ปิดปากทรัมป์ทำลายหลักการตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642438

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 11:11 น.

ปิดปากทรัมป์ทำลายหลักการตัวเอง

Posttoday Podcast : The Expert ปิดปากทรัมป์ทำลายหลักการตัวเอง

Posttoday Podcast : The Expert ปิดปากทรัมป์ทำลายหลักการตัวเอง

ติดตาม Posttoday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/963319309&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · ปิดปากทรัมป์ทำลายหลักการตัวเอง

ญี่ปุ่นพบโควิดกลายพันธุ์ใหม่ ใกล้เคียงสายพันธุ์อังกฤษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642431

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 09:45 น.ญี่ปุ่นพบโควิดกลายพันธุ์ใหม่ ใกล้เคียงสายพันธุ์อังกฤษญี่ปุ่นพบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากผู้ที่เดินทางมาจากบราซิล

บลูมเบิร์กรายงานว่าสถาบันโคติดเชื้อแห่งชาติของญี่ปุ่น (NIID) เผยพบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากผู้โดยสาร 4 คนที่เดินทางมาจากรัฐอามาโซนัส ประเทศบราซิล

โดยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ล่าสุดที่พบนี้มีความคล้ายคลึงกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่พบในสหราชอาณาจักรและแอฟริกาใต้ ซึ่งทางสถาบันโรคติดเชื้อได้แจ้งต่อองค์การอนามัยโลก (WHO) เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ทราบข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับอัตราการแพร่ระบาดและประสิทธิภาพในการต้านทานวัคซีน และทางสถาบันกำลังดำเนินการตรวจสอบว่าไวรัสดังกล่าวจะส่งผลต่อความรุนแรงของโรคหรือไม่

ด้านกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นกล่าวว่าผู้โดยสาร 4 คนเดินทางมาถึงสนามบินฮาเนดะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 2 มกราคม ก่อนที่จะได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าพบการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ในบรรดาผู้โดยสารทั้ง 4 คนประกอบด้วยชายวัย 40 ปี มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินหายใจ หญิงวัย 30 ปี มีอาการปวดศีรษะและเจ็บคอ ชายวัยรุ่นมีไข้ และหญิงวัยรุ่นไม่แสดงอาการ

ล่าสุดสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคของญี่ปุ่นรายงานว่าขณะนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในญี่ปุ่น 289,000 ราย และผู้เสียชีวิต 4,061 ราย

Photo by Philip FONG / AFP

ลูกอเมริกันแจ้งเบาะแสพ่อแม่ร่วมบุกคองเกรส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642403

วันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลา 18:09 น.ลูกอเมริกันแจ้งเบาะแสพ่อแม่ร่วมบุกคองเกรสสมาชิกในครอบครัวแฉกันเอง ใครหลงเชื่อทรัมป์ไปร่วมบุกคองเกรส

สำนักข่าว Buzzfeed News ติดตามรายงานความเคลื่อนไหวในโซเชียลเน็ตเวิร์กพลบว่าลูกๆ ของพ่อแม่ชาวอเมริกันจำนวนหนึ่ง เปิดโปงพฤติกรรมพ่อแม่ของตัวเองที่บุกไปก่อความวุ่นวายในสภาคองเกรส และบางคนถือโอกาสแสดงความไม่พอใจที่พ่อแม่มีแนวทางทางการเมืองตางจากตน

หนึ่งในนั้นคือ เฮเลนา ดุ๊ค Helena Duke วัย 18 ปี ได้ทวีตเผยแพร่ต่อสาธารณะว่าแม่, ป้า และลุงของเธอก่อความวุ่นวายที่คองเกรส หลังที่เธอเห็นพวกเขาในรูปถ่ายที่คองเกรสในวุนเกิดเหตุ

เฮเลนาบอกกับ Buzzfeed ว่าเธอแฉคนในครอบครัวของตัวเองหลังจากที่แม่ของเธอห้ามไม่ให้เธอเข้าร่วมการประท้วง Black Lives Matter เมื่อต้นปีนี้

“สวัสดีแม่ จำตอนที่แม่บอกฉันว่าฉันไม่ควรไปประท้วง BLM เพราะมันจะเกิดรุนแรงไหม … นี่แม่ใช่ไหม?” เธอทวีตควบคู่ไปกับคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นว่าแม่ของเธอเลือดออกจากจมูกหลังจากการต่อสู้กับผู้หญิงผิวดำ

ปรากฎว่าเฮเลนาได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ที่มีแนวคิดเสรีนิยม แต่ถูกโจมตีจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมและหลังจากเกิดดราม่าขึ้นเธอได้ล็อกบัญชี Twitter ของเธอไปแล้ว

Buzzfeed ยังสัมภาษณ์วัยรุ่นอีกคนหนึ่งชื่อว่า โรบิน สวีทซึ่งสงสัยว่าพ่อของเธอซึ่งเป็นผู้สนับสนุนทรัมป์และสมาชิกกลุ่มอาสาสมัครจะเดินทางไปวอชิงตันเพื่อร่วมการชุมนุมของทรัมป์ในวันพุธ หลังจากเกิดเรื่องเธอแฉพ่อของเธอหลังจากที่เขาถูกจับกุมที่คองเกรส

โรบินบอกกับ Buzzfeed ว่าเธอ “อับอายและรังเกียจ” จากความเชื่อและการกระทำของพ่อ และบอกว่าเธอไม่พูดกับพ่ออีกต่อไปเนื่องจากความเชื่อของพ่อเรื่องทฤษฎีสมคบคิดและการมีส่วนร่วมในกลุ่มฝ่ายขวา

Photo by Olivier DOULIERY / AFP

“กัมพูชา” พบแรงงานกลับจากไทยติดโควิดเพิ่ม4ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642392

วันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลา 15:50 น."กัมพูชา" พบแรงงานกลับจากไทยติดโควิดเพิ่ม4รายกัมพูชาพบ แรงงานชาวกัมพูชาเดินทางกลับจากไทยติดเชื้อโควิดเพิ่ม 4 ราย เป็นหญิงทั้งหมด

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขของกัมพูชาได้รายงานว่า พบแรงงานชาวกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทยติดเชื้อโควิดเพิ่มอีก 4 ราย ส่งผลให้ยอดแรงงานที่เดินทางมาจากไทยและติดเชื้อโควิดอยู่ที่ 26 ราย

กระทรวงสาธารณสุขกัมพูชาระบุว่า แรงงานที่ติดเชื้อทั้ง 4 ราย เป็น ผู้หญิง อายุ 20 ปีขึ้นไป ได้เดินทางกลับมายังกัมพูชาเมื่อวันที่ 5 ม.ค. ผ่านด่านชายแดน โดยผลตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในจังหวัดบันเตียเมียนเจย รายงานข่าวระบุว่า ปัจจุบัน มีแรงงานชาวกัมพูชาเดินทางกลับประเทศแล้วมากกว่า 6,000 คน หลังจากที่ประเทศไทยพบการระบาดของเชื้อโควิด-19 ครั้งใหม่ในกลุ่มแรงงานต่างชาติในจังหวัดสมุทรสาคร

ทั้งนี้กัมพูชามียอดผู้ป่วยโควิดสะสม 391 ราย ไดรับการรักษาหายแล้ว 371 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

อินโดพบชิ้นส่วนร่างกาย-สัมภาระ คาดเป็นของเครื่องบินตกทะเล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642383

วันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลา 15:00 น.อินโดพบชิ้นส่วนร่างกาย-สัมภาระ คาดเป็นของเครื่องบินตกทะเลในภาพ ลูกเรือของกองทัพเรือกู้ซากปรักหักพัง ระหว่างปฏิบัติการกู้คืนใกล้เกาะลันจัง หลังจากเกิดเหตุเครื่องบินของ Sriwijaya Air เที่ยวบิน SJ182 ตกลงในทะเลชวาเมื่อวันที่ 9 มกราคม

สำนักข่าวซินหัวรายงานในวันอาทิตย์ (10 ม.ค.) ว่าทางการอินโดนีเซียเปิดเผยการค้นพบชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์และสิ่งของ ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นของผู้โดยสารบนเครื่องบินของสายการบินศรีวิชัย แอร์ (Sriwijaya Air) ที่ประสบเหตุตกลงในทะเล ใกล้กรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศ

ยูสรี ยูนุส โฆษกสำนักงานตำรวจจาการ์ตา ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นว่า “ช่วงเช้าวันนี้ เราได้รับกระเป๋าสองใบ ใบหนึ่งเป็นสัมภาระของผู้โดยสาร ส่วนอีกใบเป็นชิ้นส่วนร่างกาย” โดยทีมกู้ภัยที่ค้นหาซากเครื่องบินพบเศษซากและสายเคเบิลที่คาดว่าเป็นของเครื่องบินลำดังกล่าว

หลายหน่วยงานของอินโดนีเซียจัดส่งเรือและอากาศยานร่วมออกค้นหาเครื่องบินโบอิง 737-500 ที่บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือ 62 ราย ซึ่งตกลงสู่ทะเลหลังจากขึ้นบินได้ไม่นานในวันเสาร์ (9 ม.ค.)

รายงานระบุว่าเครื่องบินลำดังกล่าวที่ถูกใช้งานมานาน 26 ปี บินออกจากเมืองปนตีอานักในจังหวัดกาลีมันตันตะวันตก บรรทุกผู้โดยสาร 50 คน ซึ่งเป็นเด็ก 7 คน และทารก 3 คน พร้อมลูกเรืออีก 12 คน

ด้าน ฮาดิ จายานโต ผู้บัญชาการทหารอินโดนีเซีย เปิดเผยว่าเรือของกองทัพเรือที่ถูกส่งออกไปค้นหาเครื่องบินสามารถตรวจจับสัญญาณ ณ บริเวณซึ่งคาดว่าเป็นจุดที่เครื่องบินตก

Photo by ADEK BERRY / AFP

ยั่วจีนถึงนาทีสุดท้าย สหรัฐเลิกกฎห้ามติดต่อทางการไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642379

วันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลา 14:00 น.ยั่วจีนถึงนาทีสุดท้าย สหรัฐเลิกกฎห้ามติดต่อทางการไต้หวันรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ยอมปล่อยจีน ทั้งๆ ที่ตัวเองตกที่นั่งลำบากในสถานการณ์การเมืองภายใน

ไมค์ ปอมเปโอรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐประกาศว่าสหรัฐจะยุติข้อจำกัดที่ใช้มานานหลายสิบปีที่สั่งห้ามเจ้าหน้าที่สหรัฐติดต่ออย่างเป็นทางการกับไต้หวัน

เขากล่าวว่ามีข้อห้ามนักการทูตสมาชิกรัฐบาลสหรัฐกับรัฐบาลไต้หวัน มีจุดประสงค์เพื่อพยายามเอาใจ “ระบอบคอมมิวนิสต์ในปักกิ่ง” และปอมปีโอกล่าวเสริมว่าต่อจากนี้กฎดังกล่าว “ไม่มีอีกแล้ว”

ก่อนหน้าทศวรรษที่ 70 สหรัฐรับรองไต้หวันว่าเป็นจีนเดียว (สาธารณรัฐจีน) แต่ด้วยผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศ สหัรฐจึงหันมารับรองจีนแผ่นดินใหญ่แทน (สาธารณรัฐประชาชนจีน) ว่าเป็นจีนเดียวและเขี่ยไต้หวันพ้นสถานะสมาชิกสหประชาชาติ พร้อมกับที่จีนเเข้ามานั่งเก้าอี้ดังกล่าวแทน

แม้ว่สหรัฐจะตัดสัมพันธ์ทางการกับไต้หวัน แต่ก็ยังมีสัมพันธ์ไม่ทางการที่แนบแน่น แต่สหรัฐพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปไต้หวันเพราะจะทำให้จีนโกรธเคือง

จนกระทั่งรัฐบาลทรัมป์ยูเทิร์นโยบาย 360 องศา ทำการส่งเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีไปไต้หวันครั้งแรกในรอบหลายสิบปีและยังแสดงท่าทีสนับสนุนไต้หวันอย่างเป็นทางการต่างๆ นานา เห้นได้ชัดว่าเพื่อแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อจีน

อย่างไรก็ตาม คำประกาศของปอมปีโออาจเป็นแค่ประกาศเชิงสัญลักษณ์มากกว่าที่จะมีผลบังคับใช้จริง แต่กระนั้นดูเหมือนว่าจีนจะโกรธเคืองเพราะมองว่าไต้หวันเป็นดินแดนของตน

Photo by Tami Chappell / AFP

เพนซ์แตกหักทรัมป์ ร่วมพิธีสาบานตนไบเดน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642375

วันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลา 13:03 น.เพนซ์แตกหักทรัมป์ ร่วมพิธีสาบานตนไบเดน หลังจากที่เพนซ์แสดงจุดยืนไม่ยอมช่วยทรัมป์ในการยืนยันผลไบเดนและถูกทรัมป์หมายหัว ล่าสุดเขาแสดงจุดยืนที่แข็งแกร่งอีกครั้ง

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์จะเข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของโจ ไบเดนกับ กมลา แฮร์ริส ในวันที่ 20 มกราคมนี้ โดยที่โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่าเขาจะไม่เข้าร่วม และนับเป็นประธานาธิบดีคนแรกในรอบ 150 ปีที่จะไม่ร่วมพิธีสาบานตนของผู้นำคนใหม่

จากข้อมูลของบุคคลคนสองคนที่ทราบเรื่องนี้เผยว่าเพนซ์วางแผนที่จะรวมงานในวันที่ 20 มกราคมส่วนทรัมป์ระบุในทวีตสุดท้ายก่อนที่บัญชีของเขาจะถูกระงับโดย Twitter เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมากล่าวว่าเขา “จะไม่เข้าร่วมพิธีสาบานตน”

เมื่อวันพุธที่ผ่านมารองประธานาธิบดีเพนซืไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของทรัมป์ให้คว่ำการรับรองผลเลือกตั้ง นอกจากนี้เพนซ์ยังเดินหน้าปฏิบัติตามหน้าที่ในการเป็นประธานในการยอมรับผลการเลือกตั้งที่ไบเดน ได้รับการรับรองว่าเป็นผู้ชนะ

ในระหว่างการพิจารณาผลการเลือกตั้ง ปรากฎว่ากลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ที่โกรธแค้นได้บุกเข้าในสภาคองเกรส จนมีผู้เสียชีวิตห้าคนในเหตุชุลมุนรวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่หลังจากควบคุมสถานการณ์ๆได้แล้ว เพนซ์เดินหน้าการรับรองไบเดนต่อทั้งยังกล่าวประณามผู้ชุมนุมที่บุกเข้ามาเพราะทรัมป์ปลุกระดม

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเพนซ์แตกหักกับทรัมป์อย่างชัดเจนในเรื่องที่ทรัมป์พยายามขวางการเลือกตั้งในนาทีสุดท้าย และทรัมป์ยังปลุกให้ฝูงชนไปขวางการทำงานของเพนซ์ด้วย

อยางไรก็ตาม เพนซ์ซึ่งมีภาพลักษณ์ไม่ดีมากตลอดในสายตาฝ่ายเดโมแครต กลับได้รับความนิยมขึ้นมาเพราะจุดยืนที่แข็งแกร่งของเขาที่จะธำรงหลักการประชาธิปไตย และได้รับการยอมรตับจากไบเดนด้วย

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไบเดนกล่าวกับผู้สื่อข่าวกล่าวว่าเขาเห็นด้วยว่าทรัมป์ไม่ควรเข้าร่วมพิธีสาบานตน แต่ในส่วนของเพนซ์นั้นเขา “ยินดีต้อนรับ” และเขาจะรู้สึกเป็นรับเกียรติหากรองประธานาธิบดีเพนซ์เข้าร่วม

“ผมจะรู้สึกเป็นเกียรติที่มีเขาอยู่ที่นั่น” ไบเดนกล่าวถึงเพนซ์

Photo by MANDEL NGAN / AFP

สองพรรคเดินหน้าถอดถอนทรัมป์จากตำแหน่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642359

วันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลา 10:05 น.สองพรรคเดินหน้าถอดถอนทรัมป์จากตำแหน่ง แม้แต่ไมค์ เพนซ์ก็อาจจะใช้อำนาจที่มีอยู่เพื่อถอดถอน “ลูกพี่” ของเขาด้วยซ้ำ

เมื่อวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นพรรคเดโมแครตของสหรัฐเตรียมดำเนินการยื่นถอดถอนโดนัลด์ ทรัมป์จากตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นครั้งที่สอง เนื่องจากทรัมป์แสดงท่าทีว่าไม่ยอมจะก้าวลงจากตำแหน่งหลังจากเกิดความวุ่นวายขึ้นที่สภาคองเกรส ซึ่งกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีสหรัฐถึง 2 ครั้งเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน

พรรคเดโมแครตกล่าวว่ากระบวนการถอดถอนอาจเริ่มต้นได้เร็วที่สุดในวันจันทร์ (หรือวันอังคารตามเวลาประเทศไทย) ซึ่งเป็นกระบวนการเร่งด่วนที่ไม่ปกติในอดีตต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ แต่แม้จะเร่งแล้วกระบวนการถอดถอนล่าสุดอาจไม่เสร็จสิ้นก่อนที่โจ ไบเดนจะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 20 มกราคม

ประธานสภาผู้แทนราษฎรแนาซี่ เปโลซี่ เตือนว่าพรรคเดโมแครตจะเริ่มกระบวนการนี้เว้นแต่ทรัมป์จะลาออกหรือรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ประกาศให้ใช้มาตราแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 25 ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีอำนาจที่จะจะถอดประธานาธิบดีออก

“เขาบ้าคลั่งและเป็นอันตราย เขาต้องไป” เปโลซีทวีตเมื่อวันศุกร์โดยกล่าวถึงทรัมป์

การเคลื่อนไหวเพื่อถอดถอนเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจอย่างต่อของสาธารณชนต่อการโจมตีสภาคองเกรสเมื่อวันพุธโดยผู้สนับสนุนทรัมป์ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คนรวมถึงตำรวจของรัฐสภา

ทั้งนี้ เมื่อเกือบ 11 เดือนก่อนทรัมป์พ้นโทษในการพิจารณาถอดถอน ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2019 เมื่อสภาผู้แทนราษฎร (ที่พรรคเดโมแครตมีเสียงข้างมาก) ฟ้องร้องทรัมป์ในข้อหาใช้อำนาจในทางที่ผิดและขัดขวางรัฐสภา แต่ วุฒิสภา (ที่นำโดยรีพับลิกัน) มีมติให้ทรัมป์พ้นข้อกล่าวหาในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2020 ทำให้เขารอดจากการถูกถอดถอนในครั้งนั้นไป

ในครั้งนี้ หากเปโลซีดำเนินการให้สภาสามารถอนุมัติการถอดถอนได้ในไม่กี่วัน คราวนี้จะมีแรงนับสนุนของพรรครีพับลิกันที่ไม่พอใจทรัมป์ด้วยเพราะทำให้พรรคเสื่อมเสียเกียรติภูมิอย่างมาก

แม้ว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ที่วุฒิสภาพรรครีพับลิกัน 17 คนจะเข้าร่วมพรรคเดโมแครตเพื่อทำให้เกิดเสียงในสภาสองในสามเพื่อทำการถอดถอน แต่กระแสความไม่พอใจทรัมป์ในหมุ่พรรคเดโมแครตนั้นรุนแรงไม่น้อย จนผู้นำพรรครีพับลิกันเอ่ยปากเรื่องนี้เอง จากการรายงานของ The New York Times

ล่าสุด CNN รายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับรองประธานาธิบดีกล่าวว่า รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้มาตราแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 25 และต้องการรักษาทางเลือกไว้ในกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังแสดงอาการที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

Photo by Erin Schaff / POOL / AFP

ทั่วโลกติดโควิดกว่า 90ล้าน ยอดเสียชีวิตใกล้ 2 ล้านราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642354

วันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลา 09:18 น.ทั่วโลกติดโควิดกว่า 90ล้าน ยอดเสียชีวิตใกล้ 2 ล้านราย” Worldometer” รายงานยอดติดเชื้อโควิดทั่วโลกอยู่ที่กว่า 90 ล้านรายแล้ว ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตใกล้แตะระดับ 2 ล้านราย สหรัฐ,อินเดีย,บราซิล พบผู้ติดเชื้อมากสุดในโลก

สถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกยังคงมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเว็บไซต์ ” Worldometer” ซึ่งเป็นเว็บไซต์รายงานข้อมูลที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก ระบุว่า ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกขณะนี้อยู่ที่ 90,054,768 ราย และยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 1,933,575 ราย

สหรัฐมียอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สูงสุดในโลก (22,699,938) รองลงมาคืออินเดีย (10,451,346), บราซิล (8,075,998), รัสเซีย (3,379,103), สหราชอาณาจักร (3,017,409), ฝรั่งเศส (2,767,312), ตุรกี (2,317,118), อิตาลี (2,257,866) และสเปน (2,050,360)

ส่วนประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 1 ล้านราย ได้แก่ เยอรมนี โคลอมเบีย อาร์เจนตินา เม็กซิโก โปแลนด์ อิหร่าน แอฟริกาใต้ ยูเครน และเปรู

นอกจากนี้ สหรัฐยังเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดในโลก (381,480) ตามมาด้วยบราซิล (202,657), อินเดีย (151,048), เม็กซิโก (132,069) และสหราชอาณาจักร (80,868)

จีนพบฟอสซิลไดโนเสาร์กำลังฟักไข่อายุ 70 ล้านปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642327

วันที่ 09 ม.ค. 2564 เวลา 18:15 น.จีนพบฟอสซิลไดโนเสาร์กำลังฟักไข่อายุ 70 ล้านปีผู้เชี่ยวชาญระบุเป็นไดโนเสาร์กลุ่มเทโรพอด (Theropod) ที่มีลักษณะเด่นเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อและยืนสองขา

ซากฟอสซิลไดโนเสาร์กำลังฟักไข่สุดหายาก ซึ่งถูกขุดพบที่มณฑลเจียงซีทางตะวันออกของจีน ช่วยส่งเสริมการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการขยับขยายเผ่าพันธุ์ของไดโนเสาร์กลุ่มเทโรพอด (Theropod) ที่มีลักษณะเด่นเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อและยืนสองขา

ฟอสซิลดังกล่าวมีอายุราว 70 ล้านปี ประกอบด้วยโครงกระดูกไดโนเสาร์วัยเจริญพันธุ์ ตัวอ่อนหรือเอ็มบริโอ (embryo) และรังฟักที่มีไข่เรียงราย โดยเชื่อว่าเป็นซากไดโนเสาร์ลำตัวยาว 2 เมตร กำลังนอนหมอบฟักไข่ในลักษณะท่าทางเดียวกับนกในยุคใหม่

ปี้ซุ่นตง ผู้เขียนหลักของงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) กล่าวว่าฟอสซิลนี้มิเพียงแสดงท่าทางการฟักไข่ของไดโนเสาร์ แต่ยังรักษาสภาพตัวอ่อนอย่างดี ถือเป็นหลักฐานล่าสุดเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการฟักไข่ของไดโนเสาร์กลุ่มเทโรพอด

สวีซิง ผู้เขียนร่วมของงานวิจัยจากสถาบันบรรพชีวินสัตว์มีกระดูกสันหลังและบรรพมานุษยวิทยา สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน กล่าวว่าตัวอ่อนในรังมีพัฒนาการแตกต่างกัน บ่งชี้ถึงการฟักออกจากไข่ไม่พร้อมกัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบในนกยุคใหม่

อนึ่ง การศึกษาวิจัยครั้งนี้ถูกเผยแพร่ในวารสารไซเอนซ์ บูลเลติน (Science Bulletin)

ภาพจากมหาวิทยาลัยอวิ๋นหนาน และสถาบันบรรพชีวินสัตว์มีกระดูกสันหลังและบรรพมานุษยวิทยา สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน : ภาพจำลองวิธีฟักไข่ของไดโนเสาร์

ที่มา : xinhuathai