ลุ้นทรัมป์ตกเก้าอี้ก่อนกำหนด เหตุทำร้ายประชาธิปไตย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642144

วันที่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 14:03 น.ลุ้นทรัมป์ตกเก้าอี้ก่อนกำหนด เหตุทำร้ายประชาธิปไตยหลายฝ่ายเรียกร้องถอดถอนโดนัลด์ ทรัมป์จากตำแหน่งประธานาธิบดีเแม้เหลือเวลาอีกเพียง 14 วัน

ซีเอ็นเอ็นและเอบีซีรายงานว่าสมาชิกคณะรัฐมนตรีกำลังเจรจาเบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 (25th Amendment) ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มอบสิทธิให้รองประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรีถอดถอนประธานาธิบดีที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้พ้นจากตำแหน่ง

อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่าเสียงของคณะรัฐมนตรีจะเพียงพอหรือไม่ในการถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่ง และรองประธานาธิบดีไมก์ เพนซ์จะสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวหรือไม่

นอกจากนี้รอยเตอร์สยังรายงานว่ากลุ่มองค์กรเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ถอดถอนทรัมป์เพื่อรักษาประชาธิปไตย โดยหัวหน้ากลุ่มธุรกิจรายใหญ่ของสหรัฐซึ่งเป็นตัวแทนบริษัท 14,000 แห่งรวมถึง Exxon Mobil Corp, Pfizer Inc และ Toyota Motor Corp เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐพิจารณาถอดถอนทรัมป์ออกจากตำแหน่งหลังจากที่เขาปลุกระดมให้กลุ่มผู้สนับสนุนบุกเข้าไปสร้างความวุ่นวาย

โดยเจย์ ทิมมอนส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสมาคมผู้ผลิตแห่งชาติกล่าวว่า “ทรัมป์ยุยงให้เกิดความรุนแรงเพื่อพยายามรักษาอำนาจ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งคนใดที่กำลังปกป้องเขาอยู่ถือว่ากำลังละเมิดคำสาบานต่อรัฐธรรมนูญและปฏิเสธประชาธิปไตย”

พร้อมเรียกร้องให้ไมก์ เพนซ์ ทำงานร่วมกับคณะรัฐมนตรีอย่างจริงจิงในการใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25

ทั้งนี้ ทรัมป์มีเวลาเหลือเพียง 14 วันเท่านั้นในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ก่อนที่โจ ไบเดน จะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.

Photo by MANDEL NGAN / AFP

ส.ว.อเมริกันเชื้อไทยชี้ไม่ใช่ประท้วงแต่เป็นรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642147

วันที่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 12:33 น.ส.ว.อเมริกันเชื้อไทยชี้ไม่ใช่ประท้วงแต่เป็นรัฐประหารแทมมี ดักเวิร์ธ ซึ่งเคยแสดงความห่วงใยการประท้วงในประเทศไทยเมื่อไม่กี่เดือนก่อนต้องประสบกับเหตุการณ์วุ่นวายในสหรัฐประเทศของเธอเอง

แทมมี ดักเวิร์ธ นักการเมืองชาวอเมริกันเชื้อสายไทย สมาชิกวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกาจากรัฐอิลลินอยส์จากพรรคเดโมแครต กล่าวถึงเหตุการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นในสภาคองเกรสในสุนทรพจน์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ในห้องประชุมวุฒิสภาหลังสภาเปิดประชุมพิจารณารับรองผลการเลือกตั้งของโจ ไบเดนอีกครั้ง

“ฉันใช้ชีวิตในวัยผู้ใหญ่มาตลอดเพื่อปกป้องประชาธิปไตยของเรา แต่ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจำเป็นต้องปกป้องมันจากการพยายามล้มล้างอย่างรุนแรงในอาคารรัฐสภาของประเทศเรา”

ดักเวิร์ธ ซึ่งเป็นอดีตทหารผ่านศึกอิรักกล่าวว่า “ในปี 2004 ฉันเก็บกระเป๋าเป้สะพายหลังผูกเชือกรองเท้าและเดินทางไปอิรักโดยเต็มใจที่จะเสียสละทุกสิ่งที่ฉันร้องขอเพราะฉันรักประเทศนี้และเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของระบบการเลือกตั้งของเราซึ่งได้ประกาศให้จอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ฉันสูญเสียขาของฉันไปต่อสู้อย่างภาคภูมิใจในสงครามที่ฉันไม่สนับสนุนตามคำสั่งของประธานาธิบดีที่ฉันไม่ได้ลงคะแนน เพราะฉันเชื่อในคุณค่าที่ประเทศของเราก่อตั้งขึ้น – เพราะฉันเชื่อในรัฐบาลเพื่อประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเลือกใครเป็นผู้นำ ไม่ใช่การทำแบบอื่น”

ดักเวิร์ธ ยังกล่าวด้วยว่า “สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ไม่ใช่การประท้วง แต่เป็นการพยายามก่อรัฐประหาร ฉันปฏิเสธที่จะปล่อยให้ใครก็ตามที่มีเจตนายุยงให้เกิดความวุ่นวายหรือปลุกปั่นความรุนแรงขัดขวางไม่ให้ฉันปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ สภาคองเกรสต้องดำเนินการต่อไปเพื่อรับรองผลการเลือกตั้งและก้าวไปข้างหน้าต่อไปให้พ้นจากเรื่องน่าอับอายนี้ในประวัติศาสตร์ของเรา มันเป็นหนทางเดียวที่จะกระชับหนทางในการรักษาชาติของเรา”

ทั้งนี้ มีเสียงปรบมือดังขึ้นหลังจากที่ดักเวิร์ธกล่าวสุนทรพจน์เสร็จ

Photo by Chip Somodevilla/AFP

ตายแล้ว 4 ราย จลาจลคองเกรสนองเลือด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642145

วันที่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 11:58 น.ตายแล้ว 4 ราย จลาจลคองเกรสนองเลือดการประท้วงที่เกิดขึ้นในรัฐสภาสหรัฐวันนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ราย

รอยเตอร์สรายงาน หลังเกิดเหตุการณ์ประท้วงจลาจลจากกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บุกเข้าไปในรัฐสภาและพยายามขัดขวางการประชุมนับคะแนนเพื่อรับรองชัยชนะของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในวันนี้ (7 ม.ค.)

ล่าสุดโรเบิร์ต เจ. คอนตี เผยว่ามีผู้เสียชีวิต 4 รายในพื้นที่รัฐสภา และอีก 52 รายถูกจับกุม นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนอีกหลายรายได้รับบาดเจ็บ

ทั้งนี้ กลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์บุกเข้าไปในพื้นที่รัฐสภาของสหรัฐในเวลาประมาณ 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาของสหรัฐประมาณ 14.45 น. ซึ่งเป็นเพียงไม่กี่นาทีก่อนที่รัฐสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกาจะเริ่มรับรองผลการเลือกตั้งของคณะผู้เลือกตั้ง

โดยหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่บุกเข้าด้านในศาลากลางถูกยิงเสียชีวิต หลังจากนั้นมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 3 ราย เป็นหญิง 1 ราย และชาย 2 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่าเป็นเหตุฉุกเฉินอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

Photo by Olivier DOULIERY / AFP

ทำเนียบขาวแห่ลาออกหลังทรัมป์ปลุกม็อบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642133

วันที่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 10:30 น.ทำเนียบขาวแห่ลาออกหลังทรัมป์ปลุกม็อบ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวหลายคนตัดสินใจลาออกหลังรับไม่ได้ที่ทรัมป์ปลุกระดมม็อบวันนี้

บลูมเบิร์กรายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสภาความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกำลังพิจารณาลาออกหลักจากที่ทรัมป์ปลุกระดมม็อบส่งผลให้มีผู้บุกรุกเข้าสภาคองเกรสในระหว่างการประชุมวันนี้ (7 ม.ค.)

โดยผู้ที่กำลังพิจารณาลาออก ได้แก่ โรเบิร์ต ซี. โอไบรเอน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมด้วยแมตทิว พ็อตทิงเกอร์ รองที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ และคริส ลิดเดลล์ ผู้ช่วยประธานาธิบดีและรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานนโยบาย

แหล่งข่าวใกล้ชิดยังระบุว่า สเตฟานี กริแชม หัวหน้าเจ้าหน้าที่ของเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง และแอนนา ลอยด์ เลขาธิการด้านสังคมของทำเนียบขาวลาออกเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ทรัมป์ยังกล่าวว่าไม่อนุญาตให้มาร์ก ชอร์ต เสนาธิการรองประธานาธิบดีสหรัฐของไมก์ เพนซ์เข้าทำเนียบขาว ขณะที่ด้านทำเนียบขาวยังไม่ออกมาแสดงความเห็นแต่อย่างใด

แหล่งข่าวระบุว่าทรัมป์โกรธเพนซ์มากที่ไม่ยอมพยายามหยุดการรับรองชัยชนะของโจ ไบเดนในการประชุมครั้งนี้ และปลุกระดมให้ผู้คนออกมาประท้วง

Photo by Brendan Smialowski / AFP

เพนซ์ลั่นไม่ยอมม็อบเปิดสภาต่อ ทรัมป์ยัวะไม่ยอมช่วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642130

วันที่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 09:45 น.เพนซ์ลั่นไม่ยอมม็อบเปิดสภาต่อ ทรัมป์ยัวะไม่ยอมช่วยทรัมป์ไม่พอใจเพนซ์ปฏิเสธไม่ช่วยพลิกคะแนนในการประชุมรับรองไบเดน ปลุกระดมม็อบป่วนสภา ด้านเพนซ์ออกประณาม

รองประธานาธิบดีไมก์ เพนซ์ ในฐานะประธานวุฒิสภา แม้จะเป็นรองของทรัมป์แต่เขากลับประณามผู้สนับสนุนประธานาธิดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่บุกโจมตีสภาคองเกรสอย่างรุนแรง ระหว่างการประชุมรับรองผลการเลือกตั้งให้ว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนเป็นผู้ชนะ

เพนซ์ กล่าวในขณะที่เขาเป็นประธานในการประชุมว่า “เราขอประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่นี่ ผู้ที่สร้างความหายนะในหน่วยงานของเราในวันนี้ คุณไม่ชนะหรอก ความรุนแรงไม่มีวันชนะ เสรีภาพต่างหากที่จะชนะ และนี่ยังคงเป็นบ้านของประชาชน” จากนั้นเขาก็บอกกับสมาชิกสภาให้ทำงานกันต่อไปเพื่อรับรองผลเลือกตั้งของโจ ไบเดน

การบุกคองเกรสส่วนหนึ่งเป็นเพราะก่อนหน้านี้ไมก์ เพนซ์ยืนกรานปฏิเสธทรัมป์ไปแล้วว่าไม่สามารถช่วยพลิกผลคะแนนในการประชุมครั้งนี้ได้แม้จะเป็นประธานวุฒิสภาก็ตาม

The New York Times รายงานว่าการยืนยันของเพนซ์ส่งผลให้ทรัมป์ไม่พอใจและปลุกระดมให้กลุ่มผู้สนับสนุนไปรวมตัวกันเพื่อประท้วงผลการเลือกตั้งที่เขาอ้างว่า “ทุจริต”

“เราจะต้องสู้อย่างหนักมากขึ้นและเพนซ์ต้องเจอกับเรา หากเขาทำไม่ได้นั่นจะเป็นวันที่น่าเศร้าสำหรับประเทศของเรา” ทรัมป์กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้แต่ไมเคิล ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐซึ่งสนองนโยบายของทรัมป์อย่างดีมาตลอดยังกล่าวว่า “การบุกรัฐสภาสหรัฐ วันนี้เป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ การทำผิดกฎหมายและการก่อความไม่สงบเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้เลย ผมเดินทางไปมาหลายประเทศและสนับสนุนสิทธิของทุกคนในการประท้วงโดยสันติตามความเชื่อและเหตุผลของพวกเขาแต่ความรุนแรงที่ทำให้คนอื่น

รวมถึงผู้ที่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของพวกเราทุกคน ไม่ปลอดภัยนั้น เป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้ทั้งที่สหรัฐและในต่างประเทศ เราจะต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดที่มีส่วนในการก่อความไม่สงบครั้งนี้อเมริกาเป็นที่ที่ดีกว่าสิ่งที่เราเห็นวันนี้ในรัฐสภาที่ซึ่งผมเคยเป็นสมาชิกและได้เห็นประจักษ์ว่าประชาธิปไตยที่รุ่งโรจน์ที่สุดแท้จริงเป็นอย่างไร”

ทั้งนี้ นอกจากวุฒิสภาจะเดินหน้าต่อไปแล้ว สภาผู้แทนราษฎรก็เริ่มการประชุมอีกครั้งโดยประธานสภา แนนซี เปโลซี บอกกับฝ่ายนิติบัญญัติว่าพวกเขาจะต้องอยู่ประชุมไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม เพื่อให้การรับรองคะแนนเสียงเลือกตั้งขั้นตอนสุดท้ายอย่างเป็นทางการที่ยืนยันการชนะของโจ ไบเดน

“เราต้องทำและเราจะแสดงให้ประเทศและทั่วโลกเห็นว่าเราจะไม่ถูกเบี่ยงเบนจากหน้าที่ของเรา เราจะเคารพความรับผิดชอบของเราต่อรัฐธรรมนูญและต่อประชาชนอเมริกัน” เปโลซี กล่าว

Photo by SAUL LOEB / POOL / AFP

วันนี้ก็มีจนได้ ผู้นำโลกประณามม็อบทำร้ายประชาธิปไตยอเมริกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

posttoday.com/world/642128

วันที่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 09:15 น.วันนี้ก็มีจนได้ ผู้นำโลกประณามม็อบทำร้ายประชาธิปไตยอเมริกันผู้นำโลกประณามการ ‘ทำร้ายประชาธิปไตย’ ที่สภาคองเกรสของสหรัฐ

ผู้นำและรัฐบาลระดับโลกแสดงความตกใจและโกรธเคืองต่อการบุกโจมตีสภาคองเกรสของสหรัฐในวอชิงตัน ดีซี. โดยผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์

– สหราชอาณาจักร – บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวบนทวิตเตอร์ประณาม “ฉากที่น่าอัปยศอดสูในรัฐสภาคองเกรสของสหรัฐ สหรัฐยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตยทั่วโลก และตอนนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการถ่ายโอนอำนาจอย่างสงบและเป็นระเบียบ”

โดมินิก ราอาบ รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษกล่าวเสริมในทวีตของตัวเองว่า “สหรัฐมีความภาคภูมิใจในระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้องและไม่มีเหตุผลใดๆ สำหรับความพยายามที่รุนแรงเหล่านี้ที่จะทำลายการเปลี่ยนแปลงอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมายและเหมาะสม”

– สหภาพยุโรป – โจเซป บอร์เรล หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปประณามการ “ทำร้ายประชาธิปไตยของสหรัฐ” และว่า “ในสายตาของโลกคืนนี้ประชาธิปไตยแบบอเมริกันอยู่ภายใต้การปิดล้อม” เขากล่าวเสริมว่า “นี่ไม่ใช่อเมริกา ผลการเลือกตั้งในวันที่ 3 พฤศจิกายนจะต้องได้รับการเคารพอย่างเต็มที่”

– ฝรั่งเศส – ฌอง อีฟ เลอ ดริยง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศสประณาม “การโจมตีอย่างรุนแรงต่อประชาธิปไตย” และว่า “ความรุนแรงต่อสถาบันของอเมริกาเป็นการโจมตีระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง ผม ขอประณาม … เจตจำนงและคะแนนเสียงของคนอเมริกันจะต้องได้รับการเคารพ”

– เยอรมนี – ไฮโก มาส  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนทรัมป์ “หยุดเหยียบย่ำประชาธิปไตย” และว่า “ทรัมป์และผู้สนับสนุนควรยอมรับการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันและหยุดเหยียบย่ำประชาธิปไตย … ศัตรูของประชาธิปไตยจะยินดีที่ได้เห็นภาพอันน่าทึ่งเหล่านี้จากวอชิงตัน ดี.ซี. ”  เขากล่าวเสริม “คำพูดที่ทำให้รุนแรงกลายเป็นการกระทำที่รุนแรง”

– แคนาดา – นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโดทวีตว่าฉากที่สภาคองเกรสสหรัฐเป็นการ “โจมตีประชาธิปไตย” และว่า “ชาวแคนาดารู้สึกกระวนกระวายใจและเสียใจอย่างยิ่งกับการโจมตีประชาธิปไตยในสหรัฐพันธมิตรและเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุดของเรา” 

– ออสเตรเลีย – สก็อตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียประณาม “ฉากที่น่าวิตก” ในสหรัฐ “เราขอประณามการกระทำที่รุนแรงเหล่านี้และหวังว่าจะมีการถ่ายโอนรัฐบาลอย่างสันติไปสู่การบริหารที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ตามประเพณีประชาธิปไตยอันยิ่งใหญ่ของอเมริกัน” 

– นิวซีแลนด์ – นายกรับมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น ทวีตว่า: “ประชาธิปไตย คือสิทธิของประชาชนในการลงคะแนนเสียงรับฟังเสียงของพวกเขาจากนั้นให้มีการตัดสินใจอย่างสันติ ไม่ควรถูกยกเลิกโดยฝูงชน”

– นาโต้ – เจนส์ สโตลเทนเบิร์กหัวหน้านาโตทวีตว่า “ฉากที่น่าตกใจในวอชิงตันดีซี … ผลของการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยนี้ต้องได้รับการเคารพ”

– ยูเอ็น – อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติและประธานสมัชชาที่ประชุมคือ โวลคาน โบซกีร์ ต่างประณามความรุนแรงที่สภคองเกรส โดยโฆษกของกูเตอร์เรสแถลงว่าเขา”เศร้าใจ” กับการบุกอาคารรัฐสภาของสหรัฐโดยผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และว่า “ในสถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำทางการเมืองจะสร้างความประทับใจให้กับผู้ติดตามของตนว่า ต้องละเว้นจากความรุนแรงรวมทั้งเคารพกระบวนการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม” 

คองเกรสวินาศสันตะโร สาวกทรัมป์บุกถล่มยับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642122

วันที่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 07:50 น.คองเกรสวินาศสันตะโร สาวกทรัมป์บุกถล่มยับภาพชุดเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์สหรัฐ เมื่อผู้สนับสนุนทรัมป์บุกเข้าไปขวางการรับรองว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ (Photo by SAUL LOEB / AFP)

Photo by Drew Angerer / AFP
Photo by SAUL LOEB / AFP
Photo by Joseph Prezioso / AFP
Photo by WIN MCNAMEE / AFP
Photo by WIN MCNAMEE / AFP
Photo by Drew Angerer / AFP
Photo by Drew Angerer / AFP
Photo by SAUL LOEB / AFP
Photo by SAUL LOEB / AFP
Photo by Drew Angerer / AFP
Photo by SAUL LOEB / AFP
Photo by ALEX EDELMAN / AFP

ม็อบหนุนทรัมป์บุกสภาขวางรับรองไบเดน ถูกยิงตายหนึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642121

วันที่ 07 ม.ค. 2564 เวลา 07:28 น.ม็อบหนุนทรัมป์บุกสภาขวางรับรองไบเดน ถูกยิงตายหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสมกับที่ทรัมป์ได้ให้สัญญากับผู้สนับสนุนว่าวันพุธจะเป็นวัน “สุดเถื่อน” สำหรับเมืองหลวงของประเทศ

เกิดความรุนแรงขึ้นหลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมผู้สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ขัดขวางการรับรองชัยชนะการเลือกตั้งของโจ ไบเดนโดยสภาคองเกรสทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งสองสภาและเจ้าหน้าที่ของของสภาต้องหลบหนีกลุ่มผู้ชุมนุม และตำรวจตอ้งเข้าระงับเหตุการณ์ด้วยการปักหลักพร้อมอาวุธปืนภายในห้องประชุมสภา

ภายในอาคารรัฐสภามีสภาพคล้ายกับารก่อรัฐประหารหรือการโจมตีของผู้ก่อการร้าย ฝูงชนโบกธงสีน้ำเงินของทรัมป์และสวมหมวกหาเสียงสีแดงของทรัมป์บุกเข้าไปในห้องประชุม และสามารถยับยั้งกระบวนการรับรองโจ ไบเดนได้สำเร็จ

สมาชิกสภานิติบัญญัติได้รับหน้ากากป้องกันแก๊สน้ำตาเพื่อป้องกันตัวเองจากแก๊สน้ำตาขณะที่พวกเขารีบไปที่ปลอดภัยและละทิ้งพิธีการกลางคัน

สถานการณ์ในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีภาพถ่ายไวรัสบน Twitter แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนอกเครื่องแบบเล็งปืนพกผ่านหน้าต่างที่ถูกทุบเพื่อปิดกั้นผู้บุกรุกไม่ให้บุกเข้ามา

มีคนคนหนึ่งซึ่งไม่ได้ระบุตัวตนถูกยิงได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนภายในอาคารรัฐสภา และ บุคคลดังกล่าวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

บางคนถึงกับยึดสำนักงานของประธานสภาผู้แทนราษฎรคือ แนนซี เปโลซี แล้วไปนั่งเยาะเย้ยที่โต๊ะ คนอื่นๆ โพสท่าถ่ายรูปในห้องวุฒิสภาเหมือนกองทัพศัตรูที่บุกเข้าไปยึดได้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสมกับที่ทรัมป์ได้ให้สัญญากับผู้สนับสนุนว่าวันพุธจะเป็นวัน “สุดเถื่อน” สำหรับเมืองหลวงของประเทศ

หลังจากเหตุวุ่นวายหลายชั่วโมงทรัมป์เพิ่งจะเผยแพร่วิดีโอสั้นๆ บน Twitter เพื่อเรียกร้องให้ผู้คน “กลับบ้าน” แต่ไม่ได้เสียใจหรือขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลยตั้งแต่ที่ผมถูกส่งไป (รบ) ที่อิรัก” ไมค์ กัลลาเกอร์ สมาชิกสภาจากพรรครีพับลิกันและทหารผ่านศึกกล่าวกับซีเอ็นเอ็น

Photo by Drew Angerer / AFP

พ่อค้าน้ำดื่มรวยแซงวอร์เรน บัฟเฟตต์ โค่นเบอร์หนึ่งเอเชีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642085

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 21:00 น.พ่อค้าน้ำดื่มรวยแซงวอร์เรน บัฟเฟตต์ โค่นเบอร์หนึ่งเอเชียจงสานส่าน เจ้าของธุรกิจน้ำดื่มจากจีน มหาเศรษฐีเบอร์ 1 ของเอเชีย รวยแซงวอร์เรน บัฟเฟตต์ ไร้เงาแจ็ค หม่า

หลังจากที่ร่ำรวยแซงหน้านักธุรกิจชื่อดังอย่างแจ็ค หม่าไปแล้ว ล่าสุด จงสานส่าน (Zhong Shanshan) หรือที่ได้รับการขนานนามในแวดวงธุรกิจว่า “หมาป่าผู้โดดเดี่ยว” ประธานบริษัท “หนงฟู ซานเฉวียน” (Nongfu Spring Co.) เจ้าของธุรกิจน้ำดื่มมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีน สร้างสถิติความร่ำรวยครั้งใหม่ด้วยการแซงหน้าสุดยอดนักลงทุนระดับโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ตั้งแต่ต้นปี

จง วัย 66 ปี ก่อตั้งบริษัทหนงฟู ซานเฉวียน เมื่อปี 1996 และที่มาของชื่อหมาป่าผู้โดดเดี่ยวนั้นเป็นเพราะเขามักจะตีตัวออกห่างจากการเมืองและสังคมของนักธุรกิจคนอื่นๆ เส้นทางชีวิตของเราฟังดูแล้วเดียวดายและเต็มไปด้วยขวากหนามเช่นกัน

จงสานส่านต้องลาออกจากโรงเรียนในช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตอนอายุ 12 ปีในช่วงความวุ่นวายของการปฏิวัติวัฒนธรรมที่ทำให้ประเทศจีนเกิดความโกลาหลไปทั่ว ในยุคนั้นผู้คนมากมายถูกลากตัวมาประจานและลงโทษโดยพวกฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง พ่อแม่ของจงที่เป็นปัญญาชนก็ถูกข่มเหงจากเจ้าหน้าที่ทางการและคนทั่วไปเนื่องจากสถานะความเป็นปัญญาชนถูกมองว่าเป็นศัตรูของการปฏิวัติ

หลังจากที่ชื่อเสียงของพ่อแม่ของเขาได้รับการฟื้นฟูหลังการปฏิวัติวัฒนธรรมแล้ว จงสานส่านจึงมีโอกาสได้ทำงานด้านวงวิชาการ เช่น นิตยสารด้านวรรณกรรมและสื่อสารมวลชนโดยการเป็นนักข่าวให้กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น 

เขาหาเลี้ยงตัวเองด้วยการทำงานมาหลากหลายรูปแบบทั้งในอุตสาหกรรมก่อสร้าง จนกระทั่งในปี 1993 ตั้งบริษัท “หย่างเซิงถัง” (Yangshengtang Pharmaceutical Co) ซึ่งเป็นบริษัทเวชภัณฑ์และอาหารโดยเขาสร้างธุรกิจนี้จากที่ไม่มีอะไรอยู่เลยแต่ทำให้มันเป็นบริษัทใหญ่ขึ้นมาได้ 

หนึ่งในธุรกิจในเครือของบริษัทหย่างเซิงถังคือน้ำดื่ม ซึ่งในปี 1996 เขาเริ่มทำน้ำแร่ที่จะเป็นเครื่องดื่มดับกระหายยอดนิยมแบรนด์หนึ่งในจีน โดยใช้แหล่งน้ำจาก “เชียนต่าวหู” หรือทะเลสาบหนึ่งพันเกาะในมณฑลเจ้อเจียง ชื่อของบริษัทในตอนแรกจึงเป็น “เชียนต่าวหู หย่างเซิ่งถัง” จนกระทั่งกลายมาเป็นบริษัทแลแบรนด์หนงฟู ซานเฉวียนในท้ายที่สุด

หลังจากนั้นบริษัทหนงฟู ซานเฉวียนก็ผลิตสินค้าประเภทเครื่องดื่มที่หลากหลายขึ้นเรื่อยๆ เริ่มต้นจากน้ำแร่แบรนด์หนงฟู ซานเฉวียน มาเป็นน้ำแร่จากแหล่งต่างๆ ทั้งในจีนและในต่างประเทศ ผลิตเครื่องดื่มแบบซอฟต์ดริ๊งค์ตั้งแต่น้ำผลไม้ ไปจนถึงน้ำเจือวิตามินและชานม 

เนื่องจากเขาเริ่มต้นจากธุรกิจเวชภัณฑ์มาก่อน ดังนั้นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างความร่ำรวยให้กับเขาคือบริษัทยา Beijing Wantai Biological Pharmacy Enterprise Co. ที่เป็นบริษัทร่วมผลิตวัคซีนโควิด-19 ด้วย ซึ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาซึ่งขณะนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 2,500%

ขณะนี้ จงสานส่านมีสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 91,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 2.7 ล้านล้านบาทตามดัชนีของบลูมเบิร์ก และขึ้นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 6 ของโลก

นับเป็นครั้งที่ 2 ที่มหาเศรษฐีชาวจีนติดโผท็อป 10 ของโลก โดยก่อนหน้านี้คือ หวางเจี้ยนหลิง ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ขึ้นอันดับที่ 8 ในปี 2015 และหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีชาวจีนคนใดที่ติดอันดับดัชนีความมั่งคั่งของบลูมเบิร์กอีกเลย

นอกจากนี้เมื่อไม่นานมานี้เขายังชิงตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเอเชียมาจากมูเกซ อัมบานี มหาเศรษฐีชาวอินเดียไปได้อีกด้วย

โดยเพียงแค่ช่วง 2 วันแรกที่ตลาดหุ้นเปิดทำการในปีนี้ หุ้นบริษัทน้ำดื่มของเขาเติบโตขึ้นถึง 18%

โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้ธุรกิจในประเทศจีนกำลังฟื้นตัวได้ดีหลังเผชิญกับโควิด-19 ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมากแย่งชิงหุ้นของบริษัทจากจีนกันอย่างบ้าคลั่ง โดยนักวิเคราะห์มองว่าบริษัทหนองฟู่ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้จงยังช่วยให้ญาติ 4 คนของเขากลายเป็นมหาเศรษฐีไปโดยปริยาย เนื่องจากน้องสาวของเขา และพี่น้องของภรรยาต่างถือหุ้นบริษัทกันคนละ 1.4% ซึ่งคิดเป็นเงิน 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 39,000 ล้านบาท

เรียกได้ว่าที่ผ่านมาบริษัทน้ำดื่มหนงฟูของจงสานส่านได้สร้างมหาเศรษฐีหลายสิบคน ไม่ว่าจะเป็นเครือญาติหรือพนักงานของเขาก็ตาม 

ขณะที่วิกฤตโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างมากในปีที่ผ่านมา แต่มันกลับเป็นโอกาสทองของมหาเศรษฐีระดับโลก โดยบลูมเบิร์กระบุว่ามหาเศรษฐีที่รวยที่สุด 500 คนมีทรัพย์สินสุทธิรวมกันได้ถึง 7.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในสิ้นปีที่ผ่านมา

ซึ่งจงเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียที่สามารถกอบโกยทรัพย์สินได้ถึง 71,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากที่สุดรองจากอีลอน มัสก์ เจ้าของเทสลา (Tesla Inc.) และเจฟฟ์ เบโซส์ จากแอมะซอน (Amazon.com Inc.)

เป็นที่น่าสังเกตว่าแจ็ค หม่า ที่เคยเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของเอเชีย มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิลดลงประมาณ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่เดือนตุลาคม และตอนนี้เขาร่วงลงมาเป็นบุคคลที่ร่ำรวยอันดับที่ 25 ของโลก

Photo by www.nongfuspring.com

‘ดวงตาจักรวาล’ ของจีนจะกระตุ้นให้เอเลี่ยนบุกโลกหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641985

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 19:00 น.‘ดวงตาจักรวาล’ ของจีนจะกระตุ้นให้เอเลี่ยนบุกโลกหรือไม่จีนจ่อเปิด ‘ดวงตาจักรวาล’ หรือ FAST ให้ทั่วโลกได้ใช้ 1 เม.ย.นี้ โดยให้ต่างชาติเข้าใช้ได้ด้วย ผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นเรื่องการติดต่อกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวว่ามีความเสี่ยง

ซินหัวรายงานว่ากล้องโทรทรรศน์วิทยุฟาสต์ (FAST) เส้นผ่านศูนย์กลาง 500 เมตร ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่มีจานรับสัญญาณคลื่นวิทยุแบบจานเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เตรียมเปิดให้บริการแก่ทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้

หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งชาติ (NAOC) สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS) ซึ่งเป็นผู้ดูแลการทำงานของกล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่า (4 ม.ค.) นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจะสามารถทำการจองใช้อุปกรณ์ดังกล่าวทางออนไลน์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ส่วนตารางการจัดสรรเวลาจะออกมาภายในวันที่ 1 ส.ค.

เจียงเผิง หัวหน้าวิศวกรของกล้องฟาสต์จากหอสังเกตการณ์ฯ กล่าวว่าช่วงปีแรกของการเปิดให้ชุมชนวิทยาศาสตร์ทั่วโลกใช้งานกล้องโทรทรรศน์นี้ จะมีการจัดสรรเวลาสำหรับการสังเกตการณ์ราวร้อยละ 10 ให้กับบรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างชาติเจียงเสริมว่า “นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนก็ต้องจองใช้บริการทางออนไลน์ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้เช่นกัน”

ทั้งนี้ กล้องโทรทรรศน์ฟาสต์ตั้งอยู่ในภูมิประเทศแบบคาสต์ที่ถูกกัดกร่อนเป็นแอ่งกลมลึกซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ในมณฑลกุ้ยโจว และได้ชื่อว่าเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ตอบสนองเร็วที่สุดในโลก โดยเริ่มเปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2020

ตอนที่ทางการจีนเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งนี้เมื่อเดือนกันยายน 2016 รายงานข่าวระบุว่ามันมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสัญญาณของสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยกล้องตัวล่าสุดนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โค่นแชมป์เก่าอย่างกล้องโทรทรรศน์อาเรซิโบในเปอร์โตริโก ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 300 ม. และเพิ่งจะพังทลายลงไปเมื่อเร็วๆ นี้ 

อย่างไรก็ตาม ไม่นานนักหลังจากที่มีข่าวดังกล่าว สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกผู้ล่วงลับได้เตือนว่าวันหนึ่งมนุษย์อาจได้รับสัญญาณตอบกลับจากดาวดวงอื่นที่มีลักษณะคล้ายกับดาวคล้ายโลก แต่เราต้องระวังสัญญาณตอบกลับดังกล่าวให้มาก

ฮอว์กิ้งเปรียบเทียบการติดต่อกับสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมล้ำหน้ากว่ามนุษย์เป็นครั้งแรกกับเหตุการณ์ที่ชาวอเมริกันพื้นเมืองเผชิญหน้ากับ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ซึ่งไม่เป็นผลดีกับเจ้าถิ่นมากนัก เพราะปรากฎว่าผู้มาเยือนกวาดล้างเจ้าถิ่นเดิมจนแทบเหี้ยน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮอว์กิ้งเตือนถึงอันตรายจากการติดต่อสื่อสารกับเอเลี่ยน เมื่อปีที่แล้วศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์เคยเตือนว่า สิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่สามารถเข้าใจข้อความที่มนุษย์ส่งออกไป จะต้องมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่ามนุษย์นับพันปี หากเป็นเช่นนั้นพวกเขาจะมีพลังมหาศาล และอาจมองเราเป็นเพียงของไร้ค่าไม่ต่างจากที่เรามองแบคทีเรีย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2010 ฮอว์กิ้งเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เอเลี่ยนอาจจะกำลังตระเวนไปทั่วจักรวาลเพื่อปล้นแหล่งทรัพยากรของดาวดวงอื่น หรือเข้ายึดครองเป็นเมืองขึ้น

แม้จะพูดเตือนถึงอันตรายจากการติดต่อกับเอเลี่ยน แต่ใช่ว่าฮอว์กิ้งจะต่อต้านการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกเสียทีเดียว เพราะตัวเขาเองก็เป็นผู้ริเริ่มโครงการค้นหาสัญญาณจากนอกโลกโดยตรวจค้นดวงดาวที่อยู่ใกล้เคียงกับโลกนับล้านดวงเพื่อหาสิ่งมีชีวิตไปเมื่อปี 2015 โดยได้รับการสนับสนุนจากราชสมาคมแห่งลอนดอน ซึ่งเป็นที่ชุมนุมนักปราชญ์แห่งวิทยาศาสตร์

อย่างไรก็ดี การค้นเอเลี่ยนด้วยเทคโนโลยีเดิมๆ ก็มีปัญหาเชิงเทคนิคเหมือนกัน Scientific American รายงานการทดลองของนักวิจัยมหาวิทยาลัยคอร์โดบาในอาร์เจนตินา เมื่อเดือนกันยายน 2020 เผยว่าแบบจำลองใหม่ที่จำลองการติดต่อระหว่างเอเลี่ยนในดาวต่างๆ ข้ามทางช้างเผือก ชี้ให้เห็นว่าการส่งสัญญาณวิทยุข้ามจักรวาลมีโอกาสสำเร็จน้อย ยกเว้นว่าในระบบของเราจะมีดาวเอเลี่ยนอยู่หนาแน่นและเอเลี่ยนเหล่านั้นมีอายุขัยยืนยาว 

ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่รู้ผลของการเปิดกล้องโทรทรรศน์ของจีนในครั้งนี้ว่าจะพบสิ่งมีชีวิตต่างดาวหรือไม่ แต่การที่จีนเชื้อเชิญให้ต่างชาติเข้ามาร่วมใช้งานมันได้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะความร่วมมือระหว่างจีนและชุมชนการวิจัยอวกาศระหว่างประเทศหยุดชะงักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนื่องจากความตึงเครียดทางการเมือง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามรายงานของ Time ระบุว่า สภาคองเกรสของสหรัฐได้ผ่านร่างกฎหมายในปี 2011 ซึ่งห้ามไม่ให้นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนขึ้นสถานีอวกาศนานาชาติโดยอ้างถึงปัญหาด้านความมั่นคง

Photo by Handout / National Astronomical Observatories of the Chinese Academy of Sciences (NAOC) / NOEL CELIS / AFP