ศาลอิรักออกหมายจับ ‘ทรัมป์’ สั่งฆ่านายพลคนสำคัญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642239

วันที่ 08 ม.ค. 2564 เวลา 15:00 น.ศาลอิรักออกหมายจับ 'ทรัมป์' สั่งฆ่านายพลคนสำคัญศาลอิรักและอิหร่านออกหมายจับโดนัลด์ ทรัมป์ ฐานฆาตรกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่งผลให้พลเอกกัสเซ็ม สุไลมานี และนายพลอาบู มาห์ดี อัล-มูฮันดิส เสียชีวิต

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่าผู้พิพากษาในศาลสืบสวนของแบกแดดออกหมายจับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในข้อหาเกี่ยวกับการลอบสังหารพลเอกกัสเซ็ม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองทัพอิหร่าน ส่งผลให้นายพลอาบู มาห์ดี อัล-มูฮันดิส รองผู้บัญชาการกองกำลังระดมพลของอิรักพลอยเสียชีวิตไปด้วย เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2020

โดยสภาตุลาการสูงสุดของอิรักแถลงว่าหลังจากขั้นตอนการไต่สวนเบื้องต้นเสร็จสิ้น ผู้พิพากษาตัดสินใจออกหมายจับโดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้มาตรา 406 ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิตสำหรับความผิดฐานฆาตรกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อย่างไรก็ตามเป็นไปได้ยากที่ทรัมป์จะไปขึ้นศาลอิรัก

ศาลอิรักระบุว่า แม้ว่าการไต่สวนเบื้องต้นเสร็จสิ้นแล้วแต่การสืบสวนคดียังคงดำเนินต่อไปเพื่อเปิดโปงผู้ที่อยู่เบื้องหลังคดีนี้ไม่ว่าจะเป็นชาวอิรักหรือชาวต่างชาติก็ตาม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วฝูงชนจำนวนมากมารวมตัวกันในแบกแดด เมืองหลวงของอิรัก ในช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืน ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อทำพิธีรำลึกถึงนายพลอาบู มาห์ดี อัล-มูฮันดิส และพลเอกกัสเซ็ม สุไลมานี ณ สถานที่ที่โดรนโจมตีสังหารเมื่อปีที่แล้ว

ทั้งนี้ อิหร่านได้ออกหมายจับทรัมป์ในกรณีการเสียชีวิตของพลเอกกัสเซ็ม สุไลมานีเช่นเดียวกัน โดยอาลี อัลคาไซ เมฮ์ อัยการสูงสุดของกรุงเตหะรานกล่าวว่าว่าทรัมป์จะถูกดำเนินคดีหลังจากสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ

Photo by AHMAD AL-RUBAYE / AFP

อเมริกาสองมาตรฐาน คนขาวเปิดทาง คนดำสกัดเต็มที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642232

วันที่ 08 ม.ค. 2564 เวลา 13:35 น.อเมริกาสองมาตรฐาน คนขาวเปิดทาง คนดำสกัดเต็มที่หลังจากกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พากันบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐและทำลายข้าวของก็เกิดการเปรียบเทียบวิธีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ปฏิบัติกับการประท้วงเรียกร้องความเท่าเทียมของกลุ่มคนผิวสี (Black Lives Matter) เมื่อปีที่แล้วทันที  

เมื่อกลางปีที่แล้วตำรวจสหรัฐที่มาพร้อมอาวุธครบมือต้อนรับกลุ่ม Black Lives Matter ด้วยแก๊สน้ำตา การใช้ความรุนแรง และการจับกุม แต่การบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมากลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ภาพของกลุ่มผู้ประท้วงที่บางคนถือธงสมาพันธรัฐอเมริกา (Confederate flags) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกบฎและการเหยียดเชื้อชาติ บางคนแต่งกายคล้ายชุดทหาร ที่เจ้าหน้าที่ยอมปล่อยให้เข้าไปในอาคารรัฐสภาอย่างง่ายดาย หรือเจ้าหน้าที่บางคนยังเซลฟี่กับกลุ่มผู้ประท้วง ถูกแชร์ต่อๆ กันในโลกออนไลน์

ภาพการปฏิบัติกับผู้ประท้วงที่เป็นสองมาตรฐานนี้ทำให้ โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐทนไม่ได้ถึงกับต้องพูดว่า “ไม่เพียงแต่เราจะได้เห็นความล้มเหลวในการปกป้องหนึ่งในสามอำนาจของรัฐบาลเท่านั้น แต่เรายังได้เห็นถึงความล้มเหลวในการอำนวยความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมอย่างชัดเจนด้วย”

ไบเดนยังเอ่ยถึงคำพูดที่หลานสาวพูดกับเจ้าตัวอีกว่า “ไม่มีใครรับรองได้หรอกว่าถ้าเมื่อวานเป็นการประท้วงของกลุ่ม Black Lives Matter พวกเขาจะไม่ถูกปฏิบัติอย่างแตกต่างมากๆ จากกลุ่มอันธพาลที่บุกอาคารรัฐสภา”

ด้านว่าที่รองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริส พูดถึงกรณีนี้เช่นกันว่า “เราได้เห็นระบบยุติธรรม 2 ระบบ หนึ่งคือระบบที่ปล่อยให้พวกหัวรุนแรงบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐ และอีกหนึ่งระบบที่ใช้แก๊สน้ำตากับการชุมนุมโดยสงบเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา” ซึ่งหมายถึงการประท้วงเรียกร้องความเท่าเทียมของคนผิวสี

ขณะที่บรรดานักการเมืองสหรัฐคนอื่นๆ แสดงท่าทีต่อการประท้วงในบ้านตัวเองแตกต่างจากการพูดถึงการประท้วงของประเทศอื่นอย่างสิ้นเชิง อาทิ ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ที่เคยพูดถึงการประท้วงที่ฮ่องกงไว้ว่า “เราขอยืนเคียงข้างชาวฮ่องกง” แต่กลับเอ่ยถึงการบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐว่า “การไม่เคารพกฎหมายและการก่อจลาจลเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้เสมอ”

หรือแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐที่เคยพูดเมื่อเดือน มิ.ย.2019 ว่าการประท้วงที่ฮ่องกงนั้น “เป็นภาพที่สวยงาม” ซึ่งหลังเหตุการณ์ประท้วงในสหรัฐทำให้หนังสือพิมพ์ Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนนำคำพูดนี้มาย้อนถามกลับว่า “ไม่รู้ว่าเธอจะพูดอย่างเดียวกันนี้กับการประท้วงที่อาคารรัฐสภาหรือไม่”

ปฏิกิริยาแบบพลิกลิ้นจากนักการเมืองสหรัฐเหล่านี้ ทำให้ หัวชุนอิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนโจมตีว่า “การตอบสนองและคำที่ใครบางคนในสหรัฐใช้กับเหตุการณ์ประท้วงในฮ่องกงเมื่อปี 2019 ช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับที่ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐ”

แฉปมรถไฟมาเลย์-สิงคโปร์สะดุดเพราะคอร์รัปชัน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642101

วันที่ 08 ม.ค. 2564 เวลา 12:00 น.แฉปมรถไฟมาเลย์-สิงคโปร์สะดุดเพราะคอร์รัปชัน?หลายภาคส่วนออกมาเรียกร้องให้เกิดความโปร่งใสและต้องการคำอธิบายจากรัฐบาลหลังยกเลิกโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์

หลังจากที่ข้อตกลงโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์ (Kuala Lumpur-Singapore high-speed rail – HSR) ที่มาเลเซียและสิงคโปร์ร่วมลงนามในปี 2559 ถูกยกเลิกลงอย่างเป็นทางการ

โดยทั้งสองฝ่ายออกแถลงการณ์ร่วมกันเมื่อวันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าทั้งสองไม่สามารถบรรลุข้อตกลงโครงการนี้ได้หลังจากที่มาเลเซียต้องการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงโดยให้เหตุผลเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการระบาดของโควิด-19

ล่าสุดเดอะสเตรตส์ไทมส์รายงานว่าการยกเลิกรถไฟฟ้าความเร็วสูงครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาโครงการรถไฟในมาเลเซียเท่านั้น โดยนับตั้งแต่รัฐบาลพรรคพันธมิตรแห่งชาติ (PN) เข้ามาอำนาจได้ 10 เดือน เส้นทางอื่นๆ อีกอย่างน้อย 2 เส้นทางที่พาดผ่านเขตเมืองใหญ่ของกัวลาลัมเปอร์ก็กำลังเผชิญกับการแทรกแซงของรัฐบาลในการคัดเลือกผู้รับเหมา

การแทรกแซงของรัฐบาลนำไปสู่การเรียกร้องจากหลายฝ่ายทั้งพรรคฝ่ายค้านและประชาชนโดยเรียกร้องให้รัฐดำเนินการอย่างโปร่งใสมากกว่านี้

โดยนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียซึ่งเป็นผู้นำในการลงนามข้อตกลง HSR เมื่อปี 2559 กล่าวหาว่ารัฐบาล PN ไม่เห็นด้วยกับโมเดล AssetsCo เนื่องจากเป็นโมเดลที่ทำให้พวกเขาไม่มีอิสระที่จะมอบโครงการให้ใครก็ได้ตามอำเภอใจ

ทั้งนี้ โมเดล AssetsCo คือโมเดลภายใต้ข้อตกลง HSR จะต้องได้รับการแต่งตั้งผ่านการประกวดราคาระหว่างประเทศที่เปิดเผยและโปร่งใสเพื่อรับหน้าที่เป็นผู้จัดหาระบบและผู้ให้บริการเครือข่าย

ยิ่งทำให้หลายภาคส่วนออกมาเรียกร้องให้เกิดความโปร่งใสและต้องการคำอธิบายจากรัฐบาลหลังยกเลิกโครงการ HSR

ทั้งนี้ โครการดังกล่าวถูกระงับมาตั้งแต่ปี 2561 หลังอดีตนายกรัฐมนตรีราซัคพ้นจากตำแหน่ง และรัฐบาลใหม่เข้ามามีบทบาทบริหารต่อ

โดยศาสตราจารย์เย่ กิม เล้ง นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซันเวย์กล่าวว่าหากทุกอย่างถูกปกปิดเป็นความลับจะยิ่งส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาล และยิ่งทำให้ประชาชนเชื่อว่ารัฐบาลมีบางอย่างที่ต้องปกปิด

ด้าน ลิม กวน อิงก์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาเลเซียเรียกร้องให้คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตของมาเลเซีย (MACC) ทำหน้าที่ “อย่างมืออาชีพและเป็นอิสระ” เพื่อตรวจสอบการยกเลิกโครงการดังกล่าว เนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกระบวนการประกวดราคาระหว่างประเทศ

ขณะที่ดาโต๊ะสรี มุสตาฟา โมฮัมมัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศแย้งว่า AssetsCo จะนำไปสู่ค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากที่รัฐบาลจะสามารถจ่ายได้

พร้อมเสริมว่ารัฐบาลจะทำการศึกษาโดยละเอียดเพื่อสำรวจทางเลือกที่เป็นไปได้ทั้งหมด รวมถึงความเป็นไปได้ของโครงการ HSR ในประเทศและผลประโยชน์ต่อชาวมาเลเซีย

โดยเขาให้เหตุผลว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เงื่อนไขเดิมของโครงการ HSR ไม่สามารถใช้ได้ เนื่องจากรัฐบาลจำเป็นต้องลดต้นทุนสำหรับโครงการใหญ่หลายโครงการรวมถึง HSR

ทั้งนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงดังล่าวมีระยะทาง 350 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ในมาเลเซีย 335 กิโลเมตร และในสิงคโปร์ 15 กิโลเมตร โดยมีกำหนดสร้างเสร็จในปี 2569

ซึ่งหากสำเร็จจะช่วยย่นเวลาการเดินทางระหว่างกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์เหลือเพียง 90 นาทีเท่านั้น ขณะที่การเดินทางโดยรถยนต์ต้องใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง

ตำรวจสหรัฐเล่านาทีโกลาหลฝูงชนบุกรัฐสภา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642210

วันที่ 08 ม.ค. 2564 เวลา 10:30 น.ตำรวจสหรัฐเล่านาทีโกลาหลฝูงชนบุกรัฐสภาเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำรัฐสภาสหรัฐเล่าเหตุการณ์นาทีโกลาหล เผยพบการใช้อาวุธจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำรัฐสภาสหรัฐเปิดเผยเหตุการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นบริเวณรัฐสภาสหรัฐวานนี้ต่อสำนักข่าว NPR โดยระบุว่าล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 4 ราย

โดยหญิงคนหนึ่งถูกยิงบริเวณหน้าอกขณะบุกรุกห้องประชุมสภาสหรัฐ ทราบชื่อต่อมาว่าแอชลี แบ็บบิตต์ นอกจากจะเป็นผู้สนับสนุนของโดนัลด์ ทรัมป์แล้วยังเป็นทหารผ่านศึกของกองทัพอากาศอีกด้วย

ส่วนคนอื่นๆ เป็นชาย 2 ราย อายุประมาณ 50 ปี และหญิงอีก 1 ราย อายุประมาณ 30 ปีเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บอื่นๆ

โดยมีประชาชนจำนวนมากและเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกประมาณ 56 นายได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำรัฐสภาสหรัฐย้ำว่ายังไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดเสียชีวิต

นอกจากนี้ยังระบุว่ากลุ่มผู้ประท้วงที่บุกรุกเข้าไปในสภาใช้สารเคมีที่ระคายเคือง และท่อโลหะรวมถึงอาวุธอื่นๆ ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้สมาชิกสภาคองเกรสหลายคนต้องหลบซ่อนและวิ่งหนีกันอลหม่าน

โดยเจ้าหน้าที่นายหนึ่งเล่าว่าเขาถูกฝูงชมล้อมและทุบตีให้มึนงงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อีกทั้งยังพบระเบิด 2 แห่งในสำนักงานใหญ่ของคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคเดโมแครต (DNC) และคณะกรรมการแห่งชาติพรรครีพับลิกัน (RNC) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

รวมทั้งในรถที่จอดอยู่บริเวณพื้นที่รัฐสภายังพบระเบิดขวดและปืนยาว

อย่างไรก็ตามมีการแชร์คลิปวิดีโอที่ถูกบันทึกไว้ในเหตุการณ์จลาจลพบว่าเจ้าหน้าที่ยอมจำนนต่อฝูงชน โดยบางคลิปแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเซลฟี่กับผู้ก่อจลาจลบางคนและมีการเคลื่อนเครื่องกีดขวางเพื่อให้ผู้คนจำนวนมากสามารถเข้าใกล้อาคาร

Police taking a selfie with a protestor at the US Capitol pic.twitter.com/vqmbQDL35h— DatPiff (@DatPiff) January 6, 2021

Glad to see the arrests are going well. pic.twitter.com/qZfaVG2pmL— Tim Downie (@TimDownie1) January 6, 2021

กรมตำรวจนครบาลของวอชิงตันกล่าวว่าจนถึงช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้นตามเวลาต้องถิ่น เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้คนทั้งสิ้น 70 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นข้อหาฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิวและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมกำลังกวาดล้างโรงแรมในพื้นที่โดยคาดว่าจะมีการจับกุมผู้คนเพิ่มเติม นอกจากนี้กองกำลังทั้งหมด 6,200 นายถูกระดมเพื่อรักษาความปลอดภัยภายในช่วงสุดสัปดาห์นี้

ด้านไมเคิล อาร์. เชอร์วิน รักษาการทนายความประจำศาลแขวงโคลัมเบียเผยว่ามีการฟ้องร้องคดีท้องถิ่น 40 คดีต่อหัวหน้าศาลเกี่ยวกับการบุกรุกหน่วยงานของรัฐ การทำร้ายร่างกาย และการครอบครองอาวุธปืน

ในระดับรัฐบาลกลางมีการฟ้องร้อง 15 คดีต่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าเมืองหลวงโดยผิดกฎหมาย ครอบครองอาวุธปืน หรือขโมยทรัพย์สินของรัฐสภา

Photo by ALEX EDELMAN / AFP

ทรัมป์ประณามจลาจล ย้ำอเมริกาต้องประนีประนอม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642203

วันที่ 08 ม.ค. 2564 เวลา 09:00 น.ทรัมป์ประณามจลาจล ย้ำอเมริกาต้องประนีประนอมโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงประณามการจลาจล ย้ำพร้อมส่งมอบตำแหน่งให้โจ ไบเดน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงประณามการก่อจลาจลโดยกลุ่มผู้สนับสนุนของเขาพร้อมกล่าวว่าจะเตรียมพร้อมสำหรับการส่งมอบตำแหน่งให้ว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน

โดยทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อการปะทะที่ส่งผลให้มีคนเสียชีวิตและกล่าวถึงเหตุการณ์ที่รัฐสภาสหรัฐในช่วงเช้าวานนี้ว่า “เช่นเดียวกับชาวอเมริกันทุกคน ผมไม่พอใจกับความรุนแรง ความไม่เคารพกฎหมาย และการทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้น ช่วงเวลานี้ต้องได้รับการเยียวยาและประนีประนอม”

พร้อมประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้้นว่า “ผู้ประท้วงที่บุกรุกเข้าไปในหน่วยงานของรัฐได้ทำให้ที่ประชาธิปไตยอเมริกันเป็นมลทิน สำหรับผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำที่รุนแรงและการทำลายล้างคุณไม่ได้เป็นตัวแทนของประเทศของเรา”

“เราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งที่รุนแรงและเต็มไปด้วยอารมณ์ แต่ตอนนี้ทุกคนต้องเย็นลง และผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายต้องได้รับโทษ”

พร้อมเสริมว่าฝ่ายบริหารใหม่จะเปิดตัวในวันที่ 20 มกราคม และตอนนี้เขาจะมุ่งเน้นไปที่การส่งมอบตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างราบรื่นและเป็นไปตามกฎระเบียบ

อย่างไรก็ตามทรัมป์ไม่ได้กล่าวถึงแผนการในอนาคตของเขาแต่กล่าวเพียงว่า “การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของชาวอเมริกันเป็นเกียรติต่อชีวิตของผม และสำหรับผู้สนับสนุนที่ยอดเยี่ยมของผม ผมรู้ว่าพวกคุณคงผิดหวัง แต่ผมอยากให้คุณรู้ว่าการเดินทางของเราเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น”

Photo by MANDEL NGAN / AFP

ประชาธิปไตยอเมริกาเดือด!!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642189

วันที่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 19:33 น.

ประชาธิปไตยอเมริกาเดือด!!!

BigTalk BigStory : นักการเมืองอเมริกาเพื่อนรักปธน.ทรัมป์มีมโนสำนึกเลือกความถูกต้องไม่ยอมทำตามความต้องการของทรัมป์ที่ไม่ให้รับผลการเลือกตั้งในสภาครองเกรสรวมถึงคนอื่นๆอีกหลายคนที่เคยสนับสนุนเขาต้องเปลี่ยนท่าทีแบบยอมเสียเพื่อนเพื่อเลือกกับความถูกต้อง นี่แหละประเทศต้นแบบประชาธิปไตยความถูกต้องจะมาก่อนความถูกใจ!!!!

“แอมเนสตี้” ประณาม “ทรัมป์” ยุยงให้เกิดความรุนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642188

วันที่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 19:26 น."แอมเนสตี้"ประณาม "ทรัมป์" ยุยงให้เกิดความรุนแรงองค์กรแอมเนสตี้ ออกแถลงการณ์ประณาม “โดนัลด์ ทรัมป์” ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง และไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

บ๊อบ กู๊ดเฟลโลว รักษาการผู้อำนวยการบริหาร แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล สหรัฐฯ ได้เปิดเผยผ่านแถลงการณ์กรณีสถานการณ์การเมืองในสหรัฐว่า

“การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ปฏิเสธไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจอย่างสงบ ทำให้เกิดภาวะเสี่ยงภัยต่อสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยของประชาชน และหลักนิติธรรมในสหรัฐฯ การยอมรับความเห็นของกลุ่มขาวสุดโต่งและกลุ่มสุดโต่งอื่น ๆ ของประธานาธิบดี ยิ่งช่วยกระพือไฟแห่งความโกลาหลและความรุนแรง ดังที่เราเห็นกันในวันนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ทุกคนต้องเคารพ คุ้มครอง และปฏิบัติให้เป็นผลซึ่งสิทธิมนุษยชน รวมทั้งสิทธิที่จะปลอดจากความรุนแรง การข่มขู่ และการเหยียดผิว

“แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มุ่งทำงานให้เกิดโลกที่ผู้มีอำนาจทุกคนเคารพกฎหมาย ปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน และต้องรับผิดหากไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ในระดับโลก เราได้ประจักษ์ถึงความเสียหายร้ายแรงที่เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จเสียเอง และยุยงให้เกิดความรุนแรงทางการเมืองและการเหยียดผิว เพื่อรักษาอำนาจของตนเองเอาไว้ คนทั้งโลกจับตามองอยู่ เช่นเดียวกับผู้สนับสนุนและสมาชิกของเรากว่า 10 ล้านคน

“เป็นจุดที่คนในสหรัฐฯ ต้องใคร่ครวญสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์ยุยงให้ผู้สนับสนุนของเขาก่อความรุนแรงและความวุ่นวายมาตลอด มันไม่ใช่การทำหน้าที่ของผู้นำ แต่เป็นของผู้ยุยงปลุกปั่น เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนต้องประณามคำพูดของประธานาธิบดี”

รัสเซียซ้ำ! ประชาธิปไตยอเมริกันล่มสลายแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642174

วันที่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 19:00 น.รัสเซียซ้ำ! ประชาธิปไตยอเมริกันล่มสลายแล้วประธานคณะกรรมการการต่างประเทศของสภาสูงรัสเซียซ้ำเติมสหรัฐไม่มีประชาธิปไตยอีกต่อไป ย้ำเลิกก้าวก่ายประเทศอื่น

เหตุการณ์จลาจลครั้งใหญ่ในรัฐสภาสหรัฐในวันนี้ส่งผลให้หลายประเทศออกมาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์มากมายรวมทั้งจีนและรัสเซียซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกับสหรัฐมายาวนาน

โดยคอนสแตนติน โคซาเชฟ (Konstantin Kosachev) ประธานคณะกรรมการการต่างประเทศของสภาสูงรัสเซียกล่าวว่า การประท้วงในครั้งนี้ทำให้ทั่วโลกประจักษ์ว่าประชาธิปไตยของสหรัฐล่มสลาย หมายความว่าสหรัฐไม่มีสิทธิก้าวก่ายประเทศอื่นๆ เกี่ยวกับประชาธิปไตย

โคชาเชฟยังได้โพสต์บนเฟซบุ๊กว่า “การเฉลิมฉลองประชาธิปไตยของสหรัฐจบลงแล้ว สหรัฐไม่มีประชาธิปไตยอีกต่อไป”

นอกจากนี้ยังกล่าวว่าฝ่ายที่พ่ายแพ้มีเหตุผลมากพอที่จะกล่าวโทษฝ่ายที่ชนะว่าทุจริต เป็นที่ชัดเจนว่าประชาธิปไตยอเมริกันกำลังแย่ทั้งสองข้าง

รวมถึงการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามปฏิเสธผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนั้นยิ่งแสดงให้เห็นถึงความถดถอยของสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ รัสเซียต้องเผชิญกับคำวิพากษ์วิจารณ์จากสหรัฐมานานเกี่ยวกับประชาธิปไตยภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

นอกจากนี้รัสเซียยังถูกกล่าวหาจากสหรัฐว่าแทรกแซงและบิดเบือนข้อมูล รวมถึงพยายามขัดขวางการเลือกตั้งสหรัฐในปี 2016

Photo by Jon Cherry/Getty Images/AFP

คองเกรสรับรองชัยชนะไบเดนฉลุย ทรัมป์จำใจยอม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642177

วันที่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 16:45 น.คองเกรสรับรองชัยชนะไบเดนฉลุย ทรัมป์จำใจยอมสภาคองเกรสรับรองชัยชนะโจ ไบเดน เตรียมรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ 20 ม.ค. นี้

สภาคองเกรสรับรองชัยชนะของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน อย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อย โดยไบเดนจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐในวันที่ 20 มกราคมที่จะถึงนี้

โดยรองประธานาธิบดีไมก์ เพนซ์ ประธานการประชุมในครั้งนี้ได้รับรองผลการเลือกตั้งจากคณะผู้เลือกตั้งทั้งสิ้น 538 คน ซึ่งพรรคเดโมแครตของไบเดนคว้าคะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งไป 306 เสียง ขณะที่พรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้รับ 232 เสียง

เหตุการณ์พลิกผันสำคัญคือกลุ่มผู้ก่อความวุ่นวายที่บุกเข้าไปในสภาคองเกรส ทำให้สมาชิกสภาพรรครีพับลิกันที่เคยจะยกมือค้านการรับรองผลเพื่อที่จะช่วยทรัมป์ ต่างพากันเปลี่ยนจุดยืนยุติการคัดค้าน สมาชิกบางคนที่เป็นเพื่อนกับทรัมป์มานานยังแสดงความผิดหวังอย่างมากกับการที่ทรัมป์ปลุกระดมจลาจลจนถึงกับจะตัดไมตรีกัน

การที่สภารับรองผลอย่างท่วมท้น ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จำใจยอมรับโดยกล่าวว่า “แม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตามจะมีการส่งมอบตำแหน่งประธานาธิบดีตามระเบียบในวันที่ 20 มกราคม”

“ผมย้ำเสมอว่าเราจะสู้ต่อไปเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการนับคะแนนเสียงเฉพาะคะแนนที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แม้ว่านี่จะเป็นการสิ้นสุดวาระแรกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์ประธานาธิบดี แต่ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อสร้างอเมริกาให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง!”

โดยคำแถลงการณ์ดังกล่าวโพสต์ลงบนทวิตเตอร์ของแดน สคาวิโน โฆษกประจำทำเนียบขาว

…fight to ensure that only legal votes were counted. While this represents the end of the greatest first term in presidential history, it’s only the beginning of our fight to Make America Great Again!”— Dan Scavino (@DanScavino) January 7, 2021

Photo by JIM WATSON / AFP

จีนเย้ยถึงเวลาสหรัฐรับผลกรรมหนุนม็อบประเทศอื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642160

วันที่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 15:30 น.จีนเย้ยถึงเวลาสหรัฐรับผลกรรมหนุนม็อบประเทศอื่นสื่อจีนและชาวเน็ตจำนวนมากเย้ยสหรัฐลิ้มลองผลกรรมที่เคยก่อให้เกิดความโกลาหลทั่วโลกภายใต้ข้ออ้างเรื่องเสรีภาพและประชาธิปไตย

บลูมเบิร์กและเอเอฟพีรายงานว่า สื่อจีนใช้ความโกลาหลของสหรัฐในวันนี้เป็นโอกาสในการสวนกลับการแทรกแซงของสหรัฐที่ผ่านมา โดยกล่าวว่านี่คือ “กรรม” (Karma) ของประเทศที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวประท้วงทั่วโลก

เหตุการณ์จลาจลในรัฐสภาสหรัฐในวันนี้มีสื่อจีนจำนวนมากที่ติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงในโซเชียลมีเดียของคณะกรรมการกลางด้านการเมืองและกฎหมายจีน ซึ่งเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายชั้นนำของจีน และแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวถูกพูดถึงมากกว่า 100 ล้านครั้งบนเวยป๋อ

ชาวเน็ตจีนบางรายยังได้เปรียบเทียบเหตุการณ์ประท้วงเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกงเมื่อปี 2019 กับเหตุการณ์ในวันนี้ที่ผู้ประท้วงอเมริกันบุกเข้าไปในรัฐสภาสหรัฐ โดยอ้างถึงแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐที่เคยยกย่องเหตุการณ์ประท้วงในฮ่องกงว่าเป็นภาพที่สวยงาม ว่าวันนี้เธอจะได้สัมผัสกับภาพที่สวยงามนั้นด้วยตัวเอง

“ตอนนี้ผู้นำทุกประเทศในยุโรปแสดงความเป็นสองมาตรฐานและประณามเรื่องนี้ (การจลาจลในวอชิงตัน)” นี่คือหนึ่งในความคิดเห็น Weibo ซึ่งได้รับการกดไลค์มากกว่า 5,000 ครั้ง “ผมไม่รู้ว่าสื่อฮ่องกงหรือไต้หวันจะรายงานแบบสองมาตรฐานแบบไหนในครั้งนี้”

อีกความเห็นบอกว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในสภานิติบัญญัติฮ่องกงเมื่อปีที่แล้วกำลังเกิดขึ้นซ้ำในสภาของสหรัฐ” ผู้ใช้ Weibo อีกรายแสดงความคิดเห็นที่มีการกดไลค์กว่า 4,500 ครั้ง

นอกจากนี้รายงานหนึ่งจากสถานีโทรทัศน์สถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีนยังได้ระบุว่าผู้ประท้วงจำนวนมากไม่สวมหน้ากากอนามัยแม้จะมีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาอย่างต่อเนื่องก็ตาม

รวมถึงหนังสือพิมพ์โกลบอล ไทมส์ของจีนรายงานโดยอ้างความคิดเห็นจากชาวเน็ตชาวจีนรายหนึ่งซึ่งกล่าวว่าสหรัฐกำลังจะได้ลิ้มลองผลกรรมที่ตัวเองเคยก่อให้เกิดความโกลาหลทั่วโลกภายใต้ข้ออ้างเรื่องเสรีภาพและประชาธิปไตย

โกลบอล ไทมส์ยังระบุว่าการที่เจ้าหน้าที่สหรัฐเคลื่อนไหวเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงนั้นเป็นการกลืนน้ำลายตัวเองที่เคยสนับสนุนเหตุการณ์ประท้วงในลักษณะใกล้เคียงกันในประเทศอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม หูซีจิ้น หัวหน้าบรรณาธิการโกลบอล ไทมส์กล่าวว่ารัฐบาลจีนไม่ได้แสดงการสนับสนุนใดๆ สำหรับการจลาจลในสหรัฐ และหวังว่าชาวอเมริกันจะมองเห็นถึงความยับยั้งชั่งใจของจีนที่หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ามาโดยตลอด

Photo by ALEX EDELMAN / AFP