ทรัมป์ลั่นไม่ได้ปลุกจลาจลแค่ปราศรัยโดยสันติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642595

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 13:01 น.ทรัมป์ลั่นไม่ได้ปลุกจลาจลแค่ปราศรัยโดยสันติโดนัลด์ ทรัมป์ยันปราศรัยอย่างเหมาะสม ไม่ต้องการความรุนแรง โวยเดโมแครตตั้งข้อหาปลุกระดมจลาจล “ไร้สาระ”

บีบีซีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ปรากฏตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกหลังเกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ที่รัฐสภา ด้วยการลงพื้นที่ในรัฐเทกซัส โดยทรัมป์ยังคงยืนยันว่าการปราศรัยต่อกลุ่มผู้สนับสนุนของเขาก่อนที่จะเกิดเหตุจลาจลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาดำเนินไปอย่างเหมาะสม และเขาไม่ได้ต้องการให้เกิดความรุนแรง

ทรัมป์ยังกล่าวว่าการที่พรรคเดโมแครตต้องการดำเนินการฟ้องร้องเขาในข้อหาปลุกระดมการจลาจลนั้นเป็นความพยายามที่ “ไร้สาระ” อีกทั้งยังเป็นการสร้างความโกรธแค้นและก่อให้เกิดอันตรายต่อประเทศ ซึ่งทรัมป์ยืนยันว่าเขาไม่ต้องการให้เกิดการใช้ความรุนแรง

นอกจากนี้ทรัมป์ได้แสดงความคิดเห็นต่อการที่สภาราษฎรซึ่งครองเสียงข้างมากโดยพรรคเดโมแครตพยายามที่จะลงมติถอดถอนเขาเป็นครั้งที่ 2 โดยกล่าวว่าเป็นการล่าแม่มดครั้งใหญ่ที่สุดของโลก 

อย่างไรก็ตามทรัมป์ยังคงเชื่อมั่นว่ารองประธานาธิบดีไมก์ เพนซ์ และคณะรัฐมนตรีจะไม่ใช้อำนาจตามบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 25

ทั้งนี้ ก่อนที่จะเกิดเหตุจลาจลเมื่อสัปดาห์ที่แล้วซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 รายและบาดเจ็บอีกหลายสิบราย ทรัมป์ได้กล่าวคำปราศรัยต่อกลุ่มผู้สนับสนุนของเขาโดยย้ำว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างไม่โปร่งใสและเขาถูกโกง รวมทั้งเรียกร้องให้กลุ่มผู้สนับสนุนออกมาเดินขบวนในรัฐสภา

“ผมรู้ว่าอีกไม่นานทุกคนที่นี่จะเดินขบวนไปที่อาคารรัฐสภาเพื่อส่งเสียงของพวกคุณอย่างสันติ” ทรัมป์กล่าว

ทรัมป์ยังกล่าวว่ารองประธานาธิบดี ไมก์ เพนซ์ ควรมีความกล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่เขาต้องทำนั่นหมายถึงการคัดค้านผลการเลือกตั้งที่ถูกนับอย่างเป็นทางการในสภาคองเกรส

Photo by MANDEL NGAN / AFP

สเปนหนาวสุดขั้ว อุณหภูมิติดลบ 25 องศา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642589

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 11:17 น.สเปนหนาวสุดขั้ว อุณหภูมิติดลบ 25 องศาปีนี้นับว่าเป็นปีที่หนาวเย็นที่สุดในรอบอย่างน้อย 20 ปี

ประชาชนในภาคกลางของสเปนต้องเผชิญอุณหภูมิหนาวหน็บสุดขั้วหลังจากหิมะตกหนักเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเมื่อคืนวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น อุณหภูมิในแถบเทือกเขาโมลินา เดอ อารากอน ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “ไซบีเรียแห่งสเปน” ที่อยู่ห่างจากกรุงมาดริดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 197 กิโลเมตร ลดฮวบติดลบถึง 25 องศาเซลเซียส ทำสถิติหนาวเย็นที่สุดในรอบอย่างน้อย 20 ปี

ในคืนเดียวกันนั้นอุณหภูมิในกรุงมาดริดเย็นยะเยือกจนติดลบ 16 องศาเซลเซียส ส่งผลให้มีคนไข้ลื่นล้มจนกระดูกหักหรือร้าวเนื่องจากหิมะกลายเป็นน้ำแข็งอย่างน้อย 1,200 ราย หรือเฉลี่ย 50 รายต่อชั่วโมง ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ที่ผู้ป่วย Covid-19 แทบล้นโรงพยาบาลไปอีก

นอกจากนี้ หิมะหนาจากพายุหิมะเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่กลายเป็นน้ำแข็งยังส่งผลให้การจราจรหยุดชะงัก รถไฟและเครื่องบินต้องหยุดให้บริการชั่วคราวก่อนจะกลับมาเปิดอีกครั้งแต่ก็ต้องล่าช้าออกไป

เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตจากความหนาวเย็นครั้งนี้แล้วอย่างน้อย 7 รายในเมืองบาร์เซโลนา กรุงมาดริด เมืองมาลากา และซาราโกซา

Photo by Gabriel BOUYS, Benjamin Cremel / AFP

เผยผลขั้นสุดท้าย ‘CoronaVac’ ของจีนต้านโควิดได้ 50.4% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642588

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 10:20 น.เผยผลขั้นสุดท้าย 'CoronaVac' ของจีนต้านโควิดได้ 50.4%บราซิลเผยผลการทดลองวัคซีนขั้นสุดท้ายพบว่าวัคซีน CoronaVac มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 50.38%

เมื่อวันที่ 13 มกราคม บลูมเบิร์กรายงานว่าวัคซีนโคโรนาแวค (CoronaVac) ของจีนที่พัฒนาร่วมกับบริษัทซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech Ltd) มีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสโคโรนา 50.38%

ซึ่งแม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับการอนุมัติใช้วัคซีนเล็กน้อย แต่ก็ต่ำกว่าตัวเลขที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่ามีประสิทธิภาพถึง 78%

ทั้งนี้ หน่วยงานกำกับดูแลของบราซิลและองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้วัคซีนมีประสิทธิภาพไม่ต่ำกว่า 50% จึงจะสามารถอนุมัติใช้วัคซีนได้

โดยเจ้าหน้าที่และนักวิจัยจากสถาบันวิจัยบูตันตันจากบราซิลอธิบายว่าได้แบ่งประเภทของผู้ป่วยไว้ 6 ประเภท ได้แก่ ผู้ป่วยไม่แสดงอาการ, แสดงอาการน้อยมาก, แสดงอาการน้อย, อาการปานกลาง 2 ระดับ และอาการหนัก ซึ่งผู้ป่วย 2 ประเภทแรกยังไม่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์

โดยตัวเลข 78% ที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนคำนวณจากกลุ่มผู้ติดเชื้อที่แสดงอาการน้อย ปานกลาง และอาการหนัก แต่เมื่อรวมกลุ่มผู้ติดเชื้อที่แสดงอาการน้อยมากเข้าไปด้วยส่งผลให้ตัวเลขลดลงเหลือเพียง 50.38%

อย่างไรก็ตาม ริคาร์โด ปาลาซิออส ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยบูตันตันยืนยันว่าวัคซีนช่วยลดความรุนแรงของโรค และเหตุที่ประสิทธิภาพวัคซีนออกมาต่ำเป็นเพราะการให้วัคซีน 2 โดสห่างกันในช่วงเวลาสั้นๆ

รวมถึงการรวมจำนวนผู้ป่วยที่แสดงอาการน้อยมากเข้าไปคำนวณด้วยจึงส่งผลต่อตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนในการทดลองขั้นสุดท้าย

Photo by NELSON ALMEIDA / AFP

เปิดโปง QAnon ลัทธิคลั่งเบื้องหลังสาวกทรัมป์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642544

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 21:00 น.เปิดโปง QAnon ลัทธิคลั่งเบื้องหลังสาวกทรัมป์อธิบายชัดๆ ที่มาที่ไปของลัทธิ QAnon ที่กำลังเขย่าประชาธิปไตยสหรัฐ  

การบุกอาคารรัฐสภาในกรุงวอชิงตันดี.ซี.ของสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกตัวเองว่า “QAnon” เข้าร่วมวงด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เชื่อว่าเป็นแกนนำคนสำคัญของกลุ่มอย่าง เจค แองเจลี หรือ เจค็อบ แอนโธนี แชนสลีย์ ที่บุกเข้าไปถึงด้านในตัวอาคาร และแอชลีย์ แบบบิต อดีตทหารในกองทัพอากาศสหรัฐที่บุกคองเกรสจนถูกยิงเสียชีวิต คนเหล่านี้ทำให้ชื่อของ QAnon ถูกพูดถึงอีกครั้ง

ต่อไปนี้คือสรุปที่มาที่ไปและความเชื่อของกลุ่ม QAnon

1. QAnon คือทฤษฎีสมคบคิดที่ปราศจากมูลความจริงของกลุ่มขวาจัดที่เชื่อว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลสหรัฐ ร่วมมือกับนักการเมืองพรรคเดโมแครต มหาเศรษฐี และคนดังในวงการฮอลลีวูด ไม่ว่าจะเป็น ฮิลลารี คลินตัน, บารัก โอบามา, จอร์จ โซรอส หรือโอปราห์ วินฟรีย์ พยายามสร้างรัฐซ้อนรัฐ (deep state) เพื่อครอบงำสหรัฐ และยังกล่าวหาว่าคนกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก รวมถึงเชื่ออีกว่าทรัมป์กำลังทำสงครามกับคนกลุ่มนี้อย่างลับๆ เพื่อช่วยโลก

2. QAnon ยังเชื่อคำกล่าวอ้างอื่นๆ อีกมากมายแต่ส่วนใหญ่มักมีเนื้อหาที่ขัดแย้งกันเอง โดยสาวกของกลุ่มมักจะหยิบยกเอาข่าว ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และศาสตร์เกี่ยวกับตัวเลขมาเชื่อมโยงกันได้ข้อสรุปของตัวเองที่เหลือเชื่อสำหรับคนอื่นๆ

3. QAnon เริ่มเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์เมื่อเดือน ต.ค.2017 โดยผู้ใช้งานนิรนามรายหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Q โพสต์ข้อความในเว็บบอร์ด 4chan อ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลสหรัฐและสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับระดับสูงที่เรียกว่า Q clearance ของรัฐบาลทรัมป์

4. ขณะนั้น Q ทำนายว่า ฮิลลารี คลินตัน อดีตคู่แข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์จะถูกจับ และจะเกิดการจลาจลไปทั่ว ซึ่งคำทำนายนี้ไม่ได้เกืดขึ้นจริง แต่ Q ก็ยังโพสต์เรื่องราวต่างๆ เรื่อยมา รวมทั้งกรณี Pizzagate ในช่วงเลือกตั้งสหรัฐปี 2016 ที่บอกว่าฮิลลารีอยู่เบื้องหลังขบวนการลักพาตัวเด็ก โดยใช้ร้านพิซซ่าแห่งหนึ่งในกรุงวอชิงตันดี.ซี.เป็นที่กักขังและล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

5.ข้อกล่าวหานี้ทำให้ร้านพิซซ่าและพนักงานของร้านดังกล่าวถูกคุกคามอย่างหนัก และมีชายรายหนึ่งจากรัฐนอร์ทแคโรไลนาที่เชื่อในทฤษฎีนี้บุกไปที่ร้านโดยใช้ปืนไรเฟิลยิงตัวล็อกประตูห้องเก็บของเพื่อจะเข้าไปค้นหาตัวเด็กๆ ที่เขาเชื่อว่าถูกจับมาและกำลังจะถูกส่งไปขาย

6.แม้จะมีการคาดเดาไปต่าง ๆ นานา แต่ยังไม่มีใครสามารถเปิดเผยได้ว่า คนที่อยู่เบื้องหลังคนที่ใช้ชื่อว่า Q นี้คือใคร หลายคนไม่เชื่อว่า Q เป็นคนระดับสูงในรัฐบาลตามที่อ้าง ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง Q หลายคน

7.กลุ่ม QAnon เริ่มปรากฏตัวเข้าร่วมแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งของทรัมป์เมื่อเดือน ส.ค. 2018 ก่อนที่ความเชื่อนี้จะกระจายเป็นวงกว้างในโลกโซเชียลมีเดียผ่านแฮชแท็กประจำกลุ่ม อาทิ #SaveTheChildren #Wherewegoonewegoall และ #WWG1WGA

8.แม้ว่าทฤษฎีของ QAnon อาจดูเลื่อยลอยหรือพิลึกพิลั่น ไม่น่าเชื่อถือในสายตาของคนทั่วไป แต่กลับมีคนคล้อยตามทฤษฎีสมคบคิดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และเพิ่มขึ้นอย่างมากในโซเชียลมีเดียหลัก อาทิ เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ เรดดิต โดย มาร์ก อังเดร อาร์เจนติโน นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยคอนคอร์เดียระบุว่า สาวกกลุ่มเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวในช่วงโควิด-19 ระบาด  

9.ข้อมูลของเฟซบุ๊คพบว่า ระหว่างเดือน ม.ค.-ก.ย. 2020 สมาชิกของกลุ่ม QAnon ในกลุ่มเฟซบุ๊คและเพจเฟซบุ๊คเพิ่มขึ้น 581% โดยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นหลังจากทางการสหรัฐประกาศปิดพรมแดนเมื่อเดือน มี.ค. เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของ Covid-19

10.ด้านทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวว่าเขาไม่รู้เกี่ยวกับขบวนการที่ว่านี้มากนัก แต่ได้ยินมาว่า “นี่เป็นกลุ่มคนที่รักประเทศชาติ” และจากการวิเคราะห์ของ Media Matters of America พบว่า จนถึงเดือน ต.ค. 2020 ทรัมป์ช่วยให้ข้อมูลของ QAnon กระจายไปทั่วโลกออนไลน์อย่างน้อย 265 ครั้ง จากการรีทวีตหรืออ้างอิงถึงบัญชีทวิตเตอร์ 152 บัญชีที่เกี่ยวข้องกับ QAnon ไม่ว่าเจ้าตัวจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

11.นอกจากในสหรัฐแล้ว กลุ่ม QAnon  ยังลุกลามเข้าไปในหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งยุโรป อาทิ เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่สองรองจากสหรัฐที่มีผู้เข้าร่วมและติดตาม QAnon มากที่สุดในต่างประเทศ โดยคนเหล่านี้ใช้แอพพลิเคชัน Telegram ส่งข้อความถึงกัน และมีสมาชิกกว่า 120,000 คน และยังมีฝรั่งเศส อิตาลี และอังกฤษ

12.สาวก QAnon มักจะใช้แฮชแท็กรุมโจมตีบุคคลที่คิดว่าเป็นศัตรู ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง เซเลบริตี และนักข่าวที่พวกเขาเชื่อว่าช่วยปกปิดการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก และพฤติกรรมคุกคามของคนกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่เฉพาะในโลกออนไลน์เท่านั้น ที่ผ่านมาสาวก QAnon หลายคนถูกจับกุมในข้อหาข่มขู่หรือทำร้ายฝ่ายตรงข้าม โดยกรณีที่เป็นข่าวใหญ่เกิดขึ้นเมื่อปี 2018 เมื่อ แมทธิว ไรท์ ขนอาวุธหนักปิดสะพานเหนือเขื่อนฮูเวอร์นาน 90 นาที เนื่องจากไม่พอใจผลการสอบสวนการใช้อีเมล์ส่วนตัวของฮิลลารี โดยเขาเชื่อว่ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลตามที่ Q บอก

13.ปี 2019 สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐ หรือ FBI ระบุว่า QAnon อาจจะเป็นภัยคุกคามในประเทศอย่างหนึ่ง หลังจากเกิดความกังวลว่าผู้ที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดนี้อาจก่อการร้ายภายในประเทศได้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ FBI ระบุให้ทฤษฎีสมคบคิดเป็นภัยคุกคาม

14.เช่นเดียวกับศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายของโรงเรียนเตรียมทหารสหรัฐ (The United States Military Academy – West Point) ระบุว่า QAnon เป็นความท้าทายใหม่ต่อความมั่นคงสาธารณะ

15.ด้านเครือข่ายสังคมออนไลน์ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่แนวคิดนี้ก็เริ่มเข้ามาจัดการเช่นกัน โดยทวิตเตอร์ไล่แบนบัญชีที่เกี่ยวข้องกับ QAnon รวมทั้งเปลี่ยนอัลกอริทึมเพื่อลดการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ โดยเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2020 ทวิตเตอร์ปิดบัญชี้ของ QAnon ไปถึง 70,000 บัญชีหลังกรณีบุกคองเกรส เช่นเดียวกับเฟซบุ๊คที่เริ่มติดตามโพสต์ที่มีแนวคิดเกี่ยวข้องกับ QAnon ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว และลบบัญชีที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดความรุนแรงเรื่อยมา

16.อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการไล่ลบบัญชีต่างๆ เหล่านี้ไม่ช่วยให้ทางกลุ่มยุติการเคลื่อนไหว เพราะยิ่งห้ามหรือลบกลุ่มเหล่านี้บนโซเชียลมีเดียมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้คนกลุ่มนี้เชื่อไปอีกว่ากำลังทำสงครามข้อมูลกับสื่อและ deep state อยู่

17.ที่น่ากังวลก็คือพวก QAnon มีแนวโน้มที่จะเป็นลัทธิที่ทำให้ผู้คนเชื่อจนยอมตายได้ เช่น กรณีของแอชลีย์ แบบบิต อดีตทหารในกองทัพอากาศสหรัฐที่บุกคองเกรสจนถูกยิงเสียชีวิต เพื่อนของเธอที่ทำงานในกองทัพอากาศบอกว่าแอชลีย์เชื่อว่าการทำให้ทรัมป์บรรลุจุดประสงค์นั้น “ควรค่าแก่การสละชีวิต” และบอกว่าแอชลีย์เป็น “ชาวอเมริกันที่แท้จริง” 

Photo by RINGO CHIU / AFP

หลายประเทศไม่ไว้ใจประสิทธิภาพ ‘Sinovac’ ยังคลุมเครือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642543

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 19:30 น.หลายประเทศไม่ไว้ใจประสิทธิภาพ 'Sinovac' ยังคลุมเครือหลายประเทศไม่เชื่อใจหลังข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนซิโนแวคจากจีนยังคงคลุมเครือ

บลูมเบิร์กรายงานว่าประสิทธิภาพของวัคซีนซิโนแวค (Sinovac) จากบริษัทซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech Ltd.) ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในหลายประเทศเนื่องจากข้อมูลผลการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนที่เผยเผยออกมาจากแต่ละแหล่งนั้นไม่ตรงกัน

โดยอินโดนีเซียกำลังเร่งดำเนินการแจกจ่ายวัคซีนซิโนแวคให้กับประชาชนโดยกล่าวว่าจากการทดลองวัคซีนในประเทศพบว่าซิโนแวคมีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสโคโรนา 65% อย่างไรก็ตามมีประชาชนที่เข้าร่วมการทดลองในอินโดนีเซียเพียง 1,620 คนเท่านั้นซึ่งไม่เพียงพอต่อการยืนยันประสิทธิภาพของวัคซีน

ด้านตุรกีกล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่าจากผลการทดลองในตุรกีพบว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพถึง 91.25% แต่ผู้เข้าร่วมทดลองก็ยังน้อยเกินไปที่จะสรุปได้เช่นกัน

ขณะที่บราซิลซึ่งมีการทดลองที่ใหญ่ที่สุดของวัคซีนซิโนแวค โดยมีอาสาสมัครมากกว่า 13,000 คนได้เผยแพร่ผลการทดลองว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสโคโรนา 78% สำหรับกรณีที่ไม่รุนแรง และมีประสิทธิภาพ 100% สำหรับการติดเชื้อรุนแรงและปานกลาง

ข้อมูลข้างต้นส่งผลให้หลายประเทศเกิดความสับสนในประสิทธิภาพของวัคซีนและขณะนี้จีนกำลังพยายามที่จะทำให้ทั่วโลกยอมรับและเชื่อถือในซิโนแวคแม้ว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลจากการทดลองวัคซีนและข้อมูลด้านความปลอดภัยน้อยกว่าวัคซีนสัญชาติตะวันตกตัวอื่นๆ

โดยโฆษกของซิโนแวคปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อผลการทดลองทั้งในบราซิล ตุรกี และอินโดนีเซีย โดยกล่าวว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์นิโคไล เปตรอฟสกี จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุขแห่งมหาวิทยลัยฟลินเดอร์สกล่าวว่า จีนกำลังพยายามอวดอ้างประสิทธิภาพของวัคซีนขณะที่หลายประเทศไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้

ศาสตราจารย์เปตรอฟสกีชี้ว่าผลการทดลองประสิทธิภาพของวัคซีนในบราซิลซึ่งได้ 78% นั้นมีการเปิดเผยข้อมูลว่าในอาสาสมัครส่วนหนึ่งจำนวน 220 คนที่ติดเชื้อมีอาสาสมัคร 160 คนที่ได้รับยาหลอก และอีก 60 คนได้รับวัคซีนจริง

ซึ่งหากแบ่งให้อาสาสมัครที่ได้รับยาหลอกและวัคซีนจริงมีจำนวนเท่าๆ กันประสิทธิภาพของวัคซีนจะออกมาเป็น 62.5% เท่านั้น

เรนะ แมคอินไทร์ หัวหน้าโครงการความปลอดภัยทางชีวภาพของสถาบันเคอร์บี้แห่งมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ระบุว่าการคำนวณต่างๆ ยังคงเป็นเพียงการคาดเดาเว้นแต่จะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบแล้ว เช่น จำนวนอาสาสมัครทั้งหมดที่ได้รับยาหลอกและวัคซีนจริง

ด้านศาสตราจารย์เดวิด ฮุย ศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์ระบบทางเดินหายใจแห่งมหาวิทยาลัยจีนในฮ่องกงกล่าวว่า วัคซีนซิโนแวคกำลังจะถูกจัดส่งไปยังฮ่องกงในเดือนนี้ แต่อย่างไรก็ตามทางบริษัทยังคงไม่เปิดเผยข้อมูลในการทดลองวัคซีนขั้นที่ 3

Photo by STR / AFP

เอาจริง! หน่วยรบอังกฤษซ้อมต่อสู้รับมือเอเลี่ยน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642528

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 18:00 น.เอาจริง! หน่วยรบอังกฤษซ้อมต่อสู้รับมือเอเลี่ยนทหารประจำหน่วยรบพิเศษ SAS ของอังกฤษกำลังฝึกซ้อมรับมือกับภัยคุกคามด้านต่างๆ รวมถึงมนุษย์ต่างดาว

เว็บไซต์เดลี่สตาร์ของสหราชอาณาจักรเผยว่าทหารประมาณ 20 นายประจำหน่วยรบพิเศษของกองทัพอังกฤษ “สเปเชียลแอร์เซอร์วิส” (Special Air Service) หรือ SAS ได้รับการฝึกให้รับมือกับภัยคุกคามในหลากหลายรูปแบบรวมถึงเตรียมพร้อมรับมือต่อการเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า SAS ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ ตั้งแต่ผู้ก่อการร้ายไปจนถึงอาวุธชีวภาพ ตลอดจนภัยคุกคามจากสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก ซึ่งพวกเขาถูกฝึกฝนให้สามารถใช้อาวุธได้หลากหลายประเภท หนึ่งในนั้นคือการฉีดสเปรย์โฟมให้เป้าหมายแข็งตัวอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูเคลื่อนไหว

แหล่งข่าวยังกล่าวว่า แม้จะฟังดูเป็นเรื่องบ้าแต่อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกนั้นมีอยู่จริง แม้แต่ไอน สไตน์ ยังไม่เชื่อว่าโลกจะเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

เพราะฉะนั้นหากเราเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงเราก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาอาจเป็นภัยคุกคามหนึ่งต่อมวลมนุษยชาติ ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น โดยคาดว่า SAS ได้รับการฝึกร่วมกับหน่วยรบพิเศษของสหรัฐอเมริกา

Photo by FLORENT VERGNES / AFP

คิมเปิดคลังแสงอวดขีปนาวุธ ขู่ผู้นำสหรัฐคนใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642510

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 16:30 น.คิมเปิดคลังแสงอวดขีปนาวุธ ขู่ผู้นำสหรัฐคนใหม่คิมจองอึนประกาศขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์รับไบเดนนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐ

บีบีซีรายงานว่าคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือได้ฉลองวันเกิดของเขาด้วยประกาศบัญชีอาวุธใหม่จำนวนมากซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายเมื่อโจ ไบเดน เตรียมเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ

ที่สร้างความประหลาดใจก็คือคิมได้ประกาศรายการอาวุธโดยละเอียด อาทิ ขีปนาวุธระยะไกลที่แม่นยำยิ่งขึ้น หัวรบขนาดใหญ่พิเศษ ดาวเทียมสอดแนม และเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และยังกล่าวอีกว่าเขาต้องการขีปนาวุธที่มีความสามารถในการโจมตีระยะไกลถึง 15,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะไกลพอที่จะโจมตีสหรัฐ

ก่อนหน้านี้คิมยังได้ประกาศกร้าวว่าสหรัฐคือ “ศัตรูหมายเลขหนึ่ง” ของเกาหลีเหนือ แต่อย่างไรก็ตามคิมไม่ได้กล่าวถึงการตัดขาดทางการทูตแต่อย่างใด

อันกิต แพนด้า ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Kim Jong Un and the Bomb ให้ความเห็นว่ารัฐบาลไบเดนควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และไบเดนควรดำเนินการเจรจากับเกาหลีเหนือโดยเร็วที่สุด

พร้อมกล่าวว่า “การประกาศของคิมไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีขึ้นเพื่อเน้นย้ำกับฝ่ายบริหารของสหรัฐว่าเกาหลีเหนือได้เพิ่มขีดความสามารถในรูปแบบที่เป็นอันตรายต่อสหรัฐและเกาหลีใต้”

ทั้งนี้ คิมและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เคยพบกันสามครั้้งแต่พวกเขาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงเพื่อยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือหรือมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

ส่งผลให้งานยากจึงไปตกที่ไบเดน และเกาหลีเหลือกำลังจับตามองว่าไบเดนจะสามารถดำเนินการได้ดีกว่าทรัมป์หรือไม่

ด้านประธานาธิบดีมุน แจอิน ของเกาหลีใต้ก็กล่าวในคำปราศัยเมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาว่ายินดีที่จะเข้าพบเจรจากับผู้นำเกาหลีเหนือทุกที่ทุกเวลา และแสดงท่าทีบอกใบ้ว่าฝ่ายบริหารของไบเดนควรส่งสัญญาณต่อเกาหลีเหนือว่าสหรัฐยินดีที่จะพูดคุยด้วยเช่นกัน

Photo by KCNA VIA KNS / AFP

สหรัฐยืนยันไม่ไปไต้หวันหลังจีนขู่ทำสงคราม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642512

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 15:00 น.สหรัฐยืนยันไม่ไปไต้หวันหลังจีนขู่ทำสงครามสหรัฐยืนยัน ไมค์ ปอมเปโอ ไม่มีแผนเยือนไต้หวันหลังประกาศยกเลิกข้อจำกัดติดต่อกับไต้หวันส่งผลให้ความตึงเครียดกับจีนรุนแรงขึ้น

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐยืนยันว่าไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะไม่เดินทางไปเยือนไต้หวัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐประกาศยกเลิกมาตรการจำกัดในการติดต่อกับไต้หวันส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ มอร์แกน ออร์ตากัส โฆษกกระทรวงการต่างประเทศทวีตว่าการเดินทางไปยุโรปครั้งต่อไปของปอมเปโอจะเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งสุดท้ายของเขาในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

พร้อมเสริมว่า ปอมเปโอยังไม่มีแผนที่จะเดินทางไปไต้หวันแต่เราจะยังคงในการสนับสนุนไต้หวันต่อไปในฐานะที่มีเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จ มีประชาธิปไตยที่สดใส ซึ่งจะสร้างความดีงามบนโลกใบนี้

There are no plans to travel to #Taiwan this week but we will continue our consistent support for Taiwan as a successful market economy, vibrant democracy, and force for good in the world. https://t.co/K5JZzB8C7D

— Morgan Ortagus (@statedeptspox) January 11, 2021

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่หนังสือพิมพ์โกลบอลไทมส์ของจีนเตือนว่าหากปอมเปโอเยือนไต้หวันอีกครั้งอาจนำไปสู่สงคราม

ทั้งนี้ ปอมเปโอได้ออกแถลงการณ์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยระบุว่ารัฐบาลสหรัฐขอยกลิกข้อจำกัดทั้งหมดเกี่ยวกับการติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่ของสหรัฐและไต้หวัน เนื่องจากข้อจำกัดดังกล่าวนั้นมีขึ้นเพื่อพยายามเอาใจระบบคอมมิวนิสต์ของจีน และในอนาคตการติดต่อระหว่างสหรัฐและไต้หวันควรดำเนินการโดยสถานทูตสหรัฐในไต้หวันเท่านั้น

ขณะที่ จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่าจีนขอประณามการเคลื่อนไหวของปอมเปโอ และจะยืนหยัดต่อสู้กับความพยายามใดๆ ก็ตามที่จะบ่อนทำลายผลประโยชน์ของจีน และการที่ต่างประเทศเข้ามาติดต่อกับไต้หวันนั้นถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของจีน

Photo by NICHOLAS KAMM / AFP

เตือนลงทุนบิตคอยน์ระวังหมดตัวหลังผันผวนหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642515

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 14:30 น.เตือนลงทุนบิตคอยน์ระวังหมดตัวหลังผันผวนหนักทางการอังกฤษเตือนนักลงทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลโดยเฉพาะบิตคอยน์ให้ระวังสูญเงินทั้งหมด

สำนักงานกำกับตลาดการเงินอังกฤษ (FCA) เตือน ผู้ที่ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล (cryptocurrency)โดยเฉพาะอย่างยิ่งบิตคอยน์ (bitcoin) หรือการลงทุนหรือให้กู้ยืมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลที่อ้างว่าจะให้ผลตอบแทนสูง ให้ระวังจะสูญเงินทั้งหมด เนื่องจากการลงทุนดังกล่าวมีความซับซ้อน ทำให้ผู้ลงทุนบางรายอาจไม่เข้าใจความเสี่ยงทั้งหมด ทั้งยังไม่มีการการันตีว่าสกุลเงินดิจิทัลทั้งหลายจะสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ ส่งผลให้ผู้ลงทุนต้องตกอยู่ภายใต้กฎอุปสงค์และอุปทานของตลาด

“FCA ตระหนักว่า บริษัทบางแห่งกำลังเสนอการลงทุนในรูปสกุลเงินดิจิทัล หรือปล่อยกู้ หรือให้มีการลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งถ้าผู้บริโภคเข้าลงทุนในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ก็ควรเตรียมตัวที่จะสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด” FCA ระบุ

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเกิดความผันผวนในตลาดเงินดิจิทัล จากข้อมูลของ CoinMarketCap ผู้ให้บริการข้อมูลสกุลเงินดิจิทัลระบุว่า เมื่อเวลา 22.30 น.ของวันจันทร์ตามเวลาประเทศไทย มูลค่าตลาดของสกุลเงินดิจิทัลร่วงลงเหลือ 900,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากทะยานขึ้นไปถึง 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐก่อนหน้านี้ หรือหายไปถึง 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐในเวลา 24 ชั่วโมง

และแน่นอนว่าส่งผลกระทบไปถึงสกุลเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างบิตคอยน์ด้วย โดยบิตคอยน์ร่วงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ 30,200 เหรียญสหรัฐ หลังจากทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 42,000 เหรียญสหรัฐ หรือลดลง 28% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าในตลาดหายไปถึง 125 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือตกลง 17% ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง

การร่วงของบิตคอยน์เกิดขึ้นหลังจากหนังสือพิมพ์ Sunday Times ของอังกฤษรายงานว่า บรรดาธนาคารรวมทั้ง HSBC เตรียมออกกฎห้ามไม่ให้โอนเงินจากการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลในประเทศ

ที่ผ่านมาบิตคอยน์เป็นที่นิยมของนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากมองว่าเป็นช่องทางการลงทุนเพื่อหนีภาวะเงินเฟ้อ ทว่ามีผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าสกุลเงินดิจิทัลนี้อาจนำมาสู่ปัญหา และเงินบิตคอยน์ก็ไม่มีมูลค่าในตัวเอง

ไมรอน จ็อบสัน จากแพลตฟอร์มการลงทุนออนไลน์ Interactive Investor ระบุว่า ที่น่าห่วงคือบรรดานักลงทุนแมงเม่า ที่มักจะกระโดดเข้ากองไฟโดยไม่ดูให้ดี จนตกเป็นเหยื่อการตลาดที่นำกราฟที่พุ่งขึ้นมาเป็นเหยื่อล่อ ยอมลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลที่มีความซับซ้อมสูง ความเสี่ยงสูง และเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างใหม่

ด้านไมเคิล อาร์ทเน็ตต์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของธนาคาร Bank of America Securities เตือนว่า บิตคอยน์ถือเป็น “มารดาของฟองสบู่ทั้งปวง”

ทรัมป์ไฟเขียวประกาศภาวะฉุกเฉินวอชิงตัน ดี.ซี. รับมือม็อบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642520

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 13:15 น.ทรัมป์ไฟเขียวประกาศภาวะฉุกเฉินวอชิงตัน ดี.ซี. รับมือม็อบโดนัลด์ ทรัมป์อนุมัติประกาศภาวะฉุกเฉินกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เตรียมพร้อมม็อบป่วนพิธีสาบานตนไบเดน

เว็บไซต์ของทำเนียบขาวแถลงว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อนุมัติการประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หลังจากที่หลายฝ่ายเตือนถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงก่อนพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของโจ ไบเดนในวันที่ 20 มกราคมนี้

โดยประกาศภาวะฉุกเฉินมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม ถึง 24 มกราคม

ทั้งนี้ ทรัมป์มอบหมายให้สำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FEMA) ประสานงานเพื่อบรรเทาสาธารณภัยที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่จากสถานการณ์ฉุกเฉินและให้ความช่วยเหลือที่จำเป็น

รวมถึงปกป้องทรัพย์สินและความปลอดภัยของประชาชนเพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

นอกจากนี้ FEMA จะทำหน้าที่ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ ยุทโธปกรณ์ และทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ฉุกเฉินโดยจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง

เช่นเดียวกับสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) ที่ออกคำเตือนก่อนหน้านี้ว่ากลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์อาจมีการเดินขบวนประท้วงพร้อมอาวุธเพื่อต่อต้านไบเดนในทั้ง 50 รัฐรวมถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างวันที่ 16 ถึง 20 มกราคมนี้

AFP PHOTO / NICHOLAS KAMM