพฯ เองยังได้สัมผัสกับอุณหภูมิ 17 องศาเซลเซียสซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

คำตอบก็คือ ความหนาวเย็นนี้มาจากปรากฏการณ์ลานินญา (La Niña)

ลานินญาคือปรากฏการณ์ที่อุณหภุมิผิวน้ำของมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกไปจนถึงแถบเส้นศูนย์สูตรลดต่ำลง เมื่อเกิดปรากฏการณ์นี้อุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกจากอเมริกาใต้ถูกพัดไปทางฝั่งตะวันตกมุ่งหน้าไปอินโดนีเซีย ดังนั้นน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกจึงเย็นกว่าปกติราว 3-5 องศาเซลเซียส

แม้ว่าลานินญาจะเกิดที่มหาสมุทรแปซิฟิก แต่ส่งผลต่อสภาพอากาศเป็นวงกว้างทั่วโลก เนื่องจากมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่ติดกับทั้งทวีปอเมริกาทางฝั่งตะวันออก ส่วนทางฝั่งตะวันตกก็ติดกับทั้งทวีปเอเชียและออสเตรเลีย

ปรากฏการณ์ลานินญาส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของโลกและสภาพอากาศตามปกติในแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจนำมาสู่พายุรุนแรงในพื้นที่หนึ่ง แต่กลับทำให้อีกพื้นที่หนึ่งเกิดความแห้งแล้ง และยังขึ้นอยู่กับฤดูกาลที่เกิดปรากฏการณ์นี้ด้วย

องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ (NOAA) ระบุว่า หากเกิดลานินญาในฤดูหนาวจะทำให้ทางตอนใต้ของสหรัฐมีความแห้งแล้งและอุ่นขึ้น ส่วนแถบศูนย์สูตรแปซิฟิกจะมีสภาพอากาศแห้งและเย็น และปริมาณฝนมากกว่าปกติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หากเกิดในฤดูร้อนจะส่งผลให้ฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เย็นขึ้น

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถทำนายการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ลานินญา แต่เฉลี่ยแล้วจะเกิด 1 ครั้งในทุกๆ 4 ปี และจะคงอยู่ราว 18 เดือน

ที่ผ่านมาปรากฏการณ์ลานินญาทำให้เกิดความแห้งแล้งในประเทศแถบทวีปแอเมริกาใต้ เช่น เปรู เอกวาดอร์ ส่วนที่ออสเตรเลียเกิดน้ำท่วม ขณะที่ชายฝั่งโซมาเลียอุณหภูมิสูงขึ้น และมรสุมในอินเดีย รวมทั้งทำให้ฝั่งตะวันตกของสหรัฐเจอทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้นและความแห้งแล้งครั้งใหญ่เมื่อปีที่แล้ว จนเกิดไฟป่าในหลายพื้นที่

และในปีนี้ลานินญาทำให้หลายประเทศที่กล่าวในตอนต้นเผชิญกับฤดูหนาวที่เย็นยะเยือก ส่วนประเทศไทยยังได้อานิสงส์จากมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่มาปกคลุมด้วย ทำให้คนไทยได้สัมผัสอากาศเย็นกว่าปกติ

CIA เผยข้อมูลลับเกี่ยวกับยูเอฟโอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642639

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 16:30 น.CIA เผยข้อมูลลับเกี่ยวกับยูเอฟโอCIA เปิดเผยเอกสารย้อนหลังกว่า 2 ล้านหน้ารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับยูเอฟโอ

เว็บไซต์ Daily Mail รายงานเมื่อวันที่ 13 มกราคม ว่าสำนักข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐ หรือ CIA ได้เปิดเผยเอกสารกว่า 700 ไฟล์รวมกว่า 2 ล้านหน้าเกี่ยวกับการพบเห็นยูเอฟโอและการวิจัยย้อนหลังไปจนถึงปี 1970 บนเว็บไซต์ The Black Vault ซึ่งก่อตั้งโดยจอห์น กรีนวัลด์ จูเนียร์

จอห์น กรีนวัลด์ จูเนียร์ ใช้เวลากว่า 20 ปีในการเรียกร้องให้ CIA เปิดเผยบันทึกลับเกี่ยวกับปรากฏการณ์ยูเอฟโอ จนกระทั่งล่าสุดเอกสารเหล่านั้นก็ถูกสแกนและอัพโหลดให้ทั่วโลกสามารถเข้าไปอ่านได้ อย่างไรก็ตามรายงานหลายฉบับถูกขีดทับด้วยปากกาเพื่อปกปิดรายละเอียดต่างๆ

โดยหนึ่งในบรรดาเหตุการณ์ซึ่งมีผู้พบเห็นวัตถุประหลาดคือเหตุการณ์ระเบิดลึกลับในเมืองซาโซโว ของรัสเซีย เมื่อปี 1991 ซึ่งเจ้าหน้าที่ CIA กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่ยูเอฟโอจะอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดดังกล่าว

ในรายงานมีการเปิดเผยคำบอกเล่าจากผู้พบเห็นเหตุการณ์ซึ่งกล่าวว่าพบวัตถุทรงกลมลุกเป็นไฟร่วงลงมาจากท้องฟ้าก่อนที่จะลงถึงพื้นและลุกลามไปทั่ว บางคนก็กล่าวว่าอาจเกี่ยวข้องกับอาวุธยุทโธปกรณ์ ระเบิด หรืออุกกาบาต

โดยรายงานระบุว่านักวิจัยยังไม่สามารถหาคำตอบถึงสาเหตุของการระเบิดที่แน่ชัดได้ ยูเอฟโอจึงเป็นหนึ่งในข้อสันนิษฐาน

1/ In this CIA #UFO document, the Assistant Deputy Director for Science & Technology (A/DDS&T) was shown SOMETHING related to a UFO that was hand carried to him. He decided he would personally look into it, and after, he gave advice on moving forward. That advice is classified. pic.twitter.com/PyVEr3zCny— T?h?e? ?B?l?a?c?k? ?V?a?u?l?t? (@blackvaultcom) January 8, 2021

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญคือรายงานเกี่ยวกับข้อมูลยูเอฟโอที่ดูเหมือนจะถูกส่งตรงถึงมือรองผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ CIA ในเดือนเมษายน 1976 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารองผู้อำนวยการมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์วัตถุปริศนาอย่างลับๆ

โดยกรีนวัลด์กล่าวว่าสิ่งที่น่าสนใจคือรายละเอียดส่วนใหญ่ในเอกสารถูกขีดทับรวมถึงชื่อของรองผู้อำนวยการซึ่งน่าจะเป็น คาร์ล ดักเกตต์ ที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้น

ในเอกสารระบุว่า “เราได้ติดต่อรองผู้อำนวยการเพื่อถามว่าเขารู้จักโปรแกรมเกี่ยวกับยูเอฟโอใดๆ หรือไม่ ซึ่งรองผู้อำนวยการแสดงถึงความสนใจใน … (ข้อมูลถูกขีดทับ) ที่ถูกส่งไปยังสำนักงานของเขา โดยหลังจากตรวจสอบเนื้อหาเบื้องต้นเขากล่าวว่าจะตรวจสอบเรื่องนี้เป็นการส่วนตัวและจะติดต่อกลับมาหาเรา”

จีนเย้ยประชาธิปไตยอเมริกันใช้ไม่ได้แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642605

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 14:30 น.จีนเย้ยประชาธิปไตยอเมริกันใช้ไม่ได้แล้วจีนยังเย้ยการเหตุจลาจลรัฐสภาสหรัฐ มองเป็นการสัญญาณเตือนการล่มสลายของประชาธิปไตย

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่าจีนยังคงเยาะเย้ยการเหตุจลาจลในรัฐสภาสหรัฐอีกครั้งโดยกล่าวว่าเป็นการสัญญาณเตือนถึงการล่มสลายของประชาธิปไตย

โดยซินหัวสำนักข่าวของรัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมาว่า “การโจมตีเมืองหลวงโดยกลุ่มผู้สนับสนุนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เน้นย้ำถึงจุดอ่อนของประชาธิปไตยแบบตะวันตก และพิสูจน์ว่ามันคือความล้มเหลว”

ตามรายงานระบุว่า “ความพยายามในการหยุดการถ่ายโอนอำนาจของประธานาธิบดีด้วยความรุนแรงทำให้รากฐานของประชาธิปไตยแบบอเมริกันสั่นสะเทือน และประชาธิปไตยอเมริกันที่โด่งดังมายาวนานก็ล้มลงในที่สุด ฉากนองเลือดที่เกิดขึ้นได้ทำลายประชาธิปไตยอันสวยงามของอเมริกัน แม้ว่าพวกเขาจะพยายามก่อมันขึ้นมาใหม่แต่ก็ไม่สามารถปกปิดความจริงได้”

“ประชาธิปไตยอเมริกันกลายเป็นเกมที่ชนชั้นนำเพียงไม่กี่คนใช้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ไม่สามารถเชื่อมั่นในความเป็นธรรมและความยุติธรรมได้และยังเพิ่มความไม่เท่าเทียมและการแบ่งขั้วทางการเมือง ขณะนี้ในสายตาของประเทศพันธมิตร สหรัฐกลายเป็นประเทศที่ล้มเหลว”

ซินหัวยังกล่าวอีกว่า “ประชาธิปไตยแบบตะวันตกใช้ไม่ได้อีกต่อไปและสหรัฐก็ไม่ได้มีศีลธรรมอันสูงส่งอีกต่อไปเช่นกัน ซึ่งพวกเขาสมควรได้รับมัน”

ทั้งสื่อรวมทั้งชาวเน็ตจีนยังได้รื้อฟื้นทำพูดของแนนซี เพโลซี ประธานสภาสหรัฐที่เคยกล่าวต่อเหตุการณ์ประท้วงในฮ่องกงเมื่อเดือนมิถุนายน 2019 ว่า “เป็นภาพที่สวยงาม”

ด้าน หัวชุนอิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนเปรียบเทียบเหตุการณ์บุกโจมตีรัฐสภาสหรัฐโดยกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กับเหตุการณ์กลุ่มผู้ประท้วงฮ่องกงบุกเข้าไปในสภานิติบัญญัติฮ่องกงเมื่อปี 2019 โดยกล่าวว่าเจ้าหน้าที่รวมทั้งสื่อของสหรัฐตอบสนองต่อทั้งสองเหตุการณ์อย่างสองมาตรฐาน