สิงคโปร์ผลักดัน ‘อั่งเปาออนไลน์’ รับกระแสสังคมไร้เงินสด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642481

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 12:00 น.สิงคโปร์ผลักดัน 'อั่งเปาออนไลน์' รับกระแสสังคมไร้เงินสดสิงคโปร์รณรงค์ให้ประชาชนหันมาแจกและรับอั่งเปาออนไลน์ในช่วงเทศกาลตรุษจีนเพื่อลดมลพิษจากการพิมพ์ธนบัตรใหม่

บลูมเบิร์กรายงานว่าประเพณีการแจกอั่งเปาในช่วงเทศกาลตรุษจีนนั้นธนาคารต้องพิมพ์ธนบัตรใหม่จำนวนมากซึ่งสร้างมลพิษไม่ต่างจากการชาร์จสมาร์ทโฟน 5.7 ล้านเครื่องเป็นเวลา 5 วัน สิงคโปร์จึงได้ผลักดันการแจกอั่งเปาออนไลน์

โดยองค์การเงินตราแห่งประเทศสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore) ซึ่งมีสถานะเป็นธนาคารกลางของประเทศระบุว่าการผลิตธนบัตรใหม่สำหรับเทศกาลตรุษจีนสร้างการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 330 ตันในแต่ละปี

จึงได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาแจกอั่งเปาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แทนการให้เงินใส่ซองซึ่งนอกจากจะสามารถมอบให้กันได้ในระยะไกลแล้วยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดปริมาณในการพิมพ์ธนบัตรใหม่อีกด้วย

เบอร์นาร์ด วี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการองค์การเงินตราแห่งประเทศสิงคโปร์แถลงว่า “อั่งเปาออนไลน์จะช่วยลดการรอคิวที่ธนาคารและยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์”

สำหรับผู้ที่ต้องการธนบัตรใหม่เพื่อแจกในเทศกาลตรุษจีนในวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ จะต้องทำการจอล่วงหน้าผ่านธนาคาร เว้นแต่ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและผู้พิการ

เช่นเดียวกับประเทศจีนที่เริ่มมีการแจกอั่งเปาออนไลน์แล้ว โดยมีจำนวนผู้ใช้ฟีเจอร์แจกและรับอั่งเปาทางแอปพลิเคชันวีแชท (We Chat) ในช่วงเทศกาลตรุษจีนเพิ่มขึ้นเป็น 823 ล้านคนในปี 2019 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 688 ล้านคนในปี 2018

ส่อวุ่นอีก! FBI เตือนกลุ่มหนุนทรัมป์เตรียมประท้วงทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642509

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 10:15 น.ส่อวุ่นอีก! FBI เตือนกลุ่มหนุนทรัมป์เตรียมประท้วงทั่วประเทศกลุ่มหนุนทรัมป์เตรียมนัดรวมตัวป่วนพิธีสาบานตนของ โจ ไบเดน

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) เตือนว่า กลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมรวมตัวประท้วงอีกครั้งพร้อมอาวุธที่ศาลาว่าการของแต่ละรัฐทั้ง 50 แห่งและที่อาคารรัฐสภาในกรุงวอชิงตันดี.ซี. ระหว่างวันที่ 16-20 ม.ค.นี้ ซึ่งเป็นช่วงก่อนและระหว่างที่ โจ ไบเดน จะทำพิธีสาบานตนรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

ความหวั่นวิตกดังกล่าวทำให้มีคำสั่งเพิ่มการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยทั้งรัฐบาลกลาง ทางการแต่ละรัฐและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต่างเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ความรุนแรงหลังจากการบุกอาคารรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจนมีผู้เสียชีวิต 5 รายรวมทั้งตำรวจรัฐสภา

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจากรัฐเวอร์จิเนีย แมริแลนด์ และนิวเจอร์ซีจะถูกส่งไปประจำในกรุงวอชิงตันดี.ซี.ในวันสาบานตน ส่วนกรมตำรวจนิวยอร์กจะส่งเจ้าหน้าที่ 200 นายไปช่วย ขณะที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) วางแผนเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ไว้ราว 15,000 นายสำหรับวันดังกล่าว

นอกจากนี้ FBI ยังระบุว่า มีการข่มขู่ว่าจะก่อจลาจลหากทรัมป์ถูกถอดถอนด้วยบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ 25 (25th Amendment) ก่อนพิธีสาบานตนในวันที่ 20 ม.ค. รวมทั้งขู่ว่าจะทำร้ายไบเดน และคามาลา แฮร์ริสด้วย

อย่างไรก็ดี ไบเดนเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ไม่กลัวที่จะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง และคาดหวังว่าพิธีดังกล่าวจะจัดขึ้นกลางแจ้งตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมา

มาเลย์เอาไม่อยู่ กษัตริย์ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642505

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 09:01 น.มาเลย์เอาไม่อยู่ กษัตริย์ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศกษัตริย์มาเลเซียประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด -19

สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลละฮ์ ชะฮ์ของมาเลเซียทรงใช้พระราชอำนาจประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด -19

สถานการณ์ฉุกเฉินจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 1 สิงหาคมหรือเร็วกว่านั้นขึ้นอยู่กับสถานะของการติดเชื้อโคโรนาไวรัส สำนักพระราชวังกล่าวในแถลงการณ์

“อัล-สุลต่านอับดุลละฮ์ทรงมีความเห็นว่าการแพร่ระบาดของโควิด -19 อยู่ในขั้นวิกฤตและมีความจำเป็นต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน” สำนักพระราชวังกล่าว

นายกรัฐมนตรีมุฮ์ยิดดิน ยัซซิน ขอให้สมเด็จพระราชาธิบดีทรงประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อเป็นมาตรการเชิงรุกเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มุฮ์ยิดดิน ยัซซินได้ประกาศห้ามการเดินทางทั่วประเทศและการล็อคดาวน์14 วันในเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์และใน 5 รัฐโดยกล่าวว่าระบบการรักษาพยาบาลของประเทศอยู่ในจุดที่แบกรับไม่ไหวแล้ว 

จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในมาเลเซียพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในสัปดาห์ที่แล้วซึ่งทะลุ 3,000 รายเป็นครั้งแรก ผู้ติดเชื้อทั้งหมดทะลุ 138,000 รายในวันจันทร์โดยมีผู้เสียชีวิต 555 ราย

Photo by Handout / Malaysia National Palace / AFP

“เมียนมา”ยังพบผู้ติดโควิดต่อเนื่อง ยอดสะสมพุ่งกว่า 1.3 แสนราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642503

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 08:54 น."เมียนมา"ยังพบผู้ติดโควิดต่อเนื่อง ยอดสะสมพุ่งกว่า 1.3 แสนรายเมียนมายังพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ในประเทศต่อเนื่อง ล่าสุดพบเพิ่มอีก 582 ราย ส่งผลให้ยอดสะสมอยู่ที่ 131,185 ขณะที่ผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 2,858 ราย

กระทรวงสาธารณสุขและการกีฬาของเมียนมา รายงานว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในประเทศจำนวน 582 ราย ส่งผลให้ขณะนี้เมียนมามีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมอยู่ที่ 131,186 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 12 ราย ส่งผลให้ยอดสะสมอยู่ที่ 2,858 ราย

รายงานข่าวระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเมียนมาได้เพิ่มขึ้นจำนวนมาก หลังจากที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อเป็นครั้งแรก 2 รายในวันที่ 23 มี.ค.2563

ด้าน กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาประกาศขยายเวลาห้ามชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศจนถึงวันที่ 31 ม.ค.64 จากเดิมมีกำหนดสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธ.ค.63 เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

จลาจลคองเกรสให้บทเรียนอะไรกับประเทศไทย? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642483

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 20:34 น.จลาจลคองเกรสให้บทเรียนอะไรกับประเทศไทย?วิเคราะห์แนวโน้มหลังความวุ่นวายในสหรัฐ ไทยควรจะเรียนรู้อะไรจากความวุ่นวายในดินแดนที่เรียกว่า “แม่แบบประชาธิปไตย”

1. เราจะเห็นได้ว่าผู้นำที่ได้รับเลือกจากกระบวนการประชาธิปไตยที่ถูกต้องอย่างโดนัลด์ ทรัมป์อาจทำเรื่องที่เป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยได้ ด้วยการปลุกระดมม็อบให้ทำลายสถาบันหลักของประเทศ (สภานิติบัญญัติ) บุคคลประเภทนี้เรียกว่า Demagogue คือ ผู้นำทางการเมืองที่แสวงหาการสนับสนุนโดยปลุกระดมมวลชนโดยใช้อารมณ์และข้อกล่าวหาที่เหมือนจะจริงแต่ไม่จริง (เฟคนิวส์) เพื่อหวังผลทางการเมือง นี่คือจุดอ่อนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ที่เสียงส่วนมากจะเลือกใครเข้ามาก็ได้แม้ว่าคนนั้นอาจมีปัญหาซีเรียสมากๆ แบบทรัมป์

2. ดังนั้นเพื่อป้องกันความหายนะจากนักการเมืองแบบ Demagogue นักปรัชญาการเมืองจึงพยายามจะบอกว่าแม้เราจะมีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว แต่ถ้ามีคนใช้เสรีภาพคุกคามเสรีภาพคนอื่น เราจะไม่ทนเช่นกัน และตอนนี้สังคมอเมริกันจึงต้องปิดปากทรัมป์ในทันทีเพื่อไม่ให้คนแบบนี้มีปากมีเสียงเพื่อปลุกระดมคนให้ทำเรื่องเลวร้าย โซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ จึงแบนทรัมป์จากการใช้งานและยังปิดเพจการเมืองสุดโต่งที่หนุนทรัมป์เพื่อป้องกันคนพวกนี้ระดมพลก่อความวุ่นวายอีก

3. แต่การปิดปากทรัมป์และพรรคพวกก่อให้เกิดคำถามว่า เป็นการละเมิดหลักการเสรีภาพในการแสดงความเห็นหรือไม่ เพราะตามอุดมการณ์การเมืองของอเมริกานั้นเสรีภาพด้านการแสดงความเห็นไม่ว่าจะของใครก็ตามถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดและยังระบุไว้ในมาตราแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ของสหรัฐด้วย คำถามก็คือ การปิดปากทรัมป์ชอบธรรมหรือไม่? แม้จะมีนักปรัชญาการเมืองอธิบายไว้ว่าการกำจัดคนที่เป็นภัยต่อเสรีภาพผู้อื่นเป็นความชอบธรรมก็ตาม 

4. แม้ว่าการกระทำของทรัมป์จะผิดหลักการและกฎหมาย แต่เพราะสังคมที่แตกแยกอย่างมาก (เหมือนในประเทศไทย) ผู้สนับสนุนทรัมป์รวมถึงฝ่ายที่ไม่หนุนทรัมป์แต่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวาไม่เห็นว่าการปลุกระดมของทรัมป์เป็นเรื่องที่ผิด แต่ชี้ว่าสิ่งที่ผิดคือการไปปิดปากทรัมป์โดยฝ่ายตรงข้ามที่พวกเขาเรียกว่า “พวกฝ่ายซ้าย” ที่ทำลายหลักการของประเทศ จะเห็นว่าสังคมที่แตกแยกอย่างหนัก แต่ละฝ่ายจะไม่มีใครยอมรับว่าตนผิด และสังคมแบบนี้ง่ายมากที่จะเกิดปรากฎการณ์ “กลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำ”

5. เมื่อมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับทรัมป์ เกิดคำถามว่าแล้วทำไมโซเชียลเน็ตเวิร์กสัญชาติอเมริกันถึงไม่ยอมแบนนักการเมืองจอมปลุกระดมด้วยเรื่องปั้นน้ำเป็นตัว, นักปลุกระดมทางการเมืองด้วยความเท็จ หรือข่าวปลอมในประเทศที่มีปัญหาความแตกแยกทางการเมืองรุนแรง จนทำให้การเสถียรภาพในประเทศนั้นๆ สั่นคลอนอย่างหนัก โดยเฉพาะประเทศที่มีการชุมนุมประท้วงและถูกสหรัฐเข้ามาแทรกแซงโดยอ้างเสรีภาพและประชาธิปไตย

6. การกระทำแบบหลายมาตรฐานทำให้ชาวโลกได้ข้ออ้างที่จะสวนกลับสหรัฐและชาติตะวันตกบางประเทศ (เช่นเวียดนาม) ที่เร็วๆ นี้สหประชาชาติแสดงกังวลเรื่องการลงโทษนักข่าวสามคนและการที่รัฐบาลเวียดนามกดขี่เสรีภาพในการแสดงความเห็น ในเพจของสำนักข่าว Voice of America (ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากสภาคองเกรส) มีชาวเวียดนามมาแสดงความเห็นว่า “สนใจเรื่องของคุณเถอะ ฉันเกรงว่าประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาไม่มีเสรีภาพในการพูด บัญชีโซเชียลมีเดียของเขาถูกระงับโดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปแล้ว”

7. อีกข้อถกเถียงกันก็คือ อิทธิพลของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่สามารถปิดปากใครก็ได้แม้แต่ “ผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก” และยังลามไปถึงกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนทรัมป์ ทำให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยชี้ว่านายทุนโซเชียลเน็ตเวิร์กมีอำนาจมากเกินไปหรือไม่ ถ้าเกิดว่าบริษัทเหล่านี้ต้องการจะชี้นำระบอบการเมืองหรือค่านิยมอะไรให้สังคม คนเหล่านี้ก็แค่ Boost โพสต์กลุ่มที่เห็นตรงกับพวกเขา แล้ว Ban พวกที่เห็นต่าง

8. เรื่องนี้จะกระทบประเทศอื่นๆ ด้วยในไม่ช้า (ในกรณีของไทยอาจเกิดขึ้นแล้วด้วยซ้ำ) โซเชียลเน็ตเวิร์กจะมีอำนาจในการ Boost และ Ban กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองในประเทศใดก็ได้ที่ตนเห็นว่าให้ประโยชน์แก่นายทุนโซเชียล หรือในอนาคตนายทุนโซเชียลอาจจะร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐ/ชาติตะวันตกในการ Boost และ Ban ใครก็ตามที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับตนในประเทศไหนๆ ก็ตาม

9. ความกังวลนี้อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาหุ้นของ Twitter ลดลง 7% หลังจากประกาศ Ban ทรัมป์ตลอดกาล นักวิเคราะห์บอกผ่านสำนักข่าว Bloomberg ว่าการทำแบบนี้เท่ากับโซเชียลเน็ตเวิร์กทำตัวเป็นตัวคัดกรองความเห็น ไม่ใช่สื่อที่เป็นสื่อกลางจริงๆ และเป็นการเปิดทางให้รัฐบาลต้องจัดระเบียบโซเชียลเน็ตเวิร์ก คำถามก็คือหากประเทศอื่นจัดระเบียบ Twitter แล้ว ประเทศไทยควรทำตามหรือไม่? หรือหากไทยทำตามเราจะใช้มาตรฐานไหน? เพราะสหรัฐที่ทำตัวเป็นผู้กำหนดมาตรฐานโลกยังสับสนตัวเองอยู่ในเวลานี้

10. ในส่วนของวงการการเมือง มีบทเรียนหนึ่งที่ไทยน่าจะเรียนรู้ได้ ถึงแม้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรครีพับลิกันจะเข้าข้างทรัมป์มาโดยตลอด แต่เมื่อทรัมป์ทำลายหลักการอันเป็นเสาหลักของประเทศ รีพับลิกกันก็หันหลังให้กับทรัมป์ในทันที และบางส่วนยังแสดงท่าทีสนับสนุนกกระบวนการถอดถอนทรัมป์ด้วย บทเรียนก็คือ เมื่อถึงที่สุดแล้วนักการเมืองจะต้องเลิกยึดติด “หัว” หากหัวจะพาประเทศชาติหรือแม้แต่พรรคล่มสลาย

11. ท่าทีของรีพับลิกันอาจมองได้ว่าเป็นการแสดงความเป็นนักการเมืองมืออาชีพที่ยึดกับหลักการมากว่าตัวบุคคล หากหลักการของประเทศถูกสั่นคลอน แต่ก็ยังอาจมองได้ว่าเป้นการรักษาตัวรอดเป็นยอดดีของพวกรีพับลิกัน เพราะการกระทำที่ล้ำเส้นของทรัมป์เสี่ยงที่จะทำให้รีพับลิกันสูญเสียคะแนนนิยมในระยะสั้น หากเป็นประเด็นหลังเท่ากับรีพับลิกันตัดหางปล่อยวัดพวกฝ่ายขวาสุดโต่งแล้ว

12. อย่างไรก็ตาม สังคมที่แตกแยกอย่างหนักยากที่จะประสานได้ง่ายๆ ทรัมป์ได้ปลดปล่อยพวกสุดโต่งที่ถูกเก็บอาการมานาน หลังจากนี้คนเหล่านี้ก็จะยังจะเป็นแบบเดิมต่อไป (เช่นขู่ว่าจะไปป่วนงานสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีของโจ ไบเดน) และในอนาคตรีพับลิกันอาจจะใช้ประโยชน์จากคนกลุ่มนี้ต่อไปโดยอาจหาตัวแทนที่สุดโต่งน้อยกว่าทรัมป์ เพราะคนกลุ่มนี้เป็นสาวกที่เหนียวแน่นของการเมืองฝ่ายขวา จนเปลี่ยนมาเป็นอีกด้านได้ยาก

13. ในระดับการเมืองโลก ไฮโก มาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนีเห็นเหตุการณ์ที่วอชิงตัน ดีซี. แล้วรู้สึกกังวล และเตือนว่าประชาธิปไตยของสหภาพยุโรปเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ในสหรัฐ ดังนั้นเขาจึงเสนอให้มีการส่งเสริมประชาธิปไตยในวงกว้างโดยให้สหรัฐและสหภาพยุโปรเป็นแกนนำเรียกว่า ‘Marshall Plan for democracy‘ หรือแผนมาร์แชลล์เพื่อประชาธิปไตย เลียนแบบชื่อแผนมาร์แชลล์ (Marshall Plan) ที่สหรัฐช่วยฟื้นฟูยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

14. สิ่งสำคัญที่ไฮโก มาสบอกก็คือ “เราจะต้องไม่ยอมอ่อนข้อให้กับศัตรูของประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal democracy) ซึ่งก็คือประชาธิปไตยแบบประเทศตะวันตก คำพูดนี้ทำให้นึกถึงความพยายามของประเทศตะวันตกที่จะยัดเยียดให้ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมีระบอบการปกครองแบบตะวันตก หากประเทศไหนไม่ปฏิบัติตามจะถูกคว่ำบาตร ซึ่งสิ่งที่คนไทยต้องตรึกตรองให้ดีก็คือ ประชาธิปไตยเสรีนิยมมีข้อดี แต่มันก็มีข้อเสียเช่นกัน ในขณะที่มันมีค่านิยมสากลที่เราต้องปฏิบัติ เช่น สิทธิมนุษยชน มันก็มีค่านิยมเฉพาะของตะวันตกที่ไม่เข้ากับสังคมไทยและไทยต้องทบทวนให้ดีว่าไทยควรจะคล้อยตามหรือไม่

15. แต่ในแง่หนึ่งก็อาจมองว่าประเทศตะวันตกเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะรู้สึกหวั่นใจว่าระบอบของตนถูกบ่อนทำลายจากภายดินแดนของตนนั่นเองเพราะแม้แต่นอกสหรัฐผู้คนยังเสียงแตกกันระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มเสรีนิยม ดังนั้นหลังจากนี้ประเทศตะวันตกจะเกิดกลไกป้องกันตนเองขึ้นมา ด้วยการเร่งยัดเยียดประชาธิปไตยตามใบสั่ง เพื่อกลบเกลื่อนความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในดินแดนตัวเอง

17. หมายเหตุท้ายเรื่อง – หลังจากที่บทความนี้เขียนเสร็จไม่กี่ชั่วโมงโฆษกของอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีซึ่งถือเป็นเสาหลักหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยตะวันตกกล่าวว่า การ Ban ทรัมป์จาก Twitter เป็นเรื่องที่มีปัญหา (problematic) และเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงอีกและชี้ว่าการปิดปากทรัมป์นั้นเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐานนี้สามารถแทรกแซงได้ แต่ต้องทำตามกฎหมายและอยู่ในกรอบที่กำหนดโดยฝ่ายนิติบัญญัติ – ไม่ใช่โดยการตัดสินใจของผู้บริหารแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย” คำกลา่วนี้อาจนำไปสู่การควบคุมโซเชียลมีเดียที่มีอำนาจล้นฟ้าจนเสี่ยงต่อสถานะของระบอบประชาธิปไตย

Photo by SAUL LOEB / AFP

เมื่อ ‘แจ็ค หม่า’ ไม่ใช่ไอดอลของชาวจีนอีกต่อไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642474

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 19:00 น.เมื่อ 'แจ็ค หม่า' ไม่ใช่ไอดอลของชาวจีนอีกต่อไปชาวจีนหันมาต่อต้านแจ็ค หม่า มองเป็นนายทุนโลภมาก สนับสนุนพนักงานทำงานหนัก

เว็บไซต์ What’s on Weibo ของจีนเผยว่าขณะนี้เจ้าพ่อด้านเทคโนโลยีอย่างแจ็ค หม่า กำลังถูกพูดถึงอย่างหนักบนโซเชียลมีเดียของชาวจีนหลังจากที่เขาหายเงียบไปนานหลายสัปดาห์แล้ว ขณะที่อาลีบาบา (Alibaba) กำลังเผชิญกับการสอบสวนเกี่ยวกับการผูกขาดตลาด

โดยในเดือนนี้ข่าวการเงียบหายไปของแจ็ค หม่ายังถูกพูดถึงโดยสื่อต่างประเทศจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นรอยเตอร์ส ซีเอ็นเอ็น และซีเอ็นบีซี เป็นต้น

แจ็ค หม่า มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก เจ้าพ่อด้านเทคโนโลยีซึ่งโด่งดังจากการเป็นเจ้าของบริษัทอาลีบาบา เคยเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนเนื่องจากเขาเกิดในครอบครัวยากจน แต่มีความมานะขวนขวายจนสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้

หม่าสนใจภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก เขามักจะปั่นจักรยานไปที่โรงแรมเพื่อพูดคุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติและทำหน้าที่เป็นไกด์นำเที่ยวเพื่อแลกกับการได้เรียนภาษาอังกฤษ

ก่อนที่เขาจะเดินทางไปสหรัฐเพื่อเป็นล่ามในปี 1995 และได้รู้จักับอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นเขาก็ได้แรงบันดาลใจในการสร้างเว็บไซต์เชิงพาณิชย์ของตัวเองในประเทศจีนซึ่งเป็นเว็บไซต์ชื่อ “China Pages” สำหรับนักธุรกิจชาวจีน

แม้ว่าจะล้มเหลว แต่หม่าก่อตั้งอาลีบาบาขึ้นในปี 1999 จนกระทั่งกลายมาเป็นอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ในปัจจุบัน

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับการยอมรับและมีอำนาจมากที่สุดของจีน ร้านหนังสือจำนวนมากถึงกับต้องมีหมวดหมู่หนังสือของแจ็ค หม่าวางขายในฐานะเจ้าสัวทางธุรกิจคนที่ร่ำรวยที่สุดของจีนและยังเป็นผู้มีอิทธิพลที่สร้างแรงบันดาลใจ

ระยะหลังมานี้หม่าเป็นหนึ่งในคนดังของจีนที่ได้รับความนิยมในโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นคำพูด มีม วิดีโอ หรือเรื่องราวของเขาที่กลายเป็นไวรัล

โดยหม่ามีผู้ติดตามกว่า 26.4 ล้านคนในเวยปั๋ว อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ มาตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคมแล้ว ท่ามกลาความเป็นห่วงจากแฟนคลับจำนวนมากที่เข้าไปถามไถ่ไม่ขาดสายว่าหม่าหายไปไหน และเกิดอะไรขึ้นกับเขา

อย่างไรก็ตามยังมีผู้คนอีกฝั่งที่โกรธแค้นแจ็ค หม่า รวมถึงต่อว่าที่บริษัทของเขาใช้งานพนักงานแบบ “996” (การทำงานตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 21.00 น. เป็นเวลา 6 วันต่อสัปดาห์)

ประจวบกับเหตุการณ์ที่มีพนักงานของบริษัทพินตัวตัว (Pinduoduo) เสียชีวิตจากการทำงานรูปแบบนี้เมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอีกครั้งเกี่ยวกับการที่บริษัทเทคโนโลยีของจีนมักจะใช้งานพนักงานหนักเกินไป

นอกจากนี้ยังมีการรื้อฟื้นคำพูดของหม่าที่เคยกล่าวไว้ในปี 2019 โดยเรียกวันที่ทำงานในรูปแบบ 996 หรือการทำงานวันละ 12 ชั่วโมงว่าเป็น “พรที่ยิ่งใหญ่”

รวมทั้งในปี 2019 หม่ายังเคยโพสต์ลงบนเวยปั๋วว่า “ถ้าเราเจอสิ่งที่ชอบ 996 ก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าเราไม่ชอบงานนั้น ทุกๆ นาทีก็ช่างทรมาน”

หม่ายังกล่าวว่า “การทำงานแบบ 996 นั้นไม่ใช่การทำงานล่วงเวลา ทุกคนมีสิทธิเลือกชีวิตของตัวเอง แต่คนที่ทำงานน้อยกว่าจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสความสุขและผลตอบแทนจากการทำงานหนัก”

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการสนับสนุนการทำงานล่วงเวลาของหม่านั้นไม่เป็นธรรมและเป็นการใช้ประโยชน์จากพนักงาน

ด้านผู้ที่ต่อต้านการค้าแบบผูกขาดยังเรียกหม่าว่า “นายทุนโลภมาก” หรือ “นักดูดเลือด” อีกทั้งยังมีบางคนที่ผันตัวจากแฟนคลับมาเป็นคนหนึ่งที่ต่อต้านหม่าด้วยเช่นกัน เนื่องจากไม่พอใจในวิธีดำเนินธุรกิจของเขา

แม้ว่าหม่าจะเคยเป็นไอดอลและแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าคนเหล่านั้นจะหันมาต่อต้านหม่าเสียแล้ว

โดย หยู เหอ บล็อกเกอร์หนุ่มชาวจีนคนหนึ่งก็มองเช่นเดียวกันว่าคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันไม่ได้ชื่นชอบแจ็ค หม่าอย่างที่คนรุ่นก่อนๆ เป็น

เหตุผลหนึ่งคือวิสัยทัศน์ของหม่าในการทำงานหนักและยกย่องวัฒนธรรมการทำงานแบบ 996 รวมถึงความคิดที่ว่าทุกคนจะสำเร็จได้หากพยายามอย่างเต็มที่ที่เคยเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นก่อนจำนวนมากในจีน ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้กับคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน

ซึ่งพวกเขามองว่าปรัชญาการทำงานของหม่าไม่ใช่การทำงานเพื่อใช้ชีวิตแต่เป็นการใช้ชีวิตเพื่อทำงาน ยิ่งไปกว่านั้นแนวคิดการทำงานหนักได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถทำให้คนตายได้จริงๆ

แม้ว่าครั้งหนึ่งอาลีบาบาจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับใครหลายคน แต่กลยุทธ์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนไปส่งผลให้แจ็ค หม่ามีศัตรูเพิ่มมากขึ้น อาทิ ผู้ประกอบรายย่อยและร้านค้าออฟไลน์อื่นๆ เป็นต้น

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แอนท์ กรุ๊ป (Ant Group) ซึ่งเป็นบริษัทในเครืออาลีบาบาถูกตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ระงับการเปิดขายหุ้น IPO มูลค่าราว 37,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยรายงานของ Wall Street Journal อ้างว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้ยุติการเสนอขายหุ้น IPO ของแอนท์ กรุ๊ป หลังจากความตึงเครียดระหว่างหม่าและรัฐบาลจีนเพิ่มสูงขึ้นมาหลายปี

ความกดดันของหม่าและอาลีบาบายิ่งเพิ่มขึ้นในเดือนธันวาคมหลังจากที่รัฐบาลจีนตรวจสอบการผูกขาดของอาลีบาบาและแอนท์ กรุ๊ป

ขณะเดียวกันแม้จะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์แต่หลายคนก็ยังปกป้องและสนับสนุนแจ็ค หม่า โดยส่วนหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า “คุณไม่รู้รหอกว่าก่อนหน้านี้แจ็ค หม่าเป็นอย่างไร พวกคุณเด็กเกินไปที่จะรู้”

ชิงรุ่ย เขียนบนเว็บไซต์จือหู่ (Zhihu) ว่า “แจ็ค หม่าเป็นผู้ประกอบการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนี้ เขาเปลี่ยนจีนให้เป็นโลก คนไร้สาระหลายคนด่าว่าเขาทำลายเศรษฐกิจของจีนในขณะที่เขากำลังทำงานหรักเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ นอกจากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วยังทำให้ค่าครองชีพของคนจีนดีขึ้นอย่างมาก”

นอกจากนี้ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ออกมาให้กำลังใจและรอคอยการกลับมาของแจ็ค หม่า

AFP PHOTO / FABRICE

ซาอุลดพึ่งน้ำมัน สร้างเมืองไร้รถยนต์แห่งอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642455

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 17:33 น.ซาอุลดพึ่งน้ำมัน สร้างเมืองไร้รถยนต์แห่งอนาคตมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียเผยจะมีการพัฒนาเส้นทางไร้รถ ไร้ถนน ไร้มลพิษในโครงการเมืองแห่งอนาคตนีออม

บลูมเบิร์กรายงานว่ามกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ตรัสว่าจะมีการพัฒนาเส้นทางที่เรียกว่า “เดอะไลน์” (The Line) ความยาว 170 กิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมืองแห่งอนาคตนีออม (Neom) มูลค่า 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

มกุฎราชกุมารตรัสว่าเดอะไลน์จะเป็นเส้นทางเชื่อมต่อของชุมชนในอนาคตที่ไม่มีรถยนต์และถนน โดยเมืองดังกล่าวจะมีโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1 แสนล้านถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรองรับผู้อยู่อาศัย 1 ล้านคน และจะสร้างงาน 380,000 ตำแหน่งภายในปี 2030

โดยการเดินทางภายในเดอะไลน์จะไม่นานเกิน 20 นาที และเมืองนี้จะถูกสร้างขึ้นโดยใช้ “ระบบขนส่งความเร็วสูงพิเศษและการเคลื่อนย้ายอัตโนมัติ”

นีออมเป็นโครงการชิ้นเอกของเจ้าชายโมฮัมเหม็ดซึ่งเปิดตัวในเดือนตุลาคม ปี 2017 โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันในซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของโลกด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีรวมทั้งธุรกิจใม่ๆ

โดยโครงการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 10,000 ตารางไมล์ในบริเวณพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

อย่างไรก็ตามโครงการนีออมมีข้อกังขาและความขัดแย้งทางการเมืองนับตั้งแต่เปิดตัว โดยนักวิเคราะห์ตั้งคำถามถึงความสามารถในการดึงดูดการลงทุนและความเป็นไปได้ของโครงการ

ขณะที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ดย้ำว่าเมืองแห่งอนาคตนี้จะเป็นการ “การปฏิวัติเพื่อมนุษยชาติ” ด้วยปริมาณรถยนต์ ถนน และการปล่อยมลพิษในเมืองเป็นศูนย์

ทั้งนี้ แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมัน แต่ก็มีแผนที่จะลดการผลิตน้ำมันและหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนแทนโดยตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศสีเขียวในอนาคต

โดยล่าสุดซาอุดีอาระเบียประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลงอีก 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์และมีนาคม 2021 

ในปี 2016 ซาอุดีอาระเบียยังได้เผยแผนยุทธศาสตร์วิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 (Saudi Vision 2030) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือผลักดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่ไม่ใช้น้ำมัน และตั้งเป้าที่จะผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนร้อยละ 50 ภายในปี 2030

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียค่อนข้างมีข้อได้เปรียบในการผลิตพลังงานทดแทนโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์เนื่องจากมีพื้นที่กว้างใหญ่และภูมิอากาศแจ่มใส โดยกระทรงพลังงานจะทำหน้าที่ดูแลการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและโครงการพลังงานทดแทนแห่งชาติ

Photo by BANDAR AL-JALOUD / various sources / AFP

บอสจีนสุดโหด พนักงานเข้าห้องน้ำเกินวันละครั้งจะถูกปรับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642447

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 16:00 น.บอสจีนสุดโหด พนักงานเข้าห้องน้ำเกินวันละครั้งจะถูกปรับบริษัทจีนออกกฎปรับพนักงานเข้าห้องน้ำเกินวันละครั้ง ป้องกันพนักงานอู้งาน

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า บริษัท “Anpu Electric Science and Technology” บริษัทแห่งหนึ่งในเมืองตงกวน มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ออกมาตรการปรับค่าจ้างพนักงานเป็นเงิน 20 หยวน หรือประมาณ 93 บาทหากพวกเขาใช้ห้องน้ำมากกว่าวันละหนึ่งครั้งเพื่อป้องกันพนักงานอู้งาน โดยอ้างว่าเป็นการละเมิดกฎของบริษัทที่กำหนดให้เข้าห้องน้ำได้วันละครั้งเท่านั้น อีกทั้งยังต้องแจ้งต่อหัวหน้างานเมื่อต้องการเข้าห้องน้ำ

โดยตามประกาศของบริษัทและรายงานที่เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตระบุว่ามีพนักงาน 7 คนถูกปรับเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาท่ามกลางความไม่พอใจของพนักงาน

มาตรการดังกล่าวถูกนำไปเปรียบเทียบกับโรงงานในภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องโมเดิร์นไทมส์ (Modern Times) ของผู้เขียนและผู้กำกับ ชาร์ลี แชปลิน

ทั้งนี้ สำนักงานทรัพยากรบุคคลและประกันสังคมของเทศบาลเมืองตงกวนระบุว่าได้เริ่มสอบสวนกรณีดังกล่าวแล้ว โดยเจ้าหน้าที่กล่าวว่ามาตการข้างต้นเป็นการละเมิดกฎหมาย และให้บริษัทรีบดำเนินการแก้ไขพร้อมคืนเงินค่าปรับให้แก่พนักงาน

โจ ผู้จัดการของบริษัทระบุว่าทาบริษัทไม่ได้เรียกเก็บค่าปรับกับพนักงานแต่หักจากโบนัสรายเดือน พร้อมอธิบายว่าบริษัทมีนโยบายนี้เนื่องจากพนักงานบางคนมักสูบบุหรี่ในห้องน้ำและมีแนวโน้มที่จะใช้ช่วงเวลาในห้องน้ำเพื่ออู้งาน

“เราทำอะไรไม่ถูก ความจริงก็คือพนักงานเหล่านั้นขี้เกียจทำงาน” โจกล่าวพร้อมอ้างว่าทางบรษัทได้พยายามพูดคุยกับพนักงานเหล่านั้นหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จจึงเลือกที่จะปรับค่าจ้างแทนการไล่ออก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีชาวเน็ตจำนวนมากออกมาแสดงความคิดเห็น โดยบางส่วนเห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าวและมองว่าพนักงานบางคนใช้ห้องน้ำนานและบ่อยเกินไปและใช้บ่อย ซึ่งส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่อีกจำนวนมากก็กล่าววว่านี่เป็นการเอาเปรียบและริดรอนเสรีภาพของพนักงาน

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายจ้างชาวจีนถูกจับได้ว่าใช้มาตรการจำกัดการเข้าห้องน้ำกับพนักงาน โดยเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน พนักงานในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในเมืองอุรุมชี เมืองหลวงของซินเจียง อนุญาตให้พนักงานเข้าห้องน้ำได้ครั้งละไม่เกิน 8 นาทีซึ่งจะถูกปรับ 20 หยวนต่อนาที

โดยนายจ้างกล่าวว่าเป็นเรื่องปกติที่พนักงานจะใช้ช่วงเวลาที่อยู่ในห้องน้ำเพื่อเล่นโทรศัพท์มือถือและโซเชียลมีเดียหรือเล่นเกม

นอกจากนี้ในปี 2018 เน็ตอีส (NetEase) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีได้ทุ่มงบประมาณ 2 ล้านหยวนเพื่อปิดกั้นสัญญาณอินเทอร์เน็ตในห้องน้ำ

Photo by NOEL CELIS / AFP

จีนเอาคืนบริษัทไหนคว่ำบาตรตามสหรัฐเจอดีแน่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642456

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 14:44 น.จีนเอาคืนบริษัทไหนคว่ำบาตรตามสหรัฐเจอดีแน่ ในที่สุดจีนก็เผยแนวทางในการต่อต้านการคว่ำบาตรของสหรัฐด้วยกฎใหม่

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าจีนจะผลักดันมาตรการต่อต้านการคว่ำบาตรของสหรัฐโดยออกกฎใหม่เพื่อปกป้องบริษัทของจีนจากกฎหมายต่างประเทศที่ “ไม่ยุติธรรม” และอนุญาตให้ศาลจีนลงโทษบริษัทระดับโลกที่ปฏิบัติตามมาตรการกีดกันจีนโดยรัฐบาลต่างประเทศ

กระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ว่า กฎหมายฉบับนี้ว่าด้วย “การต่อต้านการใช้กฎหมายนอกอาณาเขตที่ไม่เป็นธรรม” ของกฎหมายที่ตราโดยรัฐบาลต่างประเทศ จะทำให้ทางการจีนสามารถออกคำสั่งโดยระบุว่า บริษัทหรือผู้คนในจีนไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดของรัฐบาลต่างประเทศ

มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีและแม้ว่าจะไม่ได้กล่าวถึงสหรัฐโดยตรง แต่จีนแสดงท่าทีไม่พอใจมานานแล้วเกี่ยวกับการใช้กฎหมายนอกอาณาเขตของสหรัฐผ่านมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดทางการค้า

กฎหมายใหม่ของจีนยังอนุญาตให้ชาวจีนหรือบริษัทต่างๆ ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในศาลจีนได้หากผลประโยชน์ของพวกเขาได้รับความเสียหายจากการบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศและอาจทำให้บริษัทระดับโลกที่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ ต้องตกอยู่ในอันตรายจากบทลงโทษของกฎหมายจีนฉบับนี้

“คำสั่งใหม่จะมีผลบังคับใช้ในประเทศจีน โดยหลักแล้วผ่านการดำเนินการของศาลโดยฝ่ายที่เชื่อว่าตนได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติตามมาตรการลงโทษจากต่างประเทศของผู้อื่น” นิโคลัส เทิร์นเนอร์ ทนายความของ Steptoe & Johnson LLP ในฮ่องกงซึ่งเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการคว่ำบาตรกล่าวเมื่อวันเสาร์

“บริษัทที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจที่สำคัญในจีนอาจต้องเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกร้องเรียนโดยคู่สัญญาในจีนภายใต้คำสั่งห้ามที่ออกตามกรอบการทำงานใหม่นี้” เทิร์นเนอร์ กล่าว ถึงกระนั้นก็ยังคงต้องรอดูว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีประสิทธิภาพในการกีดกันบริษัทต่างๆ จากการปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐในภูมิภาคหรือที่อื่นๆ หรือไม่

ความเคลื่อนไหวของจีนเกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐยังคงเดินหน้าต่อต้านบริษัทจีนแม้ว่าวาระการตำแหน่งของเขาจะสิ้นสุดลงในอีกไม่วันก็ตาม ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกตึงเครียดมากขึ้น

Photo by Nicolas ASFOURI / AFP

หลายฝ่ายเดินหน้าบีบทรัมป์พ้นตำแหน่งผู้นำสหรัฐโดยด่วน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642439

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 13:12 น.หลายฝ่ายเดินหน้าบีบทรัมป์พ้นตำแหน่งผู้นำสหรัฐโดยด่วนนักการเมืองจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้โดนัลด์ ทรัมป์พ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีโดยเร็วที่สุด

บลูมเบิร์กรายงานว่าขณะนี้พรรคพวกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จากพรรครีพับลิกันต่างเห็นพ้องว่าทรัมป์กำลังคลั่งหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับโจ ไบเดน โดยเสนอว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการให้ทรัมป์พ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีโดยเร็วที่สุด

หนึ่งในนั้นคือแพท ทูมีย์ สมาชิกวุฒิสภาพรรครีพับลิกันจากรัฐเพนซิลเวเนียได้กล่าวในรายการ Meet the Press ของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซีว่าสิ่งที่ดีที่สุดขณะนี้คือการให้ทรัมป์ลาออก เนื่องจากบทบาทของทรัมป์ในเหตุจลาจลรัฐสภาครั้งรุนแรงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเขาไม่มีศักยภาพในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกต่อไป

เช่นเดียวกับมิค มัลเวนีย์ อดีตหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวว่าหากทรัมป์เกี่ยวข้องกับเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นในรัฐสภาวันนั้นเขาก็ไม่ควรที่จะเป็นผู้นำอีกต่อไป

ด้านประธานสภาผู้แทนราษฎร แนนซี เพโลซี ก็กำลังพิจารณาฟ้องร้องหรือดำเนินการอย่างเป็นทางการอีกครั้งต่อการเคลื่อนไหวของทรัมป์ที่ปลุกระดมให้กลุ่มผู้สนับสนุนเข้าโจมตีหน่วยงานของรัฐ

หลังจากที่ก่อนหน้านี้เพโลซีออกมาเตือนว่าพรรคเดโมแครตจะยื่นถอดถอนทรัมป์เป็นครั้งที่สอง เว้นแต่ว่าทรัมป์จะยอมลาออกด้วยตนเอง หรือรองประธานาธิบดีไมก์ เพนซ์ จะประกาศให้ใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 25 (25th Amendment) ในการถอดถอนทรัมป์พ้นจากตำแหน่ง

โดยซีเอ็นเอ็นรายงานว่าเพโลซีเผยว่าสภาผู้แทนราษฎรจะพยายามลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อเรียกร้องให้เพนซ์และคณะรัฐมนตรีใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 25 แต่หากไม่ผ่านความยินยอมเป็นเอกฉันท์ จะนำมาตรการดังกล่าวเข้าสู่การโหวตเต็มรูปแบบอีกครั้งในวันที่ 12 มกราคม

“เพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยของเราเราจะดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะประธานาธิบดีคนนี้แสดงให้เห็นถึงภัยคุกคาม เมื่อเวลาผ่านไป ความน่ากลัวของการโจมตีระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นโดยประธานาธิบดียิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น และเราจำเป็นต้องดำเนินการทันที” เพโลซีกล่าว

ทั้งนี้ บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 25 เป็นบทบัญญัติที่มอบสิทธิให้รองประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรีถอดถอนประธานาธิบดีที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้พ้นจากตำแหน่ง

โดยจะต้องมีคะแนนเสียงส่วนมากของคณะรัฐมนตรีเพื่อถอดถอนประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดีจะเป็นผู้ทำหน้าที่แทน อย่างไรก็ตามทรัมป์มีโอกาสที่จะโต้แย้งและสภาคองเกรสจะทำหน้าที่ตัดสิน

Photo by Brendan Smialowski / AFP